รังสิมันต์ โรม

นายกฯ เผยคุยปธน.เกาหลีใต้ ไม่มีข้อมูลนักการเมืองเอี่ยวสแกมเมอร์

จากกรณีที่มีข่าวลือเกี่ยวกับนักการเมืองไทยเข้าไปเกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์ ล่าสุดท่านนายกรัฐมนตรีได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นดังกล่าว โดยยืนยันว่าได้มีการหารือกับประธานาธิบดีเกาหลีใต้จริง แต่ไม่มีการพูดถึงข้อมูลนักการเมืองไทยที่เกี่ยวข้องกับขบวนการสแกมเมอร์แต่อย่างใด

นายกฯ ยันคุยปธน.เกาหลีใต้ ไม่มีข้อมูลนักการเมืองเอี่ยวสแกมเมอร์

“อนุทิน” โยนถาม ผบ.ตร. เรื่องข้อมูลแก๊งสแกมเมอร์ พร้อมลั่น ไม่ว่านักการเมืองหน้าไหนเอี่ยว จะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด ยืนยันว่าคุยกับประธานาธิบดีเกาหลีใต้เกือบครึ่งชั่วโมง แต่ไม่มีการพูดถึงเรื่องข้อมูลนักการเมืองไทย ยินดีให้ “สส.โรม” เข้าพบ แต่ต้องมีหลักฐานไม่ใช่พูดลอยๆ

เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวได้พยายามสอบถามนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เกี่ยวกับกรณีสถานทูตเกาหลีได้ออกแถลงการณ์ยืนยันว่าเรื่อง 7 นักการเมืองไทยที่เกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์ไม่เป็นความจริง และถามว่านายกรัฐมนตรีจะดำเนินการปราบปรามอย่างเด็ดขาดหรือไม่ เนื่องจากประชาชนต้องการเห็นรัฐบาลเดินหน้าในเรื่องนี้ นายอนุทินได้ตอบโต้ผู้สื่อข่าวทันทีว่า “ถามไม่ได้ เมื่อไม่เป็นความจริงก็ต้องไม่ถามต่อ ไม่เอา ถามไม่ได้” และย้ำว่าตนเองได้ดำเนินการปราบปรามอย่างจริงจังอยู่แล้ว และในสัปดาห์ที่ผ่านมาก็ได้จับกลุ่มขบวนการที่มีวงเงินหลายหมื่นล้านบาท ผู้สื่อข่าวต้องไปสอบถาม ผบ.ตร. เพราะรายงานข้อมูลมาเป็นชุด ซึ่งตัวเลขที่แม่นยำจะให้ ผบ.ตร. เป็นคนแถลงเรื่องนี้ แต่ในกรณีที่มีข่าวว่านายกรัฐมนตรีเกาหลีได้ส่งข้อมูล 7 นักการเมืองนั้น ท่านก็ได้ออกมาแถลงแล้วเช่นกัน

นายอนุทินกล่าวต่อว่า เมื่อสองวันที่แล้วที่ประเทศลาว ตนเองก็ได้โทรศัพท์หารือกับประธานาธิบดีของเกาหลีใต้เกือบครึ่งชั่วโมง และก็ไม่ได้หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมา แสดงว่าเรื่องนี้ไม่เป็นความจริง แต่เมื่อเกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ขอให้ประชาชนมั่นใจว่ารัฐบาลจะไม่มีการละเว้นไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองหรือใครก็ตาม เพราะสแกมเมอร์ถือเป็นศัตรูสำคัญของประเทศและของโลกไปแล้ว และมีผู้ที่ได้รับความเสียหายจากเรื่องนี้จำนวนมาก

นายกรัฐมนตรียังกล่าวอีกว่า ต่อให้มีคนของรัฐบาลหรือไม่มี ก็ไม่สำคัญเท่ากับว่าใครก็ตามที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้จะต้องถูกดำเนินคดีอย่างเข้มงวดถึงที่สุด

สส. โรมมีข้อมูลนักการเมืองเอี่ยวสแกมเมอร์?

ส่วนที่นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน บอกว่ามีข้อมูลนักการเมืองที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการนี้ นายกรัฐมนตรีพร้อมที่จะรับหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า หากมีข้อมูลจะนำไปขยายผลและยินดีที่จะให้นายรังสิมันต์ โรม มาเข้าพบ แต่ต้องมีหลักฐาน และสามารถนำไปใช้ดำเนินคดีต่อไปได้ แต่จะพูดลอยๆ ไม่ได้ ตนเองอยากจะเชิญนายรังสิมันต์ โรม มาหารือด้วยซ้ำ เพราะเป็นคนที่ให้เบาะแสมาตั้งแต่สมัยปราบแหล่งอาชญากรรมใหญ่ที่อำเภอแม่สอดแล้ว

ส่วนที่เคยบอกว่าตนเองตัดไฟฟ้าพื้นที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์ช้า แต่สิ่งที่กฎหมายระบุไว้ไม่ได้พูดถึง นายอนุทินกล่าวว่า ทันทีที่ สมช. มีมติให้ตัดไฟ เราก็ตัดไฟในวันนั้นเลย และย้ำว่าเราจะต้องดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบต่างๆ ที่มีอยู่ โดยจะไม่ช้าแน่นอน

ผู้สื่อข่าวจึงถามนายกรัฐมนตรีว่าประชาชนฝากความหวังไว้กับรัฐบาลของนายอนุทิน แม้จะเข้ามาบริหารประเทศในช่วงระยะสั้น โดยนายอนุทินกล่าวว่าเข้าใจถึงความคาดหวังและความเดือดร้อนของประชาชนเป็นอย่างดี และวันนี้การคุกคามต่างๆ ไม่เกิดขึ้นแล้ว การจับสแกมเมอร์ต่างๆ ก็เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ทั้งการยึดทรัพย์และการดำเนินคดี ซึ่งตำรวจกำลังจะออกมาแถลง ส่วนที่ตนเองตั้งคณะกรรมการปราบปรามสแกมเมอร์ขึ้นมานั้น ในวันพรุ่งนี้ เวลา 16:00 น. ก็จะมีการหารือชุดใหญ่ และจะแบ่งงานกันเลยว่ากระทรวงยุติธรรมจะทำอะไร สำนักงาน ปปง. ต้องทำอะไร สตช. และกระทรวง DE อว. ต้องร่วมกันทำ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเราก็ทำมาโดยตลอด แต่ตอนนี้เป็นเรื่องของความมั่นคงของชาติและอธิปไตย หากผู้สื่อข่าวมาถามว่าแผนของรัฐบาลเป็นอย่างไร ถ้าออกมาบอกหมด เขาก็จะแก้ไขได้หมด อะไรที่เราเปิดเผยได้เราก็จะเปิดเผย แต่สิ่งที่พูดได้อย่างมั่นใจคือไม่มีนโยบายใดเลยที่เราจะยอมลดราวาศอกให้กับสิ่งผิดกฎหมายเหล่านี้ ซึ่งตนเองก็พูดได้เท่านี้ และก็จะปล่อยให้คนที่มีหน้าที่ไปทำ เหมือนกับเรื่องยาเสพติดที่บอกว่าไม่ได้ทำ จนทุกวันนี้เขาสามารถขนออกมาจากเมียนมาไปจนถึงอีสานใต้อยู่แล้ว แสดงว่าเส้นทางเดิมใช้ไม่ได้ จึงต้องเปลี่ยนวิธีการและเปลี่ยนเส้นทาง

จากข้อมูลที่ได้กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่ารัฐบาลมีความมุ่งมั่นที่จะปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์อย่างจริงจัง และพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับทุกฝ่ายในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ประชาชนก็ควรที่จะระมัดระวังตัวและไม่ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพเหล่านี้

ที่มา – นายกฯ บอก คุย ปธน.เกาหลีใต้เป็นครึ่งชั่วโมง ไม่มีข้อมูล 7 นักการเมืองไทยเอี่ยวสแกมเมอร์

อนุทินโต้ฮุนมาเนต ปัญหาประเทศไทยไม่มี มีที่เดียว!

