รังสิมันต์ โรม

รังสิมันต์ โรม จี้รัฐบาลอนุทิน! เร่งแก้ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์

“รังสิมันต์ โรม” จี้รัฐบาล “อนุทิน” แก้ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์เป็นวาระเร่งด่วน พร้อมบอกเตรียมข้อมูลไว้อภิปรายในการแถลงนโยบายแล้ว

เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2568 นายรังสิมันต์ โรม สส. พรรคประชาชน ผู้เคยเปิดโปงข้อมูลนักการเมืองไทยพัวพันแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชา ได้ให้สัมภาษณ์กับไทยรัฐทีวี โดยเรียกร้องให้รัฐบาลของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ยกปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์เป็นวาระเร่งด่วนที่จะต้องแก้ไขให้เห็นผลภายใน 4 เดือน

นายรังสิมันต์ระบุว่า แม้จะมีหลายฝ่ายพยายามผลักดันเรื่องนี้เป็นวาระสำคัญในการเจรจากับกัมพูชา แต่การดำเนินการจริงกลับมีความคืบหน้าน้อยมาก โดยชี้ให้เห็นว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ฝั่งกัมพูชาเท่านั้น แต่ยังมีขบวนการในประเทศไทยที่คอยอำนวยความสะดวกให้นักธุรกิจและนักการเมืองไทยเข้าไปเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินและแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งรัฐบาลชุดก่อนก็ไม่ได้ดำเนินการอย่างจริงจัง

“ถ้าจะแก้ปัญหานี้ต้องอาศัยเจตจำนงทางการเมืองอย่างแท้จริง” นายรังสิมันต์กล่าว พร้อมตั้งคำถามถึงรัฐบาลนายอนุทินว่า จะใช้เวลา 4 เดือนนี้เป็นเวลาทองในการวางรากฐานการแก้ไขปัญหาหรือไม่ เพราะเรื่องนี้ไม่เพียงแต่เป็นปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ แต่ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศอีกด้วย

นายรังสิมันต์ยังทิ้งท้ายว่า ในการอภิปรายแถลงนโยบายต่อรัฐสภา พรรคประชาชนได้เตรียมข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์และนักการเมืองที่เกี่ยวข้องไว้แล้ว เพื่อซักถามและเสนอแนะแนวทางการแก้ไขให้รัฐบาลใหม่นำไปพิจารณาต่อไป

รังสิมันต์ โรม จี้รัฐบาล “อนุทิน” แก้ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์เป็นวาระเร่งด่วน

ปัญหากลุ่มมิจฉาชีพที่ใช้ชื่อว่า “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” ยังคงเป็นภัยร้ายที่คุกคามสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง สร้างความเดือดร้อนและความเสียหายให้กับประชาชนจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นการหลอกลวงให้โอนเงิน การขโมยข้อมูลส่วนตัว หรือการข่มขู่ต่างๆ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

ความเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์

การที่นายรังสิมันต์ โรม ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์นั้น ถือว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้องและสมควรอย่างยิ่ง เพราะปัญหานี้ไม่ใช่แค่ปัญหาอาชญากรรมธรรมดา แต่เป็นปัญหาที่มีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกับหลายภาคส่วน ทั้งในและต่างประเทศ การแก้ไขปัญหาจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย และต้องมีการดำเนินการอย่างจริงจังและต่อเนื่อง

สิ่งที่น่าสนใจคือ การที่นายรังสิมันต์ โรม ได้เตรียมข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์และนักการเมืองที่เกี่ยวข้องไว้แล้ว เพื่อนำไปอภิปรายในสภา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความตั้งใจของพรรคประชาชนในการผลักดันให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง

การที่รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล จะให้ความสำคัญกับปัญหานี้มากน้อยแค่ไหน และจะสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่นั้น ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามดูกันต่อไป แต่สิ่งที่แน่นอนคือ ประชาชนคาดหวังว่ารัฐบาลจะสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างเด็ดขาด และสร้างความปลอดภัยและความมั่นใจให้กับประชาชนได้อีกครั้ง

แนวทางแก้ไขปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ควรพิจารณา:

  • เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบและดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด: ต้องมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง และเพิ่มโทษสำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เพื่อเป็นการป้องปรามไม่ให้มีการกระทำผิดซ้ำ
  • สร้างความตระหนักรู้และความเข้าใจให้กับประชาชน: ต้องมีการให้ความรู้และข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับกลโกงของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เพื่อให้ประชาชนสามารถป้องกันตนเองจากการถูกหลอกลวงได้
  • ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ: ต้องมีการประสานงานและความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและประสบการณ์ในการแก้ไขปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์
  • พัฒนาระบบเทคโนโลยีเพื่อป้องกันการหลอกลวง: ต้องมีการพัฒนาระบบเทคโนโลยีที่สามารถตรวจจับและป้องกันการหลอกลวงของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์เป็นปัญหาที่ซับซ้อนและส่งผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง การแก้ไขปัญหาจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และต้องมีการดำเนินการอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อให้ประเทศไทยสามารถกำจัดภัยร้ายนี้ให้หมดไปจากสังคมได้ในที่สุด

รัฐบาลควรรับฟังข้อเสนอแนะและข้อมูลจากทุกฝ่าย เพื่อนำไปปรับปรุงและพัฒนากลยุทธ์ในการแก้ไขปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ที่มา – “รังสิมันต์ โรม” จี้รัฐบาล “อนุทิน” แก้ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์เป็นวาระเร่งด่วน

รังสิมันต์โรม ผิดหวังเพื่อไทย ยื่นศาล รธน. ฟัน “เท้ง”

“รังสิมันต์ โรม” ผิดหวัง “เพื่อไทย” ใช้นิติสงคราม จ่อฟัน “เท้ง ณัฐพงษ์” พ้น สส. อ้าง TOA  เข้าข่ายล้มล้างการปกครอง ทั้งที่ “แพทองธาร” เพิ่งหลุดนายกฯ ควรเข้าใจเรื่องนี้มากกว่าใคร อัด แทนที่จะสร้างฝ่ายค้านที่เข้มแข็ง

วันที่ 6 ก.ย. 2568 นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์กรณีพรรคเพื่อไทยจ่อร้องพรรคประชาชนล้มล้างการปกครอง จากการทำ TOA กับพรรคภูมิใจไทย และโหวตให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ว่า ตนเองได้เห็นร่างคำร้องศาลรัฐธรรมนูญแล้ว เป็นการร้องให้นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ  สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน สิ้นสุดสมาชิกภาพ สส.จากการลงนามใน TOA  เป็นเรื่องที่ตนเองรับไม่ได้ พรรคเพื่อไทยจะอาศัยการตีความมั่ว ๆ การอ้างเรื่องไม่เป็นเรื่องว่าการทำ TOA เป็นการล้มล้างการปกครอง ตนเองคิดว่าความพยายามของพรรคเพื่อไทยในการโยงเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่ Nonsense ไร้สาระเป็นอย่างมาก 

ถ้าการกระทำของเราเป็นการกระทำที่ล้มล้างการปกครอง แล้วพรรคเพื่อไทย มีมติรับทุกข้อเสนอของพรรคประชาชน เท่ากับเป็นการรับข้อเสนอที่ล้มล้างการปกครองหรอกหรือ ตนเองคิดว่าสุดท้ายคือ เมื่อเราตัดสินใจทำ TOA กับพรรคภูมิใจไทยแล้วพรรคเพื่อไทยไม่ได้รับ TOA กลายเป็นว่า พยายามที่จะอ้างเรื่องต่าง ๆ เป็นการใส่ร้ายพรรคประชาชน

