ธนกร วังบุญคงชนะ

“ธนกร” เหน็บ “ธนาธร” อย่าลืม “พิธา” ทหารมีไว้ทำไม

“ธนกร” ย้อน “ธนาธร” ทำเป็นลืมง่าย ชี้ถ้า “พิธา” เป็นนายกฯ บ้านเมืองคงลุกเป็นไฟ ปมเคยบอกทหารมีไว้ทำไม จะไปรบกับใคร แถมตัดงบซื้อเครื่องบินรบ รถถัง ยุทโธปกรณ์ มั่นใจ “อนุทิน” จัดการเด็ดขาด

วันที่ 14 ธ.ค. 2568 นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ระบุว่า หากนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ได้เป็นนายกรัฐมนตรี สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาจะไม่มาถึงจุดวิกฤตเช่นนี้ว่า ไม่น่าเชื่อว่านายธนาธรอายุยังน้อย แต่กลับหลงลืมได้ขนาดนี้ นายพิธาไม่ใช่หรือที่เป็นคนพูดว่า ทหารมีไว้ทำไม จะไปรบกับใคร นโยบายที่จะลดขนาดกองทัพและจำนวนกำลังพล 30-40% ก็เป็นนโยบายที่ออกมาจากพรรคของนายพิธาไม่ใช่หรือ และการเสนอให้ตัดงบซื้อเครื่องบินรบ รถถัง และยุทโธปกรณ์หลายรายการนั้น ก็ล้วนแต่เป็นพฤติกรรมที่มาจากพรรคของนายพิธาทั้งสิ้น ดังนั้น ถ้าจะพูดให้ถูกต้องนายธนาธรควรจะบอกว่า ถ้านายพิธาได้เป็นนายกฯ วันนี้บ้านเมืองคงจะลุกเป็นไฟไปแล้วถึงจะถูก

“ผมยังนึกไม่ออกจริงๆ ว่า ถ้าคุณพิธาเป็นนายกฯ ในวันนั้น ประเทศไทยจะเป็นอย่างไรในวันที่กัมพูชารุกรานเราในวันนี้ การมุ่งเป้าไปที่การปฏิรูปกองทัพ การลดงบประมาณของกองทัพ และลดกำลังพลทหาร เป็นการแสดงออกชัดเจนว่าคุณพิธารักชาติแค่ไหน แต่ที่แน่ๆ วันนี้คุณพิธาน่าจะถูกคนทั้งประเทศตบหน้าแทนคำตอบไปแล้วว่า ทหารมีไว้เพื่อปกป้องอธิปไตยประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อมั่นในตัวท่านนายกฯ เพราะที่ผ่านมาได้แสดงให้คนไทยทั้งประเทศได้เห็นแล้วว่า เด็ดขาดและจริงจัง ไม่มีอ่อนข้อให้กับใครก็ตามที่คิดจะรุกรานเรา” นายธนกร กล่าว

“ธนกร” เหน็บ “ธนาธร” อย่าลืม “พิธา” เคยบอกทหารมีไว้ทำไม จะไปรบกับใคร

จากกรณีที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และเชื่อมโยงไปยังศักยภาพในการเป็นผู้นำประเทศของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ทำให้นายธนกร วังบุญคงชนะ ออกมาตอบโต้ โดยเน้นย้ำถึงสิ่งที่นายพิธาเคยกล่าวไว้เกี่ยวกับกองทัพ

นายธนกร ชี้ “ธนาธร” ลืมเรื่อง “พิธา” เคยถามทหารมีไว้ทำไม

นายธนกรกล่าวว่า นายธนาธรอาจจะลืมไปว่านายพิธาเองเคยตั้งคำถามว่า ทหารมีไว้ทำไม จะไปรบกับใคร ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดในการลดขนาดกองทัพและงบประมาณทางด้านการทหารของพรรคก้าวไกลในอดีต หากนายพิธาได้เป็นนายกรัฐมนตรี ประเทศไทยอาจตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากกว่านี้ในการเผชิญหน้ากับความท้าทายด้านความมั่นคง

นอกจากนี้ นายธนกรยังกล่าวถึงนโยบายของพรรคก้าวไกลในอดีต ที่มีแนวโน้มที่จะตัดงบประมาณด้านการทหาร ซึ่งรวมถึงการจัดซื้อเครื่องบินรบ รถถัง และยุทโธปกรณ์อื่นๆ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความพร้อมของกองทัพในการปกป้องประเทศ หาก “ธนาธร” อย่าลืม “พิธา” เคยบอกทหารมีไว้ทำไม จะไปรบกับใคร จริงๆ แล้ว สถานการณ์ปัจจุบันอาจเลวร้ายกว่านี้มาก

นายธนกรยังได้แสดงความเชื่อมั่นในศักยภาพของนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันในการจัดการกับสถานการณ์ความตึงเครียดตามแนวชายแดน โดยเน้นย้ำถึงความเด็ดขาดและความมุ่งมั่นในการปกป้องอธิปไตยของชาติ

การตอบโต้กันระหว่างนักการเมืองทั้งสองท่าน แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างทางความคิดเห็นเกี่ยวกับการบริหารจัดการกองทัพและความสำคัญของกองทัพในการรักษาความมั่นคงของประเทศ ในขณะที่นายธนาธรอาจมองว่าการลดขนาดกองทัพและการปรับปรุงโครงสร้างกองทัพเป็นสิ่งจำเป็น นายธนกลับมองว่าการมีกองทัพที่เข้มแข็งและพร้อมรบเป็นสิ่งสำคัญในการปกป้องประเทศจากภัยคุกคามภายนอก

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดคำถามถึงบทบาทของกองทัพในสังคมไทยและงบประมาณที่เหมาะสมในการสนับสนุนกองทัพ การถกเถียงในประเด็นเหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายด้านความมั่นคงของประเทศ “ธนกร” เหน็บ “ธนาธร” อย่าลืม “พิธา” เคยบอกทหารมีไว้ทำไม จะไปรบกับใคร และส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจของรัฐบาลในอนาคต

ดังนั้น การที่นายธนกรออกมาตอบโต้และเน้นย้ำถึงคำพูดเก่าๆ ของนายพิธา จึงเป็นการตอกย้ำถึงความแตกต่างทางความคิดและเป็นการเตือนสติประชาชนให้พิจารณาถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหากมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายด้านความมั่นคงของประเทศอย่างรวดเร็ว

ในท้ายที่สุด การรักษาสมดุลระหว่างการพัฒนากองทัพให้ทันสมัยและการจัดสรรงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถเผชิญหน้ากับความท้าทายด้านความมั่นคงในโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

