พิพัฒน์ รัชกิจประการ

“พิพัฒน์” ลั่น “แลนด์บริดจ์” ไม่มีแล้ว ย้ำยังต้องมีท่าเรือน้ำลึก

กลายเป็นประเด็นที่สร้างความสนใจให้กับนักลงทุนและประชาชนทั่วประเทศอีกครั้ง เมื่อนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานภาคใต้ โดยระบุชัดเจนว่า “พิพัฒน์” ลั่น “แลนด์บริดจ์” ไม่มีแล้ว เพื่อทำการทบทวนรายละเอียดและเตรียมปรับเปลี่ยนแนวทางใหม่ให้มีความรัดกุมและได้รับการยอมรับจากทุกภาคส่วนมากขึ้น

“พิพัฒน์” ลั่น “แลนด์บริดจ์” ไม่มีแล้ว พร้อมเดินหน้าท่าเรือน้ำลึก

การประกาศปรับแผนงานในครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าโครงการจะถูกยกเลิกไปเสียทีเดียว แต่รัฐบาลมีความตั้งใจที่จะเปลี่ยนชื่อโครงการใหม่เพื่อลดความเข้าใจผิดและสร้างความชัดเจนในกรอบกฎหมาย นายพิพัฒน์เน้นย้ำว่า เป้าหมายหลักของกระแสการพัฒนาในพื้นที่ภาคใต้ยังคงต้องมีท่าเรือน้ำลึกฝั่งอันดามันและอ่าวไทย เพื่อเป็นจุดเชื่อมต่อการขนส่งสินค้าทางทะเลที่สำคัญของภูมิภาค

ศักยภาพพื้นที่และกลยุทธ์การเชื่อมโยงระบบราง

จากการประเมินศักยภาพเชิงพื้นที่ รัฐบาลยังคงมองว่าจุดยุทธศาสตร์ที่เหมาะสมยังคงเป็นจังหวัดระนองและชุมพร โดยโครงสร้างพื้นฐานที่จะเกิดขึ้นอาจเน้นการใช้ระบบรางเป็นแกนหลักในการเชื่อมต่อแทนการสร้างสะพานเชื่อมเพียงอย่างเดียว เหตุผลสำคัญที่ “พิพัฒน์” ลั่น “แลนด์บริดจ์” ไม่มีแล้ว เป็นเพราะต้องการนำบทเรียนจากการพัฒนาท่าเรือระนองในช่วง 20 ปีที่ผ่านมามาเป็นตัวอย่าง ว่าการลงทุนต้องคุ้มค่าและรองรับปริมาณสินค้าได้อย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงการทุ่มงบประมาณลงไปโดยไม่มีผลตอบแทนที่คุ้มค่า

  • รอนายกรัฐมนตรีสรุปผลการศึกษาโครงการฉบับใหม่
  • เน้นการขนส่งด้วยระบบรางเชื่อมระหว่างฝั่งอันดามันและอ่าวไทย
  • เปิดรับฟังความคิดเห็นเพื่อลดแรงกดดันต่อกระทรวงคมนาคม
  • มุ่งเน้นความเป็นไปได้ทางเศรษฐกิจและการยอมรับของคนในพื้นที่

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การปรับเปลี่ยนท่าทีในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงถึงความรอบคอบของรัฐบาล เพราะการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่จำเป็นต้องมีการศึกษาที่ละเอียดในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ความเหมาะสมทางภูมิศาสตร์ หรือแม้แต่การคัดค้านจากภาคประชาชนในจังหวัดต่างๆ เช่น สตูล ตรัง หรือกระบี่ การนำโครงการกลับมาทบทวนใหม่ให้เป็นระบบและผ่านการตรวจสอบอย่างโปร่งใส จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้โครงการนี้เดินหน้าต่อไปได้อย่างยั่งยืนและสร้างประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติอย่างแท้จริง

คุณมีความคิดเห็นอย่างไรกับการปรับเปลี่ยนแผนของรัฐบาลในครั้งนี้? การขยับตัวครั้งนี้จะช่วยให้โครงการท่าเรือน้ำลึกแจ้งเกิดได้อย่างเป็นรูปธรรมหรือไม่ หรือเรายังต้องรอคอยผลการศึกษาขั้นสุดท้ายกันต่อไป มาร่วมติดตามสถานการณ์นี้อย่างใกล้ชิดไปพร้อมๆ กันนะครับ

ที่มา – “พิพัฒน์” ลั่น “แลนด์บริดจ์” ไม่มีแล้ว ย้ำยังต้องมีท่าเรือน้ำลึกฝั่งอันดามัน-อ่าวไทย

ผู้ลงทะเบียนบัตรคนจนที่ไม่ผ่านเกณฑ์ “กรรมสิทธิ์รถเกินกว่าที่กำหนด” เช็กข้อมูลฟรีขนส่งทั่วประเทศ

