ธนกร วังบุญคงชนะ

“ธนกร” ปัดเอี่ยวถอนอายัดเหล็ก “ซิน เคอ หยวน”

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ชี้แจงประเด็นการถอนอายัดเหล็กของบริษัท “ซิน เคอ หยวน” ยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง เนื่องจากเหตุการณ์เกิดขึ้นก่อนเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรี พร้อมระบุ เหล็กที่เกิดเหตุเพลิงไหม้ ไม่ใช่เหล็กที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ตึกถล่ม และสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพิ่มเติมเพื่อสร้างความมั่นใจแก่ประชาชน

เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2568 นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีที่นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี อดีตประธานคณะที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ด้านยุทธศาสตร์ ได้เปิดเผยเอกสารที่ระบุว่า สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ได้ถอนอายัดผลิตภัณฑ์เหล็กของบริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2568 ซึ่งมีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับเหล็กขนาดใหญ่เบอร์ 32 ที่อาจใช้ในการก่อสร้างตึกสูง เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องตรงกัน นายธนกร ได้เน้นย้ำในประเด็นดังนี้:

“ธนกร” ปัดเอี่ยวถอนอายัดเหล็ก “ซิน เคอ หยวน”

1. ลำดับเวลาที่ชัดเจน: การถอนอายัดเกิดขึ้นก่อนการเข้ารับตำแหน่ง

นายธนกร ย้ำว่า การถอนอายัดเหล็กบางส่วนเกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลชุดก่อน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ตนเองยังไม่ได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมอย่างเป็นทางการ โดยการดำเนินการคืนผลิตภัณฑ์เหล็กที่ผ่านการตรวจสอบตามมาตรฐาน (กองแรกจำนวน 16,950 เส้น) มีผลตั้งแต่วันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2568 ขณะที่ตนเองได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมในวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2568 และเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณตนในวันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2568

ดังนั้น การตัดสินใจหรือการดำเนินการใด ๆ ที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 19 กันยายน 2568 จึงเป็นอำนาจหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีชุดเดิม และตนเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสั่งการในเรื่องนี้แต่อย่างใด นี่คือสิ่งสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่อง “ธนกร” ปัดเอี่ยวถอนอายัดเหล็ก “ซิน เคอ หยวน”

2. กรณีนี้คือ “เหล็กกรณีไฟไหม้” ไม่ใช่ “เหล็กกรณีตึกถล่ม”

นายธนกร ยังเน้นย้ำว่า สาเหตุของการอายัดเหล็กทั้งหมดของ บริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด มาจากเหตุการณ์ระเบิดและเพลิงไหม้ภายในโรงงานเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2567 ซึ่งมีการเข้าเก็บตัวอย่างเพื่อตรวจสอบในวันที่ 19 ธันวาคม 2567 ดังนั้น กรณีนี้จึงไม่ใช่ “เหล็กจากเหตุการณ์ตึกถล่ม” ตามที่มีความสับสนในสื่อ

ข้อเท็จจริงเรื่องการถอนอายัดตามข้อมูลจาก สมอ. มีดังนี้:

  • กองที่ยังอายัด/ดำเนินคดี (ผลการตรวจสอบไม่ผ่าน): สมอ. ได้อายัดผลิตภัณฑ์เหล็กเส้นจำนวน 2,690 เส้น (อายัดเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2568) เนื่องจากผลการตรวจสอบพบว่าไม่เป็นไปตามมาตรฐาน ทั้งในส่วนประกอบทางเคมี (ธาตุโบรอนเกิน) และส่วนสูงของบั้ง ซึ่งยังอยู่ระหว่างการดำเนินคดีตามกฎหมาย
  • กองที่ถอนอายัด (ผลการตรวจสอบผ่าน): สมอ. ได้ดำเนินการคืนผลิตภัณฑ์เหล็กข้ออ้อยที่ผ่านการตรวจสอบ รวมทั้งสิ้น 41,635 เส้น (อายัดเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2568) ซึ่งการคืนผลิตภัณฑ์แบ่งเป็น 2 ครั้ง คือ 16,950 เส้น (อนุมัติถอนอายัดวันที่ 12 กันยายน 2568) และ 24,685 เส้น (อนุมัติถอนอายัดวันที่ 30 กันยายน 2568) เนื่องจากผลการตรวจสอบผลิตภัณฑ์ตัวอย่างที่เก็บไปเป็นไปตามมาตรฐาน

ความโปร่งใสและการตรวจสอบกรณี “ธนกร” ปัดเอี่ยวถอนอายัดเหล็ก “ซิน เคอ หยวน”

3. ยืนยันความโปร่งใส หลักการให้ความเป็นธรรม และการตรวจสอบเพิ่มเติม

นายธนกร ย้ำให้ประชาชนและผู้ประกอบการมั่นใจว่า กระทรวงอุตสาหกรรม ภายใต้การกำกับดูแลของตนเอง จะดำเนินการทุกอย่างด้วยความโปร่งใสและยึดหลักกฎหมายอย่างเคร่งครัด และ “ต้องไม่ละเมิดสิทธิของผู้ประกอบการ หากผลิตภัณฑ์นั้นถูกต้องตามมาตรฐาน”

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เกิดความกระจ่างและเป็นธรรมกับทุกฝ่ายอย่างสมบูรณ์ และเพื่อความมั่นใจสูงสุดของประชาชน จะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อตรวจสอบเรื่องนี้ให้ชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง ขอย้ำอีกครั้งว่า “ธนกร” ปัดเอี่ยวถอนอายัดเหล็ก “ซิน เคอ หยวน”

กรณีนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบย้อนหลังและการสื่อสารที่โปร่งใสจากภาครัฐ การที่รัฐมนตรีออกมาให้ข้อมูลอย่างชัดเจน ช่วยลดความเข้าใจผิดและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้ แม้ว่าเหตุการณ์จะเกิดขึ้นก่อนเข้ารับตำแหน่ง แต่การแสดงความรับผิดชอบด้วยการตรวจสอบเพิ่มเติม ถือเป็นสิ่งที่ควรยกย่อง

ที่มา – “ธนกร” ปัดเอี่ยวถอนอายัดเหล็ก “ซิน เคอ หยวน” เหตุตอนนั้นยังไม่ได้นั่ง รมต.อุตฯ

