พรรคประชาชาติ

“ทวี” แฉขบวนการจ้างวานฆ่า สส. บงการใหญ่

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนที่กำลังเป็นข่าวใหญ่ทั่วประเทศกันเลย นั่นคือ “ทวี” แฉขบวนการจ้างวานฆ่า สส. มีบงการใหญ่กว่า 5 ผู้ต้องหา-ฝากถึงหน่วยความมั่นคงอย่าร้อนตัว เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่มีการพยายามลอบสังหารนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ ซึ่งสร้างความสะเทือนใจให้กับสังคมการเมืองไทยมากๆ

“ทวี” แฉขบวนการจ้างวานฆ่า สส. มีบงการใหญ่กว่า 5 ผู้ต้องหา-ฝากถึงหน่วยความมั่นคงอย่าร้อนตัว

ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2569 พรรคประชาชาติได้จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี โดยมี พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรค เป็นประธานเปิดประชุม ทวีได้แฉขบวนการจ้างวานฆ่า สส. อย่างละเอียด แม้ตำรวจจะจับผู้ต้องหาได้ 5 รายแล้ว แต่ท่านยืนยันว่ามีผู้บงการใหญ่กว่านั้นซ่อนอยู่เบื้องหลัง หลักฐานที่ได้มาจากผู้ต้องหาผ่านญาติและทนาย ชี้ชัดว่ามีคนสั่งการมากกว่า 5 คนแน่นอน

ทวีเน้นย้ำว่า คดีจ้างวานแบบนี้หาพยานหลักฐานยาก แต่พรรคจะไม่ยอมให้จบง่ายๆ เพราะมันคือการทำลายพรรคการเมืองและ ส.ส.ที่ทำงานด้านกฎหมาย สิทธิมนุษยชน ถ้าปล่อยไป ประชาชนจะหมดศรัทธาในกระบวนการยุติธรรมทันที

ผู้บงการใหญ่กว่า 5 คนใน “ทวี” แฉขบวนการจ้างวานฆ่า สส.

ข้อมูลเชิงลึกที่ทวีเปิดเผย มีพยานบอกว่าผู้บงการมีมากกว่า 5 คนที่ถูกจับ รถ ปืน และการติดต่อทั้งหมดต้องมีคนสั่งการแน่ๆ ทวีเรียกร้องให้ตำรวจตรวจสอบเส้นทางการเงินและระบบสื่อสารให้ละเอียด เพราะขบวนการนี้เตรียมการมานาน

นอกจากนี้ ทวียังซัด “ระบบคิด” ที่มองว่าพรรคท้องถิ่นเป็นภัยความมั่นคงว่าใช้ไม่ได้ รัฐธรรมนูญคือกฎหมายสูงสุด ใครที่ประชาชนเลือกมา via รัฐสภา ก็ต้องเคารพ ฝากถึงหน่วยความมั่นคงอย่าร้อนตัว โดยเฉพาะคนที่ออกข่าวบิดเบือน หลักฐานทั้งหมดเป็นวิทยาศาสตร์ ตรวจสอบได้ชัดเจน

  • จับผู้ต้องหา 5 ราย แต่มีผู้บงการมากกว่านั้น
  • แจ้งจับ 2 นายทหารประจำการแล้ว กำลังรวบรวมหลักฐาน
  • หลักฐานจากคำซัดทอดและวิทยาศาสตร์
  • ตรวจสอบเส้นเงินและการสื่อสาร

ด้านนายกมลศักดิ์ ส.ส.นราธิวาส เอง บอกว่าทีมงานวิเคราะห์คดีมา 1 เดือน พบว่ามีผู้กระทำผิดมากกว่า 5 คน แต่จะไม่กล่าวหาโดยไม่มีหลักฐาน คดีจ้างวานซับซ้อน ต้องอาศัยคำให้การซัดทอดถึงตัวการใหญ่ ล่าสุดแจ้งจับ 2 นายทหารที่ยังประจำการอยู่แล้ว

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษาพรรค ปลุกใจสมาชิกให้สู้เพื่อความยุติธรรม เทียบกับคดียิงอดีต ส.ส.นราธิวาสเมื่อ 50 ปีก่อน ที่จับได้แค่ทหารชั้นผู้น้อย คดีนี้ต้องเป็นคดีสุดท้าย ถามว่ารถปืนมาจากไหน คนไม่รู้จักกันมายิงทำไม? ต้องมีคนเสียผลประโยชน์จากงาน สิทธิมนุษยชนแน่ๆ กลุ่มคนร้ายยังกล้าใช้รถรัฐ แสดงถึงความเหิมเกริม

พรรคจะเดินหน้าต่อ สมัครเป็นผู้เสียหายร่วม ตั้งทนายสู้คดีถึงที่สุด วันนอร์ดุอาอ์ให้เห็นผู้บงการชดใช้กรรมในคุก

เหตุการณ์ “ทวี” แฉขบวนการจ้างวานฆ่า สส. มีบงการใหญ่กว่า 5 ผู้ต้องหา-ฝากถึงหน่วยความมั่นคงอย่าร้อนตัว นี้ สะท้อนปัญหาการเมืองชายแดนใต้ที่เต็มไปด้วยอิทธิพลมืดและผลประโยชน์เถื่อน แต่พรรคประชาชาติแสดงจุดยืนชัดเจนว่าจะไม่ยอมแพ้ การต่อสู้นี้ไม่ใช่แค่เพื่อ ส.ส.คนหนึ่ง แต่เพื่อประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนทั้งระบบ

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? คิดว่าผู้บงการตัวจริงคือใคร? คอมเมนต์แชร์ความเห็นด้านล่าง แล้วอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะครับ เพื่อกระตุ้นให้เกิดความยุติธรรม!

