รังสิมันต์ โรม

“โรม” เผย กมธ.มั่นคงฯ เชิญแจงปมสแกมเมอร์

“รังสิมันต์ โรม” เผย วงกมธ.ความมั่นคงฯ พรุ่งนี้ เชิญนายกฯ-รมว.ดีอี-ปปง.-หน่วยงานเกี่ยวข้องเพียบ ปมฟอกเงินกลุ่มทุนกัมพูชา โยงสแกมเมอร์ พ่วง MOU ดีอีกับธุรกิจในเครือ “เบน สมิธ” เรื่อง “โรม” เผย กมธ.มั่นคงฯ เชิญนายกฯ-รมว.ดีอี-ปปง. แจงปมสแกมเมอร์ต่อพรุ่งนี้ กำลังเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิด

วันที่ 10 ธ.ค. 2568 นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) เปิดเผยว่า พรุ่งนี้ (11 ธ.ค.) เวลา 9.30 น. กรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงฯ ตามกันต่อในกรณีของเบน สมิธ-ยิมเลียก และพวก ตลอดจนถึงกรณีของ Prime Opportunity Fund VCC ที่ปรากฏว่าเป็นเครือข่ายของนายเบน สมิธ โดยได้ทำ MOU กับกระทรวง DE มีความคืบหน้าอย่างไรจะได้รายงานพี่น้องประชาชนต่อไป

โดยสาระสำคัญในหนังสือนัดประชุมของ กมธ.ความมั่นคงฯ ระบุว่า จะพิจารณาศึกษาและติดตามความคืบหน้าการแก้ปัญหาการฟอกเงินของกลุ่มทุนกัมพูชาที่เชื่อมโยงกับสแกมเมอร์ กรณีของ Huione Group นายฮุนโต และกรณีการทำ MOU ระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กับบริษัท ไพรม์ ออพพอร์ทูนิตี้ ฟันด์ วีซีซี ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ รวมทั้งติดตามความคืบหน้าในการดำเนินการกรณีของนายเบน สมิธ และนายยิม เลียก

ทั้งนี้ กมธ.ความมั่นคงฯ มีการเชิญบุคคลที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ได้แก่ นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางเทคโนโลยี รมว.ดีอี ประธานกรรมการธุรกรรม คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เลขาธิการ ปปง. เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ผบช.สอท.) และผู้บัญชาการตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ผบช.ตม.)

“โรม” เผย กมธ.มั่นคงฯ เชิญนายกฯ-รมว.ดีอี-ปปง. แจงปมสแกมเมอร์ต่อพรุ่งนี้

การที่ กมธ.ความมั่นคงฯ เชิญบุคคลสำคัญหลายฝ่ายเข้าร่วมประชุม แสดงให้เห็นถึงความสำคัญและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกรณีดังกล่าว การฟอกเงินที่เชื่อมโยงกับสแกมเมอร์ และ MOU ที่ทำกับบริษัท ไพรม์ ออพพอร์ทูนิตี้ ฟันด์ วีซีซี ล้วนเป็นประเด็นที่ต้องได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วน

ทำไมเรื่อง “โรม” เผย กมธ.มั่นคงฯ เชิญนายกฯ-รมว.ดีอี-ปปง. แจงปมสแกมเมอร์ต่อพรุ่งนี้ ถึงสำคัญ?

ประเด็นนี้มีความสำคัญด้วยเหตุผลหลายประการ:

  • ความมั่นคงของประเทศ: การฟอกเงินและการทำธุรกรรมที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก
  • ผลกระทบต่อประชาชน: สแกมเมอร์และการหลอกลวงออนไลน์สร้างความเสียหายให้กับประชาชนเป็นจำนวนมาก การติดตามและแก้ไขปัญหาเหล่านี้จึงเป็นสิ่งที่จำเป็น
  • ความโปร่งใส: การทำ MOU กับบริษัทต่างชาติควรเป็นไปอย่างโปร่งใส และตรวจสอบได้ เพื่อป้องกันการทุจริตและผลประโยชน์ทับซ้อน

การประชุมครั้งนี้จึงเป็นการติดตามความคืบหน้า และหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน

ผลที่คาดว่าจะได้รับจากการประชุม

จากการประชุมที่กำลังจะเกิดขึ้น คาดว่าจะได้รับข้อมูลและความคืบหน้าในประเด็นต่างๆ ดังนี้:

  • ความคืบหน้าในการดำเนินการกับกลุ่มทุนกัมพูชาที่เชื่อมโยงกับสแกมเมอร์
  • รายละเอียดและความโปร่งใสในการทำ MOU ระหว่างกระทรวงดิจิทัลฯ กับบริษัท ไพรม์ ออพพอร์ทูนิตี้ ฟันด์ วีซีซี
  • แนวทางในการแก้ไขปัญหาการฟอกเงินและการหลอกลวงออนไลน์
  • มาตรการป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ประชาชนควรติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะผลลัพธ์ที่ได้จากการประชุมครั้งนี้ จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ และชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนโดยรวม หวังว่าการประชุม “โรม” เผย กมธ.มั่นคงฯ เชิญนายกฯ-รมว.ดีอี-ปปง. แจงปมสแกมเมอร์ต่อพรุ่งนี้ จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน เพื่อประโยชน์ของทุกคน

การติดตามข่าวสารและข้อมูลที่ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราสามารถเข้าใจสถานการณ์และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับตัวเราและสังคมโดยรวม

ที่มา – “โรม” เผย กมธ.มั่นคงฯ เชิญนายกฯ-รมว.ดีอี-ปปง. แจงปมสแกมเมอร์ต่อพรุ่งนี้

กมธ.กฎหมายฯ สว. ชี้ได้ข้อมูลดีทั้งเรื่องสแกมเมอร์-สตช.

คณะกรรมาธิการกฎหมายฯ สว. เผยได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับเรื่องสแกมเมอร์-สตช. หลังจากการเชิญ “บิ๊กโจ๊ก” เข้าชี้แจงข้อมูลสำคัญ

ประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมายและการยุติธรรม วุฒิสภา เปิดเผยว่า ได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งหลังจากการเชิญ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรอง ผบ.ตร. เข้าให้ข้อมูลในประเด็นที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องสแกมเมอร์-สตช. ด้าน พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ย้ำว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) จะต้องดำเนินการกวาดล้างภายในองค์กรให้สะอาดและโปร่งใส

เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 เวลา 15.45 น. ณ รัฐสภา ภายหลังการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมายและการยุติธรรม วุฒิสภา ได้เชิญ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรอง ผบ.ตร. เข้าให้ข้อมูลเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี, สแกมเมอร์ และเว็บพนัน โดยใช้เวลาในการประชุมกว่า 2 ชั่วโมง พล.ต.ท.บุญจันทร์ นวลสาย สว. ในฐานะประธาน กมธ. เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ทั้งในเรื่องของการปราบปรามสแกมเมอร์ รวมถึงกระแสข่าวที่กล่าวหาว่า สตช.เป็นองค์กรอาชญากรรม กมธ. ได้รับแนวทางที่เป็นประโยชน์ว่าใครเกี่ยวข้องอย่างไร และถือเป็นหน้าที่ของวุฒิสภาในการส่งข้อมูลเหล่านี้ไปยังผู้บริหารประเทศเพื่อดำเนินการต่อไป

กมธ.กฎหมายฯ สว. ชี้ได้ข้อมูลดีทั้งเรื่องสแกมเมอร์-สตช.

“บิ๊กโจ๊ก” ย้ำ สตช. ต้องกวาดบ้านให้สะอาดโปร่งใส

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า บรรยากาศในการให้ข้อมูลครั้งนี้แตกต่างจากการชี้แจงต่อ กมธ. ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อรองหัวหน้าพรรคประชาชน เป็นประธาน กมธ. เพราะวันนี้เป็นการให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนและบ้านเมือง เพื่อส่งต่อถึงผู้บริหารประเทศเพื่อเร่งแก้ไขปัญหา โดยขั้นตอนต่อไปคือ ประธาน กมธ. จะนำไปสรุปรายละเอียดและนำเสนอตามหน้าที่ ส่วนกรณีองค์กรอาชญากรรมที่ตนได้ระบุไปนั้น มีจุดประสงค์เพื่อให้องค์กรตำรวจได้ทำการแก้ไขปรับปรุง จะไม่ยอมให้คนเพียง 200 กว่าคน มาทำให้คน 2 แสนกว่าคนต้องเสียหาย และได้กล่าวเน้นย้ำว่า สตช. ต้องไปแก้ไขให้ตรงจุด ทำให้โปร่งใสในทุกคดี ทั้งคดีเว็บพนัน และคดีของนายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส. สงขลา พรรคกล้าธรรม ถือเป็นเรื่องที่สังคมต้องติดตามว่าเหตุใด ทั้งสแกมเมอร์ และเว็บพนันออนไลน์ รวมถึงบัญชีม้ายังคงมีอยู่ เหตุใดจึงสามารถยึดทรัพย์นายชนนพัฒฐ์ได้เพียง 31 ล้านบาทเท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ สตช. จะต้องบูรณาการทุกส่วน และทำความจริงให้ปรากฏและโปร่งใสต่อสังคม

ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับ สแกมเมอร์-สตช.

