ศิริกัญญา ตันสกุล

ศิริกัญญา ซัดกองทุนบัตรคนจน ตั้งงบไม่พอเสี่ยงผิดกฎหมาย

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสภากันอีกครั้ง เมื่อ “ศิริกัญญา ตันสกุล” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ออกมาตั้งคำถามถึงการบริหารจัดการงบประมาณของ “กองทุนประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม” ที่ดูเหมือนว่าจะไปไม่ถึงเป้าหมายและอาจเข้าข่ายสุ่มเสี่ยงต่อการทำผิดกฎหมายเสียเอง

ศิริกัญญา ซัดกองทุนบัตรคนจน ตั้งงบไม่พอจนต้องดึงเงินกู้มาโปะ เสี่ยงผิดกฎหมาย

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการอภิปรายในวาระรับทราบรายงานประจำปีกองทุนประชารัฐฯ ประจำปีงบประมาณ 2567 ซึ่งศิริกัญญาได้ชี้ให้เห็นถึงความผิดปกติในการตั้งงบประมาณที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง หลายปีที่ผ่านมาเราเห็นรูปแบบการขออนุมัติงบในจำนวนหนึ่ง แต่กลับใช้จริงเกินจากงบที่ได้รับอนุญาต จนต้องมีการดึงเงินสำรองหรือของบกลางมาโปะปิดช่องว่างอยู่ตลอด

ประเด็นที่น่าจับตาที่สุดคือการเตรียมดึงเงินกู้จาก พ.ร.ก.เงินกู้ฯ 400,000 ล้านบาท ที่เดิมมีวัตถุประสงค์เพื่อเยียวยาวิกฤตพลังงาน จำนวน 18,800 ล้านบาท มาใช้ในโครงการประชารัฐสวัสดิการ ซึ่งศิริกัญญาตั้งข้อสังเกตว่า ศิริกัญญา ซัดกองทุนบัตรคนจน ตั้งงบไม่พอจนต้องดึงเงินกู้มาโปะ เสี่ยงผิดกฎหมาย ในขณะที่สวัสดิการเหล่านี้เป็นภาระรายจ่ายประจำ ไม่ใช่การเยียวยาจากวิกฤตพลังงานอย่างที่ระบุไว้ในวัตถุประสงค์ของกฎหมาย

เจาะลึกปัญหาเชิงโครงสร้าง: วงจรอุบาทว์ที่ต้องแก้ไข

นอกจากปัญหาเรื่องการใช้เงินกู้ผิดประเภทแล้ว สิ่งที่น่าตั้งคำถามไม่แพ้กันคือประสิทธิภาพของกองทุนฯ ในการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน โดยมีประเด็นหลักที่ต้องการคำตอบดังนี้:

  • การประเมินผลสัมฤทธิ์ที่ขาดหายไป: ทำไมรายงานถึงไม่แสดงผลว่ากองทุนช่วยให้คนพ้นเส้นความยากจนได้จริงกี่คน
  • การลงทะเบียนรอบใหม่ที่ล่าช้า: จากเดิมที่ควรต้องลงทะเบียนทุก 2 ปี แต่ปัจจุบันกลับทิ้งช่วงเวลาไปมากกว่ากำหนด
  • ความโปร่งใสในการใช้จ่ายเงินหมื่นล้าน: การแจกเงินสดผู้ถือบัตรฯ ไม่ควรถูกนำไปรวมกับตัวเลขกระตุ้นเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูความยั่งยืนด้วย

ข้อสังเกตจาก ศิริกัญญา ซัดกองทุนบัตรคนจน ตั้งงบไม่พอจนต้องดึงเงินกู้มาโปะ เสี่ยงผิดกฎหมาย สะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวในการจัดสรรงบประมาณของภาครัฐที่ยังติดอยู่ใน “วังวน” เดิมๆ คือการทำงบประมาณไม่ให้ครอบคลุมความต้องการจริง แล้วค่อยมาหาวิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการใช้งบกลางหรือเงินคงคลัง

ในมุมมองของคุณ คิดว่าการนำเงินจาก พ.ร.ก.กู้เงินมาใช้เพื่อสวัสดิการพื้นฐานเป็นเรื่องที่ยอมรับได้หรือไม่ หรือถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้องรื้อระบบการตั้งงบประมาณกองทุนประชารัฐให้มีความรัดกุมมากกว่านี้ เพื่อให้ภาษีของประชาชนถูกใช้ไปอย่างคุ้มค่าและตรงตามวัตถุประสงค์ของกฎหมายจริงๆ

ที่มา – “ศิริกัญญา” ซัดกองทุนบัตรคนจน ตั้งงบไม่พอจนต้องดึงเงินกู้มาโปะ เสี่ยงผิดกฎหมาย

หวั่นซ้ำรอยซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก “ไหม” เตือนรัฐ

แฟนบอลชาวไทยกำลังตื่นเต้นกับฟุตบอลโลกที่กำลังจะมาถึง แต่ท่ามกลางความฮือฮา มีประเด็นร้อนที่ ศิริกัญญา ตันสกุล หรือ “ไหม” รองหัวหน้าพรรคประชาชน ออกมาเตือนรัฐบาลแล้วครับ เรื่อง ซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก ด้วยงบ 1,300 ล้านบาท! เธอหวั่นว่าจะซ้ำรอยเมื่อ 4 ปีก่อน ที่รัฐต้องแบกภาระหนัก วันนี้เรามาคุยกันแบบเป็นกันเองว่าประเด็นนี้มันมีอะไรบ้าง และทำไมถึงต้องระวัง

หวั่นซ้ำรอยซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก

วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 น.ส.ศิริกัญญา ให้สัมภาษณ์ชัดเจนว่า มติครม.ยังคลุมเครือ ใครจะซื้อ ใครจะจ่าย? กังวลว่าประวัติศาสตร์ซ้ำรอยปี 2565 ที่เงินมาจากหลายที่ เช่น กองทุน กทปส. ครึ่งหนึ่ง และกองทุนกีฬา กกท. อีกส่วน เอกชนลงขันบ้าง แต่สุดท้ายมีข้อครหาเพียบ

ทำไมถึงเป็นปัญหา? เพราะกองทุน กทปส. วัตถุประสงค์จริงๆ คือช่วยกลุ่มเปราะบาง เช่น คนรายได้น้อย คนพิการ ให้เข้าถึงสื่อ ไม่ใช่ซื้อลิขสิทธิ์ให้ทั้งประเทศดูฟรี! ส่วนกองทุนกีฬาก็ควรพัฒนานักกีฬาไทยมากกว่า แม้จะอ้างสร้างแรงบันดาลใจ แต่หลายคนยังสงสัย

กฎ Must Have เปลี่ยนแล้ว ทำไมยังรีบ?