ที่มา – “ทวี” แฉขบวนการจ้างวานฆ่า สส. มีบงการใหญ่กว่า 5 ผู้ต้องหา-ฝากถึงหน่วยความมั่นคงอย่าร้อนตัว

คุมตัว “ร.อ.วิโรจน์” เข้าเรือนจำนราธิวาส

ล่าสุดมีพัฒนาการสำคัญในคดีลอบยิง ส.ส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ เมื่อเจ้าหน้าที่ คุมตัว “ร.อ.วิโรจน์” เข้าเรือนจำนราธิวาส แล้ว โดยผู้ต้องหาคนนี้ซึ่งเป็นมือปืนรายสุดท้าย ได้เข้าปรึกษาทีมทนายความเพื่อหาแนวทางลดโทษทันทีที่ถูกฝากขัง เรื่องนี้กลายเป็นจุดสนใจของคนในพื้นที่และทั่วประเทศ เพราะเกี่ยวข้องกับความมั่นคงและการเมืองในจังหวัดชายแดนใต้

คุมตัว “ร.อ.วิโรจน์” เข้าเรือนจำนราธิวาส เรียบร้อยแล้ว

วันที่ 25 เมษายน 2567 พล.ต.ต.ประยงค์ โคตรสาขา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส เปิดเผยว่าการดำเนินการฝากขัง ร.อ.วิโรจน์ เกตุมณี เสร็จสิ้นเรียบร้อย โดยศาลจังหวัดนราธิวาสอนุมัติแล้ว ตอนนี้ผู้ต้องหาอยู่ในเรือนจำจังหวัดนราธิวาส ร่วมกับผู้ต้องหาอีก 4 คนที่ถูกจับก่อนหน้า กระบวนการทั้งหมดเป็นไปด้วยความโปร่งใสและรวดเร็ว แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ในการคลี่คลายคดีนี้

สำหรับผู้ต้องหาที่ถูกคุมตัวทั้งหมด มีดังนี้

  • สมพร ลังเดช: อดีตนาวิกโยธิน รับผิดชอบประสานงานและวางแผน
  • อลาวี อาแว: คนขับรถที่ใช้ในการก่อเหตุ
  • สุนทร พรหมภักดี: เจ้าของอู่แยกชิ้นส่วนรถยนต์ที่ใช้หลบหนี
  • ธนภัทร วัฒนภิญโญ: อดีตทหารพราน ทำหน้าที่มือปืน
  • ร.อ.วิโรจน์ เกตุมณี: มือปืนร่วมแก๊ง

ข้อกล่าวหาที่แจ้งผู้ต้องหาทั้ง 5 ราย

ผู้ต้องหาทุกคนถูกแจ้งข้อหาครบ 5 ข้อหาหนัก ได้แก่

  • ร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น
  • ครอบครองอาวุธปืนและเครื่องกระสุนโดยผิดกฎหมาย
  • พาอาวุธปืนไปในที่สาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต
  • ยิงปืนในเขตเมืองโดยไม่มีเหตุอันควร
  • ร่วมกันใช้อาวุธปืนก่อเหตุพยายามฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

ตอนนี้ยังไม่มีข้อหาเพิ่มเติม แต่เจ้าหน้าที่จะสอบสวนต่อในเรือนจำ เพื่อขยายผลไปยังผู้บงการเบื้องหลัง โดยเฉพาะประเด็นการจ้างวาน ซึ่ง ส.ส.กมลศักดิ์ ได้ส่งทนายขอให้สืบเรื่องการเงิน บัญชีธนาคาร การพบปะ และการติดต่อสื่อสารทางโทรศัพท์

ร.อ.วิโรจน์ ปรึกษาทนาย หาแนวทางลดโทษทันที

หลังจาก คุมตัว “ร.อ.วิโรจน์” เข้าเรือนจำนราธิวาส ผู้ต้องหาได้เรียกทีมทนายความเข้าพบ เพื่อวางแผนต่อสู้คดีและหาทางลดโทษ ซึ่งเป็นสิทธิ์ตามกฎหมาย แหล่งข่าวจากเรือนจำแจ้งว่าผู้ต้องหาคนอื่นๆ ปรับตัวได้ดี แต่ยังมีกังวล เจ้าหน้าที่เรือนจำดูแลใกล้ชิดเพื่อป้องกันเหตุร้าย

นอกจากนี้ ยังมีความคืบหน้าในคดีเกี่ยวข้อง นาวาเอก มนตรี โตประเสริฐ ถูกแจ้งข้อหาตาม ปพก.อาญา มาตรา 151 และ 157 ฐานใช้อำนาจโดยทุจริตและปฏิบัติหน้าที่มิชอบ เรื่องนี้ส่งไป ป.ป.ช.จังหวัดนราธิวาสแล้ว รอพิจารณา

คดีนี้สะท้อนปัญหาความรุนแรงในพื้นที่ชายแดนใต้ที่ยังไม่สิ้นสุด การจับกุมผู้ต้องหาครบแก๊งเป็นก้าวสำคัญ แต่การสืบถึงตัวการใหญ่ยังต้องรอผลสอบสวนเพิ่มเติม ผู้เสียหายและประชาชนต่างหวังให้ความยุติธรรมเกิดขึ้นโดยเร็ว

ติดตามความคืบหน้าคดีนี้และข่าวอาชญากรรมอื่นๆ ได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลอัปเดตล่าสุด คุณคิดอย่างไรกับคดีนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ได้เลย

ที่มา – คุมตัว “ร.อ.วิโรจน์” เข้าเรือนจำนราธิวาส พบปรึกษาทีมทนายความ หาแนวทางในการลดโทษ

จับอดีตนาวิกโยธิน มือยิงถล่มรถ สส.กมลศักดิ์

เหตุการณ์ยิงถล่มรถของ อดีตนาวิกโยธิน มือยิงถล่มรถ สส.กมลศักดิ์ สร้างความสะเทือนใจให้กับสังคมไทยอย่างมาก โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดนราธิวาสที่ยังคงมีปัญหาความไม่สงบ ล่าสุด ตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องหาคนสำคัญได้แล้ว ทำให้คดีนี้ก้าวหน้าไปอีกขั้น

อดีตนาวิกโยธิน มือยิงถล่มรถ “สส.กมลศักดิ์” ยังไม่ซัดทอดผู้จ้างวาน

รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา พร้อมด้วย พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ และทีมสืบสวนนครบาล แถลงข่าวการจับกุม ร.อ.วิโรจน์ เกตุมณี อดีตนาวิกโยธิน ซึ่งเป็นมือปืนหลักในคดีนี้ ผู้ต้องหาถูกจับได้บริเวณสะพานมอญ ใกล้ชายแดนไทย-เมียนมา ในพื้นที่อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ก่อนที่จะหลบหนีข้ามแดน

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 คนร้ายใช้รถกระบะโตโยต้า 4 ประตู สีขาว สังกัด กอ.รมน.จ.นราธิวาส ขับมาถล่มยิงรถของนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส.นราธิวาส เขต 5 พรรคประชาชาติ บริเวณหน้าบ้านพักในตำบลบาเจาะ ส่งผลให้คนขับและตำรวจติดตามได้รับบาดเจ็บสาหัส