ในเมื่อวันนี้ทั้งสองพรรคต่างเป็นฝ่ายค้านที่มีเสียงมากที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เราควรมาช่วยกันคิดว่าจะทำอย่างไรให้ฝ่ายค้านทำหน้าที่อย่างเข้มแข็งภายใต้รัฐบาลเฉพาะกิจเฉพาะกาล แต่กลายเป็นว่าพรรคเพื่อไทยใช้นิติสงคราม ใช้ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งดูแล้วไม่แตกต่างอะไรกับสิ่งที่นางสาวแพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีโดน 

“พรรคเพื่อไทยที่ควรเข้าใจเรื่องนี้มากกว่าใคร กลายเป็นเอาเรื่องไม่เป็นเรื่องมาโจมตีกัน เป็นเรื่องที่ตนรับไม่ได้ หวังผลที่จะทำร้าย ทำลาย ความเป็นสมาชิกภาพของนายณัฐพงษ์ เป็นสิ่งที่น่าผิดหวัง เพราะพรรคเพื่อไทยควรจะเข้าใจเรื่องเหล่านี้ดีที่สุด”

ผู้สื่อข่าวถามว่าเป็นไปได้ไหมว่าเมื่อเพื่อไทยแพ้ทางการเมืองแล้ว จึงต้องการเอาชนะทางนิติสงครามแทน นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ตนเองไม่ได้มองเรื่องการแพ้ชนะทางการเมือง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวานไม่ใช่แค่การเมืองระหว่างนายชัยเกษม นิติสิริ กับนายอนุทิน แต่คือการเลือกระหว่างนายอนุทินกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หรือตัวเลือกอื่น ๆ เพราะนายชัยเกษมพูดชัดเจนว่าตนเองเป็นแค่ตุ๊กตา นายชัยเกษมบอกใบ้กับสังคมว่าอาจจะมีอัศวินขี่ม้าขาว นายชัยเกษมพูดขนาดที่ว่าเขาแทบไม่ได้รับการติดต่อจากพรรคเพื่อไทยเลย

นายชัยเกษมยังไม่แม้แต่จะไว้ใจพรรคเพื่อไทย คำถามคือจะให้เราไว้วางใจแล้วทำ TOA กับพรรคเพื่อไทยได้อย่างไร ยิ่งไปกว่านั้นหากเราดูเรื่องเทคนิควิธีการเหมือนตอนเลือกนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สภาฯ ให้เสนอชื่อได้แค่ครั้งเดียว หากเมื่อวานทั้งนายชัยเกษมและนายอนุทินไม่เข้า ทั้งสองคนนี้จะไม่สามารถถูกเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตได้ซ้ำอีก จะเหลือแคนดิเดตอีก 3 คน คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค และนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ถามง่าย ๆ 3 คนนี้ใครจะมีโอกาสเป็นนายกฯ มากที่สุด ตนเองเชื่อว่ามีโอกาสที่จะมีขบวนการบางอย่างดึง พล.อ.ประยุทธ์ กลับมามีอำนาจอีกครั้ง

นายรังสิมันต์ ยืนยันว่า พรรคประชาชน เราไม่สามารถยอมรับการกลับเข้าสู่อำนาจอีกครั้งของ พล.อ.ประยุทธ์ ด้วยการบริหารงานที่ล้มเหลว ละเมิดสิทธิมนุษยชน และสร้างความเสียหายในอดีตไว้มากมาย เราจึงจะไม่ปล่อยให้เกิดนายกฯ คนนอก หรืออำนาจนอกระบบครอบงำ  เราจึงจำเป็นต้องทำในสิ่งที่ต้องทำ เราหวังว่าในเวลาอีก 4 เดือน รัฐบาลภูมิใจไทยต้องรักษาสัญญา เพราะ TOA ที่เกิดขึ้น ไม่ได้เป็นสัญญาระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชนเท่านั้น แต่ทุกอย่างถูกวางบนโต๊ะ หากมีการละเมิด TOA ถือเป็นการตระบัดสัตย์ต่อพี่น้องประชาชน

รังสิมันต์โรม ผิดหวังเพื่อไทย ยื่นศาล รธน. ฟัน “เท้ง”

จุดยืนของรังสิมันต์โรม กรณีเพื่อไทยยื่นศาล รธน. ฟัน “เท้ง”

จากกรณีที่พรรคเพื่อไทยยื่นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาการสิ้นสุดสมาชิกภาพ สส. ของนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ จากพรรคประชาชน ทำให้นายรังสิมันต์ โรม ออกมาแสดงความผิดหวังอย่างชัดเจน โดยมองว่าเป็นการใช้นิติสงครามที่ไม่เป็นธรรม

รังสิมันต์โรม ผิดหวังเพื่อไทย ที่หันมาใช้วิธีการทางกฎหมายเพื่อจัดการกับฝ่ายค้าน โดยอ้างเหตุผลเรื่องการทำ TOA กับพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเขาเห็นว่าเป็นเรื่องที่ไร้สาระและไม่สมเหตุสมผล

สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งที่เกิดขึ้นภายในขั้วการเมือง และอาจส่งผลกระทบต่อการทำงานร่วมกันในอนาคต การที่พรรคเพื่อไทยซึ่งเคยได้รับผลกระทบจากการใช้อำนาจศาล กลับมาใช้วิธีการเดียวกัน ทำให้เกิดคำถามถึงความจริงใจในการสร้างประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง

การที่นายรังสิมันต์ โรมออกมาวิพากษ์วิจารณ์พรรคเพื่อไทยอย่างตรงไปตรงมา สะท้อนให้เห็นถึงความไม่พอใจต่อวิธีการทางการเมืองที่เกิดขึ้น และอาจเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในอนาคต.

ที่มา – “โรม” ผิดหวัง เพื่อไทยยื่นศาล รธน. ฟัน “เท้ง” อ้าง TOA ล้มล้างการปกครอง

“โรม” แนะ “ทักษิณ” กลับมาฟังคดีชั้น 14

“รังสิมันต์ โรม” มองว่าการที่ “ทักษิณ” คิดจะหลีกเลี่ยงกระบวนการยุติธรรมไม่ใช่เรื่องดี พร้อมทั้งเรียกร้องให้เป็นไปตามกระบวนการในประเด็นเรื่องชั้น 14 และเตือนว่าอย่าคิดว่าอำนาจจะอยู่ยั้งยืนยง

วันที่ 6 กันยายน 2568 นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กล่าวถึงกรณีที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางไปยังสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ว่า ขอไม่แสดงความคิดเห็นในส่วนของพรรคเพื่อไทย เนื่องจากเป็นเรื่องภายในที่พรรคจะต้องจัดการกันเอง อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตว่าหากนายทักษิณต้องการเดินทางไปยังประเทศสิงคโปร์ตั้งแต่แรก ก็ไม่จำเป็นต้องเติมน้ำมันเครื่องบินจนเต็มถัง ส่วนเรื่องที่ว่าจะเดินทางกลับประเทศไทยหรือไม่นั้น คงต้องรอติดตามสถานการณ์ต่อไป

