นายอนุทิน ชาญวีรกูล

ลงทะเบียนคนละครึ่งพลัสเฟส 2 เช็กเงื่อนไขรับสิทธิ

โครงการ คนละครึ่งพลัสเฟส 2 กลับมาอีกครั้ง! หลังจากหยุดชะงักไปเพราะการยุบสภา ล่าสุดมีข่าวดีจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ที่ยืนยันแล้วว่าจะเดินหน้าแจกเงินช่วยเหลือคนละ 2,000 บาททันทีที่รัฐบาลใหม่จัดตั้งเสร็จ วันนี้เรามา ลงทะเบียนคนละครึ่งพลัสเฟส 2 กัน พร้อมเช็กเงื่อนไขรับสิทธิและอัปเดตวิธียืนยันตัวตนแอปเป๋าตังแบบละเอียดยิบ เพื่อไม่ให้พลาดสิทธิ์เด็ดขาด

นโยบายคนละครึ่งพลัสเป็นที่รักของประชาชนมาตลอด เพราะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้ดีเยี่ยม โดยเฉพาะในช่วงผลการเลือกตั้ง 2566 ที่พรรคภูมิใจไทยคว้าอันดับ 1 ทำให้เรื่องนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอีก นายกรัฐมนตรีว่าที่ยืนยันชัดเจนว่าโครงการนี้มาแน่ วงเงินเดิมคือ 2,000 บาทสำหรับคนนอกระบบภาษี และ 2,400 บาทสำหรับคนในระบบ อาจแจกพร้อมกันหรือกลุ่มตกหล่นก่อน ยังมีแผนเสริมอย่าง TISA เพื่อส่งเสริมการออมอีกด้วย

ลงทะเบียนคนละครึ่งพลัสเฟส 2 ต้องเช็กเงื่อนไขอะไรบ้าง

ก่อน ลงทะเบียนคนละครึ่งพลัสเฟส 2 ต้องรู้เงื่อนไขให้ชัดเจนนะคะ โครงการนี้จำกัด 10 ล้านสิทธิ แบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก:

  • กลุ่มใหม่ที่ไม่เคยร่วมโครงการมาก่อน รวมพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วมและชายแดน 5 ล้านสิทธิ
  • กลุ่มเก่าที่เคยร่วมคนละครึ่งพลัส 5 ล้านสิทธิ

ใช้จ่ายได้ 06.00-23.00 น. ผ่าน G-Wallet ในแอปเป๋าตัง ไม่ต้องใช้เต็ม 200 บาท/วันก็ได้ สะดวกสุดๆ

คุณสมบัติผู้มีสิทธิลงทะเบียนคนละครึ่งพลัสเฟส 2

  • สัญชาติไทย อายุ 16 ปีขึ้นไป
  • มีบัตรประชาชน
  • ไม่ใช่ผู้ถือบัตรสวัสดิการรัฐ ณ 1 ต.ค. 2566
  • ไม่ถูกระงับสิทธิหรือเรียกคืนเงินจากโครงการคนละครึ่งรอบก่อนๆ

ขั้นตอนลงทะเบียนคนละครึ่งพลัสเฟส 2 แบบง่ายๆ

1. ดาวน์โหลดแอปเป๋าตัง เปิด G-Wallet
2. ลงทะเบียน 20-26 ต.ค. 2566 เวลา 06.00-22.00 น.
3. เก่าเช็กในแอป / ใหม่เช็ก SMS+แอป
4. ได้สิทธิ กดแบนเนอร์เริ่มใช้ 29 ต.ค.-31 ธ.ค. 2566

วิธีสมัครแอปเป๋าตังครั้งแรกสำหรับลงทะเบียนคนละครึ่งพลัสเฟส 2

ถ้ายังไม่มีแอปเป๋าตัง ทำตามนี้เลย:

  1. โหลดแอปเป๋าตัง
  2. ปิด Wi-Fi ก่อนสมัคร
  3. ยินยอม KYC และตรวจเบอร์
  4. กรอกบัตรประชาชน+เบอร์ รอ OTP
  5. กรอกข้อมูล สแกนหน้า ตั้ง PIN
  6. ยอมรับ PDPA เสร็จสิ้น!

ยืนยันตัวตนที่ ATM กรุงไทย (แบบมีปุ่มล่าง)

  1. เลือก “ทำรายการด้วยบัตรประชาชน”
  2. บริการยืนยันตัวตน
  3. ยินยอม เสียบบัตร รอตรวจสอบ จบรายการ

ยืนยันตัวตนที่ ATM กรุงไทย (แบบไม่มีปุ่มล่าง)

  1. แตะแถบฟ้า เลือกยืนยันตัวตน
  2. ยินยอม เสียบบัตร รอ จบ

โครงการนี้ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนจริงๆ โดยเฉพาะช่วงเศรษฐกิจผันผวน รีบเตรียมตัวเช็กสิทธิ์และ ลงทะเบียนคนละครึ่งพลัสเฟส 2 ให้ทันนะคะ อาจมีเซอร์ไพรส์เพิ่มเติม ลองติดตามข่าวสารจากกระทรวงการคลังต่อไป อย่าลืมแชร์ให้เพื่อนๆ ที่อาจพลาดสิทธิ์!

CTA: ดาวน์โหลดแอปเป๋าตังวันนี้ แล้วเตรียมลงทะเบียนคนละครึ่งพลัสเฟส 2 เพื่อรับเงิน 2,000 บาท กระตุ้นเศรษฐกิจด้วยตัวคุณเอง!

ที่มา – ลงทะเบียน “คนละครึ่งพลัสเฟส 2” เช็กเงื่อนไขรับสิทธิ พร้อมอัปเดตวิธียืนยันตัวตนแอปฯ เป๋าตัง

นักวิชาการวิเคราะห์พิมพ์เขียวรัฐบาล “อนุทิน” เน้นชาตินิยม

ในวันที่การเมืองไทยกำลังร้อนระอุ นักวิชาการวิเคราะห์พิมพ์เขียวรัฐบาล “อนุทิน” เน้นชาตินิยมนำเศรษฐกิจ กลายเป็นประเด็นที่ทุกคนจับตามอง รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ได้กางพิมพ์เขียวหรือยุทธศาสตร์ชาติของรัฐบาลที่นำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ออกมาให้เห็นชัดเจน โดยมองผ่าน 3 มิติหลัก ได้แก่ ความมั่นคง เศรษฐกิจ และภาวะผู้นำ ซึ่งสะท้อนถึงเจตจำนงในการจัดตั้งรัฐบาลและวางรากฐานประเทศในระยะยาว

