นายกรัฐมนตรีอนุทิน

นายกฯ สักการะ “หลวงปู่ดำ-ตราแผ่นดิน” ที่ สน.พระราชวัง

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามีเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับความเชื่อและศรัทธาของผู้นำบ้านเมืองมาฝากกัน นั่นคือ นายกฯ สักการะ “หลวงปู่ดำ-ตราแผ่นดิน” ที่ สน.พระราชวัง ซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่หลายคนรู้จักดีเรื่องขอพรการงานและชีวิตการเมือง เมื่อเวลา 16.30 น. วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินทางไปกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่นี้ เพื่อขอพรเรื่องงาน เลื่อนขั้น เข้ารับราชการ แก้อาถรรพ์ และแก้ชีวิตติดขัด จากนั้นยังต่อด้วยการสักการะรูปเหมือน หลวงปู่ศิลา บริเวณด้านหลังสน.พระราชวังด้วยนะครับ

นายกฯ สักการะหลวงปู่ดำ ตราแผ่นดิน ที่สน.พระราชวังนายกรัฐมนตรีอนุทินกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์

นายกฯ สักการะ “หลวงปู่ดำ-ตราแผ่นดิน” ที่ สน.พระราชวัง ทำไมถึงศักดิ์สิทธิ์เรื่องงาน?

หลายคนอาจสงสัยว่า หลวงปู่ดำ และ ตราแผ่นดิน ที่สถานีตำรวจนครบาล (สน.) พระราชวังคืออะไรกันแน่? สถานที่นี้ตั้งอยู่ในย่านพระราชวังดุสิต เป็นจุดรวมศรัทธาของข้าราชการ นักการเมือง และคนทำงานที่อยากประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน หลวงปู่ดำเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านศรัทธาเรื่องเมตตามหานิยม แก้เคล็ด และช่วยเหลือเรื่องตำแหน่งงาน ส่วนตราแผ่นดินนั้นเป็นสัญลักษณ์แห่งชาติที่สะท้อนเอกลักษณ์ไทยและสถาบันพระมหากษัตริย์ ผู้คนมักมาขอพรให้ชีวิตราบรื่น งานก้าวหน้า ไม่มีอุปสรรค

ประวัติและความหมายของตราแผ่นดิน

ตราแผ่นดินถูกสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 โดยเสวกเอกหม่อมเจ้าประวิช ชุมสายเป็นผู้ออกแบบ สัญลักษณ์ต่างๆ ในตรานี้มีความหมายลึกซึ้ง ดังนี้:

  • พระมหาพิชัยมงกุฎพร้อมดวงรัศมี: สื่อถึงอำนาจและความมั่นคงของราชบัลลังก์
  • ฉัตร 7 ชั้น หรือสัปตปฎลเศวตฉัตร: แสดงถึงพระเกียรติยศสูงสุด
  • ช้างไอยราพต 3 เศียร: สัญลักษณ์แห่งความมงคลและพลัง
  • ช้างเผือก: ความบริสุทธิ์และสิริมงคล
  • กริชคตและกริชตรง: การปกป้องและความยุติธรรม
  • คชสีห์-ราชสีห์ประคองฉัตร: พระราชอำนาจและความเข้มแข็ง
  • พระมหาสังวาลนพรัตนราชวราภรณ์: เครื่องประดับราชสำนักชั้นสูง

ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 6 ได้โปรดเกล้าฯ เปลี่ยนมาใช้เครื่องหมายพระครุฑพ่าห์แทน แต่ตราแผ่นดินยังคงเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คนไทยนับถือ โดยเฉพาะเรื่องแผ่นดินไทยให้มั่นคงและชีวิตผู้สักการะ

ตราแผ่นดิน สัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์รายละเอียดตราแผ่นดิน

หลวงปู่ศิลา ผู้ช่วยเสริมบุญบารมี

หลังจากสักการะหลวงปู่ดำและตราแผ่นดินแล้ว นายกฯ ยังได้กราบรูปหล่อเหมือน พระราชวัชรธรรมโสภณ หรือ หลวงปู่ศิลา สิริจนฺโท ซึ่งเป็นพระสงฆ์เจ้าคุณรูปหนึ่งที่มีชื่อเสียงในด้านกรรมฐานและพุทธคุณ รูปเหมือนนี้ตั้งอยู่ด้านหลังสน.พระราชวัง ผู้คนมาขอพรเรื่องสุขภาพ ความสงบ และการปกป้องคุ้มครอง

การที่นายกรัฐมนตรีเลือกมาสักการะที่นี่ แสดงให้เห็นถึงความศรัทธาในวัฒนธรรมไทยและพลังแห่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แม้จะเป็นผู้นำประเทศ แต่ก็ยังคงรักษาขนบธรรมเนียมโบราณไว้ได้ดีทีเดียว รู้ไหมครับว่าหลายคนที่มาที่นี่ บอกว่าชีวิตดีขึ้นจริงๆ งานเลื่อนขั้น ธุรกิจรุ่งเรือง แก้ปัญหาชีวิตติดขัดได้

หากเพื่อนๆ อยากไปสักการะ ลองเตรียมดอกไม้ ธูปเทียน และของถวายง่ายๆ ไปไหว้ด้วยใจศรัทธา วิธีไหว้ก็ไม่ยุ่งยาก กราบหลวงปู่ดำก่อน แล้วตราแผ่นดิน จากนั้นหลวงปู่ศิลา อย่าลืมตั้งจิตขอพรชัดเจนนะครับ

ในมุมมองของผม การสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์แบบนี้ไม่ใช่แค่ขอพร แต่เป็นการเติมพลังใจให้ตัวเองมุ่งมั่นมากขึ้น สุดท้ายแล้วความสำเร็จมาจากการกระทำของเรานั่นเอง คุณล่ะครับ เคยไปสักการะ นายกฯ สักการะ “หลวงปู่ดำ-ตราแผ่นดิน” ที่ สน.พระราชวัง แบบนี้บ้างไหม? มาคอมเมนต์แชร์ประสบการณ์กันเลย สนับสนุนให้ลองไปพิสูจน์ดูนะ!