ที่มา – “ธนกร” เหน็บ “ธนาธร” อย่าลืม “พิธา” เคยบอกทหารมีไว้ทำไม จะไปรบกับใคร

สนธยา-สุชาติ จบ! สู้ศึกเลือกตั้งภูมิใจไทยชลบุรี

“บ้านใหญ่-บ้านใหม่ชลบุรี”ลงตัว “เฮ้ง” ลงชิง สส.เขต 1 “สนธยา-สุชาติ”ประสานเสียงคุยจบแล้ว 10 เขต ร่วมสู้ศึกเลือกตั้งในนามภูมิใจไทยชลบุรี

วันที่ 3 ธ.ค. 2568 นายสนธยา คุณปลื้ม แกนนำกลุ่มพลังชน เปิดเผยว่า ช่วงเที่ยงวันเดียวกันนี้ ตนได้พูดคุยและรับประทานอาหารกลางวันร่วมกับนายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และสมาชิกพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ที่สำนักงานพลังบูรพา ต.แสนสุข อ.เมือง จ.ชลบุรี โดยมีการพูดคุยกันจบแล้ว ในเรื่องของการเลือกตั้งทั้ง 10 เขต จ.ชลบุรี โดยว่าที่ผู้สมัคร สส.ทั้งหมด ก็จะดูตามความเหมาะสม โดยไม่มีเรื่องของการแบ่งกันดูแลพื้นที่คนละครึ่ง เพราะส่งในนามภูมิใจไทยชลบุรีทั้งหมด เป็นการพูดคุยกันตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ซึ่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว. มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรค ภท.ที่อยากให้ทำในนามภูมิใจไทยชลบุรีทั้งหมด

เมื่อถามถึงความคืบหน้าการส่งว่าที่ผู้สมัคร สส.ลงเขต 1 จ.ชลบุรี นายสนธยา กล่าวว่า เขต 1 ได้ให้นายสุชาติ ลงสมัครรับเลือกตั้ง เพราะนายสุชาติขอลงเขต 1 ส่วนอีก 9 เขตที่เหลือก็น่าจะลงตัวกันหมดแล้ว ซึ่งก็ต้องมีการมาพูดคุยกับพรรค ก่อนเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.ชลบุรีทั้ง 10 เขต คาดว่าเร็วๆนี้

ด้านนายสุชาติ เปิดเผยว่า ได้พูดคุยกับนายสนธยามาตลอด ไม่ใช่เพิ่งเข้าไปพูดคุยกัน โดยได้ข้อสรุปว่าจะทำพื้นที่จ.ชลบุรี ร่วมกัน ในส่วนของพื้นที่เขต 1 ชลบุรี ตนได้ยืนยันกับนายสนธยาว่าจะขอเป็นคนลงเอง ซึ่งนายสนธยาก็ตอบโอเค ทุกอย่างคุยกันหมดเรียบร้อยแล้ว เราพี่น้องกันทั้งนั้น ส่วนในเขตอื่นๆก็ลงตัวแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในส่วนของนายธนกร วังบุญคงชนะ รมว.อุตสาหกรรม ซึ่งเป็น 1 ในกลุ่ม 16 ของนายสุชาติ มีแนวโน้มจะไปลง สส. แบบบัญชีรายชื่อ

“สนธยา-สุชาติ”ประสานเสียงคุยจบแล้ว 10 เขต ร่วมสู้ศึกเลือกตั้งในนามภูมิใจไทยชลบุรี

การจับมือกันของนายสนธยา คุณปลื้ม และนายสุชาติ ชมกลิ่น เพื่อสู้ศึกเลือกตั้งในนามภูมิใจไทยชลบุรี ถือเป็นสัญญาณที่น่าสนใจทางการเมืองในจังหวัดชลบุรี การผนึกกำลังของสองบ้านใหญ่จะส่งผลต่อการแข่งขันในแต่ละเขตอย่างไร และประชาชนจะมีตัวเลือกที่ดีขึ้นหรือไม่ เป็นสิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดการเลือกตั้งทั้ง 10 เขตในจังหวัดชลบุรี

อนาคตทางการเมืองของชลบุรีภายใต้ภูมิใจไทย

การที่พรรคภูมิใจไทยเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเลือกตั้งครั้งนี้ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางการเมืองของชลบุรี การที่ “สนธยา-สุชาติ” ประสานเสียงคุยจบแล้ว 10 เขต ร่วมสู้ศึกเลือกตั้งในนามภูมิใจไทยชลบุรี แสดงให้เห็นถึงความพร้อมและความมุ่งมั่นของพรรคในการกวาดที่นั่ง สส. ในจังหวัดนี้

การเลือกตั้งที่จะมาถึงนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของชลบุรี ประชาชนจะมีโอกาสได้เลือกผู้แทนที่สามารถตอบสนองความต้องการและแก้ไขปัญหาของพวกเขาได้จริงหรือไม่ พรรคภูมิใจไทยภายใต้การนำของนายสนธยาและนายสุชาติจะสามารถนำพาชลบุรีไปในทิศทางใด เป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ การที่นายสุชาติ ชมกลิ่น ขอลงสมัคร สส. ในเขต 1 แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจและความต้องการที่จะเป็นตัวแทนของประชาชนในพื้นที่นี้ การตัดสินใจของนายสนธยาที่จะสนับสนุน ทำให้เห็นถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในการทำงานร่วมกัน เพื่อให้พรรคภูมิใจไทยได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้ การที่ “สนธยา-สุชาติ”ประสานเสียงคุยจบแล้ว 10 เขต ร่วมสู้ศึกเลือกตั้งในนามภูมิใจไทยชลบุรี จึงเป็นก้าวสำคัญที่น่าจับตา

การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการแข่งขันระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ เท่านั้น แต่ยังเป็นการตัดสินใจของประชาชนที่จะกำหนดอนาคตของจังหวัดชลบุรี การที่ “สนธยา-สุชาติ”ประสานเสียงคุยจบแล้ว 10 เขต ร่วมสู้ศึกเลือกตั้งในนามภูมิใจไทยชลบุรี ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้

  • ติดตามข่าวสารการเลือกตั้งอย่างใกล้ชิด
  • ศึกษาข้อมูลของผู้สมัครและพรรคการเมืองต่างๆ
  • ใช้สิทธิเลือกตั้งของคุณอย่างมีวิจารณญาณ

อย่าลืมติดตามข่าวสารการเมืองอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้คุณสามารถตัดสินใจเลือกผู้แทนที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคุณและจังหวัดชลบุรีนะคะ เพราะ “สนธยา-สุชาติ”ประสานเสียงคุยจบแล้ว 10 เขต ร่วมสู้ศึกเลือกตั้งในนามภูมิใจไทยชลบุรี โอกาสของคุณมาถึงแล้ว

ที่มา – “สนธยา-สุชาติ”ประสานเสียงคุยจบแล้ว 10 เขต ร่วมสู้ศึกเลือกตั้งในนามภูมิใจไทยชลบุรี