นักวิชาการวิเคราะห์พิมพ์เขียวรัฐบาล “อนุทิน” เน้นชาตินิยมนำเศรษฐกิจ

นักวิชาการวิเคราะห์พิมพ์เขียวรัฐบาล “อนุทิน” เน้นชาตินิยมนำเศรษฐกิจ โดยเฉพาะแนวคิดสร้าง “กำแพงความมั่นคง” และการสั่งปิดด่านชายแดน ซึ่งเป็นกระบวนทัศน์แบบดั้งเดิมที่ให้ความสำคัญกับอธิปไตยเหนือสิ่งอื่น นอกจากนี้ยังมีการประกาศยกเลิก MOU 44 ระหว่างไทย-กัมพูชา ถือเป็น Resource Nationalism หรือการปกป้องทรัพยากรชาติอย่างเข้มข้น แม้จะเสี่ยงกระทบต่อการทูตและเศรษฐกิจชายแดน แต่การดึงตัวสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว มาร่วมทีม แสดงให้เห็นว่ายังคงใช้ผู้เชี่ยวชาญในการประคองสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ไม่ให้ลุกลามถึงขั้นปิดประเทศ

มิติเศรษฐกิจ: ทีมบิ๊กเนมและนโยบายมืออาชีพ

ด้านเศรษฐกิจ นักวิชาการชี้ว่ารัฐบาลอนุทินเปิดตัวทีมเศรษฐกิจระดับแนวหน้า เช่น นายเอกนิติ สมรรถการ นางศุภจี สุนทรานันท และสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เพื่อส่งสัญญาณบวกต่อภาคเอกชนและนักลงทุน ว่าจะบริหารแบบมืออาชีพ ไม่ใช่พึ่งพานโยบายประชานิยมเพียงอย่างเดียว แต่จะปรับโครงสร้างภาษีและฟื้นฟูการท่องเที่ยวอย่างเป็นระบบ เพื่อดึงไทยพ้นจากภาวะเศรษฐกิจซบเซาที่ยืดเยื้อ วาทศิลป์ที่เน้น “เด็ดขาด-ทำทันที” บ่งบอกว่าพรรคภูมิใจไทยก้าวขึ้นเป็นผู้เล่นหลัก กุมทิศทางประเทศ ไม่ใช่แค่พรรคร่วมรัฐบาล

มิติความมั่นคงและภาวะผู้นำ

สำหรับมิติความมั่นคง นโยบายชาตินิยมนำเศรษฐกิจนี้เน้นปกป้องผลประโยชน์ชาติเป็นหลัก แต่รศ.ดร.ยุทธพร เตือนว่านโยบายแข็งกร้าวอย่างปิดด่านหรือยกเลิก MOU 44 หากทำไม่ได้จริงหรือก่อแรงเสียดทานระหว่างประเทศมากเกิน อาจกลายเป็นดาบสองคม กลายเป็นจุดอ่อนที่ถูกโจมตีในอนาคต โดยเฉพาะในยุคที่โลกเชื่อมโยงกันสูง

  • จุดแข็ง: สร้างความมั่นใจให้ประชาชนเรื่องอธิปไตยและทรัพยากร
  • จุดอ่อน: เสี่ยงกระทบเศรษฐกิจชายแดนและการค้า
  • โอกาส: ดึงดูดนักลงทุนด้วยทีมเศรษฐกิจมือโปร
  • อุปสรรค: นโยบายสุดโต่งอาจถูกวิจารณ์จากนานาชาติ

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นภาวะผู้นำที่นายอนุทินแสดงออกผ่านสารทางการเมือง ซึ่งเป็นการประกาศจุดยืนชัดเจน ในบริบทที่ไทยกำลังเผชิญความท้าทายทั้งภายในและภายนอก เช่น เศรษฐกิจฟื้นตัวช้า การเมือง分化 และปัญหาชายแดน นักวิชาการมองว่านี่คือพิมพ์เขียวที่ผสมผสานชาตินิยมเข้ากับการพัฒนาเศรษฐกิจได้อย่างน่าสนใจ หากบริหารจัดการดี

เพื่อขยายมุมมอง เราสามารถเปรียบเทียบกับรัฐบาลก่อนหน้าที่เน้น soft power มากกว่า hard security แต่รัฐบาลอนุทินเลือกยืนหยัดจุดยืนชาตินิยม ซึ่งอาจตอบโจทย์กระแสประชานิยมในสังคมไทยปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จขึ้นอยู่กับการ balance ระหว่างนโยบายภายในและภายนอก รวมถึงการสื่อสารที่ชัดเจนต่อประชาชน

ในท้ายที่สุด นักวิชาการวิเคราะห์พิมพ์เขียวรัฐบาลนี้ชี้ให้เห็นโอกาสในการฟื้นเศรษฐกิจไทย หากหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่ไม่จำเป็น คุณคิดว่านโยบายชาตินิยมนำเศรษฐกิจนี้จะพาไทยไปสู่จุดไหน? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามอัปเดตข่าวการเมืองเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – นักวิชาการวิเคราะห์พิมพ์เขียวรัฐบาล “อนุทิน” เน้นชาตินิยมนำเศรษฐกิจ

แกนนำเพื่อไทยประสานเสียงยกสารพัดเหตุผลรวมรัฐบาลภูมิใจไทย

ในสถานการณ์การเมืองไทยที่กำลังร้อนระอุ แกนนำเพื่อไทยประสานเสียงยกสารพัดเหตุผลรวมรัฐบาลภูมิใจไทย ได้กลายเป็นประเด็นที่คนไทยทุกสารทุ่นจับตามอง หลังจากที่พรรคเพื่อไทยตัดสินใจตอบรับคำเชิญจากพรรคภูมิใจไทยในการร่วมจัดตั้งรัฐบาลใหม่ การเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องพลิกผัน แต่มาจากการพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ

แกนนำเพื่อไทยประสานเสียงยกสารพัดเหตุผลรวมรัฐบาลภูมิใจไทย

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ได้นำทีมแกนนำอย่างนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้อำนวยการเลือกตั้งพรรค และนายภูมิธรรม เวชยชัย แกนนำพรรค ร่วมแถลงข่าวเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 หลังหารือกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย โดยนายประเสริฐย้ำชัดว่าประเทศไทยต้องการรัฐบาลที่แข็งแกร่งและมีเสถียรภาพ เพื่อเดินหน้าพัฒนาประเทศต่อไป การร่วมรัฐบาลครั้งนี้จึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด

หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่แกนนำเพื่อไทยประสานเสียงยกสารพัดเหตุผลรวมรัฐบาลภูมิใจไทย คือ ความเชื่อมั่นจากมวลชน นายประเสริฐมั่นใจว่าพี่น้องประชาชนผู้สนับสนุนพรรคจะเข้าใจเจตนาดีของพรรค เพราะการเป็นรัฐบาลจะช่วยผลักดันนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนได้มากกว่าการนั่งเป็นฝ่ายค้าน การร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทยจะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับรัฐบาล ลดความเสี่ยงจากการเมืองที่แตกแยก

แกนนำเพื่อไทยประสานเสียงยกสารพัดเหตุผลรวมรัฐบาลภูมิใจไทย: มุมมองกฎหมายและนโยบาย

นายภูมิธรรม เวชยชัย ได้ชี้แจงประเด็นทางกฎหมายที่เคยเป็นข้อกังวล โดยยืนยันว่าทุกอย่างจะดำเนินการตามหลักยุติธรรมและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รัฐมนตรีแต่ละกระทรวงจะรับผิดชอบดูแลส่วนของตน พรรคเพื่อไทยพร้อมสนับสนุนสิ่งที่ถูกต้อง ไม่เกรงใจใคร หากมีประเด็นพิพาทเก่าๆ จะแก้ไขด้วยกระบวนการที่โปร่งใส

ด้านนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เผยว่าจากการสำรวจความเห็นสมาชิกพรรคและว่าที่ ส.ส. พบว่าส่วนใหญ่สนับสนุนการร่วมรัฐบาล เพราะจะได้นำนโยบายพรรคไปปฏิบัติจริง สร้างผลงานให้ประชาชนในพื้นที่ เช่น การพัฒนาเศรษฐกิจ การศึกษา สุขภาพ และโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งจะช่วยเรียกความเชื่อมั่นจากประชาชนกลับคืนมา

  • รัฐบาลเข้มแข็ง: ลดความไม่แน่นอนทางการเมือง
  • ผลักดันนโยบาย: นำสิ่งที่พรรครับปากไปปฏิบัติจริง
  • ประโยชน์ประชาชน: สร้างผลงานจับต้องได้ในทุกพื้นที่
  • ความโปร่งใส: ดำเนินการตามกฎหมาย ไม่ละเลยประเด็นเก่า
  • มวลชนเข้าใจ: เจตนาดีเพื่อชาติมากกว่าอำนาจส่วนตัว

การตัดสินใจครั้งนี้ยังไม่ได้ลงรายละเอียดเรื่องการแบ่งกระทรวงหรือเก้าอี้รัฐมนตรี แต่จะเจรจาต่อในรอบถัดไป ผู้เชี่ยวชาญการเมืองมองว่าการรวมพรรคเพื่อไทยกับภูมิใจไทยจะช่วยสร้างสมดุลในสภาผู้แทนราษฎร ทำให้รัฐบาลใหม่มีเสถียรภาพมากขึ้น ท่ามกลางความท้าทายเศรษฐกิจหลังโควิดและปัญหาภายในประเทศ

นอกจากนี้ การเคลื่อนไหวของแกนนำเพื่อไทยประสานเสียงยกสารพัดเหตุผลรวมรัฐบาลภูมิใจไทย ยังสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของพรรคที่ยึดประโยชน์ชาติเป็นหลัก ไม่ยึดติดกับอุดมการณ์แบบเดิมๆ ในยุคที่การเมืองไทยต้องการความร่วมมือเพื่อแก้ปัญหาเรื้อรัง เช่น หนี้ครัวเรือน ความเหลื่อมล้ำ และการฟื้นฟูเศรษฐกิจ

สุดท้ายแล้ว การตัดสินใจนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่อาจเปลี่ยนโฉมหน้าการเมืองไทย คุณคิดอย่างไรกับการร่วมรัฐบาลครั้งนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวสารการเมืองอัปเดตเพื่อไม่พลาดทุกมุมมองสำคัญ

ที่มา – แกนนำเพื่อไทยประสานเสียงยกสารพัดเหตุผลรวมรัฐบาลภูมิใจไทย

“เพื่อไทย” ตกร่องปล่องชิ้น “ภูมิใจไทย”

วันนี้มีข่าวการเมืองร้อนแรงที่ทุกคนต้องรู้จัก นั่นคือ “เพื่อไทย” ตกร่องปล่องชิ้น “ภูมิใจไทย” ยอมลืมอดีตที่บาดหมางกันมานาน เพื่อมาร่วมมือกันตั้งรัฐบาลใหม่! วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ได้จัดแถลงข่าวร่วมกับนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย (พท.) และแกนนำทั้งสองพรรค บรรยากาศชื่นมื่นสุดๆ เหมือนเพื่อนเก่าที่กลับมากอดกันหลังทะเลาะกันมานาน

อนุทินและยศชนันแถลงข่าว เพื่อไทย ตกร่องปล่องชิ้น ภูมิใจไทย

“เพื่อไทย” ตกร่องปล่องชิ้น “ภูมิใจไทย” ลืมอดีต หันหน้ามาร่วมรัฐบาล

นายอนุทิน กล่าวอย่างหนักแน่นว่า รู้สึกเป็นเกียรติมากที่พรรคเพื่อไทยตอบรับคำเชิญมาร่วมหารือ เพื่อไม่ให้ประเทศตกอยู่ในสุญญากาศทางการเมืองนานเกินไป แม้ผลเลือกตั้งยังไม่ประกาศ正式 แต่เพื่อไทยยินดีสนับสนุนภูมิใจไทยเป็นแกนนำตั้งรัฐบาล เขามั่นใจว่าบุคลากรคุณภาพจากทั้งสองพรรคจะพาไทยไปสู่อนาคตยั่งยืน โดยย้ำชัดๆ ว่า “ลืมเรื่องบาดหมางในอดีต หันมาทำงานร่วมกันแบบไร้เส้นแบ่งพรรค เพื่อประโยชน์ส่วนรวม” นี่แหละที่ทำให้ เพื่อไทย ตกร่องปล่องชิ้น ภูมิใจไทย กลายเป็นข่าวฮือฮา!

