นายอนุทิน ชาญวีรกูล

นายกฯ อนุทิน ทำบุญ 5 ศาสนา บำเพ็ญพระราชกุศล

รัฐบาลจัดพิธีทางศาสนา 5 ศาสนา เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลปัญญาสมวาร (50 วัน)

เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 เวลา 07.30 น. ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีบำเพ็ญกุศลและทำบุญตักบาตรถวายสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลปัญญาสมวาร (50 วัน) และพิธีทางศาสนา 5 ศาสนา พร้อมนางสาวธนนนท์ นิรามิษ ภริยา โดยมีคณะรัฐมนตรีและคู่สมรส พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี หัวหน้าส่วนราชการและรองหัวหน้าส่วนราชการในทำเนียบรัฐบาล ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง แต่งกายด้วยเครื่องแบบปกติขาวไว้ทุกข์ เข้าร่วมพิธี

เมื่อนายกรัฐมนตรีและภริยา เดินทางถึงตึกสันติไมตรี (หลังนอก) พระสงฆ์ จำนวน 10 รูป ขึ้นนั่งอาสน์สงฆ์ นายกรัฐมนตรีจุดเทียนบูชาพระรัตนตรัย และจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระสงฆ์ให้ศีล สวดพระพุทธมนต์ เสร็จแล้ว

นายกรัฐมนตรี และภริยา พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี ถวายเครื่องไทยธรรมและผ้าไตรแด่สมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดไตรมิตรวิทยาราม ประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วยพระสงฆ์ รวมจำนวน 10 รูป พระสงฆ์อนุโมทนา นายกรัฐมนตรีกรวดน้ำ กราบลาพระรัตนตรัย และถวายความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

จากนั้น เวลา 08.00 น. นายกรัฐมนตรีและภริยา พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี หัวหน้าส่วนราชการในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี หัวหน้าส่วนราชการและรองหัวหน้าส่วนราชการในทำเนียบรัฐบาล ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานในทำเนียบรัฐบาล ได้ร่วมใส่บาตรพระสงฆ์ ณ บริเวณด้านหน้าตึกสันติไมตรี

เมื่อแล้วเสร็จ นายกรัฐมนตรีและภริยา พร้อมผู้เข้าร่วมพิธี กลับเข้าไปยังตึกสันติไมตรี (หลังใน) นายกรัฐมนตรีจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และกล่าวน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ

“ข้าพระพุทธเจ้า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี คู่สมรส ข้าราชการ และพสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่า ต่างน้อมจิตมั่น ร้อยรวมดวงใจเป็นหนึ่งเดียวกัน เพื่อแสดงความจงรักภักดี และน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระผู้ทรงเป็นแม่ของแผ่นดิน ผู้ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่นานัปการ เพื่อความวัฒนาของชาติบ้านเมือง และยังความผาสุกร่มเย็นแก่ผองพสกนิกร พระเกียรติคุณเป็นที่แซ่ซ้องก้องประจักษ์ ทั้งแก่ปวงชนชาวไทยและนานาอารยประเทศ พสกนิกรทุกหมู่เหล่าต่างล้วนคำนึงถึงด้วยสำนึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ อย่างมิรู้ลืมเลือน

วันที่ 12 ธันวาคม พุทธศักราช 2568 เป็นวาระครบ 50 วัน ปัญญาสมวาร แห่งการเสด็จสวรรคต รัฐบาลจึงกำหนดจัดพิธีบำเพ็ญกุศล และพิธีทางศาสนา 5 ศาสนาขึ้น เพื่ออุทิศถวายพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ในโอกาสนี้ ขอให้ผู้ที่ชุมนุมกัน ณ สถานที่แห่งนี้ และสถานที่ต่าง ๆ พร้อมใจกันยืนสงบนิ่ง เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และขอเทิดทูนพระองค์ไว้เหนือเกล้าเหนือกระหม่อมตราบนิจนิรันดร์”

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรี พร้อมผู้ร่วมพิธียืนสงบนิ่งแสดงความไว้อาลัย จากนั้น ผู้นำทางศาสนาทำพิธีทางศาสนาตามลำดับ ดังนี้ นายกรัฐมนตรีจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย พระสงฆ์ให้ศีล ประธานสงฆ์ อ่านคำรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระสงฆ์ สวดมาติกา นายกรัฐมนตรีทอดผ้าไตรแด่พระสงฆ์ จำนวน 10 รูป พระสงฆ์สดับปกรณ์ พระสงฆ์อนุโมทนา นายกรัฐมนตรีกรวดน้ำ ผู้นำศาสนาอิสลามกล่าวแสดงความอาลัย ผู้นำศาสนาคริสต์ประกอบพิธีอธิษฐานภาวนา คณะพราหมณ์ประกอบพิธีสวดมนต์ และศาสนาจารย์สวดกีรตันและอัรดาส

เมื่อเสร็จพิธีทางศาสนา นายกรัฐมนตรี ถวายของที่ระลึกแด่ประธานสงฆ์ และมอบของที่ระลึก แด่ผู้นำศาสนารวม 5 ศาสนา จากนั้น กราบลาพระรัตนตรัย และถวายความเคารพหน้าพระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสร็จพิธี

นายกฯ อนุทิน นำ ครม. ร่วมพิธีทำบุญ 5 ศาสนา บำเพ็ญพระราชกุศล

การจัดงานบำเพ็ญพระราชกุศลปัญญาสมวาร (50 วัน) ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมี นายกฯ อนุทิน นำ ครม. ร่วมพิธีทำบุญ 5 ศาสนา บำเพ็ญพระราชกุศล แสดงให้เห็นถึงความจงรักภักดีและความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

ความสำคัญของพิธีทำบุญ 5 ศาสนา บำเพ็ญพระราชกุศล

พิธี นายกฯ อนุทิน นำ ครม. ร่วมพิธีทำบุญ 5 ศาสนา บำเพ็ญพระราชกุศล นี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นการแสดงออกถึงความสามัคคีของคนในชาติ และการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านที่มีต่อประเทศชาติและประชาชนชาวไทย

การที่ นายกฯ อนุทิน นำ ครม. ร่วมพิธีทำบุญ 5 ศาสนา บำเพ็ญพระราชกุศล เป็นการแสดงความเคารพและความอาลัยอย่างสูงสุดต่อพระองค์ท่าน และเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ประชาชนในการทำความดีเพื่อสังคมและประเทศชาติ

พิธีดังกล่าวไม่เพียงแต่เป็นการแสดงความกตัญญูกตเวที แต่ยังเป็นการส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างศาสนาต่างๆ ในประเทศไทยอีกด้วย สะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่อยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข

ที่มา – “นายกฯ อนุทิน” นำ ครม. ร่วมพิธีทำบุญ 5 ศาสนา บำเพ็ญพระราชกุศลปัญญาสมวาร (50 วัน) พระพันปีหลวง