“ธนกร” ประสาน ช่วยซ่อมรถถูกน้ำท่วม

รมว.อุตสาหกรรม ประสานผู้ประกอบการรถยนต์ ส่งช่างลงใต้ ไปช่วยซ่อมรถยนต์ถูกน้ำท่วม

เมื่อเวลา 10.47 น. วันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง กรุงเทพฯ นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวถึง การลงพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ร่วมคณะกับนายกรัฐมนตรี ในช่วงเช้าวันเดียวกันนี้ เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ว่า ตอนนี้หาดใหญ่น้ำลดลงแล้ว แต่ประชาชนยังทำงานไม่ได้ ต้องลงไปดูเรื่องเยียวยา ซึ่งในส่วนของกระทรวงอุตสาหกรรม ได้เตรียมให้ภาคเอกชนและผู้ประกอบการรถยนต์ ส่งช่างไปช่วยซ่อมบำรุงรถยนต์ที่ถูกน้ำท่วมด้วย

“ธนกร” ประสานผู้ประกอบการรถยนต์ ส่งช่างลงใต้ ช่วยซ่อมรถถูกน้ำท่วม

จากสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนเป็นจำนวนมาก รถยนต์และทรัพย์สินต่างๆ ได้รับความเสียหาย รัฐบาลโดยกระทรวงอุตสาหกรรมจึงได้เร่งดำเนินการให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน โดยนายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้ประสานงานกับผู้ประกอบการรถยนต์ เพื่อส่งทีมช่างผู้เชี่ยวชาญลงพื้นที่ไปให้ความช่วยเหลือในการซ่อมบำรุงรถยนต์ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม

ความร่วมมือจากภาคเอกชนในการ “ธนกร” ประสานผู้ประกอบการรถยนต์ ส่งช่างลงใต้ ช่วยซ่อมรถถูกน้ำท่วม

การ “ธนกร” ประสานผู้ประกอบการรถยนต์ ส่งช่างลงใต้ ช่วยซ่อมรถถูกน้ำท่วมในครั้งนี้ ถือเป็นความร่วมมือที่สำคัญระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ โดยผู้ประกอบการรถยนต์หลายรายได้ตอบรับการประสานงานและเตรียมส่งทีมช่างพร้อมอุปกรณ์เครื่องมือที่จำเป็นลงพื้นที่ เพื่อให้บริการซ่อมบำรุงรถยนต์ให้กับประชาชนโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย หรือคิดในราคาพิเศษ

ขั้นตอนการขอรับความช่วยเหลือในการซ่อมรถยนต์

สำหรับประชาชนที่รถยนต์ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม สามารถติดต่อขอรับความช่วยเหลือได้ตามช่องทางที่กระทรวงอุตสาหกรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ประชาสัมพันธ์ไว้ หรือสามารถติดต่อโดยตรงไปยังศูนย์บริการของค่ายรถยนต์ต่างๆ ที่เข้าร่วมโครงการ โดยเตรียมเอกสารที่เกี่ยวข้อง เช่น สำเนาทะเบียนรถ สำเนาบัตรประชาชน และรูปถ่ายความเสียหายของรถยนต์ เพื่อประกอบการพิจารณา

ความสำคัญของการช่วยเหลือและเยียวยาผู้ประสบภัย

การให้ความช่วยเหลือและเยียวยาผู้ประสบภัยจากน้ำท่วมเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้าแล้ว ยังเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับผู้ประสบภัยให้สามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว การที่นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้ “ธนกร” ประสานผู้ประกอบการรถยนต์ ส่งช่างลงใต้ ช่วยซ่อมรถถูกน้ำท่วม ทำให้ประชาชนได้รับความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที

มาตรการป้องกันและรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมในอนาคต

สถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของประเทศไทย เป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงความจำเป็นในการเตรียมความพร้อมและวางแผนรับมือกับภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ทั้งในระดับประเทศและระดับท้องถิ่น การสร้างระบบเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพ การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเพื่อระบายน้ำ การให้ความรู้และฝึกอบรมประชาชนในการรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการจัดการภัยพิบัติ ล้วนเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดความเสียหายและผลกระทบจากภัยธรรมชาติ

สรุป

สถานการณ์น้ำท่วมในภาคใต้ครั้งนี้เป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้เห็นถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติ และความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย การที่นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้ประสานงานกับผู้ประกอบการรถยนต์เพื่อส่งช่างลงใต้ไปช่วยซ่อมรถที่ถูกน้ำท่วม ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของการดำเนินงานเชิงรุกเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชน

การช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยพิบัติเป็นเรื่องที่ทุกคนควรให้ความสำคัญ เพื่อร่วมกันสร้างสังคมที่เข้มแข็งและพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์

ที่มา – “ธนกร” ประสานผู้ประกอบการรถยนต์ ส่งช่างลงใต้ ช่วยซ่อมรถถูกน้ำท่วม

น้ำท่วมสงขลา กระทบ 715 โรงงาน เสียหาย1,282ล้าน

สถานการณ์น้ำท่วมสงขลาส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมอย่างหนัก “ธนกร” เผย โรงงานในสงขลาเสียหายถึง 715 โรงงาน มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 1,282 ล้านบาท นอกจากนี้ โรงไฟฟ้าอีก 17 แห่งก็ไม่สามารถดำเนินการผลิตกระแสไฟฟ้าได้ ส่งผลกระทบต่อการจ่ายไฟในพื้นที่ ขณะนี้เร่งประสานโรงไฟฟ้ากระบี่และโรงไฟฟ้าขนอม เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตทดแทน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมกล่าวว่า โรงงานในนิคมอุตสาหกรรมแม้จะยังไม่ถูกน้ำท่วมโดยตรง แต่ก็ประสบปัญหาในการนำเข้าวัตถุดิบ ทำให้ไม่สามารถดำเนินการผลิตได้เต็มที่ สถานการณ์น้ำท่วมสงขลาครั้งนี้สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ประกอบการเป็นอย่างมาก

นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำท่วมสงขลาว่า สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดสงขลารายงานผลกระทบที่เกิดขึ้นในหลายอำเภอ ได้แก่ หาดใหญ่ จะนะ นาทวี เทพา สะบ้าย้อย บางกล่ำ รัตภูมิ สะเดา ระโนด ควนเนียง นาหม่อม และคลองหอยโข่ง โดยอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่ อุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร (29 โรงงาน), อุตสาหกรรมแปรรูปไม้ยางพารา (97 โรงงาน), อุตสาหกรรมทำผลิตภัณฑ์ยางพารา (103 โรงงาน), อุตสาหกรรมทำผลิตภัณฑ์จากพลาสติก (44 โรงงาน), อุตสาหกรรมทำผลิตภัณฑ์จากโลหะ (53 โรงงาน), อุตสาหกรรมขุดตักดินและดูดทราย (310 โรงงาน) และอุตสาหกรรมบริการ (79 โรงงาน) รวมทั้งสิ้น 715 โรงงาน คิดเป็นมูลค่าความเสียหายประมาณ 1,282 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังมีโรงไฟฟ้า 17 โรง ทั้งภาครัฐและเอกชน ที่ไม่สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ เบื้องต้นได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งประสานกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพื่อขอให้โรงไฟฟ้ากระบี่ และโรงไฟฟ้าขนอม เพิ่มกำลังการผลิตทดแทนเป็นการเร่งด่วน เพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้น

สำหรับโรงงานในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม แม้ว่าน้ำจะยังไม่ท่วมโดยตรง แต่ก็ไม่สามารถดำเนินการผลิตได้ตามปกติ เนื่องจากไม่สามารถนำวัตถุดิบเข้าไปภายในโรงงานได้ ทำให้การผลิตหยุดชะงัก

น้ำท่วมสงขลา กระทบ 715 โรงงาน เสียหาย1,282ล้าน

รัฐบาลได้เร่งออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมสงขลา โดยมอบหมายให้ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank ดำเนินการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ดังนี้

  • สำหรับลูกค้าปัจจุบัน:
  • พักชำระหนี้: สินเชื่อประเภทเงินกู้ (FL) พักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยสูงสุด 12 เดือน และสินเชื่อประเภทเงินทุนหมุนเวียน ขยายระยะเวลาตั๋วสูงสุด 180 วัน
  • เติมทุนฉุกเฉิน: วงเงินกู้ 10% ของวงเงินเดิม (สูงสุด 200,000 บาท) ดอกเบี้ย MLR ระยะกู้ 3 ปี ปลอดชำระเงินต้น 12 เดือน
  • สำหรับลูกค้าเดิมและลูกค้าใหม่: สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ลงทุน เสริมสภาพคล่อง อัตราดอกเบี้ยพิเศษ คงที่ 3% ต่อปี ผ่อนนานสูงสุด 10 ปี วงเงินสูงสุด 15 ล้านบาท (เช่น สินเชื่อปลุกพลัง SME, Beyond ติดปีก SME และ SME Green Productivity)

มาตรการช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากน้ำท่วมสงขลา

นายธนกรยังกล่าวเพิ่มเติมว่า นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานเร่งให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมสงขลาอย่างเต็มที่ โดยได้ประสานกับ ส.ส. ในพื้นที่ เพื่อเข้าไปช่วยเหลือประชาชนที่ไม่สามารถอพยพออกจากพื้นที่ได้

สถานการณ์น้ำท่วมในสงขลาครั้งนี้เป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้เห็นถึงความเปราะบางของภาคอุตสาหกรรมต่อภัยพิบัติทางธรรมชาติ ผู้ประกอบการควรพิจารณาการทำประกันภัยความเสี่ยงภัยพิบัติ และภาครัฐควรมีการวางแผนการจัดการความเสี่ยงและเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว

ที่มา – น้ำท่วมสงขลาทำ 715 โรงงานอุตสาหกรรมเสียหาย 1,282 ล้านบาท 17 โรงไฟฟ้าผลิตไฟไม่ได้

รมว.อุตฯ สั่งย้ายอุตสาหกรรมระยอง ลดแรงกดดัน ยันอายัดฝุ่นแดง

“ธนกร” เผย ยังอายัดฝุ่นแดง “ชิน เคอ หยวน” จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง ย้ำดำเนินการตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด แจงคำสั่งย้ายอุตสาหกรรมระยอง เพื่อลดแรงกดดันและการแทรกแซงในพื้นที่

วันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์ว่า สืบเนื่องจากกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลทางสื่อออนไลน์ว่า มีการถอนอายัดผงฝุ่นจากระบบบำบัดมลพิษทางอากาศ หรือฝุ่นแดง ของ บริษัท ชิน เคอ หยวน สตีล จำกัด ปริมาณ 77,723.47 ตันนั้น ตนจึงสั่งการให้นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยเร็วที่สุด โดยล่าสุดนายณัฐพลได้รายงานความคืบหน้าการตรวจสอบให้ทราบว่า ได้ออกคำสั่งกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง ให้ข้าราชการช่วยปฏิบัติราชการ เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติราชการของสำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม โดยให้นายวีระ นันทเศรษฐ์ อุตสาหกรรมจังหวัดระยอง (ผู้อำนวยการ ระดับสูง) สำนักงานอุตสาหกรรม จังหวัดระยอง สำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ช่วยปฏิบัติราชการทางกองตรวจราชการ สำนักงานปลัด กระทรวงอุตสาหกรรม ทั้งนี้ เพื่อลดแรงกดดันและการแทรกแซงในพื้นที่ ประกอบกับเพื่อให้การดำเนินงานอื่นๆ ของสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

นายธนกร กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ กรอ. ได้ทำหนังสือถึงอุตสาหกรรมจังหวัดระยอง ขอให้ทบทวนมติถอนอายัดฝุ่นแดง และสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดระยอง ได้ยกเลิกการถอนอายัดฝุ่นแดงแล้ว โดยให้คงอายัดเหมือนเดิม เนื่องจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) แจ้งข้อมูลใหม่ว่า มีข้อสงสัยว่าอาจมีการลักลอบขนฝุ่นแดงจากเตาหลอมออกนอกโรงงาน ดังนั้น จึงต้องเก็บฝุ่นดังกล่าวไว้เป็นหลักฐานพิสูจน์ความผิดตาม พ.ร.บ. โรงงาน รวมถึงเพื่อยืนยันว่า ฝุ่นมาจากกระบวนการผลิตของบริษัทจริงหรือไม่ เพื่อให้การสืบสวนถูกต้องและครบถ้วน ทั้งนี้ ได้กำชับให้เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงให้กระจ่างชัดโดยเร็ว ดำเนินการทุกขั้นตอนด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ หากผลสอบออกมาพบว่ามีการดำเนินการไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือมีผู้เกี่ยวข้องในทางมิชอบ ต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

“การตรวจสอบฝุ่นแดงยังไม่เสร็จสิ้น และยังไม่ได้ข้อยุติ ทั้งในส่วนของกรมโรงงานอุตสาหกรรม และกรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่ยังอยู่ระหว่างการสืบสวนและแสวงหาพยานหลักฐาน ดังนั้น ทั้งกรมโรงงานอุตสาหกรรม และกรมสอบสวนคดีพิเศษ ยังจำเป็นต้องใช้ของกลางดังกล่าวเพื่อพิสูจน์ว่า บริษัทมีการกระทำความผิดตามกฎหมายโรงงานและความผิดที่เกี่ยวเนื่องอยู่หรือไม่ ซึ่งด้วยเหตุผลดังกล่าว ขณะนี้จึงยังอายัดฝุ่นแดงที่อยู่ในโรงงานของบริษัททั้งหมด ห้ามจำหน่าย จ่ายโอน หรือกระทำการใดๆ รวมทั้งห้ามเคลื่อนย้ายออกนอกบริเวณโรงงานโดยเด็ดขาด จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าว

รมว.อุตฯ ชี้ สั่งย้ายอุตสาหกรรมระยอง เพื่อลดแรงกดดัน ยันยังอายัดฝุ่นแดงต่อ

จากกรณีข่าวดังกล่าว ประเด็นสำคัญที่ได้รับความสนใจคือการตัดสินใจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมในการย้ายอุตสาหกรรมระยอง โดยมีเป้าหมายเพื่อลดแรงกดดันในการทำงานของเจ้าหน้าที่ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากการแทรกแซงในพื้นที่

ทำไมถึงต้องย้ายอุตสาหกรรมระยอง?