เชื่อว่าหลายคนที่พลาดสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบล่าสุด คงรู้สึกกังวลใจไม่น้อย โดยเฉพาะกลุ่มที่ถูกตัดสิทธิ์ด้วยเหตุผลว่ามี ผู้ลงทะเบียนบัตรคนจนที่ไม่ผ่านเกณฑ์ “กรรมสิทธิ์รถเกินกว่าที่กำหนด” ทั้งที่บางคนอาจจะขายรถไปนานแล้ว หรือถูกผู้อื่นนำชื่อไปแอบอ้างโดยไม่รู้ตัว วันนี้เรามีข่าวดีและคำแนะนำดีๆ มาฝากกันครับ

ผู้ลงทะเบียนบัตรคนจนที่ไม่ผ่านเกณฑ์ “กรรมสิทธิ์รถเกินกว่าที่กำหนด” เช็กข้อมูลฟรีขนส่งทั่วประเทศ

รัฐบาลได้ออกมาขานรับปัญหาดังกล่าว โดยกรมการขนส่งทางบกพร้อมเปิดให้ประชาชนที่ประสบปัญหาตรวจสอบข้อมูลกรรมสิทธิ์รถยนต์ได้ฟรีที่สำนักงานขนส่งทั่วประเทศ เพื่อนำหลักฐานไปยื่นอุทธรณ์รักษาสิทธิ์ของตนเองได้อย่างถูกต้องและรวดเร็วครับ

วิธีเช็กข้อมูลและแก้ไขปัญหาสำหรับผู้ลงทะเบียนบัตรคนจนที่ไม่ผ่านเกณฑ์ “กรรมสิทธิ์รถเกินกว่าที่กำหนด”

หากคุณตรวจสอบสิทธิ์แล้วพบว่าไม่ผ่านเกณฑ์เนื่องจากการครอบครองรถยนต์ที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง ไม่ต้องตกใจไปครับ ให้รีบดำเนินการตามขั้นตอนดังต่อไปนี้:

  • เตรียมเอกสารสำคัญ: พกบัตรประจำตัวประชาชนใบจริงไปเพียงใบเดียวก็สามารถทำรายการได้
  • Walk-in เข้าติดต่อ: เดินทางไปยังสำนักงานขนส่งจังหวัดหรือสาขาใกล้บ้าน ไม่จำเป็นต้องจองคิวล่วงหน้า
  • แจ้งเจ้าหน้าที่: ทำเรื่องตรวจสอบข้อมูลกรรมสิทธิ์รถและแจ้งปัญหาความไม่ถูกต้องที่พบ

เจ้าหน้าที่จะทำการตรวจสอบจากระบบฐานข้อมูลกลาง (MDM) ซึ่งหากพบว่าข้อมูลทางทะเบียนไม่ตรงกับความเป็นจริง ทางกรมการขนส่งจะดำเนินการปรับปรุงข้อมูลให้ถูกต้องให้ทันที เพื่อให้คุณนำเอกสารไปประกอบการยื่นอุทธรณ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐในช่องทางของภาครัฐต่อไปครับ

การที่รัฐบาลเปิดให้เช็กข้อมูลฟรีแบบนี้ ถือเป็นโอกาสทองที่ผู้ได้รับผลกระทบไม่ควรปล่อยผ่านครับ อย่าปล่อยให้สิทธิ์ของคุณต้องสูญเสียไปเพียงเพราะข้อมูลทางทะเบียนรถไม่เป็นปัจจุบัน หรือมีรายชื่อติดค้างอยู่ในระบบโดยไม่เจตนา แนะนำให้เร่งดำเนินการภายในเวลาที่กำหนด เพื่อรักษาผลประโยชน์ของตัวท่านเองและครอบครัวครับ

ที่มา – ผู้ลงทะเบียนบัตรคนจนที่ไม่ผ่านเกณฑ์ “กรรมสิทธิ์รถเกินกว่าที่กำหนด” เช็กข้อมูลฟรีขนส่งทั่วประเทศ

บิ๊กโปรเจกต์คมนาคมปี 70 ทุ่ม 2.2 แสนล้าน ลุย PPP มอเตอร์เวย์-รถไฟทางคู่ พลิกโฉมการเดินทาง

บิ๊กโปรเจกต์คมนาคมปี 70 ทุ่ม 2.2 แสนล้าน ลุย PPP มอเตอร์เวย์-รถไฟทางคู่ พลิกโฉมการเดินทาง

เตรียมตัวต้อนรับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของระบบโครงสร้างพื้นฐานไทย เพราะล่าสุดกระทรวงคมนาคมได้ออกมาเผยแผนแม่บทสุดอลังการสำหรับงบประมาณปี 2570 โดยมีการจัดสรรงบประมาณรวมกว่า 229,769 ล้านบาท เพื่อผลักดัน 262 โครงการสำคัญทั่วประเทศ งานนี้บอกเลยว่าไม่ใช่แค่การสร้างถนน แต่คือการวางรากฐานเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและการขนส่งของประชาชนอย่างยั่งยืน