ส่วนตัวแล้วคิดว่าการที่นายทักษิณจะหลบหนีไปอยู่ต่างประเทศเป็นเวลานานอีกครั้งนั้นไม่น่าจะเป็นผลดี ในเมื่อนายทักษิณได้เดินทางกลับมาแล้ว ก่อนหน้านี้ก็มีความพยายามที่จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม แม้ว่าจะมีข้อถกเถียงกันในเรื่องความถูกต้องของกระบวนการดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีการพักรักษาตัวอยู่ที่ชั้น 14 ของโรงพยาบาลตำรวจ ประเด็นนี้ควรปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการที่ถูกต้อง เพราะหากมีความพยายามที่จะให้ความช่วยเหลือนายทักษิณ จนสุดท้ายแล้วไม่ได้ถูกจำคุกในเรือนจำ แต่กลับพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล ราวกับว่าไม่ได้เป็นการรับโทษใดๆ เลย ดังนั้นจึงควรมีวิถีทางของกระบวนการยุติธรรมที่จะต้องดำเนินการต่อไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

เมื่อถูกถามว่าหากนายทักษิณไม่เดินทางกลับมาประเทศไทย ข้าราชการที่เกี่ยวข้องจะได้รับผลกระทบไปด้วยหรือไม่นั้น นายรังสิมันต์ กล่าวว่าหลายคนคาดการณ์ไปในทิศทางเดียวกัน ในฐานะของพรรคฝ่ายค้าน พวกเราพยายามที่จะท้วงติงถึงประเด็นนี้มาโดยตลอด และไม่เข้าใจว่าเหตุใดหลายคนจึงคิดราวกับว่าอำนาจจะอยู่ยั้งยืนยงต่อไป สิ่งใดที่ผิดก็ต้องเป็นไปตามผิด

“โรม” แนะ “ทักษิณ” กลับมาฟังคดีชั้น 14

นายรังสิมันต์ มองว่านายทักษิณควรจะเดินทางกลับมาประเทศไทยเพื่อเข้ารับฟังคดีที่เกี่ยวข้อง ในเมื่อท่านมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ รัฐบาลของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร อาจจะเข้ามารับตำแหน่งภายหลังเหตุการณ์ดังกล่าว แต่เหตุการณ์นี้ได้เกิดขึ้นแล้ว และนางสาวแพทองธารไม่ได้ดำเนินการใดๆ หรือแสดงความรับผิดชอบต่อกรณีเรื่องชั้น 14 ซึ่งเป็นสิ่งที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ในเมื่อจะต้องมีข้าราชการที่ต้องรับผลทางกฎหมายบางประการ อยากให้บรรดาผู้นำและผู้ที่เกี่ยวข้องแสดงความรับผิดชอบในสิ่งที่ตนเองได้กระทำผิด ไม่ใช่หลีกหนีไป

ทำไม “ทักษิณ” ควรกลับมาฟังคดีชั้น 14?

ประเด็นสำคัญที่นายรังสิมันต์ โรมเน้นย้ำคือความสำคัญของการเคารพกระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าบุคคลนั้นจะเป็นใครก็ตาม การที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางกลับประเทศไทยนั้นถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่การหลีกเลี่ยงกระบวนการยุติธรรมโดยการพักรักษาตัวอยู่ที่ชั้น 14 ของโรงพยาบาลตำรวจเป็นเวลานาน สร้างความสงสัยและวิพากษ์วิจารณ์ในสังคม การที่นายทักษิณกลับมาฟังคดีและเข้าสู่กระบวนการอย่างถูกต้อง จะเป็นการแสดงความเคารพต่อกฎหมายและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

นอกจากนี้ การที่ข้าราชการหรือผู้ที่เกี่ยวข้องต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเองก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน หากมีการใช้อำนาจในทางมิชอบ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ก็ควรจะต้องได้รับโทษตามกฎหมาย การที่ทุกคนปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด จะทำให้สังคมมีความยุติธรรมและน่าอยู่มากยิ่งขึ้น

  • ความสำคัญของการเคารพกระบวนการยุติธรรม
  • ความรับผิดชอบของผู้มีอำนาจ
  • การสร้างความเชื่อมั่นในระบบกฎหมาย

การที่นายรังสิมันต์ โรมออกมาเรียกร้องให้ “ทักษิณ” กลับมาฟังคดีชั้น 14 นั้น เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของสังคมต่อการเลือกปฏิบัติและการใช้อำนาจที่ไม่ถูกต้อง การที่ทุกคนเคารพกฎหมายและเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างเท่าเทียมกัน จะเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างสังคมที่ยุติธรรมและโปร่งใสอย่างยั่งยืน และนี่คือสิ่งที่ทุกฝ่ายควรให้ความสำคัญ

การกลับมาครั้งนี้ของ “ทักษิณ” จึงเป็นบททดสอบสำคัญ ว่ากระบวนการยุติธรรมของไทยจะสามารถดำเนินการไปได้อย่างเที่ยงตรงและเป็นธรรมหรือไม่ และสังคมไทยจะสามารถก้าวข้ามความขัดแย้งและความแตกแยกไปสู่ความสมานฉันท์และความปรองดองได้หรือไม่ ทุกสายตาจึงจับจ้องไปที่การตัดสินใจและก้าวเดินต่อไปของ “ทักษิณ” ในอนาคตอันใกล้นี้

ที่มา – “โรม” แนะ “ทักษิณ” กลับมาฟังคดีชั้น 14 อย่าคิดว่าอำนาจจะอยู่ยั้งยืนยง

รังสิมันต์ จับตาคดีนายกฯ หากรอดซักฟอกต่อ

รังสิมันต์” จับตาคดีนายกฯ เชื่อส่งผลการเมืองสูง เผยหากรอดเล็งซักฟอกรัฐบาลต่อทันที

วันที่ 28 สิงหาคม 2568 นายรังสิมันต์ โรม รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดอ่านคำวินิจฉัยคดีคุณสมบัติของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในวันที่ 29 สิงหาคมนี้ว่า เป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อการเมืองอย่างแน่นอน โดยพรรคฝ่ายค้านจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หากศาลมีคำวินิจฉัยให้นายกรัฐมนตรีรอด พรรคประชาชนจะหารือกับพรรคร่วมฝ่ายค้านเพื่อเดินหน้าตรวจสอบรัฐบาลต่อไป และอาจจะใช้มาตรการสำคัญอย่างการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตามมาตรา 151 โดยจะพิจารณาช่วงเวลาที่เหมาะสมต่อไป

ส่วนหากเกิดกรณีที่ไม่คาดฝันขึ้น นายรังสิมันต์ย้ำว่า พรรคประชาชนพร้อมเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ โดยไม่ได้มีจุดประสงค์ที่จะเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาล และยังคงยืนยันว่าการคืนอำนาจให้กับประชาชนผ่านการเลือกตั้งใหม่ คือทางออกที่ดีที่สุดสำหรับประเทศในขณะนี้

รังสิมันต์ จับตาคดีนายกฯ ผลกระทบการเมือง

สถานการณ์ทางการเมืองกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ เมื่อศาลรัฐธรรมนูญเตรียมอ่านคำวินิจฉัยในคดีที่เกี่ยวข้องกับคุณสมบัติของนายกรัฐมนตรี นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายรังสิมันต์ โรม รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ออกมาแสดงความเห็นถึงประเด็นนี้ โดยเน้นย้ำถึงผลกระทบทางการเมืองที่อาจเกิดขึ้นตามมา และความพร้อมของพรรคฝ่ายค้านในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลต่อไป