การย้ายอุตสาหกรรมระยองครั้งนี้ มีเป้าหมายหลักเพื่อสร้างความโปร่งใสและความเป็นธรรมในการดำเนินงาน โดยการลดแรงกดดันและการแทรกแซง จะช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถปฏิบัติงานได้อย่างอิสระและเป็นไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด นอกจากนี้ ยังเป็นสัญญาณที่ชัดเจนถึงความมุ่งมั่นของกระทรวงอุตสาหกรรมในการแก้ไขปัญหาและป้องกันการทุจริต

ประเด็นเรื่องฝุ่นแดงที่ยังคงถูกอายัดอยู่ ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมและกรมสอบสวนคดีพิเศษยังคงต้องใช้ของกลางในการพิสูจน์ความผิด แสดงให้เห็นว่าการสืบสวนยังไม่สิ้นสุด และยังมีความจำเป็นต้องใช้หลักฐานเพื่อยืนยันความถูกต้องของกระบวนการผลิต

การดำเนินการทั้งหมดนี้ เป็นไปเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นแก่ประชาชนว่าการทำงานของภาครัฐมีความโปร่งใส และหากพบว่ามีการกระทำผิดจริง จะต้องถูกดำเนินการตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด การตรวจสอบอย่างละเอียดและการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความไว้วางใจและความมั่นใจให้กับสังคม

การที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมเน้นย้ำถึงความโปร่งใสและความสามารถในการตรวจสอบได้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน การที่ทุกขั้นตอนสามารถตรวจสอบได้ จะช่วยลดข้อกังขาและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับกระบวนการทำงานของภาครัฐ

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน การเปิดเผยข้อมูลอย่างตรงไปตรงมาและการรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย จะเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความยั่งยืนและความไว้วางใจในระยะยาว

ดังนั้น การติดตามข่าวสารและให้ความสนใจกับประเด็นเหล่านี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราทุกคนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบและสร้างสังคมที่โปร่งใสและเป็นธรรม

ที่มา – รมว.อุตฯ ชี้ สั่งย้ายอุตสาหกรรมระยอง เพื่อลดแรงกดดัน ยันยังอายัดฝุ่นแดงต่อ

“ชุดเต็มเหนี่ยว” สั่งปิด! ตรวจโรงงานรีไซเคิลแปดริ้ว

“ธนกร” ส่ง “ชุดเต็มเหนี่ยว” ตรวจโรงงานรีไซเคิล เมืองแปดริ้ว พบติดตั้งเครื่องจักรไม่ตรงกับได้รับอนุญาต ไร้ระบบขจัดฝุ่นละออง พบตะกอนในระบบบำบัด ออกคำสั่งปิดโรงงาน ให้แก้ไขทันที

วันที่ 3 พฤศจิกายน 2566 ที่จ.ฉะเชิงเทรา นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้สั่งการให้ทีมชุดปฏิบัติการเต็มเหนี่ยวกระทรวงอุตสาหกรรม นำโดย นายฐาปกรณ์ กุลเจริญ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายสุรศักดิ์ จันทร์ชุม อุตสาหกรรมจังหวัดฉะเชิงเทรา ผู้แทนกรมโรงงานอุตสาหกรรม และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่เข้าตรวจสอบ บริษัท ทรัพย์เจริญ รีไซเคิล จำกัด ตั้งอยู่ที่ ถ.เขาหินช้อน – หนองว่าน ต.เขาหินซ้อน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งมีใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน 3 ทะเบียนโรงงาน คือ 1.นำของเสียจากอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์มาผ่านกรรมวิธีบดย่อย เพื่อคัดแยก นำโลหะกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ 2.กิจการหลอมหล่อเศษโลหะจากเศษชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เพื่อกลับมาใช้ใหม่ และ 3.กิจการคัดแยกวัสดุที่ไม่ใช้แล้วที่ไม่เป็นของเสียอันตราย เพื่อตรวจความถูกต้องในการดำเนินกิจการ

การลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานรีไซเคิลในครั้งนี้ สืบเนื่องจากข้อร้องเรียนของประชาชนในพื้นที่ เกี่ยวกับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดขึ้นจากการประกอบกิจการของโรงงาน ทางกระทรวงอุตสาหกรรมจึงได้ส่งทีม “ชุดเต็มเหนี่ยว” ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียด และดำเนินการตามอำนาจหน้าที่หากพบว่ามีการกระทำผิดจริง

“ชุดเต็มเหนี่ยว” ตรวจโรงงานรีไซเคิล เมืองแปดริ้ว

ไร้ระบบขจัดฝุ่น พบตะกอนระบบบำบัด

จากการตรวจสอบของชุดเต็มเหนี่ยว พบว่า โรงงานฯ มีอาคารโรงงานและผังการติดตั้งเครื่องจักรไม่ตรงกับที่ได้รับอนุญาตไว้ ไม่มีห้องเฉพาะสำหรับบดย่อย และไม่มีระบบขจัดฝุ่นละอองที่เกิดจากการบดย่อย ซึ่งไม่ถูกต้องตามเงื่อนไขการอนุญาต และยังพบตะกอนอยู่ในระบบบำบัดน้ำเสียที่ยังไม่มีการกำจัด นอกจากนี้ยังพบตะกอนในถุงบิ๊กแบคเป็นจำนวนมาก ปล่องระบายอากาศระบบขจัดมลพิษทางอากาศจากการหลอมมีการชำรุดรั่วไหล

สั่งปิดปรับปรุง

“การเข้าตรวจสอบโรงงานในวันนี้ แม้จะไม่พบสิ่งผิดปกติร้ายแรง แต่พบว่ามีหลายอย่างที่โรงงานไม่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์เงื่อนไขการอนุญาต ทั้งเรื่องการติดตั้งเครื่องจักร การพบตะกอนที่ไม่มีการระบุชนิด รวมถึงปล่องกำจัดมลพิษ ซึ่งหากปล่อยไว้อาจจะทำให้เกิดความเดือดร้อนกับประชาชนในภายภาคหน้าได้ จึงได้สั่งโรงงานให้ระงับการดำเนินการและปรับปรุงแก้ไข และเจ้าหน้าที่ได้เก็บตัวอย่างกากและน้ำในระบบบำบัดน้ำเสียไปตรวจสอบ และจะมีหนังสือเตือนให้ควบคุมและให้โรงงานฯ มีการปฏิบัติและดำเนินการต่างๆ ให้ถูกต้อง” นายฐาปกรณ์ กล่าว

จากผลการตรวจสอบดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการกำกับดูแลโรงงานอุตสาหกรรมอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน การที่ “ชุดเต็มเหนี่ยว” ลงพื้นที่ตรวจสอบในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณเตือนให้ผู้ประกอบการโรงงานทุกแห่ง ตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสังคม และปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

ผลจากการตรวจโรงงานรีไซเคิลของ “ชุดเต็มเหนี่ยว”

  • โรงงานต้องระงับการดำเนินการและปรับปรุงแก้ไข
  • เจ้าหน้าที่เก็บตัวอย่างกากและน้ำในระบบบำบัดน้ำเสียไปตรวจสอบ
  • โรงงานจะได้รับหนังสือเตือนให้ควบคุมและดำเนินการให้ถูกต้อง

หากคุณพบเห็นโรงงานที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หรือสงสัยว่ามีการกระทำผิดกฎหมาย สามารถแจ้งเบาะแสไปยังหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องได้ทันที เพื่อให้มีการตรวจสอบและดำเนินการแก้ไขอย่างทันท่วงที

ที่มา – “ชุดเต็มเหนี่ยว” ตรวจโรงงานรีไซเคิล เมืองแปดริ้ว พบหลายข้อบกพร่อง สั่งปิดโรงงานให้ปรับปรุง

“ธนกร” ยก “อนุทิน” พาไทยกลับสู่สายตาโลกอีกครั้ง

“ธนกร” ยาหอมนายกฯ อนุทินพาไทยกลับสู่สายตาโลกอีกครั้ง เชื่อนานาชาติพร้อมเจรจาลงทุนในอนาคต

วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า แม้รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะบริหารประเทศมาเพียง 1 เดือน แต่เชื่อว่าประเทศไทยได้กลับเข้าสู่สายตาของประชาคมโลกอีกครั้งแล้ว โดยเฉพาะบทบาทของรัฐบาลในเวทีโลก ที่นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้กล่าวถ้อยแถลงตอบโต้ข้อกล่าวหาของกัมพูชาอย่างเฉียบคม จนได้รับการยกย่องและเสียงปรบมือจากผู้แทนนานาชาติ ขณะที่เวที APEC นายกรัฐมนตรีได้ชูศักยภาพของไทยในการเป็นผู้นำด้าน การเติบโตสีเขียวและยั่งยืน ภายใต้นโยบาย Quick Big Win

นายธนกรยังระบุถึงการหารือทวิภาคีระหว่างนายกรัฐมนตรีกับนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ซึ่งนายกฯ ได้ใช้โอกาสนี้ติดตามการเจรจาซื้อข้าวไทย 500,000 ตัน และยืนยันว่ารัฐบาล ไม่มีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการใช้คาสิโน แต่จะส่งเสริมสินค้าไทยและเทคโนโลยีที่มีอยู่แทน พร้อมเชิญชวนนักท่องเที่ยวชาวจีนให้กลับมาเที่ยวประเทศไทย

นายธนกรสรุปว่า วันนี้ผู้นำระดับโลกหลาย ๆ ประเทศกำลังให้ความสนใจประเทศไทย ถึงแม้ว่าสิ่งที่ท่านนายกฯ กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้อาจจะยังไม่เห็นผลทันที แต่อย่างน้อยก็แสดงให้เห็นแล้วว่า นานาประเทศพร้อมเปิดรับประเทศไทยสำหรับการเจรจาลงทุนการค้าต่าง ๆ ในอนาคต

“ธนกร” ยก “อนุทิน” พาไทยกลับสู่สายตาโลกอีกครั้ง

นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้ออกมาแสดงความเชื่อมั่นว่าประเทศไทยภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล กำลังกลับมาเป็นที่จับตามองของนานาชาติอีกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวทีโลกที่ประเทศไทยได้แสดงบทบาทอย่างแข็งขันและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน

การที่รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการเติบโตสีเขียวและยั่งยืน รวมถึงการส่งเสริมสินค้าไทยและเทคโนโลยีที่มีอยู่ เป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยกำลังเดินหน้าไปในทิศทางที่ถูกต้องและสอดคล้องกับความต้องการของโลกในปัจจุบัน

ผลสำเร็จที่จับต้องได้จากการที่ “อนุทิน” พาไทยกลับสู่สายตาโลกอีกครั้ง

  • การตอบโต้ข้อกล่าวหาของกัมพูชาอย่างเฉียบคมในเวทีโลก สร้างความเชื่อมั่นและได้รับการยกย่องจากนานาชาติ
  • การหารือทวิภาคีกับประธานาธิบดีจีนเพื่อติดตามการเจรจาซื้อข้าวไทย ส่งผลดีต่อภาคการเกษตรของไทย
  • การยืนยันนโยบายที่ไม่ใช้คาสิโนกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่จะส่งเสริมสินค้าไทยและเทคโนโลยี สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน
  • การเชิญชวนนักท่องเที่ยวชาวจีนให้กลับมาเที่ยวประเทศไทย ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในภาคการท่องเที่ยว

นอกจากนี้ การที่ผู้นำระดับโลกให้ความสนใจประเทศไทยมากขึ้น ถือเป็นโอกาสที่ดีในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศและการเจรจาการค้าต่าง ๆ ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

การที่“อนุทิน” พาไทยกลับสู่สายตาโลกอีกครั้ง ไม่ได้เป็นเพียงแค่คำกล่าวอ้าง แต่เป็นสิ่งที่จับต้องได้และเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งต้องขอชื่นชมการทำงานของรัฐบาลที่มุ่งมั่นพัฒนาประเทศและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนานาชาติ

รัฐบาลชุดนี้มาพร้อมความมุ่งมั่นที่จะยกระดับประเทศไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล การสร้างความเชื่อมั่นและความน่าสนใจให้กับประเทศจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ ให้กับคนไทยทุกคน หวังว่าความพยายามเหล่านี้จะนำพาประเทศไทยไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองอย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงใด ๆ ย่อมต้องใช้เวลา การที่นายธนกรออกมาให้ความเห็นเช่นนี้ ถือเป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นถึงทิศทางที่ถูกต้อง และความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าต่อไป

ที่มา – “ธนกร” ยก “อนุทิน” พาไทยกลับสู่สายตาโลกอีกครั้ง

เอกนิติย้ำ! MOU แรร์เอิร์ธ ไม่ใช่กฎหมาย ครม.รับทราบแล้ว

คณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบการลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านแร่แรร์เอิร์ธระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา หลังจากที่ประชุมนัดพิเศษเมื่อวันที่ 23 ตุลาคมได้อนุมัติในหลักการ โดยมีการชี้แจงว่า แม้ MOU จะเปิดโอกาสให้มีการลงทุนและการสำรวจ แต่ทุกอย่างจะต้องเป็นไปตามกฎหมายแร่ของไทย และต้องมีการประมูลอย่างเสรี ไม่ใช่การมอบสิทธิพิเศษให้กับสหรัฐฯ โดยตรง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า MOU นี้เป็นการปูทางไปสู่การเจรจาเรื่องภาษีกับสหรัฐฯ โดยหวังว่าจะใช้ความสัมพันธ์ที่ดีในการลดภาษีจาก 19% เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในอาเซียน

เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2568 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ได้แถลงข่าวที่ทำเนียบรัฐบาล โดยชี้แจงว่า ครม.ได้รับทราบการลงนาม MOU แรร์เอิร์ธ ไม่ใช่กฎหมาย แล้ว และต้องการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชน โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้:

  1. MOU ฉบับนี้ไม่ใช่กฎหมาย แต่เป็นเพียงข้อตกลงความเข้าใจร่วมกัน เพื่อพิจารณาเรื่องห่วงโซ่อุปทานและการส่งเสริมการลงทุนในแร่แรร์เอิร์ธ
  2. มีเป้าหมายที่จะส่งเสริมการค้าและการลงทุนในอุตสาหกรรมการสำรวจ การสกัด การแปรรูป การกลั่น การรีไซเคิล และการกู้คืนแร่แรร์เอิร์ธ ซึ่งครอบคลุมห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ
  3. สนับสนุนการลงทุนที่สร้างมูลค่าเพิ่มและอุตสาหกรรมการสกัดแร่
  4. สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่ตลาด โดยทำให้แร่แรร์เอิร์ธสามารถนำไปใช้ในตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปลอดภัย โปร่งใส และส่งเสริมห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำสู่ปลายน้ำ

ขอบเขตความร่วมมือประกอบด้วย:

  1. การแลกเปลี่ยนข้อมูล ความรู้ ความเชี่ยวชาญทางเทคนิคเกี่ยวกับแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดในระดับสากล เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย
  2. การให้เจ้าหน้าที่ของทั้งสองประเทศจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ การสัมมนา และการดำเนินงานด้านวิทยาศาสตร์ร่วมกัน เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและกลไกต่างๆ
  3. การให้ความสำคัญกับแนวปฏิบัติด้านกฎระเบียบที่ดี ทั้งการออกใบอนุญาตและการลดขั้นตอน
  4. การแลกเปลี่ยนข้อมูลในโครงการต่างๆ และราคาสินค้าแร่แรร์เอิร์ธ
  5. การให้ทั้งสองประเทศคุ้มครองตลาด โดยอิงกลไกตลาด การปฏิบัติทางการค้าที่เป็นธรรม และมาตรฐานการค้า

ดังนั้น วัตถุประสงค์และขอบเขตความร่วมมือทั้งหมด มุ่งเน้นไปที่การพัฒนาห่วงโซ่อุปทานแร่แรร์เอิร์ธ และขอย้ำว่า MOU แรร์เอิร์ธ ไม่ใช่กฎหมาย ไม่มีข้อผูกพันทางกฎหมาย และสามารถทำได้กับทุกประเทศ

MOU แรร์เอิร์ธ ไม่ใช่กฎหมาย

ด้านนายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยยังไม่มีเหมืองแร่แรร์เอิร์ธที่มีประสิทธิภาพในเชิงพาณิชย์ ดังนั้นการลงนาม MOU จะช่วยเสริมความมั่นคงและเพิ่มห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุหายาก โดยเฉพาะในด้านการสำรวจและการใช้ประโยชน์แร่ธาตุที่มีคุณค่าต่อการพัฒนาอุตสาหกรรม เช่น พลังงานสะอาดและรถยนต์ไฟฟ้า

การลงทุนทั้งในและต่างประเทศจะทำให้ไทยได้รับประโยชน์จากการแลกเปลี่ยนข้อมูล ถ่ายทอดเทคโนโลยี และสร้างโอกาสใหม่ๆ ในการลงทุน พร้อมย้ำว่า MOU ฉบับนี้ไม่มีผลทางกฎหมาย ผู้ประกอบการจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายและคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน

ขณะที่นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา กล่าวว่า MOU อนุญาตให้ทั้งสองประเทศมีสิทธิ์ที่จะลงทุนและสำรวจ แต่ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมายภายในประเทศ และ MOU แรร์เอิร์ธ ไม่ใช่กฎหมายระหว่างประเทศ แต่เป็นเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ที่จะร่วมมือกันพัฒนาแร่หายากให้เกิดประโยชน์สูงสุด

MOU แรร์เอิร์ธ คืออะไร?

เลขาธิการกฤษฎีกา ยังกล่าวถึงข้อกังวลของ ครม. เกี่ยวกับการดำเนินการต่างๆ ที่ต้องเป็นไปตามกฎหมายไทย และยืนยันว่าการลงนาม MOU ไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้กับสหรัฐฯ เป็นการเฉพาะ แต่ดำเนินการอย่างเข้มข้นเพื่อให้ไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD และยกระดับกฎหมายของไทย

ส่วนกรณีคำว่า “first opportunity to invest” หมายถึงการให้เกียรติซึ่งกันและกันในฐานะคู่สัญญา แต่การดำเนินการจะต้องยึดกฎหมายแร่ของไทยที่กำหนดให้มีการเปิดประมูลอย่างเสรีเป็นธรรม

เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา กล่าวว่า MOU สามารถยกเลิกได้เมื่อใดก็ได้ และการยกเลิกจะไม่มีผลต่อสิ่งที่ดำเนินการไปแล้ว ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้มีการดำเนินการใดๆ ทั้งสิ้น

นายเอกนิติ กล่าวว่า การลงนาม MOU เกี่ยวข้องกับการเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ ซึ่งสหรัฐฯ เปิดโอกาสให้ไทยสามารถเจรจาต่อรองเพื่อยกเว้นหรือลดภาษี 19% ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการไทยและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

ส่วนกรณีที่ศาลสหรัฐฯ จะตัดสินคดีเรื่องภาษีศุลกากรตอบโต้ นายเอกนิติ กล่าวว่า ต้องเตรียมพร้อมและติดตามพัฒนาการต่างๆ เพื่อใช้เป็นกรอบและกลยุทธ์ในการเจรจา

โดยสรุปแล้ว MOU ฉบับนี้จึงเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมแร่แรร์เอิร์ธของไทย แต่การดำเนินการทุกขั้นตอนจะต้องโปร่งใส เป็นไปตามกฎหมาย และคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประเทศ

ที่มา – “เอกนิติ-ธนกร-เลขากฤษฎีกา” แท็กทีมย้ำ MOU แรร์เอิร์ธ ไม่ใช่กฎหมาย วันนี้ ครม. รับทราบแล้ว

