นายกรัฐมนตรีอนุทิน

นายกฯ ยอมใจ “กัน จอมพลัง” ช่วยชายแดนบ้านหนองจาน

“นายกฯ อนุทิน” ยอมใจ “กัน จอมพลัง” ช่วยชายแดน เชื่อ คนไทยไม่ชอบให้ใครมารุกราน ชี้ ความช่วยเหลือแรกต้องมาจากรัฐบาล บอก See you soon ไปบ้านหนองจานแน่นอน ยันไม่เปลี่ยนตัวประธาน JBC ฝ่ายไทย

เวลา 15.10 น. วันที่ 12 ตุลาคม 2568 ที่ศูนย์จำหน่ายและแสดงสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ OTOP เทศบาลเมืองบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ นายกัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ หรือ กัน จอมพลัง นำเครื่องเสียงไปเปิดซาวด์หลอนให้ชาวกัมพูชาฟังในพื้นที่ชายแดนบ้านหนองจาน จังหวัดสระแก้ว ซึ่งชาวกัมพูชาได้มีการร้องเรียนไปยัง UN ว่า ทุกคนที่เป็นคนไทยไม่มีใครชอบที่มีคนรุกรานอธิปไตยของเรา แต่เราจะไปตำหนิเขา เขาก็แสดงออกในสิ่งที่คิดว่าทำแล้วทำให้คนทั่วไปรู้ว่านี่คือดินแดนประเทศไทย ซึ่งตนจะพยายามทำให้เป็นสากลมากที่สุด

นายอนุทิน กล่าวต่อไปว่า นายกัน จอมพลัง เวลาที่เขาช่วยเหลือประชาชนก็ต้องยอมใจเขา ตอนที่ตนเป็นฝ่ายค้านแล้วมีเหตุต้องอพยพชาวบ้าน 3-4 จังหวัด ตนไปดูแลประชาชนก็เจอแต่รถกัน จอมพลัง จนตกใจว่าทำไมคนๆ เดียวถึงสามารถระดมความช่วยเหลือได้มากกว่ารัฐ และวันนี้เมื่อเราเข้ามาเป็นรัฐบาลแล้วก็ไม่ใช่ว่าไปแข่งกับ กัน จอมพลัง แต่ความช่วยเหลือแรกต้องมาจากรัฐบาลก่อน ส่วนคนดีๆ อย่างกัน จอมพลัง ก็มาเสริม ซึ่งประชาชนได้ประโยชน์ รัฐบาลต้องไม่ผลักภาระนี้ให้ประชาชนดูแลกันเอง รัฐบาลต้องดูแลเป็นพื้นฐาน ส่วนที่นายวีระ สมความคิด ออกมาโต้นายกรัฐมนตรีว่าอย่างน้อยเขาก็ไม่โกงชาตินั้น นายอนุทิน ระบุว่า “บอกอนุทินไม่โกงชาติ เขาพูดถูก ซึ่งถ้าเขาไม่โกงชาติก็ดีแล้ว เพราะผมก็ไม่โกงชาติ ผมก็รักชาติ”

นายกฯ ยอมใจ “กัน จอมพลัง” ช่วยชายแดนบ้านหนองจาน

เมื่อถามถึงกระแสเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลงพื้นที่บ้านหนองจาน นายอนุทิน กล่าวยืนยันว่าไปแน่นอน ส่วนจะเป็นเมื่อไหร่นั้น See you soon และถ้าเราไปก็จะไม่เป็นอุปสรรคการทำงานของเจ้าหน้าที่ เราต้องไปเพื่อสนับสนุนการทำงานให้บรรลุเป้าหมาย เราอยู่ข้างหลังเราสนับสนุนได้ แต่ถ้ามีความจำเป็นต้องไป ไม่ต้องห่วงตนไปอยู่แล้ว

ทางด้านคำถามถึงกรณีตำแหน่งประธาน JBC ยังเป็นคนเดิมหรือไม่ เพราะนายกรัฐมนตรีบอกว่ามีคนในใจแล้ว นายอนุทิน ตอบว่า ยังเป็นนายประศาสน์ ประศาสน์วินิจฉัย ประธานคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) ฝ่ายไทย ขออย่าถามว่าเปลี่ยนม้ากลางศึกหรือไม่ แต่ขอเอาคนทำงานได้ มีความสามารถ.

เรื่องราวของ นายกฯ ยอมใจ “กัน จอมพลัง” ช่วยชายแดนบ้านหนองจาน กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมากในสังคมออนไลน์และในหมู่ประชาชนทั่วไป การที่นายกรัฐมนตรีออกมากล่าวชมเชยการทำงานของนายกัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ หรือ กัน จอมพลัง ในการช่วยเหลือประชาชนตามแนวชายแดนเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม

ทำไมนายกฯ ถึงยอมใจ “กัน จอมพลัง” ช่วยชายแดนบ้านหนองจาน?

เหตุผลสำคัญที่ทำให้นายกรัฐมนตรีออกมาแสดงความชื่นชมนั้น มาจากการที่กัน จอมพลัง สามารถระดมความช่วยเหลือไปยังประชาชนที่ได้รับผลกระทบได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ซึ่งในบางครั้งอาจจะเร็วกว่ากลไกของรัฐเสียอีก การทำงานของกัน จอมพลัง จึงเป็นการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนและช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ การที่นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการลงพื้นที่บ้านหนองจานด้วยตนเอง ยิ่งแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของรัฐบาลในการให้ความสำคัญกับปัญหาที่เกิดขึ้นตามแนวชายแดน และพร้อมที่จะให้การสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่และภาคประชาชนที่กำลังช่วยเหลือพี่น้องร่วมชาติ

เรื่องราวของนายกฯ ยอมใจ “กัน จอมพลัง” ช่วยชายแดนบ้านหนองจาน ยังเป็นเครื่องเตือนใจให้เราเห็นว่า การช่วยเหลือซึ่งกันและกันเป็นสิ่งสำคัญ และไม่ว่าจะเป็นใครก็สามารถมีส่วนร่วมในการสร้างสังคมที่ดีขึ้นได้ การที่ภาครัฐและภาคประชาชนร่วมมือกัน จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนและสร้างความเข้มแข็งให้กับประเทศชาติ

ที่มา – นายกฯ ยอมใจ “กัน จอมพลัง” ช่วยชายแดน บอก See you soon ลงพื้นที่บ้านหนองจาน