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้เปิดเผยความชัดเจนเกี่ยวกับทิศทางการพัฒนาประเทศว่า จะมีการมุ่งเน้นไปที่โครงการต่อเนื่องจากปี 2569 ควบคู่ไปกับการเปิดตัวโปรเจกต์ใหม่ ๆ โดยเน้นความร่วมมือกับภาคเอกชนเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งหัวใจสำคัญคือ บิ๊กโปรเจกต์คมนาคมปี 70 ทุ่ม 2.2 แสนล้าน ลุย PPP มอเตอร์เวย์-รถไฟทางคู่ พลิกโฉมการเดินทาง ให้มีความสะดวก รวดเร็ว และประหยัดเวลามากขึ้น

เจาะลึกแผนพัฒนามอเตอร์เวย์และระบบราง

สำหรับไฮไลท์สำคัญที่ทุกคนเฝ้ารอคอยคือการขับเคลื่อนโครงการมอเตอร์เวย์ผ่านรูปแบบ PPP (Public-Private Partnership) เพื่อลดภาระงบประมาณภาครัฐ โดยโครงการที่เตรียมเสนอ ครม. ประกอบด้วย:

  • มอเตอร์เวย์ M8 นครปฐม-ปากท่อ
  • มอเตอร์เวย์ M5 ส่วนต่อขยายรังสิต-บางปะอิน
  • มอเตอร์เวย์ M9 ช่วงบางขุนเทียน-บางบัวทอง
  • ทางด่วนอุโมงค์กะทู้-ป่าตอง จังหวัดภูเก็ต

นอกจากนี้ ในฝั่งของการพัฒนาระบบราง กระทรวงฯ ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยมีการสั่งการให้การรถไฟแห่งประเทศไทยเร่งดำเนินการรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 แบ่งเป็น 3 เส้นทางหลักในภาคใต้ ได้แก่ ชุมพร-สุราษฎร์ธานี, สุราษฎร์ธานี-หาดใหญ่ และหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างประเทศให้เป็นรูปธรรม และที่พลาดไม่ได้คือรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ระยะที่ 2 ที่จะเข้ามาเติมเต็มโครงข่ายคมนาคมให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

การที่รัฐบาลตัดสินใจทำ บิ๊กโปรเจกต์คมนาคมปี 70 ทุ่ม 2.2 แสนล้าน ลุย PPP มอเตอร์เวย์-รถไฟทางคู่ พลิกโฉมการเดินทาง ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวย่างที่น่าสนใจมาก เพราะไม่เพียงแต่จะช่วยแก้ปัญหาจราจรในหัวเมืองใหญ่และเชื่อมต่อการเดินทางทั่วประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติและภาคเอกชนไทยเข้ามามีส่วนร่วม ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะยาวได้อย่างมหาศาล

หากโครงการทั้งหมดดำเนินตามแผนที่วางไว้ เราจะได้เห็นประเทศไทยในมุมมองใหม่ที่การเดินทางไม่ใช่เรื่องน่าเบื่ออีกต่อไป ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน ก็สามารถเชื่อมต่อกับโครงข่ายคมนาคมที่ทันสมัยและปลอดภัยได้ง่ายขึ้น นับเป็นอนาคตที่น่าจับตาดูอย่างยิ่งครับ

ที่มา – บิ๊กโปรเจกต์คมนาคมปี 70 ทุ่ม 2.2 แสนล้าน ลุย PPP มอเตอร์เวย์-รถไฟทางคู่ พลิกโฉมการเดินทาง

พิพัฒน์ คุมเข้ม 6 สนามบิน ทอท. ยกระดับความปลอดภัย

เชื่อว่าเพื่อนๆ ที่เดินทางบ่อยๆ น่าจะคุ้นเคยกับสนามบินในบ้านเรากันดีนะครับ แต่ล่าสุดมีข่าวดีที่น่าตื่นเต้นมาก เมื่อพิพัฒน์ คุมเข้ม 6 สนามบิน ทอท. ยกระดับความปลอดภัย เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับการเดินทางในประเทศไทย โดยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ลงนามคำสั่งตั้งคณะกรรมการชุดพิเศษขึ้นมาเพื่อลุยงานนี้โดยเฉพาะ