การให้ข้อมูลของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ในครั้งนี้ ทำให้คณะกรรมาธิการได้รับทราบถึงข้อมูลเชิงลึกที่สำคัญเกี่ยวกับปัญหาสแกมเมอร์-สตช. ซึ่งเป็นประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อองค์กรตำรวจ การเปิดเผยข้อมูลอย่างตรงไปตรงมาและความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาภายในองค์กร ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะทำให้ สตช. เป็นองค์กรที่โปร่งใสและน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น

  • ความสำคัญของการปราบปรามสแกมเมอร์: สแกมเมอร์เป็นภัยคุกคามที่สร้างความเสียหายให้กับประชาชนจำนวนมาก การปราบปรามสแกมเมอร์อย่างจริงจังจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง
  • การแก้ไขปัญหาภายใน สตช.: การที่มีบุคคลากรใน สตช. เข้าไปเกี่ยวข้องกับอาชญากรรม ทำให้องค์กรเสื่อมเสียชื่อเสียง การแก้ไขปัญหาภายในองค์กรจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชน
  • ความโปร่งใสและความรับผิดชอบ: ความโปร่งใสและความรับผิดชอบในการดำเนินงานของ สตช. เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจจากประชาชน

การที่คณะกรรมาธิการได้รับข้อมูลที่ดีเกี่ยวกับเรื่องสแกมเมอร์-สตช. ถือเป็นก้าวสำคัญในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและการปรับปรุงองค์กรตำรวจให้มีความโปร่งใสและน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น การติดตามและตรวจสอบการดำเนินงานของ สตช. อย่างต่อเนื่องจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยให้มั่นใจได้ว่าการแก้ไขปัญหาจะดำเนินการไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

การที่ สตช. กล้าที่จะเปิดเผยข้อมูลและดำเนินการแก้ไขปัญหาภายในองค์กรแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาเหล่านี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อให้การปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและการปรับปรุงองค์กรตำรวจเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

ที่มา – กมธ.กฎหมายฯ สว. ชี้ได้ข้อมูลดีทั้งเรื่องสแกมเมอร์-สตช. หลังเชิญ “บิ๊กโจ๊ก” แจง

“กัมพูชา” ใช้ทุ่นระเบิดเบี่ยงเบน? โรมเสนอ 4 มาตรการ

“โรม” มั่นใจ “กัมพูชา” กำลังใช้ทุ่นระเบิดเบี่ยงเบนความสนใจ จากปัญหาสแกมเมอร์ให้กลับมาที่ความขัดแย้งตามแนวชายแดนอีกครั้ง เสนอ 4 มาตรการเด็ดขาดตัดวงจรฟอกเงิน

เมื่อเวลา 14.29 น. วันที่ 11 พ.ย. 2568 นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความเสียใจที่ทหารไทยต้องสูญเสียขาและได้รับบาดเจ็บ โดยระบุว่า นี่คืออีกเหตุการณ์ที่แสดงถึงความป่าเถื่อนและไม่เคารพข้อตกลงใดๆ ระหว่างประเทศของฝ่ายกัมพูชา ซึ่งตนเชื่อว่าการกระทำของฝ่ายกัมพูชา เป็นความพยายามที่ต้องการเบี่ยงเบนความสนใจจากเรื่องสแกมเมอร์ มาเป็นเรื่องความขัดแย้งตามแนวชายแดน โดยเฉพาะเมื่อหนึ่งในข้อตกลงในการเจรจาสันติภาพที่มีเรื่องของการปราบปรามการหลอกลวงออนไลน์อย่างสแกมเมอร์เอาไว้ด้วย ซึ่งส่งผลเสียหายต่อแหล่งรายได้ของกัมพูชา ตลอดจนภาพลักษณ์นานาอารยประเทศที่เข้ามาว่ากัมพูชาเป็นศูนย์กลางของปัญหาอาชญากรรมทางไซเบอร์

นายรังสิมันต์ กล่าวด้วยว่า ด้วยแรงกดดันของสังคมไทยที่มีต่อรัฐบาลไทย ประกอบกับแรงกดดันจากนานาชาติ ซึ่งในระยะหลังทำให้มีการออกหมายจับกับบรรดาบุคคลสำคัญของแก๊งสแกมเมอร์ในกัมพูชามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ก๊กอาน หรือลียงพัด ซึ่งมีความใกล้ชิดสนิทสนมกับตระกูลฮุนเป็นอย่างมาก นอกจากนี้เราต้องไม่ลืมว่าประเทศไทยได้เป็นสรวงสวรรค์ของการฟอกเงินผิดกฎหมายของอาชญากรข้ามชาติในกัมพูชา รวมถึงเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจระดับห้าดาวเพื่อให้หายเหนื่อยและหายเครียดจากการสแกมคนทั่วโลก ดังนั้นถ้าเมื่อไหร่ที่ประเทศไทยมีปฏิบัติการเชิงรุกต่อแก๊งสแกมเมอร์ในกัมพูชา กัมพูชาจะไม่มีทางอยู่เฉยเรื่องนี้ เพราะรายได้จากการหลอกลวงคนทั่วโลกในกัมพูชาคิดเป็น 60% ของจีดีพีกัมพูชา

นายรังสิมันต์ กล่าวด้วยว่า ด้วยเหตุนี้จึงเชื่อว่าการวางทุ่นระเบิด จึงมีความเป็นไปได้อย่างมาก เพื่อเปลี่ยนแรงกดดันจากฝ่ายไทยในเรื่องสแกมเมอร์ มาเป็นเรื่องปัญหาความขัดแย้งตามแนวชายแดนโดยกัมพูชาหวังว่าจะใช้ภาพลักษณ์ของความเป็นประเทศเล็กเป็นเหยื่อเพื่อหลอกลวงคนทั่วโลกว่าฝ่ายไทยได้รังแกกัมพูชา ทั้งนี้เราต้องไม่ลืมว่าฝ่ายกัมพูชาได้ติดตามข่าวสารจากเมืองไทยอย่างใกล้ชิดและพยายามใช้ความได้เปรียบตรงนี้เพื่อทำให้เรื่องราวของสแกมเมอร์ถูกลดความสำคัญลงไป

จึงมีข้อเสนอเพื่อแก้ปัญหาดังต่อไปนี้

  • 1. นายกรัฐมนตรีต้องสั่งการ และอนุมัติงบประมาณอย่างเร่งด่วนให้มีการติดตั้งกล้องวงจรปิดต่างๆ ซึ่งในปัจจุบันมีราคาที่ถูกลงเป็นอย่างมาก เพื่อให้สามารถที่จะมอนิเตอร์พื้นที่ปฏิบัติการหรือแนวปฏิบัติการได้ตลอด 24 ชั่วโมง ด้านหนึ่งก็จะเป็นการสร้างความปลอดภัยให้กับทหารไทย อีกด้านหนึ่งก็จะได้เห็นกันไปเลยว่าทหารกัมพูชาได้มีการวางทุ่นระเบิดอย่างไรตามแนวชายแดนของประเทศไทย ซึ่งจะเป็นหลักฐานที่สำคัญในการเอาไปบอกกล่าวกับนานาอารยประเทศ
  • 2. งานต่างประเทศต้องทำเรื่องนี้อย่างแข็งขัน เพื่อให้ประเทศต่างๆได้รับรู้ข้อเท็จจริงว่ามีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น ไม่ใช่ให้เขารู้ก่อนจากกัมพูชาแล้วเราค่อยไปแก้ตัวทีหลัง ทำแบบนี้จะสร้างความรู้สึกว่าประเทศไทยแค่เพียงแก้ตัวเท่านั้น
  • 3. เสนอให้เปิดปฏิบัติการเชิงรุกต่อเครือข่ายสแกมเมอร์มากยิ่งขึ้น โดยเน้นเป้าหมายที่บุคคลที่มีความสำคัญหรือความใกล้ชิดต่อรัฐบาลกัมพูชา ไม่ว่าจะเป็นฮุนโต ที่มีความสัมพันธ์เป็นลูกพี่ลูกน้องกับนายกรัฐมนตรีของกัมพูชา เกี่ยวข้องกับ บริษัท ฮุ่ยวัน ซึ่งถูกทางการ FinCEN ของสหรัฐอเมริกาคว่ำบาตรและจับตาอย่างใกล้ชิดในฐานะที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงที่ผิดกฎหมาย ซึ่งเท่าที่ผมทราบทางการไทยก็มีข้อมูลของบริษัทนี้เช่นเดียวกัน การออกหมายจับ และการยึดอายัดทรัพย์ของฮุนโตจึงเป็นสิ่งที่พึงกระทำเป็นอย่างยิ่ง
  • 4. ตัดแขนตัดขาเครือข่ายที่กำลังทำปฏิบัติการฟอกเงินในประเทศไทย โดยเฉพาะในกรณีของเครือข่ายนายเบน สมิธ ซึ่งเป็นที่ปรึกษาที่ใกล้ชิดของสมเด็จฮุนเซน ใช้พาสปอร์ตทางการทูตของกัมพูชาและเข้าไปเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินและแก๊งสแกมเมอร์ในกัมพูชา อีกทั้งยังมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับนักการเมืองไทย รัฐบาลสมควรจะเปิดปฏิบัติการใกล้ชิดในการกวาดล้างเครือข่ายเหล่านี้เพื่อทำให้การฟอกเงินผิดกฎหมายจากกัมพูชาในประเทศไทยถูกทำลายลง นอกจากนี้สำหรับเครือข่ายที่เชื่อมโยงกับนายยิม เลียก ก็สามารถดำเนินการในลักษณะเดียวกันได้ถึงเวลาประเทศไทยทำลายล้างเครือข่ายพวกนี้ให้สิ้นซากได้แล้ว