มท. เร่งฟื้นฟูสงขลาหลังยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ

กระทรวงมหาดไทยเร่งเครื่องภารกิจ “14 วัน หาดใหญ่สะอาด” เดินหน้าฟื้นฟูสงขลาหลังยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เตรียมลดระดับภัยพิบัติ หวังเยียวยาประชาชนให้กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว

เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2568 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในการประชุมติดตามความคืบหน้าการฟื้นฟูพื้นที่จังหวัดสงขลา ภายหลังจากที่นายกรัฐมนตรีได้ลงนามประกาศยกเลิกสถานการณ์ฉุกเฉินฯ ซึ่งมีผลตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ที่ประชุมเน้นย้ำถึงการเปลี่ยนผ่านภารกิจไปสู่การบริหารจัดการในระดับจังหวัด รวมถึงการฟื้นฟูและเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เตรียมเสนอแผนการลดระดับสาธารณภัย จากระดับร้ายแรงอย่างยิ่ง (ภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ) ลงมาเป็นระดับ 3 (ภัยขนาดใหญ่) และจะลดระดับลงไปเป็นภัยระดับจังหวัดตามลำดับ โดยมอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ต่อไป

ปลัดกระทรวงมหาดไทยได้กล่าวถึงสถานการณ์อุทกภัยในหาดใหญ่ครั้งนี้ ว่าเป็นเหตุการณ์ “ภัย 300 ปี” ที่ประชาชนในพื้นที่ไม่เคยเผชิญมาก่อน และในวันพรุ่งนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล จะนำคณะนักวิชาการลงพื้นที่เพื่อถอดบทเรียนจากเหตุการณ์ดังกล่าว เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือและป้องกันในอนาคต นอกจากนี้ ยังตั้งเป้าหมายว่าภายใน 7 วัน ผู้ที่ยังคงพักอาศัยอยู่ในศูนย์พักพิงจะสามารถเดินทางกลับบ้านได้ทั้งหมด โดยจะเหลือเพียงผู้ป่วยหนักจำนวน 18 ราย ที่ยังคงต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากทีมแพทย์ ณ ศูนย์พักพิง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

นอกเหนือจากนี้ กระทรวงมหาดไทยยังได้ร่วมกับกองบัญชาการทหารสูงสุด ดำเนินภารกิจสำคัญภายใต้ชื่อ “14 วัน หาดใหญ่สะอาด” โดยมีการแบ่งพื้นที่ปฏิบัติการออกเป็น 4 โซน เพื่อเร่งดำเนินการจัดการขยะจำนวนมหาศาลกว่า 250,000 ตัน ที่ยังคงตกค้างอยู่ในพื้นที่ชุมชนเมืองหาดใหญ่ โดยมีกำหนดการที่จะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 13 ธันวาคม 2568 สำหรับมาตรการเยียวยาประชาชนด้วยเงินช่วยเหลือจำนวน 9,000 บาท แม้ว่าจะมีการดำเนินการอย่างรวดเร็ว แต่ยังคงพบปัญหาในเรื่องของการลงทะเบียนที่ผิดพลาด หรือข้อมูลที่ยังคงค้างอยู่ในระดับจังหวัด จึงได้สั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาเร่งติดตามและจัดส่งข้อมูลที่ถูกต้องโดยด่วน

อย่างไรก็ตาม ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาได้แจ้งเตือนถึงสถานการณ์ที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เนื่องจากกรมอุตุนิยมวิทยาได้พยากรณ์อากาศว่า จะมีฝนตกหนักต่อเนื่องในระหว่างวันที่ 13–18 ธันวาคม 2568 จึงได้กำชับให้ทุกหน่วยงานเตรียมแผนเผชิญเหตุ และใช้เครือข่ายประธานชุมชนทั้ง 103 แห่ง ในการแจ้งเตือนการอพยพประชาชนทันที หากเกิดสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลันขึ้นอีกครั้ง

มท. เร่งฟื้นฟูสงขลาหลังยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ

ความคืบหน้าการฟื้นฟูสงขลาหลังยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ

การฟื้นฟูสงขลาหลังยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ถือเป็นภารกิจเร่งด่วนที่กระทรวงมหาดไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่ง การยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นว่าสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย และการกลับมาใช้กลไกการบริหารจัดการในระดับจังหวัดจะเป็นการเพิ่มความคล่องตัวในการช่วยเหลือประชาชน

ภารกิจสำคัญที่กำลังดำเนินการควบคู่กันไปคือ การจัดการขยะจำนวนมหาศาลในพื้นที่หาดใหญ่ ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการฟื้นฟูสงขลาหลังยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ การเร่งระบายขยะออกจากพื้นที่ชุมชน จะช่วยลดความเสี่ยงด้านสุขอนามัย และสร้างสภาพแวดล้อมที่น่าอยู่ให้กับประชาชน

นอกจากนี้ การเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบก็เป็นอีกหนึ่งภารกิจที่สำคัญอย่างยิ่ง การจ่ายเงินช่วยเหลืออย่างรวดเร็วและถูกต้อง จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และช่วยให้พวกเขาสามารถเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้อีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม การเฝ้าระวังสถานการณ์ฝนตกหนักที่จะเกิดขึ้นในอนาคตก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม การเตรียมความพร้อมและมีแผนเผชิญเหตุที่ชัดเจน จะช่วยลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น และปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

การฟื้นฟูสงขลาหลังยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน การทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด และการให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน จะช่วยให้สงขลาสามารถกลับมาเข้มแข็งได้อีกครั้ง

ผมเชื่อมั่นว่า ด้วยความมุ่งมั่นและความตั้งใจของทุกฝ่าย สงขลาจะสามารถผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้ และกลับมาเป็นเมืองที่น่าอยู่และมีชีวิตชีวาอีกครั้งในเร็ววัน

ที่มา – มท. เร่งฟื้นฟูสงขลาหลังยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จ่อลดระดับภัยพิบัติ

ปลัด มท. ปูพรม ครัวชุมชนหาดใหญ่ เยียวยา

ปลัด มท. นำทีมผู้บริหารปูพรม “ครัวกลางชุมชน” 97 จุดทั่วหาดใหญ่ ตามสั่งของนายกฯ ระดม อส. กว่า 4,000 นาย ลุยฟื้นฟูเมือง ย้ำ “ห้ามตกหล่น” การเยียวยา

วันที่ 1 ธันวาคม 2568 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย (มท.) พร้อมคณะผู้บริหารระดับสูง ประกอบด้วย อธิบดีกรมที่ดิน, อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น, และอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้ลงพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จ.สงขลา เพื่อติดตามเร่งรัดมาตรการฟื้นฟูและเยียวยาประชาชนที่ประสบอุทกภัย ตามข้อสั่งการเร่งด่วนของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่เน้นย้ำให้ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนรอไม่ได้