สุชาติ-ธนกร นำทีมสมัครภูมิใจไทยพรุ่งนี้

“สุชาติ-ธนกร” เตรียมนำทีม “ฐาปกรณ์-ฤทธิรงค์” บุกบ้านภูมิใจไทยพรุ่งนี้! เสริมทัพสู้ศึกเลือกตั้งครั้งหน้าอย่างเต็มกำลัง

วันที่ 23 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 24 ตุลาคม เวลา 12.00 น. ณ ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย (ภท.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เตรียมให้การต้อนรับแกนนำกลุ่ม 16 สส. นำโดย นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อดีต สส. บัญชีรายชื่อพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) และนายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม อดีต สส. บัญชีรายชื่อพรรครวมไทยสร้างชาติ และสมาชิกกลุ่ม เพื่อ สมัครเข้าพรรคภูมิใจไทยอย่างเป็นทางการ

นอกจากนี้ ยังมี นายฐาปกรณ์ กุลเจริญ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม อดีต สส. สมุทรปราการ เขต 6 พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ซึ่งจะลงสมัครในเขตเลือกตั้งเดิม และนายฤทธิรงค์ ภูมิสวัสดิ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม สมาชิกเทศบาลเมืองมหาสารคาม ว่าที่ผู้สมัคร สส. เขต 1 มหาสารคาม ร่วม สมัครเข้าพรรคภูมิใจไทยในวันเดียวกัน

สุชาติ-ธนกร นำ “ฐาปกรณ์-ฤทธิรงค์” สมัครเข้าบ้านพรรคภูมิใจไทยพรุ่งนี้

การย้ายเข้าพรรคภูมิใจไทยของ “สุชาติ-ธนกร” และทีมงานในครั้งนี้ ถือเป็นการเสริมความแข็งแกร่งให้กับพรรคภูมิใจไทยอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้า ซึ่งคาดว่าจะมีการแข่งขันกันอย่างดุเดือด

ทำไมการย้ายพรรคครั้งนี้ถึงน่าจับตามอง?

  • เสริมฐานเสียง: นายสุชาติ ชมกลิ่น เป็นที่รู้จักและมีฐานเสียงที่แข็งแกร่งในภาคตะวันออก ในขณะที่นายธนกร วังบุญคงชนะ ก็มีประสบการณ์ทางการเมืองที่ยาวนาน
  • ความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ: ทั้งนายสุชาติและนายธนกร ต่างก็มีความรู้ความสามารถในด้านเศรษฐกิจ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการกำหนดนโยบายของพรรค
  • ภาพลักษณ์: การย้ายพรรคครั้งนี้ อาจส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ของพรรคภูมิใจไทย ในฐานะที่เป็นพรรคที่เปิดกว้างและพร้อมต้อนรับบุคลากรที่มีความสามารถ

พรรคภูมิใจไทย ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล กำลังเดินหน้าอย่างเต็มที่ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้า การได้ “สุชาติ-ธนกร” และทีมงานมาร่วมทัพ จึงเป็นการประกาศศักดาว่า ภูมิใจไทยพร้อมที่จะเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล

การตัดสินใจของนักการเมืองเหล่านี้ สะท้อนให้เห็นถึงพลวัตทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การย้ายพรรคเป็นเรื่องปกติในวงการการเมืองไทย แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ประชาชนจะได้รับประโยชน์อะไรจากการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้

ที่มา – “สุชาติ-ธนกร” นำ “ฐาปกรณ์-ฤทธิรงค์” สมัครเข้าบ้านพรรคภูมิใจไทยพรุ่งนี้

“ธนกร” ขอฝ่ายค้านมั่นใจ ปราบสแกมเมอร์ได้!

“ธนกร” เชื่อมั่น “อนุทิน” นั่งประธานคณะกรรมการฯ ชุดปราบสแกมเมอร์ได้แน่นอน! ขอฝ่ายค้านมั่นใจได้เลย วันนี้รัฐบาลเพิ่งเริ่มทำงานแค่ 2 สัปดาห์เท่านั้น

วันที่ 19 ตุลาคม 2568 นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้แต่งตั้ง “คณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี” โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการปราบสแกมเมอร์ได้อย่างจริงจัง รัฐบาลจึงได้บูรณาการความร่วมมือกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงการคลัง กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงยุติธรรม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ ธนาคารแห่งประเทศไทย คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เพื่อจัดการกับผู้กระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่หลากหลายและเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว รวมถึงการกระทำความผิดที่เกี่ยวข้องกับเงินที่ได้จากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการฟอกเงินโดยการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายต่อประชาชนในวงกว้าง และส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ

นายธนกร กล่าวต่อว่า รัฐบาลได้ส่งสัญญาณอย่างชัดเจนว่ากำลังเดินเกมรุกอย่างเป็นระบบ และจะต้องเห็นผลเป็นรูปธรรม เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องถูกหลอกหรือตกเป็นเหยื่ออีกต่อไป ไม่ใช่แค่การสร้างภาพ หรือออกคำสั่งลอยๆ แล้วก็เงียบหายไปเหมือนที่ผ่านมา เพราะคณะกรรมการชุดนี้ จะต้องติดตามและประเมินผลการปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และการกระทำความผิดที่เกี่ยวข้องกับเงินที่ได้จากอาชญากรรมทางเทคโนโลยีของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อรายงานให้นายกรัฐมนตรี หรือคณะรัฐมนตรีรับทราบอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ คณะกรรมการชุดนี้ยังมี พลตำรวจโท จิรภพ ภูริเดช นายตำรวจมือปราบที่คลี่คลายคดีใหญ่ระดับประเทศมาแล้ว ย่อมมีความเข้าใจในโครงสร้างเครือข่ายอาชญากรรมได้เป็นอย่างดี และจะช่วยนำนโยบายของรัฐบาลไปสู่การปฏิบัติจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ธนกร” ขอ ฝ่ายค้านมั่นใจปราบสแกมเมอร์ได้

“รัฐบาลภายใต้การนำของท่านนายกรัฐมนตรี มั่นใจว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาได้แน่นอน ขอให้ทุกฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝ่ายค้าน มั่นใจได้ วันนี้รัฐบาลเพิ่งเริ่มทำงานได้เพียง 2 สัปดาห์ เปรียบเสมือนการนำต้นไม้ลงดิน แต่เมื่อถึงเวลา ต้นไม้นี้จะออกดอกและผลให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนแน่นอน” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าว

