ทักษิณ ชินวัตร

เลขาฯ กฤษฎีกา แจงขั้นตอนยึดทรัพย์คดีหุ้นชินคอร์ป

“เลขาฯ กฤษฎีกา” ไม่มั่นใจ อัยการสูงสุดอุทธรณ์คดี 112 “ทักษิณ” ไม่กระทบพักโทษหรือไม่ แจงขั้นตอนยึดทรัพย์คดีหุ้นชินคอร์ป ต้องขอศาลออกหมายบังคับคดี สืบทรัพย์ให้มาเป็นของแผ่นดิน

วันที่ 18 พ.ย. 2568 ที่ทำเนียบ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา กล่าวถึงกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกต ว่าการอุทธรณ์ของอัยการสูงสุด คดี 112 ของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะทำให้ไม่สามารถขอพักโทษจากคดีสืบเนื่องจากชั้น 14 ได้จริงหรือไม่ ว่าไม่น่าจะถูกตัดสิทธิการพักโทษ แต่ตนยังไม่ได้ดูรายละเอียด ขอดูรายละเอียดก่อน จึงไม่กล้าตอบคำถาม เนื่องจากกังวลว่าอาจผิด

เลขาฯ กฤษฎีกา แจงขั้นตอนยึดทรัพย์คดีหุ้นชินคอร์ป

ไม่แน่ใจกระทบพักโทษหรือไม่

ส่วนการที่สำนักงานอัยการสูงสุดยื่นอุทธรณ์ในคดี 112 จะส่งผลให้ไม่สามารถขอพักโทษได้ใช่หรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า การยื่นอุทธรณ์ไม่ใช่คำพิพากษา ถือว่ายังอยู่ในขั้นตอนการดำเนินคดีอยู่ และการขอพักโทษก็น่าจะได้ ก่อนย้ำว่าการตอบคำถามของตนเป็นการตอบที่ยังไม่ได้ดูข้อกฎหมาย อย่างไรก็ตาม เลขาฯกฤษฎีกา ยืนยันว่าการที่จะขอพักโทษได้ ต้องรับโทษมาแล้ว 1 ใน 3 หรือจำคุกมาแล้ว 6 เดือน ซึ่งเป็นไปตามหลักที่ต้องรับโทษ ก่อนจะขอพักโทษ และขั้นตอนการพักโทษก็ไม่มีหลักเกณฑ์การจำคุกขั้นต่ำกว่านี้แล้ว

เมื่อถามว่าหากนายทักษิณ ได้รับการพักโทษออกมาจะสามารถเป็นผู้ช่วยหาเสียงเลือกตั้งได้หรือไม่ เลขาฯกฤษฎีกา ระบุว่า อันนี้ไปไกลแล้ว ตนชักงง ขอดูรายละเอียดก่อน และไม่กล้าตอบ เพราะอาจผิดพลาดได้

ขั้นตอนการยึดทรัพย์คดีหุ้นชินคอร์ป ที่ต้องขอศาล

ส่วนที่มีกรณีศาลฎีกาพิพากษากลับในคดีภาษีของนายทักษิณ ต้องจ่ายภาษีจากการขายหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) จำนวน 1.76 หมื่นล้านบาท กระทรวงการคลังจะต้องดำเนินการเช่นไร เลขาฯกฤษฎีกา ระบุว่า กระทรวงการคลังไม่ต้องทำอะไร แต่ต้องขอศาลออกหมายบังคับคดี ซึ่งเป็นกระบวนการปกติไม่มีอะไรเป็นพิเศษ ซึ่งจะสามารถยึดจากทรัพย์สินของนายทักษิณได้เลยหรือไม่ เลขาฯกฤษฎีกา ยืนยันว่า ดำเนินการตามขั้นตอนปกติทางกฎหมาย และทรัพย์สินที่ได้มาก็ตกเป็นของแผ่นดิน ซึ่งถือเป็นหลักปกติ ไม่ใช่กรณีใดกรณีหนึ่ง

ส่วนจะใช้เวลาเท่าใดในการยึดทรัพย์คดีหุ้นชินคอร์ปเข้าสู่คลัง เลขาฯกฤษฎีกา กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับขั้นตอนการสืบทรัพย์ ซึ่งต้องถามรายละเอียดจากกรมบังคับคดี

ทำความเข้าใจขั้นตอนยึดทรัพย์คดีหุ้นชินคอร์ป

จากกรณีที่ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาในคดีภาษีหุ้นชินคอร์ป และมีคำสั่งให้มีการชำระภาษีย้อนหลังเป็นจำนวนเงิน 1.76 หมื่นล้านบาท กระบวนการหลังจากนี้จึงเข้าสู่ขั้นตอนการบังคับคดี ซึ่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ให้ข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับกระบวนการดังกล่าว ขั้นตอนแรกที่กระทรวงการคลังจะต้องดำเนินการคือการขอหมายบังคับคดีจากศาล ซึ่งเป็นกระบวนการปกติที่กฎหมายกำหนดไว้ หลังจากนั้น กรมบังคับคดีจะเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการสืบทรัพย์สินของจำเลย และดำเนินการยึดทรัพย์สินเพื่อนำมาชำระหนี้ตามคำพิพากษา

สิ่งที่น่าสนใจคือ ทรัพย์สินที่ได้จากการยึดทรัพย์ในคดีนี้ จะตกเป็นของแผ่นดิน ซึ่งเป็นหลักการทั่วไปในการบังคับคดีแพ่ง อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาในการดำเนินการยึดทรัพย์สินนั้นขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของคดี และความยากง่ายในการสืบทรัพย์สินของจำเลย ซึ่งในบางกรณีอาจใช้เวลานานหลายเดือน หรือเป็นปี

ประเด็นที่ควรพิจารณาเพิ่มเติมคือ กระบวนการบังคับคดีอาจมีการอุทธรณ์หรือโต้แย้งจากฝ่ายจำเลย ซึ่งอาจทำให้กระบวนการล่าช้าออกไปอีก ดังนั้น การทำความเข้าใจในขั้นตอนและกระบวนการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับประชาชนทั่วไป เพื่อให้เข้าใจถึงสิทธิและหน้าที่ของตนเองในกระบวนการยุติธรรม

สรุปประเด็นสำคัญเกี่ยวกับยึดทรัพย์คดีหุ้นชินคอร์ป:

  • กระทรวงการคลังต้องขอหมายบังคับคดีจากศาล
  • กรมบังคับคดีดำเนินการสืบทรัพย์และยึดทรัพย์
  • ทรัพย์สินที่ยึดได้ตกเป็นของแผ่นดิน
  • ระยะเวลาขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของการสืบทรัพย์

การบังคับคดีเป็นกระบวนการที่ละเอียดอ่อนและมีความสำคัญอย่างยิ่งในการรักษากฎหมายและความยุติธรรมในสังคม การติดตามข่าวสารและความคืบหน้าในคดีสำคัญๆ จึงเป็นสิ่งที่ควรให้ความสนใจ

ที่มา – “เลขาฯ กฤษฎีกา” แจงขั้นตอนยึดทรัพย์คดีหุ้นชินคอร์ป ต้องขอศาลออกหมายบังคับคดี

กรมบังคับคดี แจงขั้นตอนบังคับคดีภาษีหุ้นชินคอร์ป

โฆษกกรมบังคับคดี แจงขั้นตอนบังคับคดีภาษีหุ้นชินคอร์ป 1.76 หมื่นล้านบาท “ทักษิณ ชินวัตร” เผยตอนนี้เรื่องยังมาไม่ถึง