ปลัดกระทรวงมหาดไทยเปิดเผยว่า ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรีที่เน้นการดูแลปัจจัยสี่อย่างเร่งด่วน กระทรวงมหาดไทยได้บูรณาการร่วมกับจังหวัดสงขลาและเทศบาลนครหาดใหญ่ จัดตั้งจุดบริการอาหารปรุงสุก หรือ ครัวชุมชนหาดใหญ่ กระจายในทุกชุมชนทั่วเขตเทศบาลนครหาดใหญ่รวม 97 จุด เพื่อให้บริการอาหารที่สะอาดและถูกสุขอนามัยแก่ประชาชนที่ไม่สามารถประกอบอาหารเองได้ แก้ปัญหาการขาดแคลนเสบียงอาหารในครัวเรือน

ในส่วนของการเยียวยา ปลัดกระทรวงมหาดไทยบอกว่า ได้กำชับนายอำเภอทั้ง 16 อำเภอ ให้ประสานงานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) อย่างใกล้ชิด เพื่อเร่งรัดการบันทึกข้อมูลขอรับเงินเยียวยา ครัวเรือนละ 9,000 บาท โดยยึดมาตรการลดขั้นตอนและเอกสารให้เหลือน้อยที่สุด เพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่ผู้ประสบภัย

นายอรรถษิษฐ์บอกอีกว่า เจ้าหน้าที่ได้บันทึกข้อมูลการขอรับเงินเยียวยาไปแล้วกว่า 154,884 ครัวเรือน คิดเป็นวงเงิน 1,393.956 ล้านบาท พร้อมสั่งการให้ ปภ. เร่งแก้ไขระบบการบันทึกข้อมูลที่ขัดข้องให้ใช้งานได้สมบูรณ์ทันที และเพื่อเร่งคืนเมืองหาดใหญ่กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด กองบัญชาการกองอาสารักษาดินแดน (บก.อส.) ได้ระดมกำลังสมาชิก อส. จากทั่วประเทศมาสนับสนุนภารกิจเพิ่มอีก 2,000 นาย รวมกำลังพล อส. ทั้งสิ้น 4,012 นาย เข้าปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือซ่อมแซมและทำความสะอาดบ้านเรือนพี่น้องประชาชนให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว.

ครัวชุมชนหาดใหญ่: ความช่วยเหลือเร่งด่วนจากภาครัฐ

สถานการณ์อุทกภัยในหาดใหญ่ส่งผลกระทบต่อประชาชนเป็นจำนวนมาก การเข้าถึงอาหารและสิ่งของจำเป็นกลายเป็นเรื่องยากลำบาก ครัวชุมชนหาดใหญ่ จึงเป็นโครงการที่เข้ามาช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที โดยมีจุดประสงค์หลักดังนี้:

  • บรรเทาปัญหาการขาดแคลนอาหาร
  • ให้บริการอาหารที่สะอาดและถูกสุขอนามัย
  • ช่วยเหลือผู้ที่ไม่สามารถประกอบอาหารเองได้

โครงการนี้แสดงให้เห็นถึงความเอาใจใส่ของภาครัฐต่อประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ

การดำเนินงานครัวชุมชนหาดใหญ่เป็นอย่างไร?

การดำเนินงานครัวชุมชนหาดใหญ่ เป็นไปอย่างมีระบบ บูรณาการความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ได้แก่ กระทรวงมหาดไทย จังหวัดสงขลา เทศบาลนครหาดใหญ่ และอาสาสมัครต่างๆ มีการกระจายจุดบริการอาหารไปยังชุมชนต่างๆ อย่างทั่วถึง ทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงความช่วยเหลือได้อย่างสะดวก

นอกจากนี้ ยังมีการเร่งรัดการเยียวยาผู้ประสบภัย โดยลดขั้นตอนและเอกสารให้เหลือน้อยที่สุด เพื่อให้ประชาชนได้รับการช่วยเหลืออย่างรวดเร็วที่สุด

การระดมกำลัง อส. จากทั่วประเทศมาช่วยเหลือฟื้นฟูเมืองก็เป็นอีกหนึ่งมาตรการที่สำคัญ ซึ่งช่วยให้การซ่อมแซมบ้านเรือนและการทำความสะอาดเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ครัวชุมชนหาดใหญ่ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การแจกจ่ายอาหาร แต่เป็นการสร้างขวัญกำลังใจและแสดงให้เห็นว่าประชาชนไม่ได้ถูกทอดทิ้งในยามยากลำบาก การบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้โครงการนี้ประสบความสำเร็จและสามารถช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบได้อย่างแท้จริง

โครงการลักษณะนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการช่วยเหลือประชาชนในภาวะวิกฤต และควรนำไปเป็นแบบอย่างในการรับมือกับภัยพิบัติอื่นๆ ในอนาคต

ที่มา – ปลัด มท. ปูพรม “ครัวชุมชุม” 97 จุดทั่วหาดใหญ่ สั่งเยียวยาห้ามตกหล่น

สนธยา-สุชาติ ถกเครียด แบ่งพื้นที่ชลบุรี จบที่เขต 1?

“สนธยา – สุชาติ” ถกเครียด แบ่งพื้นที่ชลบุรี “เสี่ยแป๊ะ” บอก เขต 1 มันควรจะลงตัว ด้านแกนนำพรรคภูมิใจไทยเผยเคลียร์กันจบก่อนมานั่งแถลงข่าว

เมื่อเวลา 14.50 น. วันที่ 23 พ.ย. 2568 ที่พรรคภูมิใจไทย ภายหลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เดินทางออกจากพรรคภูมิใจไทย เพื่อลงพื้นที่ติดตามน้ำท่วมที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ปรากฏว่า นายสนธยา คุณปลื้ม แกนนำกลุ่มชลบุรี ได้เรียกนายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พูดคุยเป็นการส่วนตัว บริเวณหน้าลิฟต์ชั้น 1 ของที่ทำการพรรคภูมิใจไทย ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด นอกจากนี้ ยังมีนายวิทยา คุณปลื้ม นายก อบจ.ชลบุรี ร่วมมาสมทบพูดคุยด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีข้อสังเกตว่า การที่บ้านใหม่และบ้านใหญ่ชลบุรีมาร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทย เป็นที่จับตาเรื่องการแบ่งเขตการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของบ้านใหญ่แสนสุข ตระกูลคุณปลื้ม และเป็นบ้านใหม่ของนายสุชาติ ซึ่งเคยเป็น สส.ในเขตดังกล่าว จึงต้องจับตาว่า จะมีข้อตกลงอย่างไรว่า จะให้นายสนธยา หรือนายสุชาติ เป็นผู้รับผิดชอบเรื่องผู้สมัครในพื้นที่เขต 1 ชลบุรี

ทั้งนี้ การสนทนาของทั้งคู่ผ่านไปประมาณ 15 นาที จังหวะนั้นนายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี ได้เดินเข้าไปทักทายทั้งคู่ ทำให้บรรยากาศการพูดคุยดูผ่อนคลายขึ้น