ผู้ต้องหายอมรับสารภาพ แต่โยนกันไปมาเรื่องผู้จ้าง

จากการสอบสวน ร.อ.วิโรจน์ ยอมรับสารภาพว่าตนเองเป็นคนยิงจริง โดยมีประวัติเคยทำงานกับกองทัพเรือและองค์การสหประชาชาติ (UN) 國外 16 ปี หลังกลับไทยไม่มีงานทำ จึงไปพึ่งพานายสมพร ลังเดช ซึ่งเป็นผู้ต้องหาอีกคนหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ในส่วนของผู้จ้างวาน ผู้ต้องหาทั้งหมดยังให้การขัดแย้งกัน โดยโยนความรับผิดชอบไปมา ทำให้ตำรวจต้องขยายผลต่อไป

ก่อนหน้านี้ ตำรวจจับผู้ต้องหาได้แล้ว 4 ราย ได้แก่ นายสมพร ลังเดช (ประสานงานและชี้เป้า), นายอาลาวี อาแว (คนขับรถ), นายสุนทร พรหมภักดี (เจ้าของอู่รถ), และนายธนภัทร วัฒนภิญโญ (มือปืนอีกคน) โดยจับได้ในพื้นที่กรุงเทพฯ และกาญจนบุรี

  • ข้อหาหลัก: ร่วมกันพยายามฆ่า, มีอาวุธปืนผิดกฎหมาย, พาอาวุธในที่สาธารณะ, ยิงปืนโดยใช่เหตุ, ใช้อาวุธปืนพยายามฆ่าโดยไตร่ตรอง
  • อาวุธที่ใช้: ปืน M16
  • เส้นทางหลบหนี: นราธิวาส → ตรัง → พังงา → ราชบุรี → กาญจนบุรี

พล.ต.อ.สำราญ เน้นย้านายกรัฐมนตรีกำชับให้เร่งรัดคดีนี้ โดยจะดำเนินการอย่างเป็นกลางและเที่ยงธรรมตามพยานหลักฐาน คดีหลักอยู่ที่ตำรวจภูธรภาค 9 และ สภ.นราธิวาส ซึ่งจะส่งผู้ต้องหาคืนท้องที่เกิดเหตุเพื่อขยายผล

ประวัติอดีตนาวิกโยธิน และบทเรียนจากคดี

ร.อ.วิโรจน์ เคยถูกจับคดีอาวุธปืนเถื่อนในกาญจนบุรีมาก่อน แสดงให้เห็นว่านายทหารเก่าบางคนอาจหลงผิดไปสู่เส้นทางอาชญากรรมเมื่อขาดงานทำ คดีนี้ยังชี้ให้เห็นปัญหาการยืมรถราชการและการลักลอบใช้อาวุธสงคราม ซึ่งเป็นภัยคุกคามความมั่นคง

นอกจากนี้ การติดตามผู้ต้องหายังต้องประสานหลายหน่วยงาน ทั้งตำรวจ สืบสวน กองทัพ และแม้แต่ประเทศเพื่อนบ้าน สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามพื้นที่

คดี อดีตนาวิกโยธิน มือยิงถล่มรถ สส.กมลศักดิ์ ยังคงต้องติดตามต่อไป โดยเฉพาะตัวการตัวจริงเบื้องหลัง หากมีพยานหลักฐานชัดเจน จะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด

สำหรับผู้อ่านที่สนใจเรื่องความมั่นคงและข่าวอาชญากรรม สามารถติดตามอัปเดตคดีล่าสุดได้ที่นี่ เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ และช่วยกันสร้างสังคมที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น

ที่มา – อดีตนาวิกโยธิน มือยิงถล่มรถ “สส.กมลศักดิ์” ยังไม่ซัดทอดผู้จ้างวาน ผู้ต้องหาโยนกันไปมา

“ทวี” ปูดปม “ค่าไฟทิพย์” ลั่นหน้าที่รัฐเร่งแก้เดือดร้อน

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคนครับ วันนี้เรามาคุยกันเรื่องที่กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงในสังคมไทยกันดีกว่าครับ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชาติ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เปิดโปงปัญหาค่าไฟทิพย์ที่พุ่งสูงถึง 1.09 ล้านล้านบาท! ท่านลั่นชัดเจนว่า นี่คือหน้าที่ของรัฐที่จะต้องเร่งแก้ปัญหาความเดือดร้อนให้ประชาชนโดยด่วน แถมยังแนะนำให้แก้ไขโครงสร้างที่ไม่เป็นธรรมด้วยนะครับ มาฟังรายละเอียดกันเลย

ค่าไฟทิพย์ คืออะไร และทำไมถึงเป็นปัญหาใหญ่?

ไฟฟ้านั้นเป็นสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่เราทุกคนต้องใช้ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเปิดไฟ ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือแม้แต่ขับรถ EV ตามนโยบายรัฐบาล รัฐธรรมนูญกำหนดชัดว่ารัฐต้องถือหุ้นในกิจการไฟฟ้าไม่น้อยกว่า 51% และต้องให้บริการโดยไม่เป็นภาระแก่ประชาชนเกินสมควร แต่ในความเป็นจริงล่ะครับ? ค่าไฟแพงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะค่าไฟทิพย์ที่ถูกเรียกเก็บแบบไม่โปร่งใส

พ.ต.อ.ทวีชี้ว่า คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มีนายกฯ เป็นประธาน 19 คน และคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) 7 คน ดูเหมือนจะปล่อยเกียร์ว่าง ทำให้คนไทยต้องแบกภาระราคาไฟแพง แม้เรื่องไฟฟ้าจะซับซ้อน ต้องใช้คณิตศาสตร์เชิงซ้อนและโมเดลวิศวกรรม แต่รัฐต้องรับผิดชอบนะครับ

กับดัก 2 กลไกหลักของค่าไฟทิพย์

นโยบายส่งเสริมพลังงานสะอาดอย่างพลังงานแสงอาทิตย์หรือยานยนต์ไฟฟ้า ฟังดูดีใช่ไหมครับ? แต่ในอดีต มันกลายเป็นฝันร้ายที่เอื้อนายทุนผ่านค่าไฟทิพย์ ด้วย 2 กลไกใหญ่ๆ