“รัฐบาลอนุทิน” ดีเดย์นับ 1 ทำงานวันแรก พบรูปปั้น “นรสิงห์” มีฉัตร 7 ชั้นครอบ

วันนี้เรามาพูดถึงเหตุการณ์สำคัญในวงการการเมืองไทยกันครับ เมื่อ “รัฐบาลอนุทิน” ดีเดย์นับ 1 ทำงานวันแรก พบรูปปั้น “นรสิงห์” มีฉัตร 7 ชั้นครอบ ซึ่งเป็นสัญญาณเริ่มต้นของการบริหารประเทศในยุคใหม่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาลอย่างเป็นทางการแล้วครับ

“รัฐบาลอนุทิน” ดีเดย์นับ 1 ทำงานวันแรก พบรูปปั้น “นรสิงห์” มีฉัตร 7 ชั้นครอบ

เมื่อเวลา 08.52 น. วันที่ 1 ตุลาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล สวมสูทสีเทา ใช้รถยนต์ส่วนตัวโรลส์รอยซ์ หมายทะเบียน วอ 333 เดินทางมาปฏิบัติหน้าที่วันแรก หลังจากแถลงนโยบายต่อรัฐสภาแล้วครับ การเริ่มต้นนี้อยู่ในกรอบ 120 วัน ตามข้อตกลง MOA กับพรรคประชาชน ที่จะยุบสภาภายใน 31 มกราคม 2569 ทำให้วันนี้เป็นจุดเริ่มนับหนึ่งของรัฐบาลอนุทิน

สิ่งที่น่าสนใจคือ การพบปะกับศ.เกียรติคุณ ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา ประธาน TCELS เวลา 09.00 น. ที่ห้องสีม่วง ตึกไทยคู่ฟ้า ร่วมกับนายสุรศักดิ์ พันเจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และคณะ การสนทนานี้น่าจะมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตยั่งยืน

รูปปั้นนรสิงห์

ความหมายของรูปปั้นนรสิงห์กับฉัตร 7 ชั้น

ในวันสำคัญนี้ สิ่งที่ทุกคนสังเกตเห็นคือรูปปั้นนรสิงห์จำลองที่ย้ายกลับมาตึกไทยคู่ฟ้า โดยคราวนี้มีฉัตรทอง 7 ชั้นครอบด้านบน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจและความศักดิ์สิทธิ์ในพระพุทธศาสนาและวัฒนธรรมไทย นรสิงห์ หรือรูปปั้นสิงห์มนุษย์ ถือเป็นเครื่องหมายแห่งการปกป้องและความยุติธรรม ซึ่งอาจสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของรัฐบาลอนุทินในการนำพาประเทศให้พ้นจากวิกฤต

การเพิ่มฉัตร 7 ชั้นนี้ อาจเป็นการเสริมสร้างความมั่นคงให้กับรัฐบาลใหม่ โดยเชื่อมโยงกับประเพณีราชสำนักไทย ที่ฉัตร 7 ชั้นใช้สำหรับพระมหากษัตริย์ ซึ่งแสดงถึงความเคารพต่อสถาบันและความเป็นเอกภาพของชาติ “รัฐบาลอนุทิน” ดีเดย์นับ 1 ทำงานวันแรก พบรูปปั้น “นรสิงห์” มีฉัตร 7 ชั้นครอบ จึงไม่ใช่แค่ข่าวการเมือง แต่เป็นสัญญาณของการเริ่มต้นที่แข็งแกร่ง

ช่วงบ่าย เวลา 13.30 น. นายกรัฐมนตรีจะมอบนโยบายโครงการสัมมนาผู้นำหน่วยระดับผู้บัญชาการ ประจำปี 2569 ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการเสริมสร้างความมั่นคงและการพัฒนาบุคลากรตำรวจ นโยบายนี้คาดว่าจะช่วยยกระดับการทำงานของเจ้าหน้าที่ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

นายกรัฐมนตรีอนุทิน

รัฐบาลอนุทินนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจที่ท้าทาย โดยมีเป้าหมายหลักในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ส่งเสริมการลงทุน และแก้ไขปัญหาสังคม เช่น การดูแลสุขภาพ การศึกษา และสิ่งแวดล้อม การพบปะกับผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์วันแรก แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของนวัตกรรมในการขับเคลื่อนประเทศ

นอกจากนี้ การใช้รถยนต์ส่วนตัวและสไตล์การแต่งตัวที่เรียบง่ายของนายกฯ อนุทิน ยังสะท้อนถึงภาพลักษณ์ที่ใกล้ชิดประชาชน ซึ่งอาจช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในช่วงเริ่มต้นรัฐบาล ภายใน 120 วันนี้ รัฐบาลต้องเร่งรัดนโยบายสำคัญเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้า

สำหรับรูปปั้นนรสิงห์ที่เป็นจุดเด่น ผมคิดว่ามันเป็นสัญลักษณ์ที่ดีในการเริ่มต้น เพราะนรสิงห์ในตำนานฮินดูคืออวตารของพระวิษณุที่ปกป้องธรรมะ ในบริบทไทย มันอาจหมายถึงการปกป้องประชาชนจากภัยคุกคามต่างๆ การครอบฉัตร 7 ชั้นยิ่งเพิ่มความศักดิ์สิทธิ์ ทำให้วันแรกของรัฐบาลดูยิ่งใหญ่และมั่นคง

เพื่อให้รัฐบาลอนุทินประสบความสำเร็จ ประชาชนอย่างเราควรติดตามนโยบายและให้การสนับสนุน หากคุณสนใจเรื่องการเมืองไทย ลองแชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างว่าคุณคาดหวังอะไรจากรัฐบาลชุดนี้ครับ

ที่มา – “รัฐบาลอนุทิน” ดีเดย์นับ 1 ทำงานวันแรก พบรูปปั้น “นรสิงห์” มีฉัตร 7 ชั้นครอบ

ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาคำร้อง ภูมิธรรม-ทวี แทรกแซง กกต.

ในวงการการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยความเคลื่อนไหวล่าสุด ศาลรัฐธรรมนูญเดินหน้าพิจารณาคำร้อง “ภูมิธรรม-ทวี” ใช้อำนาจแทรกแซง กกต. เพื่อประโยชน์สาธารณะ ได้กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนจับตามอง กรณีนี้เกี่ยวข้องกับนายภูมิธรรม เวชยชัย และพันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ซึ่งถูกกล่าวหาว่าใช้อำนาจในทางมิชอบเพื่อแทรกแซงการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยเฉพาะในกระบวนการตรวจสอบการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา

ศาลรัฐธรรมนูญเดินหน้าพิจารณาคำร้อง “ภูมิธรรม-ทวี” ใช้อำนาจแทรกแซง กกต. เพื่อประโยชน์สาธารณะ

วันที่ 30 กันยายน 2568 ที่ประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้ตัดสินใจด้วยเสียงข้างมาก 6 ต่อ 2 ให้ดำเนินการพิจารณาคำร้องนี้ต่อไป แม้ว่าทั้งสองผู้ถูกกล่าวหาจะไม่ได้อยู่ในตำแหน่งรัฐมนตรีแล้วก็ตาม คำร้องนี้เกิดจากการที่สมาชิกวุฒิสภาหลายคนยื่นต่อประธานวุฒิสภา โดยอ้างว่าการที่ทั้งคู่มีมติให้การกระทำความผิดทางอาญาอื่นเป็นคดีพิเศษ ตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (2) ถือเป็นการแทรกแซงและครอบงำอำนาจของ กกต. ผ่านกรมสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งนำไปสู่การกลั่นแกล้ง กดดัน และข่มขู่สมาชิกวุฒิสภา

พฤติกรรมดังกล่าวถูกมองว่าขัดต่อหลักการแบ่งแยกอำนาจและหลักนิติธรรม ทำให้เกิดคำถามถึงความซื่อสัตย์สุจริตและจริยธรรมของทั้งสองคน ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) และ (5) ซึ่งอาจนำไปสู่การสิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรีตามมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) การตัดสินใจของศาลนี้จึงมีความสำคัญยิ่ง เพราะแม้ทั้งคู่จะพ้นจากตำแหน่งแล้ว แต่การวินิจฉัยจะช่วยกำหนดมาตรฐานทางจริยธรรมในอนาคต

เหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจเดินหน้าพิจารณา

ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าการพิจารณาคดีต่อไปจะเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 51 ตุลาการส่วนใหญ่ 6 คน ได้แก่ นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์, นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม, นายจิรนิติ หะวานนท์, นายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์, นายอุดม รัฐอมฤต และนายสุเมธ รอยกุลเจริญ เห็นชอบกับการดำเนินคดีต่อ ขณะที่ตุลาการ 2 คน คือ นายวิรุฬห์ แสงเทียน และนายนภดล เทพพิทักษ์ มองว่าพอทั้งคู่พ้นตำแหน่งแล้ว ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยต่อ

ก่อนหน้านี้ ในขณะที่คดีกำลังพิจารณา ความเป็นรัฐมนตรีของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร สิ้นสุดลงตามคำวินิจฉัยของศาล ทำให้รัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากตำแหน่ง ต่อมาพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2568 และแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2568 โดยไม่มีชื่อของนายภูมิธรรมและ พ.ต.อ. ทวี ทำให้ทั้งคู่ออกจากตำแหน่งอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2568 หลังนายกฯ ชุดใหม่ถวายสัตย์ปฏิญาณ

กรณี ศาลรัฐธรรมนูญเดินหน้าพิจารณาคำร้อง “ภูมิธรรม-ทวี” ใช้อำนาจแทรกแซง กกต. เพื่อประโยชน์สาธารณะ นี้ สะท้อนถึงความพยายามของสถาบันตุลาการในการรักษาความโปร่งใสในระบบการเมืองไทย แม้จะไม่มีผลกระทบโดยตรงต่อตำแหน่งปัจจุบัน แต่ผลลัพธ์อาจส่งผลต่อโอกาสทางการเมืองในอนาคตของบุคคลที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ยังเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับนักการเมืองในการใช้อำนาจอย่างสุจริต

จากมุมมองของผู้สังเกตการณ์ การแทรกแซงดังกล่าวหากพิสูจน์ได้ จะเป็นการละเมิดหลักประชาธิปไตยที่แท้จริง โดยเฉพาะการใช้หน่วยงานรัฐเป็นเครื่องมือเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวหรือกลุ่ม ซึ่งอาจนำไปสู่การปฏิรูปกฎหมายเกี่ยวกับคดีพิเศษในอนาคต เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย

  • ประเด็นหลัก: การแทรกแซง กกต. ผ่านคดีพิเศษ
  • ผลกระทบ: ตั้งคำถามถึงจริยธรรมนักการเมือง
  • ความสำคัญ: สร้างมาตรฐานสำหรับการใช้อำนาจ

ในท้ายที่สุด การวินิจฉัยของศาลนี้จะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นในระบบยุติธรรม หากคุณสนใจประเด็นการเมืองไทย ลองติดตามอัปเดตเพิ่มเติมจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ เพื่อเข้าใจบริบทที่กว้างขึ้น

ที่มา – ศาลรัฐธรรมนูญเดินหน้าพิจารณาคำร้อง “ภูมิธรรม-ทวี” ใช้อำนาจแทรกแซง กกต. เพื่อประโยชน์สาธารณะ

“อนุทิน” ชื่นมื่นพบตลาดทุนไทย: เหมือนได้พบกัลยาณมิตร

“นายกฯ อนุทิน” นำทีมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ พบปะตลาดทุนไทยด้วยความชื่นมื่น พร้อมกล่าวว่าเหมือนได้พบกัลยาณมิตร ชี้เป็นแหล่งระดมทุนสำคัญ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศชาติ

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2568 ณ อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นางศุภจี สุธรรมพันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และนายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ได้ร่วมหารือกับสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ในหัวข้อ “ข้อเสนอจากตลาดทุน เพื่อเสริมพลังภาครัฐ”

โดยก่อนเริ่มการประชุม นายอนุทินได้กล่าวว่า วันนี้ตั้งใจเดินทางมาพบปะกับทุกท่านถึงอาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ขอขอบคุณทุกท่านที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น รู้สึกตื่นเต้นจนนอนไม่หลับ และเดินทางมาถึงตั้งแต่เวลา 09.00 น. เนื่องจากทราบดีว่าจะได้มาพบกับกัลยาณมิตรที่ดี เพื่อนที่หวังดีต่อกันเสมอมา และความสัมพันธ์ของเราก็พัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทุกคนต่างมีหน้าที่ในการทำประโยชน์เพื่อชาติบ้านเมือง แม้ว่าจะอยู่ในภาคเอกชน ตลาดทุน แต่พวกเราในฐานะรัฐบาลก็มีหน้าที่ในการสนับสนุน และให้ความช่วยเหลือในทุกวิถีทางที่จะทำให้ท่านประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น