ครั้งนี้ต่างจากอดีต เพราะกฎ Must Have ของ กสทช. ถอดฟุตบอลโลกออกแล้ว ไม่จำเป็นต้องถ่ายฟรีอีก แต่รัฐรีบฟันธง “ดูฟรีแน่นอน” อาจทำให้เสียอำนาจต่อรองกับเอเยนต์ลิขสิทธิ์ และเอกชนที่อยากลงทุน

ยกตัวอย่างปีก่อน True ได้สิทธิ์แต่มีปัญหา Must Carry จอดำ บล็อกแพลตฟอร์ม เพราะเอกชนอยากกำไร รอบนี้ควรให้เอกชนนำดีกว่า รัฐอย่าอุดหนุนเอง

  • ข้อกังวล 1: เงินกองทุนใช้ผิดวัตถุประสงค์ ควรช่วยเศรษฐกิจเร่งด่วนมากกว่าเอาใจแฟนบอลระยะสั้น
  • ข้อกังวล 2: รีบสัญญาดูฟรี เอเยนต์เรียกราคาแพง เอกชนกดดันให้รัฐสมทบ
  • ข้อกังวล 3: ถ้าเอกชนไม่ลง สุดท้ายรัฐแบกทั้งหมด เหมือนเดิม

ไหมแนะนำให้รัฐจัดลำดับความสำคัญ ใช้เงินโปร่งใส ตรงวัตถุประสงค์ ไม่สร้างคะแนนนิยมสั้นๆ แฟนบอลอย่างเราก็อยากดูฟรีนะ แต่ต้องไม่เสียหายระยะยาว

บทเรียนจากอดีตและทางออก

ย้อนดูปี 2565 มีคดี True กับ กสทช. ยังค้างคา แสดงว่าระบบมีปัญหา ทางออกคือให้เอกชนแข่งขัน มีแรงจูงใจกำไร รัฐกำกับให้ถ่ายฟรีบางส่วนผ่านช่องสาธารณะ อย่าง pptv หรือช่อง 7 ในอดีต

นอกจากนี้ ยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจด้วย ถ้าฟุตบอลโลกถ่ายครบทุกนัด สปอนเซอร์ เสื้อผ้า ร้านอาหารจะคึกคัก แต่ต้องไม่ใช้เงินภาษีผิดที่ รัฐควรเจรจาให้ดี อย่าให้เอเยนต์ FIFA กดราคา

ส่วนตัวคิดว่า รัฐควรเปิดประมูลโปร่งใส เชิญเอกชนเสนอ ถ้าไม่มีใครเอา ค่อยคิดใหม่ อย่ารีบฟันธง มิฉะนั้นแฟนบอลอาจได้ดูฟรีแต่เสียโอกาสพัฒนากีฬาไทย

สุดท้าย คุณคิดยังไงกับเรื่อง ซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก ครั้งนี้? อยากดูฟรีจริงๆ หรือยอมจ่ายนิดหน่อยเพื่อระบบดีๆ? มาคุยกันในคอมเมนต์เลยครับ จะได้ช่วยกันกดดันรัฐให้ตัดสินใจถูก!

ที่มา – หวั่นซ้ำรอยซื้อลิขสิทธิ์บอลโลก “ไหม” เตือนรัฐรีบฟันธงดูฟรี ระวังทำเสียอำนาจต่อรองเอเยนต์

“เอกนิติ” เทียบ พ.ร.ก.กู้เงิน ไทยเข้มแข็ง 4 หน้า

ในสถานการณ์เศรษฐกิจที่ท้าทายของประเทศไทย การถกเถียงเรื่องพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาทกลายเป็นประเด็นร้อน ล่าสุด “เอกนิติ” เทียบ พ.ร.ก.กู้เงิน ไทยเข้มแข็ง 4 หน้า ได้กลายเป็นหัวข้อที่หลายคนให้ความสนใจ เพราะมันชี้ให้เห็นถึงหลักการปฏิบัติที่คล้ายคลึงกันในอดีต ไม่ว่าจะยุคไหนก็ใช้รูปแบบกฎหมายใกล้เคียงกันเพื่อให้รัฐบาลสามารถบริหารจัดการงบประมาณได้อย่างคล่องตัว

“เอกนิติ” เทียบ พ.ร.ก.กู้เงิน ไทยเข้มแข็ง 4 หน้า

วันที่ 11 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานกรณีที่ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ออกมาเปิดเผยเอกสาร พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งมีเนื้อหายาวเพียง 5 หน้าเท่านั้น เธอตั้งข้อสังเกตว่าขาดความชัดเจนในส่วนของวิธีการกู้เงิน รูปแบบการใช้จ่าย และรายละเอียดโครงการต่างๆ ที่จะนำเงินไปใช้ ทำให้เกิดคำถามถึงความโปร่งใสและการกำกับดูแล

อย่างไรก็ตาม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ชี้แจงอย่างชัดเจน โดยย้ำว่า พ.ร.ก.ฉบับนี้เป็นเพียงกฎหมายที่ให้อำนาจกระทรวงการคลังในการกู้ยืมเงิน ไม่จำเป็นต้องลงรายละเอียดทุกโครงการไว้ในตัวกฎหมาย หากตรวจสอบย้อนอดีตจะพบรูปแบบเดียวกัน เช่น พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552 หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ไทยเข้มแข็ง” ซึ่งสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ วงเงินกู้สูงถึง 4 แสนล้านบาทเช่นกัน แต่เอกสารมีความยาวเพียง 3-4 หน้า

หลักการของ พ.ร.ก.กู้เงิน: ให้อำนาจคลังแบบยืดหยุ่น

การใช้ พ.ร.ก.กู้เงินในลักษณะนี้เป็นกลไกที่ช่วยให้รัฐบาลสามารถตอบสนองต่อวิกฤตเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องรอการอนุมัติรายละเอียดโครงการทั้งหมดจากรัฐสภา ซึ่งอาจใช้เวลานาน นายเอกนิติ เน้นย้ำว่าหลักการนี้ใช้มาตั้งแต่อดีต เพื่อให้กระทรวงการคลังมีอิสระในการบริหารจัดการ แต่ต้องอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายและการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และคณะกรรมการวินัยการเงินการคลังภาครัฐ