เหตุผลที่ พิพัฒน์ คุมเข้ม 6 สนามบิน ทอท. ยกระดับความปลอดภัย

เป้าหมายหลักของการประกาศครั้งนี้คือการก้าวไปสู่การเป็น ‘Aviation Hub’ หรือศูนย์กลางการบินของภูมิภาคอย่างเต็มตัวครับ การที่พิพัฒน์ คุมเข้ม 6 สนามบิน ทอท. ยกระดับความปลอดภัย และการให้บริการในครั้งนี้ ไม่ได้ทำแค่สนามบินใดสนามบินหนึ่ง แต่ครอบคลุมถึงสนามบินหลัก 6 แห่ง ได้แก่ สุวรรณภูมิ, ดอนเมือง, เชียงใหม่, เชียงราย, ภูเก็ต และหาดใหญ่ เพื่อให้ผู้โดยสารทั้งชาวไทยและต่างชาติมั่นใจในมาตรฐานระดับสากล

รายละเอียดการปรับปรุงและมาตรการใหม่

สำหรับการดำเนินงานในครั้งนี้ คณะกรรมการจะมีหน้าที่สำคัญในด้านต่างๆ ดังนี้:

  • การบริการ (Service): ปรับปรุงขั้นตอนการให้บริการให้รวดเร็วและทันสมัยขึ้น
  • ความปลอดภัย (Safety): ยกระดับมาตรฐานการปฏิบัติงานให้สอดคล้องกับระเบียบสากล
  • การรักษาความปลอดภัย (Security): เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจคัดกรองเพื่อป้องกันเหตุไม่พึงประสงค์

นอกจากนี้ยังมีทีมงานผู้เชี่ยวชาญจากหลายหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และบริษัทวิทยุการบินฯ เข้ามาร่วมมือกันทำงาน เพื่อให้มั่นใจได้ว่าการบริหารจัดการสนามบินจะเป็นไปอย่างไร้รอยต่อ โดยคำสั่งนี้มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 8 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไปครับ

ในมุมมองของผม การยกระดับครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีมากครับ เพราะไม่ใช่แค่เรื่องของภาพลักษณ์ แต่เป็นความรับผิดชอบต่อผู้โดยสารทุกคน ผมเชื่อว่าถ้าทำได้ตามแผน สนามบินไทยจะกลายเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าประทับใจและปลอดภัยที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียอย่างแน่นอน ใครที่มีแผนเดินทางช่วงปลายปีนี้ เตรียมสัมผัสกับมาตรฐานใหม่ที่ดียิ่งขึ้นได้เลยครับ

ที่มา – “พิพัฒน์” ลงนามคำสั่งคุมเข้ม 6 สนามบิน ทอท. ยกระดับการให้บริการและความปลอดภัย

พิพัฒน์ งัดไม้แข็ง คุมรับเหมาทิ้งงาน-บังคับทำประกัน สกัดซ้ำรอยพระราม 2

พิพัฒน์ งัดไม้แข็ง คุมรับเหมาทิ้งงาน-บังคับทำประกัน สกัดซ้ำรอยพระราม 2

กลายเป็นประเด็นที่ประชาชนจับตามองอย่างใกล้ชิด สำหรับความเคลื่อนไหวล่าสุดของกระทรวงคมนาคม ภายใต้การนำของ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่ได้ออกมาประกาศกร้าวเตรียมใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด เพื่อจัดการกับปัญหาผู้รับเหมาทิ้งงาน และยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในไซต์งานก่อสร้างให้รัดกุมยิ่งขึ้น หลังจากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยเฉพาะกรณีปัญหาถนนพระราม 2 ที่เป็นฝันร้ายของผู้ใช้รถใช้ถนนมาอย่างยาวนาน

นายพิพัฒน์ เปิดเผยว่า แนวทางในการ พิพัฒน์ งัดไม้แข็ง คุมรับเหมาทิ้งงาน-บังคับทำประกัน สกัดซ้ำรอยพระราม 2 ครั้งนี้ จะมีการออกกฎกระทรวงฉบับใหม่เพื่อเพิ่มบทลงโทษผู้รับเหมาอย่างจริงจัง โดยจะไม่ได้พิจารณาแค่เพียงการทิ้งงานเท่านั้น แต่ยังคำนึงถึงบริบทเศรษฐกิจและต้นทุนวัสดุก่อสร้างที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องมีความเด็ดขาดในการคัดกรองบุคลากรและบริษัทที่จะเข้ามาทำงานกับภาครัฐ

ยกระดับความปลอดภัยด้วยการทำประกันภัยบังคับ

นโยบายหลักที่กระทรวงคมนาคมให้ความสำคัญที่สุดคือ “ความปลอดภัยของประชาชน” โดยกฎหมายใหม่นี้จะบังคับให้ผู้รับเหมาทุกรายต้องจัดทำแผนความปลอดภัยที่ชัดเจน และที่สำคัญที่สุดคือ พิพัฒน์ งัดไม้แข็ง คุมรับเหมาทิ้งงาน-บังคับทำประกัน สกัดซ้ำรอยพระราม 2 ด้วยการกำหนดให้ผู้รับเหมาต้องทำประกันภัยภาคบังคับ เพื่อคุ้มครองบุคคลภายนอกที่อาจได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น อุบัติเหตุจากการก่อสร้าง ดินสไลด์ หรือโครงสร้างทรุดตัว เพื่อไม่ให้เหตุการณ์สลดใจเหมือนสีคิ้วหรือพระราม 2 เกิดขึ้นซ้ำอีก