หวังรัฐบาลเข้าใจ

“ผมหวังว่ารัฐบาลจะมองปัญหาครั้งนี้อย่างเข้าใจ และตีโจทย์เรื่องนี้ได้แตกฉาน และแก้ปัญหาอย่างตรงประเด็น เชื่อว่าแนวทางนี้จะทะลุใจกลางปัญหาที่มีระหว่างไทยและกัมพูชา” นายรังสิมันต์ กล่าว

นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ออกมาแสดงความเห็นอย่างชัดเจนว่ากัมพูชากำลังใช้การวางทุ่นระเบิดเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์ และสแกมเมอร์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์และเศรษฐกิจของกัมพูชาเอง เขาได้เสนอ 4 มาตรการเด็ดขาดเพื่อตัดวงจรฟอกเงินที่เชื่อมโยงกับกลุ่มอาชญากรเหล่านี้ในประเทศไทย

“กัมพูชา” ใช้ทุ่นระเบิดเบี่ยงเบน? โรมเสนอ 4 มาตรการ

มาตรการที่นายรังสิมันต์เสนอมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนนี้ การติดตั้งกล้องวงจรปิดตามแนวชายแดนจะช่วยเพิ่มความโปร่งใสและสร้างความปลอดภัยให้กับทหารไทย ในขณะเดียวกัน การทำงานร่วมกับนานาชาติเพื่อให้รับรู้ถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจะช่วยสร้างแรงกดดันต่อกัมพูชาให้แก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง การเปิดปฏิบัติการเชิงรุกต่อเครือข่ายสแกมเมอร์ และการตัดวงจรฟอกเงินในประเทศไทย จะเป็นการทำลายฐานที่มั่นของกลุ่มอาชญากรเหล่านี้ และส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าประเทศไทยจะไม่ยอมให้มีการใช้ประเทศเป็นที่พักพิงของอาชญากรข้ามชาติ

ทำไมต้องตัดวงจรฟอกเงินที่เชื่อมโยงกับ “กัมพูชา” ใช้ทุ่นระเบิดเบี่ยงเบน?

การฟอกเงินเป็นปัญหาที่ซับซ้อนและส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ การตัดวงจรฟอกเงินที่เชื่อมโยงกับอาชญากรรมข้ามชาติจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศไทยกลายเป็นแหล่งฟอกเงินของกลุ่มอาชญากรเหล่านี้ การดำเนินการอย่างเด็ดขาดตามมาตรการที่นายรังสิมันต์เสนอ จะช่วยรักษาผลประโยชน์ของชาติ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนานาชาติว่าประเทศไทยมีความมุ่งมั่นในการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ

การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างไทยและกัมพูชาต้องอาศัยความเข้าใจและร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด การที่นายรังสิมันต์ออกมาให้ความเห็นและเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างตรงไปตรงมา ถือเป็นการกระตุ้นให้รัฐบาลไทยตระหนักถึงความสำคัญของปัญหา และเร่งดำเนินการแก้ไขอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน และรักษาผลประโยชน์ของชาติ

ที่มา – “โรม” มั่นใจ “กัมพูชา” กำลังใช้ทุ่นระเบิดเบี่ยงเบนความสนใจ เสนอ 4 มาตรการเด็ดขาดตัดวงจรฟอกเงิน

“โรม” เย้ย MOU ปราบสแกมเมอร์แค่พิธีการ

“โรม” เย้ย นายกฯ ทำ MOU ผนึก 14 หน่วยงาน ปราบอาชญากรรมทางเทคโนโลยี แค่พิธีการ ประชาชนหวังเห็นผลลัพธ์มากกว่า ลั่นคนทั้งโลกสงสัย “ธรรมนัส” ถ้าไม่ปลด รัฐบาลยากที่จะมีความเชื่อมั่น 

วันที่ 6 พ.ย. 2568 ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม สส. บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะ ประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึง กรณีที่นายกรัฐมนตรี เป็นประธานลงนาม MOU เรื่องการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีว่า เรื่องการทำ MOU ประเด็นสำคัญมันไม่ได้อยู่ที่การทำ MOU ที่เป็นแค่พิธีการ แต่พิธีการเหล่านี้จะมีความหมาย หรือไม่ ก็อยู่ที่การปฏิบัติหน้าที่จริงๆ แต่ถ้าไม่มีการปฏิบัติหน้าที่แล้วก็ไปเอาในเรื่องของการสอบสวน ในเรื่องของเส้นเงินต่างๆมา เพื่อดำเนินคดีเอาผิดกับบุคคลต่างๆ ตนคิดว่าเป็นไปไม่ได้เลย ในการที่จะปราบสแกมเมอร์ การลงนาม MOU เพียงแค่มารวมพลังกันนี้ ตนคิดว่ามันยังไม่เห็นผลในการปฏิบัติ อาจจะมีดีอยู่บ้างที่จะได้เห็นภาพการทำงานร่วมกัน มันก็ได้แค่นี้ แต่สิ่งที่สังคมคาดหวัง คือการได้ผลลัพธ์ที่ดี คือการจัดการกับพวกทุนสีเทา และนับตั้งแต่เรื่องนี้ที่มีการตรวจสอบคนในรัฐบาลอย่างเข้มแข็ง เราก็มักจะเห็นข่าวมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าเจ้าหน้าที่ไปจับกุมเว็บนั้น ทลายเว็บนี้ ซึ่งจริงๆเราก็ยังไม่รู้ ว่าจะนำไปสู่การจัดการตัวคีย์แมนจริงๆ อย่างไร แต่อย่างน้อยที่สุด เราก็มีข้อมูลอยู่ในมือ ซึ่งเป็นตัวคีย์แมนระดับโลกอย่างปริ้นซ์ กรุ๊ป ก็ยังไม่มีความคืบหน้าตรงนี้เลย หรือก๊กอาน ที่บอกว่าออกหมายจับ ก็ต้องชี้แจงให้ชัดว่ามีการดำเนินการอย่างไร หรือนายลี ยงพัด ที่บอกว่ามีการยึดทรัพย์ ก็น้อยมาก 

เรียกร้องปลด  “ธรรมนัส”

นายรังสิมันต์ กล่าวว่า แม้กระทั่งนายเบน สมิธ เอายังไง ยิม เลียก เอายังไง นี่คือสิ่งที่เรายังไม่ได้เห็นในส่วนนี้ แล้วมากไปกว่านั้นความเชื่อมั่นที่รัฐบาลจะต้องมอบให้ประชาชนคือการปลดร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ออกจากรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตนคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ ถ้ายังอุ้มกันแบบนี้ไปเรื่อยๆ คิดว่ารัฐบาลนี้ยากที่จะมีความเชื่อมั่นได้

สังคมสงสัยเชื่อมโยง เบน สมิธ

เมื่อถามว่านายกรัฐมนตรีได้ถามกับผู้สื่อข่าววันนี้ว่าการปลดร้อยเอกธรรมนัส เกี่ยวอะไรกับการปราบสแกมเมอร์ นายรังสิมันต์ กล่าวว่าวันนี้ต้องยอมรับว่าร้อยเอกธรรมนัส เป็นส่วนหนึ่งที่ถูกสังคมและกรรมาธิการสงสัยว่ามีความเชื่อมโยง กับนายเบน สมิธ ซึ่งตนเชื่อว่านายกรัฐมนตรีมีทักษะภาษาอังกฤษ ผู้ช่วยคนไหนก็ได้ ไปเปิดดู ร่างกฎหมายสภาคองเกรส ที่เขาเสนอกันได้ระบุชื่อใครบ้าง หนึ่งในนั้นคือนายเบน สมิธ ถามว่าถึงขนาดนี้จะไม่ให้เราสงสัย ถึงความสัมพันธ์ระหว่างร้อยเอกธรรมนัส กับนายเบน สมิธ ได้อย่างไร ซึ่งร้อยเอกธรรมนัสก็เป็นคนพูดเองว่ารู้จัก ถ้าจนถึงตอนนี้เรายังไม่เห็นผลประโยชน์ที่มันทับซ้อน กันและกัน ถ้านายกฯไม่สงสัย ก็เป็นเรื่องที่แปลกประหลาดมาก

