สหรัฐ

จาเรด ไอแซกแมน ผอ.นาซาคนใหม่!

จาเรด ไอแซกแมน ผู้อำนวยการนาซาคนใหม่ ได้รับการอนุมัติจากวุฒิสภาสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการแล้ว หลังจากการเสนอชื่อที่กินเวลานานเกือบปี ถือเป็นข่าวใหญ่ในวงการอวกาศ และสร้างความฮือฮาไม่น้อย เพราะเขาคือพันธมิตรคนสนิทของ อีลอน มัสก์ นั่นเอง

เมื่อวันพุธที่ 17 ธันวาคม 2568 วุฒิสภาสหรัฐฯ ได้ลงมติอนุมัติการแต่งตั้ง นายจาเรด ไอแซกแมน มหาเศรษฐีนักลงทุน ให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการองค์กรการบินและอวกาศแห่งชาติ หรือ นาซา ของสหรัฐฯ ปิดฉากการเสนอชื่อที่วุ่นวาย หลังจากที่โดนัลด์ ทรัมป์ ได้เสนอชื่อเขาเป็น ผอ.นาซา ก่อนที่จะถอนชื่อ และเสนอชื่อใหม่อีกครั้ง

ไอแซกแมน วัย 42 ปี เป็นนักบินเครื่องบินเจ็ตสมัครเล่น ผู้สร้างประวัติศาสตร์เป็นนักบินอวกาศที่ไม่ใช่มืออาชีพคนแรก ที่ได้ออกไปปฏิบัติภารกิจนอกยานอวกาศ (Spacewalk) และเขายังเป็นผู้อำนวยการนาซาคนแรกในรอบหลายทศวรรษที่ก้าวเข้ามาดำรงตำแหน่ง โดยมาจากภาคเอกชนโดยตรง

หลายฝ่ายมองว่า ความสำเร็จหรือความล้มเหลวในการดำรงตำแหน่ง ผอ.นาซา ของ ไอแซกแมน จะถูกตัดสินด้วยบททดสอบสำคัญเพียงอย่างเดียวคือ สหรัฐฯ จะสามารถส่งมนุษย์กลับไปยังดวงจันทร์ได้ก่อนประเทศจีนหรือไม่

ทรัมป์ได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่า เขาต้องการให้สหรัฐฯ สร้างฐานที่มั่นถาวรบนดวงจันทร์ เพื่อเปิดทางให้กับการขุดเจาะทรัพยากร และเพื่อใช้เป็นฐานที่ตั้งสำคัญสำหรับการเดินทางต่อไปยังดาวอังคารในอนาคต

อนึ่ง สมาชิกวุฒิสภาลงคะแนนเสียงท่วมท้น 67 ต่อ 30 เสียง เพื่อยืนยันการแต่งตั้งนายไอแซกแมนให้ดำรงตำแหน่ง ผอ.นาซา โดยเขาจะเข้ารับตำแหน่งต่อจาก ชอน ดัฟฟี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ซึ่งทำหน้าที่เป็นรักษาการผู้อำนวยการนาซามาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม

เดิมทีนายทรัมป์ประกาศความตั้งใจที่จะเสนอชื่อไอแซกแมนเมื่อเดือนธันวาคม 2567 แต่เขาได้ถอนการเสนอชื่อในเดือนพฤษภาคม ท่ามกลางความขัดแย้งกับนาย อีลอน มัสก์ ซึ่งเป็นพันธมิตรของนายไอแซกแมน โดยผู้นำสหรัฐฯ อ้างว่า ต้องตรวจสอบความสัมพันธ์ในอดีตอย่างถี่ถ้วน

นายมัสก์ หนึ่งในผู้บริจาคทางการเมืองรายใหญ่ที่สุดของทรัมป์และประธานบริหารของ SpaceX เคยปรากฏตัวในห้องทำงานรูปไข่เคียงข้างทรัมป์อยู่เป็นประจำ แต่ทั้งคู่ได้เกิดความขัดแย้งกันอย่างรุนแรงในประเด็นเรื่องการใช้จ่ายของรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม ในเดือนพฤศจิกายน นายทรัมป์เสนอชื่อนายไอแซกแมนใหม่อีกครั้ง โดยในระหว่างการพิจารณาเพื่อรับรองตำแหน่งเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา นายไอแซกแมนกล่าวว่าเขาพร้อมรับภารกิจของทรัมป์ในการทำเหมืองบนดวงจันทร์ ในขณะที่นานาชาติต่างกำลังแข่งขันกันเพื่อแสวงหาผลประโยชน์จากพื้นผิวดวงจันทร์

“นี่ไม่ใช่เวลาสำหรับการรีรอ แต่เป็นเวลาสำหรับการลงมือทำ เพราะหากเราตามหลัง หรือหากเราทำผิดพลาด เราอาจไม่สามารถไล่ตามได้ทันอีกเลย และผลที่ตามมาอาจเปลี่ยนขั้วอำนาจบนโลกใบนี้ได้” ไอแซกแมนกล่าวต่อสมาชิกวุฒิสภา

ทั้งนี้ นายไอแซกแมนมองว่าการดึงภาคเอกชนเข้ามาแข่งขันกันมากขึ้น คือกุญแจสำคัญในการชิงชัยในศึกชิงอวกาศ

แต่การเปิดกว้างต่อการแข่งขันเชิงพาณิชย์ของเขาอาจทำให้เกิดความขัดแย้งกับนายมัสก์ได้ โดยเมื่อสัปดาห์ก่อน ไอแซกแมนได้กล่าวชื่นชมการมอบสัญญาจ้างรายใหญ่ให้กับบริษัท บลู ออริจิน (Blue Origin) ของ เจฟฟ์ เบซอส เจ้าของ Amazon ซึ่งเป็นคู่แข่งรายสำคัญของ SpaceX ของ อีลอน มัสก์

เขายังเสนอด้วยว่านาซาควรเป็นพันธมิตรกับมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาให้มากขึ้น โดยวางบทบาทให้หน่วยงานนี้เป็น “ตัวทวีคูณศักยภาพทางวิทยาศาสตร์” และว่าเขาจะทำทุกวิถีทางเพื่อผลักดันนวัตกรรมให้ก้าวหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “หากเราใกล้จะบรรลุบางสิ่งที่พิเศษสุด”