จากกรณีที่ ฯพณฯ ฮุน มาเนต ได้ฝากผ่านเกาหลีใต้ถึงประเทศไทยให้จัดการปัญหาภายในประเทศตนเองก่อนที่จะเข้ามาช่วยเหลือเรื่องแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาตินั้น ล่าสุดท่านนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ได้ออกมาตอบโต้ถึงประเด็นดังกล่าวแล้ว

เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นางสาวธนนนท์ นิรามิษ ภริยา และคณะผู้บริหารระดับสูง ได้แก่ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พลโทอดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปเยือน สปป. ลาว อย่างเป็นทางการ นับเป็นการเยือนต่างประเทศครั้งแรกภายหลังเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นโอกาสพิเศษเนื่องในวาระครบรอบ 75 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและ สปป.ลาว โดยภายหลังจากการเยือน สปป.ลาว นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการเข้าเยี่ยมคารวะ นายทองลุน สีสุลิด ประธานประเทศ สปป.ลาว อีกด้วย

ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และคณะ ได้เดินทางกลับถึงประเทศไทย และเมื่อผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงกระแสข่าวที่ นายฮุน มาเนต ได้ฝากผ่านเกาหลีใต้มาถึงประเทศไทยในเรื่องของการจัดการปัญหาภายในประเทศก่อนที่จะเข้ามาช่วยเหลือผู้อื่นนั้น ท่านนายกฯ ได้ตอบสั้นๆ ว่า “ปัญหาประเทศไทยไม่มี มีอยู่ที่เดียว” พร้อมทั้งกล่าวเสริมว่า “เราอย่าไปเพิ่มความเห็นต่าง หรือความขัดแย้งอะไร ทุกอย่างกำลังเป็นไปได้ด้วยดี”

อนุทิน ชาญวีรกูล โต้ ฮุน มาเนต: ปัญหาประเทศไทยไม่มี มีอยู่ที่เดียว

การตอบโต้ดังกล่าวของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ได้กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในสังคมออนไลน์ ทั้งในแง่ของการตอบโต้ทางการทูต และในแง่ของการสะท้อนปัญหาภายในประเทศที่ยังคงมีอยู่

ความหมายของ “ปัญหาประเทศไทยไม่มี มีอยู่ที่เดียว”

ถึงแม้ว่านายกฯ อนุทิน จะไม่ได้อธิบายความหมายของประโยคดังกล่าวอย่างชัดเจน แต่เป็นที่เข้าใจกันว่า “ปัญหาประเทศไทยไม่มี มีอยู่ที่เดียว” นั้นอาจหมายถึงปัญหาเฉพาะจุดที่รัฐบาลกำลังให้ความสำคัญและเร่งแก้ไขอยู่ หรืออาจตีความได้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้ร้ายแรงหรือมีอยู่ทั่วไปในประเทศ

อย่างไรก็ตาม คำกล่าวนี้ก็ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า ปัญหาที่นายกฯ อนุทิน กล่าวถึงนั้นคืออะไร และรัฐบาลมีแนวทางในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างไร

  • ปัญหาเศรษฐกิจ: สภาพเศรษฐกิจที่ยังคงชะลอตัว, หนี้ครัวเรือนที่สูง, และการว่างงาน
  • ปัญหาสังคม: ความเหลื่อมล้ำทางรายได้, ปัญหายาเสพติด, และอาชญากรรม
  • ปัญหาการเมือง: ความขัดแย้งทางความคิดเห็น, การทุจริตคอร์รัปชัน, และความไม่มั่นคงทางการเมือง

สิ่งที่ต้องจับตามอง

การที่นายกรัฐมนตรีออกมากล่าวถึงประเด็น ปัญหาประเทศไทยไม่มี มีอยู่ที่เดียว นั้น ถือเป็นการส่งสัญญาณว่ารัฐบาลกำลังรับรู้ถึงปัญหาและความท้าทายต่างๆ ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญกว่าคือการที่รัฐบาลจะต้องดำเนินการแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างจริงจังและมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองอย่างยั่งยืน

มาร่วมกันติดตามและเป็นกำลังใจให้รัฐบาลในการแก้ไข ปัญหาประเทศไทยไม่มี มีอยู่ที่เดียว เพื่ออนาคตที่ดีกว่าของพวกเราทุกคน

ที่มา – นายกฯ อนุทิน โต้กลับ “ฮุน มาเนต” บอกปัญหาประเทศไทยไม่มี มีอยู่ที่เดียว

“บิ๊กโจ๊ก” บุกสภา ยื่นข้อมูลเพิ่ม จ่อฟ้อง ม.157

“บิ๊กโจ๊ก” บุกสภา ยื่นข้อมูลเพิ่ม กมธ.มั่นคง สอบ “บิ๊กต่าย” ใช้อำนาจมิชอบ จ่อฟ้อง 157 พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรอง ผบ.ตร.หอบหลักฐานสำคัญ บุกสภายื่นข้อมูลเพิ่มเติมต่อคณะกรรมาธิการความมั่นคง หวังตรวจสอบการใช้อำนาจมิชอบของ “บิ๊กต่าย” พร้อมเตรียมฟ้องมาตรา 157 ต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ ในสัปดาห์หน้า

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 15 ตุลาคม 2568 ที่อาคารรัฐสภา พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรอง ผบ.ตร. ได้เดินทางมายื่นเอกสารหลักฐานเพิ่มเติมต่อคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร (กมธ.ความมั่นคง) ที่มีนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน(ปชน.) เป็นประธาน โดยมีจุดประสงค์เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมและให้ตรวจสอบ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ในกรณีที่ถูกกล่าวหาว่ามีการใช้อำนาจหน้าที่โดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย

“บิ๊กโจ๊ก” บุกสภา ยื่นข้อมูลเพิ่ม กมธ.มั่นคง สอบ “บิ๊กต่าย” ใช้อำนาจมิชอบ จ่อฟ้อง 157

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า การมายื่นข้อมูลเพิ่มเติมในวันนี้ เป็นไปตามที่นายรังสิมันต์ได้ร้องขอ เพื่อให้ข้อมูลมีความครบถ้วนสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น เอกสารที่นำมายื่นในครั้งนี้ เกี่ยวข้องกับช่วงเวลาที่ตนเองถูกออกคำสั่ง รวมถึงประเด็นที่ว่าในขณะนั้นตนเองถูกดำเนินคดีอาญาหรือไม่ นอกจากนี้ ยังมีรายละเอียดเกี่ยวกับเหตุผลในการออกคำสั่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ตนเองมองว่าไม่เป็นไปตามกระบวนการปกติ