  • 1. Adder และ FiT: Adder คือส่วนเพิ่มราคารับซื้อ เช่น ค่าไฟฐาน 3 บาท + Adder 8 บาท = 11 บาท/หน่วย จูงใจแต่ควบคุมยาก FiT กำหนดราคาคงที่ เช่น 5.60 บาท/หน่วย และ FiTa คือส่วนต่างที่เก็บจากเราในค่า Ft ทุกเดือน โดยไม่เคยถามประชาชน!
  • 2. SPP และ VSPP: SPP โรงไฟฟ้าขนาดเล็ก 10-90 MW อย่างก๊าซธรรมชาติหรือชีวมวล VSPP ขนาดเล็กมาก <10 MW อย่างโซลาร์รูฟท็อป ส่งผลให้ต้นทุนพุ่งเพราะรัฐต้องจ่าย “ค่าความพร้อมจ่าย” แม้โรงไฟฟ้าไม่ผลิตก็ตาม

จากกราฟข้อมูลที่พ.ต.อ.ทวีนำเสนอ กลุ่ม Firm (สีม่วง) อุดหนุนเอกชน 445,069 ล้านบาท ค่าพร้อมจ่ายสแตนด์บาย ส่วน Non-Firm, Partial-Firm, VSPP (สีเขียว) 648,148 ล้านบาท รวมกว่า 1.09 ล้านล้านบาทตลอด 30 ปี (2538-2568)! ปี 2567 เดียวๆ กว่า 1.2 แสนล้านบาท นี่เงินจากกระเป๋าประชาชนไปร่ำรวยให้เอกชนเลยครับ

คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญและความเดือดร้อนประชาชน

ศาลรัฐธรรมนูญคำวินิจฉัย 1/2566 แนะนำให้ กพช. และ กกพ. กำหนดเพดานสัดส่วนเอกชนและกำลังสำรองให้เหมาะสม มิเช่นนั้นอาจเสียหายแก่ประโยชน์สาธารณะ สำรวจจากสำนักงานสถิติแห่งชาติยืนยัน ค่าครองชีพสูง ค่าไฟ-น้ำมันแพง รายได้ไม่พอจ่าย เป็นปัญหาอันดับ 1 ของประชาชน นายทุนพลังงานรวยจนทนไม่ไหว แต่เรากลับจน!

โครงสร้างปัจจุบันไม่เป็นธรรม รัฐต้องรีบแก้ไขค่าไฟทิพย์ ไม่ให้ทับถมคนไทยอีกต่อไปครับ เพื่อความมั่นคงพลังงานที่สมดุลกับภาระประชาชน

ส่วนตัวผมเห็นด้วยกับพ.ต.อ.ทวีมากครับ นี่ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่เป็นความทุกข์ของพี่น้องประชาชน รัฐบาลควรเร่งปฏิรูประบบ ลดการอุดหนุนที่ไม่จำเป็น ส่งเสริมพลังงานสะอาดแบบยั่งยืนจริงๆ คุณล่ะครับคิดเห็นอย่างไร? คอมเมนต์บอกกันหน่อย และแชร์บทความนี้เพื่อให้เสียงเราดังถึงหูผู้มีอำนาจ!

ที่มา – “ทวี” ปูดปม “ค่าไฟทิพย์” ลั่นหน้าที่รัฐ เร่งแก้ปัญหาความเดือดร้อนให้ประชาชน

“ทวี” ให้กำลัง “กมลศักดิ์” เผยมีข้อมูลฝึกซ้อมยิงปืนก่อนลงมือก่อเหตุ

ในวันที่ 19 เมษายน 2569 เกิดเหตุการณ์สำคัญที่สะท้อนถึงความกังวลของประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะจังหวัดนราธิวาส เมื่อพันตำรวจเอกทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ เดินทางไปให้กำลังใจนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ ณ บ้านพักในอำเภอบาเจาะ ท่ามกลางกระแสข่าว“ทวี” ให้กำลัง “กมลศักดิ์” เผยมีข้อมูลฝึกซ้อมยิงปืนก่อนลงมือก่อเหตุ ซึ่งกลายเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนจับตามอง

“ทวี” ให้กำลัง “กมลศักดิ์” เผยมีข้อมูลฝึกซ้อมยิงปืนก่อนลงมือก่อเหตุ

พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง ได้เปิดเผยข้อมูลสำคัญในคดีลอบสังหารที่นายกมลศักดิ์รอดชีวิตมาได้อย่างหวุดหวิด โดยยืนยันว่ามีหลักฐานชัดเจนเรื่องรถที่ใช้ในการก่อเหตุถึง 2 คัน รวมถึงรถโตโยต้าฟอร์จูนเนอร์ที่ติดตามจากสนามบินหาดใหญ่ พรรคประชาชาติตั้งข้อสังเกตว่าการสืบสวนต้องติดตามรถคันนี้ให้ครบถ้วน นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลการฝึกซ้อมยิงปืนก่อนลงมือ ซึ่งเชื่อว่าเป็นความผิดพลาดทางเทคนิคของผู้ก่อเหตุ ทำให้เหยื่อรอดชีวิต

ทวี กล่าวอย่างมั่นใจว่า มีการบงการจ้างวานฆ่าจากผู้มีอำนาจอย่างชัดเจน โดยจุดเชื่อมโยงสำคัญอยู่ในจังหวัดนราธิวาส จึงเรียกร้องให้ชุดสืบสวนทำงานอย่างรอบคอบและเป็นอิสระ รวมถึงสนับสนุนการตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อตรวจสอบคดีนี้

ข้อมูลสำคัญที่ถูกเผยแพร่ในเหตุการณ์นี้

  • รถ 2 คันที่ใช้ก่อเหตุ รวมฟอร์จูนเนอร์จากสนามบินหาดใหญ่
  • หลักฐานฝึกซ้อมยิงปืนก่อนลงมือ ซึ่งเป็นจุดอ่อนของผู้ก่อเหตุ
  • ความเชื่อมั่นว่ามีผู้บงการระดับสูงสั่งการ
  • ข้อเรียกร้องใช้หลักนิติวิทยาศาสตร์แทนพึ่งพาพยานบุคคล

นายอับดุลเราะมัน มอลอ ได้เน้นย้ำว่า คดีนี้ไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัว แต่กระทบความมั่นคงและความปลอดภัยของประชาชนทั้งพื้นที่ การสืบสวนต้องยกระดับด้วยเทคโนโลยีและนิติวิทยาศาสตร์ที่ดัดแปลงไม่ได้ พร้อมเตือนห้ามด้อยค่าความน่าเชื่อถือของเหยื่อด้วยกระแสสังคมหรือข้อมูลเท็จ