มีรายงานว่า การเลือกตั้งสมัยหน้า นายสุชาติ ขอเขต 1 แต่นายสนธยาไม่ยอม เพราะถือเป็นฐานเสียงเดิม นอกจากนี้ มีรายงานข่าวยังระบุด้วยว่า นายชาดา แสดงความประสงค์จะส่งคนของตัวเองลงสมัครเขต 8 และเขต 9 แต่นายสนธยา ไม่ยอม เนื่องจากต้องการดูแลรับผิดชอบด้วยตัวเอง

ต่อมานายสนธยา เปิดเผยภายหลังหารือกับนายสุชาติอย่างเคร่งเครียด โดยเมื่อสื่อมวลชนพยายามสอบถามประเด็นที่พูดคุย นายสนธยาได้เชิญนายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี มายืนคั่นกลางระหว่างนายสนธยากับนายสุชาติ ก่อนที่นายสนธยา กล่าวว่า เราลงสมัครในนามภูมิใจไทยชลบุรีอยู่แล้ว ตามที่นายอนุทินหัวหน้าพรรคแถลง เป็นการทำงานร่วมกันของกลุ่มชลบุรีในนามพรรคภูมิใจไทย

เมื่อถามว่า พื้นที่เขต 1 ชลบุรี ลงตัวแล้วใช่หรือไม่ นายสนธยา กล่าวว่า พื้นที่เขต 1 ยังต้องคุยกันกับทีมงาน ซึ่งทั้งหมดชลบุรีมี 10 เขต กำลังคุยกันในเรื่องตัวบุคคลที่จะลงสมัคร ชลบุรีไม่มีปัญหา เมื่อถามอีกว่า มีกระแสข่าวนายสุชาติ ต้องการลงสมัคร สส.ในพื้นที่เขต 1 แต่นายสนธยา ไม่ยอมจริงหรือไม่ นายสนธยา กล่าวว่า เรื่องนี้คุยกันอยู่ ขณะที่นายชาดา ระบุว่า เมื่อคุยกันแล้วก็ต้องจบทุกอย่าง

ผู้สื่อข่าวถามว่า เห็นมีการคุยกัน 2 คนหน้าลิฟต์ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด นายสนธยา หัวเราะก่อนกล่าวว่า ไม่ได้เครียด ยืนยันเขต 1 ไม่ควรจะมีปัญหาอะไร มันควรจะลงตัว เมื่อถามว่า นายอนุทิน ให้มาคุยกันเองและตกลงในเรื่องการแบ่งเขตใช่หรือไม่ นายสนธยา กล่าวว่า เราคุยกันมาก่อนอยู่แล้ว ไม่มีอะไรที่จะยอม ถึงเวลาก็ตกลงกัน

เมื่อถามว่า มีรายงานว่านายชาดา ต้องการส่งคนของตัวเองลงสมัคร เขต 8 และเขต 9 ชลบุรี นายชาดา กล่าวว่า ไม่มี จะไปยุ่งอะไรกับเขา อุทัยธานีก็ปวดหัวอยู่แล้ว

นายสนธยา ย้ำว่า เราทำงานเป็นทีมเป็นทีมภูมิใจไทย โดยผู้สื่อข่าวถามว่า 2 คนจับมือโชว์ได้หรือ นายสุชาติ ปรี่เข้ามายกมือไหว้พร้อมจะจับมือ แต่นายสนธยาเพียงแต่รับไหว้ และตบไหล่นายสุชาติ ไม่ได้จับมือด้วยแต่อย่างใด

ล่าสุดแกนนำพรรคภูมิใจไทย ยืนยันว่า นายสนธยา และนายสุชาติ เพียงแต่พูดคุยเรื่องของการทำงานร่วมกัน ในนามของพรรคภูมิใจไทย เท่านั้น กรณีจังหวัดชลบุรี ได้มีข้อตกลงทำงานร่วมกันและแบ่งเขตผู้สมัครรับเลือกตั้ง ทั้ง 10 เขต ลงตัวแล้ว ก่อนที่จะมาแถลงข่าวที่พรรคภูมิใจไทย ซึ่งนายสนธยา กับนายสุชาติ จับมือกัน สู้กับพรรคประชาชน หลังจากที่แยกกันทำงาน ทำให้คะแนนแตก ส่งผลให้แพ้ต่อพรรคประชาชน เมื่อครั้ง ยังเป็นพรรคก้าวไกล ในอดีต

สนธยา-สุชาติ ถกเครียด แบ่งพื้นที่ชลบุรี

การหารือที่เกิดขึ้นระหว่างนายสนธยา คุณปลื้ม และนายสุชาติ ชมกลิ่น เรื่องการแบ่งพื้นที่ชลบุรี กลายเป็นประเด็นที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขต 1 ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ทั้งสองต่างก็มีความต้องการที่จะส่งผู้สมัครลงแข่งขัน การถกเถียงที่เกิดขึ้นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของการเมืองในระดับท้องถิ่น และความสำคัญของการเจรจาต่อรองเพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น

ประเด็นสำคัญ: สนธยา-สุชาติ และการแบ่งพื้นที่ชลบุรี

หนึ่งในประเด็นสำคัญของการหารือคือเรื่องของเขต 1 ชลบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่นายสุชาติ ชมกลิ่น เคยเป็น สส. มาก่อน ในขณะที่นายสนธยา คุณปลื้ม ก็มีฐานเสียงที่แข็งแกร่งในพื้นที่ดังกล่าว การที่ทั้งสองฝ่ายต่างก็ต้องการที่จะส่งผู้สมัครลงแข่งขัน ทำให้เกิดความตึงเครียดในการเจรจาต่อรอง

นอกจากนี้ ยังมีรายงานข่าวว่านายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี ได้แสดงความประสงค์ที่จะส่งคนของตัวเองลงสมัครในเขต 8 และเขต 9 ของชลบุรี ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ทำให้นายสนธยาไม่พอใจ เนื่องจากต้องการที่จะดูแลรับผิดชอบพื้นที่ดังกล่าวด้วยตัวเอง

อย่างไรก็ตาม ภายหลังการหารือ นายสนธยาได้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า การพูดคุยเป็นไปในบรรยากาศที่ดี และทุกฝ่ายต่างก็มุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกันในนามของพรรคภูมิใจไทย

การที่พรรคภูมิใจไทยสามารถดึงดูดนักการเมืองระดับชาติอย่างนายสนธยาและนายสุชาติเข้ามาร่วมงานได้ ถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญของพรรค แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความท้าทายในการบริหารจัดการความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นจากการแบ่งเขตเลือกตั้ง การที่พรรคภูมิใจไทยจะสามารถรักษาความสามัคคีและทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่นหรือไม่ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ชี้วัดความสำเร็จของพรรคในการเลือกตั้งครั้งหน้า