“โดยปกติแล้ว การตั้งคณะกรรมการวินัย จะต้องมีกรณีที่ผู้ถูกตั้งกรรมการถูกดำเนินคดีทางอาญา แต่กรณีของผมไม่มีการแจ้งข้อหาคดีอาญาใดๆ การที่ ผบ.ตร. ใช้อำนาจโดยไม่มีเหตุผลเช่นนี้ ถือเป็นการกลั่นแกล้งกัน” พล.ต.อ.สุรเชษฐ์กล่าว

เตรียมฟ้อง ม.157 เอาผิด “บิ๊กต่าย”

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงเป้าหมายของการดำเนินการในครั้งนี้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ตอบว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบ ซึ่งถือว่าผิดกฎหมาย และตนเองได้ใช้สิทธิ์ในการฟ้องคดีอาญาในข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาไปแล้ว นอกจากนี้ คาดว่าภายในสัปดาห์หน้า จะดำเนินการฟ้อง พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ในความผิดตามมาตรา 157 ต่อศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง

คดีนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป คงต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิด เพราะเกี่ยวข้องกับผู้มีอำนาจในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ การตรวจสอบและกระบวนการยุติธรรมที่โปร่งใสจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

“บิ๊กโจ๊ก” บุกสภา ยื่นข้อมูลเพิ่ม กมธ.มั่นคง สอบ “บิ๊กต่าย” ใช้อำนาจมิชอบ จ่อฟ้อง 157 ถือเป็นอีกหนึ่งประเด็นร้อนที่สังคมกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด การเปิดเผยข้อมูลและการดำเนินคดีจะเป็นไปในทิศทางใด และจะส่งผลกระทบต่อองค์กรตำรวจอย่างไร คงต้องรอติดตามความคืบหน้าต่อไป

ที่มา – “บิ๊กโจ๊ก” บุกสภา ยื่นข้อมูลเพิ่ม กมธ.มั่นคง สอบ “บิ๊กต่าย” ใช้อำนาจมิชอบ จ่อฟ้อง 157

ธรรมนัส ยัน! ไม่มีเวลาแจง กมธ. จ่อเปิดตัว ฉลอง เรี่ยวแรง

“ธรรมนัส” แจงนายกฯ มอบหมายลงพื้นที่ ไม่มีเวลาแจง กมธ.มั่นคงฯ หลัง “โรม” ยันต้องมาแจงเอง แย้มเตรียมเปิดตัว “ฉลอง เรี่ยวแรง” ซบพรรคกล้าธรรม ลั่น เน้นคนทำงาน “นฤมล” ยันส่งผู้สมัคร สส. ครบทุกเขต

วันที่ 12 ตุลาคม 2568 ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ยืนยันว่าต้องให้ ร้อยเอกธรรมนัส ไปชี้แจงกับ กมธ. ด้วยตนเอง กรณีความสัมพันธ์กับ นายเบน สมิธ แม้จะส่งตัวแทนไปก็ไม่ได้

ร้อยเอกธรรมนัส อธิบายว่า การทำงานของตนเองจะมี 2 ส่วน คือ งานบริหารราชการแผ่นดิน โดยนายกรัฐมนตรีได้กำชับรองนายกรัฐมนตรีแต่ละคนให้ลงพื้นที่ในจังหวัดที่ตัวเองรับผิดชอบ ซึ่งตนรับผิดชอบ 8 จังหวัดภาคเหนือ และ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จึงจำเป็นต้องเอานโยบายที่นายกรัฐมนตรีแถลงต่อรัฐสภาไปมอบให้กับผู้ว่าราชการจังหวัดแต่ละจังหวัด ภารกิจทุกวันนี้จึงแทบไม่มีวันหยุด สำหรับการประชุมสภาฯ 2 วันที่ผ่านมา ก็ต้องลาประชุมเพราะต้องไปติดตามปัญหาน้ำท่วม ส่วนที่ กมธ.ต่างๆ จะเชิญรัฐมนตรีแต่ละคนไปชี้แจง บางเรื่องตนเองก็แถลงชี้แจงไปแล้ว ก็ให้เอาข้อมูลที่ตนแถลงกับสื่อมวลชนไปแล้ว ไม่จำเป็นที่จะต้องชี้แจงอะไร

“สื่อถามทุกอย่าง ที่เอาไปลงข่าวตั้งเป็นประเด็น ผมตอบคำถามไปเรียบร้อยหมดแล้ว จึงไม่มีประเด็นอะไรที่จะต้องชี้แจง และผมก็เน้นว่าใครก็ตามที่อยู่ในประเทศไทย หากทำผิดหรือละเมิดกฎหมายไทย เจ้าหน้าที่มีอยู่ก็ต้องดำเนินคดี ไม่ต้องกังวล ไม่ต้องไปโอเวอร์แอ็กชันจนเกินไปให้เป็นเรื่องเป็นราว เพราะเจ้าหน้าที่ทุกส่วนเขามีข้อมูลอยู่แล้ว และผมก็เชื่อมั่นในตัวของเจ้าหน้าที่ เราเป็น สส. การทำประโยชน์ให้กับประชาชนคือเรื่องสำคัญที่สุด และผมก็เป็น สส.”

เมื่อถามต่อไปว่าพรรคกล้าธรรมเตรียมพร้อมอย่างไรสำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้า ร้อยเอกธรรมนัส กล่าวว่า ตนได้สั่ง สส. ของพรรคกล้าธรรมว่าควรอยู่ในพื้นที่ เพราะอีกไม่กี่วันก็จะปิดสมัยประชุมรัฐสภา กลับมาเปิดอีกทีปลายเดือนธันวาคม และเดือนมกราคม 2569 ก็จะยุบสภา สส. ควรอยู่ในพื้นที่เพื่อดูแลประชาชน

ทางด้านคำถามว่า จังหวัดนนทบุรี พรรคกล้าธรรมปักหมุดไว้หรือไม่ ร้อยเอกธรรมนัส ตอบว่า จะมีครอบครัวของนายฉลอง เรี่ยวแรง มาร่วมอุดมการณ์ มีอดีตรองนายกเทศมนตรีของนนทบุรีมาร่วมด้วย และยังมีอีกหลายคนที่จะมาร่วมอุดมการณ์กัน ซึ่งเร็วๆ นี้เราจะเปิดตัวสำหรับผู้สมัคร สส. ของพรรคเรา พร้อมย้ำว่ายุทธศาสตร์ของพรรคกล้าธรรมที่ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรค วางไว้คือ ผู้สมัครทำงานให้เห็นว่าพวกเขาเหล่านั้นคือความหวังของประชาชนที่จะเลือกมาเป็นตัวแทน สส. ไม่ทำงานเราไม่เอา และคนที่พูดหล่อพูดสวยก็ไม่เอา

ขณะที่ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะหัวหน้าพรรคกล้าธรรม กล่าวยืนยันว่า พรรคกล้าธรรมจะส่งว่าที่ผู้สมัคร สส. ครบทุกเขตแน่นอน

ธรรมนัส ยัน! ไม่มีเวลาแจง กมธ. จ่อเปิดตัว ฉลอง เรี่ยวแรง

ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี ยืนยันว่าไม่มีเวลาไปชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ เนื่องจากมีภารกิจลงพื้นที่ตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย พร้อมกันนี้ยังกล่าวถึงการเตรียมเปิดตัว นายฉลอง เรี่ยวแรง ที่จะเข้ามาร่วมงานกับพรรคกล้าธรรม