เสียงจาก ส.ส. ร่วมละหมาดฮายัติ

นายรอมฎอน ปันจอร์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ที่มาร่วมละหมาดฮายัติ ชี้ให้เห็นนัยยะสำคัญของการละหมาดครั้งนี้ว่า เป็นภาษาสื่อสารตรงจากประชาชน สะท้อนความกังวลเรื่องความปลอดภัย ความภาคภูมิใจในสถาบันศาสนา และความรู้สึกถูกคุกคาม ซึ่งเป็นประเด็นสังคมและการเมืองที่รัฐบาลต้องรับฟัง

แม้จะจับกุมผู้ก่อเหตุบางส่วนแล้ว แต่คดียังไม่คลี่คลาย โดยเฉพาะผู้บงการตัวจริง ท่ามกลางการใส่ร้ายป้ายสีในโซเชียลมีเดีย พรรคการเมืองทั้งสองขอให้รัฐบาลกำชับเจ้าหน้าที่ทำงานตรงไปตรงมา เพื่อกู้คืนความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม

เหตุการณ์“ทวี” ให้กำลัง “กมลศักดิ์” เผยมีข้อมูลฝึกซ้อมยิงปืนก่อนลงมือก่อเหตุนี้ ชี้ให้เห็นถึงปัญหาความไม่โปร่งใสในคดีสำคัญที่กระทบประชาชนในพื้นที่ขัดแย้ง การใช้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์จะช่วยคลี่คลายปมปริศนาได้จริง ผู้เขียนเห็นว่าการเมืองในภาคใต้ต้องการความยุติธรรมที่แท้จริง เพื่อสร้างสันติภาพยั่งยืน

คุณคิดอย่างไรกับคดีนี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวอัปเดตเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – “ทวี” ให้กำลัง “กมลศักดิ์” เผยมีข้อมูลฝึกซ้อมยิงปืนก่อนลงมือก่อเหตุ

นายกฯ สั่ง กอ.รมน. เข้มบังคับใช้กฎหมาย

ในช่วงที่สถานการณ์ชายแดนภาคใต้ยังคงตึงเครียด นายกฯ สั่ง กอ.รมน. เข้มบังคับใช้กฎหมาย อย่างเข้มงวด เพื่อสร้างความมั่นคงและความสงบสุขให้กับประชาชน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เปิดเผยนโยบายสำคัญหลังลงพื้นที่ตรวจราชการ โดยเน้นการบังคับใช้กฎหมายให้เด็ดขาด ยกระดับการข่าวสาร และใช้หลัก “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” อย่างเต็มรูปแบบ นอกจากนี้ยังอวยพรประชาชนหลังเทศกาลสงกรานต์ว่า “ขอให้เงินทองไหลมาเทมา” และติดตลกว่า “ไม่กล้าบอกว่าไม่ไหวแล้ว”

นายกฯ สั่ง กอ.รมน. เข้มบังคับใช้กฎหมาย

เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2567 ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง นายกรัฐมนตรีได้ให้สัมภาษณ์หลังลงพื้นที่ชายแดนภาคใต้ โดยย้ำถึงบทบาทของ กอ.รมน. ที่ต้องปรับเปลี่ยนเพื่อเข้มงวดมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการบังคับใช้กฎหมาย การพัฒนาพื้นที่ และการสร้างความร่วมมือกับประชาชนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ นโยบายนี้มุ่งหวังลดปัญหาความไม่สงบและป้องกันอาชญากรรมข้ามชาติ

นายกฯ ระบุว่าทุกกระทรวงได้ส่งตัวแทนลงพื้นที่ช่วยเหลือ ยกเว้นกระทรวงสาธารณสุขเพียงแห่งเดียว แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือข้ามหน่วยงานในการแก้ปัญหา นอกจากนี้ยังมีการอนุมัติสร้างรั้วชายแดนที่อำเภอแว้ง จังหวัดนราธิวาส กั้นแม่น้ำโก-ลก เพื่อป้องกันการลักลอบนำเข้าสินค้าเถื่อนและสิ่งอันตราย รวมถึงป้องกันน้ำท่วมที่เป็นปัญหาประจำ

ความคืบหน้าคดีสำคัญหลังนายกฯ สั่ง กอ.รมน. เข้มบังคับใช้กฎหมาย

ในคดีลอบยิงนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ มีความคืบหน้าอย่างรวดเร็ว โดยจับกุมผู้ต้องหาได้ 4 จาก 5 คนแล้ว กำลังขยายผลเพื่อจับคนสุดท้ายที่อาจหลบหนีทางช่องทางธรรมชาติ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. ได้ลงพื้นที่ติดตามด้วย นอกจากนี้ กอ.รมน. ยังแจ้งดำเนินคดีนายทหารยศนาวาเอกที่อนุมัติยืมรถเกี่ยวข้องกับคดี สะท้อนความเด็ดขาดในการตรวจสอบภายใน

  • จับกุมผู้ต้องหา 4/5 คนในคดียิง ส.ส.
  • ขยายผลจับกุมคนร้ายที่เหลือ
  • ดำเนินคดีนายทหารที่เกี่ยวข้อง
  • สร้างรั้วชายแดนป้องกันลักลอบ
  • ยกระดับการข่าวและพัฒนาพื้นที่

นโยบาย นายกฯ สั่ง กอ.รมน. เข้มบังคับใช้กฎหมาย นี้ไม่เพียงช่วยเสริมความมั่นคง แต่ยังส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่นผ่านหลัก “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น สถานการณ์ชายแดนใต้ที่เคยร้อนระอุกำลังดีขึ้นทีละน้อยจากการบูรณาการทุกฝ่าย

หลังเทศกาลสงกรานต์ นายกฯ อวยพรประชาชนว่า “ขอให้ทุกคนมีความสุข สำเร็จ สมปรารถนา เงินทองไหลมาเทมา” พร้อมแซวตัวเองว่า “เอาไหลมาเทมาทุกวันก็แล้วกัน ไม่กล้าบอกไม่ไหวแล้ว” คำพูดนี้สร้างรอยยิ้มและกำลังใจให้คนไทยทั้งประเทศ

การดำเนินการครั้งนี้แสดงให้เห็นวิสัยทัศน์ของรัฐบาลในการจัดการปัญหาความมั่นคงอย่างรอบด้าน หากรัฐบาลยังคงความเด็ดขาดแบบนี้ต่อไป สถานการณ์ชายแดนใต้จะยั่งยืนมากขึ้นแน่นอน คุณคิดอย่างไรกับนโยบายนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวการเมืองอัปเดตได้ที่นี่!