จาเรด ไอแซกแมน พันธมิตร อีลอน มัสก์ ได้เป็น ผอ.นาซาคนใหม่

อนาคตของนาซาภายใต้การนำของ จาเรด ไอแซกแมน

การมาของ จาเรด ไอแซกแมน พันธมิตร อีลอน มัสก์ ได้เป็น ผอ.นาซาคนใหม่ นั้นเป็นที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง เพราะเขามาจากภาคเอกชนโดยตรง และมีแนวคิดที่สนับสนุนการแข่งขันเชิงพาณิชย์ในอวกาศ ซึ่งอาจนำมาซึ่งนวัตกรรมและความก้าวหน้าใหม่ๆ อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงนี้ก็อาจนำมาซึ่งความขัดแย้งกับบริษัทอวกาศอื่นๆ ได้เช่นกัน

จาเรด ไอแซกแมน พันธมิตร อีลอน มัสก์ ได้เป็น ผอ.นาซาคนใหม่ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของนาซา และวงการอวกาศโดยรวม การตัดสินใจและนโยบายของเขา จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของนาซาในอนาคต และส่งผลกระทบต่อการแข่งขันในอวกาศของโลกอย่างแน่นอน

เชื่อว่าภายใต้การบริหารงานของ จาเรด ไอแซกแมน พันธมิตร อีลอน มัสก์ ได้เป็น ผอ.นาซาคนใหม่ เราจะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงและนวัตกรรมใหม่ๆ เกิดขึ้นอย่างแน่นอน และอาจทำให้สหรัฐฯ กลับมาเป็นผู้นำในด้านอวกาศอีกครั้งก็เป็นได้

ที่มา – จาเรด ไอแซกแมน พันธมิตร อีลอน มัสก์ ได้เป็น ผอ.นาซาคนใหม่

ล่ามือปืนต่อ เหตุกราดยิง ม.บราวน์

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ตามล่าหามือปืน ผู้ก่อเหตุกราดยิงที่มหาวิทยาลัยบราวน์ต่อ หลังจากพวกเขาปล่อยตัวผู้ต้องสงสัยที่จับได้ก่อนหน้านี้ เนื่องจากมีหลักฐานไม่เพียงพอ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า การตามล่าหาตัวมือปืนผู้ก่อเหตุกราดยิงที่มหาวิทยาลัยบราวน์ วิทยาเขตเมืองโพรวิเดนซ์ รัฐโรดไอส์แลนด์ของสหรัฐฯ ยังคงดำเนินต่อไปในวันจันทร์ที่ 15 ธ.ค. 2568 หลังจากเจ้าหน้าที่ตัดสินใจปล่อยตัวชายต้องสงสัยที่ถูกควบคุมตัวก่อนหน้านี้

เหตุกราดยิงดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (13 ธ.ค.) ชายคนหนึ่งพร้อมปืนไรเฟิลได้บุกเข้าไปในอาคารที่กำลังมีการสอบอยู่ แล้วเปิดฉากยิงก่อนจะหลบหนีไป ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 2 ศพ บาดเจ็บอีก 9 ราย หนึ่งในนี้อาการอยู่ในขั้นวิกฤต ขณะที่ 7 รายมีอาการทรงตัวแต่ยังต้องอยู่ในโรงพยาบาล และอีกรายได้รับอนุญาตให้กลับบ้านได้แล้ว

ก่อนหน้านี้ นายแคช พาเทล ผู้อำนวยการสำนักงานสืบสวนกลาง (FBI) ประกาศการจับกุม “บุคคลที่น่าสนใจ” (person of interest) รายหนึ่ง และบอกว่า ตำรวจท้องถิ่นได้ให้เบาะแสแก่การสืบสวนของรัฐบาลกลางแล้ว

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ต้องถอนคำพูดดังกล่าวในช่วงเย็นวันอาทิตย์ (ตามเวลาท้องถิ่น) เนื่องจากมีหลักฐานไม่เพียงพอที่จะเชื่อมโยงบุคคลผู้นี้เข้ากับเหตุกราดยิง และสุดท้ายเจ้าหน้าที่ก็ตัดสินใจปล่อยตัวเขาไป

เบรตต์ สไมลีย์ นายกเทศมนตรีเมืองโพรวิเดนซ์ กล่าวว่า “เรารู้ว่าเรื่องนี้มีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดความวิตกกังวลครั้งใหม่ให้กับชุมชนของเรา” “มันน่าตกใจและน่าเศร้ามาก ผมรู้จักนักเรียนที่นี่ ซึ่งหลายคนต้องหลบภัยอยู่หลายชั่วโมงเมื่อคืนนี้” “พวกเขาทุกคนรู้สึกสะเทือนใจอย่างมาก”

เจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยบราวน์เปิดเผยว่า การสอบปลายภาคที่กำหนดไว้ในวันอาทิตย์ถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด

ทั้งนี้ นับตั้งแต่เข้าสู่ปี 2568 เป็นต้นมา เกิดเหตุกราดยิงในสหรัฐฯ ซึ่งทำให้มีผู้บาดเจ็บตั้งแต่ 4 คนขึ้นไปมากกว่า 300 ครั้งแล้ว โดยในงานคริสต์มาสที่ทำเนียบขาวเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ พูดถึงเหตุกราดยิงมหาวิทยาลัยบราวน์สั้นๆ ว่า “สิ่งต่าง ๆ สามารถเกิดขึ้นได้” และขอให้ผู้ได้รับบาดเจ็บ “หายดีโดยเร็ว”

ล่ามือปืนต่อ เหตุกราดยิง ม.บราวน์ หลังผู้ต้องสงสัยถูกปล่อยตัว

สถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับการล่ามือปืนต่อ เหตุกราดยิง ม.บราวน์ ยังคงเป็นที่จับตาของสังคมอเมริกา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่มีการปล่อยตัวผู้ต้องสงสัยเนื่องจากหลักฐานไม่เพียงพอ ทำให้เกิดคำถามและความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของประชาชน

ความคืบหน้าในการ ล่ามือปืนต่อ เหตุกราดยิง ม.บราวน์

การสอบสวนยังคงดำเนินต่อไปอย่างเข้มข้น โดยเจ้าหน้าที่กำลังรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อที่จะจับกุมผู้กระทำผิดมาลงโทษให้ได้โดยเร็วที่สุด ทางการได้ร้องขอความร่วมมือจากประชาชนในการให้ข้อมูลใดๆ ที่อาจนำไปสู่การจับกุมมือปืนรายนี้

เหตุการณ์ล่ามือปืนต่อ เหตุกราดยิง ม.บราวน์ สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการควบคุมอาวุธปืนในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นประเด็นที่มีการถกเถียงกันอย่างกว้างขวางในสังคม การเกิดเหตุกราดยิงซ้ำแล้วซ้ำเล่าทำให้หลายฝ่ายเรียกร้องให้มีการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการครอบครองอาวุธปืนให้มีความเข้มงวดมากยิ่งขึ้น