รัฐบาลเอาจริง! มั่นใจปราบสแกมเมอร์ได้แน่นอน

การที่นายกรัฐมนตรีอนุทินลงมาเป็นประธานควบคุมดูแลเรื่องการปราบปรามสแกมเมอร์ด้วยตัวเอง แสดงให้เห็นถึงความเอาจริงเอาจังของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่กำลังระบาดอยู่ในขณะนี้ การมีคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี จะช่วยให้การทำงานของหน่วยงานต่างๆ เป็นไปในทิศทางเดียวกัน มีการบูรณาการความร่วมมือกันอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทำให้การปราบปรามสแกมเมอร์ทำได้อย่างรวดเร็วและเด็ดขาด

  • การฟอกเงินผ่านสินทรัพย์ดิจิทัล: รัฐบาลให้ความสำคัญกับการจัดการปัญหาการฟอกเงินผ่านสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งเป็นช่องทางที่สแกมเมอร์ใช้ในการหลอกลวงประชาชน
  • ความร่วมมือกับทุกภาคส่วน: รัฐบาลทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อให้การปราบปรามสแกมเมอร์เป็นไปอย่างครอบคลุมและยั่งยืน
  • การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด: รัฐบาลจะบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดกับผู้ที่กระทำความผิด เพื่อให้ผู้ที่คิดจะกระทำความผิดเกรงกลัว

การที่รัฐบาลชุดใหม่ภายใต้การนำของนายกฯ อนุทิน ให้ความสำคัญกับการปราบปรามสแกมเมอร์เป็นเรื่องที่น่ายินดี และเป็นสัญญาณที่ดีว่าประเทศไทยจะสามารถแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ทั้งนี้ก็ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการเฝ้าระวังและแจ้งเบาะแสให้กับเจ้าหน้าที่ หากพบเห็นการกระทำที่น่าสงสัย

ที่มา – “ธนกร” ขอ ฝ่ายค้านมั่นใจปราบสแกมเมอร์ได้ เชื่อ “อนุทิน” นั่งประธานชุดปราบเอง

“ธนกร” เข้าใจชาวไร่อ้อย ขอบคุณลด PM 2.5

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ย้ำทำทันที เร่งแก้ปัญหาให้พี่น้องชาวไร่อ้อย พร้อมขอความร่วมมือลด PM 2.5 หลังตัวเลขเผาอ้อยต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ วอนช่วยกันร่วมมือต่อไป

วันที่ 16 ต.ค. 2568 นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยหลังผู้แทน 4 องค์กรชาวไร่อ้อยประกอบด้วย สหพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย สถาบันชาวไร่อ้อยภาคอีสาน สหสมาคมชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย และสมาพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย เข้าพบเพื่อขอความช่วยเหลือการจ่ายเงินช่วยเหลือการตัดอ้อยสดฤดูการผลิต 2567/68 และแก้ไขปัญหาราคาอ้อยฤดูการผลิตปี 2568/69 ว่า ตนได้รับทราบเรื่องที่พี่น้องเกษตรกรชาวไร่อ้อยได้รับความเดือดร้อนแล้ว โดยในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับหลายภาคส่วน จะขอรับไปประสานงานและเร่งหาทางออกให้กับทุกฝ่าย รวมทั้งสิ่งที่เป็นประโยชน์กับพี่น้องเกษตรกรชาวไร่อ้อย ตนมีความตั้งใจที่จะทำให้ได้มากที่สุดภายในระยะเวลาที่จำกัด

สำหรับความคืบหน้าการสนับสนุนเกษตรกรชาวไร่อ้อยตัดอ้อยสดคุณภาพดี ในอัตรา 69 บาทต่อตัน ข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 ดำเนินการจ่ายไปแล้ว 121,065 ราย คิดเป็น 95.77% ของชาวไร่อ้อยที่มีสิทธิ์ และอยู่ระหว่างการนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาขยายระยะเวลาการจ่ายเงินช่วยเหลือ และเสนอเพื่อขอทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเพื่อจ่ายเงินเพิ่มเติมให้แก่ชาวไร่อ้อยที่มีคุณสมบัติตามที่คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) ให้ความเห็นชอบ นอกจากนั้น กระทรวงอุตสาหกรรมกำลังผลักดันการสนับสนุนเกษตรกรชาวไร่อ้อยตัดอ้อยสด โดยใช้งบประมาณจากกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย ในอัตรา 31 บาทต่อตัน เพื่อยกระดับการแก้ไขปัญหาเผาอ้อยอย่างยั่งยืน ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของที่ประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุน (กท.) และคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) โดยผู้แทนชาวไร่อ้อย ผู้แทนโรงงาน และผู้แทนภาครัฐ ร่วมเป็นคณะกรรมการ

“ผมเข้าใจในสิ่งที่พี่น้องเกษตรกรชาวไร่อ้อยต้องการเป็นอย่างดี ในฤดูการผลิตที่ผ่านมาต้องขอขอบคุณพี่น้องเกษตรกรชาวไร่อ้อยที่ให้ความร่วมมือกับภาครัฐเป็นอย่างดีในการลดฝุ่น PM 2.5 ทำให้ตัวเลขเผาอ้อยต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 14.86% ทำให้ได้รับการชื่มชมจากทุกฝ่าย และในสิ่งที่พี่น้องเกษตรกรชาวไร่อ้อยขอมา ผมตั้งใจที่จะทำทันที ซึ่งในสิ่งที่พี่น้องเกษตรกรชาวไร่อ้อยช่วยกันทำจนประสบความสำเร็จในฤดูการผลิตที่ผ่านมา ก็อยากจะขอความร่วมมือให้ช่วยกันต่อไป” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวปิดท้าย

จากสถานการณ์ปัจจุบันที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหา PM 2.5 อย่างจริงจัง การที่พี่น้องชาวไร่อ้อยให้ความร่วมมือลดการเผาอ้อย ถือเป็นเรื่องที่น่ายกย่อง และแสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อสังคมส่วนรวม

“ธนกร” เผยเข้าใจชาวไร่อ้อย ขอบคุณช่วยลด PM 2.5 จนตัวเลขเผาอ้อยต่ำสุดเป็นประวัติการณ์