แนวทางปฏิบัติใหม่จะมีรายละเอียดที่น่าสนใจ ดังนี้:

  • ผู้รับเหมาต้องส่งแผนความปลอดภัยผ่านการอนุมัติก่อนเริ่มงาน
  • การบังคับทำประกันภัยสำหรับบุคคลภายนอกอย่างครอบคลุม
  • ระบบการติดตามผลงานที่เข้มงวดมากขึ้นโดย สนข.
  • การนำเทคโนโลยีและมาตรการลงโทษผู้ทิ้งงานอย่างเด็ดขาดมาใช้

สำหรับการตั้งคำถามถึง KPI ของรัฐบาลในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา นายพิพัฒน์ระบุว่า งานคมนาคมเป็นงานโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่ต้องอาศัยระยะเวลาในการดำเนินโครงการ ทำให้การวัดผลในระยะสั้นอาจยังไม่เห็นภาพผลลัพธ์ที่จับต้องได้ทั้งหมด แต่เป้าหมายสำคัญที่สุดคือการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศให้ก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างสมบูรณ์แบบ

การที่ พิพัฒน์ งัดไม้แข็ง คุมรับเหมาทิ้งงาน-บังคับทำประกัน สกัดซ้ำรอยพระราม 2 ถือเป็นการก้าวที่ถูกจุดและตอบโจทย์ความต้องการของสังคม เชื่อว่าหากมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังในอนาคตอันใกล้นี้ จะช่วยคืนความเชื่อมั่นให้กับประชาชนที่ต้องใช้เส้นทางก่อสร้างทุกวัน และยกระดับมาตรฐานงานรัฐไทยให้ทัดเทียมระดับสากลได้ในที่สุด

ที่มา – “พิพัฒน์” งัดไม้แข็ง คุมรับเหมาทิ้งงาน-บังคับทำประกัน สกัดซ้ำรอยพระราม 2

“พิพัฒน์” เปิดตัวเพจ “หยัดได้” โชว์ผลงานคมนาคม ไม่ใช่แค่หาเสียง

เชื่อว่าหลายคนที่ติดตามแวดวงการเมืองคงได้เห็นความเคลื่อนไหวล่าสุดจากกระทรวงคมนาคมกันแล้ว เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมอย่างคุณพิพัฒน์ รัชกิจประการ ได้เปิดตัวเพจเฟซบุ๊กในชื่อว่า “พิพัฒน์” เปิดตัวเพจ “หยัดได้” โชว์ผลงานคมนาคม ไม่ใช่แค่หาเสียง ซึ่งต้องบอกเลยว่างานนี้ไม่ใช่แค่การทำเพจธรรมดาๆ แต่เป็นการประกาศจุดยืนในการสื่อสารผลงานการทำงานให้ประชาชนได้รับทราบอย่างโปร่งใสครับ

“พิพัฒน์” เปิดตัวเพจ “หยัดได้” โชว์ผลงานคมนาคม ไม่ใช่แค่หาเสียง

การเปิดตัวเพจ “หยัดได้” ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของกระทรวงคมนาคมในการเจาะกลุ่มประชาชนผ่านสื่อออนไลน์ เพื่อให้การทำงานในแต่ละโครงการสามารถเข้าถึงและตรวจสอบได้จริง โดยแนวคิดหลักของเพจคือการทำนโยบายให้เป็นรูปธรรม ไม่ใช่แค่พูดเพื่อเอาใจใครเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการตอกย้ำว่าสิ่งที่กระทรวงทำนั้นมีเป้าหมายเพื่อยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยโดยเฉพาะครับ

เปิดกลยุทธ์ 3 ภารกิจหลักจากเพจ “หยัดได้”

สำหรับภารกิจของเพจที่ตั้งเป้าไว้มีอยู่ 3 ส่วนหลักด้วยกัน เพื่อให้ทุกคนเข้าใจการทำงานได้ง่ายขึ้น ได้แก่:

  • Update: รายงานความคืบหน้าโครงการคมนาคมแบบเรียลไทม์
  • Prove: นำเสนอผลสัมฤทธิ์ผ่านข้อมูลตัวเลขที่ตรวจสอบได้จริง
  • Connect: เชื่อมโยงทุกบริการสาธารณะและรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนโดยตรง

นอกจากนี้ ในเพจยังเน้นการสื่อสารเรื่องนโยบาย “คมนาคมราคาประหยัด” เพื่อลดภาระค่าเดินทางของพ่อแม่พี่น้อง รวมไปถึงการพัฒนาโครงข่าย “เชื่อมโยงไร้รอยต่อ” ที่จะช่วยให้การเดินทางระหว่างจังหวัดสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้นกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นระบบรถไฟทางคู่หรือความเร็วสูง ทางกระทรวงก็มุ่งมั่นที่จะผลักดันให้เสร็จสิ้นตามเป้าหมาย

สำหรับพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งเปรียบเสมือนด้ามขวานทองของไทย ก็เป็นอีกหนึ่งจุดยุทธศาสตร์ที่ในเพจให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นการยกระดับสนามบินหรือการขยายโครงข่ายทางหลวง เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจในภูมิภาคให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด การที่ “พิพัฒน์” เปิดตัวเพจ “หยัดได้” โชว์ผลงานคมนาคม ไม่ใช่แค่หาเสียง ในครั้งนี้ จึงเป็นการยืนยันว่าทุกโครงการที่ว่ามาจะได้รับการขับเคลื่อนอย่างจริงจังครับ

ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง ผมมองว่านี่คือเรื่องที่ดีมากครับที่เราจะมีช่องทางในการตรวจสอบและรับรู้ข้อมูลจากภาครัฐได้ง่ายขึ้น หากท่านผู้อ่านสนใจอยากติดตามงานพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศหรืออยากรู้ว่าโครงการแถวบ้านเรามีความคืบหน้าไปถึงไหน ก็อย่าลืมไปกดติดตามเพจ “หยัดได้” กันนะครับ รับรองว่าจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจอย่างแน่นอน

ที่มา – “พิพัฒน์” เปิดตัวเพจ “หยัดได้” โชว์ผลงานคมนาคม ไม่ใช่แค่หาเสียง

ยศชนัน-จุลพันธ์ ขนาบข้างนายกฯ อนุทิน ปล่อยมุกกินโจ๊ก

ยศชนัน-จุลพันธ์ ขนาบข้างนายกฯ อนุทิน ปล่อยมุกกินโจ๊ก

กลายเป็นภาพที่ถูกจับตามองอย่างมากสำหรับการบรรยากาศการประชุม ครม. เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 ณ ทำเนียบรัฐบาล เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เดินทางขึ้นตึกบัญชาการท่ามกลางรัฐมนตรีคนสำคัญที่เดินขนาบข้างอย่างพร้อมเพรียง โดยเฉพาะภาพของ ยศชนัน-จุลพันธ์ ขนาบข้างนายกฯ อนุทิน ปล่อยมุกกินโจ๊ก จนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในหมู่นักข่าวการเมืองในทันที

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นในช่วงเช้า ขณะที่นายกรัฐมนตรีได้เชิญรัฐมนตรีสัดส่วนของพรรคเพื่อไทยขึ้นไปพบปะหารือที่ตึกไทยคู่ฟ้า ก่อนจะเดินลงมาเพื่อเข้าประชุมคณะรัฐมนตรี โดยมีนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ และนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ เดินขนาบซ้ายขวาอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางกระแสข่าวลือเรื่องการปรับคณะรัฐมนตรีที่ใครหลายคนกำลังจับตามอง

บรรยากาศการเมืองที่ผ่อนคลายกับยศชนัน-จุลพันธ์ ขนาบข้างนายกฯ อนุทิน ปล่อยมุกกินโจ๊ก

เมื่อผู้สื่อข่าวได้ทีสอบถามถึงประเด็นร้อนแรงอย่างการปรับ ครม. นายอนุทินกลับตอบกลับด้วยอารมณ์ดีและปล่อยมุกตลกท่ามกลางเสียงหัวเราะว่า ยศชนัน-จุลพันธ์ ขนาบข้างนายกฯ อนุทิน ปล่อยมุกกินโจ๊ก โดยเป็นการไปรับประทานโจ๊กกันบนตึก ไม่ใช่การหารือเรื่องการสลับตำแหน่งรัฐมนตรีแต่อย่างใด คำตอบนี้ถือเป็นการดับกระแสข่าวลือได้อยู่หมัดในบรรยากาศที่เป็นกันเอง

นอกจากการเดินเข้าประชุมที่เต็มไปด้วยบรรยากาศชื่นมื่นแล้ว ภายในงานยังมีการเปิดเผยถึงประเด็นสำคัญอื่นๆ ที่คนไทยให้ความสนใจ:

  • ความคืบหน้าการตรวจสอบผลสอบคัดเลือกข้าราชการท้องถิ่นกว่า 15,000 ราย
  • การมอบหมายให้นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้แถลงข้อมูลที่ชัดเจน
  • ความร่วมมือของรัฐมนตรีจากหลายพรรคที่ช่วยกันทำงานขับเคลื่อนประเทศ