รังสิมันต์ โรม ชี้ คดีนายกฯ ส่งผลถึงเสถียรภาพรัฐบาล

นายรังสิมันต์ โรม ได้กล่าวว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในคดีดังกล่าว จะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าผลจะออกมาในทิศทางใด พรรคฝ่ายค้านก็เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากศาลมีคำวินิจฉัยให้นายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง ก็อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่

อย่างไรก็ตาม หากศาลมีคำวินิจฉัยว่า นายกรัฐมนตรีไม่มีความผิด พรรคประชาชนและพรรคร่วมฝ่ายค้าน ก็เตรียมที่จะเดินหน้าตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างเข้มข้นต่อไป โดยอาจมีการใช้มาตรการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตามมาตรา 151 เพื่อตรวจสอบการบริหารงานของรัฐบาลอย่างละเอียด

นอกจากนี้ นายรังสิมันต์ยังได้กล่าวถึงจุดยืนของพรรคประชาชนว่า พรรคฯ พร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการทำให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ โดยไม่ได้มีเป้าหมายที่จะเข้าร่วมรัฐบาล แต่ยังคงยืนยันว่าการคืนอำนาจให้กับประชาชนผ่านการเลือกตั้งใหม่ คือทางออกที่ดีที่สุดสำหรับประเทศในขณะนี้

ความเคลื่อนไหวของนายรังสิมันต์และพรรคประชาชน สะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวของพรรคฝ่ายค้านในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล และความพร้อมในการรับมือกับสถานการณ์ทางการเมืองที่อาจเปลี่ยนแปลงไปได้ทุกเมื่อ การจับตารังสิมันต์ ในช่วงเวลานี้จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

  • หากผลการตัดสินออกมาเป็นคุณต่อรัฐบาล ควรรัฐบาลควรเปิดใจรับฟังข้อเสนอเเละข้อติชมจากฝ่ายค้าน
  • หากผลการตัดสินออกมาเป็นโทษต่อรัฐบาล ควรรัฐบาลควรยอมรับการตัดสินใจ

สถานการณ์ทางการเมืองไทยยังคงมีความไม่แน่นอนสูง การติดตามข่าวสารและข้อมูลอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราสามารถเข้าใจและวิเคราะห์สถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างถูกต้อง และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเพื่ออนาคตของประเทศ

ที่มา – “รังสิมันต์” จับตาคดีนายกฯ เชื่อส่งผลการเมืองสูง หากรอดซักฟอกต่อทันที

มติเพื่อไทย ประชุมลับ ญัตติ MOU 43-44

“ดนุพร ปุณณกันต์” เผย มติพรรคเพื่อไทย เสนอให้ประชุมลับ ญัตติด่วนด้วยวาจาเกี่ยวกับ MOU 43 และ 44 เหตุเป็นเรื่องละเอียดอ่อน หวั่นกระทบความมั่นคงและคนชายแดน

วันที่ 26 ส.ค. 2568 เมื่อเวลา 16.30 น. ที่พรรคเพื่อไทย นายดนุพร ปุณณกันต์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวภายหลังการประชุม ส.ส. ประจำสัปดาห์ของพรรคเพื่อไทย ว่า เนื่องจากสัปดาห์ที่ผ่านมามีการปิดประชุมสภาฯ ในวันที่ 21 ส.ค. ก่อนที่จะมีการเข้าญัตติด่วนด้วยวาจาเกี่ยวกับ MOU 43 และ 44 วันนี้ที่ประชุม ส.ส. เพื่อไทย ได้มีการอภิปรายอย่างกว้างขวางว่าการนำเรื่องนี้เสนอเข้าที่ประชุม เราจะเตรียมใครไว้เพื่ออภิปรายบ้าง เพราะต้องทำความเข้าใจกับประชาชน โดยมติพรรคเพื่อไทย หากมีการเสนอญัตติด่วนด้วยวาจา จะขอเป็นการประชุมลับ เพราะเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน กระทบกับความมั่นคงและพี่น้องตามแนวชายแดน และเราจะไม่ตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ แต่ทางพรรคเพื่อไทยเห็นควรว่าเมื่ออภิปรายกันอย่างกว้างขวางแล้ว ก็จะส่งให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป

เมื่อถามว่า หากเสียงส่วนใหญ่มีมติให้ตั้ง กมธ. วิสามัญ พรรคเพื่อไทยจะร่วมเป็น กมธ. หรือไม่ นายดนุพร กล่าวว่า เราพร้อม แต่ต้องมีการโหวตกัน เนื่องจาก กมธ. ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายรังสิมันต์ โรม ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) เป็นประธาน มีการพิจารณาเรื่องนี้อยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 27 ส.ค. ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) จะไปหารือกับฝ่ายค้านอีกครั้งถึงมติพรรคเพื่อไทย

มติพรรคเพื่อไทย เห็นพ้องให้ประชุมลับ ญัตติด่วนถก MOU 43-44

จากข่าวการประชุม ส.ส. พรรคเพื่อไทยล่าสุด ประเด็นสำคัญอยู่ที่การพิจารณาญัตติด่วนเกี่ยวกับ MOU 43 และ 44 ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติและพี่น้องประชาชนตามแนวชายแดน การที่พรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้และตัดสินใจที่จะขอให้มีการประชุมลับถือเป็นการดำเนินการที่แสดงถึงความรอบคอบและความระมัดระวังในการจัดการกับประเด็นละเอียดอ่อน

เหตุผลเบื้องหลังมติพรรคเพื่อไทย

เหตุผลหลักที่พรรคเพื่อไทยตัดสินใจขอให้มีการประชุมลับนั้น มาจากความกังวลว่าการเปิดเผยข้อมูลบางอย่างอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ รวมถึงอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดหรือความตื่นตระหนกในหมู่ประชาชนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดน การประชุมลับจะช่วยให้ ส.ส. สามารถอภิปรายและแลกเปลี่ยนข้อมูลได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องกังวลว่าข้อมูลเหล่านั้นจะถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด หรือจะก่อให้เกิดผลเสียต่อส่วนรวม

นอกจากนี้ การที่พรรคเพื่อไทยตัดสินใจที่จะไม่ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ แต่จะส่งเรื่องให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป แสดงให้เห็นว่าพรรคต้องการให้ผู้ที่มีอำนาจและข้อมูลครบถ้วนเป็นผู้ตัดสินใจในเรื่องนี้ ซึ่งอาจเป็นแนวทางที่เหมาะสมกว่าในสถานการณ์ที่ซับซ้อนเช่นนี้

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจครั้งนี้ก็อาจถูกมองว่าเป็นการปิดกั้นข้อมูลจากประชาชน ซึ่งอาจนำไปสู่ความไม่ไว้วางใจและการวิพากษ์วิจารณ์ ดังนั้น พรรคเพื่อไทยจึงจำเป็นต้องสื่อสารและชี้แจงเหตุผลในการตัดสินใจครั้งนี้ให้ประชาชนเข้าใจอย่างชัดเจน เพื่อรักษาความเชื่อมั่นและสนับสนุนจากประชาชน