มหาวิทยาลัยบราวน์ได้ออกมาตรการเยียวยาและให้ความช่วยเหลือแก่นักศึกษาและบุคลากรที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ล่ามือปืนต่อ เหตุกราดยิง ม.บราวน์ รวมถึงการจัดให้มีบริการให้คำปรึกษาด้านจิตใจเพื่อช่วยบรรเทาความเครียดและความวิตกกังวล

สถานการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าความรุนแรงจากอาวุธปืนยังคงเป็นภัยคุกคามที่สำคัญ และจำเป็นต้องมีมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง เพื่อสร้างสังคมที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน

ที่มา – ล่ามือปืนต่อ เหตุกราดยิง ม.บราวน์ หลังผู้ต้องสงสัยถูกปล่อยตัว

สหรัฐฯ คว่ำบาตรหลานผู้นำเวเนฯ กับเรือบรรทุกน้ำมัน

สหรัฐฯ คว่ำบาตรหลานของผู้นำเวเนซุเอลา 3 คน พร้อมกับเรือบรรทุกน้ำมันอีก 6 ลำ โดยเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการต่อต้านยาเสพติดตามการกล่าวอ้างของสหรัฐฯ การกระทำนี้ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและเศรษฐกิจของเวเนซุเอลาอย่างมีนัยสำคัญ

สำนักข่าว Axios รายงานว่า รัฐบาลของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศมาตรการคว่ำบาตรครั้งใหม่เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 11 ธ.ค. 2568 โดยพุ่งเป้าหมายไปที่หลานชาย 3 คนของนาย นิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา, นักธุรกิจคนสนิทของรัฐบาล และเรือบรรทุกน้ำมันอีก 6 ลำ ซึ่งการตัดสินใจครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ ในการต่อต้านการค้ายาเสพติดและสนับสนุนประชาธิปไตยในภูมิภาคลาตินอเมริกา

การคว่ำบาตรครั้งใหม่นี้ ซึ่งจะประกาศโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สกอตต์ เบสเซนต์ ถือเป็นความพยายามล่าสุดของรัฐบาลทรัมป์ในการกดดันนายมาดูโร ซึ่งสหรัฐฯ กล่าวหาว่าเป็นผู้นำองค์กรก่อการร้ายค้ายาเสพติด

นายเบสเซนต์ระบุในแถลงการณ์ลายลักษณ์อักษรว่า “นิโคลัส มาดูโร และกลุ่มอาชญากรผู้ร่วมงานของเขาในเวเนซุเอลา กำลังนำยาเสพติดจำนวนมากเข้าสู่สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นภัยร้ายต่อชาวอเมริกัน” การกล่าวหานี้สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลอย่างมากของสหรัฐฯ ต่อปัญหายาเสพติดที่มาจากเวเนซุเอลา

การคว่ำบาตรมีขึ้นหนึ่งวันหลังจากที่สหรัฐฯ ยึดเรือบรรทุกน้ำมันดิบของเวเนซุเอลา เนื่องจากเรือลำดังกล่าวอยู่ในรายชื่อคว่ำบาตร “บุคคลหรือนิติบุคคลที่ถูกกำหนดเป็นพิเศษ” (Specially Designated Nationals – SDN) ของกระทรวงการคลัง

การคว่ำบาตรล่าสุดจะขัดขวางไม่ให้บุคคลหรือนิติบุคคลที่ถูกคว่ำบาตรใช้สถาบันการเงินหรือบริษัทในสหรัฐฯ ได้ รวมถึงบัตรเครดิต นอกจากนี้ยังห้ามบริษัทในสหรัฐฯ ขายสินค้าโดยตรงให้กับบุคคลหรือบริษัทที่ถูกคว่ำบาตรด้วย

ในกรณีของบริษัทขนส่งสินค้า การคว่ำบาตรยังทำให้เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ สามารถยึดเรือของบริษัทเหล่านั้นได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

ทั้งนี้ ในบรรดาบุคคลที่ถูกคว่ำบาตรในวันพฤหัสบดี มี 3 คนที่ถูกเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ จับตามาก่อนแล้ว และเป็นหลานชายของ ซิเลีย ฟลอเรส ภรรยาของนายมาดูโร ได้แก่

นายเอเฟรอิน อันโตนิโอ กัมโป ฟลอเรส กับนาย ฟรังกี ฟรานซิสโก ฟลอเรส เด เฟรตัส ผู้เป็นที่รู้จักในชื่อ หลานค้ายาของ (ซิเลีย) ฟลอเรส หลังจากที่พวกเขาถูกจับกุมในเฮติและถูกตัดสินว่ามีความผิดในสหรัฐฯ ในข้อหาค้าโคเคนในปี 2559 ก่อนที่ประธานาธิบดี โจ ไบเดน จะอภัยโทษให้พวกเขาในเดือนตุลาคม 2565 เพื่อการแลกเปลี่ยนนักโทษ

นาย คาร์ลอส เอริก มัลปิกา ฟลอเรส หลานชายคนที่สาม มีความเกี่ยวข้องกับบริษัทน้ำมันของรัฐเวเนซุเอลา คือ “เปโตรเลออส เด เวเนซุเอลา, เอสเอ” (PDVSA) ซึ่งถูกกระทรวงการคลังสหรัฐฯ คว่ำบาตรในปี 2560 โดย โจ ไบเดน เคยถอดเขาออกจากบัญชีคว่ำบาตร ระหว่างการเจรจาข้อตกลงประชาธิปไตยกับนายมาดูโร ซึ่งถูกละเมิดในเวลาต่อมา

นอกจากนั้นยังมีนาย รามอน กาเรเตโร นาโปลิตาโน นักธุรกิจชาวปานามาที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมน้ำมัน ก็ถูกคว่ำบาตรด้วย

สหรัฐฯ ยังขึ้นบัญชีเรือบรรทุกน้ำมันของเวเนซุเอลา 6 ลำเข้าสู่บัญชีคว่ำบาตร SDN โดยไม่รวมเรือบรรทุกน้ำมัน “สคิปเปอร์” (Skipper) ที่ถูกสหรัฐฯ บุกยึดนอกชายฝั่งเวเนซุเอลาเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ขณะกำลังเดินทางไปคิวบาพร้อมน้ำมัน 1.8 ล้านบาร์เรล

สหรัฐฯ คว่ำบาตรหลานผู้นำเวเนซุเอลา กับเรือบรรทุกน้ำมัน 6 ลำ

การที่สหรัฐฯ ตัดสินใจใช้มาตรการคว่ำบาตรต่อบุคคลและนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลเวเนซุเอลา แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดระหว่างสองประเทศอย่างต่อเนื่อง การคว่ำบาตรดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อกดดันรัฐบาลมาดูโรให้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและปฏิบัติตามหลักการประชาธิปไตย