อดีตที่บาดหมางนี่คืออะไร? ย้อนไปดูกันหน่อย ในอดีตสองพรรคนี้เคยมีจุดยืนต่างกัน โดยเฉพาะเรื่องนโยบายและพันธมิตรทางการเมือง ทำให้เกิดการปะทะคารมบ่อยๆ แต่ตอนนี้ทุกอย่างจบแล้ว เหมือนรีเซ็ตตัวละครในเกมการเมืองเลยครับ การร่วมมือครั้งนี้จะช่วยให้รัฐบาลใหม่แข็งแกร่งขึ้น โดยเฉพาะหลังจากพรรคประชาชนประกาศชัดว่าจะไม่ร่วมกับภูมิใจไทย

อนุทินพูดถึงการลืมอดีตบาดหมาง

ภูมิใจไทย เตรียมสู่ขอ “กล้าธรรม” ต่อ สร้างรัฐบาลเข้มแข็ง

สำหรับการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรี อนุทินบอกว่าจะหารือรายละเอียดเพิ่มอีกหลายรอบ ส่วนพรรคกล้าธรรมที่ได้ ส.ส. อันดับ 4 จะถูกเชิญตามสเต็ป เพราะอยากสร้างรัฐบาลที่แข็งแรงสุดๆ นี่คือกลยุทธ์ชาญฉลาดของภูมิใจไทยเลย ทำให้ เพื่อไทย ตกร่องปล่องชิ้น ภูมิใจไทย เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี

ด้านนายยศชนัน ขอบคุณอนุทินที่ให้เกียรติ เดินทางมาด้วยตัวเองตามสัญญา นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาฯ เพื่อไทย ก็ย้ำจุดยืนสนับสนุนเต็มที่ และยินดีกับความสำเร็จเลือกตั้งของภูมิใจไทย บรรยากาศอบอุ่นมาก

ยศชนันและแกนนำเพื่อไทย

ช่วงท้ายแถลง อนุทินติดตลกกับสื่อว่า “ไม่แสดงความยินดีกับผมหรือ วันนี้วันแต่งงานของผมนะ” พอถามจดทะเบียนสมรสหรือยัง ตอบฮาๆ ว่า “ลูกจะเข้าโรงเรียนแล้วเลยแต่ง” ทุกคนหัวเราะครืน แสดงถึงความสัมพันธ์ดีสุดๆ ปิดท้ายด้วยการโอบกอดนายคณาพจน์ โจมฤทธิ์ แกนนำเพื่อไทย

อนุทินติดตลกวันแต่งงาน

ประเด็นสำคัญที่ควรรู้จากข่าวนี้

  • การลืมอดีต: สองพรรคยอมวางวายร้ายเก่า หันมาร่วมมือเพื่อชาติ
  • สนับสนุนตั้งรัฐบาล: เพื่อไทย back up ภูมิใจไทยเป็นแกนนำ
  • เชิญพรรคอื่น: กล้าธรรม up next พรรคประชาชน out
  • ผลกระทบ: รัฐบาลใหม่น่าจะเสถียร ผลักดันนโยบายได้เร็ว
อนุทินโอบกอดแกนนำเพื่อไทย
ภาพความสัมพันธ์ดีระหว่างสองพรรค

การเมืองไทยกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ที่พรรคต่างๆ เริ่มยืดหยุ่นมากขึ้น การร่วมมือแบบนี้จะช่วยแก้ปัญหาเรื้อรังได้ไหม? ในมุมผมคิดว่านี่คือก้าวสำคัญที่จะทำให้รัฐบาลทำงานได้มีประสิทธิภาพ ลองนึกภาพรัฐบาลผสมใหญ่ที่ไร้ดราม่าพรรคเก่า ประชาชนได้ประโยชน์แน่นอน คุณล่ะคิดยังไงกับ เพื่อไทย ตกร่องปล่องชิ้น ภูมิใจไทย ครั้งนี้? คอมเมนต์มาบอกกันหน่อยสิ แล้วอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ อ่านด้วยนะ เพื่อติดตามข่าวการเมืองอัปเดตทุกวัน!

ที่มา – “เพื่อไทย” ตกร่องปล่องชิ้น “ภูมิใจไทย” ยอมลืมอดีตที่บาดหมาง เตรียมสู่ขอ “กล้าธรรม” ต่อ

คนละครึ่งพลัสเฟส 2 อัปเดตยืนยันตัวตนเป๋าตัง รับ 2,000 บาท

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน! มีข่าวดีมาอัปเดตสำหรับคนที่กำลังรอคอย คนละครึ่งพลัสเฟส 2 กันอยู่เลยนะครับ หลังจากที่มีการเลือกตั้งและพรรคภูมิใจไทยโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล เตรียมเป็นผู้นำรัฐบาลใหม่ นโยบายเรือธงอย่างคนละครึ่งพลัสเฟส 2 ก็ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอีกครั้ง ล่าสุดนายอนุทินยืนยันชัดเจนแล้วว่าโครงการนี้จะเกิดขึ้นแน่นอน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ช่วยเหลือประชาชนให้มีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่เต็มที่

โครงการ คนละครึ่งพลัสเฟส 2 นี้จะมีสิทธิ์จำกัดเพียง 10 ล้านสิทธิ์เท่านั้น แบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ กลุ่มที่ไม่เคยเข้าร่วมมาก่อนหรืออยู่ในพื้นที่ประสบภัย (5 ล้านสิทธิ์) และกลุ่มที่เคยเข้าร่วมแล้ว (5 ล้านสิทธิ์) แต่ละคนจะได้รับวงเงินช่วยเหลือสูงสุดคนละ 2,000 บาทตลอดโครงการ สามารถใช้จ่ายกับร้านค้าที่เข้าร่วมได้ทุกวัน ระหว่าง 06.00-23.00 น. ผ่าน G-Wallet ในแอป “เป๋าตัง” ไม่ต้องใช้ให้ครบวันละ 200 บาทก็ได้ ยืดหยุ่นสุดๆ ไปเลย

คนละครึ่งพลัสเฟส 2

สำหรับใครที่สนใจอยากเข้าร่วม คนละครึ่งพลัสเฟส 2 ต้องเตรียมตัวให้พร้อมก่อนนะครับ เพราะการลงทะเบียนจะเปิดเฉพาะช่วงสั้นๆ ระหว่างวันที่ 20-26 ตุลาคม 2568 เวลา 06.00-22.00 น. ส่วนผู้ที่ได้รับสิทธิ์จะเริ่มใช้ได้ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม ถึง 31 ธันวาคม 2568 อย่าลืมตรวจสอบสิทธิ์ผ่าน SMS หรือแอปเป๋าตังด้วยล่ะ

คุณสมบัติผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมคนละครึ่งพลัสเฟส 2

เพื่อให้แน่ใจว่าคุณมีสิทธิ์ มาดูคุณสมบัติกันครับ:

  • เป็นผู้มีสัญชาติไทย
  • มีอายุ 16 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ลงทะเบียน
  • มีบัตรประจำตัวประชาชน
  • ไม่เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ตามข้อมูลกระทรวงการคลัง ณ วันที่ 1 ตุลาคม 2568
  • ไม่ถูกระงับสิทธิ์หรือต้องคืนเงินจากโครงการคนละครึ่งรอบก่อนๆ (เฟส 1-5)