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายธนกร วังบุญคงชนะ ได้ออกมาแสดงความขอบคุณชาวไร่อ้อย ที่ให้ความร่วมมือในการลดการเผาอ้อย ซึ่งส่งผลให้ตัวเลขการเผาอ้อยต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ และส่งผลดีต่อคุณภาพอากาศโดยรวมของประเทศ

การที่ชาวไร่อ้อยปรับเปลี่ยนวิธีการเก็บเกี่ยวอ้อย จากการเผาเป็นการตัดอ้อยสด เป็นเรื่องที่ต้องใช้ความพยายามและมีต้นทุนที่สูงขึ้น แต่ผลลัพธ์ที่ได้นั้นคุ้มค่า เพราะนอกจากจะช่วยลด PM 2.5 แล้ว ยังช่วยเพิ่มคุณภาพของผลผลิตอ้อยอีกด้วย

อนาคตของชาวไร่อ้อยกับการลด PM 2.5

การแก้ไขปัญหา PM 2.5 เป็นวาระแห่งชาติที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกัน การที่“ธนกร” เผยเข้าใจชาวไร่อ้อย ขอบคุณช่วยลด PM 2.5 จนตัวเลขเผาอ้อยต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลตระหนักถึงความสำคัญของเกษตรกร และพร้อมที่จะสนับสนุนให้เกษตรกรมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม

รัฐบาลควรให้การสนับสนุนชาวไร่อ้อยอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการให้ความรู้ การสนับสนุนด้านเทคโนโลยี หรือการช่วยเหลือด้านการเงิน เพื่อให้ชาวไร่อ้อยสามารถปรับตัวและลดการเผาอ้อยได้อย่างยั่งยืน

การสร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และชาวไร่อ้อย เป็นสิ่งสำคัญที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหา PM 2.5 ได้อย่างยั่งยืน และสร้างสังคมที่น่าอยู่สำหรับทุกคน

ผมเชื่อมั่นว่าด้วยความร่วมมือร่วมใจของทุกฝ่าย เราจะสามารถแก้ไขปัญหา PM 2.5 ได้สำเร็จ และสร้างประเทศไทยที่อากาศสะอาดและน่าอยู่สำหรับทุกคน

ที่มา – “ธนกร” เผยเข้าใจชาวไร่อ้อย ขอบคุณช่วยลด PM 2.5 จนตัวเลขเผาอ้อยต่ำสุดเป็นประวัติการณ์

“ธนกร” ดันอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เสริมความมั่นคงชาติ

“ธนกร” เดินหน้าดันอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ หนุนโดรนไทยเสริมความมั่นคงชาติ สร้างเม็ดเงินลงทุนใหม่ โอกาสและรายได้ ยัน รัฐบาลพร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการไทยก้าวข้ามอุปสรรคแข่งขันในเวทีโลก

วันที่ 12 ตุลาคม 2568 นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม เข้าเยี่ยมชมศูนย์วิจัยพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมขั้นสูง (Deep Tech Innovation Center) ประกอบด้วย ศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังความปลอดภัยไซเบอร์ (CSOC) สำหรับปกป้องระบบดิจิทัลและข้อมูลที่สำคัญ สถานที่ผลิตวัสดุคอมโพสิตและชิ้นส่วนโลหะ สายการผลิต SMT สำหรับประกอบแผงวงจรและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ความแม่นยำสูง และห้องประกอบและทดสอบชิ้นส่วนดาวเทียม System Integration Lab (SIL) เพื่อบูรณาการระบบขั้นสูง รวมถึงการพัฒนาซอฟต์แวร์ระบบปฏิบัติการ พร้อมทั้งรับฟังการนำเสนอความร่วมมือกับหน่วยงานศูนย์ทหารปืนใหญ่ เช่น การพัฒนาระบบ Autopilot, ระบบ Fuel Cell สำหรับโดรนพลังงานสะอาด และการพัฒนาระบบเชื่อมโยงข้อมูลทางยุทธวิธีสำหรับเครื่องบินโจมตี ที่บริษัท อาร์วี คอนเน็กซ์ จำกัด (RV Connex) จ.ปทุมธานี

จากนั้น นายธนกร ให้ข้อเสนอในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ว่า ตามนโยบาย ฝ่า ฟัน ดึง ดัน ทำทันทีภายใน 120 วัน กระทรวงอุตสาหกรรมเห็นความสำคัญและโอกาสในการส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคต หรือ New S Curve ที่ 12 ที่จะผลักดัน เพื่อสร้างรายได้ให้กับประเทศ และลดการนำเข้า โดยได้กำหนดผลิตภัณฑ์เป้าหมายนำร่อง แบ่งเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ 1. กลุ่มอากาศยานไร้คนขับ 2. กลุ่มยานพาหนะรบ 3. กลุ่มอุตสาหกรรมต่อเรือ และ 4. กลุ่มอาวุธและกระสุนปืน

กระทรวงอุตสาหกรรมมุ่งผลักดันให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศผ่านกลไกการลดต้นทุนนำเข้าวัตถุดิบ โดยผลักดันการจัดตั้งเขตปลอดอากรสำหรับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศขึ้นเป็นการเฉพาะ นอกจากนี้ยังได้จัดทำฐานข้อมูลอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ (Intelligence Unit) เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ศูนย์สารสนเทศอัจฉริยะอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เพื่อให้ภาคเอกชนมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการดำเนินธุรกิจและใช้ประกอบการจัดทำนโยบายของภาครัฐ นอกจากนั้น ยังได้เร่งผลักดันการปรับปรุงกรอบระยะเวลาการส่งออก จากเดิมจะต้องใช้ระยะเวลารวม 81 วัน ให้เหลือเพียง 30 วันเท่านั้น เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันให้อุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยสามารถแข่งขันได้อย่างมั่นคงในเวทีโลก

นายธนกร กล่าวอีกว่า อุตสาหกรรมป้องกันประเทศเป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญทั้งด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ ซึ่งมีโอกาสเติบโตสูงในตลาดโลก โดยเป็นอุตสาหกรรมที่มีเทคโนโลยีนวัตกรรมที่สามารถนำไปต่อยอดหรือประยุกต์ใช้กับอุตสาหกรรมอื่นได้ และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศได้อีกมาก อันจะช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าอาวุธยุทโธปกรณ์จากต่างประเทศ ซึ่งทางบริษัทฯ มีจุดแข็งรอบด้าน แต่ยังคงเผชิญความท้าทาย ทั้งต้นทุนการทดสอบที่สูง ความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน การแข่งขันในตลาดโลก และการขาดแคลนบุคลากรเฉพาะทางอย่าง Software Engineering และ Cyber Security โดยการลงพื้นที่ในครั้งนี้ คือการแสดงจุดยืนว่ารัฐบาลพร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้ก้าวข้ามอุปสรรค สามารถแข่งขันในเวทีโลก และสร้างความมั่นคงทางเทคโนโลยีให้ประเทศ.