วันที่ 18 พ.ย. 68 นางเพ็ญรวี มาแสง รองอธิบดีกรมบังคับคดี โฆษกกรมบังคับคดี กล่าวถึงขั้นตอนดำเนินการกรณีศาลฎีกา พิพากษาคดีภาษีของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จากการขายหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่นจำกัด (มหาชน) โดยมีผลให้กรมสรรพากรเรียกเก็บภาษีจากนายทักษิณ 1.76 หมื่นล้านบาท ว่า ในขั้นตอนของกรมบังคับคดี ตอนนี้เรื่องยังมาไม่ถึง

โดยจากคำพิพากษา เมื่อฝ่ายลูกหนี้ทราบคำพิพากษาแล้วก็ต้องติดต่อชำระหนี้ต่อกรมสรรพากร ภายในระยะที่กฎหมายกำหนด แต่หากลูกหนี้ไม่ชำระ ก็จะเข้าสู่การดำเนินการ โดยกรมสรรพากรมีขั้นตอนที่จะดำเนินการเองได้ ทั้งนี้ กรณีคดีแพ่งทั่วไป กรมบังคับคดี จะเข้าไปดำเนินการ เมื่อมีหมายบังคับคดี ซึ่งเป็นหลักการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาคดีแพ่ง โดยหลักการทั่วไป เจ้าหนี้ซึ่งก็คือกรมสรรพากรต้องเป็นผู้ร้องต่อศาล เพื่อให้มีหมายบังคับคดี โดยเจ้าหนี้ต้องดำเนินการสืบหาทรัพย์สิน แล้วแจ้งให้กรมบังคับคดีทำการยึดอายัดขายทอดตลาดตามขั้นตอน

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีหากทรัพย์อยู่นอกประเทศ มีวิธีการดำเนินการอย่างไร โฆษกกรมบังคับคดี กล่าวว่า ตามกฎหมายไทยปัจจุบัน อำนาจของเจ้าพนักงานบังคับคดียังอยู่ในราชอาณาจักรเท่านั้น เพราะเป็นคดีแพ่ง ซึ่งต่างจากคดีอาญา โดยการบังคับคดีภาษีหุ้นชินคอร์ปมีระยะเวลาดำเนินการภายใน 10 ปี นับจากศาลพิพากษาถึงที่สุด

กรมบังคับคดี แจงขั้นตอนบังคับคดีภาษีหุ้นชินคอร์ป

ขั้นตอนการบังคับคดีภาษีหุ้นชินคอร์ป

จากกรณีที่ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาเกี่ยวกับคดีภาษีของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จากการขายหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่นจำกัด (มหาชน) ซึ่งส่งผลให้กรมสรรพากรต้องดำเนินการเรียกเก็บภาษีจากนายทักษิณเป็นจำนวนเงิน 1.76 หมื่นล้านบาทนั้น หลายคนอาจสงสัยเกี่ยวกับขั้นตอนการบังคับคดีภาษีหุ้นชินคอร์ป

เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับกระบวนการดังกล่าว ทางกรมบังคับคดีจึงได้ออกมาให้ข้อมูลและชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับขั้นตอนการดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยเน้นย้ำว่าในขณะนี้เรื่องดังกล่าวยังไม่ได้มีการส่งมาถึงกรมบังคับคดีแต่อย่างใด

นางเพ็ญรวี มาแสง รองอธิบดีกรมบังคับคดี ในฐานะโฆษกกรมบังคับคดี ได้อธิบายว่า หลังจากที่ศาลมีคำพิพากษาแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นต่อไปคือลูกหนี้ (ในที่นี้คือนายทักษิณ) จะต้องติดต่อกับกรมสรรพากรเพื่อชำระหนี้ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด หากลูกหนี้ไม่ดำเนินการชำระหนี้ตามกำหนด กรมสรรพากรก็จะเข้าสู่กระบวนการดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายบัญญัติไว้

สำหรับกรณีคดีแพ่งทั่วไป กรมบังคับคดีจะเข้าไปมีบทบาทเมื่อมีหมายบังคับคดี ซึ่งเป็นไปตามหลักการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาคดีแพ่ง โดยหลักการทั่วไปคือ เจ้าหนี้ (ในที่นี้คือกรมสรรพากร) จะต้องเป็นผู้ร้องขอต่อศาลเพื่อให้ศาลออกหมายบังคับคดี จากนั้นเจ้าหนี้จะต้องดำเนินการสืบหาทรัพย์สินของลูกหนี้ และแจ้งให้กรมบังคับคดีทำการยึด อายัด และขายทอดตลาดทรัพย์สินเหล่านั้นตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด

ประเด็นที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ กรณีที่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตั้งอยู่นอกราชอาณาจักรไทย โฆษกกรมบังคับคดีได้ชี้แจงว่า ตามกฎหมายไทยปัจจุบัน อำนาจของเจ้าพนักงานบังคับคดียังคงจำกัดอยู่ภายในราชอาณาจักรเท่านั้น เนื่องจากเป็นคดีแพ่ง ซึ่งแตกต่างจากคดีอาญา กระบวนการบังคับคดีจะมีระยะเวลาดำเนินการภายใน 10 ปี นับตั้งแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด

ดังนั้น การทำความเข้าใจขั้นตอนการบังคับคดีจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง และเข้าใจถึงกระบวนการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

โดยสรุปแล้ว ขั้นตอนการบังคับคดีภาษีหุ้นชินคอร์ปนั้น ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น และต้องรอให้กรมสรรพากรดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายก่อนที่จะเข้าสู่กระบวนการบังคับคดีของกรมบังคับคดีต่อไป

ที่มา – กรมบังคับคดี แจงขั้นตอนบังคับคดีภาษีหุ้นชินคอร์ป 1.76 หมื่นล้านบาท

เอมเผย ทักษิณเสียใจ! อสส.จ่ออุทธรณ์ ม.112

“เอม พินทองทา” เผย “ทักษิณ ชินวัตร” เสียใจเจ็บช้ำ อัยการสูงสุดจ่อยื่นอุทธรณ์คดี ม.112 ลั่นสู้ต่อถ้ายังไม่ได้รับความยุติธรรม “โอ๊ค พานทองแท้” ขอบคุณกำลังใจที่มอบให้ครอบครัว รับทำให้จิตตกพอควร

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ พร้อมด้วย นายพานทองแท้ ชินวัตร ลูกสาวและลูกชายของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และ น.ส.ณัฐฐิญา ปวงคำ ภรรยานายพานทองแท้ เดินทางเข้าเยี่ยม นายทักษิณ ที่เรือนจำกลางคลองเปรม

ต่อมาเวลา 13.35 น. น.ส.พินทองทา กล่าวภายหลังจากการเยี่ยม นายทักษิณ ว่า “ท่านก็เสียใจ เจ็บช้ำ จากกรณีที่อัยการสูงสุดจะยื่นอุทธรณ์คดีมาตรา 112” เมื่อถามว่านายทักษิณจะมีวิธีการต่อสู้คดีอย่างไร น.ส.พินทองทา ตอบว่า “เรื่องนี้ก็คงต้องคุยและวางแผนกัน ต้องสู้ค่ะ เพราะว่าถ้าเกิดเรายังไม่ได้รับความยุติธรรม เราก็ต้องสู้ต่อค่ะ แต่ว่าจุดนี้ก็ยังเป็นห่วงเรื่องความรู้สึกคุณพ่อ เพราะว่าท่านอยู่ในนี้ ก็ไม่ได้มีใครอยู่กับท่านเลย พวกเราก็ได้แต่ส่งกำลังใจ อันนี้มันก็เพิ่งวันนี้ ที่เราโชคดีที่ได้เข้ามาเยี่ยมคุณพ่อ ที่คุณพ่อได้เจอกับครอบครัวในวันนี้”

ผู้สื่อข่าวถามต่อ เป็นเรื่องที่กระทบจิตใจครอบครัวมากใช่หรือไม่ เพราะว่านายทักษิณ เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้วแต่ยังถูกคำสั่งอุทธรณ์กลับ นายพานทองแท้ ตอบว่า ก็เป็นเรื่องที่ทำให้จิตตกพอสมควร แต่ว่าเราขอบคุณทุกกำลังใจที่มีกับครอบครัวเรา อย่างไรก็ตามเมื่อให้สัมภาษณ์เสร็จสิ้น น.ส.พินทองทา พร้อมด้วย นายพานทองแท้ และ น.ส.ณัฐฐิญา ได้เข้าไปทักทายประชาชนที่เข้ามาให้กำลังใจ และเดินทางกลับทันที.