การพิจารณาเรื่อง MOU 43 และ 44 เป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและมีความสำคัญต่อความมั่นคงของชาติ การที่พรรคเพื่อไทยตัดสินใจที่จะดำเนินการอย่างรอบคอบและระมัดระวังถือเป็นสิ่งที่ควรให้การสนับสนุน แต่ในขณะเดียวกัน พรรคก็ต้องไม่ลืมที่จะให้ความสำคัญกับการเปิดเผยข้อมูลและความโปร่งใส เพื่อรักษาความไว้วางใจจากประชาชน การสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงและความโปร่งใสจะเป็นกุญแจสำคัญในการจัดการกับประเด็นนี้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยสรุปแล้ว มติพรรคเพื่อไทย เห็นพ้องให้ประชุมลับ ญัตติด่วนถก MOU 43-44 นั้นเป็นไปเพื่อรักษาความมั่นคงของชาติและความสงบสุขของประชาชนตามแนวชายแดน แต่พรรคก็ต้องระลึกเสมอว่าความโปร่งใสและการสื่อสารที่ชัดเจนเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจจากประชาชน

ที่มา – มติพรรคเพื่อไทย เห็นพ้องให้ประชุมลับ ญัตติด่วนถก MOU 43-44

ภูมิธรรมแนะ “โรม” มาคุยกันได้ เข้าใจเรื่อง ICC

ภูมิธรรมแนะ “โรม” มาคุยกันได้ หลังข้องใจเรื่อง ICC

“ภูมิธรรม” สอนมวย “โรม” มาคุยกันตรงๆ อย่าถามออกสื่อ ชี้ กระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หลังข้องใจรัฐบาลไม่ฟ้อง ICC ติงควรเข้าใจในฐานะนักการเมืองที่มีคุณภาพ ไม่ใช่หวังผลการเมือง

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 21 สิงหาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล กรณีนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศสภาผู้แทนราษฎร ระบุ รัฐบาลยั้งมือไม่ฟ้องผู้นำกัมพูชาต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) เพราะเกี่ยวโยงกับผลประโยชน์ของ 2 ตระกูลของผู้นำทั้ง 2 ประเทศ ว่า ต้องถามนายรังสิมันต์ ว่าพูดในฐานะประธาน กมธ. หรือพูดในฐานะนายรังสิมันต์ เพราะถ้าพูดในฐานะประธาน กมธ.ความมั่นคงฯ ก็น่าจะเข้าใจ เพราะหลายเรื่องเป็นข้อเท็จจริงที่เป็นประโยชน์ ไม่ใช่มานั่งตั้งคำถามแบบนี้ เพราะเรื่องนี้ข้อเท็จจริงก็ว่าไปอย่างหนึ่ง แต่อีกหลายเรื่อง ไม่ใช่แค่หยิบประเด็นใดประเด็นหนึ่งมาตัดสินใจได้ เรื่องนี้เกี่ยวพันกับผลประโยชน์ของประเทศ และเกี่ยวพันความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เกี่ยวพันกับอะไรหลายอย่าง ควรจะเข้าใจในฐานะนักการเมืองที่มีคุณภาพ ไม่ใช่หวังผลทางการเมืองที่ก่อให้เกิดความไม่เข้าใจ

“ถ้าคุณรังสิมันต์ โรม ไม่มั่นใจ หรือสงสัย อย่าถามออกอากาศ มาถามผมได้ มาพบได้ บอกได้เลย ชี้แจงให้เข้าใจว่าเรื่องไหนสำคัญไม่สำคัญ แล้วทำไมการพูดจึงไม่ควรพูดออกอากาศ ในเรื่องที่เป็นคดีความระหว่างประเทศ และเป็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ถ้าเป็นนักการเมืองที่เข้าใจควรเข้าใจสิ่งนี้”

ทำไมภูมิธรรมถึงแนะ “โรม” มาคุยกันได้ เรื่อง ICC?

ประเด็นสำคัญที่นายภูมิธรรมหยิบยกขึ้นมาคือ การที่นายรังสิมันต์ โรม ตั้งคำถามเกี่ยวกับท่าทีของรัฐบาลต่อการฟ้องร้องผู้นำกัมพูชาต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) นายภูมิธรรมมองว่าการตั้งคำถามดังกล่าวออกสื่อ อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และควรพิจารณาถึงผลประโยชน์ของชาติโดยรวม

นอกจากนี้ นายภูมิธรรมยังเน้นย้ำว่า ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ นายรังสิมันต์ โรม ควรจะมีความเข้าใจในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างรอบด้าน การตั้งคำถามโดยขาดความเข้าใจ อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของประเทศได้

ผู้สื่อข่าวถามต่อ ผลสรุปของผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (IOT) ที่ได้ลงพื้นที่สำรวจความเสียหายพื้นที่ อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ จะมีผลสรุปออกมาอย่างไร นายภูมิธรรม ตอบว่า ขณะนี้เพิ่งเริ่มต้นทำงาน ให้เขาทำก่อน ถ้าพบหลักฐานหรืออะไรที่สำคัญ ตนคิดว่าเขาคงไม่เที่ยวมาออกข่าว เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน โดยวันที่ 10 กันยายน 2568 ประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา (GBC) ติดขัดตรงไหนไปพูดกันตรงนั้น และชัดเจนเมื่อไหร่ ได้ข้อสรุปอย่างไรก็จะออกมา การทำงานของรัฐ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ได้เอาข่าวลือ หรือพูดไปโดยยังไม่ยืนยัน หรือมีมติ เพราะทุกอย่างต้องพูดด้วยความระมัดระวัง เราไม่ได้ปรารถนาจะไปใส่ร้ายป้ายสีใคร ต้องการเอาข้อเท็จจริงและความจริงออกมา และ GBC จะเป็นเรื่องระดับทวิภาคีคุยกัน ซึ่งมีการพูดคุยระดับรัฐมนตรี และมีผู้สังเกตการณ์ร่วมด้วยอยู่แล้ว ถือเป็นเวทีที่ดีที่สุด เขาไม่พูดเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศผ่านสื่อ.

การที่นายภูมิธรรมออกมา แนะ “โรม” มาคุยกันได้ สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการรักษาสมดุลระหว่างการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลกับการรักษาผลประโยชน์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ประเด็น ICC เป็นเรื่องละเอียดอ่อน การหารือและทำความเข้าใจในรายละเอียดจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ดังนั้น การที่นายภูมิธรรม แนะ “โรม” มาคุยกันได้ ในประเด็นที่ไม่เข้าใจเกี่ยวกับ ICC จึงเป็นแนวทางที่สร้างสรรค์ เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องและป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ในฐานะประชาชน การติดตามข่าวสารและทำความเข้าใจในประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราสามารถวิเคราะห์และสนับสนุนนโยบายที่เหมาะสมต่อประเทศชาติ

ที่มา – แนะ “โรม” มาคุยกันได้ หลังข้องใจรัฐบาลไม่ฟ้อง ICC ชี้เป็น ปธ.กมธ.มั่นคงฯ น่าจะเข้าใจ

“โรม” จี้ “แพทองธาร” ไร้ความรับผิดชอบ เอากัมพูชาขึ้นศาล!