ที่มา – นายกฯ สั่ง กอ.รมน. เข้มบังคับใช้กฎหมาย อวยพรคนไทยเงินไหลมาเทมา ลั่นไม่กล้าใช้คำว่า “ไม่ไหวแล้ว”

นายกฯ เตรียมลงพื้นที่ชายแดนใต้ 17 เม.ย. ขู่ย้ายขรก.

สวัสดีครับทุกท่าน วันนี้เรามาคุยกันเรื่องข่าวร้อนทางการเมืองที่กำลังเป็นกระแส นายกฯ เตรียมลงพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ 17 เม.ย. นี้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ที่ยังคงเผชิญปัญหาความไม่สงบมาอย่างยาวนาน นายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและนายกรัฐมนตรี ได้ประกาศกร้าวว่าจะไม่ยอมให้มีข้าราชการ “เกียร์ว่าง” อยู่ หากใครไม่ขยันทำงาน ไม่สนองนโยบายรัฐบาล จะโดนย้ายให้ดูเป็นตัวอย่างเลยทีเดียว

นายกฯ เตรียมลงพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ 17 เม.ย.

การลงพื้นที่ครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 14.25 น. วันที่ 15 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายกฯ อนุทิน ย้ำชัดว่าการเดินทางไปจังหวัดชายแดนภาคใต้ในวันที่ 17 เมษายนนี้ ไม่ใช่แค่ไปให้กำลังใจใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นการไปรับฟังปัญหาจากหน้างานจริงๆ เพื่อกำหนดนโยบายที่ชัดเจนและบังคับให้ทุกฝ่ายปฏิบัติตาม รัฐบาลชุดนี้มาจากคะแนนเสียงประชาชน มีเสถียรภาพเต็มตัว 4 ปีเต็ม ไม่ใช่แค่ 4 เดือนแบบเมื่อก่อน

ปัญหาหลักที่นายกฯ กังวลคือความรุนแรงจากกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ ที่ใช้อาวุธลอบสังหาร ลอบโจมตีคนไทยด้วยกันเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ นายกฯ ได้กำชับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) และ กอ.รมน. ให้เร่งจับกุมผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีให้เร็วที่สุด อาวุธและกำลังของเราต้องใช้ปราบคนที่ไม่หวังดีกับชาติ ไม่ใช่ปล่อยให้คนไทยฆ่ากันเอง

ขู่ย้ายข้าราชการเกียร์ว่าง ไม่ต้องรอ KPI

จุดเด่นของแถลงครั้งนี้คือคำขู่สุดแซ่บ! “งานนี้ถ้ายังมีเกียร์ว่าง หรือแทนที่จะใส่เกียร์ 5 แต่กลับใส่เกียร์ 2 ผมจะดำเนินการให้ดู นายกรัฐมนตรีมีอำนาจ ไม่ใช่คนนี้ ซี 10 ซี 11 คนนี้ผู้บัญชาการ คนนี้ใครจะย้ายไม่ได้ นายกรัฐมนตรีย้ายได้ จะย้ายให้ดู” นายกฯ บอกชัด ไม่ต้องวัด KPI อะไรหรอก ผมประเมินเองได้ เพราะได้รับความไว้วางใจจากประชาชนขนาดนี้

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นให้กำลังใจ “นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ” ส.ส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ ที่เพิ่งโดนคนร้ายยิงถล่มรถ แต่นายกฯ ย้ำว่าไม่ได้ไปเพื่อคนใดคนหนึ่ง แต่ไปเพื่อทุกคนในพื้นที่

ความสำคัญของการลงพื้นที่ครั้งนี้

  • สร้างความมั่นใจ: แสดงให้ประชาชนเห็นว่ารัฐบาลใส่ใจปัญหาชายแดนใต้จริงจัง
  • เร่งรัดการทำงาน: กำชับเจ้าหน้าที่ความมั่นคงให้เพิ่มประสิทธิภาพ จับกุมผู้ร้ายให้ได้
  • ปรับโครงสร้าง: ย้ายขรก.ที่ไม่ทำงาน เพื่อให้เครื่องจักรรัฐบาลหมุนเร็วขึ้น
  • กำหนดนโยบายชัด: จากการรับฟังหน้างาน จะออกแนวทางปฏิบัติที่ทุกคนต้องทำตาม

ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนใต้อย่างปัตตานี ยะลา นราธิวาส สงขลา (บางส่วน) ยังคงเป็นบาดแผลเก่าของชาติ มาเป็นสิบๆ ปีแล้ว การที่นายกฯ เตรียมลงพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ 17 เม.ย. ครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณบวกว่ารัฐบาลชุดใหม่จะจริงจังกับการแก้ไข ไม่ใช่แค่พูดเฉยๆ ผู้เขียนมองว่าถ้าการลงพื้นที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงจริง เช่น จับผู้ร้ายได้มากขึ้น หรือขรก.ทำงานเกียร์ 5 จริง คงช่วยลดความรุนแรงได้เยอะ

อย่างไรก็ตาม ประชาชนในพื้นที่ยังรอคอยการพัฒนาเศรษฐกิจ การศึกษา และสันติภาพที่ยั่งยืนด้วยนะครับ ไม่ใช่แค่ปราบปรามอย่างเดียว รัฐบาลต้องบาลานซ์ทั้งหมด

คุณคิดยังไงกับการลงพื้นที่ครั้งนี้? คิดว่านายกฯ จะย้ายใครบ้างมั้ย? Comment มาคุยกันได้เลย หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ อ่าน เพื่อติดตามพัฒนาการข่าวการเมืองล่าสุด!