“ท่านเป็นแหล่งระดมทุนให้กับประเทศ เป็นกลไกในการสร้างการเจริญเติบโตกับทางเศรษฐกิจ แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีความมั่นคงมั่งคั่งในระดับใด และเป็นตัวสะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนในต่างประเทศ“

“อนุทิน” ชื่นมื่นพบตลาดทุนไทย: เหมือนได้พบกัลยาณมิตร

การพบปะกับตลาดทุนไทยในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของภาคเอกชนและความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ รัฐบาลให้ความสำคัญกับการสนับสนุนและส่งเสริมตลาดทุนให้มีความเข้มแข็ง เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการระดมทุนและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ความสำคัญของการพบปะ “อนุทิน” ชื่นมื่นพบตลาดทุนไทย

การที่นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจให้ความสำคัญกับการพบปะกับผู้บริหารตลาดทุนไทย สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและส่งเสริมการลงทุน การหารือในครั้งนี้เป็นโอกาสอันดีที่ภาคเอกชนจะได้นำเสนอข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่างๆ เพื่อให้รัฐบาลนำไปพิจารณาและกำหนดนโยบายที่เหมาะสม ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจของประเทศ

การที่นายอนุทินกล่าวว่ารู้สึกเหมือนได้พบกัลยาณมิตร แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างภาครัฐและเอกชน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและส่งเสริมความร่วมมือในการพัฒนาประเทศ การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการรับฟังความคิดเห็นของภาคเอกชน จะช่วยให้การดำเนินนโยบายต่างๆ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและตอบสนองต่อความต้องการของทุกภาคส่วน

การที่ตลาดทุนไทยเป็นแหล่งระดมทุนที่สำคัญ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยในการดึงดูดเงินทุนจากต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ และกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาตลาดทุนให้มีความโปร่งใส มีประสิทธิภาพ และเป็นที่น่าสนใจของนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อให้ตลาดทุนเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศต่อไป

การสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนเป็นสิ่งสำคัญในการดึงดูดเงินทุนจากต่างประเทศ รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่น่าลงทุนและสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีได้

โดยสรุปแล้ว การที่นายกฯ อนุทินและคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจได้พบปะกับตลาดทุนไทย ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและส่งเสริมการลงทุน การสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนเป็นสิ่งสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาตลาดทุนให้มีความเข้มแข็งและน่าสนใจ เพื่อให้เป็นกลไกสำคัญในการระดมทุนและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ การที่ “อนุทิน” ชื่นมื่นพบตลาดทุนไทย ถือเป็นนิมิตหมายอันดีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

การพบปะครั้งนี้เป็นการส่งสัญญาณบวกต่อตลาดทุนและเศรษฐกิจไทยโดยรวม การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับภาคเอกชนและรับฟังความคิดเห็น จะนำไปสู่การกำหนดนโยบายที่ตอบโจทย์และส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืน

ที่มา – “อนุทิน” ชื่นมื่นพบตลาดทุนไทย บอกเหมือนได้พบกัลยาณมิตร

อนุทินยัน! ร่างนโยบายต่อรัฐสภาพร้อมแล้ว 99%

“นายกฯ อนุทิน” บอกทุกคำแนะนำของ “อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์” คุ้มค่า ชี้ ร่างนโยบายต่อรัฐสภา พร้อมแล้ว 99 % ไม่หวั่นพรรคประชาชนล็อกเป้าอภิปราย ลั่นต้องมาพิสูจน์กัน

วันที่ 19 ก.ย. 2568 เมื่อเวลา 15.30 น. ที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการรับประทานอาหารร่วมกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯว่า มีการพูดคุยกันหลายเรื่อง รู้จักกันมานานแล้วจึงหารือกันในหลายเรื่อง ซึ่งนายอภิสิทธิ์ ก็ได้แสดงความยินดี และได้ให้กำลังใจ เมื่อถามว่า จะมีการร่วมมือกันทางการเมืองหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า คนเจอกัน พรรคพวกเจอกันไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องการเมืองทุกเรื่อง เมื่อถามว่านายอภิสิทธิ์ได้แนะนำการบริหารงานในช่วงระยะเวลาอันสั้นอย่างไรบ้าง นายอนุทิน กล่าวว่า คุยกันในทุกเรื่อง ซึ่งทุกเรื่องที่นายอภิสิทธิ์ได้ให้คำแนะนำมาก็เป็นเรื่องที่มีคุณค่า

ร่างนโยบายต่อรัฐสภา พร้อมแล้ว 99 %

นายอนุทิน ยังกล่าวถึงกรณีการแถลงร่างนโยบายต่อรัฐสภา พร้อมแล้ว 99 % ว่า เตรียมพร้อมแล้วร่างนโยบาย เตรียมมา 99 % แล้ว แต่ช่วงนี้ที่เราเดินสายพบภาคเอกชน ผู้ประกอบการ หอการค้า สัปดาห์หน้าจะพบกับตลาดทุน สมาคมธนาคาร ก่อนที่เราจะเข้าไปรับหน้าที่อย่างเป็นทางการ อะไรที่เห็นควรจะเพิ่มเข้าไปในร่างนโยบายเราก็จะเพิ่มเข้าไป แต่โดยหลักได้เตรียมพร้อมไว้แล้ว เมื่อถามว่าได้กำหนดตุ๊กตาคร่าวๆไว้บ้างหรือไม่ว่าจะแถลงนโยบายต่อรัฐสภาวันไหน นายอนุทิน กล่าวว่า พอเข้ารับตำแหน่ง เข้าเฝ้าถวายสัตย์ฯเรียบร้อย ขึ้นอยู่กับประธานรัฐสภาจะนัดให้มีการแถลงและอภิปราย ประมาณ 2 วัน เมื่อถามว่า พรรคประชาชนได้ล็อกเป้าไว้ว่าบางคนที่มีคดีค้างในคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายอนุทิน กล่าวว่า ต้องมาพิสูจน์กัน แต่ก่อนที่จะนำรายชื่อทั้งหลายทูลเกล้าฯ มีพระบรมราชโองการก็มีการตรวจสอบทุกขั้นตอน ซึ่งไม่เคยมีการตรวจสอบในระดับนี้มาก่อน เราใช้หน่วยงานที่ตรวจสอบทั้งหมด ก่อนที่จะเสนอชื่อก็มีการประชุมร่วมกัน ขนาดแอบเข้าใต้ตึกผู้สื่อข่าวก็ยังเห็น เราทำทุกวิถีทาง ในขณะที่ยื่นเรื่องขึ้นไป ทุกหน่วยงานก็ไม่มีประเด็นอะไรที่เป็นปัญหา