ที่มา – นายกฯ สักการะ “หลวงปู่ดำ-ตราแผ่นดิน” ที่ สน.พระราชวัง ต่อด้วยรูปเหมือน “หลวงปู่ศิลา”

“อนุทิน” เข้าทำเนียบฯ ก่อนเปิดงานครบรอบ 141 ปี ที่ รร.อัสสัมชัญ

วันนี้มีข่าวการเมืองที่น่าสนใจมากสำหรับแฟนๆ ศิษย์เก่าโรงเรียนอัสสัมชัญ! “อนุทิน” เข้าทำเนียบฯ ก่อนเปิดงานครบรอบ 141 ปี ที่ รร.อัสสัมชัญ บ่ายนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เริ่มวันทำงานด้วยการเข้าทำเนียบรัฐบาลอย่างเป็นทางการ ก่อนจะรีบไปเป็นประธานในพิธีเปิดงานใหญ่ที่โรงเรียนบ้านเกิดของตัวเอง เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแสดงให้เห็นกำหนดการแน่นเอียดของผู้นำประเทศ แต่ยังสะท้อนความผูกพันอันลึกซึ้งระหว่างนายกฯ กับ Alma Mater อีกด้วย

“อนุทิน” เข้าทำเนียบฯ ก่อนเปิดงานครบรอบ 141 ปี ที่ รร.อัสสัมชัญ

เมื่อเวลา 11.50 น. วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 นายอนุทินเดินทางมาถึงตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาลทันที โดยมีรถของนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ตามมาแบบติดๆ ก่อนหน้านั้นไม่นาน นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ก็มาถึงตั้งแต่เวลา 10.30 น. เพื่อรอพบปะหารือเรื่องงานสำคัญ นับเป็นภาพที่แสดงถึงความพร้อมของคณะรัฐมนตรีในการขับเคลื่อนประเทศ

หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจช่วงเช้า ในช่วงบ่ายนายกรัฐมนตรีมีกำหนดการหลักคือเดินทางไปยังอาคาร Saint Louis-Marie Memorial Building โรงเรียนอัสสัมชัญ ถนนเจริญกรุง เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร เพื่อเป็นประธานเปิดงานฉลองครบรอบ 141 ปีของโรงเรียนชื่อดังแห่งนี้ งานนี้คาดว่าจะมีศิษย์เก่า ครู และนักเรียนมาร่วมกันแน่นขนัด สร้างบรรยากาศอบอุ่นและภาคภูมิใจในประวัติศาสตร์ยาวนานกว่าเซ็ปติเซ็ตปี

กำหนดการนายกรัฐมนตรีอนุทินในวันสำคัญนี้

นอกจาก “อนุทิน” เข้าทำเนียบฯ ก่อนเปิดงานครบรอบ 141 ปี ที่ รร.อัสสัมชัญ แล้ว วันนี้ยังมีความเคลื่อนไหวอื่นๆ ที่ตึกบัญชาการ 1 เช่น นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี และนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่มาปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ ทุกอย่างดูเรียบร้อยและเป็นระบบ แสดงถึงการบริหารงานที่ต่อเนื่องแม้ในวันที่มีกิจกรรมพิเศษ

ความผูกพันสุดซึ้งของนายกฯ อนุทินกับโรงเรียนอัสสัมชัญ

สิ่งที่ทำให้เหตุการณ์นี้พิเศษยิ่งขึ้นคือ นายอนุทินเองก็เป็นศิษย์เก่าของโรงเรียนอัสสัมชัญ รุ่นที่ 98 เลขประจำตัวนักเรียน 25684 เข้าเรียนตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ในปี พ.ศ. 2515 และเรียนต่อจนจบมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่สำคัญกว่านั้น ท่านยังเคยเป็นสมาชิกวงดุริยางค์โรงเรียนอัสสัมชัญ หรือ AC BAND ซึ่งเป็นวงดนตรีชื่อดังของโรงเรียน นอกจากนี้ ในโอกาสครบรอบ 135 ปีของโรงเรียนเมื่อ 16 กุมภาพันธ์ 2563 นายอนุทินยังได้รับเลือกเป็น "อัสสัมชนิกดีเด่น" อีกด้วย การกลับไปบ้านเก่าในฐานะนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ จึงเป็นโมเมนต์ที่แสนประทับใจสำหรับทุกคน

โรงเรียนอัสสัมชัญ ฟักฟู้นายกรัฐมนตรีมาหลายท่าน

โรงเรียนอัสสัมชัญ ถือเป็นโรงเรียนชายล้วนคาทอลิกชั้นนำที่มีชื่อเสียงในการผลิตผู้นำประเทศ โดยก่อนหน้านี้มีศิษย์เก่าที่เคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีถึง 4 ท่าน ได้แก่

  • พระยามโนปกรณ์นิติธาดา
  • หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช
  • พันตรีควง อภัยวงศ์
  • ศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์

และล่าสุดคือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งเป็นศิษย์เก่าโรงเรียนอัสสัมชัญที่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีในรอบ 50 ปี ถือเป็นเครื่องยืนยันถึงคุณภาพการศึกษาที่ดีเยี่ยมของสถาบันแห่งนี้ โรงเรียนก่อตั้งมานานกว่า 141 ปี ปัจจุบันยังคงเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ที่เน้นคุณธรรม จริยธรรม และทักษะผู้นำ

เหตุการณ์ “อนุทิน” เข้าทำเนียบฯ ก่อนเปิดงานครบรอบ 141 ปี ที่ รร.อัสสัมชัญ ในครั้งนี้ ไม่ใช่แค่งานพิธีธรรมดา แต่เป็นสัญลักษณ์ของการให้กลับคืนสู่โรงเรียนและชุมชน การที่ผู้นำประเทศให้ความสำคัญกับการศึกษาและรากเหง้าของตัวเองแบบนี้ ทำให้เรามองเห็นภาพลักษณ์นายกรัฐมนตรีที่เข้าถึงได้และมีหัวใจรักโรงเรียนเก่า

คุณล่ะ เป็นศิษย์เก่าอัสสัมชัญหรือเปล่า? หรือมีเรื่องราวน่าประทับใจจากโรงเรียนเก่าของคุณบ้าง คอมเมนต์เล่าให้ฟังหน่อยสิ! และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รู้ข่าวด้วยนะ ติดตามข่าวการเมืองและการศึกษาเพิ่มเติมจากเราได้ทุกวัน

ที่มา – “อนุทิน” เข้าทำเนียบฯ ก่อนเปิดงานครบรอบ 141 ปี ที่ รร.อัสสัมชัญ บางรัก บ่ายนี้

นายกฯ เร่งจ่ายเงินเยียวยาครอบครัวกำลังพลที่เสียชีวิต

โฆษกรัฐบาล เผย “นายกฯ อนุทิน” เร่งรัดเบิกจ่ายเงินเยียวยาครอบครัวกำลังพลที่เสียชีวิต บาดเจ็บ จากเหตุปะทะชายแดน พร้อมพิจารณาระเบียบบรรจุทายาทกำลังพลที่เสียชีวิต ให้เข้าทำงานราชการได้