ถึงแม้ว่าการเจรจาต่อรองเรื่องสนธยา-สุชาติ ถกเครียด แบ่งพื้นที่ชลบุรีอาจจะมีความซับซ้อนและตึงเครียดอยู่บ้าง แต่สุดท้ายแล้วทุกฝ่ายก็ต้องหันหน้าเข้าหากัน เพื่อที่จะทำงานร่วมกันและสร้างประโยชน์ให้กับประชาชนในจังหวัดชลบุรีให้ได้มากที่สุด และการที่สนธยา-สุชาติ ถกเครียด แบ่งพื้นที่ชลบุรีจบลงด้วยดีนั้น แสดงให้เห็นถึงวุฒิภาวะทางการเมืองของทั้งสองท่าน

การเมืองเป็นเรื่องของการต่อรองผลประโยชน์ แต่เหนือสิ่งอื่นใด คือการคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม การสนธยา-สุชาติ ถกเครียด แบ่งพื้นที่ชลบุรีในครั้งนี้ หวังว่าจะเป็นไปในทิศทางที่สร้างสรรค์ และนำพาความเจริญมาสู่ชลบุรีอย่างแท้จริง

ที่มา – “สนธยา – สุชาติ” ถกเครียด แบ่งพื้นที่ชลบุรี “เสี่ยแป๊ะ” บอก เขต 1 มันควรจะลงตัว

นักวิชาการชี้ รัฐบาล**เดินเกมเศรษฐกิจถูกทาง**

“วันวิชิต” ชี้ “รัฐบาลอนุทิน” เดินเกมเศรษฐกิจได้ผลจริง เน้นขยายกำลังซื้อฐานราก คืนชีวิตให้ตลาดสด

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ให้ความเห็นต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ว่า เป็นแนวทางที่เน้นผลลัพธ์ที่ประชาชนสัมผัสได้จริงในชีวิตประจำวัน โดยให้ความสำคัญกับสิ่งที่เรียกว่าเศรษฐกิจชีวิตประจำวัน (Everyday Economy) มากกว่าตัวเลขในรายงาน

ผศ.ดร.วันวิชิตระบุว่า หัวใจของการฟื้นเศรษฐกิจไทยคือการสร้างความเชื่อมั่นและการหมุนเวียนของเม็ดเงินในระดับฐานราก โดยรัฐบาลใช้แนวทางที่สอดประสานกันทั้งระบบ โครงการคนละครึ่งพลัสนโยบายนี้ (เริ่ม พ.ย. 2568) สนับสนุนวงเงินให้ประชาชนใช้จ่ายผ่านแอปฯ “เป๋าตัง” โดยรัฐร่วมจ่ายไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน ซึ่งไม่เพียงเพิ่มอำนาจซื้อ แต่ยังสร้าง “ความรู้สึกมั่นใจ” ในระบบเศรษฐกิจ คืนชีวิตให้ตลาดและชุมชน

นอกจากนี้มาตรการแก้หนี้และท่องเที่ยว รัฐบาลยังเดินหน้ามาตรการแก้หนี้รายย่อยผ่านกลไก AMC และมาตรการลดหย่อนภาษีท่องเที่ยวเมืองรอง 1.5 เท่า เพื่อกระจายรายได้สู่ชุมชน ส่วนพลังงานชุมชนโครงการที่ส่งเสริมให้ท้องถิ่นสามารถผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าได้เอง เพื่อสร้างรายได้ยั่งยืนและลดภาระค่าใช้จ่ายครัวเรือน

ผศ.ดร.วันวิชิตสรุปว่า รัฐบาลอนุทินเลือกทำในสิ่งที่ประชาชนรู้สึกได้จริง ทำให้เกิดพลังทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุมทั้งผู้บริโภค ผู้ประกอบการ และภาคชุมชน ซึ่งสะท้อนการทำงานแบบ บูรณาการ เชื่อมโยงนโยบายระหว่างกระทรวง ทำให้เศรษฐกิจเริ่มกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง.

นักวิชาการชี้รัฐบาลเดินเกมเศรษฐกิจถูกทาง คืนกำลังซื้อให้รากฐานคึกคัก

สถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันเป็นสิ่งที่หลายฝ่ายจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบจากนโยบายต่างๆ ของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก หนึ่งในประเด็นที่ได้รับความสนใจคือมุมมองของนักวิชาการที่เห็นว่ารัฐบาลกำลัง**เดินเกมเศรษฐกิจถูกทาง**

การขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่เน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง

รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ให้ความสำคัญกับการสร้างผลลัพธ์ที่ประชาชนสามารถสัมผัสได้จริง โดยเน้นไปที่เศรษฐกิจชีวิตประจำวัน (Everyday Economy) ซึ่งหมายถึงการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระดับครัวเรือนและชุมชน

โครงการคนละครึ่งและผลกระทบต่อเศรษฐกิจ

โครงการคนละครึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายที่ได้รับความนิยมและถูกมองว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก โครงการนี้ช่วยเพิ่มกำลังซื้อให้กับประชาชนและสร้างความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจ ทำให้ตลาดและชุมชนกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

นอกจากโครงการคนละครึ่งแล้ว รัฐบาลยังได้ดำเนินมาตรการอื่นๆ เพื่อช่วยเหลือประชาชนและกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น

  • มาตรการแก้หนี้รายย่อยผ่านกลไก AMC
  • มาตรการลดหย่อนภาษีท่องเที่ยวเมืองรอง 1.5 เท่า เพื่อกระจายรายได้สู่ชุมชน
  • โครงการพลังงานชุมชน เพื่อส่งเสริมให้ท้องถิ่นสามารถผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าได้เอง

มาตรการเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างรายได้ที่ยั่งยืนและลดภาระค่าใช้จ่ายของครัวเรือน ทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

อนาคตเศรษฐกิจไทยกับการเดินเกมที่ถูกต้อง

การที่นักวิชาการออกมาแสดงความเห็นว่ารัฐบาลกำลัง**เดินเกมเศรษฐกิจถูกทาง** เป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นว่านโยบายต่างๆ ของรัฐบาลกำลังส่งผลในเชิงบวกต่อเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการรักษาความต่อเนื่องของนโยบายและปรับปรุงให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้เศรษฐกิจไทยสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนและประชาชนทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

การที่รัฐบาลมุ่งเน้นการ**เดินเกมเศรษฐกิจถูกทาง** โดยการคืนกำลังซื้อให้กับรากฐานเศรษฐกิจนั้น เป็นแนวทางที่น่าสนับสนุนและควรได้รับการสานต่อ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

ที่มา – นักวิชาการชี้รัฐบาลเดินเกมเศรษฐกิจถูกทาง คืนกำลังซื้อให้รากฐานคึกคัก

บ้านใหญ่ตรัง ซบ ภท. เปิดตัว สส. 2 พ.ย.นี้!