ผลกระทบจากการคว่ำบาตรหลานผู้นำเวเนซุเอลา กับเรือบรรทุกน้ำมัน 6 ลำ

มาตรการคว่ำบาตรหลานผู้นำเวเนซุเอลา กับเรือบรรทุกน้ำมัน 6 ลำนี้ ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจของเวเนซุเอลา ซึ่งกำลังเผชิญกับภาวะวิกฤตอยู่แล้ว การจำกัดการเข้าถึงระบบการเงินของสหรัฐฯ และการห้ามบริษัทอเมริกันทำธุรกิจกับบุคคลและนิติบุคคลที่ถูกคว่ำบาตร ยิ่งทำให้สถานการณ์ทางเศรษฐกิจของเวเนซุเอลาย่ำแย่ลงไปอีก นอกจากนี้ การที่สหรัฐฯ ยึดเรือบรรทุกน้ำมันยังส่งผลกระทบต่อความสามารถในการส่งออกน้ำมัน ซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักของประเทศ

ผลกระทบทางเศรษฐกิจเหล่านี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนชาวเวเนซุเอลา ซึ่งต้องเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนอาหาร ยา และสินค้าจำเป็นอื่นๆ นอกจากนี้ การคว่ำบาตรยังส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างเวเนซุเอลากับสหรัฐฯ ซึ่งอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้นในอนาคต

การตัดสินใจของสหรัฐฯ ที่จะคว่ำบาตรบุคคลและนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลเวเนซุเอลาเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและมีผลกระทบในวงกว้าง การคว่ำบาตรนี้มีเป้าหมายเพื่อกดดันรัฐบาลมาดูโรให้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและปฏิบัติตามหลักการประชาธิปไตย แต่ก็ส่งผลกระทบต่อประชาชนชาวเวเนซุเอลาที่กำลังเผชิญกับความยากลำบากอยู่แล้ว การแก้ไขวิกฤตในเวเนซุเอลาจำเป็นต้องมีการเจรจาและการประนีประนอมจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้มาซึ่งทางออกที่ยั่งยืนและเป็นประโยชน์ต่อประชาชน

การคว่ำบาตรหลานผู้นำเวเนซุเอลา กับเรือบรรทุกน้ำมัน 6 ลำ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความพยายามของสหรัฐฯ ในการแก้ไขปัญหาวิกฤตในเวเนซุเอลา การแก้ไขปัญหาวิกฤตในเวเนซุเอลาจำเป็นต้องมีแนวทางที่ครอบคลุมและยั่งยืน ซึ่งรวมถึงการสนับสนุนการเจรจาทางการเมือง การให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และการส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจ

ที่มา – สหรัฐฯ คว่ำบาตรหลานผู้นำเวเนซุเอลา กับเรือบรรทุกน้ำมัน 6 ลำ

รัสเซียโว ยุทธศาสตร์ความมั่นคงใหม่สหรัฐฯ สอดคล้อง

ทางการรัสเซียออกมาแสดงความยินดีต่อยุทธศาสตร์ความมั่นคงใหม่ของสหรัฐฯ สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของมอสโก โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ไม่ระบุว่ารัสเซียเป็นภัยคุกคามโดยตรง

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา รัสเซียได้ออกมาแสดงความยินดีต่อยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติฉบับใหม่ของประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยระบุว่าส่วนใหญ่มีความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ความมั่นคงใหม่ของสหรัฐฯ ที่ทางมอสโกได้วางไว้

เอกสารยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติฉบับใหม่ซึ่งมีความยาว 33 หน้า ได้ถูกเปิดเผยโดยรัฐบาลสหรัฐฯ โดยระบุว่ายุโรปกำลังเผชิญกับ “การลบเลือนทางอารยธรรม” และไม่ได้ระบุว่ารัสเซียเป็นภัยคุกคามต่อสหรัฐฯ เหมือนที่ผ่านมา

การต่อสู้กับอิทธิพลจากต่างชาติ การยุติการอพยพครั้งใหญ่ และการปฏิเสธแนวทางปฏิบัติของสหภาพยุโรปที่สหรัฐฯ มองว่าเป็นการ “เซ็นเซอร์” ถูกระบุว่าเป็นสิ่งที่มีความสำคัญลำดับต้น ๆ

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่และนักวิเคราะห์ของสหภาพยุโรปหลายคนได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ยุทธศาสตร์ดังกล่าว โดยตั้งคำถามถึงการมุ่งเน้นที่เสรีภาพในการแสดงออก และเปรียบเทียบว่าเป็นภาษาที่คล้ายคลึงกับที่รัฐบาลรัสเซียใช้

นายดีมิทรี เปสคอฟ โฆษกรัฐบาลรัสเซีย กล่าวว่า “การปรับเปลี่ยนที่เรากำลังเห็น ส่วนใหญ่มีความสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของเรา เราพิจารณาว่านี่เป็นย่างก้าวในเชิงบวก” พร้อมเสริมว่ามอสโกจะทำการวิเคราะห์เอกสารอย่างละเอียดก่อนที่จะทำการสรุปผลอย่างเป็นทางการ

รัสเซียโว ยุทธศาสตร์ความมั่นคงใหม่ของสหรัฐฯ สอดคล้อง

ยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติฉบับใหม่ยังใช้ภาษาที่อ่อนลงในการกล่าวถึงรัสเซีย ซึ่งเจ้าหน้าที่สหภาพยุโรปบางส่วนกังวลว่าอาจจะส่งผลกระทบต่อจุดยืนของพวกเขาที่มีต่อมอสโก ในขณะที่กำลังผลักดันให้มีการยุติสงครามในยูเครน

ภายในเอกสาร สหภาพยุโรปถูกกล่าวโทษว่าเป็นผู้ขัดขวางความพยายามของสหรัฐฯ ในการยุติความขัดแย้ง และระบุว่าสหรัฐฯ ต้อง “ฟื้นฟูเสถียรภาพทางยุทธศาสตร์แก่รัสเซีย” ซึ่งจะ “สร้างเสถียรภาพให้กับเศรษฐกิจยุโรป”

นอกจากนี้ เอกสารฉบับนี้ยังให้การสนับสนุนนโยบายที่ส่งผลกระทบต่อยุโรป โดยระบุว่านโยบายของสหรัฐฯ ควรให้ความสำคัญกับการ “ต่อต้านทิศทางในปัจจุบันของยุโรปภายในประเทศในยุโรป”