เอมเผย ทักษิณเสียใจ! อสส.จ่ออุทธรณ์ ม.112

จากกรณีข่าวที่เกิดขึ้น เอม พินทองทา ได้ออกมาเปิดเผยความรู้สึกของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับการที่อัยการสูงสุดเตรียมยื่นอุทธรณ์คดีมาตรา 112 ซึ่งเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจและมีการติดตามอย่างใกล้ชิดจากประชาชนและสื่อมวลชน

สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อจิตใจของนายทักษิณและครอบครัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงสถานะของนายทักษิณที่อยู่ในระหว่างการถูกคุมขัง การที่อัยการสูงสุดตัดสินใจยื่นอุทธรณ์คดีดังกล่าวจึงยิ่งเพิ่มความกดดันและความเครียดให้กับนายทักษิณและคนใกล้ชิด

ความรู้สึกของครอบครัวชินวัตรต่อกรณี อสส. จ่ออุทธรณ์ ม.112

นายพานทองแท้ ชินวัตร ได้กล่าวขอบคุณทุกกำลังใจที่มอบให้กับครอบครัว พร้อมยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ทำให้จิตใจหดหู่พอสมควร การที่สมาชิกในครอบครัวต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบากเช่นนี้ ย่อมส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่และสภาพจิตใจของทุกคน

น.ส.พินทองทา กล่าวถึงการเตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้คดี โดยยืนยันว่าจะสู้ต่อไปหากยังไม่ได้รับความยุติธรรม การต่อสู้เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์และความถูกต้องเป็นสิ่งที่ครอบครัวชินวัตรให้ความสำคัญมาโดยตลอด และพวกเขายังคงมุ่งมั่นที่จะดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายอย่างเต็มที่

คดีมาตรา 112 เป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและมีความซับซ้อน การที่อัยการสูงสุดตัดสินใจยื่นอุทธรณ์คดีดังกล่าวจึงเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและระมัดระวัง ทั้งในแง่ของข้อกฎหมายและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสังคมโดยรวม

การดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับมาตรา 112 จำเป็นต้องมีความโปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อให้ทุกฝ่ายได้รับความเป็นธรรมและสามารถยอมรับผลการตัดสินที่เกิดขึ้นได้ การเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้แสดงความคิดเห็นและนำเสนอข้อโต้แย้งอย่างเต็มที่ จะช่วยสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม

ในขณะที่การต่อสู้คดีกำลังดำเนินต่อไป การให้กำลังใจและสนับสนุนซึ่งกันและกันภายในครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การที่สมาชิกในครอบครัวชินวัตรยังคงยืนหยัดเคียงข้างกันและให้กำลังใจซึ่งกันและกัน แสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งและความสามัคคีที่พวกเขามี

การติดตามความคืบหน้าของคดีและการแสดงความเห็นอย่างสร้างสรรค์ เป็นสิ่งที่ประชาชนสามารถทำได้เพื่อร่วมกันสร้างสังคมที่เคารพสิทธิและเสรีภาพของทุกคน การมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นอย่างมีเหตุผลและรับผิดชอบ จะช่วยส่งเสริมให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้อง

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับนายทักษิณและครอบครัวชินวัตรเป็นบทเรียนที่สำคัญสำหรับสังคมไทย ในการพิจารณาถึงความสำคัญของหลักนิติธรรม ความยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน การสร้างสังคมที่เคารพกฎหมายและให้ความเป็นธรรมแก่ทุกคน เป็นสิ่งที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

การที่เอม พินทองทา ออกมาเปิดเผยความรู้สึกของนายทักษิณ ถือเป็นการส่งสัญญาณที่สำคัญไปยังสังคมว่า ครอบครัวชินวัตรยังคงให้ความสำคัญกับความเป็นธรรมและพร้อมที่จะต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิของตนเอง

สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเครื่องเตือนใจว่า กระบวนการยุติธรรมควรเป็นไปอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และเสมอภาค เพื่อให้ทุกฝ่ายได้รับความคุ้มครองและสามารถใช้สิทธิของตนเองได้อย่างเต็มที่ การสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการสร้างสังคมที่สงบสุขและมั่นคง

เอมเผย ทักษิณเสียใจ! อสส.จ่ออุทธรณ์ ม.112 เป็นสถานการณ์ที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป และหวังว่าทุกฝ่ายจะได้รับความเป็นธรรมในที่สุด

ที่มา – “เอม” เผย “ทักษิณ” เสียใจเจ็บช้ำ อสส. จ่อยื่นอุทธรณ์คดี ม.112 “โอ๊ค” ขอบคุณทุกกำลังใจ

แพทองธารเผย ทักษิณเสียใจ ไม่ได้ถวายสักการะ

“แพทองธาร” สวมชุดดำไว้ทุกข์เข้าเยี่ยมพ่อ พร้อมเผย “ทักษิณ” เสียใจไม่มีโอกาสถวายสักการะพระบรมศพ “สมเด็จพระพันปีหลวง”

เมื่อเวลา 10.40 น. วันที่ 27 ต.ค. 2568 น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายปิฎก สุขสวัสดิ์ คู่สมรส เดินทางมาเยี่ยมนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เรือนจำกลางคลองเปรม โดยในวันนี้ น.ส.แพทองธาร และนายปิฎก ได้สวมชุดสีดำไว้ทุกข์

ส่วนบรรยากาศบริเวณเรือนจำกลางคลองเปรม มีประชาชนจากจังหวัดเชียงใหม่เดินทางมารอต้อนรับและให้กำลังใจ โดยมีประชาชนผู้สูงอายุ 1 ราย ได้เดินทางมาร้องทุกข์ต่อ น.ส.แพทองธาร อีกด้วย

จากนั้น น.ส.แพทองธาร และนายปิฎก ได้เดินทางเข้าไปในเรือนจำเพื่อเยี่ยมบิดา ประมาณ 1 ชั่วโมง กระทั่งเวลา 11.30 น. น.ส.แพทองธาร พร้อมนายปิฎก ได้เดินทางออกจากเรือนจำกลางคลองเปรม หลังจากเข้าเยี่ยมนายทักษิณ

น.ส.แพทองธาร เผยว่า คุณพ่อได้กล่าวผ่านมายังตนว่า รู้สึกเสียใจต่อการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระพันปีหลวง รวมทั้งเสียใจที่ไม่มีโอกาสได้ไปกราบพระบรมศพ เนื่องจากคุณพ่อก็เคยถวายงานรับใช้พระองค์ท่านอยู่หลายครามาหลายปี คุณพ่อรู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและเสียดายอย่างมาก

ส่วนเรื่องสุขภาพตอนนี้โอเคขึ้น อาการเจ็บปวดตามร่างกายหรือเรื่องความดันก็ดีขึ้น แต่ตัวยังคงมีอาการเครียดอยู่บ้าง.