สุดท้ายนี้ การเคลื่อนไหวแบบนี้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลพร้อมแสดงผลงานจริงจัง หวังว่าจะนำไปสู่สันติภาพในชายแดนใต้เร็ววัน

ที่มา – นายกฯ เตรียมลงพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ 17 เม.ย. นี้ หวังสร้างความมั่นใจ ปชช. ขู่ย้าย ขรก.เกียร์ว่าง

ยื่นหนังสือถึงนายกฯ เร่งสอบคดีลอบยิง สส.กมลศักดิ์

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อก! วันนี้เรามาคุยกันแบบเป็นกันเองเรื่องการเมืองร้อนๆ ในพื้นที่ชายแดนใต้ ที่กำลังเป็นข่าวใหญ่เลย นั่นคือยื่นหนังสือถึงนายกฯ เร่งสอบคดีลอบยิง สส.กมลศักดิ์ เหตุการณ์ลอบยิงรถของ สส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ จากนราธิวาส เขต 5 พรรคประชาชาติ ที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ สร้างความไม่สบายใจให้ทุกคนมาก เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัว แต่โยงไปถึงความมั่นคงและการเมืองในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้เลยทีเดียว

ยื่นหนังสือถึงนายกฯ เร่งสอบคดีลอบยิง สส.กมลศักดิ์

วันที่ 9 เมษายน 2567 (ตามเนื้อหาแก้ปี) นายซูการ์โน มะทา เลขาธิการพรรคประชาชาติ พร้อม สส.คู่ใจอย่าง สส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ, สส.สุไลมาน บือแนปีแน และ สส.อับดุลอายี สาแม็ง ได้บุกยื่นหนังสือถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ที่อาคารรัฐสภา เวลา 10.00 น. พอดี โดยเรียกร้องให้เร่งรัดสืบสวนคดีนี้ให้ชัดเจน เพราะเป็นการโจมตีที่รุนแรง สร้างความหวาดกลัวให้ สส. และประชาชนในพื้นที่

นายกฯ รับปากแล้วว่าจะลงพื้นที่นราธิวาสหลังสงกรานต์ เพื่อเยี่ยมประชาชน ให้กำลังใจครอบครัว สส.กมลศักดิ์ และกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมี รองนายกฯ พิพัฒน์ รัชกิจประการ ร่วมรับหนังสือด้วย ฟังดูดีนะครับ แต่ประชาชนรอผลจริงๆ ว่าจะออกมายังไง

สมาชิกรัฐสภาชายแดนใต้รวมพลังทวงความยุติธรรม

บ่ายวันเดียวกัน เวลา 14.00 น. ที่รัฐสภา สมาชิกรัฐสภาจากสามจังหวัดชายแดนใต้ทุกพรรค รวมตัวแถลงข่าวทวงคดีนี้ จาก สส.ประชาชาติ พรรคกล้าธรรม พรรคประชาชน และ สว. อังคณา นีละไพจิตร นายซูการ์โน บอกว่าคดีนี้อุกอาจมาก ตำรวจสืบเจอว่ารถที่ใช้ยิงเป็นของ กอ.รมน. ปืนก็เบิกจากคลังหลวง โยงเจ้าหน้าที่รัฐชัดๆ เกือบเดือนแล้วยังจับผู้บงการไม่ได้ สส.ทุกคนห่วงความปลอดภัยตัวเองและประชาชนที่เลือกมา

พวกเขาย้ำว่านายกฯ ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลและ ผอ.กอ.รมน. ต้องติดตามให้ถึงที่สุด ไม่งั้นประชาชนในพื้นที่จะหมดหวังนะครับ

สส.กมลศักดิ์ มั่นใจมีคนสั่งการ บอกไม่ใช่เรื่องส่วนตัว

ตัว สส.กมลศักดิ์ เองก็ให้สัมภาษณ์แบบแมนๆ ว่ามั่นใจว่ามีคนสั่งการหมายเอาชีวิต ติดตามลอบยิงมา 5-6 ครั้งแล้ว แต่ครั้งนี้รอดเพราะมีพยานหลักฐานดี จนจับผู้ต้องสงสัยได้บางส่วน เช่น นายสมพรกับลูก เรือเอกวิโรจน์ อดีตนาวิกโยธิน และนายธนภัทร อดีตทหารพราน ส่วนนาวาเอกมนตรี หัวหน้ากองบริหาร กอ.รมน.นราธิวาส ถูกย้ายไปกรุงเทพฯ และสอบวินัยแล้ว

เขาบอกว่ารถ กอ.รมน. ให้ยืมมือสังหาร ต้องสืบลึกกว่านี้ ไม่ใช่แค่ยืมรถธรรมดา และปัดข่าวลือค่าหัว 10 ล้านว่าเป็นแค่ข่าวลือในพื้นที่ ส่วนเรื่องแยกทางกับพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เรื่องอนาคตนั้น ยังตอบไม่ได้ ต้องหารือกันก่อน ผิดหวังนโยบายสันติภาพชายแดนใต้ที่รัฐบาลยังไม่ชัดเจน

  • จุดสำคัญของคดี: รถและปืนโยงเจ้าหน้าที่รัฐ
  • ผู้ต้องหาหลบหนี 2 คน: เรือเอกวิโรจน์ และนายธนภัทร
  • นายกฯ สัญญาเร่งรัดและลงพื้นที่
  • สส.กมลศักดิ์ เชื่อมีผู้บงการใหญ่

นายสัมพันธ์ แจงรูปคู่ น.อ.มนตรี ไม่รู้จักเป็นการส่วนตัว

นายอามินทร์ และนายสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ สส.นราธิวาส พรรคกล้าธรรม ชี้แจงรูปในโซเชียลที่แชร์กันว่า รูปงานแต่งงานเมื่อ 2-3 ปีก่อน เป็นรูปหมู่ประชาชนมาถ่าย ไม่ได้สนิทส่วนตัว ขอโฟกัสที่คดีดีกว่า พวกเขาย้ำว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับการเมืองระหว่างพรรค สส.ทุกคนต้องปลอดภัยเพื่อประชาชน

เหตุการณ์ยื่นหนังสือถึงนายกฯ เร่งสอบคดีลอบยิง สส.กมลศักดิ์ นี้ สะท้อนปัญหาความรุนแรงในชายแดนใต้ที่ยังไม่จบสิ้น รัฐบาลต้องจริงจังกว่านี้เพื่อสันติภาพ รัฐบาลต้องจริงจังกว่านี้เพื่อสันติภาพและความเชื่อมั่นจากประชาชน

ส่วนตัวผมคิดว่า คดีนี้ถ้าสืบถึงผู้บงการได้ จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการเมืองพื้นที่นี้เลย คุณล่ะครับคิดยังไงกับเรื่องนี้? คอมเมนต์มาบอกกันหน่อย สนับสนุน สส.ชายแดนใต้ให้มีที่ยืนปลอดภัย และติดตามอัปเดตคดีลอบยิง สส.กมลศักดิ์ ได้ที่บล็อกเรา!