เหตุผลที่ธรรมนัสไม่ไปแจง กมธ. และการเปิดตัว ฉลอง เรี่ยวแรง

เหตุผลหลักที่ร้อยเอกธรรมนัสให้ไว้คือ การที่นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีแต่ละคนลงพื้นที่รับผิดชอบในจังหวัดต่างๆ ทำให้ตนเองต้องลงพื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือ และ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ การลงพื้นที่ดังกล่าวมีความสำคัญในการนำนโยบายของรัฐบาลไปสู่การปฏิบัติในระดับท้องถิ่น ทำให้ตารางงานของร้อยเอกธรรมนัสเต็มไปด้วยภารกิจที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ร้อยเอกธรรมนัสยังกล่าวถึงการเตรียมเปิดตัว นายฉลอง เรี่ยวแรง ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงการขยายฐานเสียงของพรรคกล้าธรรมในจังหวัดนนทบุรี โดยมีอดีตรองนายกเทศมนตรีของนนทบุรี และผู้มีอุดมการณ์เดียวกันอีกหลายท่านที่จะเข้ามาร่วมงานกับพรรค การเปิดตัวครั้งนี้เป็นการตอกย้ำถึงยุทธศาสตร์ของพรรคกล้าธรรมที่เน้นการคัดเลือกผู้สมัครที่มีความสามารถในการทำงาน และสามารถเป็นความหวังของประชาชนได้

นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรคกล้าธรรม ได้ยืนยันถึงความพร้อมในการส่งผู้สมัคร สส. ครบทุกเขต ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคในการแข่งขันในสนามเลือกตั้งที่จะมาถึง

โดยรวมแล้ว สถานการณ์ทางการเมืองขณะนี้มีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ การที่ร้อยเอกธรรมนัสไม่สามารถไปชี้แจงต่อ กมธ. ได้เนื่องจากภารกิจที่ได้รับมอบหมาย แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการบริหารราชการแผ่นดินและการลงพื้นที่เพื่อแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน ในขณะเดียวกัน การเปิดตัวนายฉลอง เรี่ยวแรง และผู้ร่วมอุดมการณ์ใหม่ๆ ก็เป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงการเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งครั้งต่อไปของพรรคกล้าธรรม

การเมืองไทยยังคงต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด เพราะทุกการเคลื่อนไหวของนักการเมืองและพรรคการเมือง ล้วนส่งผลต่อทิศทางของประเทศในอนาคต

ที่มา – “ธรรมนัส” ยันไม่มีเวลาไปแจง กมธ.มั่นคงฯ จ่อเปิดตัว “ฉลอง เรี่ยวแรง” ซบกล้าธรรม

ตำรวจไซเบอร์โต้ “โรม” ปมเบน สมิท ปราบแก๊งสแกมเมอร์

พล.ต.ต.ชัชปัณฑกาณฑ์ คล้ายคลึง รอง ผบช.สอท. ยืนยันว่าไม่ได้ทำงานล่าช้าอย่างที่ รังสิมันต์ โรม ได้กล่าวถึงเกี่ยวกับการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ พร้อมชี้แจงประเด็น เบน สมิท หลังไม่พบข้อมูลในระบบของตำรวจไซเบอร์

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 10 ตุลาคม 2568 ที่กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) เมืองทองธานี พล.ต.ต.ชัชปัณฑกาณฑ์ คล้ายคลึง รอง ผบช.สอท. ได้กล่าวถึงกรณีที่นายรังสิมันต์ โรม รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้แถลงถึงแผนการ ปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ ซึ่งมีบางช่วงที่พาดพิงถึงการทำงานของตำรวจไซเบอร์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่ายังทำงานล่าช้าและมีอุปสรรคปัญหาในเรื่องข้อกฎหมาย โดย พล.ต.ต.ชัชปัณฑกาณฑ์ ได้แสดงความเห็นว่า การทำงานของตำรวจไซเบอร์รวดเร็วหรือไม่นั้น สื่อมวลชนและประชาชนทราบดีอยู่แล้ว เพราะมีการจับกุมเป็นจำนวนมาก ซึ่งเห็นได้จากการแถลงข่าวผลการจับกุมจำนวนมาก ซึ่งการที่นายรังสิมันต์กล่าวพาดพิงก็พร้อมรับฟัง ซึ่งผู้ที่จะตัดสินคือสื่อมวลชนและประชาชนเอง

เมื่อสื่อมวลชนได้สอบถามว่า ถึงแม้ว่าจะมีการจับกุมเยอะ แต่มีปัญหาเรื่องการดำเนินคดีกับตัวผู้ต้องหาหรือไม่ รอง ผบช.ไซเบอร์ ได้ชี้แจงว่า ตลอด 3 ปี 6 เดือนที่ผ่านมา มีผู้เสียหาย 1 ล้านเคส และมีความเสียหายกว่า 100,000 ล้านบาท แต่สามารถระงับเงินได้ทัน 10,000 ล้านบาท ตำรวจไซเบอร์เน้นการป้องกันไม่ให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อ แต่บุคคลภายนอกอาจอยากให้เน้นเรื่องการปราบปราม แต่สิ่งที่ชาวบ้านต้องการจริงๆ คือการต้องการเงินคืน ไม่ใช่การจับกุม

ซึ่งที่ผ่านมามีนโยบายเชิงรุกหลายอย่าง ทั้งเรื่องการคืนเงินได้เร็ว และเรื่องการระงับบัญชีธุรกรรมการเงิน แต่ก็ยอมรับว่าได้รับผลกระทบกับประชาชน ยืนยันว่ากองบัญชาการตำรวจไซเบอร์ไม่ได้หยุดนิ่ง ซึ่งมีข้อเท็จจริงที่เห็นได้ทุกวัน สามารถฟังได้เห็นได้เองทุกคน ส่วนเลขคดีเยอะ สำนวนเยอะเป็นเพราะมีสำนวนคดีกว่า 1 ล้านเคส ต้องประสานจากหลายหน่วยงาน บางบริษัทบางหน่วยงานไม่สามารถสั่งการได้ ต้องเป็นการขอความร่วมมือ ซึ่งตอนนี้ทางธนาคาร และ กสทช.ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี

ตำรวจไซเบอร์โต้ “โรม” ปมเบน สมิท ปราบแก๊งสแกมเมอร์

เมื่อผู้สื่อข่าวถามต่อว่า นายรังสิมันต์ โรม บอกว่า ข้อกฎหมายบางอย่างเป็นอุปสรรคในการทำงานของตำรวจหรือไม่ รอง ผบช.ไซเบอร์ กล่าวว่า ในส่วนนี้ก็ต้องยอมรับว่าบางส่วนมีผลต่อการทำงานของตำรวจ แต่บางข้อกฎหมายก็เป็นผลดี เช่นเรื่อง พ.ร.ก.การคืนเงิน 10,000 ล้านบาท ขอให้ฟังข่าวดี ยืนยันว่าประชาชนต้องการเงินคืน ซึ่งการที่นายรังสิมันต์พูดมาก็ต้องรับฟัง แต่ยืนยันว่าตำรวจไซเบอร์ไม่ได้หยุดนิ่งและคดีไซเบอร์เป็นคดีที่เกิดขึ้นเป็นรายนาที ไม่ใช่คดีวิ่งราวทรัพย์ทั่วไป ถือว่าเป็นกระจกเงาและพร้อมรับฟังข้อมูล