วันที่ 23 ธันวาคม 2568 เวลา 10.00 น. ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นายสิริงพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี 

โดยนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวก่อนการประชุมว่า ได้เร่งรัดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระทรวงกลาโหม และกระทรวงมหาดไทย ดำเนินการเบิกจ่ายเงินเยียวยาครอบครัวกำลังพลที่เสียชีวิตในทุกกรณีให้กับครอบครัวของกำลังพลที่เสียชีวิต บาดเจ็บ รวมทั้งการจ่ายเงินเยียวยาให้กับประชาชนที่อพยพมาอยู่ที่ศูนย์พักพิง โดยจากสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ที่ยังต้องมีการปฏิบัติการทางทหารอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มีกำลังพลเสียชีวิตและบาดเจ็บ ในขณะที่ประชาชนยังคงต้องอพยพและอาศัยอยู่ในศูนย์พักพิง ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลได้มีการอนุมัติหลักเกณฑ์และงบประมาณในการเยียวยาผู้เสียชีวิต ทุพพลภาพ บาดเจ็บ รวมทั้งการเยียวยาให้กับประชาชนที่ต้องอพยพออกจากที่อยู่อาศัย และควรใช้โอกาสนี้รวบรวมข้อมูลที่ต้องใช้จากประชาชนที่มารวมกันที่ศูนย์ฯ เพื่อทำเรื่องเบิกจ่ายไว้ได้เลย เพื่อไม่ให้เสียเวลาและลดขั้นตอน เนื่องจากมีงบประมาณอยู่แล้ว และเมื่อตรวจสอบเรียบร้อย ก็สามารถโอนได้เลย และหากงบประมาณไม่เพียงพอ ทั้งกระทรวงกลาโหม สมช. และ ปภ. สามารถทำเรื่องขอเพิ่มได้ เพื่อไม่ให้เสียเวลา เนื่องจากต้องขออนุมัติจาก กกต. ด้วย

นายสิริงพงศ์ ระบุว่า นายกรัฐมนตรียังได้สั่งการมอบหมายให้สำนักงาน ก.พ. ร่วมกับกระทรวงกลาโหม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พิจารณาว่าจะสามารถปรับระเบียบต่างๆ ให้มีความยืดหยุ่น เพื่อบรรจุทายาทของกำลังพลที่เสียชีวิตให้เข้าทำงานราชการ เนื่องจากที่ผ่านมามีข้อจำกัดเกี่ยวกับการบรรจุตำแหน่งของกองทัพบก ซึ่งบางทีไม่ตรงตามวุฒิ หรือไม่อยู่ในภูมิลำเนาตามที่กำหนด ให้สามารถบรรจุทายาทเข้าเป็นราชการทดแทนทหารที่เสียสละเพื่อชาติ โดยสามารถบรรจุในงานที่ตรงตามวุฒิ และอยู่ในพื้นที่ภูมิลำเนาเดิม ไม่ต้องไปทำงานไกลบ้าน

นายกฯ เร่งรัดเบิกจ่ายเงินเยียวยาครอบครัวกำลังพลที่เสียชีวิต

ทำไมการเยียวยาครอบครัวกำลังพลที่เสียชีวิตถึงสำคัญ

การเร่งรัดการเบิกจ่ายเงินเยียวยาให้กับครอบครัวกำลังพลที่เสียชีวิตและบาดเจ็บจากเหตุปะทะชายแดนถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ด้วยเหตุผลหลายประการ:

  • บรรเทาความเดือดร้อนทางการเงิน: การสูญเสียเสาหลักของครอบครัวย่อมนำมาซึ่งความเดือดร้อนทางการเงินอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เงินเยียวยาจะเป็นส่วนช่วยในการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน เช่น ค่าอาหาร ค่าที่พัก ค่าเล่าเรียนบุตร และค่ารักษาพยาบาล
  • สร้างขวัญและกำลังใจ: การได้รับเงินเยียวยาแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลและสังคมไม่ได้ทอดทิ้งครอบครัวของวีรชนที่เสียสละเพื่อชาติ เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่ครอบครัวที่กำลังเผชิญกับความสูญเสียครั้งใหญ่
  • แสดงความรับผิดชอบของรัฐ: รัฐบาลมีหน้าที่ในการดูแลและให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติ การจ่ายเงินเยียวยาจึงเป็นการแสดงความรับผิดชอบของรัฐต่อประชาชน
  • ส่งเสริมความยุติธรรม: การให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งเป็นสิ่งที่ถูกต้องและเป็นธรรม เงินเยียวยาเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความปรองดองและความสมานฉันท์ในสังคม

นอกจากนี้ การพิจารณาบรรจุทายาทของกำลังพลที่เสียชีวิตเข้าทำงานราชการยังเป็นอีกหนึ่งมาตรการที่สำคัญในการช่วยเหลือครอบครัวเหล่านี้ เป็นการเปิดโอกาสให้ทายาทได้มีงานทำที่มั่นคงและสามารถเลี้ยงดูครอบครัวต่อไปได้

การดำเนินการดังกล่าวไม่เพียงแต่เป็นการช่วยเหลือทางการเงินเท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดงความเคารพและความขอบคุณต่อความเสียสละของกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องประเทศชาติอีกด้วย

รัฐบาลควรดำเนินการอย่างโปร่งใสและรวดเร็วในการเบิกจ่ายเงินเยียวยาและพิจารณามาตรการช่วยเหลืออื่นๆ ที่เหมาะสม เพื่อให้ครอบครัวของกำลังพลที่เสียชีวิตและบาดเจ็บได้รับการดูแลอย่างดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการดูแลและให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติ และเป็นการสร้างสังคมที่เข้มแข็งและมีความเป็นธรรม

ที่มา – โฆษกรัฐบาล เผย นายกฯ เร่งรัดเบิกจ่ายเงินเยียวยาครอบครัวกำลังพลที่เสียชีวิต-บาดเจ็บ เหตุปะทะชายแดน

นายกฯ หารือปมชายแดนไทย-กัมพูชา อยากเห็นสันติภาพชายแดน



นายกฯ หารือปมชายแดนไทย-กัมพูชา อยากเห็นสันติภาพชายแดน

จากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่เกิดขึ้นล่าสุด นายกฯ อนุทินได้เปิดเผยถึงการหารือกับทูตพิเศษจีนเกี่ยวกับประเด็นนี้ โดยเน้นย้ำถึงความต้องการที่จะเห็นสันติภาพชายแดนและความชัดเจนในจุดยืนของประเทศไทย

เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้การต้อนรับ นายเติ้ง ซีจวิน (H.E. Mr. Deng Xijun) เอกอัครราชทูตและผู้แทนพิเศษด้านกิจการเอเชีย กระทรวงการต่างประเทศจีน และนายจาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย เพื่อหารือถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมีประเด็นหลักคือความต้องการที่จะสร้าง สันติภาพชายแดน ให้เกิดขึ้น

นายอนุทินได้ให้สัมภาษณ์ภายหลังการหารือว่า การพบปะครั้งนี้เป็นการพูดคุยถึงความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา โดยทูตพิเศษจีนได้เดินทางไปพบกับฝ่ายกัมพูชาก่อนที่จะมาพบกับประเทศไทย จีนแสดงบทบาทเป็นกลางและไม่ต้องการเห็นความขัดแย้งเกิดขึ้นในภูมิภาคนี้ ทางจีนเพียงเเต่ต้องการให้เกิด สันติภาพชายแดน

เมื่อถูกถามว่าจีนได้เสนอข้อตกลงใดๆ เกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนหรือไม่ นายอนุทินตอบว่า จีนไม่ได้เรียกร้องข้อตกลงใดๆ เป็นพิเศษ เพียงแต่เน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างสันติภาพ ซึ่งสอดคล้องกับจุดยืนที่ชัดเจนของประเทศไทยอยู่แล้ว นอกจากนี้ นายอนุทินยังกล่าวถึงการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอาเซียนที่ประเทศมาเลเซีย โดยนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จะเข้าร่วมประชุมและกลับมาให้รายงานผลการประชุมต่อไป

กำลังใจจากประชาชนคือสิ่งสำคัญ

นายอนุทินยังได้กล่าวถึงสถานการณ์ที่ไม่สงบในขณะนี้ โดยขอให้ประชาชนส่งกำลังใจให้กับทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างกล้าหาญเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ

“กองทัพไทยทำการปกป้องอธิปไตยของไทยอย่างสุดความสามารถทุ่มเทเสียสละเป้าหมายที่กองทัพไทยได้คาดการณ์ไว้วางแผนวางปฏิบัติการไว้เรามีต้นทุนที่เสียไป แต่เป้าหมายยังดำรงอยู่ ขอให้ประชาชนเป็นกำลังใจให้นักรบแนวหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความทุ่มเทเสียสละไม่เกรงกลัวภัยอันตรายใดๆ” นายอนุทินกล่าว

นายอนุทินยังได้เน้นย้ำถึงความร่วมมือของประชาชนในพื้นที่ชายแดนที่ให้กำลังใจและสนับสนุนการปฏิบัติงานของทหารและเจ้าหน้าที่ในการปกป้องแผ่นดิน รวมถึงการให้ความร่วมมือในการพักพิงในสถานที่ที่จัดเตรียมไว้เพื่อความปลอดภัย ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถปฏิบัติงานได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องกังวล

สำหรับสถานการณ์ สันติภาพชายแดน ที่ยังไม่แน่นอนนี้ ทางรัฐบาลและกองทัพกำลังดำเนินการอย่างเต็มที่เพื่อนำสถานการณ์กลับสู่สภาวะปกติโดยเร็วที่สุด และให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง

จากเหตุการณ์ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการมีจุดยืนที่ชัดเจนและการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคประชาชน และกองทัพ เพื่อรักษาอธิปไตยของชาติและความปลอดภัยของประชาชน นอกจากนี้ การมีมิตรประเทศที่พร้อมให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนอย่างจีน ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคนี้ ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือเเละเข้าใจซึ่งกันเเละกันเพื่อสร้าง สันติภาพชายแดน ที่ยั่งยืน

ที่มา – นายกฯ หารือทูตพิเศษจีน ปมชายแดนไทย-กัมพูชา อยากเห็นสันติภาพชายแดน ย้ำไทยมีจุดยืนชัดเจน

นายกฯ น้ำตาคลอ พิธีพระราชทานเพลิงศพ “จ.ส.อ.ศตวรรษ”


“นายกฯ อนุทิน” น้ำตาคลอ เป็นประธานในพิธีพระราชทานเพลิงศพ “จ.ส.อ.ศตวรรษ สุจริต” ทหารกล้าพลีชีพในสนามรบไทย-กัมพูชา พร้อมให้กำลังใจครอบครัว-สวมกอดลูกสาวทั้ง 2 คนของ “จ่าเพียว”

เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางมายังสนามบินร้อยเอ็ด และในเวลา 15.10 น. เป็นประธานในพิธีพระราชทานเพลิงศพ จ่าสิบเอกศตวรรษ สุจริต หรือ จ่าเพียว ทหารกล้าที่ได้สละชีพจากเหตุการณ์ปะทะกันระหว่าง ไทย-กัมพูชา ณ วัดพรหมพิทักษ์วนาราม หมู่ที่ 9 ตำบลรอบเมือง อำเภอหนองพอก จังหวัดร้อยเอ็ด โดยมี นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก เข้าร่วมในพิธี

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นพื้นที่ที่มีความอ่อนไหว และการสูญเสียของ จ.ส.อ.ศตวรรษ นับเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของชาติไทย การจัด พิธีพระราชทานเพลิงศพ “จ.ส.อ.ศตวรรษ” อย่างสมเกียรติ แสดงให้เห็นถึงความห่วงใย และความใส่ใจของผู้บริหารประเทศที่มีต่อผู้ที่เสียสละเพื่อชาติ

นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวแสดงความเสียใจและให้กำลังใจครอบครัวของ จ.ส.อ.ศตวรรษ รวมทั้งได้พูดคุยกับบุตรสาวทั้งสองของ จ.ส.อ.ศตวรรษ พร้อมทั้งให้กำลังใจให้ตั้งใจเรียนหนังสือ นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้เป็นสักขีพยานในพิธีมอบธงชาติคลุมหีบศพของ จ.ส.อ.ศตวรรษ พร้อมทั้งมอบใบประกาศเกียรติคุณและเงินช่วยเหลือจากกองทัพบก โดยมีรายงานว่า นายกรัฐมนตรีมีน้ำตาคลอในช่วงที่พูดคุยกับครอบครัว พร้อมทั้งกล่าวว่าเงินช่วยเหลือที่ได้รับขอให้เก็บไว้ดูแลบุตรทั้งสองคน และได้สวมกอดลูกสาวทั้งสองของ จ.ส.อ.ศตวรรษ

นายกฯ ร่วมพิธีพระราชทานเพลิงศพ “จ.ส.อ.ศตวรรษ”