“รังสิมันต์ โรม” สวด “นายกฯ อิ๊งค์” ไร้สปิริต จี้กระทรวงการต่างประเทศทำงานเชิงรุกและเอากัมพูชาขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศ เอาผิดเรื่องโจมตีเป้าหมายพลเรือนและคอลเซ็นเตอร์

วันที่ 19 ส.ค. 2568 ที่อาคารรัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวนคดีคลิปเสียง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ และ รมว.วัฒนธรรม สนทนากับสมเด็จฮุน เซน วันที่ 21 ส.ค. ว่า ไม่เห็นด้วยกับการที่จะใช้นิติสงครามใดๆ และต้องยอมรับว่านายกฯ ไม่ได้แสดงความรับผิดชอบทางการเมืองที่ได้สัดส่วนกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจากคลิปเสียง เราต้องการนักการเมืองที่กล้าหาญมากกว่านี้ ปัญหาหลายอย่างแก้ไม่ตก ท่านไม่รู้จักคำว่าความรับผิดชอบ บ้านเมืองเรายุ่งเหยิงเกิดปัญหาเสถียรภาพแบบนี้ อยากเห็นนายกฯ แสดงสปิริต แต่ก็คงช้าไปเพราะที่ผ่านมา พิสูจน์แล้วว่าท่านไม่ได้มีสปิริตอะไรเลย

นายรังสิมันต์ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ทหารไทยได้พบโทรศัพท์ของกัมพูชา เผยให้เห็นคลิปการวางทุ่นระเบิด ว่าตอนนี้เรามีแต้มต่อเยอะมาก แต่อยู่ที่ว่าจะใช้หรือไม่ เรื่องการละเมิดอนุสัญญาออตตาวา กระทรวงการต่างประเทศต้องไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมนานาชาติถึงไม่มีการประณามหรือตำหนิกัมพูชาที่ละเมิดอนุสัญญาในเรื่องนี้ ต้องทำงานเชิงรุกต่อไป กระทรวงการต่างประเทศเป็นแบบนี้ไปเรื่อย ๆ จะเสียเชิง มากไปกว่านั้น อีกทั้งต้องพากัมพูชาไปศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ดำเนินการเอาผิดได้ทั้งมิติคอลเซ็นเตอร์ การโจมตีเป้าหมายพลเรือน จุดนี้จะทำให้ไทยได้เปรียบ ถามรัฐตั้งใจยั้งมือหรือกลัวคลิปเสียง

เมื่อถามว่าการที่มติ สมช. ฟ้องสมเด็จฮุน เซน แค่ภายในประเทศ สะท้อนอะไรบ้าง นายรังสิมันต์กล่าวว่า ตนคิดว่ามันก็เท่านั้น ทุกคนในฝ่ายความมั่นคงทราบว่ากัมพูชาใช้ไทยเป็นฐานในการฟอกเงิน มีทรัพย์สินจำนวนมากอยู่ในประเทศไทย หากไม่มีการยึดทรัพย์อย่างแท้จริงก็เปล่าประโยชน์ ตนจึงคิดว่าถ้าจะดำเนินการในประเทศก็ทำ แต่ต้องยึดทรัพย์จริงๆ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ต้องเข้าแล้ว วันนี้ ปปง. ยังเงียบทำอะไรอยู่ ต้องนำไปสู่การยึดทรัพย์ยึดไว้ก่อนได้ เห็นความล่าช้าของหน่วยงานรัฐในหลายภาคส่วน เลยสงสัยว่าตกลงจะเอาจริงหรือไม่ หรือกลัวว่าเขาจะมีคลิปเสียงอีกจำนวนมาก วันนี้เราต้องเอาผลประโยชน์ของชาติเป็นหลักก่อน

เมื่อถามอีกว่าการที่รัฐบาลไม่ฟ้องศาล ICC เพราะมีผลประโยชน์กับนักการเมืองไทยหรือไม่ นายรังสิมันต์กล่าวว่า ตนก็เป็นห่วงว่าที่ประเทศไทยยั้งมือ เพราะเรามีผลประโยชน์กับกัมพูชาเยอะหรือไม่ ถ้ามีเยอะก็เป็นไปได้ว่าเขาเอาเรื่องนี้มาต่อรอง ซึ่งรัฐบาลต้องออกมาตอบคำถามเพื่อสร้างความมั่นใจว่าตัวเองไม่มีผลประโยชน์ในเรื่องนี้ เรียนตามตรงว่าผลประโยชน์ของทั้งสองตระกูลก็คงมีมานาน แต่วันนี้ต้องยึดผลประโยชน์ของชาติ รัฐบาลควรยึดผลประโยชน์ของชาติให้มากที่สุด และใช้โอกาสนี้ในการสร้างสันติภาพระยะยาว

“โรม” เฉ่ง “แพทองธาร” ไร้ความรับผิดชอบ จี้ กต. เอากัมพูชาขึ้นศาล ICC

จากกรณีที่นายรังสิมันต์ โรมออกมาวิพากษ์วิจารณ์ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร และเรียกร้องให้กระทรวงการต่างประเทศนำประเด็นกัมพูชาขึ้นสู่ศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) นั้น มีหลายประเด็นที่น่าสนใจและควรพิจารณาอย่างละเอียด

ประเด็นความรับผิดชอบทางการเมืองของ น.ส.แพทองธาร

นายรังสิมันต์ โรมมองว่า น.ส.แพทองธารไม่ได้แสดงความรับผิดชอบทางการเมืองอย่างเหมาะสมต่อกรณีคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฮุน เซน ซึ่งเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจเป็นอย่างมาก การที่นักการเมืองระดับสูงถูกวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องความรับผิดชอบ ถือเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจ เพราะความไว้วางใจจากประชาชนเป็นสิ่งสำคัญในการบริหารประเทศ

นอกจากนี้ นายรังสิมันต์ยังกล่าวถึงเรื่องการใช้ไทยเป็นฐานในการฟอกเงินของกัมพูชา ซึ่งเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงและผลประโยชน์ของชาติ หากเป็นเรื่องจริง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรดำเนินการตรวจสอบและยึดทรัพย์สินอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศไทยถูกใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำผิดกฎหมาย

ความเห็นของนายรังสิมันต์ในเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลเกี่ยวกับผลประโยชน์ทับซ้อนที่อาจมีระหว่างนักการเมืองไทยและกัมพูชา ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินการทางกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา การเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงความโปร่งใสและยึดผลประโยชน์ของชาติเป็นหลักจึงเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผล

การที่นายรังสิมันต์ “โรม” เฉ่ง “แพทองธาร” ไร้ความรับผิดชอบ จี้ กต. เอากัมพูชาขึ้นศาล ICC เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังรัฐบาลให้ดำเนินการอย่างเด็ดขาดและโปร่งใสในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกัมพูชา เพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

ประเด็นที่นายรังสิมันต์ยกขึ้นมานั้นมีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับหลายภาคส่วน ตั้งแต่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การบังคับใช้กฎหมาย ไปจนถึงผลประโยชน์ทางการเมือง การแก้ไขปัญหาเหล่านี้จึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย และที่สำคัญที่สุดคือการยึดมั่นในหลักการของความถูกต้องและโปร่งใส

คำถามสำคัญคือ รัฐบาลจะดำเนินการอย่างไรต่อไปในประเด็นเหล่านี้ และจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้หรือไม่ว่าผลประโยชน์ของชาติจะได้รับการปกป้องอย่างเต็มที่ การติดตามข่าวสารและตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลจึงเป็นหน้าที่ของประชาชนทุกคน

การที่ “โรม” ออกมาเรียกร้องให้ เอากัมพูชาขึ้นศาล ICC นั้นเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลดีผลเสียที่อาจจะเกิดขึ้นต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและผลกระทบต่อประชาชนทั้งสองฝ่าย แน่นอนว่าการดำเนินการใดๆ จะต้องเป็นไปตามหลักการของกฎหมายระหว่างประเทศและคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ

ที่มา – “โรม” เฉ่ง “แพทองธาร” ไร้ความรับผิดชอบ จี้ กต. เอากัมพูชาขึ้นศาล ICC

กมธ.มั่นคงฯ ถก ปัญหาแรงงานกัมพูชากลับประเทศ กระทบเศรษฐกิจ

“รังสิมันต์” ประธาน กมธ.ความมั่นคงฯ ถก ปัญหาแรงงานกัมพูชากลับประเทศ ชี้ เหลือแรงงานอยู่ประมาณ 10% ของยอดที่เคยมี กระทบเศรษฐกิจแน่ ปูด พบบริษัทนำเข้าแรงงานผิดกฎหมาย

วันที่ 20 สิงหาคม 2568 นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงการประชุม กมธ. ในวันนี้ว่า จะคุยกันถึงเรื่องผลกระทบจากการที่แรงงานกัมพูชาเดินทางกลับไปยังประเทศ ซึ่งปัจจุบันจากเดิมตัวเลขอยู่ที่ประมาณ 3 แสนคน เหลือแรงงานอยู่ประมาณ 10% ของยอดที่เคยมี และถ้าหากนับจากแรงงานผิดกฎหมายอาจจะมีมากกว่านั้น ซึ่งต้องยอมรับว่า 10% ที่เหลืออยู่ในภาคการผลิตของเรา ทั้งเกษตรและก่อสร้างได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน

สถานการณ์ ปัญหาแรงงานกัมพูชากลับประเทศ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะภาคการผลิตที่ต้องพึ่งพาแรงงานต่างด้าวจำนวนมาก การขาดแคลนแรงงานทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น และอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

นอกจากนี้ เราต้องยอมรับว่าสถานการณ์ตามแนวชายแดนหลังจากมีการปะทะกันแล้วไม่ได้กลับมาเหมือนเดิม ไม่ได้มีปัญหาแค่เรื่องการเยียวยาไม่เพียงพอแต่มีปัญหาในมิติเศรษฐกิจด้วย ถ้าหากเราฟื้นฟูด้านเศรษฐกิจไม่ได้จะส่งผลกระทบระยะยาวต่อเศรษฐกิจตามแนวชายแดนทั้งระบบ เรื่องผลกระทบของการไม่มีแรงงาน ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่เราจำเป็นต้องดำเนินการและหาแนวทางแก้ปัญหา

นายรังสิมันต์ กล่าวอีกว่า หลักๆ ได้เชิญรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กลุ่มสมาคมสหกรณ์จังหวัดตราด และอีกหลายภาคส่วนมาร่วมประชุม ทางกระทรวงแรงงานเองมีความพยายามนำเข้าแรงงานจากศรีลังกาเข้ามา ซึ่งต้องพูดคุยกันถึงความจำเป็น แต่มากไปกว่านั้นมีอีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องการทุจริตในเรื่องการนำเข้าแรงงานกัมพูชา ซึ่งวันนี้เรามีชื่อบริษัทเป้าหมายแล้ว

“สิ่งที่ต้องยอมรับ วงการแรงงานมีเรื่องการทุจริตเรื่องค้ามนุษย์เรื่องสีเทาดำเต็มไปหมด ทางกรรมาธิการก็จะสอบในเรื่องเหล่านี้ ส่วนลักษณะการทุจริตจะเป็นการนำแรงงานเข้ามาโดยจ่ายเงินให้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพื่อให้ได้สิทธิพิเศษ หรือพูดง่ายๆ คือมีการจ่ายเงินให้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่ออำนวยความสะดวกต่างๆ แต่ยืนยันว่าเรามีชื่อบริษัทแล้ว”

ปัญหาแรงงานกัมพูชากลับประเทศ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างไร?

ปัญหาแรงงานกัมพูชากลับประเทศ กำลังเป็นประเด็นร้อนที่ถูกพูดถึงในวงกว้าง โดยเฉพาะผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจของไทย ซึ่งพึ่งพาแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านเป็นจำนวนมาก การที่แรงงานกัมพูชาจำนวนมากเดินทางกลับประเทศ ทำให้เกิดภาวะขาดแคลนแรงงานในหลายภาคส่วน โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรมและก่อสร้าง ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น และอาจส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าและบริการ

ผลกระทบจากปัญหาแรงงานกัมพูชากลับประเทศ

  • ภาคเกษตรกรรม: ขาดแคลนแรงงานเก็บเกี่ยวผลผลิต ทำให้ผลผลิตเสียหายและราคาตกต่ำ
  • ภาคก่อสร้าง: โครงการก่อสร้างล่าช้า ต้นทุนสูงขึ้น
  • ภาคอุตสาหกรรม: กำลังการผลิตลดลง

นอกจากนี้ การที่แรงงานกัมพูชาเดินทางกลับประเทศ ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่น โดยเฉพาะจังหวัดชายแดนที่เคยพึ่งพาแรงงานจากกัมพูชาเป็นจำนวนมาก

ทางออกของ ปัญหาแรงงานกัมพูชากลับประเทศ คืออะไร? รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งหาแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน โดยอาจพิจารณาแนวทางดังต่อไปนี้

  • ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและเครื่องจักรกลทางการเกษตร: เพื่อลดการพึ่งพาแรงงานคน
  • พัฒนาทักษะแรงงานไทย: เพื่อให้สามารถทำงานในภาคอุตสาหกรรมที่ต้องการทักษะสูงได้
  • เจรจาและทำข้อตกลงกับประเทศเพื่อนบ้าน: เพื่อนำเข้าแรงงานอย่างถูกกฎหมาย

การแก้ไขปัญหา ปัญหาแรงงานกัมพูชากลับประเทศ เป็นเรื่องที่ท้าทาย แต่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ

การที่กรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐฯ หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาพิจารณา แสดงให้เห็นถึงความตระหนักถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในวงกว้าง การแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุดและทันท่วงทีจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ที่มา – กมธ.มั่นคงฯ ถกปัญหาแรงงานกัมพูชากลับประเทศ กระทบเศรษฐกิจ เหตุเหลืออยู่ราว 10%

“ธนกร” ขอบคุณคนไทยซัพพอร์ตกองทัพภาค 2

“ธนกร” ขอบคุณคนไทยซัพพอร์ตลวดหนามหีบเพลง ลั่น แม่ทัพภาคที่ 2 ยึดความปลอดภัยกำลังพล แนะรัฐบาลลดขั้นตอนจัดซื้อให้ทันสถานการณ์ ตำหนิ “โรม” ใจแคบมีอคติ ย้อนดูพรรคตัวเองก็เปิดรับบริจาคทำกิจกรรม

วันที่ 14 สิงหาคม 2568 นายธนกร วังบุญคงชนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตำหนิกองทัพภาคที่ 2 ที่เปิดรับบริจาคลวดหนามหีบเพลงจากประชาชนว่าไม่เหมาะสม ว่า ที่ผ่านมานายรังสิมันต์ก็ได้เห็นภาพความสูญเสียจากเหตุการณ์ปะทะกันบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชามาแล้ว ซึ่งขณะนี้มีบริเวณพื้นที่ครอบคลุมถึง 7 จังหวัดแล้ว ส่งผลให้พี่น้องประชาชนพลเรือนต้องบาดเจ็บล้มตายและอพยพหลายแสนคน