รายงานฉบับใหม่ยังเรียกร้องให้มีการฟื้นฟู “เอกลักษณ์แบบตะวันตก” และอ้างว่ายุโรปจะเปลี่ยนแปลงไปจนจำไม่ได้ภายใน 20 ปีหรือน้อยกว่านั้น และว่าปัญหาทางเศรษฐกิจของยุโรปถูกบดบังด้วยการลบเลือนทางอารยธรรมอย่างแท้จริงและชัดเจนยิ่งขึ้น

ในทางตรงกันข้าม เอกสารนี้กลับยกย่องอิทธิพลของ “พรรคฝ่ายชาตินิยมในยุโรป” และกล่าวว่าอเมริกาสนับสนุนพันธมิตรทางการเมืองในยุโรปให้ส่งเสริมการฟื้นฟูจิตวิญญาณนี้

ขณะนี้ สหภาพยุโรปกำลังเจรจาอย่างต่อเนื่องกับรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อกำหนดข้อตกลงสันติภาพในยูเครน เจ้าหน้าที่บางคนได้เน้นย้ำถึงความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนกับสหรัฐฯ ขณะเดียวกันก็ตั้ง “คำถาม” เกี่ยวกับเอกสารฉบับนี้

ท่าทีของยุโรปต่อยุทธศาสตร์ความมั่นคงใหม่

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเยอรมนีกล่าวว่า “สหรัฐฯ จะยังคงเป็นพันธมิตรที่สำคัญที่สุดของเราในพันธมิตร [นาโต] อย่างไรก็ตาม พันธมิตรนี้มุ่งเน้นไปที่การแก้ไขปัญหานโยบายความมั่นคง”

“ผมเชื่อว่าคำถามเกี่ยวกับเสรีภาพในการแสดงออก หรือการจัดระเบียบสังคมเสรีของเรา ไม่ควรเป็นส่วนหนึ่งของ [ยุทธศาสตร์] อย่างน้อยก็ในส่วนที่เกี่ยวกับเยอรมนี”

นายกรัฐมนตรีโปแลนด์ โพสต์ข้อความถึง “เพื่อนชาวอเมริกัน” ว่า “ยุโรปเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุดของคุณ ไม่ใช่ตัวปัญหาของคุณ” และระบุถึง “ศัตรูร่วม” ของพวกเขาว่า “นี่คือยุทธศาสตร์ที่สมเหตุสมผลเพียงอย่างเดียวสำหรับความมั่นคงร่วมกันของเรา เว้นแต่จะมีบางสิ่งเปลี่ยนแปลงไป”

อดีตนายกรัฐมนตรีสวีเดน คาร์ล บิลด์ท ระบุว่า ยุทธศาสตร์ความมั่นคงใหม่ของสหรัฐฯ สอดคล้องกับแนวคิดของรัสเซีย

จะเห็นได้ว่ายุทธศาสตร์ความมั่นคงใหม่ของสหรัฐฯ นั้นมีหลายแง่มุมที่น่าสนใจ และส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างมีนัยสำคัญ การจับตามองพัฒนาการของนโยบายนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ที่มา – รัสเซียโว ยุทธศาสตร์ความมั่นคงใหม่ของสหรัฐฯ สอดคล้อง

สหรัฐฯ ระงับคำร้องขอเข้าเมืองจาก 19 ประเทศ

ฝ่ายบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศระงับการดำเนินการคำร้องขอเข้าเมืองทั้งหมด ซึ่งรวมถึงการยื่นขอกรีนการ์ด และการขอสัญชาติสหรัฐฯ ที่ยื่นโดยผู้ย้ายถิ่นฐานจาก 19 ประเทศนอกทวีปยุโรป โดยอ้างถึงความกังวลเกี่ยวกับภัยคุกคามด้านความมั่นคงของชาติและความปลอดภัยสาธารณะ นี่คือมาตรการล่าสุดที่ สหรัฐฯ สั่งระงับคำร้องขอเข้าเมืองจาก 19 ประเทศ

มาตรการระงับดังกล่าวใช้กับพลเมืองของ 19 ประเทศที่เคยถูกจำกัดการเดินทางบางส่วนเมื่อเดือนมิถุนายน ซึ่งเป็นการเพิ่มข้อจำกัดด้านการย้ายถิ่นฐานให้เข้มงวดมากขึ้น ซึ่งเป็นนโยบายหลักของประธานาธิบดีทรัมป์

บันทึกอย่างเป็นทางการที่ระบุนโยบายใหม่นี้ ได้อ้างถึงเหตุการณ์โจมตีสมาชิกกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิสหรัฐฯ ในกรุงวอชิงตันดีซี เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งมีชายชาวอัฟกานิสถานถูกจับกุมในฐานะผู้ต้องสงสัย โดยเหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้สมาชิกกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิเสียชีวิต 1 นาย และบาดเจ็บสาหัสอีก 1 นาย

นอกจากนี้ ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ประธานาธิบดีทรัมป์ยังได้กล่าวโจมตีชาวโซมาเลียอย่างรุนแรง โดยเรียกพวกเขาว่าเป็น “ขยะ” และกล่าวว่า “เราไม่ต้องการพวกเขาในประเทศของเรา”

นับตั้งแต่กลับมารับตำแหน่งเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ให้ความสำคัญกับการบังคับใช้กฎหมายคนเข้าเมืองอย่างเข้มงวด โดยได้ส่งเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางไปยังเมืองใหญ่ ๆ ในสหรัฐฯ และปฏิเสธผู้แสวงหาที่ลี้ภัยบริเวณชายแดนสหรัฐฯ-เม็กซิโก แม้ว่าก่อนหน้านี้รัฐบาลของเขาจะเน้นย้ำเรื่องการเนรเทศ แต่ก็ให้ความสำคัญกับการปรับเปลี่ยนการย้ายถิ่นฐานแบบถูกกฎหมายน้อยกว่า

การออกมาตรการจำกัดที่รวดเร็วหลังเหตุการณ์โจมตีสมาชิกกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ ชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการย้ายถิ่นฐานแบบถูกกฎหมายมากขึ้น โดยมีเป้าหมายเพื่อปกป้องความมั่นคงของชาติ และกล่าวโทษนโยบายของอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน

รายชื่อประเทศเป้าหมายประกอบด้วย 12 ประเทศที่เคยถูกจำกัดการย้ายถิ่นฐานอย่างรุนแรงที่สุดในเดือนมิถุนายน ซึ่งรวมถึงการระงับการเข้าประเทศทั้งหมดโดยมีข้อยกเว้นเล็กน้อย ได้แก่ อัฟกานิสถาน พม่า ชาด สาธารณรัฐคองโก อิเควทอเรียลกินี เอริเทรีย เฮติ อิหร่าน ลิเบีย โซมาเลีย ซูดาน เยเมน