ผู้สื่อข่าวได้รายงานเพิ่มเติมว่า ก่อนที่จะเดินทางกลับขึ้นรถยนต์ ได้มีประชาชนจำนวนมากที่มาร่วมในพิธีได้เข้ามาขอถ่ายรูปกับนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็ได้เดินทักทายประชาชน ในขณะที่ประชาชนได้กล่าวให้กำลังใจนายกรัฐมนตรีให้สู้ๆ กับปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ให้จบในรุ่นของเรา ในขณะนั้น นายกรัฐมนตรีได้ชูกำปั้นแสดงสัญลักษณ์ของการต่อสู้ ก่อนที่จะชี้ไปที่ พล.อ.ชัยพฤกษ์ พร้อมทั้งกล่าวว่าคนนี้เป็นแม่ทัพใหญ่

ความเสียสละของ จ.ส.อ.ศตวรรษ

การเสียสละของ จ.ส.อ.ศตวรรษ ไม่เพียงแต่เป็นการสูญเสียบุคคลากรที่สำคัญของกองทัพ แต่ยังเป็นการสูญเสียของครอบครัวและคนที่รัก การให้ความสำคัญกับพิธีศพและการให้กำลังใจครอบครัวจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นถึงความขอบคุณและความห่วงใยจากสังคม

พิธีพระราชทานเพลิงศพ “จ.ส.อ.ศตวรรษ” ไม่ได้เป็นเพียงพิธีทางศาสนา แต่เป็นสัญลักษณ์ของการยกย่องเชิดชูเกียรติผู้กล้าที่เสียสละเพื่อประเทศชาติ และเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้กับผู้ที่ยังปฏิบัติหน้าที่อยู่ในแนวหน้า

การที่นายกรัฐมนตรีเดินทางมาเป็นประธานในพิธีด้วยตนเอง แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของรัฐบาลในการดูแลและให้ความสำคัญกับทหารที่เสียสละเพื่อชาติอย่างแท้จริง นอกจากนี้ การที่นายกรัฐมนตรีได้พูดคุยและให้กำลังใจกับครอบครัวของ จ.ส.อ.ศตวรรษ ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความเห็นอกเห็นใจและความห่วงใยที่รัฐบาลมีต่อประชาชน

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของประเทศชาติ และเป็นแรงบันดาลใจให้เราทุกคนร่วมมือกันพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าต่อไป เพื่อให้การเสียสละของ จ.ส.อ.ศตวรรษ ไม่สูญเปล่า

ที่มา – นายกฯ น้ำตาคลอพิธีพระราชทานเพลิงศพ “จ.ส.อ.ศตวรรษ” ทหารกล้าพลีชีพ ให้กำลังใจครอบครัว

อนุมัติ! **มาตรการช่วยเหลือน้ำท่วมภาคใต้ 3 ระยะ**

“อนุทิน” สั่งลุย! มาตรการช่วยเหลือน้ำท่วมภาคใต้ 3 ระยะ เร่งด่วน ช่วยชีวิตประชาชนสำคัญที่สุด เตรียมลงหาดใหญ่รอบ 4

เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมบูรณาการการช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ โดยมีรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างๆ เข้าร่วมประชุมเพื่อหาแนวทางช่วยเหลือประชาชนอย่างเร่งด่วน ก่อนการประชุม นายกรัฐมนตรีได้เยี่ยมจุดรับบริจาคสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย พร้อมขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมบริจาค

นายอนุทินกล่าวว่า สถานการณ์น้ำท่วมใน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เป็นจุดที่วิกฤติที่สุดและเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ จึงต้องเร่งแก้ไขปัญหาทั้งในระยะเฉพาะหน้าและระยะฟื้นฟู รวมถึงการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัยให้กลับสู่สภาวะปกติโดยเร็วที่สุด รัฐบาลตระหนักถึงความเดือดร้อนของประชาชนและพร้อมให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่

นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานบูรณาการความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาวิกฤติอุทกภัยอย่างเร่งด่วน โดยเน้นย้ำว่าความปลอดภัยและความเป็นอยู่ของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญที่สุด รัฐบาลได้ประกาศใช้พระราชกำหนดสถานการณ์ฉุกเฉิน (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน) ในพื้นที่ เพื่อให้การบูรณาการข้อสั่งการและการทำงานเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

กระทรวงการคลังได้ยกเว้นกฎระเบียบต่างๆ เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถจัดซื้อจัดหาสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เพื่อช่วยเหลือประชาชนได้อย่างรวดเร็ว นายอนุทินได้มอบหมายให้กระทรวงต่างๆ เร่งบูรณาการยกระดับประสิทธิภาพการแก้ไขปัญหาวิกฤติอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ที่ประสบปัญหาน้ำท่วม โดยกล่าวว่า “เราจะรอช้าไม่ได้ ทุกวินาทีมีความหมายกับพี่น้องประชาชนที่นั่น”

การประชุมในครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อเตรียม**มาตรการช่วยเหลือน้ำท่วมภาคใต้ 3 ระยะ** เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบให้สามารถกลับมาดำรงชีวิตและฟื้นฟูให้กลับมาอยู่ในสภาพปกติโดยเร็วที่สุด รัฐบาลได้เชื่อมโยงเครือข่ายทรัพยากรและการสื่อสารให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน และได้ตั้งศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัย (ศป.กฉ.) ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อเป็นศูนย์กลางในการประสานงานความร่วมมือต่างๆ

ที่ประชุมได้หารือถึงแนวทางการช่วยเหลือในระยะสั้น เช่น การให้ประชาชนเข้าถึงอาหาร น้ำดื่ม ยา และที่พักพิงชั่วคราวอย่างทั่วถึง ส่วนในระยะกลาง จะมีการเพิ่มรายได้ลดภาระ โดยมาตรการพักชำระหนี้ สินเชื่อดอกเบี้ย 0% และมาตรการทางการพาณิชย์ เช่น การหาสินค้าที่ต้นทุนต่ำกว่าทุน โดยการสนับสนุนของภาครัฐ นอกจากนี้ ยังมีการพิจารณาถึง**มาตรการช่วยเหลือน้ำท่วมภาคใต้ 3 ระยะ** ในระยะยาว

ในระยะที่ 3 จะเป็นการฟื้นฟูให้กลับสู่ภาวะปกติ โดยรัฐบาลจะเร่งประสานงานให้บริษัทประกันภัยดำเนินการจ่ายค่าประกันให้เร็วที่สุด พร้อมทั้งจัดหาสินเชื่อดอกเบี้ย 0% เพื่อซ่อมแซมบ้านเรือน ร้านค้า และความเสียหายอื่นๆ กระทรวงมหาดไทยพร้อมให้ความร่วมมือในการสำรวจความเสียหายเพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็วและตรงจุด นายกรัฐมนตรีอาจจะเดินทางลงพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา อีกครั้งในช่วงบ่าย