นายธนกร ระบุต่อไป การเปิดรับบริจาคของกองทัพภาคที่ 2 ครั้งนี้ เป็นการขอรับบริจาคลวดหนามหีบเพลงเพื่อใช้ในพื้นที่สำคัญที่เป็นอธิปไตยของไทยอย่างเร่งด่วน จึงเป็นเหตุผลในการเปิดรับการสนับสนุนลวดหนามหีบเพลงในครั้งนี้ เนื่องจากความเร่งด่วนฉุกเฉินเฉพาะหน้าที่จำเป็นต้องใช้ทันที หากจะต้องรอระบบราชการ ขั้นตอนการจัดซื้อที่มีความละเอียดรอบคอบซึ่งต้องใช้เวลาราว 1 เดือนจึงไม่ทันการที่จะป้องกันความสูญเสียหรือความเสียหายได้

แต่การออกมาตำหนิกองทัพภาคที่ 2 ว่าทำเรื่องไม่เหมาะสมนั้น ตนมองว่า นายรังสิมันต์ มองเรื่องนี้ด้วยใจคับแคบ มีอคติ ทั้งที่ควรจะมองถึงความปลอดภัยในชีวิตของเจ้าหน้าที่ทหาร การออกมาตำหนิลักษณะนี้ถือว่าไม่สร้างสรรค์ แต่กลับกันเมื่อมาเปรียบเทียบกับสิ่งที่พรรคประชาชนของนายรังสิมันต์ได้ขับเคลื่อนมาตลอดนั้น พบว่ามีการเปิดระบบรับบริจาคเงินจากประชาชนแบบรายเดือนเพื่อนำไปจัดกิจกรรมพรรคอยู่เป็นระยะ ทั้งที่ก็มีงบประมาณจากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อยู่แล้ว จึงขอตั้งคำถามย้อนไปถึงนายรังสิมันต์ว่า การขอรับบริจาคจากพี่น้องประชาชนในลักษณะนี้เป็นเรื่องที่เหมาะสมแล้วหรือไม่

ขณะเดียวกัน นายธนกร ยังได้ขอบคุณพี่น้องคนไทยทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ที่ให้การสนับสนุนกองทัพภาคที่ 2 ในการป้องกันอธิปไตยของไทยมาโดยตลอด ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญและเหมาะสมอย่างยิ่งที่คนไทยเราทุกคนจะลุกขึ้นร่วมแรงร่วมใจสามัคคีเป็นหนึ่งเดียวกับกองทัพ สิ่งไหนที่สามารถร่วมด้วยช่วยกันได้เราก็พร้อมยินดีสนับสนุน ส่งเสริมให้กองทัพได้ปฏิบัติหน้าที่ปกป้องพื้นแผ่นดินไทยอย่างเต็มกำลัง ตนในฐานะ สส. ขอเป็นอีกแรงสนับสนุนให้มีการปรับยุทธวิธีใช้อาวุธยุทโธปกรณ์และนวัตกรรมที่ทันสมัยเข้ามาใช้แทนการเดินลาดตระเวนซึ่งมีความเสี่ยงสูงของเจ้าหน้าที่ทหาร ส่วนจุดไหนที่จะต้องมีการเดินลาดตระเวนก็ควรจะมีอุปกรณ์เคลียร์พื้นที่ก่อนเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีทุ่นระเบิด จึงขอฝากให้รัฐบาลสนับสนุนกองทัพอย่างเต็มที่ด้วยเช่นกัน

“กรณีนี้ถือเป็นกรณีสถานการณ์ฉุกเฉิน รัฐบาลเองควรมีส่วนเร่งช่วยหาช่องทางลดขั้นตอนการจัดซื้อที่ใช้เวลานานลง และแก้ปัญหาให้กับกองทัพภาคที่ 2 เป็นการเร่งด่วน เพราะแม่ทัพภาคที่ 2 เล็งเห็นความสำคัญของชีวิตกำลังพลทุกนายเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการสูญเสียอีกต่อไป ถือว่าเหมาะสมแล้ว ไม่ควรที่จะมีบางพรรคการเมืองออกมาตำหนิ เพราะสิ่งที่กองทัพภาคที่ 2 ได้ทำ ไม่ได้ขอรับบริจาคเพื่อตัวเอง แต่เป็นการทำเพื่อปกป้องประเทศชาติ”

“ธนกร” ขอบคุณคนไทยซัพพอร์ตกองทัพภาค 2

นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ออกมาแสดงความขอบคุณพี่น้องประชาชนชาวไทยที่ให้การสนับสนุนกองทัพภาคที่ 2 อย่างต่อเนื่องในการปกป้องอธิปไตยของชาติ พร้อมทั้งเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งลดขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อให้กองทัพสามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างทันท่วงที

ทำไมนายธนกรถึงขอบคุณคนไทยที่ซัพพอร์ตกองทัพภาค 2

เนื่องจากสถานการณ์ชายแดนที่มีความตึงเครียด การสนับสนุนจากประชาชนเป็นกำลังใจสำคัญให้กองทัพ และยังสะท้อนให้เห็นถึงความรักชาติ ความสามัคคีของคนในชาติอีกด้วย การที่นายธนกร “ธนกร” ขอบคุณคนไทยซัพพอร์ตกองทัพภาค 2 จึงเป็นการแสดงความสำนึกในน้ำใจของประชาชน

นอกจากนี้ นายธนกรยังวิพากษ์วิจารณ์การออกมาแสดงความคิดเห็นของนายรังสิมันต์ โรม ที่ตำหนิกองทัพภาคที่ 2 ว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม โดยมองว่านายรังสิมันต์มีอคติและใจแคบ ควรจะมองถึงความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ทหารเป็นสำคัญ

นายธนกรยังกล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลควรให้การสนับสนุนกองทัพอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะในเรื่องของอาวุธยุทโธปกรณ์และนวัตกรรมที่ทันสมัย เพื่อลดความเสี่ยงในการปฏิบัติหน้าที่ของทหาร และควรเร่งแก้ไขปัญหาขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้างที่ล่าช้า เพื่อให้กองทัพสามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างรวดเร็ว

สิ่งที่ “ธนกร” ขอบคุณคนไทยซัพพอร์ตกองทัพภาค 2 นั้นแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของประชาชนในการสนับสนุนการทำงานของหน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่ประเทศชาติต้องเผชิญกับความท้าทายต่างๆ การรวมพลังของคนในชาติเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เราสามารถก้าวผ่านอุปสรรคไปได้

การที่นายธนกรออกมาชื่นชมและสนับสนุนการทำงานของกองทัพภาคที่ 2 รวมถึงการเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติงานของกองทัพนั้น เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจในการทำหน้าที่ผู้แทนของประชาชนอย่างแท้จริง

“ธนกร” ขอบคุณคนไทยซัพพอร์ตกองทัพภาค 2 เป็นการส่งสัญญาณว่าทุกภาคส่วนในสังคมจำเป็นต้องร่วมมือกันเพื่อสร้างความมั่นคงและความเจริญก้าวหน้าให้กับประเทศชาติ และกองทัพก็เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า

ดังนั้นการสนับสนุนและให้กำลังใจแก่กองทัพจึงเป็นสิ่งที่สมควรทำอย่างยิ่ง เพื่อให้กองทัพสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มกำลังความสามารถ และปกป้องรักษาอธิปไตยของชาติให้คงอยู่สืบไป

ที่มา – “ธนกร” ขอบคุณคนไทยซัพพอร์ตกองทัพภาค 2 ขอ รบ.เร่งลดขั้นตอน ติง “โรม” ใจแคบ-อคติ

Scroll to top