คนละครึ่งพลัสเฟส 2 ขั้นตอนลงทะเบียน

1. ดาวน์โหลดแอปเป๋าตังและเปิดใช้งาน G-Wallet
2. ลงทะเบียนรับสิทธิ์ 20-26 ต.ค. 68
3. ถ้าเคยร่วมเฟส 5 ปี 2565 ตรวจสอบในแอป ถ้าไม่เคย ตรวจ SMS และแอป
4. ผู้ได้รับสิทธิ์ กดแบนเนอร์ในแอปเพื่อเริ่มใช้ 29 ต.ค. – 31 ธ.ค. 68

วิธีสมัครแอปเป๋าตังสำหรับมือใหม่

ถ้ายังไม่มีแอปเป๋าตัง มาทำตามขั้นตอนง่ายๆ กันครับ ปิด Wi-Fi ก่อนนะเพื่อความปลอดภัย:

  1. ดาวน์โหลดและติดตั้งแอปเป๋าตังจากสโตร์
  2. เปิดแอป
  3. ยินยอม KYC และเงื่อนไขข้อมูลส่วนบุคคล
  4. ยินยอมตรวจสอบเบอร์โทร
  5. กรอกเลขบัตรประชาชนและเบอร์มือถือ
  6. รับ OTP และกรอก
  7. กรอกข้อมูลส่วนตัว หรือใช้ ThaiD ID
  8. สแกนใบหน้าให้ชัดเจน
  9. ตั้ง PIN 6 หลัก
  10. ยอมรับ PDPA
  11. เข้าหน้าหลัก เสร็จสิ้น!

ยืนยันตัวตนคนละครึ่งพลัสเฟส 2 ผ่าน ATM กรุงไทย (แบบมีปุ่มด้านล่าง)

ไปที่ตู้ ATM สีเทากรุงไทย:

  1. เลือก “ทำรายการด้วยบัตรประชาชน” (ไม่ต้องบัตร ATM)
  2. เลือก “บริการยืนยันตัวตน”
  3. กด “รับทราบและรับรอง”
  4. ยินยอมเปิดเผยข้อมูล
  5. กด “ถัดไป”
  6. เสียบบัตรประชาชน กด “ตกลง”
  7. รอตรวจสอบ
  8. จบรายการ กลับไปแอปเป๋าตัง

ยืนยันตัวตนผ่าน ATM กรุงไทย (แบบไม่มีปุ่มด้านล่าง)

  1. แตะแถบสีฟ้าเลือกบริการ
  2. เลือก “ยืนยันตัวตน / บัตรสวัสดิการ”
  3. เลือกยืนยันตัวตนกรุงไทย
  4. กด “รับทราบและรับรอง”
  5. ยินยอมเปิดเผยข้อมูล
  6. เสียบบัตรประชาชน กด “ตกลง”
  7. รอตรวจสอบ
  8. จบรายการ

เห็นมั้ยครับว่า คนละครึ่งพลัสเฟส 2 ทำได้ง่ายมาก เพียงแค่มีสมาร์ทโฟน บัตรประชาชน และ ATM ใกล้ๆ ก็ยืนยันตัวตนได้แล้ว โครงการนี้จะช่วยให้เราซื้อของกินของใช้ถูกกว่าเดิม กระตุ้นร้านค้าท้องถิ่นให้คึกคักด้วย ถ้าคุณมีสิทธิ์อย่าพลาดนะครับ รีบเช็คและลงทะเบียนตั้งแต่วันแรกเลย สิทธิ์จำกัดแค่ 10 ล้านคน! ถ้าพร้อมแล้ว ดาวน์โหลดแอปเป๋าตัง ไปยืนยันตัวตนกันเถอะ รับรองคุ้มค่าแน่นอน

ที่มา – คนละครึ่งพลัสเฟส 2 อัปเดตวิธียืนยันตัวตน ผ่านแอปฯ “เป๋าตัง” รอรับเงินสูงสุด 2,000 บาท

“ธนกร” ย้ำชัยชนะ “ภูมิใจไทย” มาจากผลงานที่จับต้องได้

ในวงการการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยคำมั่นสัญญาและวาทกรรมมากมาย การเลือกตั้งครั้งล่าสุดได้พิสูจน์ให้เห็นว่าประชาชนให้ความสำคัญกับผลงานที่จับต้องได้จริงมากกว่าถ้อยคำสวยหรู ล่าสุด “ธนกร” ย้ำชัยชนะ “ภูมิใจไทย” มาจากผลงานที่จับต้องได้ ผ่านคำสัมภาษณ์ของนายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งสะท้อนถึงความสำเร็จของพรรคภูมิใจไทยที่กวาดคะแนนเสียงอันดับ 1 มาครองได้อย่างสง่างาม

“ธนกร” ย้ำชัยชนะ “ภูมิใจไทย” มาจากผลงานที่จับต้องได้

เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 นายธนกร ได้ให้สัมภาษณ์อย่างหนักแน่น โดยชี้แจงว่า ชัยชนะของพรรคภูมิใจไทยไม่ได้มาจากกระแสชั่วคราวหรือคำพูดไพเราะ แต่เกิดจากผลงานที่ประชาชนสัมผัสได้จริง ตลอดช่วงที่พรรคอยู่ในฐานะรัฐบาล พวกเขาได้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างมั่นคง ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติกลับมา และทำให้ตลาดหุ้นไทยพุ่งสูงขึ้นทันทีหลังประกาศผลเลือกตั้ง สิ่งเหล่านี้คือหลักฐานที่จับต้องได้ ไม่ใช่แค่สัญญาในกระดาษ

ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พรรคภูมิใจไทยยึดมั่นจุดยืนรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ มีความเด็ดขาดในการแก้ปัญหาชายแดนใต้ และผลักดันนโยบายที่ตอบโจทย์ชีวิตประชาชน เช่น โครงการคนละครึ่งพลัสที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ส.ส. ของพรรคยังลงพื้นที่ทำงานอย่างใกล้ชิด ทำให้ฐานคะแนนมั่นคง ไม่หวั่นไหวตามกระแสโซเชียลมีเดีย