**มาตรการช่วยเหลือน้ำท่วมภาคใต้ 3 ระยะ**

สรุป**มาตรการช่วยเหลือน้ำท่วมภาคใต้ 3 ระยะ**

ระยะที่ 1: ช่วยเหลือเร่งด่วน – มุ่งเน้นการช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างทันท่วงที

ระยะที่ 2: เยียวยาและฟื้นฟู – กระทรวงการคลังบูรณาการหน่วยงานเพื่อออกมาตรการเยียวยาทั้งประชาชนและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบอย่างครอบคลุม:

  • พักชำระหนี้
  • ลดดอกเบี้ย
  • ออกสินเชื่อพิเศษดอกเบี้ยต่ำเพื่อซ่อมแซมที่อยู่อาศัยและร้านค้า
  • มอบเงินเยียวยา
  • ประสาน คปภ. เร่งเคลมประกันภัย
  • จัดตั้งศูนย์พักพิง
  • ขอความร่วมมือจากรัฐวิสาหกิจในการฟื้นฟูกิจการและซ่อมแซมที่อยู่อาศัย

ระยะที่ 3: ฟื้นฟูระยะยาว – กระทรวงการคลังออกมาตรการฟื้นฟูที่จำเป็นเพื่อสนับสนุนให้ผู้ได้รับผลกระทบสามารถฟื้นฟูอาชีพและชีวิตความเป็นอยู่อย่างมีประสิทธิภาพ:

  • ออกสินเชื่อฟื้นฟู
  • พิจารณามาตรการตามความเหมาะสม
  • ประสานบริษัทประกันภัยจ่ายเงินประกันโดยเร็ว
  • จัดหาสินเชื่อดอกเบี้ย 0% เพื่อซ่อมแซมที่อยู่อาศัยและร้านค้า
  • เร่งสำรวจความเสียหายโดยกระทรวงมหาดไทย

รัฐบาลมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ให้กลับมาดำเนินชีวิตได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด โดย **มาตรการช่วยเหลือน้ำท่วมภาคใต้ 3 ระยะ** นี้ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงในการบรรเทาความเดือดร้อนและฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ

ที่มา – เคาะมาตรการช่วยเหลือน้ำท่วมภาคใต้ 3 ระยะ “อนุทิน” ลั่นรอช้าไม่ได้ บ่ายนี้จ่อไปหาดใหญ่

จ่อยกระดับน้ำท่วมหาดใหญ่! นายกฯ เน้นย้ำปลอดภัย

นายกฯ จ่อยกระดับสถานการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ เน้นย้ำประชาชนปลอดภัย ยันเจ้าหน้าที่หน้างานทำเต็มที่ ระดมทุกหน่วยช่วย กฟภ. เร่งต่อไฟกลับคืนมา ปภ. จ่อสั่งซื้อเจ็ตสกีเพิ่ม น้ำเชี่ยวเรือเล็กเอาไม่อยู่ 

วันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังร่วมปาฐกถาพิเศษในงาน Dinner Talk ภายใต้หัวข้อ “THAILAND THE NEXT 4 YEAR” ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ถึงสถานการณ์น้ำท่วมที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ได้รับรายงานจาก ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือไม่ ว่า ตนได้รับรายงานจากนายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา โดยตรง ซึ่งร้อยเอกธรรมนัส อยู่ในพื้นที่แต่ไม่ได้อยู่ในศูนย์บัญชาการ คืนนี้คาดว่าจะได้พูดคุยกัน และในพื้นที่มีสัญญาณไม่เสถียร

เมื่อถามถึงความกังวลต่อสถานการณ์น้ำท่วม นายอนุทิน กล่าวว่า ตนมีความห่วงทุกอย่าง ขณะนี้กำลังเร่งเติมศูนย์อพยพให้เพิ่มมากขึ้น โดยได้รับความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา และโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ ให้พื้นที่ในการให้ประชาชนอพยพเข้ามาอยู่อย่างปลอดภัย แต่ตอนนี้ต้องมีการเพิ่มศูนย์อพยพอีกเป็นจำนวนมาก พรุ่งนี้ (25 พฤศจิกายน 2568) คงต้องส่งคนลงไปดูและจัดการบริหารสถานการณ์อย่างเต็มที่ น้ำไม่ได้มาแล้วไป อาจต้องมีการยกระดับในเรื่องของการบริหารสถานการณ์

นายกรัฐมนตรี เผยต่อไปว่า ทุกคนทำงานอยู่หน้างานอย่างเต็มที่ มีการเสริมทรัพยากรลงไปอย่างเต็มที่เช่นกัน ขณะนี้ไม่ใช่การต้องทำตามระเบียบแล้ว ตนได้ประกาศให้ จ.สงขลา เป็นพื้นที่ประสบภัย ดังนั้น จึงสามารถระดมหน่วยงานทุกหน่วยงานเข้าไปช่วยได้ ในวันพรุ่งนี้ พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) จะลงพื้นที่ ส่วน พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 อยู่ในพื้นที่แล้วเพื่อบูรณาการงานร่วมกัน

ส่วนกรณีโรงพยาบาลหาดใหญ่ขอรับการสนับสนุนเครื่องปั่นไฟ นายอนุทิน ระบุว่า ในพื้นที่หาดใหญ่นั้น การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) กำลังเร่งต่อไฟกลับคืนมาให้ได้ เมื่อสักครู่นี้ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลามีการพูดคุยกับตน ยืนยันว่าภายในครึ่งชั่วโมงไฟจะกลับมา แม้จะมีปัญหา แต่คาดว่าองคาพยพรับทราบปัญหาแล้วและกำลังแก้ไขปัญหาอยู่ เมื่อน้ำล้นเข้ามา เครื่องปั่นไฟก็อาจใช้ได้ไม่พอ ในรายละเอียดนั้นคนหน้างานไม่มีใครอยู่เฉย ทุกคนทำงานอย่างเต็มที่ ส่วนรัฐบาลได้ประกาศให้ระดมความช่วยเหลือลงไปอย่างเต็มที่เช่นกัน และต้องเน้นเรื่องความปลอดภัยของประชาชนเป็นหลัก