กรณีเบน สมิท และการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์

ส่วนกรณีของนายเบน สมิท ที่นายรังสิมันต์มีการกล่าวถึง ทางตำรวจไซเบอร์ยังคงยืนยันว่า ขอให้นายรังสิมันต์นำข้อมูลดังกล่าวมามอบให้กับตำรวจไซเบอร์ได้เลย โดยที่ตำรวจไซเบอร์จะยังไม่เรียกนายรังสิมันต์เข้ามาให้ข้อมูล และไม่ว่าผู้ที่เกี่ยวข้องจะเป็นชาวบ้านทั่วไป ผู้ใหญ่ หรือนักการเมือง ก็พร้อมดำเนินการสืบสวนสอบสวนให้ตลอดทุกราย

ทั้งนี้เมื่อผู้สื่อข่าวถามเพิ่มเติมว่า ข้อมูลของนายเบน สมิท ไม่พบข้อมูลในสารบบของไซเบอร์ ตั้งแต่การแถลงนโยบายเมื่อหลายวันที่ผ่านมา ขณะนี้ผ่านมาหลายวันแล้ว มีข้อมูลของนายเบน สมิท เข้ามาในสารบบหรือมีการตรวจสอบเพิ่มเติมหรือไม่ รอง ผบช.ไซเบอร์ กล่าวว่าขณะนี้ได้มีการตรวจสอบข้อมูลดังกล่าวแล้ว แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการนำข้อมูลที่เกี่ยวข้องและพยานหลักฐานมามอบให้กับตำรวจไซเบอร์ เพื่อใช้ในการตรวจสอบและสืบสวนสอบสวนดำเนินคดีกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง เพราะสิ่งสำคัญคือข้อมูล หากมีข้อมูลขอให้นำเข้ามามอบให้

จากประเด็นร้อนแรงเรื่อง ตำรวจไซเบอร์โต้ “โรม” ปมเบน สมิท ปราบแก๊งสแกมเมอร์ เราได้เห็นถึงความมุ่งมั่นของตำรวจไซเบอร์ในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ แม้จะมีอุปสรรคด้านกฎหมายและการประสานงาน แต่ก็ยังคงเดินหน้าช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่ การที่ประชาชนให้ความร่วมมือในการให้ข้อมูลและหลักฐานจะเป็นส่วนสำคัญในการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ให้หมดสิ้นไป

ที่มา – ตำรวจไซเบอร์ โต้ “โรม” ยันไม่ได้ล่าช้า ปราบแก๊งสแกมเมอร์ พร้อมชี้แจงปม “เบน สมิท”

“โรม” ย้อน “ธรรมนัส” ฟ้องปิดปาก

“โรม” ย้อน “ธรรมนัส” ฟ้องปิดปากทำไม แนะเอาข้อมูล “เบน สมิธ” ไปให้ตำรวจดีกว่า

ในวงการการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยดราม่าร้อนระอุ บทวิจารณ์ระหว่างนักการเมืองมักจุดประกายให้เกิดการถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง ล่าสุดกรณี “โรม” ย้อน “ธรรมนัส” ฟ้องปิดปากทำไม แนะเอาข้อมูล “เบน สมิธ” ไปให้ตำรวจดีกว่า ได้กลายเป็นประเด็นที่ชาวเน็ตและสื่อมวลชนให้ความสนใจอย่างมาก เรื่องนี้เกิดขึ้นจากโพสต์ของนายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ที่ออกมาโต้กลับการขู่ฟ้องร้องจากร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

“โรม” ย้อน “ธรรมนัส” ฟ้องปิดปากทำไม แนะเอาข้อมูล “เบน สมิธ” ไปให้ตำรวจดีกว่า

จากเหตุการณ์วันที่ 2 ตุลาคม 2568 นายรังสิมันต์ โรม ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เพื่อชี้แจงและโต้แย้งต่อกรณีที่ร.อ.ธรรมนัสเตรียมฟ้องร้องปมการอภิปรายที่พาดพิงถึงการเอี่ยวกับสแกมเมอร์ “โรม” ยืนยันชัดเจนว่า เขายังไม่ได้กล่าวหาว่าร.อ.ธรรมนัสทำธุรกิจสแกมหรือฟอกเงินโดยตรง เพียงแต่ชี้ให้เห็นว่าคนใกล้ชิดสมเด็จฮุนเซ็น ชื่อเบน สมิธ มีความสัมพันธ์อันดีกับท่าน และบุคคลนี้ออกชื่อเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินมหาศาลที่เชื่อมโยงกับสแกมเมอร์ในกัมพูชา

คำถามที่ “โรม” ย้อนถามกลับไปยัง “ธรรมนัส” คือ ทำไมต้องฟ้องเพื่อปิดปาก ในเมื่อข้อมูลเหล่านี้เป็นเรื่องสาธารณะและควรถูกตรวจสอบเพื่อประโยชน์ของชาติ “โรม” แนะนำให้ร.อ.ธรรมนัส นำข้อมูลเกี่ยวกับเบน สมิธ ไปมอบให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อช่วยเหลือในการสืบสวนคดีที่อาจกระทบต่อประเทศไทย โดยเฉพาะปัญหาสแกมเมอร์ที่ฐานในกัมพูชา ซึ่งทำให้ประชาชนไทยสูญเสียทรัพย์สินจำนวนมาก

บริบทการเมืองเบื้องหลัง “โรม” ย้อน “ธรรมนัส”

ปัญหาสแกมเมอร์และการฟอกเงินข้ามชาติเป็นภัยร้ายที่รัฐบาลไทยต้องเผชิญมานาน โดยเฉพาะการเชื่อมโยงกับบุคคลในต่างประเทศอย่างฮุนเซ็นและเครือข่ายในกัมพูชา “โรม” ในฐานะนักการเมืองรุ่นใหม่ที่เน้นการตรวจสอบและปกป้องผลประโยชน์ชาติ ได้ออกมาแฉประเด็นนี้ในที่สาธารณะ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง แทนที่จะใช้กลไกกฎหมายปิดปากผู้วิจารณ์

หลายคนมองว่าการขู่ฟ้องครั้งนี้เป็นการตอบโต้ที่รุนแรงเกินกว่าเหตุ โดยเฉพาะเมื่อ “โรม” ย้ำว่าประเทศไทยควรปกป้องผู้ที่กล้าออกมาเปิดโปงมากกว่าจะปิดกั้นเสียงนั้น นอกจากนี้ ยังมีผู้ได้รับผลกระทบจากสแกมจำนวนมากที่สูญเสียเงินทรัพย์ ครอบครัวแตกแยก บางรายถึงขั้นฆ่าตัวตาย ทำให้ประเด็นนี้ยิ่งมีความสำคัญและควรได้รับการพิจารณาอย่างรอบด้าน

  • ข้อมูลเบน สมิธ: บุคคลที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายฟอกเงินในกัมพูชา
  • บทบาทของ “ธรรมนัส”: รองนายกฯ ควรนำข้อมูลไปสู่การตรวจสอบ
  • ผลกระทบต่อประชาชน: ผู้เสียหายจากสแกมต้องการความยุติธรรม

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญด้านการเมือง การเคลื่อนไหวเช่นนี้สะท้อนถึงความขัดแย้งภายในที่อาจส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาล หาก “โรม” ย้อน “ธรรมนัส” ฟ้องปิดปากทำไม แนะเอาข้อมูล “เบน สมิธ” ไปให้ตำรวจดีกว่า ถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือโจมตีทางการเมือง อาจนำไปสู่การแบ่งขั้วที่รุนแรงยิ่งขึ้น