ทำไม “ธนกร” ย้ำชัยชนะ “ภูมิใจไทย” มาจากผลงานที่จับต้องได้

นายธนกร ยังได้วิจารณ์พรรคคู่แข่งอย่างพรรคประชาชนที่มุ่งแก้โครงสร้างใหญ่โตแต่ขาดผลงานจับต้อง ข่าวลือเชิงลบเรื่องพฤติกรรม ส.ส. ก็ทำให้ประชาชนหมดศรัทธา ในขณะที่พรรคภูมิใจไทยพิสูจน์ตัวเองด้วยการกระทำจริง นี่คือเหตุผลหลักที่ทำให้คะแนนถล่มทลาย

นอกจากนี้ ในประเด็นม็อบเรียกร้องนับคะแนนใหม่ นายธนกร วอนให้ทุกฝ่ายเคารพกฎหมายและกระบวนการของ กกต. พรรคภูมิใจไทยพร้อมรับการตรวจสอบทุกด้าน แต่ขอร้องอย่าปลุกปั่นให้บ้านเมืองวุ่นวาย พรรคที่แพ้ไม่ควรถามถึงขั้นล้มเลือกตั้ง ทุกอย่างต้องยึดข้อเท็จจริงเพื่อความสงบสุขของชาติ

ผลงานเด่นของพรรคภูมิใจไทยที่นำไปสู่ชัยชนะ

  • เศรษฐกิจมั่นคง: ดึงดูดการลงทุน ส่งผลให้ตลาดหุ้นโตต่อเนื่อง
  • นโยบายประชาชน: โครงการคนละครึ่งพลัสช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย
  • ความมั่นคงชายแดน: จัดการปัญหาอย่างเด็ดขาด สร้างความเชื่อมั่น
  • ทำงานพื้นที่: ส.ส. คลุกคลีประชาชน สร้างฐานเสียงแท้จริง
  • จุดยืนชัดเจน: รักชาติ ศาสนา กษัตริย์ ไม่คลอนคลาย

ชัยชนะครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลจากความทุ่มเทหลายปี การเมืองไทยกำลังเปลี่ยนไป ประชาชนฉลาดขึ้น รู้ดีว่าผลงานจริงสำคัญกว่าคำหวาน นายธนกร จึงย้ำว่า “ธนกร” ย้ำชัยชนะ “ภูมิใจไทย” มาจากผลงานที่จับต้องได้ เพื่อเตือนใจนักการเมืองทุกพรรค

ในมุมมองของผู้เขียน ชัยชนะของพรรคภูมิใจไทยเป็นบทเรียนสำคัญว่าการเมืองต้องมีผลงาน ไม่ใช่แค่ปราศรัยเก่ง หากพรรคอื่นๆ เรียนรู้ จะช่วยยกระดับการเมืองไทยให้ดีขึ้น คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้ ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวการเมืองอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – “ธนกร” ย้ำชัยชนะ “ภูมิใจไทย” มาจากผลงานที่จับต้องได้มากกว่าถ้อยคำสวยหรู

นายกฯ เปิดงาน OTOP City 2025 หนุนสินค้าไทย

นายกฯ เปิดงาน “OTOP City 2025” หนุนสินค้าไทย สร้างรายได้ชุมชน – 7 จังหวัดได้รับผลกระทบชายแดน ย้ำ OTOP เปรียบดั่งแบรนด์สินค้าไทยแสดงศักยภาพให้ทั่วโลกประจักษ์

เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2568 เวลา 17.00 น. ณ เวทีกลาง อาคารชาเลนเจอร์ 2 ศูนย์การแสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “OTOP CITY 2025” โดยมีนางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางสาวศศิธร กิตติธรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยคณะทูตานุทูต คณะกรรมการอำนวยการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์แห่งชาติ ผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ และภาคเอกชน เข้าร่วมงาน

ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีและคณะ ได้ถวายความเคารพเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมเยี่ยมชมนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จากนั้นได้รับชมการแสดงชุดพิเศษ “OTOP.…Happiness Festival” ที่ถ่ายทอดเรื่องราวเทศกาลแห่งการให้และการแบ่งปันในช่วงปีใหม่ ผ่านสีสัน เสียงดนตรี และการแสดงร่วมสมัย ผสานการแสดงจากวงโยธวาทิตจากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้ากุนนที สร้างความประทับใจและปลุกพลังแห่งความสุข

นายกรัฐมนตรีกล่าวเปิดงานว่า เป็นเวลาหลายปีติดต่อกันที่ได้มีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วมกับงาน OTOP ทั้งในฐานะผู้เปิดงาน หรือแม้แต่ในฐานะลูกค้า โดยของประดับที่บ้านถือเป็นที่เชิดหน้าชูตา เมื่อผู้มาเยือนต่างถามว่าได้มาจากที่ใด ซึ่งของต่างๆ ล้วนมาจากงาน OTOP ทั้งสิ้น ด้วยเหตุนี้ นายกรัฐมนตรีจึงรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มามีส่วนร่วมในงาน “OTOP CITY 2025” ในวันนี้

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์มาตลอด เนื่องจากสินค้า OTOP ในปัจจุบันได้ก้าวขึ้นมาเป็นเสมือนแบรนด์หลักแบรนด์หนึ่งของประเทศไทยแล้ว แค่เพียงเอ่ยคำว่า “OTOP” ผู้คนจะนึกถึงความเป็นไทย คุณภาพ ความประณีต และรายละเอียดที่ใส่ใจในทุกขั้นตอนการผลิต จนก่อให้เกิดความประทับใจ ซึ่งคุณค่าดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะเครื่องประดับ เสื้อผ้า หรือชิ้นงานเชิงศิลปะเท่านั้น หากแต่สะท้อนอยู่ในทุกผลิตภัณฑ์ที่คนไทยสร้างสรรค์ขึ้นภายใต้แบรนด์ OTOP

เมื่อแบรนด์ได้รับการยอมรับและติดตลาดแล้ว ความท้าทายที่สำคัญต่อไปคือการรักษาคุณภาพ การคงไว้ซึ่งความประทับใจของผู้บริโภค และท้ายที่สุดคือการสร้างความแปลกใหม่ ความน่าสนใจ หรือเรื่องราวใหม่ๆ เพื่อให้ผู้บริโภครู้สึกตื่นเต้นและติดตามผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง สิ่งเหล่านี้ถือเป็นโจทย์สำคัญของการเป็น “แชมเปียน” และเป็นความท้าทายของการรักษาความเป็นผู้นำ ซึ่งเชื่อมั่นว่าสามารถทำได้

นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า เป้าหมายสำคัญในการขับเคลื่อนสินค้า OTOP คือ การสร้างงาน สร้างอาชีพ และสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการ ตลอดจนสมาชิกในชุมชน อันจะนำไปสู่การกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม อีกทั้งยังเป็นโอกาสอันดีที่ประเทศไทยจะได้แสดงศักยภาพให้ทั่วโลกได้ประจักษ์ ถึงความก้าวหน้าในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของไทย ทั้งนี้ ขอให้กรมการพัฒนาชุมชน และผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ตระหนักถึงความท้าทายของการรักษาแชมป์ไว้ เราจำเป็นต้องมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง คิดโจทย์ใหม่อยู่ตลอดเวลา และไม่ย่ำอยู่กับที่ จึงจะสามารถรักษาความเป็นแชมป์ของสินค้า OTOP ไทยไว้ได้อย่างยั่งยืน

ท่ามกลางความเหน็ดเหนื่อยและความตึงเครียดจากสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นภัยพิบัติจากธรรมชาติ หรือสถานการณ์ความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน เรายังมีงาน OTOP City ซึ่งถือเป็นพื้นที่แห่งการผ่อนคลาย เปิดโอกาสให้พี่น้องประชาชน ได้ออกมาร่วมกิจกรรมดีๆ ร่วมกัน

“การซื้อสินค้า OTOP ไม่ได้เป็นเพียงการจับจ่ายใช้สอยเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงการร่วมแรงร่วมใจกันอย่างแท้จริง เป็นการช่วยอุดหนุนสินค้าของประชาชนจากพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งตามแนวชายแดนทั้ง 7 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดตราด จันทบุรี บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี และสระแก้ว โดยทั้ง 7 จังหวัดนี้ ล้วนเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพ มีผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพหลากหลาย ทั้งอาหาร เครื่องนุ่งห่ม และสินค้าของใช้ในชีวิตประจำวันจำนวนมาก ดังนั้น การจัดงาน OTOP City ในวันนี้ จึงไม่เพียงเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากเท่านั้น แต่ยังเป็นการช่วยเหลือเพื่อนร่วมชาติที่กำลังเผชิญกับความยากลำบากจากสถานการณ์ดังกล่าวด้วย” นายกรัฐมนตรีกล่าว

นอกจากนี้ ภายในงานยังจัดพื้นที่พิเศษให้กับผู้ผลิตจากจังหวัดที่ประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติจากทุกภูมิภาคทั่วประเทศ ดังนั้น ขอเชิญชวนทุกคนใช้โอกาสนี้ ร่วมกันแสดงพลังน้ำใจ ช่วยเหลือประชาชนของเราด้วยกัน เพราะแทบไม่มีโอกาสใดที่จะสามารถรวบรวมสินค้าคุณภาพจากทั่วประเทศมาให้ทุกคนได้เลือกชม เลือกซื้อ และนำไปใช้ประโยชน์

เนื่องจากสัปดาห์นี้ถือเป็นช่วงสัปดาห์สุดท้ายของปี จึงขอใช้โอกาสอันเป็นมงคลนี้ อวยพรปีใหม่ล่วงหน้าให้ปีพุทธศักราช 2569 ที่กำลังจะมาถึง เป็นปีที่ดีที่สุดของคนไทยทุกคน ขอให้มีสุขภาพแข็งแรง ปลอดภัย และมีความผาสุกโดยทั่วหน้ากัน

ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีเปิด นายกรัฐมนตรี คณะทูตานุทูต และคณะผู้บริหาร ได้เดินเยี่ยมชมบูธส่วนจัดแสดงของหน่วยงานภาคี พร้อมพูดคุยกับผู้ผลิตผู้ประกอบการที่นำสินค้ามาแสดงและจำหน่าย ก่อนจะเดินทางกลับ

นายกฯ เปิดงาน OTOP City 2025

งาน OTOP City 2025 เป็นงานที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างมาก เพราะถือเป็นโอกาสในการสนับสนุนสินค้าไทย และสร้างรายได้ให้กับชุมชน ผู้ประกอบการ และประชาชนในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ การจัดงาน OTOP City 2025 ไม่ได้เป็นเพียงการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากเท่านั้น แต่ยังเป็นการช่วยเหลือเพื่อนร่วมชาติที่กำลังเผชิญกับความยากลำบากจากสถานการณ์ต่างๆ อีกด้วย

ทำไมต้องสนับสนุนงาน OTOP City 2025?

  • เป็นการสนับสนุนสินค้าไทย คุณภาพดี มีเอกลักษณ์
  • เป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย และชุมชนต่างๆ
  • เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศไทย
  • เป็นการอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาไทย
  • เป็นการให้กำลังใจเพื่อนร่วมชาติ

งาน OTOP City 2025 จึงเป็นงานที่ไม่ควรพลาดสำหรับผู้ที่ต้องการสนับสนุนสินค้าไทย และช่วยเหลือเพื่อนร่วมชาติ นอกจากนี้ยังเป็นโอกาสที่ดีในการเลือกซื้อของขวัญปีใหม่ที่มีคุณค่าและความหมายอีกด้วย มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนสินค้าไทย ในงาน OTOP City 2025 กันนะคะ

ที่มา – นายกฯ เปิดงาน “OTOP City 2025” ชวนคนไทยรวมพลังอุดหนุนสินค้าช่วยเหลือเพื่อนร่วมชาติ

เปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ 24 ธันวาคมนี้

เตรียมติดตาม! เปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ 24 ธันวาคมนี้ เพื่อให้วุฒิสภาเห็นชอบ กกต. และ ป.ป.ช. แทนตำแหน่งที่ว่างที่รอการพิจารณา

วันที่ 21 ธันวาคม 2568 ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้มีการ เปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ 24 ธันวาคมนี้ โดยมีสาระสำคัญอยู่ที่การให้วุฒิสภาทำหน้าที่พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งสำคัญตามรัฐธรรมนูญ

เหตุผลสำคัญของการ เปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ 24 ธันวาคมนี้ คือประธานวุฒิสภาได้กราบบังคมทูลว่า แม้จะอยู่ในช่วงยุบสภาผู้แทนราษฎร แต่มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่วุฒิสภาจะต้องประชุมเพื่อพิจารณาแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งเป็นไปตามมาตรา 126 วงเล็บ (2) ของรัฐธรรมนูญ

ดังนั้น เพื่อให้กระบวนการสรรหาและแต่งตั้งบุคคลสำคัญเหล่านี้เป็นไปอย่างราบรื่นและทันต่อสถานการณ์ จึงได้มีการ เปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ 24 ธันวาคมนี้ เพื่อให้วุฒิสภาสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่

เปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ 24 ธันวาคมนี้

นายมงคล สุรัจสัจจะ ประธานวุฒิสภา เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการในการเปิดประชุมครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญและเร่งด่วนของภารกิจที่วุฒิสภาจะต้องดำเนินการ