ส่วนประเทศอีก 7 ประเทศที่ถูกจำกัดบางส่วนในเดือนมิถุนายน ได้แก่ บุรุนดี คิวบา ลาว เซียร์ราลีโอน โตโก เติร์กเมนิสถาน และเวเนซุเอลา

นโยบายใหม่นี้จะระงับคำร้องที่อยู่ระหว่างการดำเนินการ และมีคำสั่งให้ผู้ย้ายถิ่นฐานทั้งหมดจากรายชื่อประเทศเหล่านี้ “เข้ารับกระบวนการตรวจสอบซ้ำอย่างละเอียดถี่ถ้วน ซึ่งรวมถึงการสัมภาษณ์ที่อาจเกิดขึ้น และหากจำเป็นให้มีการสัมภาษณ์ซ้ำเพื่อประเมินภัยคุกคามด้านความมั่นคงของชาติและความปลอดภัยสาธารณะทั้งหมดอย่างเต็มที่”

ทนายความของสมาคมทนายความคนเข้าเมืองอเมริกัน กล่าวว่า องค์กรได้รับรายงานเกี่ยวกับการยกเลิกพิธีสาบานตน การสัมภาษณ์ขอสัญชาติ และการปรับสถานะสำหรับบุคคลจากประเทศที่อยู่ในบัญชีห้ามเดินทาง.

สหรัฐฯ สั่งระงับคำร้องขอเข้าเมืองจาก 19 ประเทศ

การตัดสินใจของสหรัฐฯ ในการระงับคำร้องขอเข้าเมือง ส่งผลกระทบอย่างมากต่อบุคคลและครอบครัวที่หวังจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ในอเมริกา มาตรการนี้ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางจากกลุ่มสิทธิมนุษยชนและนักการเมืองฝ่ายค้าน ซึ่งมองว่าเป็นการเลือกปฏิบัติและละเมิดหลักการพื้นฐานของมนุษยธรรม

ทำไมสหรัฐฯ สั่งระงับคำร้องขอเข้าเมืองจาก 19 ประเทศ?

เหตุผลหลักที่รัฐบาลสหรัฐฯ อ้างถึงในการ สหรัฐฯ สั่งระงับคำร้องขอเข้าเมืองจาก 19 ประเทศ คือความกังวลด้านความมั่นคง อย่างไรก็ตาม ผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์นโยบายนี้แย้งว่า การเหมารวมพลเมืองจาก 19 ประเทศเป็นการตัดสินที่ใจแคบและไม่ยุติธรรม พวกเขาชี้ให้เห็นว่าการกระทำของผู้ก่อการร้ายเพียงไม่กี่คนไม่ควรนำมาใช้เป็นเหตุผลในการลงโทษผู้บริสุทธิ์จำนวนมาก

ผลกระทบของการระงับคำร้องขอเข้าเมืองครั้งนี้ สามารถเห็นได้ชัดเจนจากเรื่องราวของผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง หลายคนต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนและความสิ้นหวัง เนื่องจากความฝันในการย้ายถิ่นฐานไปยังสหรัฐฯ ต้องพังทลายลง นอกจากนี้ ยังมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมของสหรัฐฯ เอง เนื่องจากการจำกัดการย้ายถิ่นฐานอาจทำให้ขาดแคลนแรงงานและกีดขวางการเติบโตทางเศรษฐกิจ

ในอนาคต เราอาจเห็นการเปลี่ยนแปลงนโยบายคนเข้าเมืองของสหรัฐฯ อีกครั้ง ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ทางการเมืองและความมั่นคงที่เปลี่ยนแปลงไป อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือ ประเด็นเรื่องการย้ายถิ่นฐานจะยังคงเป็นหัวข้อที่ถกเถียงกันอย่างต่อเนื่องในสังคมอเมริกัน

สำหรับผู้ที่กำลังวางแผนที่จะย้ายถิ่นฐานไปยังสหรัฐฯ หรือมีญาติพี่น้องที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการนี้ สิ่งสำคัญคือต้องติดตามข่าวสารและข้อมูลล่าสุดอย่างใกล้ชิด เพื่อทำความเข้าใจถึงสิทธิและทางเลือกที่มีอยู่ นอกจากนี้ การปรึกษาทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายคนเข้าเมืองอาจเป็นประโยชน์ในการนำทางผ่านกระบวนการที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

สหรัฐฯ สั่งระงับคำร้องขอเข้าเมืองจาก 19 ประเทศ เป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อหลายคนอย่างมาก หากคุณกำลังจะยื่นคำร้องขอเข้าเมืองไปยังสหรัฐอเมริกา ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

ที่มา – สหรัฐฯ สั่งระงับคำร้องขอเข้าเมืองจาก 19 ประเทศนอกยุโรป อ้างเหตุผลความมั่นคง

ทรัมป์แนะทาคาอิจิ อย่ายั่วยุจีน ปมไต้หวัน

สถานการณ์ตึงเครียดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกยังคงเป็นที่จับตา เมื่อมีรายงานว่าอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้ให้คำแนะนำแก่นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ของญี่ปุ่นในประเด็นที่ละเอียดอ่อนอย่างเรื่องไต้หวัน โดยแนะนำว่า “อย่ายั่วยุจีน” ปมไต้หวัน ท่ามกลางความขัดแย้งทางการทูตที่ปะทุขึ้น

ทรัมป์เเนะนายกฯ ทาคาอิจิ อย่ายั่วยุจีน ปมไต้หวัน

หนังสือพิมพ์วอลล์สตรีทเจอร์นัล (WSJ) รายงานว่า ทรัมป์ได้แนะนำให้นายกฯ ทาคาอิจิ หลีกเลี่ยงการกระทำใดๆ ที่อาจเป็นการยั่วยุจีนในประเด็นอธิปไตยเหนือไต้หวัน ซึ่งเป็นประเด็นที่จีนถือว่าเป็นเรื่องภายในประเทศและมีความอ่อนไหวสูง คำแนะนำนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นและจีนเริ่มตึงเครียดจากความคิดเห็นของนายกฯ ทาคาอิจิ เกี่ยวกับการแทรกแซงทางทหารหากจีนใช้กำลังกับไต้หวัน

รายงานข่าวระบุว่า คำแนะนำของทรัมป์เป็นไปในลักษณะที่นุ่มนวล โดยไม่ได้กดดันให้นายกฯ ทาคาอิจิ ถอนคำพูด แต่เจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นหลายรายแสดงความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากสถานการณ์ดังกล่าว

ที่มาของความตึงเครียด: ทำไมนายกฯ ทาคาอิจิจึงถูกเตือนเรื่อง “อย่ายั่วยุจีน” ปมไต้หวัน