แพทองธารเผย ทักษิณเสียใจไม่มีโอกาส ถวายสักการะพระบรมศพ “สมเด็จพระพันปีหลวง”

จากข่าวที่เกิดขึ้นล่าสุด น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ได้ออกมาเปิดเผยความรู้สึกของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระพันปีหลวง และความเสียใจที่ท่านไม่มีโอกาสได้ถวายสักการะพระบรมศพด้วยตนเอง เรื่องราวนี้ได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นอย่างมาก เนื่องจากนายทักษิณเคยถวายงานรับใช้พระองค์ท่านมาหลายปี

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้สึกของทักษิณ

น.ส.แพทองธารกล่าวว่า นายทักษิณรู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระพันปีหลวงเป็นอย่างยิ่ง และรู้สึกเสียดายที่ไม่มีโอกาสได้แสดงความเคารพต่อพระองค์ท่านเป็นครั้งสุดท้าย ความรู้สึกนี้สะท้อนให้เห็นถึงความผูกพันที่นายทักษิณมีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และความเคารพที่ท่านมีต่อสมเด็จพระพันปีหลวง

นอกจากนี้ น.ส.แพทองธารยังได้อัปเดตเรื่องสุขภาพของนายทักษิณว่าดีขึ้นกว่าเดิม แต่อาการเครียดก็ยังคงมีอยู่บ้าง ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ในสถานการณ์ปัจจุบัน การที่นายทักษิณยังคงมีความห่วงใยต่อสถานการณ์ต่างๆ ในประเทศ แสดงให้เห็นถึงความผูกพันที่ท่านยังมีต่อประเทศไทย

เหตุการณ์นี้ทำให้หลายคนหวนรำลึกถึงช่วงเวลาที่นายทักษิณดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และบทบาทของท่านในการพัฒนาประเทศ การที่ท่านแสดงความเสียใจต่อการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของประเทศชาติ แสดงให้เห็นถึงความรักและความห่วงใยที่ท่านมีต่อประเทศไทยและประชาชนชาวไทย

เรื่องราวของ น.ส.แพทองธารที่ออกมาเผยความรู้สึกของนายทักษิณที่เสียใจไม่มีโอกาส ถวายสักการะพระบรมศพ สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์และความผูกพันที่เชื่อมโยงกันระหว่างบุคคลสำคัญในสังคมไทย และความเคารพที่พวกเขามีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

การออกมาเปิดเผยความรู้สึกของนายทักษิณในครั้งนี้ อาจเป็นการส่งสัญญาณบางอย่างทางการเมือง หรืออาจเป็นเพียงการแสดงความรู้สึกส่วนตัวที่ต้องการแบ่งปันให้ประชาชนได้รับรู้ แต่ไม่ว่าเหตุผลจะเป็นเช่นไร สิ่งที่สำคัญคือ การที่เราได้เห็นถึงความรักและความห่วงใยที่บุคคลสาธารณะมีต่อประเทศชาติ

สำหรับใครที่สนใจติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย สามารถติดตามได้จากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ เพื่อให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน

ความรู้สึกของทักษิณที่ แพทองธาร นำมาเผยแพร่ สะท้อนถึงความจงรักภักดี และความผูกพันที่อดีตนายกฯ ยังคงมีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และประชาชนชาวไทยถึงแม้จะอยู่ห่างไกล

การที่ น.ส.แพทองธารออกมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับความรู้สึกของคุณพ่อ ก็อาจเป็นการต้องการสื่อสารบางอย่างไปยังสังคม ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่าติดตามต่อไปว่าจะมีผลกระทบอย่างไรบ้างในอนาคต

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์ และความรักความผูกพันที่เรามีต่อประเทศชาติ

ที่มา – “แพทองธาร” เผย “ทักษิณ” เสียใจไม่มีโอกาส ถวายสักการะพระบรมศพ “สมเด็จพระพันปีหลวง”

อิ๊งค์-เอม เยี่ยมทักษิณ ครั้งที่ 10 เผยอาการล่าสุด

“อิ๊งค์-เอม” เยี่ยม “ทักษิณ” ที่เรือนจำกลางคลองเปรม ครั้งที่ 10 เผยพ่อยังเครียด-นอนไม่หลับบ้าง แต่อาการนิ้วชาดีขึ้นแล้ว คนเสื้อแดงตามให้กำลังใจ

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 20 ต.ค. 68 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศบริเวณด้านหน้าเรือนจำกลางคลองเปรม และส่วนของศูนย์บริการเยี่ยมญาติ ซึ่งวันนี้ถือเป็นครั้งที่ 10 สำหรับการเยี่ยมญาตินายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ถูกคุมขังตามคำสั่งบังคับโทษ นับแต่วันที่ 9 ก.ย. 

โดย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หรือ อิ๊งค์ และ น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ หรือเอม เป็นตัวแทนครอบครัวเข้าเยี่ยมนายทักษิณ นอกจากนี้ ยังคงมีมวลชนคนเสื้อแดงคอยส่งเสียงให้กำลังใจอย่างต่อเนื่อง ด้วยความหวังว่าจะได้เห็นความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับสถานการณ์ของนายทักษิณ 

เมื่อทั้งคู่ลงมาจากรถ ก็ได้เดินตรงไปยังกลุ่มคนเสื้อแดงที่ปรบมือส่งเสียงให้กำลังใจ พร้อมกับยกมือไหว้ทักทายกลุ่มมวลชน ก่อนทั้งคู่เดินเข้าไปในเรือนจำฯ โดยมี นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความของนายทักษิณ ได้ร่วมเข้าเยี่ยมด้วย ซึ่งจังหวะหนึ่งก่อนเข้าประตูผ่านแดน ทั้งสองพี่น้องต่างโอบเอวกันและกันก่อนที่ทั้งคู่จะเข้าไปด้านในของเรือนจำฯ

ต่อมาเวลา 12.25 น. น.ส.แพทองธาร และ น.ส.พินทองทา ได้เดินออกจากประตูเรือนจำกลางคลองเปรมภายหลังเยี่ยมนายทักษิณแล้วเสร็จ โดยทั้งคู่มีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ไม่มีท่าทีอาการเครียด หรือวิตกกังวลแต่อย่างใด น.ส.แพทองธาร เปิดเผยว่า ตนเพิ่งกลับจากต่างประเทศ ไม่ได้มาเจอคุณพ่อหลายวัน ตอนนี้คุณพ่อก็นับวันบอกกับลูก ๆ ว่า อยู่มาครบ 6 อาทิตย์พอดี ทั้งนี้ คุณพ่อก็อยู่อย่างเรื่อย ๆ ไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่มีอาการเครียดบ้างและนอนไม่หลับบ้าง ส่วนอาการนิ้วชาของคุณพ่อนั้นดีขึ้นแล้ว 

จากนั้นทั้งคู่ก็ได้เดินไปพูดคุยทักทายและจับไม้จับมือกลุ่มคนเสื้อแดงที่ปักหลักรอให้กำลังใจ นอกจากนี้ พบว่ามีคนเสื้อแดงได้ยื่นแก้วพลาสติกที่ด้านในมีมะม่วงหาวมะนาวโห่ มอบให้กับ น.ส.แพทองธาร ซึ่ง น.ส.พินทองทา ได้เป็นผู้รับมอบไว้แทนและยื่นให้กับทีมงานที่ติดตามมาเก็บเอาไว้ ก่อนขึ้นรถเดินทางกลับออกจากพื้นที่เรือนจำฯ โดยมีมวลชนคนเสื้อแดงคอยส่งเสียงตะโกนว่า “นายกสู้ ๆ”