“ธนกร” ดันอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เสริมความมั่นคงชาติ

ทำไมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศจึงสำคัญ?

อุตสาหกรรมนี้ไม่ได้มีความสำคัญแค่เรื่องความมั่นคงของชาติเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอีกด้วย เพราะการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ สามารถนำไปต่อยอดและประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมอื่นๆ ได้อีกมากมาย สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศ และลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ

การสนับสนุนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศจึงเป็นการลงทุนเพื่ออนาคต สร้างงาน สร้างรายได้ และเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับประเทศในทุกมิติ

ที่มา – “ธนกร” ลุยดันอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ หนุนโดรนไทยเสริมความมั่นคงชาติ

ธนกรสั่งรับมือน้ำท่วมนิคมอุตสาหกรรม

ในช่วงที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับผลกระทบจากพายุโซนร้อน “บัวลอย” ที่ทำให้ฝนตกหนักทั่วประเทศ โดยเฉพาะภาคเหนือและภาคตะวันออก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายธนกร วังบุญคงชนะ ได้ออกคำสั่งเร่งด่วนให้การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เตรียมพร้อมรับมือน้ำท่วมในนิคมอุตสาหกรรมทุกแห่ง เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุนและชุมชนรอบข้าง “ธนกร” สั่งรับมือน้ำท่วมในนิคมอุตสาหกรรม เรียกความเชื่อมั่นให้นักลงทุน จึงกลายเป็นประเด็นสำคัญที่แสดงถึงความมุ่งมั่นของภาครัฐในการปกป้องภาคอุตสาหกรรมจากภัยธรรมชาติ

“ธนกร” สั่งรับมือน้ำท่วมในนิคมอุตสาหกรรม เรียกความเชื่อมั่นให้นักลงทุน

วันที่ 28 กันยายน 2568 นายธนกร ได้กล่าวถึงสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดจากพายุ “บัวลอย” ซึ่งส่งผลให้มีฝนตกหนักมากในภาคเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก เขาได้กำชับให้ กนอ. สำรวจและติดตามสถานการณ์ในนิคมอุตสาหกรรมทั่วประเทศอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงภัยในภาคเหนือ การสั่งการนี้ครอบคลุมหลายด้าน เพื่อให้แน่ใจว่าน้ำท่วมจะไม่กระทบต่อการดำเนินงานของโรงงานและความปลอดภัยของประชาชน

จากรายงานเบื้องต้น สถานการณ์ในนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือยังคงปกติ ระดับน้ำภายนอกต่ำกว่าเขื่อนดินประมาณ 3 เมตร และระบบระบายน้ำฝนภายในนิคมทำงานได้ดี สำหรับนิคมเวิลด์ ระดับน้ำต่ำกว่าเขื่อนดิน 2 เมตร โดยมีการเสริมคันดินป้องกันน้ำ เตรียมกระสอบทราย 300 กระสอบสำหรับปิดจุดเสี่ยง และจัดเครื่องสูบน้ำสำรองไว้พร้อมใช้งาน นิคมบางปะอิน บ้านหว้า และนครหลวง ก็ไม่มีสัญญาณความเสี่ยงเช่นกัน แต่ยังคงเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง

มาตรการรับมือน้ำท่วมที่นายธนกรกำชับ

เพื่อป้องกันผลกระทบรุนแรง นายธนกรได้สั่งการให้ กนอ. ดำเนินการดังนี้

  • ติดตามระดับน้ำทั้งภายในและภายนอกนิคมอุตสาหกรรมแบบเรียลไทม์ และรายงานสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง
  • วางแผนรับมือกรณีน้ำท่วมสูง โดยประสานงานกับหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อช่วยเหลือชุมชนรอบนิคม
  • เร่งระบายน้ำฝนภายในนิคมให้มีประสิทธิภาพ และจัดการสิ่งกีดขวางทางน้ำ
  • จัดระเบียบการจราจรในพื้นที่น้ำท่วม เพื่ออำนวยความสะดวกให้แรงงานและนักลงทุน
  • บำรุงรักษาเครื่องสูบน้ำและอุปกรณ์ฉุกเฉินให้พร้อมใช้งาน 24 ชั่วโมง

มาตรการเหล่านี้ไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงจากน้ำท่วม แต่ยังเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ที่มองว่านิคมอุตสาหกรรมไทยมีระบบรับมือภัยพิบัติที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะในยุคที่การลงทุนต้องการความมั่นคงและยั่งยืน

“ธนกร” สั่งรับมือน้ำท่วมในนิคมอุตสาหกรรม เรียกความเชื่อมั่นให้นักลงทุน ถือเป็นก้าวสำคัญในการรักษาบรรยากาศการลงทุนของไทย ท่ามกลางความท้าทายจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง การเตรียมพร้อมเช่นนี้จะช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมเดินหน้าต่อไปได้โดยไม่สะดุด และปกป้องชีวิตทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่

นอกจากนี้ ยังมีการเน้นย้ำให้บุคลากรในนิคมทุกแห่งเฝ้าระวังฝนตกหนักที่อาจเกิดขึ้นต่อเนื่อง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤตที่กระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน การประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมชลประทานและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จะช่วยให้การรับมือมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ในขณะที่ชุมชนรอบนิคมก็ได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อลดความกังวลและรักษาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างภาคอุตสาหกรรมกับสังคม

จากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การจัดการน้ำท่วมในนิคมอุตสาหกรรมไม่ใช่แค่เรื่องโครงสร้างพื้นฐาน แต่ยังรวมถึงการสื่อสารที่โปร่งใส ซึ่งนายธนกรได้ทำได้ดี โดยการอัปเดตสถานการณ์อย่างสม่ำเสมอจะช่วยคลายความกังวลของนักลงทุน ทำให้ไทยยังคงเป็นจุดหมายที่น่าลงทุนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

สุดท้ายนี้ หากคุณเป็นนักลงทุนหรือผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรม แนะนำให้ติดตามประกาศจาก กนอ. อย่างใกล้ชิด และเตรียมแผนสำรองของตัวเองเพื่อความปลอดภัยสูงสุด การเตรียมพร้อมร่วมกันจะช่วยให้เราผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้

ที่มา – “ธนกร” สั่งรับมือน้ำท่วมในนิคมอุตสาหกรรม เรียกความเชื่อมั่นให้นักลงทุน

ธนกร รมว.อุตสาหกรรม ลั่นช่วยเอสเอ็มอี 120 วัน

“ธนกร” รมว.อุตสาหกรรม ลั่น 120 วันทำงานเต็มที่ ช่วยเอสเอ็มอี-ลุยจับโรงงานผิดกฎหมาย

ในวันที่ 26 กันยายน ที่ผ่านมา นายธนกร วังบุญคงชนะ ได้เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมอย่างเป็นทางการ ร่วมด้วยนายยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ทั้งคู่ได้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงก่อนเริ่มปฏิบัติหน้าที่ ทันทีที่เข้ารับตำแหน่ง นายธนกร ก็ประกาศเจตนารมณ์ชัดเจนว่า จะทุ่มเททำงานเต็มที่ในช่วง 120 วันนี้ เพื่อแก้ไขปัญหาเร่งด่วนในภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะการช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี ที่กำลังเผชิญความท้าทายจากสงครามการค้าและการแข่งขันที่รุนแรง

“ธนกร” รมว.อุตสาหกรรม ลั่น 120 วันทำงานเต็มที่ ช่วยเอสเอ็มอี-ลุยจับโรงงานผิดกฎหมาย นโยบายนี้ไม่ใช่แค่คำพูด แต่เป็นแผนปฏิบัติจริงจัง เพื่อให้อุตสาหกรรมไทยแข็งแกร่งขึ้น โดยเฉพาะเอสเอ็มอีที่เป็นฟันเฟื่องของเศรษฐกิจไทย ปัจจุบัน ผู้ประกอบการเหล่านี้กำลังเผชิญแรงกดดันจากภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และสินค้าจีนที่ไหลทะลักเข้าตลาดไทย ทำให้หลายรายขาดสภาพคล่องและมีปัญหาหนี้สินสะสม รัฐมนตรีคนใหม่จึงตั้งใจออกมาตรการทั้งระยะสั้นและยาว เพื่อเพิ่มทุนหมุนเวียนให้เอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น เช่น การเชื่อมโยงกับธนาคารและกองทุนสนับสนุน

สานต่อนโยบายเก่าและผลักดันอุตสาหกรรมใหม่

นอกจากช่วยเอสเอ็มอีแล้ว “ธนกร” รมว.อุตสาหกรรม ลั่น 120 วันทำงานเต็มที่ ช่วยเอสเอ็มอี-ลุยจับโรงงานผิดกฎหมาย ยังรวมถึงการสานต่อนโยบายจากรัฐมนตรีคนก่อน โดยเฉพาะยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่วางรากฐานไว้แล้ว ชุดทีม “สุดซอย” จะถูกนำมาใช้ให้เกิดผลสูงสุด เพื่อให้ไทยเป็นฐานการผลิต EV ชั้นนำในภูมิภาค นอกจากนี้ ยังย้ำว่าจะไม่ยอมให้มีการสวมสิทธิ์เอสเอ็มอีเพื่อเอื้อประโยชน์ส่งออก โดยจะมีมาตรการตรวจสอบเข้มงวด เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสจากนโยบายรัฐ

สำหรับด้านการจัดการโรงงานผิดกฎหมาย นายธนกร ยืนยันว่าจะลุยจับกวาดอย่างเด็ดขาด โรงงานที่ปฏิบัติตามกฎหมายจะได้รับการสนับสนุน แต่ผู้ที่ละเมิด เช่น ปล่อยมลพิษหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐาน จะถูกจัดการทันที ไม่มีละเว้น นโยบายนี้จะช่วยสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ประกอบการที่ทำถูกต้อง และป้องกันความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน

บทบาทของรัฐมนตรีช่วยและการดูแลสิ่งแวดล้อม

ด้านนายยศสิงห์ รัฐมนตรีช่วย ได้เน้นย้ำการลงพื้นที่ตรวจสอบนิคมอุตสาหกรรมทั่วประเทศ เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยจะประสานงานกับหน่วยงานท้องถิ่น เช่น อบต. กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน ให้ร่วมตรวจสอบโรงงานเสี่ยงมลภาวะอย่างเข้มข้น นโยบายหลักคือ “ปิดและเปิดเร็ว” หากพบการกระทำผิด เช่น ปล่อยมลพิษ จะสั่งปิดทันที แต่หากแก้ไขได้ ก็เปิดใหม่ได้รวดเร็ว หากแก้ไม่ได้ ก็ปิดถาวรตามกฎหมาย

  • ช่วยเหลือเอสเอ็มอี: เพิ่มสภาพคล่องและเข้าถึงทุน
  • ผลักดัน EV: สานต่องบฐานเดิม
  • จัดการโรงงานผิดกฎ: ตรวจสอบเด็ดขาด
  • ดูแลสิ่งแวดล้อม: ลงพื้นที่และประสานท้องถิ่น

นอกจากนี้ ยังเร่งผลักดัน พ.ร.บ. กากอุตสาหกรรม เพื่อจัดการของเสียจากโรงงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยขณะนี้อยู่ในขั้นตอนกระทรวงการคลัง นโยบายเหล่านี้จะช่วยให้อุตสาหกรรมไทยฟื้นตัวจากวิกฤตเศรษฐกิจ โดยเฉพาะหลังโควิด-19 ที่ทำให้หลายภาคส่วนเดือดร้อน