ย้อนรอย พ.ร.ก.ไทยเข้มแข็ง: บทเรียนจากวิกฤตเศรษฐกิจ 2552

พ.ร.ก.ไทยเข้มแข็ง ออกมาในช่วงหลังวิกฤตการเงินโลกปี 2008 ที่กระทบเศรษฐกิจไทยอย่างหนัก รัฐบาลประชาธิปัตย์ภายใต้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จึงออกมาตรการนี้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ วงเงิน 4 แสนล้านบาทถูกนำไปใช้ในโครงการต่างๆ เช่น การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การลดภาษี การจ่ายเงินช่วยเหลือประชาชน และการสนับสนุน SME ทำให้ GDP โตขึ้นและช่วยพยุงเศรษฐกิจได้ แม้เอกสารจะสั้น แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นพิสูจน์ถึงประสิทธิภาพ

  • วงเงินกู้ใกล้เคียงกัน: ทั้งสองฉบับอยู่ที่ 4 แสนล้านบาท
  • ความยาวเอกสารคล้าย: 3-5 หน้า ไม่ลงรายละเอียดโครงการ
  • วัตถุประสงค์หลัก: ฟื้นฟูและกระตุ้นเศรษฐกิจ
  • ผู้รับผิดชอบ: กระทรวงการคลังเป็นหลัก

การเปรียบเทียบนี้ช่วยดับกระแสวิจารณ์ที่ว่าพ.ร.ก.ปัจจุบันขาดความโปร่งใส โดยแสดงให้เห็นว่านี่คือ “มาตรฐานปฏิบัติ” ที่ใช้มานาน ไม่ใช่เรื่องใหม่หรือผิดปกติ

มุมมองต่อสาธารณะและอนาคต

แม้จะมีหลักฐานจากอดีต แต่ฝ่ายค้านยังคงเรียกร้องความชัดเจนมากขึ้น เพื่อป้องกันการใช้เงินสุจริต ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจมองว่าการกู้เงินขนาดนี้จำเป็นในยุคโควิด-19 และสงครามการค้า แต่ต้องมีระบบติดตามผลที่เข้มงวด เช่น การรายงานทุกไตรมาสต่อสภา นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้เพิ่มบทลงโทษหากเบี่ยงเบนวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น

สุดท้ายแล้ว “เอกนิติ” เทียบ พ.ร.ก.กู้เงิน ไทยเข้มแข็ง 4 หน้า เป็นเครื่องเตือนใจว่ารัฐบาลทุกรัฐต้องยึดหลักธรรมาภิบาล การกู้เงินไม่ใช่ปัญหา แต่การใช้เงินให้เกิดประโยชน์ต่างหากที่สำคัญ คุณคิดว่าพ.ร.ก.แบบนี้เหมาะสมหรือควรปรับปรุงอย่างไร? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามอัปเดตข่าวเศรษฐกิจการเมืองจากบล็อกนี้เพื่อไม่พลาดข้อมูลล่าสุด

ที่มา – “เอกนิติ” เทียบอดีต พ.ร.ก.กู้เงิน ไทยเข้มแข็ง ยุคประชาธิปัตย์ ก็มีเพียง 4 หน้า

“อนุทิน” ตอกกลับ “ศิริกัญญา” ไทยช่วยไทย

ในวงการการเมืองไทยที่กำลังร้อนระอุ นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ตอบโต้การวิพากษ์วิจารณ์จากฝ่ายค้านอย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะประเด็น “อนุทิน” ไม่เปรียบเทียบ “ไทยเข้มแข็ง-ไทยช่วยไทย” ตอกกลับ “ศิริกัญญา” คนทำงานเป็นกับไม่เป็น ซึ่งกลายเป็นหัวข้อที่คนสนใจมากในช่วงนี้ รัฐบาลชุดนี้ภายใต้การนำของอนุทิน มุ่งเน้นการเยียวยาเศรษฐกิจให้ประชาชนท่ามกลางวิกฤตที่ยืดเยื้อ

“อนุทิน” ไม่เปรียบเทียบ “ไทยเข้มแข็ง-ไทยช่วยไทย” ตอกกลับ “ศิริกัญญา” คนทำงานเป็นกับไม่เป็น

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลา 10.50 น. วันที่ 11 พ.ค. 2569 ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล ขณะที่นายอนุทินกำลังให้สัมภาษณ์เรื่องร่าง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งถูกนายกรณ์ จาติกวนิช ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ วิจารณ์ว่าอาจกระทบวินัยการเงินการคลัง นายกฯ ตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า “ท่านเป็นฝ่ายค้านก็ต้องคิดเช่นนั้น เราเป็นฝ่ายรัฐบาล ก็ต้องเร่งแก้ปัญหาให้กับประชาชน” แสดงถึงทัศนคติที่มุ่งผลประโยชน์ประชาชนเป็นหลัก

ไม่เปรียบเทียบโครงการไทยเข้มแข็งกับไทยช่วยไทย

เมื่อถูกถามถึงความแตกต่างระหว่างโครงการ “ไทยเข้มแข็ง” ในสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ กับ “ไทยช่วยไทย” ในรัฐบาลปัจจุบัน นายอนุทินย้ำว่า เจตนารมณ์คือการช่วยเหลือประชาชนให้เศรษฐกิจดีขึ้นทั้งคู่ อย่าไปเปรียบเทียบเพราะจะนำไปสู่ความขัดแย้ง รัฐบาลชุดนี้ยืนยันที่จะเร่งดำเนินโครงการ ไทยช่วยไทยพลัส เพื่อเยียวยาความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจของพี่น้องประชาชนให้คลี่คลายโดยเร็ว

โครงการไทยช่วยไทยนี้เป็นนโยบายหลักที่รัฐบาลอนุทินผลักดัน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ผ่านมาตรการต่างๆ เช่น การช่วยเหลือ SME การสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย และการกระจายเงินเข้าสู่ชุมชน ซึ่งแตกต่างจากโครงการเก่าในแง่บริบทเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไปหลังโควิด-19

ตอกกลับศิริกัญญาเรื่องเอกสาร 5 ใบ

ส่วนกรณีนางสาวศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน ที่วิจารณ์ร่าง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านว่ามีเอกสารเพียง 5 ใบ นายกฯ ตอกกลับอย่างแซ่บว่า “ถือว่าเป็นประสิทธิภาพ นี่คือสิ่งที่บอกว่าคนทำงานเป็นกับคนยังไม่เคยทำงาน” พร้อมเว้นจังหวะก่อนพูดต่อว่า “พูดไปเดี๋ยวก็เป็นเรื่องอีก” สะท้อนประสบการณ์การทำงานจริงของผู้นำที่ผ่านสมรภูมิการเมืองมานับไม่ถ้วน