อิ๊งค์-เอม เยี่ยม ทักษิณ ครั้งที่ 10 พบยังเครียดบ้าง นิ้วชาดีขึ้นแล้ว

การเข้าเยี่ยม ทักษิณ อดีตนายกรัฐมนตรีโดย “อิ๊งค์-เอม” ในครั้งนี้ เป็นครั้งที่ 10 แล้ว สร้างความสนใจและติดตามจากประชาชนและกลุ่มผู้สนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ข่าวการเยี่ยมครั้งนี้เน้นย้ำถึงสภาพจิตใจและสุขภาพของนายทักษิณ ที่ยังคงได้รับความห่วงใยจากครอบครัวและคนรอบข้าง

รายละเอียดการเยี่ยมทักษิณ ครั้งที่ 10

จากรายงานข่าว “อิ๊งค์-เอม” ได้เดินทางไปเยี่ยม ทักษิณ ที่เรือนจำกลางคลองเปรม โดยบรรยากาศเป็นไปด้วยความอบอุ่น มีกลุ่มคนเสื้อแดงมาให้กำลังใจอย่างเนืองแน่น การปรากฏตัวของ น.ส.แพทองธาร และ น.ส.พินทองทา ได้สร้างขวัญและกำลังใจให้กับผู้ที่สนับสนุน ทักษิณ

นอกจากนี้ การเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับอาการของนายทักษิณ ที่ยังคงมีความเครียดและนอนไม่หลับบ้าง แต่มีอาการนิ้วชาที่ดีขึ้น แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของครอบครัวที่มีต่อนายทักษิณ และเป็นข้อมูลที่ประชาชนให้ความสนใจ

สถานการณ์ของนายทักษิณ ยังคงเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจและติดตามอย่างใกล้ชิด การเยี่ยมของ “อิ๊งค์-เอม” เป็นการยืนยันถึงความผูกพันในครอบครัวและการสนับสนุนที่ยังคงมีอยู่ แม้ว่านายทักษิณจะอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก

การที่ “อิ๊งค์-เอม” เยี่ยม ทักษิณ ครั้งที่ 10 นี้ ได้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของความสัมพันธ์ในครอบครัว และการได้รับกำลังใจจากผู้คนรอบข้าง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการช่วยให้บุคคลสามารถเผชิญกับความท้าทายต่างๆ ได้

การได้รับกำลังใจจากครอบครัวและกลุ่มผู้สนับสนุนเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้นายทักษิณสามารถผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้ การที่ “อิ๊งค์-เอม” เดินทางไปเยี่ยม ทักษิณ อย่างต่อเนื่องแสดงให้เห็นถึงความรักและความห่วงใยที่พวกเขามีต่อนายทักษิณ

ที่มา – “อิ๊งค์-เอม” เยี่ยม “ทักษิณ” ครั้งที่ 10 พบยังเครียดบ้าง นิ้วชาดีขึ้นแล้ว

อิ๊งค์-เอม เยี่ยมทักษิณ เผยอยู่ครบ 6 อาทิตย์

อัปเดตอาการล่าสุดของ “ทักษิณ” หลัง “อิ๊งค์-เอม” เข้าเยี่ยม เผยพ่อนับวันอยู่ในเรือนจำครบ 6 อาทิตย์พอดี อาการนิ้วชาดีขึ้น แต่ยังมีความเครียดและนอนไม่หลับ

อิ๊งค์-เอม เข้าเยี่ยม ทักษิณ เผยพ่อนับวันอยู่เรือนจำครบ 6 อาทิตย์พอดี

เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2566 เวลา 11.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศบริเวณด้านหน้าเรือนจำกลางคลองเปรม ซึ่งเป็นวันที่ 10 ของการเยี่ยม นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ถูกคุมขังตามคำสั่งศาล โดย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หรือ อิ๊งค์ และ น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ หรือ เอม เป็นตัวแทนครอบครัวเข้าเยี่ยม

กลุ่มมวลชนคนเสื้อแดงยังคงเดินทางมาให้กำลังใจอย่างต่อเนื่อง หวังว่าจะได้รับทราบข่าวคราวเกี่ยวกับสถานการณ์ของนายทักษิณ เมื่ออิ๊งค์และเอมลงจากรถ ได้เดินตรงไปยังกลุ่มคนเสื้อแดงที่ปรบมือให้กำลังใจ พร้อมยกมือไหว้ทักทาย ก่อนเดินเข้าไปในเรือนจำ โดยมี นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความของนายทักษิณ ร่วมเข้าเยี่ยมด้วย ก่อนเข้าประตู ทั้งสองพี่น้องโอบเอวกัน ก่อนเข้าไปด้านใน

ต่อมาเวลา 12.25 น. น.ส.แพทองธาร ชินวัตร และ น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ ได้เดินออกจากเรือนจำกลางคลองเปรม หลังเยี่ยม นายทักษิณ ชินวัตร แล้วเสร็จ ทั้งคู่มีสีหน้ายิ้มแย้ม ไม่มีท่าทีเครียดหรือวิตกกังวลใดๆ

น.ส.แพทองธาร เปิดเผยว่า เพิ่งกลับจากต่างประเทศ ไม่ได้เจอคุณพ่อหลายวัน ตอนนี้คุณพ่อนับวันบอกกับลูก ๆ ว่า อยู่มาครบ 6 อาทิตย์พอดี คุณพ่ออยู่อย่างเรื่อย ๆ ไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่มีอาการเครียดบ้างและนอนไม่หลับบ้าง อาการนิ้วชาดีขึ้นแล้ว

หลังจากนั้น ทั้งสองได้เดินไปพูดคุยทักทาย และจับมือกับกลุ่มคนเสื้อแดงที่รอให้กำลังใจ นอกจากนี้ มีคนเสื้อแดงยื่นแก้วพลาสติกใส่มะม่วงหาวมะนาวโห่ มอบให้กับ น.ส.แพทองธาร โดย น.ส.พินทองทา เป็นผู้รับมอบและยื่นให้กับทีมงาน ก่อนขึ้นรถเดินทางกลับ โดยมีมวลชนคนเสื้อแดงตะโกนว่า “นายกสู้ๆ”

อาการล่าสุดของทักษิณหลัง อิ๊งค์-เอม เข้าเยี่ยม

นอกจากเรื่องที่ อิ๊งค์-เอม เข้าเยี่ยม ทักษิณ เผยพ่อนับวันอยู่เรือนจำครบ 6 อาทิตย์พอดี สภาพจิตใจของคุณทักษิณก็เป็นสิ่งที่หลายคนให้ความสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อาการเครียดและนอนไม่หลับที่บุตรสาวได้กล่าวถึง แม้ว่าอาการนิ้วชาจะดีขึ้นแล้วก็ตาม การใช้ชีวิตในเรือนจำย่อมส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การได้รับกำลังใจจากครอบครัวและผู้สนับสนุนจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในช่วงเวลานี้

สถานการณ์ของอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ยังคงเป็นที่จับตาของสังคม การเข้าเยี่ยมของบุตรสาวทั้งสองและการให้กำลังใจจากกลุ่มผู้สนับสนุน แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและความหวังที่ผู้คนมีต่อสถานการณ์ดังกล่าว แม้ว่าการใช้ชีวิตในเรือนจำอาจมีความยากลำบาก แต่การได้รับกำลังใจจากคนรอบข้างย่อมเป็นพลังสำคัญที่ช่วยให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ท้าทายนี้ไปได้

  • การ อิ๊งค์-เอม เข้าเยี่ยม ทักษิณ เผยพ่อนับวันอยู่เรือนจำครบ 6 อาทิตย์พอดี สะท้อนถึงความสัมพันธ์ในครอบครัว
  • อาการป่วยและความเครียดของทักษิณเป็นสิ่งที่ต้องเฝ้าระวัง
  • กำลังใจจากผู้สนับสนุนมีความสำคัญต่อสภาพจิตใจ