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ นโยบายของ “ธนกร” รมว.อุตสาหกรรม ลั่น 120 วันทำงานเต็มที่ ช่วยเอสเอ็มอี-ลุยจับโรงงานผิดกฎหมาย จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ หากดำเนินการได้จริง จะช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ และยกระดับอุตสาหกรรมไทยให้แข่งขันได้ในเวทีโลก ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีควรเตรียมตัวให้พร้อม เพื่อรับประโยชน์จากมาตรการเหล่านี้ หากคุณเป็นผู้ประกอบการ อย่าลืมติดตามประกาศจากกระทรวงอุตสาหกรรม และเตรียมเอกสารเพื่อขอรับการสนับสนุนทุนทันที

นโยบายนี้ไม่เพียงช่วยเอสเอ็มอีเท่านั้น แต่ยังส่งเสริมความยั่งยืนให้อุตสาหกรรมไทยในระยะยาว สุดท้ายแล้ว ความสำเร็จขึ้นอยู่กับการร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชน

ที่มา – “ธนกร” รมว.อุตสาหกรรม ลั่น 120 วันทำงานเต็มที่ ช่วยเอสเอ็มอี-ลุยจับโรงงานผิดกฎหมาย

ราชกิจจาฯ ประกาศเลื่อน “รุ่งเรือง-ทิพานัน-พล.ต.อ.อัศวิน” เป็น สส.บัญชีรายชื่อ

ราชกิจจาฯ ประกาศเลื่อน “รุ่งเรือง พิทยศิริ” เป็น สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ขยับ “ทิพานัน ศิริชนะ – พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง” ขึ้นเป็น สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ หลัง “นพดล-สุชาติ-ธนกร” ลาออก

เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2568 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ประกาศสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 3 ฉบับในลักษณะเดียวกัน เรื่องการเลื่อนผู้มีรายชื่อในลำดับถัดไปในบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองขึ้นมาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแทนตำแหน่งที่ว่าง โดยประกาศ ณ วันที่ 9 กันยายน 2568 และลงนามโดย นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

1. กรณี นายนพดล ปัทมะ ได้ยื่นหนังสือลาออกจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทย ลำดับที่ 15 ตั้งแต่วันที่ 6 กันยายน 2568 ซึ่งเป็นเหตุให้สมาชิกภาพสิ้นสุดลงตามมาตรา 101 (3) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ดังนั้น อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 105 (2) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 จึงประกาศให้ นายรุ่งเรือง พิทยศิริ ผู้มีชื่อในบัญชีรายชื่อลำดับที่ 41 เลื่อนขึ้นมาเป็น สส.บัญชีรายชื่อแทน

(อ่านฉบับเต็ม)

2. กรณี นายสุชาติ ชมกลิ่น ได้ยื่นหนังสือลาออกจากการเป็น สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 5 ของพรรครวมไทยสร้างชาติ ตั้งแต่วันที่ 8 กันยายน 2568 ซึ่งเป็นเหตุให้สมาชิกภาพสิ้นสุดลง จึงประกาศให้ นางสาวทิพานัน ศิริชนะ ผู้มีชื่อในบัญชีรายชื่อลำดับที่ 18 เลื่อนขึ้นมาเป็น สส.บัญชีรายชื่อแทน

(อ่านฉบับเต็ม)

3. กรณี นายธนกร วังบุญคงชนะ ได้ยื่นหนังสือลาออกจากการเป็น สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 10 ของพรรครวมไทยสร้างชาติ ตั้งแต่วันที่ 8 กันยายน 2568 ซึ่งเป็นเหตุให้สมาชิกภาพสิ้นสุดลง จึงประกาศให้ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้มีชื่อในบัญชีรายชื่อลำดับที่ 20 เลื่อนขึ้นมาเป็น สส.บัญชีรายชื่อแทน

(อ่านฉบับเต็ม)

ราชกิจจาฯ ประกาศเลื่อน “รุ่งเรือง-ทิพานัน-พล.ต.อ.อัศวิน” เป็น สส.บัญชีรายชื่อ

การเปลี่ยนแปลงในสภาผู้แทนราษฎรครั้งนี้ เกิดขึ้นจากการลาออกของ สส. บัญชีรายชื่อจากทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรครวมไทยสร้างชาติ ส่งผลให้ต้องมีการเลื่อนลำดับผู้มีชื่อในบัญชีรายชื่อขึ้นมาแทน

การลาออกของ สส. ดังกล่าวมีผลกระทบต่อองค์ประกอบของสภาผู้แทนราษฎร และอาจส่งผลต่อการดำเนินงานของรัฐสภาในอนาคต การเลื่อนลำดับ สส. บัญชีรายชื่อ เป็นกระบวนการปกติที่เกิดขึ้นเมื่อมีตำแหน่งว่างลง แต่ก็เป็นสิ่งที่น่าจับตามองว่าใครจะเข้ามาทำหน้าที่แทน และจะมีบทบาทอย่างไรในการผลักดันนโยบายต่างๆ

ทำความเข้าใจการเลื่อน สส.บัญชีรายชื่อ

การเลื่อน สส.บัญชีรายชื่อ เป็นไปตามกระบวนการที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เมื่อมี สส. ลาออก หรือพ้นจากตำแหน่งด้วยเหตุอื่นใด ผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองนั้นในลำดับถัดไป จะได้รับการเลื่อนขึ้นมาดำรงตำแหน่งแทน เพื่อให้จำนวน สส. ในสภายังคงครบตามที่กฎหมายกำหนด

กระบวนการนี้มีความสำคัญต่อการรักษาความต่อเนื่องของการทำงานในสภาผู้แทนราษฎร และเป็นหลักประกันว่าประชาชนจะยังคงมีผู้แทนทำหน้าที่ในรัฐสภาอย่างครบถ้วน แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น

สำหรับกรณี ราชกิจจาฯ ประกาศเลื่อน “รุ่งเรือง-ทิพานัน-พล.ต.อ.อัศวิน” เป็น สส.บัญชีรายชื่อ นั้น แสดงให้เห็นถึงการดำเนินงานตามกระบวนการดังกล่าวอย่างเป็นทางการและโปร่งใส โดยมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลอย่างถูกต้อง