ความขัดแย้งระหว่างสองชาติมหาอำนาจทางเศรษฐกิจในเอเชียครั้งนี้ มีชนวนเหตุมาจากการที่นายกฯ ทาคาอิจิ เคยกล่าวถึงความเป็นไปได้ที่ญี่ปุ่นอาจเข้าแทรกแซงทางทหาร หากไต้หวันถูกโจมตี ซึ่งเป็นการแสดงจุดยืนที่แข็งกร้าวและสร้างความไม่พอใจให้กับจีนอย่างมาก เนื่องจากจีนถือว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของตน

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ได้โทรศัพท์พูดคุยกับประธานาธิบดีทรัมป์ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของประเด็นไต้หวัน โดยระบุว่าการรวมไต้หวันเข้ากับจีนเป็น “ส่วนสำคัญของระเบียบโลกหลังสงคราม”

หลังจากการสนทนาทางโทรศัพท์ ทรัมป์ได้ติดต่อกับนายกฯ ทาคาอิจิ และให้คำแนะนำดังกล่าว โดยหวังที่จะไม่ให้ความขัดแย้งเรื่องไต้หวันส่งผลกระทบต่อข้อตกลงทางการค้าที่ทำไว้กับจีนก่อนหน้านี้

จีนได้แสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อความคิดเห็นของนายกฯ ทาคาอิจิ โดยได้เรียกเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นเข้าพบ และแนะนำให้ประชาชนชาวจีนหลีกเลี่ยงการเดินทางไปญี่ปุ่น นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าภาพยนตร์ญี่ปุ่นอย่างน้อยสองเรื่องถูกเลื่อนกำหนดการฉายในจีน

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนและความอ่อนไหวของประเด็นไต้หวัน ซึ่งเป็นจุดที่มหาอำนาจหลายชาติให้ความสนใจและจับตามองอย่างใกล้ชิด ความสมดุลระหว่างการรักษาสัมพันธไมตรีและการปกป้องผลประโยชน์ของชาติตนเอง กลายเป็นโจทย์ที่ท้าทายสำหรับผู้นำในภูมิภาคนี้

ในสถานการณ์ที่เปราะบางเช่นนี้ ความรอบคอบและการใช้ความระมัดระวังในการสื่อสารจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดหรือการยั่วยุที่ไม่จำเป็น ซึ่งอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่บานปลายได้ การรักษาสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาคจึงเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายควรให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก การที่ทรัมป์ออกมาแนะ “อย่ายั่วยุจีน” ปมไต้หวัน จึงเป็นสัญญาณที่น่าสนใจและควรพิจารณาอย่างรอบด้าน

ที่มา – ทรัมป์แนะนายกฯ ทาคาอิจิ “อย่ายั่วยุจีน” ปมไต้หวัน หลังข้อพิพาทการทูตปะทุ

ไต้หวันทุ่มงบกลาโหมเพิ่ม 1.28 ล้านล้าน รับมือจีน

นายไล่ ชิงเต๋อ ประธานาธิบดีไต้หวัน เปิดเผยแผนการจัดทำงบประมาณเสริมด้านกลาโหมเพิ่มเติมมูลค่า 1.25 ล้านล้านดอลลาร์ไต้หวัน (ประมาณ 1.28 ล้านล้านบาท) เพื่อเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องตนเอง ท่ามกลางภัยคุกคามที่เพิ่มขึ้นจากจีน ที่เพิ่มแรงกดดันทั้งทางทหารและการเมืองในช่วงห้าปีที่ผ่านมา เพื่อยืนยันการอ้างสิทธิ์เหนือเกาะไต้หวัน

ประธานาธิบดีไล่ ชิงเต๋อ ซึ่งเคยตั้งเป้าที่จะเพิ่มงบประมาณกลาโหมให้ถึง 5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ภายในปี 2030 ตามแรงกดดันจากสหรัฐฯ ที่ต้องการให้ไต้หวันใช้จ่ายด้านกลาโหมมากขึ้น กล่าวในงานแถลงข่าวว่า “ความมั่นคงของชาติไม่มีพื้นที่สำหรับการประนีประนอม” และหล่าวต่อว่า “อำนาจอธิปไตยของชาติและค่านิยมหลักของเสรีภาพและประชาธิปไตย คือรากฐานที่แท้จริงของประเทศของเรา”

นายไล่ ซึ่งประกาศแผนการใช้จ่ายนี้ครั้งแรกในบทความแสดงความเห็นในหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ เมื่อวันที่ 25 พ.ย. กล่าวว่า ไต้หวันกำลังแสดงความมุ่งมั่นที่จะปกป้องตนเอง โดยย้ำว่านี่คือ “การต่อสู้ระหว่างการปกป้องไต้หวันที่เป็นประชาธิปไตย กับการปฏิเสธที่จะยอมจำนนกลายเป็น ‘ไต้หวันของจีน'” ไม่ใช่แค่การต่อสู้ทางอุดมการณ์หรือข้อพิพาทเรื่อง “การรวมชาติเทียบกับการเป็นเอกราช” เท่านั้น

ปัจจุบัน ไต้หวันกำลังปรับปรุงกองทัพให้เป็นไปตามแนวทาง “สงครามแบบอสมมาตร” (asymmetric warfare) เพื่อให้กองกำลังของตนซึ่งมีขนาดเล็กกว่าจีนมาก มีความคล่องตัว และสามารถตอบโต้ได้อย่างตรงเป้าหมาย

ตัวเลขของรัฐบาลระบุว่า ในปี 2026 รัฐบาลวางแผนให้การใช้จ่ายด้านกลาโหมอยู่ที่ 949.5 พันล้านดอลลาร์ไต้หวัน (ราว 976,560 ล้านบาท) ซึ่งคิดเป็น 3.32% ของจีดีพี และจะเป็นครั้งแรกที่งบประมาณด้านนี้ข้ามผ่านเกณฑ์ 3% นับตั้งแต่ปี 2009

นายเรย์มอนด์ กรีน เอกอัครราชทูตโดยพฤตินัยของสหรัฐฯ ในไทเป กล่าวสนับสนุนแผนดังกล่าว โดยระบุว่า “การประกาศในวันนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการรักษาไว้ซึ่งสันติภาพและเสถียรภาพทั่วช่องแคบไต้หวัน ด้วยการเสริมสร้างการยับยั้ง”