การที่ อิ๊งค์-เอม เข้าเยี่ยม ทักษิณ เผยพ่อนับวันอยู่เรือนจำครบ 6 อาทิตย์พอดี แสดงให้เห็นถึงความอบอุ่นในครอบครัวชินวัตร และความห่วงใยที่พวกเขามีต่อคุณทักษิณ การเข้าเยี่ยมครั้งนี้จึงเป็นกำลังใจสำคัญที่ช่วยให้คุณทักษิณสามารถก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้

ที่มา – “อิ๊งค์-เอม” เข้าเยี่ยม “ทักษิณ” เผยพ่อนับวันอยู่เรือนจำครบ 6 อาทิตย์พอดี

บวรศักดิ์ เผย ทักษิณยังยื่นฎีกาได้ รอดูวาระ 3

“บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” บอก “ทักษิณ” ยังยื่นฎีกาได้ ท้ายที่สุดเป็นพระบรมราชวินิจฉัย ชี้ กฎหมายประชามติเก่าใหม่กระทบไทม์ไลน์แค่ 1 เดือน บอกอย่ากังวลร่างหลักพรรคประชาชน ขอให้รอดูวาระ 3

วันที่ 16 ตุลาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกฯฝ่ายกฎหมาย กล่าวถึงเรื่องการขอรับพระราชทานอภัยโทษ ของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า ถือเป็นสิทธิตามกฎหมายของผู้ต้องโทษในมาตรา 259 แต่สิทธินี้จะถูกจำกัด ในกรณีขอพระราชทานอภัยโทษแล้วถูกยกหนหนึ่ง จะยื่นใหม่อีกไม่ได้จนกว่าจะพ้น 2 ปี เมื่อถามว่า กรณีของนายทักษิณ มีการยกฎีกาจริงหรือไม่ นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า กรณีนายทักษิณ มีพระบรมราชโองการพระราชทานพระมหากรุณาอภัยลดโทษเหลือโทษจำคุกต่อไปอีก 1 ปี เมื่อวันที่ 31 ส.ค. 2566 เมื่อศาลฎีกามีคำสั่งบังคับโทษ นายทักษิณจึงเข้าไปรับโทษ เพราะฉะนั้นจึงไม่มีการยกฎีกาอะไรมาก่อนเพราะนายทักษิณยังไม่ได้ถวายฎีกาอะไรเลย เมื่อถามว่านายทักษิณ ยังสามารถยื่นได้ใช่หรือไม่ นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า ยื่นได้ถือว่าเป็นสิทธิ โดยรมว.ยุติธรรมมีหน้าที่ถวายเรื่องราว ส่งมายังคณะเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต้องนำเรื่องนี้กราบบังคมทูลเสนอไปยังกรมราชเลขานุการในพระองค์ สำนักพระราชวัง เมื่อถามย้ำว่า นายทักษิณ ยังไม่เคยถูกยกฎีกาใช่หรือไม่ นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า มีการถวายฎีกา แต่เป็นเรื่องที่รมว.ยุติธรรมมีหน้าที่ถวายคำแนะนำ ท้ายที่สุดเป็นพระบรมราชวินิจฉัย ซึ่งเหตุผลที่รมว.ยุติธรรมเห็นว่าควรจะยก แต่ตนไม่สามารถแถลงในรายละเอียดได้ เนื่องจากเรื่องยังอยู่ในขั้นตอนการกราบบังคมทูลอธิบายได้เพียงแต่ข้อกฎหมาย

บวรศักดิ์ เผย ทักษิณยังยื่นฎีกาได้ รอดูวาระ 3

นายบวรศักดิ์ ยังกล่าวถึงกรณีมีข้อสังเกตหากรัฐบาลอยู่ไม่ครบ 4 เดือน จะกระทบกับไทม์ไลน์การแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ว่าไม่เกี่ยวกัน เป็นเรื่องของสภาฯ แต่ถ้ามีการยื่นยุบสภาก่อนรัฐธรรมนูญถึงจะชะงัก แต่ถ้ารัฐธรรมนูญอยู่ในการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) แล้วมีเหตุอื่น เปลี่ยนรัฐบาล สภาฯก็ดำเนินเรื่องไปถ้ายุบสภาก็จบ แต่รัฐบาลใหม่ สามารถขอให้สภาฯหยิบขึ้นมาพิจารณาได้ภายใน 60 วัน ส่วนพ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติฉบับใหม่ ที่นำขึ้นทูลเกล้าฯไปแล้ว ซึ่งจะครบ 90 วันในวันที่ 3 พ.ย.68 จะมีการโปรดเกล้าฯใด เราไปเดาไม่ได้ เป็นพระราชอำนาจ อย่าไปบังอาจเดาทีเดียว รู้แต่ว่าถ้าใช้ พ.ร.บ.ประชามติ พ.ศ.2564 ไทม์ไลน์ก็เร็วขึ้น แต่ถ้าใช้พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติฉบับใหม่ และลงมาก่อนวันที่ 3 พ.ย. ไทม์ไลน์ก็เปลี่ยน สภาจะมีเวลามากขึ้นอีกหนึ่งเดือน และเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ใช่เรื่องรัฐบาลสนับสนุนหรือไม่สนับสนุน หากจะถามเรื่องเนื้อหาการเมือง ให้ไปถามพรรคการเมือง หรือสว. รัฐบาลมีหน้าที่เดียวคือ เมื่อร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญผ่านรัฐสภาแล้ว กฎหมายบังคับให้รัฐบาลทำประชามติ คำถามแรกเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ กับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และคำถามที่สอง เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกับรูปแบบขั้นตอนกระบวนการ และหลักการพื้นฐานที่ปรากฏในร่างรัฐธรรมนูญที่ส่งมานี้หรือไม่ ถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่เสร็จประชามติก็เหลือคำถามเดียวคือ

เมื่อถามถึงกรณีที่สภาเห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรค ปชน. เป็นร่างหลัก มีความกังวลจะเปิดโอกาสให้แก้หมวด 1 และหมวด 2 นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า ต้องดูร่างที่สภาผ่านในวาระ 3 ส่วน วาระ 1 และ 2 ไม่สำคัญ เพราะกว่าจะถึงวาระ 3 จะแก้อะไรก็แก้ได้ หมวด 1 หมวด 2 ที่กังวลว่าจะขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ต้องดูร่างสุดท้ายที่สภาลงมติในวาระที่ 3 เมื่อถามถึงกรณีมีการไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความ นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า ถ้ามีการร้องศาลรัฐธรรมนูญ และอยู่ระหว่างการวินิจฉัย จะเอาเนื้อหารัฐธรรมนูญไปทำประชามติในวันที่ 29 มี.ค. ไม่ได้ จะถามได้เพียงคำถามเดียวว่าเห็นชอบให้จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่

เมื่อถามถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไม่ให้มีการเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) โดยตรงจากประชาชน จะทำอย่างไรให้ยึดโยงประชาชน นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า มีหลายทาง ศาลบอกไม่ให้เลือกตั้งโดยตรง ก็ใช้เลือกตั้งโดยอ้อม ส่วนที่มีวิจารณ์ว่าศาลวินิจฉัยเกินคำขอนั้น การห้ามศาลตัดสินเกินคำขอนั้นใช้ในกฎหมายแพ่งและกฎหมายอาญา ซึ่งเป็นเรื่องบุคคล แต่จะมาใช้ในกฎหมายไม่ได้ เพราะกฎหมายมหาชนคุ้มครองสิทธิสาธารณะ เป็นเรื่องปกติ ไม่ได้ผิดปกติแต่อย่างใด ผู้สื่อข่าวถามว่า หาก MOA มีการเปลี่ยนแปลง จะกระทบกับไทม์ไลน์แก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า ถ้า MOA ไม่เปลี่ยน ซึ่งไม่แน่ เพราะเหตุการณ์ทางการเมืองทั้งหมดเราไม่รู้ สื่อก็รู้ว่าการเมืองมันเปลี่ยนทุกวัน ไม่ได้เปลี่ยนทุกเดือน แต่วันนี้ก็คืออย่างนี้ ยังไม่มีเหตุให้เปลี่ยน