นายกรณ์ที่ออกมาท้วงติงด้วยประสบการณ์ทางการเมือง นายกฯ ก็รับฟังส่วนที่เป็นเหตุเป็นผล แต่ย้ำว่าประสบการณ์ทุกคนมี อย่าเอามาข่มกัน เห็นผลงานกันชัดๆ

  • จุดเด่นของไทยช่วยไทย: เร่งเยียวยาเศรษฐกิจฐานราก
  • ตอบโต้ฝ่ายค้าน: มุ่งช่วยประชาชนไม่ใช่การเมือง
  • ประสิทธิภาพเอกสาร พรก.: สั้นกระชับแต่ครบถ้วน
  • ไม่เปรียบโครงการเก่า: หลีกเลี่ยงความขัดแย้ง

บริบทเศรษฐกิจและการเมืองไทยปัจจุบัน

ในสถานการณ์เศรษฐกิจไทยที่ยังฟื้นตัวช้า รัฐบาลต้องใช้เครื่องมืออย่าง พ.ร.ก.กู้เงินเพื่อกระตุ้นการลงทุน โครงการไทยช่วยไทยจึงเป็นหัวใจสำคัญในการช่วยเหลือประชาชนจริงๆ ไม่ใช่แค่สโลแกน การตอบโต้ของอนุทินแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการทำงาน ไม่ยอมให้การเมืองมาขัดขวาง

ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจมองว่านโยบายนี้จะช่วยลดช่องว่างรายได้และกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ หากเทียบกับไทยเข้มแข็งที่เน้นโครงสร้างพื้นฐานมากกว่า ไทยช่วยไทยปรับให้เหมาะกับยุคดิจิทัลและ PME

นอกจากนี้ การเมืองไทยในปี 2569 กำลังเข้าสู่ช่วงหาเสียงเลือกตั้งท้องถิ่น การตอบโต้แบบนี้ของอนุทินช่วยเสริมภาพลักษณ์ผู้นำที่เด็ดขาดแต่มีเหตุผล

สุดท้ายแล้ว “อนุทิน” ไม่เปรียบเทียบ “ไทยเข้มแข็ง-ไทยช่วยไทย” ตอกกลับ “ศิริกัญญา” คนทำงานเป็นกับไม่เป็น เป็นบทเรียนว่าการเมืองควรเน้นผลงานมากกว่าคำพูด คิดดูสิครับ ถ้ารัฐบาลไม่กล้าลงมือ ประชาชนจะเดือดร้อนต่อไปอีกนาน

ความเห็นของเรา: รัฐบาลควรเดินหน้าต่อไปด้วยไทยช่วยไทย เพื่อเศรษฐกิจที่ยั่งยืน คุณคิดอย่างไร? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวการเมืองอัปเดตได้ที่นี่!

ที่มา – “อนุทิน” ไม่เปรียบเทียบ “ไทยเข้มแข็ง-ไทยช่วยไทย” ตอกกลับ “ศิริกัญญา” คนทำงานเป็นกับไม่เป็น

“ไหม” ยันไม่กระทบเยียวยา ฝ่ายค้านยื่นศาลตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

“ไหม” ยันไม่กระทบเยียวยา ฝ่ายค้านยื่นศาลตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน เป็นประเด็นร้อนในแวดวงการเมืองไทยช่วงนี้ โดยนางสาวศิริกัญญา ตันสกุล หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ไหม” รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ออกมาชี้แจงอย่างชัดเจนว่า การยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ไม่ได้ทำให้การเยียวยาประชาชนหยุดชะงัก รัฐบาลยังเดินหน้ากู้เงินและช่วยเหลือประชาชนได้ตามปกติ

“ไหม” ยันไม่กระทบเยียวยา ฝ่ายค้านยื่นศาลตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

วันที่ 9 พฤษภาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานและผลักดันการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ร.ก.ฉบับนี้มีความยาวเพียง 5 หน้าเท่านั้น แต่กลับไม่มีรายละเอียดชัดเจนเกี่ยวกับรูปแบบการกู้เงินหรือโครงการที่จะใช้เงินจำนวนมหาศาลนี้ ต่างจากการกู้เงินในช่วงโควิด-19 ที่มีกลไกกลั่นกรองเข้มงวด โดยมีเลขาธิการสภาพัฒน์เป็นประธานคณะกรรมการ

โครงสร้างคณะกรรมการกลั่นกรองที่เปลี่ยนแปลง

ใน พ.ร.ก. ฉบับนี้ รัฐบาลกำหนดให้ปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธานคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการ แทนเลขาธิการสภาพัฒน์เดิม ขณะที่สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) รับผิดชอบประเมินโครงการ ส่งผลให้กระทรวงการคลังมีบทบาทครบวงจรทั้งผู้กู้ ผู้กลั่นกรอง และผู้ตรวจสอบในกระบวนการเดียวกัน นอกจากนี้ บัญชีแนบท้าย พ.ร.ก. ยังระบุกรอบการใช้จ่ายแบบกว้างๆ โดยแผนเยียวยาครอบคลุมเกษตรกรและผู้ประกอบการ แต่โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ใช้งบถึง 1.7 แสนล้านบาท หรือเกือบทั้งหมดของแผนนี้

แผนเปลี่ยนผ่านพลังงานและข้อกังวลเรื่องความเร่งด่วน

ส่วนแผนเปลี่ยนผ่านพลังงาน มีขอบเข้ากว้างมาก รวมถึงการฝึกอบรมและพัฒนาทักษะแรงงาน ซึ่งทำให้เกิดคำถามว่าทำไมต้องบรรจุใน พ.ร.ก.กู้เงินฉบับเร่งด่วนนี้ด้วย ฝ่ายค้านจึงยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ โดย “ไหม” ย้ำว่า “ไหม” ยันไม่กระทบเยียวยา ฝ่ายค้านยื่นศาลตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน การยื่นคำร้องนี้มีผลเพียงชะลอการอนุมัติจากรัฐสภาออกไปไม่เกิน 60 วัน และหากศาลวินิจฉัยว่าบางส่วนขัดรัฐธรรมนูญ ก็กระทบเฉพาะแผนพลังงาน ส่วนแผนเยียวยารัฐบาลกู้เงินช่วยประชาชนได้ทันที

ข้อวิจารณ์เรื่องรูปแบบเยียวยาที่ดู “สุ่ม” และ “เกือบถ้วนหน้า” อาจทำให้ผู้เดือดร้อนบางคนพลาดสิทธิ “ไหม” แนะนำให้ใช้กลไกรัฐสภาในการตรวจสอบมากกว่าศาล เพื่อให้การช่วยเหลือเดินหน้าต่อเนื่อง ประชาชนที่กำลังรอความช่วยเหลือสามารถมั่นใจได้