เพื่อให้เข้าใจลึกซึ้งยิ่งขึ้น เราสามารถดูตัวอย่างกรณีคล้ายกันในอดีตที่นักการเมืองใช้วิธีฟ้องร้องเพื่อปิดปากคู่แข่ง ซึ่งมักไม่นำไปสู่การแก้ปัญหาที่แท้จริง แต่กลับทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นในระบบยุติธรรม นายรังสิมันต์ โรม ยังย้ำถึงหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐว่า อย่าตกเป็นเครื่องมือในการปิดปาก แต่ให้คิดถึงผลประโยชน์ชาติและผู้เสียหายเป็นหลัก

บทความนี้หวังว่าจะช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจบริบทของ “โรม” ย้อน “ธรรมนัส” ฟ้องปิดปากทำไม แนะเอาข้อมูล “เบน สมิธ” ไปให้ตำรวจดีกว่า อย่างครบถ้วน หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่เคยตกเป็นเหยื่อสแกมเมอร์ อย่าลืมแบ่งปันประสบการณ์เพื่อสร้างกระแสเรียกร้องความยุติธรรม รัฐบาลควรเร่งดำเนินการตรวจสอบและปราบปรามเครือข่ายเหล่านี้ เพื่อปกป้องประชาชนในอนาคต

ในฐานะนักการเมืองที่มุ่งมั่น “โรม” กำลังทำหน้าที่ของเขาได้อย่างโดดเด่น และหวังว่ารัฐบาลจะรับฟังเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง

ที่มา – “โรม” ย้อน “ธรรมนัส” ฟ้องปิดปากทำไม แนะเอาข้อมูล “เบน สมิธ” ไปให้ตำรวจดีกว่า

“ธรรมนัส” จ่อฟ้อง “โรม” พาดพิง “เบน สมิธ”

“ธรรมนัส” จ่อฟ้อง “โรม” พาดพิงรู้จัก “เบน สมิธ” เตือนพูดเรื่องไม่จริงต้องพร้อมรับชะตากรรม เป็นประเด็นร้อนในแวดวงการเมืองไทยที่กำลังพูดถึงกันอย่างกว้างขวาง หลังจากที่ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ออกมาให้สัมภาษณ์อย่างดุเดือดถึงการอภิปรายของนายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ที่พาดพิงถึงความสัมพันธ์กับนายเบน สมิธ ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์

“ธรรมนัส” จ่อฟ้อง “โรม” พาดพิงรู้จัก “เบน สมิธ” เตือนพูดเรื่องไม่จริงต้องพร้อมรับชะตากรรม

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในวันที่ 2 ตุลาคม 2568 ณ กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยร้อยเอกธรรมนัส ยืนยันชัดเจนว่าจะดำเนินการฟ้องร้องแน่นอน โดยอ้างว่าขณะนี้มีคดีความกว่า 270 คดีค้างอยู่ในจังหวัดพะเยา ซึ่งรวมถึงนักการเมืองหลายรายด้วย สิ่งที่นายรังสิมันต์ โรม พูดถึงนั้น ร้อยเอกธรรมนัส มองว่าเป็นการนำข้อมูลจากข่าวที่มาจากการทะเลาะเบาะแว้งระหว่างกลุ่มพลังงานต่างชาติมาโยงใยโดยไม่มีมูล เขายังตั้งคำถามว่าการรับข้อมูลเหล่านี้มาจากแหล่งไหน และขู่ว่าจะฟ้องทั้งคดีอาญาและเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง โดยคาดว่าผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจะรวมตัวฟ้องเป็นจำนวนหลักพันล้านบาท

ร้อยเอกธรรมนัส เน้นย้ำว่าชีวิตของเขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจสีเทาใดๆ มาก่อน เขามีอาชีพที่ชัดเจน ก่อนเข้าสู่การเมืองก็เสียภาษีอย่างถูกต้อง รายได้ทุกส่วนถูกสำแดงครบถ้วน การนำภาพถ่ายส่วนตัว เช่น การรับประทานอาหารกับอดีตนายกรัฐมนตรีหรือการทำบุญ มาบิดเบือนเพื่อสร้างเรื่องราว ก็เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม เขากล่าวว่า “ปากกล้าขาสั่น อย่ามาเล่นกับผม” และยืนยันว่าจะฟ้องทุกคนที่คอมเมนต์หรือพูดจาในสภาที่ทำให้เขาเสียหาย โดยตอนนี้มีคดีฟ้องไปแล้วกว่า 100 คดี

การตอบโต้ต่อข้อกล่าวหาเรื่องสแกมเมอร์

เมื่อถูกถามถึงความสัมพันธ์กับนายเบน สมิธ ร้อยเอกธรรมนัส ตอบกลับอย่างแรงว่า “สแกมเมอร์จะบ้าหรือไง คนอย่างผมไปยุ่งกับสแกมเมอร์” เขายังเผยว่าตนเองมีส่วนช่วยเหลือในการจับกุมสแกมเมอร์ โดยประสานงานกับตำรวจไซเบอร์มาตลอด และเรียกร้องให้ผู้กล่าวหาต้องรับผิดชอบต่อคำพูดที่ไม่มีมูลจริง สำหรับบุคคลที่ถูกพาดพิง เขายืนยันว่าเป็นนักธุรกิจที่ทำธุรกิจถูกกฎหมาย แต่ได้รับความเสียหายจากข่าวลือเหล่านี้ทั้งในและต่างประเทศ

นอกจากนี้ ร้อยเอกธรรมนัส ยังแสดงความมั่นใจในการชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ที่เตรียมเชิญเขาไปให้ข้อมูล โดยกล่าวว่า “เชิญสิครับ พร้อม คุณเตรียมตัวก็แล้วกัน สำนักข่าวที่นำเสนอแบบผิดๆ จะได้ข้อมูลที่ถูกต้อง แล้วคุณจะกลับหลังหันไม่ทัน” เขายืนยันว่าไม่โกรธ แต่หากใครกล้าพูด ก็ต้องพร้อมรับชะตากรรม เช่น ไปขึ้นศาลที่พะเยา และไม่ยอมรับคำขอโทษเพื่อถอนฟ้อง

ประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเข้มข้นของการเมืองไทย โดยเฉพาะการใช้อภิปรายในสภาเพื่อโจมตีคู่แข่ง ซึ่งอาจนำไปสู่คดีความจำนวนมาก ร้อยเอกธรรมนัส ยังกล่าวทิ้งท้ายว่า การที่ถูกโจมตีแบบนี้กลับทำให้เขาดู “หล่อขึ้นสวยขึ้น” และไม่หนักใจเพราะผ่านอะไรมาเยอะแล้ว แต่เสียงดังในสัมภาษณ์นั้นเพื่ออธิบายว่าต้องพร้อมรับผลที่ตามมาเมื่อพูดเรื่องไม่จริง

  • จุดสำคัญ: ร้อยเอกธรรมนัส ยืนยันไม่เกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์
  • การดำเนินคดี: ฟ้องทั้งอาญาและแพ่ง รวมค่าเสียหายพันล้าน
  • คำเตือน: พูดเรื่องไม่จริงต้องรับชะตากรรม

ในมุมมองของผู้เขียน การเมืองไทยควรเน้นนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากกว่าการโจมตีส่วนตัว หากคุณสนใจประเด็นการเมืองล่าสุด สามารถติดตามข่าวสารเพิ่มเติมจากเว็บไซต์ของเราเพื่ออัปเดตข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นกลาง