รับไม่ได้นายกฯยังอุ้ม

นายรังสิมันต์ กล่าวด้วยว่า ดังนั้นเราเห็นรูปแบบถึงการพึ่งพาช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ระหว่างนายเบน สมิธ กับร้อยเอกธรรมนัส และร้อยเอกธรรมนัสคือคนที่ทั้งโลก สงสัยอยู่ว่าเกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ ถ้านายกฯจะมาอุ้มชูร้อยเอกธรรมนัส แบบนี้ตนรับไม่ได้ เรื่องนี้น่าผิดหวัง ถ้าจะมาปกป้องร้อยเอกธรรมนัส กันแบบนี้และ “ผมก็อยากให้นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย ช่วยบอกนายกรัฐมนตรีหน่อยว่า ตกลงใครเป็นโจร ช่วยไปชี้ให้หน่อย เพราะท่านชาดารู้ดีว่าใครเป็นใคร” 

พบนักการเมืองเอี่ยมเส้นเงิน

เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามว่ารายละเอียดในเอกสารที่พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์นำมามอบให้กับคณะกรรมาธิการนั้นมีเนื้อหาอย่างไรบ้าง ซึ่งทางนายรังสิมันต์ เปิดเผยเพียงสั้นๆว่าเท่าที่ดูผ่านๆ ก็เป็นเอกสารที่เกี่ยวข้องกับเส้นทางการเงินว่าเงินจำนวนเท่าไร ไหลเข้าไปสู่บัญชีของใครบ้าง ซึ่งจากการที่ดูในรายละเอียดคร่าวๆ ก็เห็นว่า ตามเอกสารเส้นทางการเงินปรากฏชื่อของบุคคล ในระดับผู้บังคับบัญชาของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเข้าไปเกี่ยวข้องอีกหลายคน รวมถึง ผู้บังคับบัญชาระดับสูงทั้งในอดีตและปัจจุบันของกองบัญชาการสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และนอกจากนี้ก็ยังพบว่ามีนักการเมืองจากพรรคการเมืองอื่น นอกจากพรรคกล้าธรรมเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องเหล่านี้ด้วย

“โรม” เย้ย นายกฯ ทำ MOU ผนึก 14 หน่วยงาน ปราบสแกมเมอร์แค่พิธีการ

ความคืบหน้าล่าสุดในการปราบสแกมเมอร์

จากกรณีที่นายรังสิมันต์ โรม ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำ MOU ของรัฐบาลในการปราบสแกมเมอร์ ทำให้เกิดคำถามถึงความจริงจังในการแก้ไขปัญหา และประสิทธิภาพของมาตรการที่ออกมา

  • การลงนาม MOU เป็นเพียงพิธีการหรือไม่?
  • รัฐบาลมีความจริงใจในการจัดการกับปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีแค่ไหน?
  • ประชาชนจะได้รับประโยชน์อะไรจากการปราบปรามสแกมเมอร์?

ขณะที่สังคมกำลังจับตาดูการดำเนินการของรัฐบาลในการปราบสแกมเมอร์ เราก็ต้องไม่ลืมที่จะตรวจสอบข้อมูล และติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าการแก้ไขปัญหานี้เป็นไปอย่างโปร่งใส และมีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง

สิ่งที่เกิดขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงความไม่เชื่อมั่นของประชาชนต่อการทำงานของรัฐบาลในเรื่องการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ การสร้างความเชื่อมั่นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการ

ที่มา – “โรม” เย้ย นายกฯ ทำ MOU ผนึก 14 หน่วยงาน ปราบสแกมเมอร์แค่พิธีการ รับข้อมูลเส้นเงินโยงนักการเมือง

รังสิมันต์ โต้ ไผ่ ปมกล่าวหา “ปชช.” เลื่อนลอย

“โรม” ซัดกลับ “ไผ่ ลิกค์” ปมปูดพรรคประชาชน เอาเงินผู้ช่วย สส. จ่ายสมาชิกพรรค ไม่ใช่ข้อมูลใหม่ หวังดิสเครดิตฝ่ายค้าน ถามกลับตอนสมัครสมาชิก “พรรคกล้าธรรม” ทำเองหรือมีคนทำให้ ฉะกล่าวหาเลื่อนลอย ไม่มีความรู้พื้นฐานเรื่องฟอกเงิน-บัญชีม้า

วันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 นายรังสิมันต์ โรม สส. บัญชีรายชื่อ ในฐานะรองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีที่นายไผ่ ลิกค์ สส. กำแพงเพชร พรรคกล้าธรรม เปิดเผยถึงการนำเงินของผู้ช่วย สส. มาจ่ายค่าสมาชิกพรรค ว่าข้อมูลดังกล่าวไม่ใช่ข้อมูลใหม่ แต่มีความพยายามโจมตีพรรคประชาชนจากเพจหนึ่ง โดยไม่ได้กังวลอะไร เพราะมีความพยายามในการดิสเครดิตการทำงานของพรรคการเมืองฝ่ายค้าน และยืนยันว่าการสมัครสมาชิกพรรคประชาชนมีขั้นตอน 4 ข้อ คือจะต้องถ่ายรูปพร้อมกับบัตรประชาชนลงสมัครระบบออนไลน์ และมีการยืนยันด้วยระบบ OTP จากนั้นจะมีการสุ่มตรวจ หากมีการร้องเรียนก็จะตรวจทุกคน โดยยอมรับว่าการสมัครสมาชิกพรรคที่ผ่านมามีปัญหาบ้าง แต่มีกระบวนการสำหรับการตรวจสอบ 1,400 ชื่อรอตรวจสอบ ซึ่งมีการตรวจสอบอย่างเข้มข้น และย้ำว่ากระบวนการสมัครสมาชิกพรรคประชาชนมีมาตรฐานที่สูง พร้อมย้อนให้ไปถามการสมัครสมาชิกพรรคกล้าธรรม ทำอย่างไร มีหัวคะแนน ไปเกณฑ์รายชื่อมาหรือไม่

ส่วนกรณีที่มีการกล่าวหาว่านำเงินเดือนผู้ช่วย สส. ไปจ่ายค่าสมาชิก นายรังสิมันต์ ยืนยันว่า ไม่สามารถทำได้และผิดกฎหมาย และพรรคประชาชนไม่เคยมีคำสั่ง หรือมีแนวนโยบายให้ทำเช่นนั้น และพร้อมที่จะเอาผิดหากพบกรณีดังกล่าวเกิดขึ้น

“ไม่ได้เป็นคำสั่งของพรรค สมมติหากเป็นการกระทำของบางคน ผมพร้อมดำเนินการตามกฎหมาย ไม่ได้มีปัญหาอะไรในการที่จะตรวจสอบ และยืนยันว่าในส่วนของพรรคประชาชนมีคนพร้อมตรวจสอบเราเยอะ หน่วยงานองค์กรอิสระต่างๆพร้อมตรวจสอบเรา ดังนั้นเราไม่มีความกังวลในเรื่องนี้” นายรังสิมันต์ กล่าว

นายรังสิมันต์ ตั้งข้อสังเกตว่า วันนี้มีความพยายามที่จะเบี่ยงเบนประเด็น ทำให้เรื่องสแกมเมอร์เป็นเรื่องเฉพาะตัว เป็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน หรือผลประโยชน์ทางการเมือง และยืนยันว่าส่วนตัวไม่ได้มีความโกรธหรือเกลียดร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นการส่วนตัว และไม่เคยโกรธเกลียดนายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส. สงขลา พรรคกล้าธรรม หรือไม่ได้รู้จักนายเบน สมิธ หรือ นายยิม เลียกเป็นการส่วนตัว โดยชี้ว่าการดำเนินการของตนเองทำให้ได้รับภาระทั้งคดีความ หรือบางคนก็เป็นห่วงในเรื่องความปลอดภัยในชีวิต และยืนยันว่าการทำทั้งหมดไม่ได้เงินอะไรเพิ่ม แต่ที่พยายามทำหน้าที่ตรงนี้เป็นเรื่องผลประโยชน์ของชาติ เมื่อมาอยู่ตรงนี้ก็ต้องพยายามทำหน้าที่ให้ถึงที่สุด เพราะไม่รู้จะยืนอยู่จุดนี้ได้นานแค่ไหน และเน้นย้ำว่าภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย หรือ อริราชศัตรู ในราชอาณาจักรไทยที่ใหญ่ที่สุด คือสิ่งที่เรียกว่า ทุนสีเทา ที่กำลังจะยึดประเทศไทย หากไม่เข้าใจในเรื่องนี้และนำประเด็นยิบย่อยมาเบี่ยงประเด็น เป็นเรื่องการตีกันของคนไม่กี่คน มองว่าประเทศไทยเราจบ