ความคืบหน้าล่าสุด ร่างนโยบายต่อรัฐสภา พร้อมแล้ว 99 %

สถานการณ์ทางการเมืองไทยกำลังเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรัฐบาลใหม่เตรียมที่จะแถลงนโยบายต่อรัฐสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาเปิดเผยว่า ร่างนโยบายต่อรัฐสภา พร้อมแล้ว 99 % และพร้อมที่จะนำเสนอต่อรัฐสภาในเร็วๆ นี้ แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นที่น่าสนใจและต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิด

การเตรียมความพร้อมของร่างนโยบายดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของรัฐบาลในการที่จะขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า อย่างไรก็ตาม การที่พรรคประชาชนได้ล็อกเป้าอภิปรายบุคคลที่มีคดีค้างใน ป.ป.ช. ก็เป็นประเด็นที่ต้องจับตามองว่าจะส่งผลกระทบต่อการแถลงนโยบายหรือไม่

นอกจากนี้ การที่นายอนุทินได้หารือกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจเช่นกัน เพราะประสบการณ์และคำแนะนำของอดีตนายกรัฐมนตรี ย่อมเป็นประโยชน์ต่อการบริหารประเทศในระยะเวลาอันสั้นนี้

การแถลงร่างนโยบายต่อรัฐสภา พร้อมแล้ว 99 % ของรัฐบาลชุดใหม่นี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการกำหนดทิศทางของประเทศในอนาคต ประชาชนจึงควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อที่จะได้เข้าใจถึงนโยบายต่างๆ และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อชีวิตความเป็นอยู่ของทุกคน

แน่นอนว่าการที่ร่างนโยบายต่อรัฐสภา พร้อมแล้ว 99 % นั้น เป็นสัญญาณที่ดี แต่การนำนโยบายไปปฏิบัติให้เกิดผลจริงนั้นเป็นสิ่งที่ท้าทายยิ่งกว่า รัฐบาลจะต้องเผชิญกับความท้าทายต่างๆ มากมาย ทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ ดังนั้น การสนับสนุนและความร่วมมือจากทุกภาคส่วนจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้ประเทศไทยสามารถก้าวข้ามผ่านอุปสรรคต่างๆ และพัฒนาไปข้างหน้าได้อย่างยั่งยืน

สิ่งที่รัฐบาลต้องคำนึงถึงคือ การสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ว่านโยบายที่นำเสนอจะสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ได้อย่างแท้จริง และจะนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองในที่สุด การสื่อสารที่ชัดเจนและโปร่งใส จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจจากประชาชน

ดังนั้นเราจึงต้องติดตามกันต่อไปว่า ร่างนโยบายที่ว่านี้ จะมีรายละเอียดอะไรบ้าง และจะสามารถตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนได้มากน้อยแค่ไหน ที่สำคัญคือ รัฐบาลจะสามารถนำนโยบายเหล่านี้ไปปฏิบัติให้เกิดผลจริงได้อย่างไร

ที่มา – “อนุทิน” บอกร่างนโยบายต่อรัฐสภาพร้อมแล้ว 99% ปชน. ล็อกเป้าต้องมาพิสูจน์กัน

“อนุทิน” บอก “ก็ไม่มีอะไรนี่” ปมโผครม. สรุป

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงร้อนระอุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเกี่ยวกับความคืบหน้าในการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวการปรับเปลี่ยนโผ ครม. ที่มีรัฐมนตรีบางคนอาจมีปัญหาด้านคุณสมบัติ โดยกล่าวสั้นๆ ว่า “ก็ไม่มีอะไรนี่” นอกจากนี้ ยังมีประเด็นร้อนแรงเกี่ยวกับข้าราชการกระทรวงมหาดไทยที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับ “ส่วยสัญชาติ” ซึ่งนายอนุทินได้แสดงท่าทีชัดเจนว่าจะจัดการเรื่องนี้อย่างเด็ดขาด

“อนุทิน” บอก “ก็ไม่มีอะไรนี่” ปมโผครม.

เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ตอบคำถามสื่อมวลชนเกี่ยวกับกระแสข่าวการเปลี่ยนแปลงโผ ครม. อันเนื่องมาจากปัญหาคุณสมบัติของรัฐมนตรีบางท่าน โดยนายอนุทินได้กล่าวว่า วันนี้มาคุยเรื่องการค้า เรื่องผู้ประกอบการ มากกว่าที่จะตอบคำถามเกี่ยวกับเรื่องการเมืองภายในพรรค

เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำถึงกระแสข่าวลือที่เกิดขึ้นเมื่อคืนวันที่ 17 กันยายน นายอนุทิน ตอบกลับมาด้วยคำพูดสั้นๆ ว่า “ก็ไม่มีอะไรนี่” ซึ่งเป็นการตอบที่ไม่เคลียร์และทำให้เกิดความสงสัยในหมู่ประชาชนและนักวิเคราะห์การเมือง

อนุทินลั่น ยุคนี้ต้องไม่มี “ส่วยสัญชาติ”

อีกประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมากคือ กรณีที่มีชาวบ้านในพื้นที่ ตำบลแม่คะ อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ออกมาร้องเรียนว่ามีเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองเรียกรับเงินเพื่อแลกกับการทำพาสปอร์ตถาวร นายอนุทินกล่าวว่า “ต้องไม่มีซิ” และย้ำว่าหากได้เข้าไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เรื่องพวกนี้จะต้องหมดไปในสมัยของตน พร้อมทั้งให้คำมั่นสัญญาว่าจะดำเนินการเรื่องนี้อย่างเด็ดขาด โดยไม่มีการละเว้น

ประเด็น “ส่วยสัญชาติ” นี้ถือเป็นปัญหาเรื้อรังในสังคมไทย และการออกมาแสดงท่าทีที่แข็งกร้าวของนายอนุทินในครั้งนี้ สร้างความหวังให้กับประชาชนว่าจะมีการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด

อนาคตทางการเมืองของประเทศไทยยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การจัดตั้ง ครม. ชุดใหม่ และการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม ล้วนเป็นสิ่งที่ประชาชนจับตามองอย่างใกล้ชิด การที่ผู้นำทางการเมืองออกมาแสดงความรับผิดชอบและให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง จะเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างความเชื่อมั่นและความศรัทธาให้กับประชาชน

อนาคตของ ครม. จะเป็นอย่างไร

สถานการณ์ “อนุทิน” บอก “ก็ไม่มีอะไรนี่” ปมโผครม. ยังคงเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิดจากทุกฝ่าย การที่นายอนุทินออกมาให้สัมภาษณ์ในลักษณะดังกล่าว ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับความคืบหน้าในการจัดตั้งรัฐบาล และความขัดแย้งภายในพรรคร่วมรัฐบาล นอกจากนี้ ประเด็นเรื่อง “ส่วยสัญชาติ” ก็เป็นอีกหนึ่งความท้าทายที่รอให้นายอนุทินเข้ามาจัดการ หากได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

ดังนั้น การแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความศรัทธาให้กับประชาชนต่อไป

ที่มา – “อนุทิน” บอก “ก็ไม่มีอะไรนี่” ปมโผครม.-จ่อเชือด ขรก.มหาดไทย เอี่ยว “ส่วยสัญชาติ”

“อนุทิน” บอก ทูลเกล้าฯ ครม. แล้วเมื่อไหร่พร้อมลุย

นายกฯ อนุทิน นั่งหัวโต๊ะร่วมประชุมสภาหอการค้าไทย ระบุ ทูลเกล้าฯ รายชื่อ ครม.แล้ว ชี้โปรดเกล้าฯ เมื่อไหร่ลุยงานทันที เผย “เอกนิติ” เลือก “วรภัค” มากับมือ โว เร่งเศรษฐกิจไทยให้กลับมาเข้มแข็ง

วันที่ 18 กันยายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมหารือเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ พร้อมด้วย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส ว่าที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายวรภัค ธันยาวงษ์ ว่าที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และนางศุภจี ธรรมพันธุ์ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รวมทั้งคณะกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

นายอนุทิน กล่าวว่า ตนมาวันนี้เพื่อมาพบกับทุกคน และมีรัฐมนตรีที่ดูแลด้านเศรษฐกิจ ซึ่งทุกคนในที่นี้ไม่ใช่คนแปลกหน้าสำหรับตน เจอกันมานาน มีความสนิทสนมคุ้นเคย เคารพนับถือกันเป็นอย่างดี สิ่งที่ตนมาวันนี้ เพื่อมาพบทุกท่านและนำว่าที่คณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจมาแนะนำให้รู้จัก เชื่อว่าหลายคนก็รู้จักกันดีอยู่แล้ว วันนี้ตั้งใจมารับฟังรายละเอียด และรับฟังข้อเสนอแนะจากสภาหอการค้าไทย รัฐบาลที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้เป็นรัฐบาลที่จะเน้นในการเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศไทย ให้มีความกระชับและเข้มแข็งขึ้นเร็วที่สุด ภายใต้ระยะเวลาที่มีอยู่

ขอแนะนำผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีของตนซึ่งตนได้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายรายชื่อไปแล้ว เมื่อมีการโปรดฯ ก็จะเร่งแถลงนโยบายต่อรัฐสภา และสามารถบริหารราชการแผ่นดินได้

จากนั้นนายกรัฐมนตรีได้แนะนำว่าที่คณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจให้ผู้ร่วมประชุมได้รู้จัก โดยในขณะที่แนะนำ ว่าที่รัฐมนตรี นายอนุทิน ได้กล่าวถึงนายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ว่า เป็นคนที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เชื่อในฝีมือการทำงาน คัดเลือกมาเองกับมือ

“อนุทิน” บอก ทูลเกล้าฯ รายชื่อครม. แล้ว โปรดเกล้าฯ ลงมาเมื่อไหร่พร้อมลุยงาน

สถานการณ์ทางการเมืองไทยยังคงเป็นที่จับตาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าในเรื่องนี้ โดยระบุว่าได้ดำเนินการทูลเกล้าฯ รายชื่อคณะรัฐมนตรีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และพร้อมที่จะเริ่มงานทันทีเมื่อได้รับการโปรดเกล้าฯ

การออกมาเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวของนายอนุทิน สร้างความสนใจให้กับประชาชนและสื่อมวลชนเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นการยืนยันถึงความพร้อมของรัฐบาลใหม่ในการเข้าบริหารประเทศและแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่กำลังเผชิญอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาเศรษฐกิจที่ถือเป็นวาระเร่งด่วน

ความคาดหวังต่อคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจชุดใหม่

การที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้นำทีมรัฐมนตรีเศรษฐกิจชุดใหม่เข้าพบกับสภาหอการค้าไทย แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของรัฐบาลในการรับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชน ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ การที่นายอนุทินได้แนะนำนายวรภัค ธันยาวงษ์ ว่าที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งได้รับการคัดเลือกโดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส ยิ่งสร้างความมั่นใจให้กับภาคธุรกิจว่าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดนี้มีความพร้อมและมีความสามารถในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้อย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่รัฐบาลสามารถนำนโยบายที่ได้แถลงไว้ไปปฏิบัติให้เกิดผลเป็นรูปธรรมได้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก การส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ และการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

“อนุทิน” บอก ทูลเกล้าฯ รายชื่อครม. แล้ว โปรดเกล้าฯ ลงมาเมื่อไหร่พร้อมลุยงาน ถือเป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของรัฐบาลใหม่ในการบริหารประเทศ แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือการที่รัฐบาลสามารถทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนในสังคม เพื่อสร้างความเจริญรุ่งเรืองและความมั่นคงให้กับประเทศไทยได้อย่างยั่งยืน

การที่นายอนุทินเน้นย้ำถึงความสำคัญของการฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วและเข้มแข็ง ภายใต้ระยะเวลาที่มีอยู่จำกัด แสดงให้เห็นถึงความท้าทายที่รัฐบาลชุดใหม่จะต้องเผชิญ อย่างไรก็ตาม ด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม เราเชื่อมั่นว่าประเทศไทยจะสามารถก้าวผ่านอุปสรรคต่างๆ และกลับมาเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งอีกครั้ง