ที่มา – “ธรรมนัส” จ่อฟ้อง “โรม” พาดพิงรู้จัก “เบน สมิธ” เตือนพูดเรื่องไม่จริงต้องพร้อมรับชะตากรรม

“โรม” แฉ “เบน สมิธ” ฟอกเงินสแกมเมอร์กัมพูชา

ในวันที่ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาสแกมเมอร์ที่ลุกลามข้ามพรมแดน โดยเฉพาะจากกัมพูชา ที่มีรายได้จากกิจกรรมนี้นับถึง 60% ของ GDP ประเทศ นายรังสิมันต์ โรม ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ออกมาแฉข้อมูลสำคัญในการอภิปรายที่รัฐสภาเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 โดยชี้เป้าไปที่ “‘โรม’ แฉ ‘เบน สมิธ’ ที่ปรึกษา ‘ฮุน เซน’ ตัวการใหญ่ฟอกเงินสแกมเมอร์กัมพูชา เตือน ‘อนุทิน’ เอาจริง” ซึ่งเป็นประเด็นร้อนที่เชื่อมโยงนักการเมืองไทยกับเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ

‘โรม’ แฉ ‘เบน สมิธ’ ที่ปรึกษา ‘ฮุน เซน’ ตัวการใหญ่ฟอกเงินสแกมเมอร์กัมพูชา เตือน ‘อนุทิน’ เอาจริง

ปัญหาสแกมเมอร์ในไทยช่วงปีที่ผ่านมาหนักขึ้นกว่าเดิม โดยฐานทัพหลักตั้งอยู่ชายแดนไทย-กัมพูชา เพราะต้องพึ่งพาทรัพยากรจากฝั่งไทย นายรังสิมันต์ โรม กล่าวถึงตัวละครสำคัญอย่าง ลี ยง พัด หรือ “ราชาแห่งเกาะกง” ผู้ก่อตั้งกลุ่ม LYP และไอเสม็ดรีสอร์ท ซึ่งถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตร แต่ตำรวจไทยกลับเพิกเฉย ไม่มีการยึดทรัพย์คืบหน้า นอกจากนี้ ยังมี ฮุน โต ลูกพี่ลูกน้องของนายกฯ กัมพูชา ที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงินและสแกมเมอร์ โดยได้รับการปกป้องจากรัฐ

เครือข่ายฟอกเงินผ่านธนาคาร BIC

โรมแฉต่อเนื่องถึง ยิม เลียก ประธาน BIC Bank ที่ถูกกล่าวหาเป็นแหล่งฟอกเงินสำหรับคนไทยและกัมพูชา พี่สาวของเขาเป็นลูกสะใภ้สมเด็จฯ ฮุน เซน เชื่อมโยงกับ เบน สมิธ หรือชื่อเดิมเบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ ชาวแอฟริกา มีประวัติหลอกลวง เป็นหุ้นส่วน BIC Bank และแนะนำให้ใช้ธนาคารฟอกเงิน โดยเฉพาะในเมืองลองเบย์ ดาราซาคร ที่ Yatay Group ของเสอ จื้อ เจียง ร่วมลงทุน

“ธนาคาร BIC มักมีผู้ทรงอิทธิพลนำทรัพย์สินฝาก นักการเมืองบางคนหรือ สว. ลักษณะทรงเอ มีทรัพย์สินที่นั่น BIC Group มีสาขาในไทยที่อาคารเกษรด้วย” โรมกล่าว ชี้ว่า BIC ถูกโจมตีว่าเป็นสวรรค์ฟอกเงิน

สัมพันธ์ลึกซึ้งกับนักการเมืองไทย

เบน สมิธ ยังเป็นที่ปรึกษาของฮุน เซน มีภาพเหตุการณ์ที่อดีตนายกฯ ไทยพบนายกฯ กัมพูชาที่เกาะหลีเป๊ะ พร้อมเบน สมิธ และ ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯ พวกนี้ไม่รู้ประวัติสแกมเมอร์หรือ? นอกจากนี้ ธรรมนัสกับเบน สมิธ ทำบุญร่วมกันที่วัดดงช้างดี จ.อุตรดิตถ์ และวัดดวงแข กทม. ที่นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ อยู่ด้วย

โรมเปิดภาพบุคคลคล้ายทักษิณ ชินวัตร ดำปิดตา และชี้ว่าเบน สมิธ พยายามเปลี่ยนสัญชาติไทย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ เคยชี้แจงไม่เซ็นเพราะเอกสารไม่ครบ แต่โรมถามว่าถ้าเอกสารครบ จะไม่เซ็นให้คนเกี่ยวข้องสแกมเมอร์ใช่ไหม?

นอกจากนี้ เรือยอชต์ 6 ลำที่อดีตนายกฯ ใช้ไปหลีเป๊ะ และเครื่องบินเจ็ท Bombardier Global 7500 ไปดูไบ จัดหาโดยเบน สมิธ ถ้าเป็นจริง เงินจากค้ามนุษย์สแกมเมอร์กลายเป็นของขวัญหรูสร้างอิทธิพล ต้องตรวจสอบด่วน

ผลักดันเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์เพื่อฟอกเงิน

มีรายงานเบน สมิธ ร่วมประชุมกับอดีตนายกฯ เพื่อผลักดันเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ซึ่งเป็นช่องทางนำเงินผิดกฎหมายจากกัมพูชาฟอกผ่านคาสิโนไทย จะทำลายภาพลักษณ์ไทยรุนแรง

“จำได้ไหม รายได้ 60% GDP กัมพูชาจากหลอกลวง การมีเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ไทยไม่กระทบกัมพูชา เว้นไทยอยากเป็นฐานสแกมเมอร์ใหม่ ซึ่งผมไม่เชื่อว่ารัฐบาลที่แล้วเลวขนาดนั้น” โรมกล่าว

ข้อเสนอ 4 ข้อปราบสแกมเมอร์จากโรม

โรมคาดหวังนายกฯ เอาจริงใน 4 เดือน อย่าซ้ำรอยเก่าเมื่อเป็น รมว.มหาดไทยที่ปราบช้า เสนอแนวทาง:

  • 1. ตั้งศูนย์ประสานงานต่อต้านสแกมเมอร์ข้ามชาติ รวม DSI, ก.ล.ต., ธปท., ปปง., กต., อัยการสูงสุด ทำงานเชิงรุก ประสานต่างชาติ แลกเปลี่ยนข้อมูล
  • 2. ให้ DSI, ตำรวจ, ปปง. สอบเส้นทางการเงินเชื่อมโยงเบน สมิธ, ลี ยง พัด, ยิม เลียก ทำลายเครือข่าย พยานหลักคือธรรมนัส
  • 3. ก.ล.ต. วางกฎ Travel Rule สำหรับคริปโต ป้องกันฟอกเงิน
  • 4. กต. ศึกษากลไก ICC พากัมพูชาขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศ

กัมพูชาร่ำรวยจากหลอกคนทั่วโลก ผู้มีอิทธิพลไม่สนใจไทย ถ้าฝากทหารอย่างเดียวผิดพลาด ทุกหน่วยต้องร่วมมือแก้ชายแดน ถ้าลดรายได้สแกมเมอร์กัมพูชา ปัญหาจะง่ายขึ้น