บ้านใหญ่ตรัง ทิ้ง ปชป. ซบ ภูมิใจไทย! เตรียมเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส. วันที่ 2 พฤศจิกายนนี้อย่างยิ่งใหญ่

เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา นายสมชาย โล่สถาพรพิพิธ หรือที่รู้จักกันในนาม “โกหน่อ” อดีต สส.ตรัง และบิดาของ น.ส.สุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ สส.ประชาธิปัตย์ ได้ออกมาเปิดเผยถึงการตัดสินใจครั้งสำคัญของตระกูลโล่สถาพรพิพิธ นั่นคือการย้ายออกจากพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อไปร่วมงานทางการเมืองกับพรรคภูมิใจไทย การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นจากคำมั่นสัญญาที่เคยให้ไว้ว่า หากนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ยังคงมีตำแหน่งในพรรคประชาธิปัตย์ นายสมชายก็จะไม่ขอร่วมงานกับพรรคอีกต่อไป

บ้านใหญ่ตรัง ย้ายพรรค!

นายสมชายกล่าวเพิ่มเติมว่า ในวันที่ 2 พฤศจิกายน เวลา 11.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย จะเดินทางมายังบ้านโล่สถาพรพิพิธ ในอำเภอย่านตาขาว จังหวัดตรัง เพื่อร่วมรับประทานอาหาร พร้อมด้วยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ แกนนำภาคใต้ของพรรค การเดินทางมาในครั้งนี้ถือเป็นการเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.ตรัง ในนามพรรคภูมิใจไทยอย่างเป็นทางการ

ทำไมบ้านใหญ่ตรังถึงเลือกภูมิใจไทย?

การย้ายพรรคของบ้านใหญ่ตรังในครั้งนี้ สร้างความฮือฮาและความสนใจให้กับวงการการเมืองเป็นอย่างมาก หลายคนตั้งคำถามถึงเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจครั้งนี้ แม้ว่านายสมชายจะให้เหตุผลถึงเรื่องความขัดแย้งภายในพรรคประชาธิปัตย์ แต่นักวิเคราะห์หลายรายเชื่อว่า มีปัจจัยอื่นๆ ที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจในครั้งนี้ด้วย

หนึ่งในปัจจัยที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือความนิยมของพรรคภูมิใจไทยในภาคใต้ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พรรคภูมิใจไทยภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการบริหารประเทศ และได้รับความไว้วางใจจากประชาชนในหลายพื้นที่ การที่บ้านใหญ่ตรังตัดสินใจเข้าร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทย จึงอาจเป็นการมองการณ์ไกลถึงอนาคตทางการเมือง และโอกาสในการที่จะมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาจังหวัดตรังต่อไป

นอกจากนี้ การที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ซึ่งเป็นแกนนำคนสำคัญของพรรคภูมิใจไทยในภาคใต้ มีความสัมพันธ์อันดีกับตระกูลโล่สถาพรพิพิธ ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้การย้ายพรรคในครั้งนี้เกิดขึ้นได้

การย้ายพรรคของบ้านใหญ่ตรัง ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในการเมืองระดับท้องถิ่นของจังหวัดตรังอย่างแน่นอน การตัดสินใจครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อการแข่งขันในการเลือกตั้งครั้งหน้าอย่างไร และพรรคภูมิใจไทยจะสามารถใช้ความนิยมของบ้านใหญ่แห่งนี้ในการขยายฐานเสียงในจังหวัดตรังได้มากน้อยแค่ไหน คงต้องติดตามดูกันต่อไป

การเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.ตรัง ในนามพรรคภูมิใจไทยในวันที่ 2 พฤศจิกายนนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งสำคัญในจังหวัดตรังหรือไม่ คงต้องรอติดตามความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิดต่อไป

การเมืองมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การตัดสินใจของนักการเมืองแต่ละคนย่อมมีเหตุผลเบื้องหลังที่ซับซ้อน การวิเคราะห์และทำความเข้าใจถึงปัจจัยต่างๆ ที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเหล่านั้น จะช่วยให้เราเข้าใจถึงพลวัตทางการเมืองได้ดียิ่งขึ้น

ที่มา – “บ้านใหญ่ตรัง” ทิ้ง ปชป. ซบ “ภูมิใจไทย” เตรียมเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส. 2 พ.ย.

นายกฯ แค่ขอความร่วมมือ ปรับกิจกรรมรื่นเริง

นายกฯ ไม่ได้สั่งห้ามหรือระงับกิจกรรมรื่นเริง แค่ขอความร่วมมือปรับรูปแบบให้เหมาะสม

เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ชี้แจง ครม. ไม่มีมติห้ามเอกชนงดจัดกิจกรรมรื่นเริง นายกฯ แค่ขอความร่วมมือให้พิจารณาปรับรูปแบบให้เหมาะสมกับบรรยากาศแห่งการไว้อาลัย

วันที่ 25 ตุลาคม 2568 เมื่อเวลา 13.10 น. น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่มีการเผยแพร่ข่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2568 ซึ่งมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน ได้มีมติให้ภาคเอกชนงดกิจกรรมรื่นเริงเป็นเวลา 30 วัน นั้น ไม่เป็นความจริง

การประชุม ครม. ดังกล่าว เป็นการประชุมเพื่อรับทราบ ประกาศสำนักพระราชวัง เรื่อง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สวรรคต และพิจารณาแนวทางการดำเนินการไว้ทุกข์ของส่วนราชการ โดยมีมติให้ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และเจ้าหน้าที่ของรัฐไว้ทุกข์มีกำหนด 1 ปี และให้สถานที่ราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ และสถานศึกษาทุกแห่ง ลดธงครึ่งเสาเป็นเวลา 30 วัน ตั้งแต่วันที่ 25 ต.ค. 68 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวในที่ประชุมและในแถลงการณ์ว่า รัฐบาลขอความร่วมมือ ให้พี่น้องประชาชนและภาคเอกชน พิจารณาปรับรูปแบบการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับบรรยากาศแห่งความอาลัย โดยมิได้มีคำสั่งห้ามหรือมติให้ระงับกิจกรรมใดเป็นการเฉพาะ เรื่องนี้จึงเป็นเพียงการขอความร่วมมือในการปรับรูปแบบกิจกรรมให้เหมาะสม ซึ่งสอดคล้องกับช่วงเวลา

“รัฐบาลมีความเข้าใจว่าภาคธุรกิจบันเทิง การท่องเที่ยว และการบริการมีการวางแผนกิจกรรมล่วงหน้าไว้แล้ว จึงขอให้ใช้ดุลยพินิจ ปรับรูปแบบให้เหมาะสม และสมพระเกียรติ เพื่อแสดงออกถึงความเคารพและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระพันปีหลวง” น.ส.ไตรศุลี กล่าว

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า สิ่งที่นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำคือ การร่วมแสดงความอาลัยด้วยจิตสำนึกแห่งความรัก ความเคารพ และความสามัคคีของคนไทยทั้งชาติ โดยรัฐบาลไม่ได้มีเจตนาจะจำกัดเสรีภาพทางเศรษฐกิจหรือกิจกรรมทางสังคมของเอกชนแต่อย่างใด ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนรับฟังข้อมูลจากแหล่งข่าวทางการของรัฐบาล และอย่าหลงเชื่อข้อมูลที่คลาดเคลื่อน เพราะเจตนารมณ์ของนายกรัฐมนตรีคือให้คนไทยทุกคนร่วมไว้อาลัยด้วยหัวใจ

“รัฐบาลขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนชาวไทย ร่วมตั้งจิตภาวนา แสดงความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ขอให้ดวงพระวิญญาณของพระองค์สถิตในสรวงสวรรค์ และทรงอภิบาลคุ้มครองพสกนิกรชาวไทยให้มีความผาสุกร่มเย็นภายใต้ร่มพระบารมีตลอดไป” น.ส.ไตรศุลี กล่าว

สรุป: นายกฯ ขอความร่วมมือปรับกิจกรรมรื่นเริง

จากข่าวนี้ เราได้เห็นชัดเจนว่ารัฐบาลไม่ได้มีคำสั่งห้ามหรือระงับกิจกรรมรื่นเริง แต่เป็นการขอความร่วมมือในการปรับรูปแบบกิจกรรมให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยเน้นย้ำให้ภาคเอกชนและประชาชนร่วมกันพิจารณาถึงความเหมาะสมในการจัดงานต่างๆ รัฐบาลเข้าใจดีว่าหลายภาคส่วนได้วางแผนงานไว้ล่วงหน้าแล้ว จึงไม่ได้ต้องการที่จะยกเลิกกิจกรรมเหล่านั้น แต่ต้องการให้ปรับเปลี่ยนให้เข้ากับบรรยากาศที่เหมาะสม

การปรับกิจกรรมรื่นเริงให้เข้ากับสถานการณ์ ไม่ได้หมายความว่าจะต้องยกเลิกความสนุกสนานทั้งหมด แต่เป็นการปรับรูปแบบให้มีความเหมาะสมและให้เกียรติกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ตัวอย่างเช่น การลดทอนความครึกครื้นลงเล็กน้อย การเพิ่มกิจกรรมที่แสดงความเคารพ หรือการปรับเปลี่ยนเนื้อหาของกิจกรรมให้สอดคล้องกับบรรยากาศ

การที่นายกฯ ไม่ได้สั่งห้ามหรือระงับกิจกรรมรื่นเริง แค่ขอความร่วมมือปรับรูปแบบให้เหมาะสม นั้นแสดงให้เห็นถึงความเข้าใจของรัฐบาลที่มีต่อภาคธุรกิจต่างๆ และความต้องการที่จะรักษาสมดุลระหว่างการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการแสดงความเคารพต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

ดังนั้น สิ่งสำคัญคือการที่ทุกภาคส่วนร่วมมือกันพิจารณาและปรับเปลี่ยนรูปแบบกิจกรรมให้เหมาะสม เพื่อให้สามารถดำเนินกิจกรรมต่างๆ ต่อไปได้โดยไม่ขัดต่อความรู้สึกของสังคม และเป็นการแสดงออกถึงความรับผิดชอบร่วมกันในสถานการณ์เช่นนี้

การร่วมมือกันในครั้งนี้จะเป็นการแสดงออกถึงความสามัคคีของคนในชาติ และเป็นการส่งเสริมให้สังคมไทยก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปด้วยกัน การปรับเปลี่ยนกิจกรรมให้เหมาะสมจึงเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญและร่วมมือกันอย่างเต็มที่

ที่มา – นายกฯ ไม่ได้สั่งห้ามหรือระงับกิจกรรมรื่นเริง แค่ขอความร่วมมือปรับรูปแบบให้เหมาะสม

นายกฯ เยือนมาเลเซีย ชูประเด็นอาเซียน

นายกฯ เยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการ พร้อมขึ้นเวทีอาเซียนครั้งแรก ชู 4 ประเด็นหลักขับเคลื่อนภูมิภาค

วันที่ 22 ตุลาคม 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีกำหนดการเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการในวันที่ 25 ตุลาคม 2568 และเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 รวมถึงการประชุมที่เกี่ยวข้อง ระหว่างวันที่ 26 – 28 ตุลาคม 2568 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ตามคำเชิญของดาโต๊ะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า การเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการครั้งนี้ถือเป็นการเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการครั้งที่ 2 ของนายกรัฐมนตรี ซึ่งสะท้อนถึงความสำคัญของมาเลเซียในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน โดยจะมีการหารือเต็มคณะเพื่อผลักดันความร่วมมือในหลายมิติ ทั้งความเชื่อมโยงชายแดน การคมนาคมขนส่ง เศรษฐกิจ การส่งเสริมการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว ความมั่นคง

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีจะเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 ซึ่งถือเป็นเวทีพหุภาคีครั้งแรกของนายกรัฐมนตรี โดยการประชุมนี้จะขับเคลื่อนภายใต้แนวคิดเรื่อง “การมีส่วนร่วมอย่างครอบคลุมและความยั่งยืน (Inclusivity and Sustainability)” ของการเป็นประธานอาเซียนของมาเลเซีย และเป็นครั้งแรกที่ติมอร์-เลสเตจะเข้าร่วมในฐานะประเทศสมาชิกอาเซียน ซึ่งนายกรัฐมนตรีจะใช้โอกาสนี้ผลักดัน 4 ประเด็นหลัก คือ การส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค การสร้างภูมิภาคที่มั่นคงปลอดภัย การขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง และการเปลี่ยนแปลงเพื่อความยั่งยืน

นายสิริพงศ์ระบุว่า การเยือนและการเข้าร่วมประชุมครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ทวิภาคีกับมาเลเซีย โดยเฉพาะความมั่นคงและการพัฒนาเศรษฐกิจชายแดน ตลอดจนเป็นโอกาสให้นายกรัฐมนตรีได้หารือทวิภาคีกับผู้นำสำคัญภายใต้กรอบอาเซียน เช่น สหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น และอินเดีย เพื่อสนับสนุนบทบาทของไทยในเวทีระหว่างประเทศ.