หลักการของพรรคประชาชน

พรรคประชาชนยืนยันว่า การยื่นคำร้องครั้งนี้อยู่ในขอบเขตอำนาจนิติบัญญัติ เพื่อให้ศาลวินิจฉัยกฎหมายขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ไม่ใช่การขยายอำนาจศาลให้กลายเป็น “นิติสงคราม” เพื่อเล่นงานฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง พรรคยึดผลประโยชน์ประชาชนและหลักประชาธิปไตยรัฐสภาเป็นหลัก

ประเด็นนี้สะท้อนถึงความจำเป็นในการกำกับดูแลการใช้เงินภาษีอย่างโปร่งใส โดยเฉพาะเงินกู้จำนวนใหญ่ หาก พ.ร.ก.นี้ผ่านไปโดยไม่มีรายละเอียดชัดเจน อาจนำไปสู่ปัญหาการใช้จ่ายที่ไม่เหมาะสมในอนาคต ฝ่ายค้านทำหน้าที่ตรวจสอบเพื่อประชาชนทุกคน

ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวของฝ่ายค้านครั้งนี้เป็นการรักษาสมดุลอำนาจที่สำคัญ ช่วยให้รัฐบาลต้องปรับปรุงกลไกให้โปร่งใสยิ่งขึ้น สุดท้ายแล้ว ประชาชนคือผู้ได้ประโยชน์ หากคุณสนใจประเด็นการเมืองและเศรษฐกิจไทย แชร์บทความนี้และแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง เพื่อให้เราร่วมกันติดตามพัฒนาการต่อไป!

ที่มา – “ไหม” ยันไม่กระทบเยียวยา ฝ่ายค้านยื่นศาลตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

“ศิริกัญญา” มองเงินกู้คนละครึ่งกู้คะแนน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาคุยกันแบบชิลๆ เรื่องการเมืองเศรษฐกิจที่กำลังร้อนฉ่าเลยนะ โดยเฉพาะประเด็นที่ “ศิริกัญญา” มองรัฐบาลใช้เงินกู้ทำคนละครึ่ง หวังกู้คะแนนนิยม ครม.เงา แนะเยียวยามุ่งเป้า นี่เป็นมุมมองที่น่าสนใจมาก เพราะตอนนี้รัฐบาลกำลังจะกู้เงินก้อนโต 400,000 ล้านบาท ผ่าน พ.ร.ก.กู้เงิน เพื่อรับมือวิกฤตพลังงานจากสงครามและราคาน้ำมันพุ่ง แต่หลายคนตั้งคำถามว่ามันจะช่วยประชาชนจริงหรือแค่ซื้อคะแนน?

“ศิริกัญญา” มองรัฐบาลใช้เงินกู้ทำคนละครึ่ง หวังกู้คะแนนนิยม ครม.เงา แนะเยียวยามุ่งเป้า

มาดูกันแบบละเอียดเลยนะ วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน และหัวหน้าทีมคณะรัฐมนตรีเงา (ครม.เงา) ด้านปฏิรูปรัฐ ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจน เธอบอกว่ามาตรการเยียวยาที่ผ่านมา มันยังไม่ครอบคลุม ไม่ทั่วถึง และน้อยเกินไป โดยเฉพาะกลุ่มที่เดือดร้อนหนักอย่างคนขับรถขนส่ง หรือชาวประมงพื้นบ้านที่ยังรอไม่เคยได้สักบาท!

ที่สำคัญ รัฐบาลวางแผนใช้เงินกู้ 200,000 ล้านบาท แจกด่วนภายใน 4 เดือน โดยส่วนใหญ่เทลงโครงการ “คนละครึ่ง” ซึ่งศิริกัญญามองว่าเป็นการหว่านแหสุดๆ คิดดูสิ เพื่อนๆ คนที่เดือดร้อนจริงๆ อาจพลาดไป แต่คนที่ไม่เดือดร้อนกลับได้รับเต็มๆ แบบนี้มันแก้ปัญหาได้จริงเหรอ? ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าวิกฤตพลังงานยืดเยื้อ สงครามไม่จบ ราคาน้ำมันยังแพง รัฐจะกู้ใหม่รอบสองได้ไหม ในเมื่องบการคลังตอนนี้แทบหมดทางแล้ว ดังนั้น “ศิริกัญญา” มองรัฐบาลใช้เงินกู้ทำคนละครึ่ง หวังกู้คะแนนนิยม ชัดๆ เลย

ครม.เงาเสนอทางออก: เยียวยามุ่งเป้า ไม่หว่านแห

ศิริกัญญาไม่ขัดข้องเรื่องกู้เงินแผนแรก 200,000 ล้าน เพื่อเยียวยาด่วน เพราะจำเป็นจริงๆ แต่แผนสองอีก 200,000 ล้าน สำหรับปรับโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว เช่น สนับสนุนพลังงานสะอาด ลดพึ่งพาน้ำมันฟอสซิล นี่ไม่เร่งด่วนขนาดต้องออก พ.ร.ก. ควรทำเป็น พ.ร.บ. ให้สภาฯ ตรวจสอบได้ ใช้เวลาแค่ 3 เดือนเอง

  • ปรับเยียวยาให้มุ่งเป้า: ช่วยเฉพาะกลุ่มเดือดร้อนจริง เช่น ขนส่ง ประมง
  • ไม่หว่านแห: อย่าแจกแบบสุ่ม ต้องมีเกณฑ์ชัด
  • ไม่สอดไส้โครงการยาว: แยกเยียวยาด่วนออกจากโครงสร้างระยะยาว
  • แผนชำระหนี้โปร่งใส: แสดงให้ประชาชนเห็นหมดเปลือก

เพื่อนๆ ลองคิดดูนะ การกู้เงินครั้งนี้ ถ้าไม่ระวังอาจกลายเป็นภาระหนี้สินก้อนโตให้ลูกหลานแบก ถ้ารัฐบาลใส่ใจประชาชนจริง ควรฟังเสียงครม.เงาบ้าง อย่าคิดแค่อุดหนุนคะแนนก่อนเลือกตั้ง มันจะยั่งยืนกว่าเยอะ

ส่วนตัวผมเห็นด้วยกับศิริกัญญา เพราะจากประสบการณ์ โครงการแจกเงินแบบคนละครึ่ง มันช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นได้ แต่ไม่แก้ต้นตอวิกฤตพลังงาน ถ้าจะเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดจริง ต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานให้ถูกที่ เช่น ส่งเสริมรถ EV หรือพลังงานหมุนเวียนในท้องถิ่น จะดีกว่าแจกเงินวนลูป

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นงบการคลังที่เสี่ยงด้วย ตอนนี้หนี้สาธารณะใกล้เพดานแล้ว ถ้ากู้เพิ่มโดยไม่วางแผนชำระ มันอาจนำไปสู่ปัญหาแบบกรีซหรืออาร์เจนตินาได้นะ คำถามใหญ่คือ รัฐบาลจะรับผิดชอบยังไงถ้าสถานการณ์ไม่ดีขึ้น?