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจคือ ได้มีพระราชกฤษฎีกาปิดประชุมสมัยวิสามัญรัฐสภาในวันเดียวกัน คือวันที่ 24 ธันวาคม ซึ่งลงนามโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า การประชุมครั้งนี้จะมีระยะเวลาดำเนินการที่จำกัดเพียงใด และจะสามารถพิจารณาเรื่องสำคัญดังกล่าวได้แล้วเสร็จหรือไม่

ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาในการประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ

  • การพิจารณาคุณสมบัติและความเหมาะสมของผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็น กกต.
  • การพิจารณาคุณสมบัติและความเหมาะสมของผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็น ป.ป.ช.
  • ระยะเวลาในการพิจารณาที่จำกัด เนื่องจากมีพระราชกฤษฎีกาปิดประชุมในวันเดียวกัน
  • ผลการลงมติของวุฒิสภาต่อการให้ความเห็นชอบบุคคลทั้งสอง

การประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญครั้งนี้จึงเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิดจากทุกภาคส่วนของสังคม เนื่องจากผลของการพิจารณาจะส่งผลต่อการดำเนินงานขององค์กรอิสระที่สำคัญของประเทศ ทั้งในด้านการจัดการเลือกตั้งและการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

ทั้งนี้ ประชาชนทั่วไปสามารถติดตามข่าวสารและความคืบหน้าของการประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญได้จากสื่อต่างๆ ทั้งโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ และสื่อออนไลน์ เพื่อให้ทราบถึงการตัดสินใจที่เกิดขึ้นและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับสังคมโดยรวม

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงมีความผันผวนและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและการทำความเข้าใจในกระบวนการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารประเทศจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับประชาชนทุกคน เพื่อให้สามารถตัดสินใจและแสดงออกได้อย่างมีเหตุผลและสร้างสรรค์

จับตาทิศทางการเมือง! การเปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญในครั้งนี้เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่กำลังจะเกิดขึ้นหรือไม่? ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหว

ที่มา – เปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ 24 ธันวาคมนี้ ให้วุฒิสภาเห็นชอบ กกต.และป.ป.ช.

สดุดีวีรบุรุษ ยกหนี้ ธ.ก.ส. กรณีพิเศษ

รัฐบาลแสดงความเสียใจและสดุดีวีรบุรุษทหารกล้าที่สละชีวิตปกป้องอธิปไตยจากเหตุความไม่สงบชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมทั้งอนุมัติ ยกหนี้เงินกู้ ธ.ก.ส. เป็นกรณีพิเศษ

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ได้สร้างความสูญเสียต่อชีวิตของวีรบุรุษผู้เสียสละในการปฏิบัติหน้าที่ป้องกันประเทศ รักษาเอกราช และอธิปไตยของชาติ รัฐบาลขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของทหารกล้า และขอสดุดีวีรกรรมอันหาญกล้าของทุกท่าน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้สั่งการให้ทุกส่วนราชการเร่งให้ความช่วยเหลือครอบครัวของวีรบุรุษอย่างเต็มที่ ตามอำนาจหน้าที่ของแต่ละหน่วยงาน

นอกจากนี้ ยังได้มอบหมายให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ดำเนินการช่วยเหลือลูกค้าที่เป็นทหาร หรือ ตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) ที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ในเหตุการณ์ดังกล่าว รวมถึงให้ความช่วยเหลือแก่บิดา มารดา หรือ คู่สมรส ที่เป็นลูกค้า ธ.ก.ส. ของวีรบุรุษผู้เสียสละชีวิต

สดุดีวีรบุรุษผู้เสียสละชีวิต -ยกหนี้เงินกู้ ธ.ก.ส. เป็นกรณีพิเศษ

มาตรการช่วยเหลือที่สำคัญคือ การยกหนี้เงินกู้ ธ.ก.ส. เป็นกรณีพิเศษ โดยให้ธนาคารยกหนี้ในส่วนของต้นเงินกู้ทุกสัญญา และยกหนี้ในส่วนของดอกเบี้ยค้างรับและดอกเบี้ยปรับทั้งหมด ภายใต้สัญญาที่ใช้แหล่งเงินทุน ธ.ก.ส.

รายละเอียดการ ยกหนี้เงินกู้ ธ.ก.ส. เป็นกรณีพิเศษ

  • ยกหนี้ต้นเงินกู้ทั้งหมด
  • ยกหนี้ดอกเบี้ยค้างรับทั้งหมด
  • ยกหนี้ดอกเบี้ยปรับทั้งหมด
  • ครอบคลุมสัญญาที่ใช้แหล่งเงินทุน ธ.ก.ส.

รัฐบาลยืนยันว่าจะยืนหยัดเคียงข้างเหล่านักรบ ทหารกล้าของไทย และพี่น้องประชาชนคนไทย เพื่อก้าวผ่านวิกฤติการณ์ความไม่สงบระหว่างประเทศไทย-กัมพูชาไปด้วยกัน รัฐบาลจะเร่งดำเนินการทุกมาตรการเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างทั่วถึง

การดำเนินการยกหนี้เงินกู้ ธ.ก.ส. เป็นกรณีพิเศษนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งมาตรการสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของรัฐบาลในการดูแลและเยียวยาครอบครัวของวีรบุรุษผู้เสียสละชีวิตเพื่อชาติ เป็นการแสดงความขอบคุณและให้เกียรติแก่ผู้ที่ทำคุณประโยชน์อย่างใหญ่หลวงต่อประเทศชาติและประชาชน

ยกหนี้เงินกู้ ธ.ก.ส. เป็นกรณีพิเศษ นี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความพยายามในการดูแลผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบ รัฐบาลยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาและปรับปรุงมาตรการช่วยเหลือต่างๆ ให้ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อให้ความช่วยเหลือสามารถเข้าถึงผู้ที่ต้องการได้อย่างแท้จริงและทันท่วงที

การเสียสละของวีรบุรุษทุกท่านเป็นสิ่งที่มิอาจประเมินค่าได้ และรัฐบาลจะจดจำคุณงามความดีของทุกท่านตลอดไป การช่วยเหลือครอบครัวของวีรบุรุษเป็นหน้าที่อันสำคัญยิ่งของรัฐบาล และจะดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อให้มั่นใจว่าครอบครัวเหล่านี้จะได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด

ที่มา – สดุดีวีรบุรุษผู้เสียสละชีวิต -ยกหนี้เงินกู้ ธ.ก.ส. เป็นกรณีพิเศษ

Scroll to top