นายกฯ เยือนมาเลเซีย พร้อมชูประเด็นอาเซียน

การเดินทางไปเยือนมาเลเซียของท่านนายกฯ ในครั้งนี้ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และแสดงบทบาทนำของไทยในเวทีอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การผลักดัน 4 ประเด็นหลักที่ท่านนายกฯ ตั้งใจนำเสนอ จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาภูมิภาคในภาพรวม

4 ประเด็นหลักที่นายกฯ จะผลักดันในการเยือนมาเลเซีย

ประเด็นที่ท่านนายกฯ จะผลักดันในการเยือนมาเลเซียครั้งนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเติบโตและความมั่นคงของภูมิภาคอาเซียน ได้แก่:

  • การส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค: การสร้างความเข้าใจอันดีและการแก้ไขข้อพิพาทโดยสันติวิธี จะนำมาซึ่งความสงบสุขและความเจริญก้าวหน้าของทุกประเทศ
  • การสร้างภูมิภาคที่มั่นคงปลอดภัย: การร่วมมือกันแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ การก่อการร้าย และภัยคุกคามรูปแบบใหม่ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและประชาชน
  • การขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง: การลดความเหลื่อมล้ำ การส่งเสริมการค้าและการลงทุนที่เป็นธรรม และการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับทุกคน จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในอาเซียน
  • การเปลี่ยนแปลงเพื่อความยั่งยืน: การแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศ การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด จะช่วยสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้กับลูกหลานของเรา

การที่ประเทศไทยให้ความสำคัญกับประเด็นเหล่านี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการเป็นผู้นำที่สร้างสรรค์และมีความรับผิดชอบต่อสังคมโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างทั่วถึงและการเปลี่ยนแปลงเพื่อความยั่งยืน ถือเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs)

การเยือนมาเลเซียและการเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียนในครั้งนี้ เป็นโอกาสอันดีที่ประเทศไทยจะได้แสดงศักยภาพและบทบาทนำในการขับเคลื่อนภูมิภาคไปข้างหน้า หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการประชุมครั้งนี้จะประสบความสำเร็จและนำมาซึ่งประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนชาวอาเซียน

ที่มา – นายกฯ เยือนมาเลเซีย พร้อมขึ้นเวทีอาเซียน ชู 4 ประเด็นหลักขับเคลื่อนภูมิภาค

นายกฯ สั่ง ผู้ว่าฯ 16 จังหวัดเตรียมรับมืออุทกภัย

“อนุทิน” สั่งผู้ว่าฯ 14 จังหวัดภาคใต้ และเพชรบุรี – ประจวบฯ เตรียมพร้อมรับมืออุทกภัย พร้อมกำชับแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าในทุกช่องทาง

วันที่ 16 ตุลาคม 2568 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ได้สั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ พร้อมด้วยเพชรบุรีและประจวบคีรีขันธ์ รวม 16 จังหวัด เตรียมรับมืออุทกภัยและคลื่นลมแรงอย่างเต็มที่

ทั้งนี้คำสั่งดังกล่าวมีขึ้นหลังกรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า ตั้งแต่กลางเดือนตุลาคมเป็นต้นไปภาคใต้จะได้รับอิทธิพลจากมรสุมและร่องมรสุม รวมถึงอาจมีพายุหมุนเขตร้อนเคลื่อนตัวเข้ามา ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่ง ทำให้นายอนุทินได้กำชับผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 16 จังหวัด ให้ดำเนินการใน 5 ด้านหลัก ทั้งเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ ประเมินความเสี่ยงอุทกภัย คลื่นลมแรง และดินสไลด์ โดยเฉพาะในพื้นที่ชุมชน เขตเศรษฐกิจ ริมแม่น้ำ ท้ายเขื่อน และพื้นที่ติดชายทะเล และเน้นย้ำให้แจ้งเตือนภัยล่วงหน้าในทุกช่องทาง

นอกจากนี้พื้นที่ชุมชนให้ป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขังล่วงหน้า ด้วยการขุดลอกท่อระบายน้ำ กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ และติดตั้งเครื่องจักรกลสาธารณภัยในพื้นที่เสี่ยง ส่วนพื้นที่ติดชายฝั่งทะเลให้ประสานงานกับกรมเจ้าท่า กองทัพเรือและตำรวจน้ำ เพื่อดูแลความปลอดภัยการเดินเรือ และสั่งห้ามการเดินเรือในช่วงคลื่นลมแรง และสื่อสารแจ้งเตือนนักท่องเที่ยว ส่วนสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติให้เฝ้าระวังและปิดกั้นพื้นที่ห้ามนักท่องเที่ยวเข้าพื้นที่เสี่ยงเช่น น้ำตก ถ้ำ และเกาะแก่งต่าง ๆ

ส่วนแผนเผชิญเหตุให้จัดทีมปฏิบัติการจากทุกภาคส่วนเข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัยและกลุ่มเปราะบางอย่างเป็นระบบ เคลื่อนย้ายทรัพย์สิน จัดหน่วยบริการด้านการแพทย์ และเร่งระบายน้ำ สำรวจและเยียวยาเมื่อสถานการณ์คลี่คลายและให้เร่งสำรวจความเสียหายที่เกิดขึ้นเพื่อให้ความช่วยเหลือ เยียวยา ฟื้นฟูบูรณะพื้นที่ประสบภัยตามระเบียบโดยเร็วที่สุด อย่างไรก็ตามประชาชนที่ต้องการขอรับความช่วยเหลือ สามารถติดต่อสายด่วนได้ที่หมายเลข 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง

นายกฯ สั่ง ผู้ว่าฯ 16 จังหวัดเตรียมรับมืออุทกภัย

จากสถานการณ์ที่กรมอุตุนิยมวิทยาได้คาดการณ์ถึงสภาวะอากาศที่อาจส่งผลกระทบต่อพื้นที่ภาคใต้ นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ 16 จังหวัด เตรียมรับมืออุทกภัย อย่างเร่งด่วน เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อประชาชนและทรัพย์สิน การเตรียมความพร้อมนี้ครอบคลุมถึงการเฝ้าระวัง การแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า และการจัดเตรียมแผนเผชิญเหตุที่ครอบคลุมทุกด้าน

มาตรการสำคัญในการเตรียมรับมืออุทกภัย

  • การเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์: ติดตามข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด
  • การแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า: แจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงผ่านทุกช่องทาง ทั้งสื่อสังคมออนไลน์ วิทยุชุมชน และหอกระจายข่าว
  • การเตรียมแผนเผชิญเหตุ: จัดเตรียมทีมปฏิบัติการ อุปกรณ์กู้ภัย และสถานที่อพยพให้พร้อมใช้งาน
  • การป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขัง: ขุดลอกท่อระบายน้ำ กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ และติดตั้งเครื่องสูบน้ำในพื้นที่เสี่ยง
  • การดูแลความปลอดภัยทางทะเล: ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดูแลความปลอดภัยการเดินเรือ และแจ้งเตือนนักท่องเที่ยว

การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์อุทกภัยเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อลดความเสียหายและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น การปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยงานราชการ และการเตรียมพร้อมของประชาชน จะช่วยให้เราสามารถเผชิญกับภัยพิบัติทางธรรมชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น การ เตรียมรับมืออุทกภัย จึงเป็นหน้าที่ของทุกคน

การที่นายกรัฐมนตรีสั่งการให้ 16 จังหวัดเตรียมพร้อมรับมือน้ำท่วมในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความห่วงใยที่รัฐบาลมีต่อประชาชน การเตรียมความพร้อมที่ดีจะช่วยลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น และช่วยให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด

ที่มา – นายกฯ สั่งผู้ว่าฯ 16 จังหวัดเตรียมรับมืออุทกภัย พร้อมให้แจ้งเตือนภัยล่วงหน้า

Scroll to top