การเปลี่ยนแปลงนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของการเมืองไทยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะอาจส่งผลต่อทิศทางการดำเนินงานของรัฐบาลและสภาผู้แทนราษฎรในภาพรวม การได้ ราชกิจจาฯ ประกาศเลื่อน “รุ่งเรือง-ทิพานัน-พล.ต.อ.อัศวิน” เป็น สส.บัญชีรายชื่อ เข้ามาทำหน้าที่ จะมีส่วนช่วยผลักดันนโยบายของพรรคตนเองอย่างไร และจะมีบทบาทในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลมากน้อยแค่ไหน เป็นสิ่งที่สังคมต้องจับตาดูต่อไป

ที่มา – ราชกิจจาฯ ประกาศเลื่อน “รุ่งเรือง-ทิพานัน-พล.ต.อ.อัศวิน” เป็น สส.บัญชีรายชื่อ

“นายกฯ อนุทิน” เก็บตัว: พีระพันธุ์-ณัฐพงษ์ ส่งดอกไม้แสดงความยินดี

“นายกฯ อนุทิน” เก็บตัวยังไม่เข้าพรรคภูมิใจไทย “พีระพันธุ์“ หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ “ณัฐพงษ์” หัวหน้าพรรคประชาชน ส่งดอกไม้แสดงความยินดี เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจอย่างมากในวันนี้

วันที่ 8 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศจากพรรคภูมิใจไทย นายภราดร ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ซึ่งมีชื่อเป็นแคนดิเดตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เดินทางเข้าพรรคพร้อมเอกสารซองน้ำตาล เมื่อถามว่ายื่นประวัติเพื่อตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้วหรือไม่ นายภราดร ไม่ได้ตอบคำถาม เพียงแต่ยิ้มและเดินขึ้นไปชั้นบนทันที

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าวันนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ไม่ได้เดินทางมาที่ทำการพรรค แต่มีรายงานข่าวว่าอาจจะเดินทางเข้าเซฟเฮ้าส์เพื่อดูความเรียบร้อยของการจัดโผคณะรัฐมนตรี (ครม.) หลังจากเมื่อวานนี้ (7 กันยายน 2568) นายอนุทิน บอกว่าจัดเสร็จแล้วกว่า 99.9725%

ขณะที่เวลา 10.40 น. นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ให้ นายสยาม บางกุลธรรม รองเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ นำแจกันดอกไม้มาแสดงความยินดีกับนายอนุทิน พร้อมเปิดเผยว่า หัวหน้าพรรคสบายดี ไม่ได้ฝากบอกอะไรมา ส่วน นายสุชาติ ชมกลิ่น และนายธนกร วังบุญคงชนะ ได้ลาออกจาก สส. และสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ และส่งหนังสือถึงพรรคแล้ว หลังจากนี้พรรคจะมีการประชุมกันอีกครั้ง สำหรับบัตรอวยพรที่มาพร้อมดอกไม้เขียนด้วยลายมือ ของนายพีระพันธุ์ ว่า “ขอแสดงความยินดีในโอกาสที่ ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล ได้รับการโปรดเกล้าฯ เป็นนายกรัฐมนตรีครับ”

นอกจากนี้เวลา 11.00น. นายสุภกิต เจียรวนนท์ ประธานกรรมการบริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด นำแจกันดอกไม้มาแสดงความยินดีให้แก่นายอนุทิน ต่อมาเวลา 11.40 น. ตามมาด้วยแจกันดอกไม้ของ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน.

สถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับ “นายกฯ อนุทิน” เก็บตัวยังไม่เข้าพรรค “พีระพันธุ์-ณัฐพงษ์” ส่งดอกไม้แสดงความยินดี แสดงให้เห็นถึงการสนับสนุนและความสัมพันธ์อันดีจากพรรคร่วมรัฐบาลและภาคธุรกิจต่างๆ การที่นายอนุทินเลือกที่จะ “เก็บตัว” เพื่อเตรียมความพร้อมในการจัดตั้งรัฐบาล สะท้อนให้เห็นถึงความรอบคอบและความมุ่งมั่นในการบริหารประเทศ

การที่ “นายกฯ อนุทิน” เก็บตัวยังไม่เข้าพรรค “พีระพันธุ์-ณัฐพงษ์” ส่งดอกไม้แสดงความยินดี นั้นเป็นสัญญาณที่ดีของการเริ่มต้นรัฐบาลใหม่ที่มาจากความร่วมมือของหลายภาคส่วน

“นายกฯ อนุทิน” เก็บตัวยังไม่เข้าพรรค “พีระพันธุ์-ณัฐพงษ์” ส่งดอกไม้แสดงความยินดี

การที่นายภราดร ปริศนานันทกุล เดินทางเข้าพรรคเพื่อยื่นเอกสารตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรีก็เป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่น่าจับตามอง

ทำไมนายกฯ อนุทินถึงเลือกที่จะเก็บตัว?

มีหลายเหตุผลที่นายกรัฐมนตรีอาจเลือกที่จะเก็บตัวในช่วงนี้ หนึ่งในนั้นอาจเป็นการต้องการสมาธิในการพิจารณาและจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีให้เหมาะสมกับความสามารถและความเชี่ยวชาญของแต่ละบุคคล การตัดสินใจที่รอบคอบในขั้นตอนนี้จะส่งผลดีต่อการดำเนินงานของรัฐบาลในระยะยาว

นอกจากนี้ การที่ “นายกฯ อนุทิน” เก็บตัวยังไม่เข้าพรรค “พีระพันธุ์-ณัฐพงษ์” ส่งดอกไม้แสดงความยินดี ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความเคารพต่อกระบวนการและธรรมเนียมปฏิบัติทางการเมือง การรอคอยความชัดเจนและความพร้อมก่อนที่จะปรากฏตัวต่อสาธารณชนเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญ

การที่นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค และ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส่งดอกไม้แสดงความยินดีนั้น แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ และความมุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกันเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ

การเมืองไทยในขณะนี้เต็มไปด้วยความท้าทายและความคาดหวัง การที่นายอนุทินได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น ถือเป็นโอกาสอันดีที่จะนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองและความมั่นคง

การจัดตั้งรัฐบาลใหม่และการกำหนดนโยบายที่ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน และการรับฟังความคิดเห็นที่หลากหลาย จะเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ

จับตาดูการประกาศรายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ และติดตามนโยบายสำคัญที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้

ที่มา – “นายกฯ หนู” เก็บตัวยังไม่เข้าพรรค “พีระพันธุ์-ณัฐพงษ์” ส่งดอกไม้แสดงความยินดี

Scroll to top