งานนี้ต้องบอกเลยว่า นายกฯ อนุทินรู้วิธีบริหารจัดการบรรยากาศไม่ให้ตึงเครียดจนเกินไป แม้สถานการณ์บ้านเมืองจะมีความท้าทายอยู่ตลอดเวลา การที่ผู้นำมีความเป็นกันเองกับรัฐมนตรีเช่นนี้ ย่อมส่งผลดีต่อความร่วมมือในการทำงานระยะยาว สำหรับใครที่เป็นคอการเมืองคงต้องติดตามกันต่อไปว่า การ “ทานโจ๊ก” ครั้งนี้จะนำไปสู่การทำงานรูปแบบไหน แต่ที่แน่ๆ ภาพรอยยิ้มของรัฐมนตรีทั้งสองคนยืนยันได้ว่าความสัมพันธ์ในรัฐบาลยังคงเหนียวแน่น

ที่มา – “ยศชนัน-จุลพันธ์” ขนาบข้างนายกฯ ขึ้นประชุม ครม. “อนุทิน” ปล่อยมุกเรียกไปทานโจ๊ก ไม่ใช่ปรับ ครม.

ภูมิใจไทยยังเป็นปึกแผ่น ภราดร ยันไม่มีรอยร้าว

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาอัปเดตประเด็นร้อนทางการเมืองที่หลายคนกำลังจับตามองกันอยู่ นั่นคือกระแสข่าวเรื่องความสัมพันธ์ภายในพรรคสีน้ำเงิน ซึ่งล่าสุดนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาสยบข่าวลือเหล่านั้นให้หายไป โดยยืนยันชัดเจนว่า ภูมิใจไทยยังเป็นปึกแผ่น ภราดร ยัน อนุทิน-ไชยชนก-พิพัฒน์ ไม่มีรอยร้าว อย่างที่เป็นกระแสในโซเชียลมีเดียครับ

ภูมิใจไทยยังเป็นปึกแผ่น ภราดร ยัน อนุทิน-ไชยชนก-พิพัฒน์ ไม่มีรอยร้าว

หลายคนอาจจะตั้งคำถามว่าข่าวลือเหล่านี้มีที่มาอย่างไร แต่ทางฝั่งผู้บริหารพรรคเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจครับ โดยนายภราดรได้กล่าวถึงโครงสร้างการทำงานในพรรคว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะหัวหน้าพรรค และนายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรค ยังคงทำงานประสานงานกันอย่างแน่นแฟ้นดั่งเบอร์หนึ่งและเบอร์สองที่ทำงานเป็นเนื้อเดียวกัน รวมถึงนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ แกนนำคนสำคัญของพรรคเองก็ได้ออกมายืนยันผ่านสื่อแล้วเช่นกันว่า พรรคไม่มีความแตกแยกใดๆ ทั้งสิ้น

มุมมองต่อสถานการณ์พรรคและรัฐบาล

นอกจากประเด็นเรื่องความสามัคคีแล้ว นายภราดรยังได้พูดถึงการทำงานของรัฐบาลในภาพรวม โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาการทุจริตสอบท้องถิ่นที่สั่งสมมานาน โดยมองว่าเป็นเรื่องที่รัฐบาลชุดนี้เร่งแก้ไขอย่างจริงจัง ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ปลายเหตุหรือแค่แตะผิวเผิน นอกจากนี้เขายังเน้นย้ำถึงเรื่องการสื่อสารกับประชาชนว่า:

  • รัฐบาลต้องเร่งทำความเข้าใจนโยบายต่างๆ ให้ชัดเจนและละเอียดขึ้น
  • รัฐมนตรีแต่ละท่านควรลงมาสื่อสารประเด็นสังคมด้วยตัวเอง เพื่อความโปร่งใส
  • การทำงานต้องเน้นข้อมูลที่ตรงไปตรงมาเพื่อให้ประชาชนตรวจสอบได้

นายภราดรได้ทิ้งท้ายด้วยคำคมที่น่าสนใจว่า “ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน” ซึ่งหมายถึงการให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์การทำงานของรัฐบาลชุดนี้ในช่วงสามเดือนที่ผ่านมาว่ามีความตั้งใจมากเพียงใด และนี่คือบทพิสูจน์สำคัญที่ทุกคนในรัฐบาลต้องร่วมมือกันครับ

สรุปภาพรวมจากก้าวสำคัญของภูมิใจไทย

การออกมาให้สัมภาษณ์ในครั้งนี้ถือเป็นการตอกย้ำว่า ภูมิใจไทยยังเป็นปึกแผ่น ภราดร ยัน อนุทิน-ไชยชนก-พิพัฒน์ ไม่มีรอยร้าว อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นการสยบข่าวลือทางการเมืองภายในได้อย่างไร้ช่องโหว่ เพื่อนๆ คิดเห็นอย่างไรกับบทบาทของรัฐมนตรีในยุคนี้บ้างครับ? การที่รัฐบาลพยายามลงมาสื่อสารเชิงรุกมากขึ้น ถือเป็นทิศทางที่ดีในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริงครับ

ที่มา – ภูมิใจไทยยังเป็นปึกแผ่น “ภราดร” ยัน “อนุทิน-ไชยชนก-พิพัฒน์” ไม่มีรอยร้าว

เจาะลึกประวัติ รัชพงศ์ ชูแก้ว ขุนพลคู่ใจ พิพัฒน์ ลาออกฟ้าผ่า

ประวัติ รัชพงศ์ ชูแก้ว ขุนพลคู่ใจ พิพัฒน์ ลาออกฟ้าผ่า

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยเมื่อช่วงต้นเดือนกรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา เมื่อมีการรายงานข่าวว่า นายรัชพงศ์ ชูแก้ว ได้ยื่นใบลาออกจากตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม สร้างความประหลาดใจให้กับหลายฝ่าย โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากระยะเวลาการทำงานที่เรียกได้ว่านั่งเก้าอี้นี้ไม่ถึง 3 เดือนดี ภายหลังได้รับการแต่งตั้งในรัฐบาลอนุทิน 2

หากกล่าวถึง ประวัติ รัชพงศ์ ชูแก้ว ขุนพลคู่ใจ พิพัฒน์ ลาออกฟ้าผ่า ในครั้งนี้ ต้องบอกว่าไม่ใช่เรื่องธรรมดา เพราะนายรัชพงศ์ถือเป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญและมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม มาอย่างยาวนาน กระแสข่าวที่ถูกจับตามองอย่างมากในขณะนี้ คือการตั้งข้อสังเกตว่าการก้าวลงจากตำแหน่งครั้งนี้ อาจมีความเกี่ยวพันกับกระแสข่าวเรื่องญาติที่มีนามสกุลเดียวกันสอบติดท้องถิ่นได้คะแนนอันดับ 2 ซึ่งกลายเป็นประเด็นดราม่าที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ทางการเมือง

เส้นทางทางการเมืองของ รัชพงศ์ ชูแก้ว

ก่อนหน้าที่จะมาดำรงตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีฯ นายรัชพงศ์ ชูแก้ว ถือเป็นผู้คร่ำหวอดในเวทีการเมืองท้องถิ่นภาคใต้อย่างเต็มตัว โดยมีผลงานที่น่าสนใจดังนี้:

  • เคยดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ส.อบจ.) สงขลา เขตอำเภอหาดใหญ่
  • เคยดำรงตำแหน่งรองนายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่
  • ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดสงขลา เขต 2 ในนามพรรคภูมิใจไทย เมื่อปี 2566

การก้าวเข้ามาเป็นมือขวาของนายพิพัฒน์ในช่วงที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่รัฐมนตรีมีต่อตัวนายรัชพงศ์ แต่เมื่อเหตุการณ์การลาออกเกิดขึ้นอย่างกะทันหันเช่นนี้ ก็อดไม่ได้ที่สาธารณชนจะตั้งคำถามว่า อะไรคือสาเหตุที่แท้จริงเบื้องหลังการตัดสินใจครั้งนี้ เพราะการที่ ประวัติ รัชพงศ์ ชูแก้ว ขุนพลคู่ใจ พิพัฒน์ ลาออกฟ้าผ่า เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่มีกระแสสังคมวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการสอบท้องถิ่นพอดี ย่อมเป็นชนวนเหตุให้เกิดการตีความไปต่างๆ นานา

แม้ว่าจะยังไม่มีการชี้แจงอย่างเป็นทางการจากปากของเจ้าตัว แต่การเคลื่อนไหวทางการเมืองในระดับสูงเช่นนี้ย่อมมีนัยสำคัญ เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าบทบาทต่อไปของนายรัชพงศ์จะเป็นอย่างไร หรือนี่จะเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการปรับทัพใหญ่ในกระทรวงคมนาคมกันแน่ ในมุมมองของนักวิเคราะห์การเมือง การรักษาตำแหน่งให้เป็นที่ยอมรับในภาวะวิกฤตความเชื่อมั่นเป็นเรื่องที่ยากลำบาก และกรณีของ ประวัติ รัชพงศ์ ชูแก้ว ขุนพลคู่ใจ พิพัฒน์ ลาออกฟ้าผ่า คือบทเรียนสำคัญของนักการเมืองยุคปัจจุบันที่ต้องรับมือกับกระแสโซเชียลและตรวจสอบสังคมอย่างใกล้ชิด

ที่มา – ประวัติ “รัชพงศ์ ชูแก้ว” ขุนพลคู่ใจ “พิพัฒน์” ลาออกหลังนั่งเลขาฯ ไม่ถึง 3 เดือน

Scroll to top