สรุปแล้ว “ศิริกัญญา” มองรัฐบาลใช้เงินกู้ทำคนละครึ่ง หวังกู้คะแนนนิยม ครม.เงา แนะเยียวยามุ่งเป้า เป็นมุมมองที่สมเหตุสมผล ช่วยให้เราคิดทบทวนนโยบายได้ คุณคิดยังไงล่ะ? มาคอมเมนต์แชร์ความเห็นกันด้านล่างเลยนะ จะได้แลกเปลี่ยนไอเดียสร้างสรรค์ต่อยอดให้ประเทศดีขึ้น!

ที่มา – “ศิริกัญญา” มองรัฐบาลใช้เงินกู้ทำคนละครึ่ง หวังกู้คะแนนนิยม ครม.เงา แนะเยียวยามุ่งเป้า

ไหม ซัด พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน เสี่ยงเพดานหนี้พุ่ง

ในประเด็นร้อนทางการเมืองที่กำลังเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวาง “ไหม” ซัดรัฐบาลตีเช็คเปล่าออก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้าน เสี่ยงเพดานหนี้ปี 70 พุ่ง นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล หรือ “ไหม” รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของรัฐบาลอย่างดุเดือด โดยเฉพาะการออกพระราชกำหนดการ (พ.ร.ก.) เงินกู้วงเงิน 400,000 ล้านบาท ที่อาจนำไปสู่ปัญหาเพดานหนี้สาธารณะพุ่งสูงในปีงบประมาณ 2570

“ไหม” ซัดรัฐบาลตีเช็คเปล่าออก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้าน เสี่ยงเพดานหนี้ปี 70 พุ่ง

วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 “ไหม” ได้ให้ความเห็นต่อมติคณะรัฐมนตรีที่อนุมัติ พ.ร.ก.เงินกู้ดังกล่าว โดยชี้ว่าวงเงินมหาศาลนี้ยังมีคำถามใหญ่หลวงว่าจำเป็นต้องขยายเพดานหนี้หรือไม่ แม้ปีงบ 2569 อาจยังไม่กระทบ แต่ปี 2570 จะต้องขยายแน่นอน รัฐบาลควรถามตัวเองว่าต้องกู้ถึง 400,000 ล้านบาทจริงหรือ

ข้อกังวลหลักเรื่องเพดานหนี้และการใช้ พ.ร.ก.

รองนายกฯ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เคยกล่าวถึงการคาดการณ์ GDP โตจากเงินเฟ้อที่ช่วยลดสัดส่วนหนี้ต่อ GDP แต่ “ไหม” ย้อนถามว่าถ้าก็ทำไมต้องกู้เยอะขนาดนี้ สำหรับ 200,000 ล้านบาทแรกที่ใช้เยียวยาผลกระทบ เธอเห็นด้วยเพราะเร่งด่วน แต่ 200,000 ล้านบาทที่เหลือสำหรับปรับโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว ไม่จำเป็นต้องใช้ พ.ร.ก. ตามมาตรา 172 รัฐธรรมนูญ

การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเป็นเรื่องดี แต่ไม่เร่งด่วนถึงขั้นออก พ.ร.ก. ข้ามสภา รัฐบาลควรคิดโครงการละเอียดแล้วออกเป็น พ.ร.บ. ให้สภาตรวจสอบ การออก พ.ร.ก. ควรใช้เฉพาะวิกฤติจริง ไม่ใช่พร่ำเพรื่อเพราะเป็นอำนาจฝ่ายบริหารที่ข้ามหัวสภา

  • วงเงินเยียวยา 200,000 ล้านบาท: จำเป็นเร่งด่วน
  • ปรับโครงสร้าง 200,000 ล้านบาท: ควรเป็น พ.ร.บ. มีรายละเอียดชัด
  • เสี่ยงเพดานหนี้ปี 70: ต้องขยายเพดานแน่นอน

รัฐบาลอ้างโมเดลโควิดที่รวมเยียวยากับฟื้นฟู แต่ “ไหม” ชี้ว่าวิกฤติโควิดต่างจากวิกฤติพลังงานปัจจุบัน การใช้คนละครึ่งเยียวยาอาจไม่เหมาะเพราะมีเงื่อนไขเยอะ ใช้ยาก ไม่ครอบคลุม

ปัญหาการเยียวยาด้วยคนละครึ่ง

คนละครึ่งช่วยลดค่าครองชีพได้บ้าง แต่จำกัดมาก ยังไม่ชัดว่าจะปรับเงื่อนไขหรือเพิ่มเป็น 60% จากรัฐ ในวิกฤติพลังงาน ค่าครองชีพพุ่งทุกด้าน ไม่ใช่แค่รายวัน ควรจ่ายเงินสดไร้เงื่อนไขเพื่อเยียวยาจริง ไม่กระตุ้นเงินเฟ้อเพิ่มเพราะร้านค้าอาจขึ้นราคา

นายเอกนิติบอกช่วยกลุ่มเปราะบาง แต่คนละครึ่งต้องสุ่มลงทะเบียน คนจนไม่มีบัตรสวัสดิการอาจตกหล่น เกษตรกรได้ปุ๋ยน้อย ชาวประมงต้นทุนน้ำมันสูง ก็ไม่ได้รับการช่วยเหลือ รัฐบาลเน้นคะแนนนิยม ใช้คนละครึ่งทุกวิกฤติ แย้งกับคำพูดก่อนหน้าที่จะไม่หว่านแห

“ไหม” เห็นด้วยเรื่องเยียวยาระยะสั้นและปรับโครงสร้างระยะยาว แต่ต้องถูกกฎหมาย นำเข้าสภา รัฐบาลยังบอกไม่ได้ว่าปรับโครงสร้างคืออะไร โซลาร์เซลล์? ต้องลงรายละเอียด กี่ MW อุดหนุนอย่างไร พ.ร.ก. กู้ก่อนๆ มักเป็นเช็คเปล่า รัฐบาลกู้ทำอะไรก็ได้