“วันนี้เราต้องตระหนักว่าทุนสีเทากำลังยึดประเทศไทยทั่วทุกแห่ง ของภูมิภาคไม่ใช่แค่กรุงเทพฯ ในแต่ละจังหวัดจะเห็นร่องรอยของทุนสีเทาทั้งสิ้น” นายรังสิมันต์ กล่าว

นายรังสิมันต์ ชี้ว่านายไผ่ ลิกค์ ไม่มีความรู้พื้นฐานเรื่องการฟอกเงินและบัญชีม้า ซึ่งบัญชีม้าเป็นกรณีที่ให้บุคคลอื่นควบคุมบัญชีไม่ใช่เจ้าของบัญชี และการฟอกเงิน ต้องเริ่มที่เงินผิดกฎหมายไม่ใช่เงินถูกกฎหมาย ในพรรคประชาชนไม่เคยมีนโยบายให้ผู้ช่วย สส. นอนอยู่เฉย ๆ นอนกระดิกเท้าหายใจไปวัน ๆ ทุกคนจะต้องทำงาน เพราะพรรคประชาชนเป็นพรรคที่มีทรัพยากรจำกัด ดังนั้นทุกคนต้องมีภารกิจมีงานที่ต้องทำ ก่อนจะทิ้งท้ายว่า ข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นข้อกล่าวหาที่เลื่อนลอย

“โรม” โต้ “ไผ่” กล่าวหา ปชน. เลื่อนลอย ไม่มีความรู้พื้นฐานเรื่องฟอกเงิน-บัญชีม้า

จากประเด็นร้อนทางการเมืองที่นายไผ่ ลิกค์ สส. กำแพงเพชร พรรคกล้าธรรม ได้ออกมากล่าวหาพรรคประชาชน (ปชน.) เกี่ยวกับการใช้เงินผู้ช่วย สส. มาจ่ายค่าสมาชิกพรรคนั้น นายรังสิมันต์ โรม สส. บัญชีรายชื่อ ในฐานะรองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ออกมาตอบโต้และชี้แจงถึงประเด็นดังกล่าวอย่างละเอียด พร้อมทั้งตั้งข้อสังเกตถึงเจตนาเบื้องหลังการออกมาเปิดเผยข้อมูลในครั้งนี้

รังสิมันต์ โต้ ไผ่ ปมกล่าวหา “ปชช.” เลื่อนลอย ไร้ความรู้เรื่องฟอกเงิน

นายรังสิมันต์ โรม ได้เน้นย้ำว่าข้อมูลที่นายไผ่ ลิกค์ นำมาเปิดเผยนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ และเป็นการนำข้อมูลเก่าจากเพจหนึ่งมาโจมตีพรรคประชาชน (ปชน.) อีกครั้ง โดยมีจุดประสงค์เพื่อดิสเครดิตการทำงานของพรรคการเมืองฝ่ายค้าน

พร้อมกันนี้นายรังสิมันต์ ยังได้อธิบายถึงกระบวนการสมัครสมาชิกพรรคประชาชน ที่มีขั้นตอนที่เข้มงวดและมีการตรวจสอบอย่างละเอียด เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้น

นอกจากนี้ นายรังสิมันต์ ยังได้กล่าวถึงประเด็นที่นายไผ่ ลิกค์ กล่าวหาว่าพรรคประชาชนนำเงินเดือนผู้ช่วย สส. ไปจ่ายค่าสมาชิกพรรค โดยยืนยันว่าไม่สามารถทำได้และผิดกฎหมาย พร้อมทั้งย้ำว่าพรรคประชาชนไม่มีนโยบายให้กระทำการดังกล่าว

นายรังสิมันต์ ยังได้ตั้งข้อสังเกตว่า มีความพยายามที่จะเบี่ยงเบนประเด็นจากเรื่องสแกมเมอร์ให้เป็นเรื่องส่วนตัวหรือเรื่องผลประโยชน์ทางการเมือง และเน้นย้ำถึงภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทยคือ ทุนสีเทา ที่กำลังจะยึดประเทศไทย

นายรังสิมันต์ ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า นายไผ่ ลิกค์ ไม่มีความรู้พื้นฐานเรื่องการฟอกเงินและบัญชีม้า ซึ่งเป็นประเด็นที่สำคัญและเกี่ยวข้องกับเรื่องที่กล่าวหาพรรคประชาชน

จากการตอบโต้ของนายรังสิมันต์ โรม ทำให้เห็นว่าพรรคประชาชน (ปชน.) พร้อมที่จะตรวจสอบและชี้แจงทุกประเด็นที่ถูกกล่าวหา และยืนยันที่จะทำงานเพื่อผลประโยชน์ของชาติอย่างเต็มที่

การออกมาตอบโต้ของนายรังสิมันต์ โรมในครั้งนี้ เป็นการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนของพรรคประชาชน (ปชน.) ในการตอบโต้ข้อกล่าวหาต่างๆ และแสดงความมุ่งมั่นในการทำงานเพื่อประเทศชาติ ถึงแม้จะมีอุปสรรคและความท้าทายต่างๆ ก็ตาม

ที่มา – “โรม” โต้ “ไผ่” กล่าวหา ปชน. เลื่อนลอย ไม่มีความรู้พื้นฐานเรื่องฟอกเงิน-บัญชีม้า

อนุดิษฐ์ ซัดโรม ปั่นเกมใส่ร้าย กล้าธรรมไม่เกี่ยวสแกมเมอร์

“อนุดิษฐ์” ซัด “โรม” ปั่นเกมการเมืองใส่ร้ายกล้าธรรม ลั่น “ธรรมนัส” ไม่เกี่ยวสแกมเมอร์ ท้ามีหลักฐานจริง ส่งให้เจ้าหน้าที่ดำเนินคดีได้ทันที พร้อมสนับสนุนรัฐบาลปราบสแกมเมอร์เป็นวาระแห่งชาติ

วันที่ 3 พ.ย. 2568 น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ประธานยุทธศาสตร์พรรคกล้าธรรม (กธ.) ในฐานะคณะทำงานวอร์รูมพรรคกธ.เพื่อตรวจสอบกรณีการอภิปรายและให้สัมภาษณ์กล่าวพาดพิงสมาชิกพรรคกธ.เชื่อมโยงสแกมเมอร์ ออกแถลงการณ์ตอบโต้กรณีที่นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน(ปชน.) อภิปรายและให้สัมภาษณ์เชื่อมโยงชื่อ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯและรมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกับขบวนการสแกมเมอร์-ทุนสีเทาข้ามชาติ ว่า ข้อกล่าวหาดังกล่าว ไม่มีหลักฐานและบิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างร้ายแรง เป็นความพยายามจงใจโยงชื่อบุคคลและพรรคเพื่อหวังผลทางการเมือง มากกว่าจะเป็นการตรวจสอบโดยสุจริต

ซัดทำให้สังคมเข้าใจผิด

น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวว่า การนำข้อมูลผิดมาขยายความในสภา จนทำให้ประชาชนเข้าใจผิด ถือเป็นการกระทำที่ขาดความรับผิดชอบและสร้างความเสียหายต่อบุคคลบริสุทธิ์ และการที่ร.อ.ธรรมนัส และนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศึกษาธิการ ในฐานะหัวหน้าพรรค ไม่ได้เข้าชี้แจง กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐ เมื่อวันที่ 30 ต.ค.2568 ด้วยเหตุผลด้านภารกิจราชการและหลักการทางการเมือง ซึ่งเวที กมธ. ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองมากกว่าเวทีค้นหาความจริง พรรคกล้าธรรมเห็นว่า การตอบโต้บนเวทีลักษณะนี้ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชน

“ร.อ.ธรรมนัสได้ชี้แจงผ่านช่องทางราชการครบถ้วน และพร้อมให้ข้อมูลต่อหน่วยงานที่ตรวจสอบด้วยความเป็นธรรม หากฝ่ายค้านมีหลักฐานจริง ก็สามารถส่งให้เจ้าหน้าที่ดำเนินคดีได้ทันที”น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวและว่า

เสนอวาระแห่งชาติปราบสแกมฯ

 พรรคกล้าธรรมขอเสนอแนวทางเชิงรุกเพื่อแก้ไขปัญหาแก๊งหลอกลวงออนไลน์ โดยประกาศผลักดันให้รัฐบาลจัดตั้ง “วาระแห่งชาติปราบสแกมเมอร์” เพื่อบูรณาการทุกหน่วยงาน ตั้งแต่ตำรวจ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ไปจนถึงประเทศเพื่อนบ้าน แนวนโยบายดังกล่าวครอบคลุมทั้งการใช้ Big Data และ AI วิเคราะห์ธุรกรรมต้องสงสัย การจัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ และการดำเนินคดีโดยไม่ละเว้นผู้มีอิทธิพล การปราบปรามต้องไม่มีสองมาตรฐาน ไม่ว่าคนเล็กหรือคนใหญ่ ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ข้อกล่าวหาไม่ใช่คำพิพากษา ความจริงต้องชนะการบิดเบือน