ที่มา – “อนุทิน” บอก ทูลเกล้าฯ รายชื่อครม. แล้ว โปรดเกล้าฯ ลงมาเมื่อไหร่พร้อมลุยงาน

“อนุทิน” ใช้โต๊ะทำงานตำแหน่งนายกฯ เสริมงานปัง

รัฐบาลนายกฯ อนุทิน ปัดฝุ่นโต๊ะทำงานยุค “ลุงตู่” นำมาใช้ปฏิบัติหน้าที่ หลังถูกเก็บเข้ากรุสมัย “เศรษฐา-แพทองธาร” หันหน้าทิศตะวันออก เสริมงานปัง

วันที่ 16 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า ช่วงเย็นวันที่ 16 ก.ย. เวลา 16.25 น. รถ 6 ล้อ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (สลน.) ได้ทยอยขนเฟอร์นิเจอร์ชุดทำงานในส่วนของทีมงานนายกฯ มายังตึกไทยคู่ฟ้า ซึ่งเป็นของเดิมที่เก็บไว้บ้านพิษณุโลก หลังรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ได้มีการเปลี่ยนใหม่ โดยนำชุดเฟอร์นิเจอร์มาเอง และใช้จนถึงรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกฯ และได้ขนย้ายออกหมดแล้ว

ขณะที่ โต๊ะทำงานนายกรัฐมนตรีได้ถูกนำมาไว้ที่ห้องทำงานนายกฯ ชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า ตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นโต๊ะทำงานที่ใช้ตั้งแต่รัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ และใช้ต่อเนื่องมาจนถึงรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกฯ และมาเปลี่ยนรัฐบาลนายเศรษฐา และรัฐบาล น.ส.แพทองธาร โดยโต๊ะนายกฯได้จัดให้หันหน้าไปทางทิศเดิมคือทิศตะวันออก ซึ่งตามหลักฮวงจุ้ยเชื่อว่าช่วยส่งเสริมความเจริญรุ่งเรือง ความก้าวหน้า

“อนุทิน” ใช้โต๊ะทำงานตำแหน่งนายกฯ เสริมงานปัง

กลายเป็นที่ฮือฮาในแวดวงการเมืองเมื่อมีการเปิดเผยว่านายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ได้นำโต๊ะทำงานเก่าแก่ที่เคยใช้ในสมัยรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาใช้อีกครั้งในการปฏิบัติหน้าที่ ณ ทำเนียบรัฐบาล การตัดสินใจครั้งนี้ไม่เพียงแต่สร้างความประหลาดใจให้กับหลายฝ่าย แต่ยังจุดประเด็นให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ถึงนัยยะทางการเมืองและเรื่องของความเชื่อส่วนบุคคลที่เกี่ยวข้องกับฮวงจุ้ยอีกด้วย

ทำไม “อนุทิน” ถึงเลือกใช้โต๊ะทำงานตัวเก่า?

เหตุผลหลักที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือความเชื่อในเรื่องของฮวงจุ้ย โดยมีการกล่าวอ้างว่า โต๊ะทำงานตัวดังกล่าวถูกจัดวางให้หันไปทางทิศตะวันออก ซึ่งเป็นทิศที่เป็นมงคลตามหลักฮวงจุ้ย เชื่อกันว่าจะช่วยเสริมสร้างความเจริญรุ่งเรืองและความก้าวหน้าในการทำงาน นอกจากนี้ การที่โต๊ะทำงานตัวนี้เคยถูกใช้งานโดยนายกรัฐมนตรีหลายท่านก่อนหน้านี้ ก็อาจเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้นายกฯ อนุทินรู้สึกมั่นใจและสบายใจที่จะนำกลับมาใช้อีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม อีกมุมหนึ่งก็มองว่า การนำโต๊ะทำงานเก่ากลับมาใช้ อาจเป็นสัญลักษณ์ของการประหยัดและลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นของรัฐบาล หรืออาจเป็นการแสดงออกถึงความเคารพต่ออดีตนายกรัฐมนตรีที่เคยใช้โต๊ะตัวนี้มาก่อน ไม่ว่าเหตุผลที่แท้จริงจะเป็นอะไรก็ตาม การตัดสินใจของนายกฯ อนุทินในครั้งนี้ ก็ได้กลายเป็นประเด็นที่น่าสนใจและถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด

ความเชื่อเรื่องฮวงจุ้ยกับการทำงาน

  • ทิศทางของโต๊ะทำงาน: การหันหน้าไปทางทิศตะวันออกถือเป็นทิศมงคล
  • ตำแหน่งของโต๊ะทำงาน: ควรอยู่ในตำแหน่งที่สามารถมองเห็นประตูได้
  • ความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อย: โต๊ะทำงานที่สะอาดและเป็นระเบียบจะช่วยเสริมสร้างสมาธิและความคิดสร้างสรรค์

ผลกระทบต่อการทำงานของนายกฯ อนุทิน

การที่นายกฯ อนุทินเลือกที่จะ “อนุทิน” ใช้โต๊ะทำงานตำแหน่งนายกฯ ชุดเดียวกับ “บิ๊กตู่” นั้น เป็นสิ่งที่น่าสนใจและแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และความเชื่อในฮวงจุ้ย ซึ่งอาจส่งผลต่อการตัดสินใจและการทำงานของท่านได้ เราคงต้องติดตามดูกันต่อไปว่าการตัดสินใจครั้งนี้จะส่งผลดีต่อการบริหารประเทศชาติมากน้อยเพียงใด

ในท้ายที่สุด การเลือกใช้โต๊ะทำงานของนายกฯ อนุทิน ไม่ว่าจะมีเหตุผลเบื้องหลังอย่างไร ก็เป็นการตัดสินใจส่วนบุคคลที่ควรได้รับการเคารพ และเราในฐานะประชาชนก็ควรให้ความสำคัญกับการทำงานและนโยบายของรัฐบาลมากกว่าเรื่องของความเชื่อส่วนบุคคล

ที่มา – “อนุทิน” ใช้โต๊ะทำงานตำแหน่งนายกฯ ชุดเดียวกับ “บิ๊กตู่” เสริมงานปัง

อนุทินรับจำเป็นต้องมี รมช.กห. ไม่ตอบชื่อ รมว.ยุติธรรม

“นายกฯ อนุทิน” ยอมรับมี “รมช.กลาโหม” เหตุคิดว่าจำเป็น ขอรอดู “รมว.ยุติธรรม” ว่าเป็นใคร ก่อนหัวเราะหลังสื่อจี้ถามเป็นอดีตตำรวจหรือไม่ ชี้ ทุกคนต้องมี ความสัมพันธ์กันหมด ปมเชื่อมโยง “บุรีรัมย์” ถามกลับ รมต.ยธ. คนปัจจุบัน สนิทกับใครบ้าง