เสนอทางออก: ออก พ.ร.ก. เฉพาะเยียวยา 200,000 ล้านก่อน ที่เหลือเป็น พ.ร.บ. ใช้เวลา 3 เดือนก็พอ

ประเด็นนี้สะท้อนปัญหาการบริหารการคลังที่ขาด transparency คุณคิดว่ารัฐบาลควรปรับนโยบายอย่างไร? แสดงความเห็นในคอมเมนต์เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองกันเถอะ

ที่มา – “ไหม” ซัดรัฐบาลตีเช็คเปล่าออก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้าน เสี่ยงเพดานหนี้ปี 70 พุ่ง

“รัชดา” เมินโต้ “ศิริกัญญา” ปมคนละครึ่งพลัส จ่อช่วยค่าไฟ

“รัชดา” เมินโต้ “ศิริกัญญา” ปมค้านเคาะคนละครึ่งพลัส ยันรัฐบาลจ่อคลอดแพ็คเกจช่วยค่าไฟ-ปุ๋ย เป็นประเด็นร้อนในแวดวงการเมืองไทยช่วงนี้ เมื่อโฆษกรัฐบาลไม่สนใจโต้แย้งกับฝ่ายค้าน แต่ยืนยันว่ารัฐบาลกำลังเร่งมือช่วยเหลือประชาชนจากค่าครองชีพที่พุ่งสูง โดยเฉพาะค่าไฟฟ้าและปุ๋ยที่กระทบเกษตรกรและครัวเรือนทั่วไป

“รัชดา” เมินโต้ “ศิริกัญญา” ปมค้านเคาะคนละครึ่งพลัส ยันรัฐบาลจ่อคลอดแพ็คเกจช่วยค่าไฟ-ปุ๋ย

วันที่ 15 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ออกมาแสดงจุดยืนคัดค้านการเคาะมาตรการคนละครึ่งพลัสในช่วงนี้ โดยระบุว่าไม่ใช่เวลากระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ควรเน้นเยียวยาค่าครองชีพให้ประชาชนก่อน

น.ส.รัชดา ตอบแบบชิล ๆ ว่า “ไม่ตอบโต้ค่ะ” เพราะรัฐบาลกำลังพิจารณาเรื่องค่าครองชีพอยู่แล้ว และได้เริ่มโครงการไทยช่วยไทยไปก่อนหน้านี้ ส่วนหลังจากนี้จะมีมาตรการอื่น ๆ ออกมาแบบเป็นชุด ๆ ให้ประชาชนและฝ่ายค้านได้ติดตามกันแน่นอน ทำให้หลายคนมองว่านี่คือสัญญาณว่ารัฐบาลไม่ต้องการเสียเวลาดราม่า แต่โฟกัสที่การช่วยเหลือจริง

มาตรการที่รัฐบาลเตรียมคลอดหลัง “รัชดา” เมินโต้ “ศิริกัญญา”

เมื่อผู้สื่อข่าวถามต่อว่ารัฐบาลจะมีมาตรการอะไรในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ครั้งหน้า น.ส.รัชดา ยืนยันชัดเจนว่าจะมีแพ็คเกจเยียวยาออกมาแบบทยอย โดยครอบคลุมหลายด้าน ดังนี้

  • โครงการคนละครึ่งพลัส: ยังคงเดินหน้าเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ช่วยให้ประชาชนใช้จ่ายได้มากขึ้น
  • เยียวยาค่าไฟฟ้า: สำหรับครัวเรือนที่ใช้ไฟน้อย เพื่อลดภาระค่าไฟที่พุ่งสูงจากราคาน้ำมัน
  • ช่วยเหลือเรื่องปุ๋ย: เน้นเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากราคาปุ๋ยแพง ส่งผลต่อต้นทุนการผลิตพืชผล
  • โครงการไทยช่วยไทย: ขยายผลต่อเนื่อง เพื่อให้คนไทยช่วยเหลือกันเอง

ทั้งหมดนี้จะออกมาเป็นแพ็คเกจใหญ่ รัฐบาลยืนยันว่าดูแลประชาชนแน่นอน ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจที่ยังเปราะบางจากโควิด-19 และราคาน้ำมันโลกที่ผันผวน

ปมขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายค้านเรื่องคนละครึ่งพลัส

ก่อนหน้านี้ น.ส.ศิริกัญญา ได้วิจารณ์หนักว่าการผลักดันคนละครึ่งพลัสตอนนี้ไม่เหมาะสม เพราะประชาชนกำลังเผชิญค่าครองชีพสูง ควรเยียวยาโดยตรงมากกว่า แต่ฝั่งรัฐบาลมองว่าทั้งสองอย่างทำควบคู่กันได้ เพื่อทั้งกระตุ้นเศรษฐกิจและบรรเทาค่าครองชีพ ซึ่งเป็นแนวทางที่รัฐบาลใช้มาตลอด

จากข้อมูลล่าสุด ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยต่อครัวเรือนเพิ่มขึ้นกว่า 20% ในปีนี้ ขณะที่ราคาปุ๋ยพุ่ง 50-100% ส่งผลให้เกษตรกรหลายรายลดพื้นที่เพาะปลูก นี่คือเหตุผลที่รัฐบาลเร่งแพ็คเกจดังกล่าว หากคลอดจริงจะช่วยพยุงเศรษฐกิจฐานรากได้ทันท่วงที

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐศาสตร์ยังชี้ว่ามาตรการแบบคนละครึ่งช่วยหมุนเงินในระบบได้ดี โดยในเฟสก่อน ๆ สร้างยอดใช้จ่ายกว่า 1 แสนล้านบาท ช่วยร้านค้าขนาดเล็กให้รอดพ้นวิกฤต

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายค้านยังคงกดดันให้รัฐบาลเปิดเผยรายละเอียดชัดเจน เพื่อไม่ให้เป็นแค่นโยบายลม ๆ แล้ง ๆ ประชาชนหลายคนรอคอยมาตรการเหล่านี้ เพราะค่าครองชีพกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดในตอนนี้

ในมุมมองของผู้เขียน รัฐบาลควรสื่อสารให้ชัดเจนกว่านี้ เพื่อลดความสับสน และแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลฟังเสียงประชาชนจริง การเมินโต้แบบนี้แสดงถึงความมั่นใจ แต่ต้องพิสูจน์ด้วยผลงาน คุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้ ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามอัปเดตมาตรการใหม่ ๆ จากรัฐบาลนะครับ