ลั่นพร้อมพิสูจน์ความจริงทุกเวที

น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวด้วยว่า พรรคกธ.ยืนหยัดในความจริง ไม่ยอมให้การเมืองสกปรกทำลายคนบริสุทธิ์อีกต่อไป และจะเดินหน้าพิสูจน์ความจริงในทุกเวที และยึดมั่นทำงานเพื่อประชาชนด้วยความสุจริต โปร่งใส ไม่หวั่นไหวต่อแรงโจมตีทางการเมือง

อนุดิษฐ์ ซัดโรม ปั่นเกมใส่ร้าย กล้าธรรมไม่เกี่ยวสแกมเมอร์

จากกรณีที่นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้มีการอภิปรายและให้สัมภาษณ์เชื่อมโยง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า กับขบวนการสแกมเมอร์ ทำให้ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ประธานยุทธศาสตร์พรรคกล้าธรรม ต้องออกมาตอบโต้ โดยยืนยันว่าข้อกล่าวหาเหล่านั้นไม่มีมูลความจริง และเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างร้ายแรง ซึ่งเป็นความพยายามที่จะโยงชื่อบุคคลและพรรคเพื่อหวังผลทางการเมืองมากกว่า

น.อ.อนุดิษฐ์ ยังกล่าวอีกว่า การนำข้อมูลที่ไม่ถูกต้องมาขยายความในสภา ทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิด ถือเป็นการกระทำที่ขาดความรับผิดชอบ และสร้างความเสียหายต่อบุคคลบริสุทธิ์ นอกจากนี้ยังกล่าวถึงกรณีที่ ร.อ.ธรรมนัส และนางนฤมล ไม่ได้เข้าชี้แจง กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐ เนื่องจากติดภารกิจราชการและหลักการทางการเมือง เพราะเห็นว่าเวที กมธ. ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองมากกว่าการค้นหาความจริง

กล้าธรรม ลั่น ธรรมนัสไม่เกี่ยวสแกมเมอร์

น.อ.อนุดิษฐ์ ยังเน้นย้ำว่า ร.อ.ธรรมนัส ได้ชี้แจงผ่านช่องทางราชการครบถ้วน และพร้อมที่จะให้ข้อมูลต่อหน่วยงานที่ตรวจสอบด้วยความเป็นธรรม หากฝ่ายค้านมีหลักฐานจริง ก็สามารถส่งให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการทางกฎหมายได้ทันที พรรคกล้าธรรมพร้อมที่จะพิสูจน์ความจริงในทุกเวที และยืนยันว่าจะทำงานเพื่อประชาชนด้วยความสุจริต โปร่งใส และไม่หวั่นไหวต่อแรงโจมตีทางการเมือง

นอกจากนี้ พรรคกล้าธรรมยังได้เสนอแนวทางเชิงรุกเพื่อแก้ไขปัญหาแก๊งหลอกลวงออนไลน์ โดยผลักดันให้รัฐบาลจัดตั้ง “วาระแห่งชาติปราบสแกมเมอร์” เพื่อบูรณาการทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ตำรวจ ปปง. กระทรวงดิจิทัลฯ ไปจนถึงประเทศเพื่อนบ้าน โดยจะมีการใช้ Big Data และ AI วิเคราะห์ธุรกรรมที่น่าสงสัย จัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ และดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดอย่างจริงจัง โดยไม่มีข้อยกเว้น ไม่ว่าจะเป็นคนเล็กหรือคนใหญ่ ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย

ดังนั้นการออกมาตอบโต้ของ น.อ.อนุดิษฐ์ ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคกล้าธรรมที่จะปกป้องชื่อเสียงของพรรค และยืนยันว่า ธรรมนัสไม่เกี่ยวสแกมเมอร์ อย่างแน่นอน นอกจากนี้ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความพร้อมที่จะทำงานเพื่อประชาชนอย่างเต็มที่ และแก้ไขปัญหาสำคัญของชาติอย่างจริงจัง

ที่มา – “อนุดิษฐ์” ซัด “โรม” ปั่นเกมการเมืองใส่ร้ายกล้าธรรม ลั่น “ธรรมนัส” ไม่เกี่ยวสแกมเมอร์

รังสิมันต์ โรม ชงสแกมเมอร์วาระโลก! น่าชื่นชม

เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าชื่นชม “รังสิมันต์ โรม” ชงปัญหาสแกมเมอร์ เป็นวาระเร่งด่วนโลกสำเร็จ ยกเป็นพลังการทูตรัฐสภา

วันที่ 24 ตุลาคม 2568 นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ชื่นชมบทบาทของ นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคปชน. ในฐานะผู้แทนประเทศไทย ที่สามารถผลักดันให้ “ปัญหาสแกมเมอร์และอาชญากรรมข้ามชาติ” กลายเป็นวาระเร่งด่วนของโลก (Emergency Item) ในการประชุมสมัชชาสหภาพรัฐสภาโลกครั้งที่ 151 (IPU151) ที่นครเจนีวา

นายอิสระระบุว่า การผลักดันข้อมติลักษณะนี้ในเวที IPU ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องได้รับเสียงสนับสนุนจากประเทศสมาชิกส่วนใหญ่ และผ่านการพิจารณาหลายระดับ แต่การที่ประเทศไทยทำได้สำเร็จสะท้อนให้เห็นถึงพลังของการทูตรัฐสภา (Parliamentary Diplomacy) ที่แท้จริง

เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าชี้ว่า การใช้เวทีระหว่างประเทศนี้คือการปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน และส่งเสียงในประเด็นที่กระทบต่อทุกประเทศ โดยระบุอย่างเสียดสีว่า ไม่ได้ว่าประเทศไหนนะครับ แต่มีคนร้อนตัวอยู่ไม่น้อย

นอกจากนี้นายอิสระยังมีกำหนดเข้าพบเลขาธิการ IPU เพื่อหารือเรื่องนวัตกรรมประชาธิปไตยและการเสริมสร้างธรรมาภิบาลข้ามพรมแดนเพิ่มเติม และเป็นที่น่ายินดีว่า เลขาธิการ IPU จะเดินทางเยือนประเทศไทยในวันที่ 7 พฤศจิกายนนี้ เพื่อร่วมงานประชุมวิชาการของสถาบันพระปกเกล้า ณ อาคารรัฐสภา ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญในการแสดงบทบาทของไทยในเวทีโลก.

ชื่นชม “รังสิมันต์ โรม” ชงปัญหาสแกมเมอร์เป็นวาระเร่งด่วนโลกสำเร็จ

การผลักดันประเด็นปัญหาสแกมเมอร์เป็นวาระเร่งด่วนโลกนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ด้วยความมุ่งมั่นและตั้งใจของนายรังสิมันต์ โรม ทำให้ประเทศไทยสามารถสร้างชื่อเสียงและมีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ

ปัญหาอาชญากรรมทางออนไลน์และการหลอกลวง (Scam) ทวีความรุนแรงขึ้นทั่วโลก สร้างความเสียหายต่อประชาชนและเศรษฐกิจในวงกว้าง การที่นายรังสิมันต์ โรม สามารถผลักดันให้ปัญหานี้เป็นวาระเร่งด่วนระดับโลกได้สำเร็จ ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความตระหนักและความร่วมมือระหว่างประเทศในการแก้ไขปัญหา

ทำไมการผลักดันปัญหาสแกมเมอร์เป็นวาระเร่งด่วนโลกจึงสำคัญ?

  • สร้างความตระหนัก: ทำให้ทั่วโลกเห็นถึงความร้ายแรงของปัญหาสแกมเมอร์และอาชญากรรมข้ามชาติ
  • กระตุ้นความร่วมมือ: ส่งเสริมให้ประเทศต่างๆ ร่วมมือกันในการแลกเปลี่ยนข้อมูล เทคโนโลยี และแนวทางการแก้ไขปัญหา
  • ปกป้องประชาชน: ช่วยลดความเสี่ยงที่ประชาชนจะตกเป็นเหยื่อของสแกมเมอร์
  • เสริมสร้างความมั่นคง: ป้องกันไม่ให้อาชญากรรมข้ามชาติกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม

ความสำเร็จของนายรังสิมันต์ โรม ในการผลักดันปัญหาสแกมเมอร์เป็นวาระเร่งด่วนโลก เป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจและเป็นกำลังใจให้แก่ผู้ที่ทำงานเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน การที่ประเทศไทยสามารถมีบทบาทนำในการแก้ไขปัญหาระดับโลก แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความมุ่งมั่นของคนไทยในการสร้างสรรค์สังคมที่ดีขึ้น

การแก้ไขปัญหาสแกมเมอร์และอาชญากรรมข้ามชาติต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน การสร้างความตระหนักรู้ การให้ความรู้ และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด เป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมเหล่านี้

พวกเราทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาสแกมเมอร์ได้ โดยการระมัดระวังตัว ไม่หลงเชื่อกลโกงต่างๆ และแจ้งเบาะแสเมื่อพบเห็นการกระทำที่น่าสงสัย ร่วมมือกันสร้างสังคมที่ไม่ยอมรับอาชญากรรม และปกป้องผลประโยชน์ของส่วนรวม

การผลักดันประเด็นนี้ให้เป็นวาระระดับโลก แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการทูตเชิงรุกและการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการกำหนดนโยบายระดับโลก การที่ประเทศไทยสามารถแสดงบทบาทนำในเวทีระหว่างประเทศ ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศ

ที่มา – ชื่นชม “รังสิมันต์ โรม” ชงปัญหาสแกมเมอร์เป็นวาระเร่งด่วนโลกสำเร็จ

ธรรมนัส ไม่โกรธปมสแกมเมอร์ ให้พิสูจน์ก่อน

“ธรรมนัส” บอกสื่อไม่โกรธหากถามปมเอี่ยวสแกมเมอร์ ขออย่ากล่าวหา “เบน สมิธ” ให้พิสูจน์ตัวเองก่อน ยันไม่เป็นมนุษย์สีเทา ไม่มีอะไรปิดบัง ย้อน “โรม” ต่างคนต่างหน้าที่ อำนาจปลดจาก ครม. อยู่ที่นายกฯ

วันที่ 21 ตุลาคม 2568 ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ บอกกับผู้สื่อข่าวก่อนการให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล ว่า “คิดถึงจัง ไม่ได้เจอตั้งนาน” โดยเมื่อถูกถามว่าโกรธหรือไม่ ร้อยเอกธรรมนัส ตอบทันทีว่า “ไม่โกรธครับ”

จากนั้นให้สัมภาษณ์ถึงการถูกกล่าวหาว่ามีความเชื่อมโยงกับแก๊งสแกมเมอร์ ว่า ก่อนเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมือง ตอนชี้แจงบัญชีทรัพย์สินมีสำนักข่าวโจมตีว่าร่ำรวย มีบริษัทมากกว่า 20 แห่งในการทำมาหากิน ตอนนั้นตนก็เป็นนักการเมืองสมัครเล่น การชี้แจงบัญชีทรัพย์สินจึงมีปัญหาบ้าง อยากเรียนว่าตนทำธุรกิจมาก่อนทำการเมือง พูดภาษาชาวบ้านคือมีตังค์ก่อนมาเล่นการเมือง ไม่เคยปฏิเสธว่าเป็นผู้ทำธุรกิจรถเมล์เกือบ 300 คัน และมีธุรกิจด้านสลากกินแบ่งรัฐบาล ธุรกิจตลาดสด อสังหาริมทรัพย์

ดังนั้น ตนขอยืนยันว่าไม่เคยทำธุรกิจที่อยู่บนความเดือดร้อนของประชาชน และสิ่งสำคัญที่สุดในรัฐบาลชุดที่แล้วคือการเข้ามาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เป็นฝ่ายตรวจสอบ ตนได้ให้ข้อมูลกับสำนักงานตำรวจไซเบอร์จนเป็นที่มีที่ไปของการออกหมายจับ หมายค้นผู้ที่เกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ อาชีพอะไรก็ตามที่นักการเมืองหลายคนมองว่าเป็นมนุษย์สีเทา ตนไม่เคยประกอบอาชีพสีเทา ซึ่งก็มีเรื่องเก่าๆ ที่เคยผ่านกระบวนการยุติธรรมมาแล้ว ในฐานะที่เราเข้ามาทำงานการเมืองต้องยอมรับตรงนี้ อะไรก็ตามที่ถูกกล่าวหา พาดพิง หรือเรื่องหมิ่นเหม่ และเราไม่ได้ทำความผิด ไม่ได้ใช้วิธีปิดปากแต่เป็นการฟ้องให้เกิดความกระจ่างว่าเราไม่ใช่ นี่คือสิ่งที่เราต้องทำ อันไหนที่พาดพิงถึงเราถ้าเป็นความจริง ก็รับแล้วมาแก้ไข แต่อันไหนที่ไม่ใช่เราจำเป็นต้องฟ้องว่ามันไม่ใช่สิ่งที่เขาพูด

ร้อยเอกธรรมนัส กล่าวต่อไปว่า ตนเป็นคนที่คนเข้าหาง่าย และไม่เคยกีดกันว่าเป็นคนเพศไหน วัยไหน สัญชาติใด เพราะเราเป็นคนไม่ถือตัว สื่อมวลชนหลายท่านก็พูดคุยกันหยอกล้อกันและไม่เคยโกรธ ส่วนกรณีที่ฝ่ายค้านกล่าวหาว่ามีความเชื่อมโยงกับ นายเบน สมิธ หรือ นายเบญจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ และเชื่อมโยงกับแก๊งสแกมเมอร์นั้น ร้อยเอกธรรมนัส ระบุว่า ตนได้ชี้แจงกับสำนักข่าวอิศราแล้ว ยืนยันว่าไม่มีอะไรปิดบัง พูดกันตรงไปตรงมาด้วยข้อมูล และสิ่งสำคัญที่สุดอย่าเพิ่งกล่าวหาว่านายเบน สมิธ เป็นแก๊งสแกมเมอร์ ในเรื่องกฎหมายคว่ำบาตรของสหรัฐอเมริกา กฎหมายยังไม่มี ดังนั้นอย่าเพิ่งไปกล่าวหา ต้องให้เขาพิสูจน์ตนเองก่อน และเมื่อเขาพิสูจน์แล้วประเทศเราก็มีหน่วยงานตรวจสอบ ส่วนตนเองเป็นมนุษย์ที่ยืนอยู่บนเวทีที่กล้าพูดกล้าทำ

ขณะที่เมื่อวานนี้ (20 ตุลาคม 2568) นายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่าพบชื่อคนที่เคยขอสัญชาติไทย มีความเชื่อมโยงกับแก๊งสแกมเมอร์ ซึ่งคาดว่าเป็น นายเบน สมิธ นั้น ร้อยเอกธรรมนัส ระบุว่า ไม่ทราบ ทางด้านประเด็นที่ นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เสนอให้นายกรัฐมนตรีปลดออกจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) นั้น ร้อยเอกธรรมนัส ระบุว่า ผู้แต่งตั้งคือนายกรัฐมนตรี ตนก็เป็น สส. อยู่ทางฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร พร้อมตรวจสอบเหมือนกัน ขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่ฝ่ายบริหารให้ดีที่สุด พร้อมกำชับลูกพรรคที่เป็นข้าราชการการเมืองต้องทำงานให้ประชาชน โดยเฉพาะในช่วงเวลานี้บ้านเมืองมีปัญหา

สำหรับการแต่งตั้ง ร้อยเอกธรรมนัส จะไม่กระทบต่อความมั่นคงของรัฐบาลเหมือนกับที่ผ่านมาใช่หรือไม่ ร้อยเอกธรรมนัส ระบุว่า เมื่อตนมีปัญหาก็เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมด้วยตัวเอง ไม่ชอบเป็นภาระใคร ส่วนจะมีการเข้าไปชี้แจงเรื่องดังกล่าวในคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ด้วยหรือไม่ ร้อยเอกธรรมนัส เผยว่า ตนไม่มีวันหยุดเลย กลับเข้าบ้านก็ดึกแล้ว ตื่นเช้าก็มาทำงานต่อ.

ธรรมนัส ไม่โกรธถูกถามปมสแกมเมอร์ บอกให้ “เบน สมิธ” พิสูจน์ตัวเองก่อน อย่าเพิ่งกล่าวหา

จากกรณีที่ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ถูกสื่อถามถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์ และนายเบน สมิธ นั้น ล่าสุดร้อยเอกธรรมนัสได้ออกมาให้สัมภาษณ์ยืนยันว่าไม่ได้โกรธเคืองกับคำถามดังกล่าว และขอให้รอการพิสูจน์ตัวเองของนายเบน สมิธ ก่อนที่จะมีการกล่าวหาใดๆ

ทำไมถึงต้องรอการพิสูจน์ ปมสแกมเมอร์?