วันที่ 13 ก.ย. 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีโผคณะรัฐมนตรี(ครม.) จะสามารถนำขึ้นทูลเกล้าได้เมื่อไหร่นั้น ว่า คาดว่าเร็วๆนี้ ซึ่งตอนนี้รายชื่อนำส่งไปประกอบและบางส่วนทยอยส่งกลับมาแล้ว ซึ่งการตรวจสอบต้องการให้เกิดความชัดเจน และไม่มีปัญหา โดยต้องส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบ เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่า รายชื่อที่ส่งไปไม่มีปัญหา

ส่วนมีความกังวลในการเข้ามาทำหน้าที่ตรงนี้ นายอนุทิน กล่าวว่าไม่มีนะ ทุกอย่างเป็นไปตามไทม์ไลน์ที่ตั้งไว้ ซึ่งตนก็เร่งถามไปที่เลขาคณะรัฐมนตรี และรัฐบาลที่ผ่านมาตนได้สอบถามไปว่า หลังจากมีการประกาศโปรดเกล้า นายกรัฐมนตรีใช้เวลาเท่าไหร่ ในการแถลงชื่อคณะรัฐมนตรี เลขาธิการครม.ก็ได้ตอบกลับมาว่า “นี่ก็เร็วแล้ว” ซึ่งต้องยอมรับว่าระยะภายหลังต้องมีการอิงคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยเรื่องของจริยธรรม เราจึงต้องสอบถามไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อไม่ให้มีอะไรขัดต่อรัฐธรรมนูญ

ส่วนตอนนี้ชื่อของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมลงตัวแล้วหรือไม่ เพราะรัฐมนตรีคนอื่นมีการเปิดเผยชื่อออกมาหมดแล้ว นายอนุทิน กล่าวว่า เดี๋ยวขอรอให้ทุกอย่างเรียบร้อย ย้ำว่าเปิดเผยหมดทุกอย่าง ซึ่งตอนนี้ส่วนใหญ่ลงตัวหมดแล้ว และในส่วนรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม นายอนุทินบอกว่า มี คิดว่ามีความจำเป็น แต่ส่วนจะเป็นใครขอให้ทุกอย่างเรียบร้อยก่อน

ส่วนที่พรรคประชาชนมีการตั้งคำถามว่า ชื่อของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมมีความสัมพันธ์กับทางจังหวัดบุรีรัมย์ นายอนุทินย้อนถามกลับว่า และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมคนปัจจุบัน มีความสัมพันธ์กับใครบ้างหรือไม่ ก่อนย้ำว่าทุกคนก็มีความสำคัญ และความสัมพันธ์กันหมด ซึ่งต้องมีความรู้จักกันบ้าง รู้หน้าค่าตากัน

เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นอดีตตำรวจ นายอนุทินไม่ตอบ ก่อนจะหัวเราะแล้วเดินออกจากวงสัมภาษณ์ ก่อนจะหันมาพูดอีกว่า คนปัจจุบันเป็น ก่อนจะไม่ตอบว่าคนถัดไปเป็นหรือไม่

อนุทินรับจำเป็นต้องมี รมช.กห. ไม่ตอบชื่อ รมว.ยุติธรรม

อนุทินตอบคำถามเรื่อง รมว.ยุติธรรม

จากกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับโผคณะรัฐมนตรี (ครม.) และมีประเด็นที่น่าสนใจคือการที่ท่านอนุทินรับจำเป็นต้องมี รมช.กห. ไม่ตอบชื่อ รมว.ยุติธรรมนั้น ทำให้หลายฝ่ายจับตามองไปยังตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นพิเศษ

คำถามสำคัญคือใครจะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม? นายอนุทินยังคงอุบไว้ก่อน โดยให้เหตุผลว่าขอให้ทุกอย่างเรียบร้อยเสียก่อน แต่ก็ยอมรับเป็นนัยว่าตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมนั้นมีความจำเป็น

ประเด็นที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือคำถามที่ว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมคนใหม่จะมีความเชื่อมโยงกับจังหวัดบุรีรัมย์หรือไม่ ซึ่งนายอนุทินได้ตอบกลับด้วยคำถามที่ชวนคิดว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมคนปัจจุบันมีความสัมพันธ์กับใครบ้าง ก่อนจะย้ำว่าทุกคนมีความสัมพันธ์กันหมด

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อถูกถามว่าว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นอดีตตำรวจหรือไม่ นายอนุทินก็ไม่ได้ตอบคำถามนี้โดยตรง แต่เลือกที่จะหัวเราะแล้วเดินออกจากวงสัมภาษณ์ ซึ่งยิ่งทำให้เกิดความสงสัยและความสนใจในตำแหน่งนี้มากขึ้นไปอีก

การที่นายอนุทินอนุทินรับจำเป็นต้องมี รมช.กห. ไม่ตอบชื่อ รมว.ยุติธรรมไม่ได้ให้คำตอบที่ชัดเจนเกี่ยวกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมคนใหม่ ทำให้หลายฝ่ายคาดการณ์ไปต่างๆ นานา แต่สิ่งที่แน่นอนคือตำแหน่งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง และการตัดสินใจเลือกบุคคลที่เหมาะสมจะส่งผลต่อการบริหารงานของรัฐบาลในภาพรวม

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวของรัฐบาลจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เพื่อให้เราเข้าใจถึงทิศทางและความเป็นไปของประเทศ และสามารถวิเคราะห์สถานการณ์ได้อย่างรอบด้าน

ดังนั้นการที่ อนุทินรับจำเป็นต้องมี รมช.กห. ไม่ตอบชื่อ รมว.ยุติธรรม จึงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด

การแต่งตั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมคนใหม่นี้จะเป็นใคร และจะมีนโยบายในการบริหารงานอย่างไร คงต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด เชื่อว่าในเร็วๆ นี้เราคงจะได้ทราบกันอย่างแน่นอน

ที่มา – “อนุทิน” รับจำเป็นต้องมี รมช.กห. ไม่ตอบชื่อ รมว.ยุติธรรม ชี้ทุกคนต้องมีความสัมพันธ์กันหมด

Scroll to top