เรื่อง MOU ไทย-กัมพูชา

สำหรับ MOU ไทย-กัมพูชา ที่จะยกเลิกหรือไม่ ต้องเปิดข้อมูลให้ประชาชนรู้ โดยไม่ให้กัมพูชาล่วงรู้ ถ้าประชาชนตัดสินใจ นายกฯ ต้องให้ข้อมูลพอ

เตรียมรับมือถ้ายกเลิก เช่น เจรจาเขตแดน กัมพูชาอาจฟ้องศาลโลก หรือบริษัททุนฟ้องอนุญาโตตุลาการ เสี่ยงเสียเงินภาษีหมื่นล้าน

“ผมให้ความสำคัญผลประโยชน์ชาติ การยกเลิก MOU ต้องแน่ใจได้อะไรคืน บางทีปรับปรุง MOU บนพื้นฐานผลประโยชน์ชาติดีกว่า”

โรมเตือนจากรัฐบาลเก่า ผลประโยชน์ทับซ้อนและขาดเจตจำนงในความมั่นคง ส่งผลเสียชาติ ต้องการถอนอาวุธหนัก ร่วมกู้ทุ่นระเบิด ปราบสแกมเมอร์ เพื่อความสัมพันธ์ดีและคืนปกติชายแดน

ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก หากรัฐบาลชุดใหม่เอาจริงตามที่โรมเตือน จะช่วยปกป้องประชาชนจากสแกมเมอร์ได้ ลองติดตามพัฒนาการ และแชร์บทความนี้เพื่อสร้างความตระหนัก

ที่มา – “โรม” แฉ “เบน สมิธ” ที่ปรึกษา “ฮุน เซน” ตัวการใหญ่ฟอกเงินสแกมเมอร์กัมพูชา เตือน “อนุทิน” เอาจริง

โรม สวน ดนุพร ถามทักษิณ ตั๋วช้าง หยุดแกว่งปาก

ในวงการการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยการโต้ตอบร้อนแรง ล่าสุดมีประเด็นน่าสนใจเกิดขึ้นระหว่าง ส.ส. รังสิมันต์ โรม จากพรรคประชาชน กับ ส.ส. ดนุพร ปุณณกันต์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ที่กำลังกลายเป็นหัวข้อสนทนาบนโซเชียลมีเดีย

โรม สวน ดนุพร ไล่ถามทักษิณเรื่องตั๋วช้าง

วันที่ 28 กันยายน 2567 นายรังสิมันต์ โรม ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กเพื่อตอบโต้คำกล่าวอ้างของนายดนุพร ที่ระบุว่าพรรคสีน้ำเงินได้รับการชุบชีวิตจาก ‘ตั๋วช้าง’ สีส้ม โรมได้ย้อนกลับไปบอกว่าถ้าอยากรู้เรื่องตั๋วช้างจริงๆ ก็ให้ไปถามนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีคนนั้นรู้ดีที่สุด นอกจากนี้ โรมยังแนะนำให้ดนุพรหัดโทษตัวเองบ้าง อย่ามัวแต่โทษคนอื่น เพราะรัฐบาลที่เป็นอยู่มานานสองปีแล้ว แต่กลับไม่มีผลงานที่เป็นรูปธรรม สร้างแต่ปัญหาใหม่ๆ ให้ประชาชน

คำพูดของโรมนี้ชัดเจนและตรงไปตรงมา โดยเฉพาะประโยคที่ว่า “เวลาที่เหลืออยู่ หยุดแกว่งปากหาเสี้ยนได้แล้ว ทำงานบ้างอะไรบ้าง” ซึ่งสะท้อนถึงความคับข้องใจต่อฝ่ายรัฐบาลที่มัวแต่เล่นเกมการเมืองแทนการแก้ปัญหาให้ประชาชน

บริบทของประเด็นตั๋วช้างในพรรคการเมือง

เพื่อให้เข้าใจมากขึ้น ‘ตั๋วช้าง’ ในที่นี้หมายถึงอิทธิพลหรือการสนับสนุนจากบุคคลสำคัญที่มีน้ำหนักในวงการการเมือง โดยเฉพาะนายทักษิณที่ถูกมองว่าเป็นผู้มีบทบาทเบื้องหลังพรรคเพื่อไทยมาอย่างยาวนาน ประเด็นนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาหลายครั้งในอดีต โดยเฉพาะในช่วงเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาล ทำให้เกิดการถกเถียงว่าอิทธิพลดังกล่าวช่วย ‘ชุบชีวิต’ พรรคการเมืองที่เคยอ่อนแอได้จริงหรือไม่

โรมในฐานะ ส.ส. จากพรรคประชาชน ซึ่งเป็นฝ่ายค้านที่เน้นการตรวจสอบรัฐบาล มองว่าการโจมตีแบบนี้จากฝ่ายรัฐบาลเป็นเพียงการเบี่ยงเบนประเด็น โดยเฉพาะเมื่อรัฐบาลเพื่อไทยซึ่งเป็นพันธมิตรหลัก บริหารงานมาเกือบสองปี แต่ผลงานที่จับต้องได้ยังไม่ชัดเจน เช่น การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ และการปฏิรูปที่เคยสัญญาไว้

  • ผลงานรัฐบาลสองปี: ยังไม่มีนโยบายเด่นที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำได้จริง
  • ปัญหาที่เกิดใหม่: การเมืองภายในพรรคและการทุจริตที่ถูกตั้งคำถาม
  • คำแนะนำจากโรม: หยุดการโต้เถียงไร้สาระ เริ่มทำงานเพื่อประชาชน

การโต้ตอบครั้งนี้ไม่ใช่แค่การสวนกันไปมา แต่สะท้อนถึงความแตกแยกในสภาไทยที่ยังคงรุนแรง โดยเฉพาะระหว่างพรรคฝ่ายค้านกับรัฐบาล นักวิเคราะห์การเมืองมองว่าประเด็นตั๋วช้างอาจถูกขุดขึ้นมาอีกในอนาคต หากมีการเลือกตั้งใหญ่หรือการปรับคณะรัฐมนตรี

นอกจากนี้ โรมยังใช้โอกาสนี้เรียกร้องให้ ส.ส. ทุกคนหันมาโฟกัสที่การทำงานจริงจัง โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศกำลังเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจจากโควิด-19 ที่ทิ้งร่องรอยไว้มากมาย การแกว่งปากหรือหาเสี้ยนในเนื้อของคนอื่นอาจทำให้ประชาชนสูญเสียความเชื่อมั่นในระบบการเมืองเข้าไปอีก

จากมุมมองของผู้เขียน คำพูดของโรมนี้เป็นเครื่องเตือนใจที่ดีให้กับนักการเมืองทุกฝ่ายว่า การตรวจสอบซึ่งกันและกันเป็นเรื่องปกติ แต่ต้องมาพร้อมกับผลงานที่พิสูจน์ตัวเองได้ หากรัฐบาลอยากให้ฝ่ายค้านเงียบ ก็ควรแสดงผลงานให้เห็นชัดเจน

สุดท้ายนี้ ชวนผู้อ่านติดตามข่าวการเมืองไทยต่อไป เพราะทุกการโต้ตอบอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงใหญ่ในอนาคต คุณคิดเห็นอย่างไรกับประเด็นนี้ ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง

ที่มา – “โรม” สวน “ดนุพร” ไล่ไปถาม “ทักษิณ” รู้ดีเรื่องตั๋วช้าง แนะหยุดแกว่งปากหาเสี้ยนได้แล้ว

Scroll to top