ทำความเข้าใจประเด็น บวรศักดิ์ เผย ทักษิณยังยื่นฎีกาได้

ประเด็นสำคัญที่นายบวรศักดิ์ได้กล่าวถึงคือการที่นายทักษิณยังคงมีสิทธิในการยื่นฎีกา ซึ่งเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย แม้ว่าจะมีข้อจำกัดบางประการเกี่ยวกับระยะเวลาในการยื่นหลังจากที่เคยได้รับการยกฎีกาไปแล้ว นอกจากนี้ นายบวรศักดิ์ยังได้กล่าวถึงประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญและผลกระทบจากกฎหมายประชามติฉบับใหม่ โดยเน้นย้ำว่าเรื่องนี้เป็นอำนาจของรัฐสภาและรัฐบาลมีหน้าที่ในการจัดการประชามติเมื่อร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญผ่านสภาแล้ว

การยื่นฎีกาของนายทักษิณ: นายบวรศักดิ์ชี้แจงว่าการที่นายทักษิณได้รับการลดโทษจำคุกไม่ได้หมายความว่าถูกยกฎีกา และยังคงมีสิทธิในการยื่นฎีกาได้อีกครั้ง โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมมีหน้าที่ในการถวายเรื่องราว และท้ายที่สุดเป็นพระบรมราชวินิจฉัย

การแก้ไขรัฐธรรมนูญ: นายบวรศักดิ์กล่าวว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องของรัฐสภา และรัฐบาลมีหน้าที่ในการจัดการประชามติเมื่อร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญผ่านสภาแล้ว โดยกฎหมายประชามติฉบับใหม่จะมีผลต่อไทม์ไลน์ในการดำเนินการ

ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรค ปชน.: นายบวรศักดิ์กล่าวว่าต้องรอดูร่างที่สภาผ่านในวาระ 3 และไม่ควรกังวลเรื่องการแก้ไขหมวด 1 และหมวด 2 จนกว่าจะเห็นร่างสุดท้ายที่สภาลงมติ

โดยรวมแล้ว ข้อมูลที่นายบวรศักดิ์ได้ให้ไว้ช่วยให้เราเข้าใจสถานการณ์ปัจจุบันเกี่ยวกับสิทธิในการยื่นฎีกาของนายทักษิณ รวมถึงกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญและความสำคัญของการติดตามร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระต่างๆ ของรัฐสภา ทั้งนี้ ประชาชนควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดเพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ทางการเมืองและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

การที่ บวรศักดิ์ เผย ทักษิณยังยื่นฎีกาได้ นั้นแสดงให้เห็นว่ากระบวนการทางกฏหมายยังเปิดโอกาสให้มีการดำเนินการตามสิทธิที่พึงมีพึงได้ และการรอดูวาระ 3 ของการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญก็เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เข้าใจถึงทิศทางและความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต

ที่มา – “บวรศักดิ์​“ เผย “ทักษิณ” ยังยื่นฎีกาได้ อย่ากังวลร่างหลัก ปชน. ให้รอดูวาระ 3

คุณหญิงพจมานเยี่ยมทักษิณ เผยอดีตนายกฯ ไม่สบาย

เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2568 คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ ได้เดินทางไปเยี่ยม ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เรือนจำกลางคลองเปรม โดยคุณหญิงพจมานเป็นตัวแทนของครอบครัวชินวัตรในการเข้าเยี่ยมครั้งนี้ ท่ามกลางความสนใจของสื่อมวลชนและกลุ่มคนเสื้อแดงที่มารอให้กำลังใจ

ภายหลังการเยี่ยม คุณหญิงพจมานได้เปิดเผยสั้นๆ ว่า ทักษิณ ยังคงมีสุขภาพโดยรวมดูดี แต่มีอาการไม่สบายนิดหน่อย อย่างไรก็ตาม อดีตนายกฯ ยังคงมีความห่วงใยประชาชนอยู่เสมอ แม้ว่าจะอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้

คุณหญิงพจมานเยี่ยม ทักษิณ เผยอดีตนายกฯ ไม่สบาย

ด้านนายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความของนายทักษิณ ได้กล่าวว่า อดีตนายกฯ ฝากขอบคุณประชาชนและคนเสื้อแดงที่ให้กำลังใจ และถึงแม้จะอยู่ในเรือนจำ ก็ยังคงเป็นห่วงสถานการณ์บ้านเมืองและความเป็นอยู่ของประชาชน

นายวิญญัติยังกล่าวถึงสุขภาพของนายทักษิณว่า ยังคงมีโรคประจำตัวที่ต้องได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง แต่ทางราชทัณฑ์ก็ได้ให้การดูแลอย่างดี มีการตรวจสุขภาพจากแพทย์เป็นประจำ หากมีอาการที่เกินศักยภาพของโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ก็จะมีการร้องขอการตรวจจากภายนอกต่อไป

ความเป็นห่วงประชาชนของทักษิณ

แม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก ทักษิณ ชินวัตร ก็ยังคงแสดงความเป็นห่วงประชาชน สะท้อนให้เห็นถึงความผูกพันที่มีต่อประชาชนชาวไทยอย่างเหนียวแน่น ข่าวนี้ทำให้เราได้เห็นถึงน้ำใจและความห่วงใยที่อดีตนายกฯ มีต่อประเทศชาติและประชาชนเสมอมา

นอกจากเรื่องสุขภาพแล้ว นายวิญญัติยังกล่าวถึงเรื่องโรคประจำตัวของนายทักษิณ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่ามีปัญหาเกี่ยวกับกระดูกต้นคอที่ส่งผลต่อไขสันหลัง ตับ และโรคหัวใจ ซึ่งต้องทานยาอย่างสม่ำเสมอ อาการนิ้วชาที่เคยมีอาการก่อนหน้านี้ก็เป็นผลมาจากอาการกระดูกต้นคอนั่นเอง

ในส่วนของเรื่องการขอพระราชทานอภัยโทษ นายวิญญัติกล่าวว่าไม่ได้มีการพูดคุยในเรื่องนี้ และขอให้เป็นไปตามกระบวนการที่เกี่ยวข้อง

ทางด้านกลุ่มคนเสื้อแดงที่มารอให้กำลังใจ ต่างก็แสดงความรักและความห่วงใยต่อนายทักษิณ โดยนางผุสดี กลิ่นทอง หรือ อ.เป้า แดงสิงห์บุรี กล่าวว่า จะมีการรวมตัวทำกิจกรรมให้กำลังใจด้านหน้าเรือนจำในวันที่ 18 ตุลาคม โดยมีการจัดกิจกรรมทานข้าวหน้าเรือนจำฯ ภายใต้ชื่อกลุ่ม พปศ. (เพื่อชาติเพื่อประชาธิปไตยและคนที่เรารักและศรัทธา)

โดยรวมแล้ว สถานการณ์ของนายทักษิณในขณะนี้คือยังคงต้องได้รับการดูแลเรื่องสุขภาพอย่างใกล้ชิด แต่กำลังใจจากประชาชนและครอบครัวก็เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้นายทักษิณมีกำลังใจในการต่อสู้ต่อไป

ถึงแม้ว่ารายละเอียดเกี่ยวกับการยกฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษของนายทักษิณ ชินวัตร จะยังไม่เป็นที่เปิดเผย แต่การเดินทางมาเยี่ยมของคุณหญิงพจมานและการให้ข้อมูลของทนายวิญญัติ ก็ช่วยให้ประชาชนได้ทราบถึงสถานการณ์ล่าสุดของอดีตนายกรัฐมนตรี และรับรู้ถึงความเป็นห่วงที่ท่านมีต่อประชาชน

การที่คุณหญิงพจมานเดินทางไปเยี่ยม ทักษิณ ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของคนในครอบครัวชินวัตร และเป็นกำลังใจสำคัญให้กับอดีตนายกรัฐมนตรีในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้

ที่มา – คุณหญิงพจมาน เยี่ยม ทักษิณ เผยอดีตนายกฯ ไม่สบายนิดหน่อย แต่ห่วงประชาชนเหมือนเดิม

นายกฯ โยนสภาเคาะร่างหลักแก้ รธน. บวรศักดิ์แถลง 16 ต.ค.