ทางด้านประเด็นที่มีการขอสนับสนุนเรือเพิ่มเข้าไปในพื้นที่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ต้องใช้เรือที่มีกำลังเพราะน้ำเชี่ยว เรือท้องแบนไม่สำคัญ ซึ่งเรือที่มีกำลังต้องเป็นเรือใหญ่ การจะเข้าไปในพื้นที่ก็ลำบาก กำลังเร่งระดมเจ็ตสกี ขณะนี้มีการใช้เครือข่ายของเอกชนและราชการ ส่วนกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) มีเรือ แต่เรือแบบเจ็ตสกีกำลังจัดซื้ออยู่ สิ่งที่สำคัญในเวลานี้ไม่ใช่การขนย้ายทรัพย์สินของชาวบ้านออกมา แต่ต้องเป็นการนำตัวของชาวบ้านออกจากพื้นที่ที่อันตราย

เมื่อถามอีกว่านายกรัฐมนตรีจะลงพื้นที่อีกครั้งหรือไม่ นายอนุทิน เผยว่า ขณะนี้กำลังคิดอยู่ ถ้าไม่ลงพรุ่งนี้ก็อาจจะต้องขนกันลงไปอีกเพื่อไปช่วยตัดสินใจเรื่องต่างๆ ได้ แต่จริงๆ การทำงานในเวลานี้คนหน้างานก็ทำงานไป ตนไปก็ยุ่ง แม้จะสั่งให้ไม่ต้องมารับ แต่ก็มากันอยู่ดี สู้อยู่ในกรุงเทพฯ แต่ให้การสนับสนุนอาจจะทำให้มีประสิทธิภาพ

ผู้สื่อข่าวถามต่อถึงการตั้งศูนย์บัญชาการสถานการณ์น้ำท่วม เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการเข้าช่วยเหลือประชาชนนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มันมีเบอร์ 4 เบอร์ แต่คาดว่า 4 สายนี้ก็มีคนโทรศัพท์เข้ามาเป็นระวิง ทั้งนี้ สามารถติดต่อได้ที่นายอำเภอ ปลัดอำเภอ ผู้นำปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ได้รับอำนาจจากผู้ว่าราชการจังหวัดในการดูแลเขตพื้นที่ตัวเองให้เต็มที่ และใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ทั้งหมดเน้นในเรื่องความปลอดภัยในชีวิต ขณะนี้ให้เน้นเรื่องของการช่วยเหลือชีวิตประชาชนก่อนมายังศูนย์พักพิง.

จ่อยกระดับน้ำท่วมหาดใหญ่

สถานการณ์ จ่อยกระดับน้ำท่วมหาดใหญ่ ยังคงเป็นที่น่าจับตามอง โดยนายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำถึงความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ และสั่งการให้ทุกหน่วยงานเร่งให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ พร้อมทั้งระดมทรัพยากรต่างๆ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่

ความคืบหน้าการช่วยเหลือผู้ประสบภัย จ่อยกระดับน้ำท่วมหาดใหญ่

ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับสถานการณ์ จ่อยกระดับน้ำท่วมหาดใหญ่ นั้น ทางการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) กำลังเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาไฟฟ้าดับ เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ไฟฟ้าได้ตามปกติ นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่มศูนย์อพยพเพื่อให้ประชาชนมีที่พักพิงที่ปลอดภัย และมีการจัดส่งสิ่งของจำเป็นต่างๆ ให้กับผู้ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง

จ่อยกระดับน้ำท่วมหาดใหญ่ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ การมีแผนการอพยพที่ชัดเจน การมีศูนย์พักพิงที่เพียงพอ และการมีหน่วยงานที่พร้อมให้ความช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมง ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยลดผลกระทบจากภัยพิบัติและรักษาชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนได้

สถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้เป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้เราต้องหันมาใส่ใจกับการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน การสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมที่มีประสิทธิภาพ และการสร้างความตระหนักรู้ให้กับประชาชนเกี่ยวกับวิธีการรับมือกับภัยพิบัติ ถือเป็นสิ่งที่เราต้องร่วมมือกันทำเพื่อให้สังคมไทยมีความปลอดภัยและเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น

ที่มา – จ่อยกระดับน้ำท่วมหาดใหญ่ นายกฯ เน้นย้ำประชาชนปลอดภัย ยัน คนหน้างานทำเต็มที่

อนุทิน คุย ธรรมนัส ส่วนตัวบนตึกไทยคู่ฟ้า

“นายกฯ อนุทิน” ส่ง “ชวรัตน์ ชาญวีรกูล” บิดากลับบ้านเรียบร้อยแล้ว ได้กลับขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า หารือส่วนตัว “ธรรมนัส พรหมเผ่า” ที่ห้องทำงานต่อ

เมื่อวันที่ 5 พ.ย. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ได้รับประทานอาหารกลางวันร่วมกับนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล บิดา และได้พาพ่อชมห้องทำงาน และนั่งที่โต๊ะทำงานนายกรัฐมนตรี เพื่อความเป็นสิริมงคล เป็นที่เรียบร้อย ได้มาส่งบิดาขึ้นรถยนต์เพื่อเดินทางกลับบ้าน จากนั้นนายอนุทินได้ขึ้นไปที่ห้องทำงาน บนตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อพูดคุยกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นการส่วนตัวภายในห้องทำงานต่อด้วย

อนุทิน คุย ธรรมนัส ส่วนตัวบนตึกไทยคู่ฟ้า

การพบปะพูดคุยส่วนตัวระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี บนตึกไทยคู่ฟ้า ได้สร้างความสนใจให้กับหลายฝ่ายถึงประเด็นที่ทั้งสองท่านได้หารือกันอย่างใกล้ชิด การพูดคุยครั้งนี้เกิดขึ้นภายหลังจากที่นายอนุทินได้ใช้เวลารับประทานอาหารกลางวันและเยี่ยมชมห้องทำงานกับบิดา นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาอันเป็นมงคลและเป็นกันเอง

หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจกับบิดา นายอนุทินก็ได้ขึ้นไปยังห้องทำงานเพื่อพบกับร.อ.ธรรมนัส การพบปะครั้งนี้เป็นการหารือส่วนตัว ทำให้เกิดการคาดการณ์ถึงหัวข้อสนทนาที่เป็นไปได้ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นทางการเมือง นโยบายของรัฐบาล หรือความร่วมมือระหว่างกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเป็นสองกระทรวงหลักที่ทั้งสองท่านกำกับดูแล

ประเด็นที่น่าสนใจจากการพบปะระหว่างอนุทินและธรรมนัส

  • การหารือเรื่องนโยบายเร่งด่วน: เป็นไปได้หรือไม่ว่าทั้งสองท่านได้หารือถึงนโยบายเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องการผลักดันในช่วงเวลาที่เหลือของปี
  • ความร่วมมือระหว่างกระทรวง: มีความเป็นไปได้สูงที่ทั้งสองท่านจะหารือถึงแนวทางการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศ
  • ประเด็นทางการเมือง: การพูดคุยอาจครอบคลุมถึงสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน และแนวทางการดำเนินงานของพรรคร่วมรัฐบาล