ที่มา – “รัชดา” เมินโต้ “ศิริกัญญา” ปมค้านเคาะคนละครึ่งพลัส ยันรัฐบาลจ่อคลอดแพ็คเกจช่วยค่าไฟ-ปุ๋ย

“ไหม” รับ เตรียมเปลี่ยนหัวหน้าพรรคประชาชน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวการเมืองสายอัปเดต! วันนี้เรามีข่าวร้อนจากพรรคประชาชนมาฝากกันเลย “ไหม” รับ เตรียมเปลี่ยนหัวหน้าพรรคประชาชน แถมยังแย้มๆ ถึงว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ที่กำลังจะเปิดตัวเร็วๆ นี้ด้วยนะ เรื่องนี้เกิดขึ้นหลังจาก น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล หรือที่แฟนๆ เรียกกันติดปากว่า “ไหม” รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ให้สัมภาษณ์ที่โรงพยาบาลบางปะกอก 9 อินเตอร์เนชั่นแนล เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2567 (หรือ 2569 ตามข่าวนะ) เวลา 10.00 น. ฟังดูน่าสนใจมากใช่มั้ยล่ะ? มาดูรายละเอียดกันเลยว่ามีอะไรบ้าง

“ไหม” รับ เตรียมเปลี่ยนหัวหน้าพรรคประชาชน

อย่างที่ทราบกันดี พรรคประชาชนกำลังจะมีการประชุมสามัญประจำปีในเดือนเมษายนตามกฎหมายกำหนด ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญที่จะมีการปรับโครงสร้างผู้บริหารชุดใหม่ “ไหม” ยอมรับตรงๆ เลยว่าตำแหน่งเลขาธิการพรรคต้องเปลี่ยนแน่นอน เพราะนายศรายุทธ ใจหลัก ได้ลาออกจากตำแหน่งไปแล้ว ดังนั้นต้องหาคนใหม่มาทำหน้าที่แทน ส่วนตำแหน่งหัวหน้าพรรคก็ยังไม่ชัดเจน ต้องรอความเคลียร์จากคดี 44 ส.ส. ซึ่งเป็นคดีเก่าจากพรรคก้าวไกลเดิม

ทีมกฎหมายของพรรคกำลังเร่งขอคัดสำเนาเอกสารจากศาล ซึ่งมีถึง 1,000 หน้าเลยทีเดียว! ลองนึกภาพนะครับ เอกสารหลักฐานต่อ 1 คน ถึง 3 ลังใหญ่ๆ พวกเขาจะนำมาศึกษาเพื่อเขียนคำคัดค้านและยื่นขอทุเลาต่อศาล คาดว่ากระบวนการศาลจะใช้เวลาสักพัก เพราะปริมาณเอกสารมหาศาล ยกเว้นศาลจะอ่านเร็วมากๆ แต่ “ไหม” มองว่าจากปริมาณขนาดนี้ คงไม่น่าจะเร็วขนาดนั้นหรอก

สถานการณ์คดี 44 ส.ส. ส่งผลต่อพรรคอย่างไร

คดีนี้เป็นประเด็นใหญ่ที่ทุกคนจับตา ถ้าศาลประทับรับฟ้องหรือมีคำสั่งออกมา จะกระทบกับการเลือกหัวหน้าพรรคชุดใหม่ทันที พรรคประชาชนที่เพิ่งตั้งขึ้นมาจากเหล่าส.ส.ก้าวไกลที่โดนยุบพรรค กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ การเปลี่ยนหัวหน้าพรรคจึงเป็นสัญญาณว่าพรรคพร้อมเดินหน้าต่อ ไม่ว่าจะผลคดีออกมายังไงก็ตาม เพื่อนๆ คิดว่าคดีนี้จะจบยังไงบ้าง ลองคอมเมนต์บอกกันหน่อยสิ!

แย้มคนชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. เป็นคนในพรรค

นอกจากเรื่องผู้บริหารพรรคแล้ว “ไหม” ยังโวใหญ่เลยว่า พรรคประชาชนพร้อมส่งผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. แน่นอน! จะเปิดชื่อและเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครในนามพรรคเร็วๆ นี้ บุคคลนี้มีคุณสมบัติครบเครื่องทั้งหมด มีภาวะผู้นำ วิสัยทัศน์ชัดเจนที่จะทำให้กรุงเทพฯ ดีขึ้นจริงๆ แถมยังสอดคล้องกับนโยบายพัฒนากทม. ของพรรคที่พร้อมนำไปปฏิบัติได้ทันที ที่สำคัญคือเป็นนักการเมืองในพรรค และทุกคนรู้จักดีเลยทีเดียว

ลองคิดดูนะครับ ผู้สมัครคนนี้จะมาพลิกโฉมกทม. ยังไงบ้าง? เช่น แก้ปัญหาจราจร น้ำท่วม หรือพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะให้ดีขึ้น พรรคประชาชนมีนโยบายเด็ดๆ เพียบ อย่างการทำให้กทม. เป็นเมืองน่าอยู่สำหรับทุกคน ไม่ใช่แค่คนรวยเท่านั้น

  • คุณสมบัติหลักของผู้สมัคร: ภาวะผู้นำสูง
  • วิสัยทัศน์ชัด: วาดภาพกทม.ที่ดีกว่าเดิม
  • นโยบายปฏิบัติได้จริง: สอดคล้องกับแผนพรรค
  • เป็นคนในพรรค: รู้จักกันดี ไม่ใช่ตัวกลาง

ข่าวนี้ทำให้แฟนๆ พรรคตื่นเต้นมาก เพราะการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ปีนี้ดุเดือดแน่ๆ พรรคประชาชนดูพร้อมรบสุดๆ

สรุปแล้ว “ไหม” รับ เตรียมเปลี่ยนหัวหน้าพรรคประชาชน ถือเป็นก้าวสำคัญที่แสดงถึงความมุ่งมั่นของพรรคในการเตรียมพร้อมรับศึกเลือกตั้งทั้งระดับชาติและท้องถิ่น ในมุมมองผมนะ พรรคนี้มีศักยภาพสูงมาก โดยเฉพาะนโยบายที่ใกล้ชิดประชาชน ถ้าผู้สมัครผู้ว่าฯ เปิดตัวแล้ว รับรองฮือฮา! เพื่อนๆ คิดยังไงกับข่าวนี้ ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง ติดตามอัปเดตข่าวการเมืองเพิ่มเติมได้ที่บล็อกเราเลยนะครับ Don’t miss!

ที่มา – “ไหม” รับ เตรียมเปลี่ยนหัวหน้าพรรคประชาชน-แย้มคนชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. เป็นคนในพรรค

Scroll to top