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมากในขณะนี้ โดย นายกฯ อนุทิน ได้กล่าวถึงการประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อพิจารณาเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่าจะให้ร่างของใครเป็นร่างหลัก ซึ่งพรรคเพื่อไทยก็ต้องการให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของตนเองเป็นร่างหลัก ทั้งนี้ นายอนุทินกล่าวว่า ต้องหารือกันในการประชุมร่วมของรัฐสภาที่จะมีขึ้นในวันที่ 14-15 ตุลาคม 2568 และทุกอย่างจะเป็นไปตามกลไกของรัฐสภา

นายอนุทินยังกล่าวถึงการทำงานเพื่อให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญผ่านไปได้ว่า จะต้องมีเวลาทำงาน 4 เดือนเต็ม ซึ่งเป็นไปตามที่ได้ประชุมร่วมกับหลายพรรคการเมืองและเป็นส่วนหนึ่งใน MOA ที่ให้ไว้กับพรรคประชาชน ดังนั้นจึงต้องทำตามข้อตกลงที่มีอยู่ เมื่อถามว่าหากรัฐบาลอยู่ไม่ถึง 4 เดือนจะทำไม่เสร็จ นายอนุทินตอบว่าอย่างน้อยก็ได้นำเข้าสภาฯ ถือว่าได้เริ่มแล้ว

ในส่วนของเสียงสนับสนุนจากสมาชิกวุฒิสภา (สว.) นั้น นายอนุทินกล่าวว่าไม่ได้เช็กเสียงเลย เพราะทุกอย่างเป็นไปตามกลไกประชาธิปไตย และแต่ละพรรคก็มีจุดยืนของตัวเองอยู่แล้ว โดยพรรคภูมิใจไทยจะไม่แตะหมวด 1 และหมวด 2 ส่วนมาตราอื่นๆ จะค่อยไปว่ากันในชั้นกรรมาธิการ และหวังว่าจะผ่านในวาระรับหลักการ (วาระ 1)

นายอนุทินยังกล่าวถึงการผลักดันเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ผ่านในวาระ 3 เพื่อทำประชามติและพร้อมเลือกตั้งว่า ต้องช่วยกัน และส่วนหนึ่งที่พรรคประชาชนต้องการให้พรรคภูมิใจไทยเข้ามาก็เพื่อเริ่มกระบวนการนี้

นอกจากนี้ นายอนุทินยังกล่าวถึงกรณีการเปิดสารคดีและซาวด์หลอนบริเวณชายแดนว่า ได้มอบอำนาจให้กองทัพตัดสินใจอย่างเต็มที่ ทั้งเรื่องการเจรจาทางการทูต ซึ่งเป็นหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้เดินทางไปกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เพื่อพบกับฝ่ายกัมพูชาและฝ่ายมาเลเซีย และจะเดินทางกลับวันนี้ โดยได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลทั้งสองฝ่ายให้ดำเนินการอย่างเต็มที่

นายอนุทินยังตอบคำถามเกี่ยวกับหนังสือตอบกลับประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และเรื่องการเปิดซาวด์หลอน ซึ่งมี สว. ออกมาติงว่าอาจผิดหลักมนุษยชน โดยนายอนุทินกล่าวว่าจะขอไปฟังก่อน แต่ยืนยันว่าทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ทั้งกฎหมายไทยและกฎหมายสากล รวมถึงกฎกติกาสากลด้วย

ในการประชุมกับ สส.พรรคร่วมรัฐบาลเพื่อเตรียมความพร้อมในการพิจารณาร่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันที่ 14-15 ตุลาคมนั้น มีรัฐมนตรีและแกนนำกลุ่มการเมืองต่างๆ เข้าร่วมด้วย

นายกฯ โยนรัฐสภาเคาะร่างหลักแก้ รธน.

นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ได้เดินทางเข้าที่ทำการพรรคภูมิใจไทย เพื่อชี้แจงเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อนที่จะมีการประชุมร่วมรัฐสภา โดยปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน โดยกล่าวว่าวันที่ 16 ตุลาคมนี้ จะแถลงข่าวทุกเรื่องที่อยู่ในความสนใจ ทั้งประเด็น MOU 2343-2544 การแก้ไขรัฐธรรมนูญ และการยกฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

ประเด็นสำคัญ: การแก้ไขรัฐธรรมนูญและท่าทีของพรรคการเมือง

จากข้อมูลข้างต้น เราสามารถสรุปประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ดังนี้:

  • การตัดสินใจอยู่ที่รัฐสภา: นายกฯ อนุทินโยนการตัดสินใจเรื่องร่างหลักในการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้กับรัฐสภา
  • จุดยืนของพรรคภูมิใจไทย: พรรคภูมิใจไทยจะไม่แตะหมวด 1 และหมวด 2 ของรัฐธรรมนูญ
  • การแถลงข่าวของนายบวรศักดิ์: นายบวรศักดิ์จะแถลงข่าวเกี่ยวกับประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันที่ 16 ตุลาคมนี้
  • ความคาดหวัง: หลายฝ่ายคาดหวังว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะนำไปสู่การทำประชามติและการเลือกตั้ง

ความท้าทายในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

การแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากมีความเห็นที่แตกต่างกันระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ และยังมีประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เช่น การแก้ไขหมวด 1 และหมวด 2 ซึ่งเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและอาจนำไปสู่ความขัดแย้งได้

นอกจากนี้ ยังมีความท้าทายในเรื่องของเวลา เนื่องจากรัฐบาลอาจมีเวลาไม่ถึง 4 เดือนในการดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จ ดังนั้น จึงต้องมีการทำงานอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพเพื่อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้

อนาคตของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

อนาคตของการแก้ไขรัฐธรรมนูญขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น การเจรจาและการประนีประนอมระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ การตัดสินใจของรัฐสภา และการสนับสนุนจากประชาชน หากทุกฝ่ายร่วมมือกันและมุ่งเน้นไปที่ประโยชน์ส่วนรวม การแก้ไขรัฐธรรมนูญก็จะสามารถประสบความสำเร็จได้

อย่างไรก็ตาม หากมีความขัดแย้งและความไม่ลงรอยกัน การแก้ไขรัฐธรรมนูญก็อาจไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง และอาจนำไปสู่ความไม่แน่นอนทางการเมืองได้

ดังนั้น จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกฝ่ายจะต้องร่วมมือกันและหาทางออกที่ดีที่สุดเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นกระบวนการที่สำคัญและซับซ้อน ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน

ที่มา – นายกฯ โยนรัฐสภาเคาะร่างหลักแก้ รธน. “บวรศักดิ์” จ่อแถลงทุกประเด็น 16 ต.ค.

Scroll to top