ที่มา – ยื่นหนังสือถึงนายกฯ เร่งสอบคดีลอบยิง “สส.กมลศักดิ์” แยกทาง ภท. เรื่องอนาคต

หัวหน้าพรรคประชาชาติเรียกร้องเร่งสอบคนบงการยิง ส.ส.กมลศักดิ์

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมืองวันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนที่กำลังเป็นที่สนใจของประชาชนในภาคใต้กันครับ คือ หัวหน้าพรรคประชาชาติ เรียกร้องตำรวจเร่งสอบสวนหาตัวคนบงการจ้างมือปืนยิง สส.กมลศักดิ์ เหตุการณ์ลอบยิง ส.ส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ จากพรรคประชาชาติ เขต 5 จังหวัดนราธิวาส ด้วยอาวุธสงคราม M16 เมื่อคืนวันที่ 19-20 มีนาคม 2567 หลังจากการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ถือเป็นคดีอุกฉกรรจ์ที่สร้างความสะเทือนใจให้กับทุกคน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ยังคงมีความอ่อนไหวด้านความมั่นคง

หัวหน้าพรรคประชาชาติ เรียกร้องตำรวจเร่งสอบสวนหาตัวคนบงการจ้างมือปืนยิง สส.กมลศักดิ์

วันที่ 25 มีนาคม 2567 พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ได้แถลงข่าวพร้อม ส.ส.กมลศักดิ์ โดยเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งรัดการสืบสวน หาตัวผู้บงการและผู้จ้างวานมือปืนที่ลงมือกราดยิงอย่างโหดร้าย พันตำรวจเอกทวี ย้ำว่าคดีนี้เกิดขึ้นบนถนนสายหลักเข้าเมืองนราธิวาส ซึ่งเป็นจุดที่ฝ่ายความมั่นคงต้องรับผิดชอบสูงสุด "ไม่มีใครมีสิทธิ์ถูกฆ่าด้วยอาวุธสงคราม โดยเฉพาะ ส.ส.ที่ได้คะแนนเสียงสูงสุด เป็นตัวแทนประชาชน หากตัวแทนยังไม่ปลอดภัย แล้วประชาชนจะปลอดภัยได้อย่างไร" ท่านกล่าวอย่างหนักแน่น

เหตุการณ์ลอบยิง ส.ส.กมลศักดิ์ เกิดขึ้นอย่างไร

จากรายงาน คนร้ายขับรถลงจากสนามบินหาดใหญ่ เดินทางตรงมาถึงบริเวณบ้านพักของ ส.ส.กมลศักดิ์ แล้วใช้อาวุธ M16 กราดยิงใส่รถของ ส.ส. และทีมติดตาม รวมถึงคนขับรถ โชคดีที่ ส.ส.รอดชีวิตมาได้ แต่เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงการวางแผนอย่างเป็นขบวนการ พรรคประชาชาติเชื่อว่านายกฯ ได้รับปากแล้วว่าจะเร่งติดตามคดีให้เร็วที่สุด โดยใช้หลักวิทยาศาสตร์ในการสืบสวน

ข้อเสนอแนะจากหัวหน้าพรรคประชาชาติ

พันตำรวจเอกทวี เสนอแนวทางสำคัญเพื่อป้องกันเหตุซ้ำรอย โดยเฉพาะการควบคุมอาวุธสงครามในพื้นที่ภาคใต้ที่ใฝ่ฝันถึงสันติภาพ

  • ทำประวัติผู้ครอบครองปืนทุกชนิด: ทุกกระสุน ทุกอาวุธต้องมีการบันทึกประวัติ ลายเซ็นเจ้าของ เพื่อตรวจสอบย้อนกลับได้ทันที
  • เพิ่มระบบแจกจ่ายอาวุธให้เจ้าหน้าที่รัฐ: ต้องมีระบบตรวจสอบเข้มงวด ห้ามแจกจ่ายแบบไม่บันทึก
  • เร่งสืบสวนผู้บงการ: ไม่ใช่แค่มือปืน แต่ต้องถึงตัวการใหญ่ที่อยู่เบื้องหลัง

"ถึงเวลาแล้วที่อาวุธสงครามต้องหายไปจากมือประชาชน และเจ้าหน้าที่ต้องมีระบบตรวจสอบชัดเจน" พันตำรวจเอกทวีย้ำ พรรคประชาชาติทำงานเพื่ออุดมการณ์ยุติธรรม ความเสมอภาค และสันติสุขในภาคใต้ แต่เหตุการณ์นี้ทำให้ทุกคนตื่นตัว

มุมมองจาก ส.ส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ

ตัว ส.ส.กมลศักดิ์ เอง เผยว่า ชาวบ้านในพื้นที่เคยเตือนให้ระวังตัว เคยบอกให้เดินทางเป็นกลุ่มเสมอ ตนเองจึงระมัดระวังมาตลอด แต่ยังไม่ปักใจไปที่มูลเหตุใดแน่นอน ไม่ว่าจะการเมืองหรือเรื่องอื่นๆ ขอให้ตำรวจเร่งสืบให้ถึงที่สุด นายกฯ ก็รับปากช่วยเร่งแล้ว หวังว่าคดีจะคลี่คลายเร็วๆ นี้

เหตุการณ์ หัวหน้าพรรคประชาชาติ เรียกร้องตำรวจเร่งสอบสวนหาตัวคนบงการจ้างมือปืนยิง สส.กมลศักดิ์ ไม่ใช่แค่คดีธรรมดา แต่สะท้อนปัญหาความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนใต้ที่ยังต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน การเมืองต้องเดินหน้าเพื่อประชาชน แต่ความปลอดภัยต้องมาก่อน หากปล่อยให้เกิดซ้ำ จะกระทบต่อสันติภาพที่ทุกคนปรารถนา

ในมุมมองของผม เหตุการณ์นี้เป็นสัญญาณเตือนว่าต้องมีมาตรการเข้มงวดกับอาวุธปืนและการสืบสวนคดีใหญ่ๆ มากขึ้น คุณล่ะคิดเห็นอย่างไร? คิดว่าคนบงการคือใคร หรือควรมีมาตรการอะไรเพิ่ม? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยครับ และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้ข่าวสารแพร่กระจาย สร้างแรงกดดันให้เจ้าหน้าที่ทำงานให้ดีที่สุด!

ที่มา – หัวหน้าพรรคประชาชาติ เรียกร้องตำรวจเร่งสอบสวนหาตัวคนบงการจ้างมือปืนยิง สส.กมลศักดิ์

Scroll to top