การพบปะส่วนตัวระหว่างนายอนุทินและร.อ.ธรรมนัสครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้นำรัฐบาลและรัฐมนตรีสำคัญ การสื่อสารและการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้รัฐบาลสามารถดำเนินงานได้อย่างราบรื่นและบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้

สิ่งที่น่าจับตามองต่อไปคือผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการหารือระหว่างทั้งสองท่าน จะมีนโยบายหรือโครงการใหม่ๆ เกิดขึ้นหรือไม่ และความร่วมมือระหว่างกระทรวงจะเข้มข้นขึ้นในทิศทางใด การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิดจะช่วยให้เราเข้าใจถึงสถานการณ์และทิศทางการพัฒนาประเทศได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น

การที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล เลือกที่จะพูดคุยกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า อย่างเป็นส่วนตัวบนตึกไทยคู่ฟ้า แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการหารือในครั้งนี้ และอาจมีผลต่อทิศทางการดำเนินงานของรัฐบาลในอนาคต เราคงต้องติดตามดูกันต่อไปว่าการพูดคุยครั้งนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงหรือความร่วมมือที่สำคัญอย่างไรบ้าง การเมืองไทยยังคงเต็มไปด้วยเรื่องราวที่น่าสนใจและรอให้เราติดตามอย่างใกล้ชิด และอนาคตทางการเมืองของไทยจะเป็นอย่างไรต่อไป

ที่มา – “อนุทิน” ปิดห้องทำงานคุย “ธรรมนัส” ส่วนตัวบนตึกไทยคู่ฟ้า

“อันวาร์” ขอบคุณ “นายกฯ อนุทิน” เพื่อสันติภาพ

“อันวาร์” ขอบคุณ “นายกฯอนุทิน” กล้าหาญผลักดันสันติภาพชายแดนไทย-กัมพูชา ด้วยวิถีทางการทูต จนสามารถลงนามสันติภาพร่วมกันได้

เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 26 ต.ค. 2568 ณ ศูนย์การประชุมกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง โดยมีดาโต๊ะซรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เป็นประธานเปิดการประชุมอย่างเป็นทางการ พร้อมด้วยผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียน ประเทศคู่เจรจา และองค์การระหว่างประเทศ

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ได้กล่าวต้อนรับผู้นำอาเซียนทุกประเทศ ช่วงหนึ่งของถ้อยแถลง นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย กล่าวขอบคุณ นายกรัฐมนตรีของไทยในฐานะผู้นำที่มีวิสัยทัศน์และกล้าหาญในการผลักดันสันติภาพชายแดนด้วยวิถีทางการทูต จนนำไปสู่การลงนาม Joint Declaration ที่จะนำไปสู่สันติภาพไทย–กัมพูชา ในวันนี้ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ โดยมองว่า การลงนามฯ ของประเทศไทยและกัมพูชาจะทำให้ประชาคมโลกได้เห็นว่าสันติวิธีของอาเซียนสามารถนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม เพราะสันติภาพ คือ พลังแห่งความกล้าหาญ ที่ทำให้แต่ละชาติสามารถกำหนดอนาคตของตนเองได้

ในที่ประชุมฯ ผู้นำอาเซียนยังแสดงความยินดีกับติมอร์–เลสเต ในโอกาสเข้าร่วมเป็นสมาชิกใหม่ของอาเซียนอย่างเป็นทางการ

“อันวาร์” ขอบคุณ “นายกฯ อนุทิน” กล้าหาญผลักดันสันติภาพชายแดนไทย-กัมพูชา ด้วยวิถีทางการทูต

การประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 47 ที่กัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ไม่เพียงแต่เป็นเวทีสำหรับการหารือประเด็นสำคัญระดับภูมิภาคเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญที่นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ดาโต๊ะซรี อันวาร์ อิบราฮิม ได้แสดงความขอบคุณต่อนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล สำหรับบทบาทสำคัญในการผลักดันสันติภาพชายแดนไทย-กัมพูชาด้วยวิถีทางการทูต นี่เป็นความสำเร็จที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของผู้นำในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี

ความสำคัญของการผลักดันสันติภาพชายแดนไทย-กัมพูชา

การที่นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม กล่าวขอบคุณ “นายกฯ อนุทิน” กล้าหาญผลักดันสันติภาพชายแดนไทย-กัมพูชา ด้วยวิถีทางการทูตนั้น สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการเจรจาและการทูตในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศ การลงนาม Joint Declaration ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะนำไปสู่ความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นระหว่างไทยและกัมพูชา ซึ่งจะส่งผลดีต่อความมั่นคงและเศรษฐกิจในภูมิภาค

การผลักดันสันติภาพชายแดนไทย-กัมพูชา ไม่เพียงแต่เป็นการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในอดีต แต่ยังเป็นการสร้างรากฐานสำหรับความร่วมมือในอนาคต ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม การที่ทั้งสองประเทศสามารถตกลงกันได้ด้วยสันติวิธีถือเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคที่มีความขัดแย้งคล้ายคลึงกัน

นอกจากนี้ การที่ผู้นำอาเซียนให้ความสำคัญกับสันติภาพและการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี ยังแสดงให้เห็นถึงบทบาทของอาเซียนในการเป็นศูนย์กลางของการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในภูมิภาค การที่ติมอร์-เลสเต ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกใหม่ของอาเซียนอย่างเป็นทางการ ก็เป็นสัญญาณที่ดีถึงความมุ่งมั่นของอาเซียนในการขยายความร่วมมือและส่งเสริมสันติภาพในภูมิภาค

การที่นายกรัฐมนตรีมาเลเซียกล่าวขอบคุณ “นายกฯ อนุทิน” กล้าหาญผลักดันสันติภาพชายแดนไทย-กัมพูชา ด้วยวิถีทางการทูตนี้ เป็นสิ่งที่น่าชื่นชมอย่างยิ่ง เพราะแสดงให้เห็นว่าผู้นำที่มีวิสัยทัศน์และความกล้าหาญสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกให้กับภูมิภาคได้ การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธีจึงเป็นสิ่งที่ควรสนับสนุนและส่งเสริมให้เกิดขึ้นในทุกๆ สถานการณ์

ที่มา – “อันวาร์” ขอบคุณ “นายกฯ อนุทิน” กล้าหาญผลักดันสันติภาพชายแดนไทย-กัมพูชา ด้วยวิถีทางการทูต

Scroll to top