ร้อยเอกธรรมนัสได้กล่าวถึงเหตุผลที่ต้องรอการพิสูจน์ก่อน เนื่องจากในเรื่องของกฎหมายคว่ำบาตรของสหรัฐอเมริกายังไม่มีความชัดเจน จึงไม่ควรด่วนตัดสินว่านายเบน สมิธ มีส่วนเกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์

นอกจากนี้ ร้อยเอกธรรมนัสยังได้กล่าวถึงประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น การตรวจสอบทรัพย์สิน การทำธุรกิจในอดีต และการทำงานในฐานะ สส. ที่ให้ข้อมูลกับตำรวจไซเบอร์จนนำไปสู่การออกหมายจับผู้ที่เกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ พร้อมยืนยันว่าตนเองไม่เคยประกอบอาชีพสีเทา และพร้อมที่จะชี้แจงทุกข้อกล่าวหาเพื่อให้เกิดความกระจ่าง

ในสถานการณ์ที่ข้อมูลข่าวสารมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การพิจารณาข้อมูลอย่างรอบคอบและการรอคอยข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันการตัดสินใจที่ผิดพลาดและสร้างความเป็นธรรมให้กับทุกฝ่าย “ธรรมนัส ไม่โกรธถูกถามปมสแกมเมอร์ บอกให้ “เบน สมิธ” พิสูจน์ตัวเองก่อน อย่าเพิ่งกล่าวหา” เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการให้โอกาสในการพิสูจน์ตัวเองก่อนที่จะมีการตัดสินใดๆ ทั้งสิ้น

ในขณะที่สังคมยังคงจับตามองประเด็นนี้อย่างใกล้ชิด การนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อเท็จจริงและสามารถพิจารณาเรื่องนี้ได้อย่างรอบด้าน

การออกมาตอบโต้ประเด็นดังกล่าวของร้อยเอกธรรมนัส สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะแสดงความบริสุทธิ์ใจเเละพร้อมให้ตรวจสอบ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าสนใจว่าหลังจากนี้เรื่องราวจะดำเนินไปในทิศทางใด เเละสังคมจะได้รับทราบข้อเท็จจริงอย่างไรต่อไป

ที่มา – “ธรรมนัส” ไม่โกรธถูกถามปมสแกมเมอร์ บอกให้ “เบน สมิธ” พิสูจน์ตัวเองก่อน อย่าเพิ่งกล่าวหา

“ชูวิทย์” เผยข้อมูลใครเอี่ยวสแกมเมอร์ ชม “โรม-ไอซ์” กล้าแสดงออก

“ชูวิทย์” ชม “โรม-ไอซ์” 2 สส.พรรคประชาชน กล้าแสดงออก เผยให้ข้อมูลไปหมดแล้วใครเอี่ยวสแกมเมอร์ แนะ “นายกฯ อนุทิน” หากแก้ได้ คะแนนนิยมทางการเมืองจะมากขึ้น

วันที่ 19 ตุลาคม 2568 นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตหัวหน้าพรรครักประเทศไทย กล่าวถึงกระแสข่าว 7 นักการเมืองไทยเกี่ยวข้องแก๊งสแกมเมอร์ของกัมพูชา ว่า ไม่ต้องมาถามตนเอง แค่ถามประชาชนก็รู้กันหมดแล้ว ซึ่งก็เข้าใจว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ต้องดำรงอยู่ทางการเมือง และบางครั้งการเมืองไทยเป็นที่ชุบตัวของบรรดามาเฟีย ซึ่งข้อมูลตรงนี้ตนเองได้ให้กับ นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ไปแล้วและได้นำไปใช้ รวมถึง น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.กทม. พรรคประชาชน ก็ได้นำข้อมูลนี้ไปใช้

นายชูวิทย์ เผยต่อไปว่า ทั้ง 2 คนก็กล้าที่จะแสดงออก โดยเฉพาะเรื่องการคลั่งชาติหรือการกระทำของคนบางคนที่บางครั้งใช้เครือข่ายไปทำงาน นักการเมืองไม่ได้ออกตัวเอง ซึ่งได้แนะนำรัฐบาลไปแล้วว่าให้ใช้โอกาสนี้จัดการเรื่องสแกมเมอร์ในคณะรัฐมนตรี (ครม.) และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง หากจัดการได้ คะแนนนายกรัฐมนตรีและพรรคภูมิใจไทยจะมาเยอะ พร้อมระบุอีกว่า ข้อมูลที่ตนเองมีเป็นข้อมูลมาตั้งแต่ยุคจีนเทา ที่มีชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้องเป็นกรรมการบริหารบริษัท เช่นเดียวกับขณะนี้ที่คนที่มีชื่อเกี่ยวข้องก็พยายามจะลบชื่อออก

เมื่อถามว่าพอจะเปิดเผยชื่อย่อได้หรือไม่เป็นฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน นายชูวิทย์ ตอบว่า อย่าให้ตนพูดเลย เพราะเมื่อสักครู่เพิ่งนั่งกับนายกรัฐมนตรี และตนก็ไม่ได้รู้สึกเกร็งอะไรเพราะรู้จักกับนายกรัฐมนตรีมานาน เพียงแต่ให้กำลังใจ ผู้สื่อข่าวถามย้ำ หรือรู้สึกเกร็งเพราะวันนี้มาอยู่ต่อหน้านายกรัฐมนตรี นายชูวิทย์ บอกว่า นายกรัฐมนตรีได้ทักทายและสอบถามเรื่องสุขภาพว่าเป็นอย่างไร ตนจึงอวยพรให้นายกรัฐมนตรีอยู่นานๆ โดยนายกรัฐมนตรีขอให้ตนด่านายกรัฐมนตรีน้อยๆ หน่อย ซึ่งตนก็บอกว่าด่าเพราะรัก ถ้าไม่รักไม่พูดหรอก พร้อมแนะว่าหากนายกรัฐมนตรีจะจัดการปัญหาเรื่องสแกมเมอร์ได้ จะได้กระแสนิยมทางการเมืองมากขึ้น เพราะตอนนี้กัมพูชาเป็นศูนย์กลางสแกมเมอร์ของโลก หากนายกรัฐมนตรีจัดการปัญหานี้ได้เชื่อว่าสนามเลือกตั้งในกรุงเทพฯ พรรคภูมิใจไทยจะมา

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ระหว่างทำกิจกรรมที่สนามฟุตบอล โปโลฟุตบอลพาร์ค เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ นายชูวิทย์ ได้เข้าไปคุยกับนายกรัฐมนตรีระหว่างชมเกมการแข่งขันฟุตบอลในสนาม โดยมีสีหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใสและหัวเราะเฮฮา ซึ่งขณะที่นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ นายชูวิทย์ ก็เดินมายืนฟังอยู่ด้านหลังด้วย และพยายามสะกิดนายกรัฐมนตรีให้ออกจากวงสัมภาษณ์เพื่อมาพูดคุยกับตนเอง ก่อนจะเดินไปส่งนายอนุทินขึ้นรถกลับ ซึ่งทั้งคู่ได้สวมกอดกันอย่างเป็นกันเอง และนายกรัฐมนตรีก็ยิ้มและหัวเราะด้วย.

“ชูวิทย์” เผยให้ข้อมูลไปหมดแล้วใครเอี่ยวสแกมเมอร์ ชม “โรม-ไอซ์” กล้าแสดงออก

ประเด็นสำคัญที่นายชูวิทย์กล่าวถึงคือการที่เขามอบข้อมูลเกี่ยวกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์ให้กับ สส. รังสิมันต์ โรม และ สส. รักชนก ศรีนอก ซึ่งทั้งคู่มีความกล้าที่จะแสดงออกในเรื่องนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการคลั่งชาติและการใช้เครือข่ายเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว

ข้อมูลที่ “ชูวิทย์” เปิดเผยเกี่ยวกับใครเอี่ยวสแกมเมอร์

นายชูวิทย์เน้นย้ำว่าข้อมูลที่เขามีนั้นเป็นข้อมูลที่เชื่อมโยงไปถึงยุคจีนเทา โดยมีรายชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้องในฐานะกรรมการบริหารบริษัท ซึ่งบุคคลเหล่านี้พยายามที่จะลบชื่อของตนเองออกจากข้อมูลดังกล่าว

นอกจากนี้ เขายังแนะนำให้นายกรัฐมนตรีใช้โอกาสนี้ในการจัดการปัญหาดังกล่าวภายในคณะรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง หากสามารถจัดการได้ จะส่งผลดีต่อคะแนนนิยมของนายกรัฐมนตรีและพรรคภูมิใจไทยอย่างมาก เนื่องจากกัมพูชาในขณะนี้เป็นศูนย์กลางของสแกมเมอร์ระดับโลก

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหาและความเชื่อมโยงระหว่างนักการเมืองและกลุ่มธุรกิจสีเทา การเปิดเผยข้อมูลของนายชูวิทย์และการดำเนินการของ สส. รังสิมันต์ โรม และ สส. รักชนก ศรีนอก เป็นสัญญาณที่ดีในการต่อต้านการทุจริตและอาชญากรรมข้ามชาติ อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนยังคงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนและการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด หากนายกรัฐมนตรีสามารถจัดการปัญหานี้ได้จริง จะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและส่งผลดีต่อการเมืองในระยะยาว

การที่นายชูวิทย์ออกมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับ “ชูวิทย์” เผยให้ข้อมูลไปหมดแล้วใครเอี่ยวสแกมเมอร์ ชม “โรม-ไอซ์” กล้าแสดงออก ถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจและควรค่าแก่การติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในการเมืองไทย

ที่มา – “ชูวิทย์” เผยให้ข้อมูลไปหมดแล้วใครเอี่ยวสแกมเมอร์ ชม “โรม-ไอซ์” กล้าแสดงออก

Scroll to top