สส.ชุติพงศ์ ชี้ “ธนกร” ตอบไม่ชัดเรื่องถอนอายัดเหล็ก “ซินเคอหยวน”

“สส.ชุติพงศ์ พิภพภิญโญ” ตั้งข้อสังเกต รมว.อุตสาหกรรม ตอบไม่ชัดปมถอนอายัดเหล็ก “ซินเคอหยวน” ที่บอกปรับปรุงแล้วเปิดได้ เหมือนเป็นการส่งสัญญาณให้ดำเนินการต่อหรือไม่ ปูดถึงมีข่าวลงขันเอา รมต. คนเดิมออก

นายชุติพงศ์ พิภพภิญโญ สส.ระยอง พรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊กตั้งข้อสงสัยถึงความไม่ชอบมาพากลในการถอนอายัดเหล็ก “ซินเคอหยวน” ครั้งนี้อยู่หลายประการ ว่า

ประการแรก คำกล่าวอ้างของนายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ที่บอกว่าการถอนอายัดเหล็กส่วนหนึ่งแล้วอายัดเหล็กบางส่วนจำนวนน้อยกว่าไว้ต่อ ในรายละเอียดไม่ได้แถลงชัดเจนถึงกระบวนการตรวจสอบเหล็กและถอนอายัดที่เป็นประเด็นสำคัญ ก็ต้องตั้งคำถามว่าหากเหล็กในล็อต ปรากฏว่ามีเหล็กตกคุณภาพในล็อตผลิตนั้น เหตุใดจึงยังเชื่อมั่นในการปล่อยล็อตเหล็กเหล่านั้นออกมาอีก ถ้าล็อตนั้นผลิต 100 เส้น แล้วตรวจพบตกมาตรฐาน 10 เส้น คำถามคือเราต้องปล่อยอีก 90 เส้นที่เหลือไปหรืออายัดไว้ทั้งหมด เรื่องนี้ต้องการความชัดเจนอย่างมาก ว่าล็อตที่ปล่อยมาทั้งหมดไม่มีเหล็กตกคุณภาพในล็อตผลิตเดียวกัน

ประการที่สอง ในการแถลงของรัฐมนตรีมีท่าทีชัดเจนว่า แม้บริษัทซินเคอหยวนจะโดนคดีความเป็นพันคดี ไม่ใช่แค่ปัญหาการผลิต แต่ทั้งการกักเก็บฝุ่นแดงหลายหมื่นตัน และคดีความอื่นๆ อีกมากมาย เหตุใดจึงไม่ได้อธิบายอย่างชัดเจนว่าควรให้รอกระบวนการทางกฎหมายที่เป็นคดีที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเกิดความกระจ่างก่อนจะบอกว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อ แต่กลับบอกว่าถ้าปรับปรุงแล้วก็เปิดได้ เหมือนเป็นการส่งสัญญาณจะให้ดำเนินการต่อใช่หรือไม่? ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดความไม่มั่นใจของประชาชนต่อการก่อสร้างโดยเหล็กใช่หรือไม่

ประการสุดท้าย ช่วงเวลาที่น่าสงสัยคือการถอนอายัดเหล็ก “ซินเคอหยวน” อยู่ในช่วงระหว่างเปลี่ยนผ่านรัฐบาล นายธนกรจะบอกว่าไม่เกี่ยวก็พูดได้ แต่หลังรับตำแหน่งนายธนกรได้มีการเรียกตรวจสอบหาข้อเท็จจริงอะไรเพิ่มเติมเพื่อทำหน้าที่ไขข้อสงสัยต่อสังคมบ้าง ตนเองหาก็ไม่ค่อยเจอ นายธนกรเลือกเงียบจนข่าวหลุดออกมาว่ามีการถอนอายัดไปแล้ว ค่อยมาอ้อมๆ แอ้มๆ ตอบแบบนี้

ถ้านายธนกรไม่สามารถตอบข้อสงสัยต่อสังคมได้ การที่เข้ามาแล้วทิศทางการทำงานของกระทรวงอุตสาหกรรมเปลี่ยนไป ประเด็นที่เป็นข่าวว่า มีการลงขันจะเอารัฐมนตรีคนเดิมออกให้ได้เพราะไปตรวจสอบมากๆ กลับปรากฏข่าวว่าพอรัฐมนตรีใหม่มา ก็มีโรงงานได้เหล็กที่อายัดไปคืนทันทีและไม่มีการดำเนินการอะไรโดยรัฐมนตรีคนใหม่ ประชาชนเขาก็จะตั้งคำถามว่าคุณมาทำแบบนี้เพราะอะไรกันแน่?

สส.ชุติพงศ์ ชี้ “ธนกร” ตอบไม่ชัดเรื่องถอนอายัดเหล็ก “ซินเคอหยวน”

ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับ การถอนอายัดเหล็ก “ซินเคอหยวน”

  • ความไม่ชัดเจนในการตรวจสอบคุณภาพเหล็ก
  • ข้อกังวลเกี่ยวกับการส่งสัญญาณให้ดำเนินการต่อ
  • ช่วงเวลาที่น่าสงสัยของการถอนอายัด

ประเด็นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อมาตรฐานความปลอดภัยของวัสดุก่อสร้าง การที่ สส.ชุติพงศ์ออกมาตั้งข้อสังเกตเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของภาคประชาชนต่อการบริหารงานของภาครัฐ และความโปร่งใสในการตัดสินใจที่ส่งผลกระทบต่อสาธารณชนโดยรวม การที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมยังไม่สามารถตอบข้อสงสัยได้อย่างกระจ่างชัดเจน ยิ่งทำให้เกิดความคลางแคลงใจ และอาจนำไปสู่ความไม่ไว้วางใจในกระบวนการต่างๆ

ดังนั้น การเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส และการดำเนินการตรวจสอบอย่างละเอียดรอบคอบ จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน และรักษาไว้ซึ่งความน่าเชื่อถือของภาครัฐ การเพิกเฉยต่อข้อสงสัยเหล่านี้ อาจส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของรัฐบาลในระยะยาว

การออกมาให้ข้อมูลที่ชัดเจนและโปร่งใสจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นสิ่งที่ประชาชนคาดหวัง เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องและป้องกันข้อกังวลที่อาจเกิดขึ้น หากไม่มีการดำเนินการใดๆ ที่ชัดเจน ข้อสงสัยและความไม่ไว้วางใจก็จะยังคงอยู่ต่อไป

การที่ สส. ออกมาตั้งคำถามเช่นนี้ ถือเป็นการทำหน้าที่ตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในระบอบประชาธิปไตย การตรวจสอบอย่างเข้มข้นจะช่วยให้การดำเนินงานของภาครัฐเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม และช่วยป้องกันการทุจริตหรือการใช้อำนาจในทางมิชอบ

ที่มา – “สส.ชุติพงศ์” ชี้ “ธนกร” ตอบไม่ชัดเรื่องถอนอายัดเหล็ก “ซินเคอหยวน”

Scroll to top