ด้านนายเผิง ชิงเอิน โฆษกสำนักงานกิจการไต้หวันของจีน ออกมากล่าวหาไต้หวันว่า ยอมให้ “กองกำลังภายนอก” บงการการตัดสินใจ “พวกเขากำลังใช้จ่ายเงินที่สามารถนำมาพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนและพัฒนาเศรษฐกิจไปกับการซื้ออาวุธและการเอาอกเอาใจอำนาจภายนอก ซึ่งสิ่งนี้จะทำให้ไต้หวันเข้าสู่หายนะเท่านั้น” 

แม้สหรัฐฯ จะไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการกับไต้หวัน แต่กฎหมายกำหนดให้ต้องจัดหาวิธีการที่ไต้หวันจะสามารถป้องกันตนเองได้ โดยนับตั้งแต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เข้ารับตำแหน่ง สหรัฐฯ ได้อนุมัติการขายอาวุธใหม่ให้ไต้หวันเพียงครั้งเดียว เป็นแพ็กเกจมูลค่า 330 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับเครื่องบินขับไล่และชิ้นส่วนอากาศยานอื่น ๆ ที่ประกาศเมื่อเดือนนี้

นายไล่ยืนยันความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ว่า “แข็งแกร่งดุจหินผา” โดยอ้างอิงถึงคำพูดของทรัมป์ที่ระบุว่า “ไต้หวันคือไต้หวัน” ซึ่งแสดงให้เห็นว่าทรัมป์ให้ความเคารพต่อไต้หวันอย่างชัดเจน

นายไล่ยังคงยืนยันจุดยืนเดิมว่า มีเพียงชาวไต้หวันเท่านั้นที่จะสามารถตัดสินอนาคตของตนเองได้ แม้ว่าจีนจะปฏิเสธข้อเสนอการเจรจาซ้ำ ๆ ของเขา และตราหน้าเขาว่าเป็น “ผู้แบ่งแยกดินแดน” ก็ตาม.

ไต้หวันทุ่มงบกลาโหมเพิ่ม 1.28 ล้านล้าน รับมือแรงกดดันทางทหารจากจีน

สถานการณ์ในช่องแคบไต้หวันยังคงตึงเครียดอย่างต่อเนื่อง การตัดสินใจของไต้หวันในการทุ่มงบกลาโหมเพิ่ม 1.28 ล้านล้าน ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องอธิปไตยและเสรีภาพของตนเอง ท่ามกลางแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นจากจีน การเพิ่มงบประมาณครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งของกองทัพและพัฒนากองกำลังให้ทันสมัย

ทำไมไต้หวันถึงทุ่มงบกลาโหมเพิ่ม 1.28 ล้านล้าน?

  • เพื่อตอบโต้การคุกคามทางทหารที่เพิ่มขึ้นจากจีน
  • เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการป้องกันตนเอง
  • เพื่อแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องอธิปไตย

การทุ่มงบกลาโหมเพิ่ม 1.28 ล้านล้าน ไม่ได้เป็นเพียงแค่การเพิ่มงบประมาณ แต่เป็นการส่งสัญญาณทางการเมืองที่สำคัญไปยังจีนและทั่วโลก ว่าไต้หวันจะไม่ยอมจำนนต่อแรงกดดัน และพร้อมที่จะปกป้องค่านิยมและวิถีชีวิตของตนเอง นอกจากนี้ การตัดสินใจครั้งนี้ยังได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือและความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งระหว่างไต้หวันและสหรัฐฯ

สิ่งที่น่าสนใจคือ จีนมองว่าการกระทำของไต้หวันเป็นการยั่วยุและการพึ่งพากองกำลังภายนอก แต่ในมุมมองของไต้หวัน นี่คือการป้องกันตนเองและการรักษาไว้ซึ่งสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค

การทุ่มงบกลาโหมเพิ่ม 1.28 ล้านล้าน ของไต้หวันเป็นเรื่องที่ต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด เพราะมันอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างไต้หวันและจีน รวมถึงความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกในอนาคต

ที่มา – ไต้หวันทุ่มงบกลาโหมเพิ่ม 1.28 ล้านล้าน รับมือแรงกดดันทางทหารจากจีน

อิสราเอลโจมตีเมืองหลวงเลบานอน สังหารแกนนำฮิซบอลเลาะห์

อิสราเอลโจมตีเมืองหลวงเลบานอน สังหารแกนนำระดับสูงของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ กลายเป็นการโจมตีทางอากาศครั้งแรกในรอบหลายเดือนที่ส่งผลสะเทือนไปทั่วภูมิภาค

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา กองทัพอิสราเอลได้ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศที่มุ่งเป้าไปยังกรุงเบรุต เมืองหลวงของเลบานอน ซึ่งเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงที่ยังคงมีผลบังคับใช้ โดยอิสราเอลอ้างว่าการโจมตีครั้งนี้สังหารนาย ไฮธาม อาลี อัล-ตับตาบาอี ซึ่งเป็นเสนาธิการของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ และเคยดำรงตำแหน่งสำคัญอีกหลายตำแหน่งในอดีต

กระทรวงสาธารณสุขของเลบานอนรายงานว่า การโจมตีของอิสราเอลที่พุ่งเป้าไปยังอาคารอพาร์ตเมนต์ในเขตดาฮิเยห์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่น ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 5 ราย และบาดเจ็บอีก 28 คน

กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ได้ออกมายืนยันการเสียชีวิตของนาย อัล-ตับตาบาอี พร้อมทั้งกล่าวว่าการโจมตีครั้งนี้ถือเป็นการข้ามเส้นแดงที่ไม่สามารถยอมรับได้

การโจมตีล่าสุดนี้เกิดขึ้นในขณะที่อิสราเอลได้เพิ่มระดับปฏิบัติการต่อเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธนิกายชีอะห์ที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน แม้ว่าข้อตกลงหยุดยิงที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ และฝรั่งเศสจะยังคงมีผลบังคับใช้อยู่ก็ตาม

เจ้าหน้าที่อิสราเอลกล่าวหาว่า ฮิซบอลเลาะห์กำลังพยายามสร้างศักยภาพทางทหารขึ้นใหม่ ขนส่งอาวุธเข้าสู่เลบานอน และเพิ่มการผลิตโดรนติดระเบิดเพื่อใช้แทนที่จรวดและขีปนาวุธ ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับการขยายตัวของความขัดแย้งมากยิ่งขึ้น

นายกรัฐมนตรีอิสราเอล เบนจามิน เนทันยาฮู ได้กล่าวหลังการโจมตีว่า รัฐอิสราเอลภายใต้การนำของเขา จะไม่ยอมให้ฮิซบอลเลาะห์สร้างความแข็งแกร่งขึ้นมาใหม่ และจะไม่ยอมปล่อยให้เกิดภัยคุกคามต่อรัฐอิสราเอลอีกต่อไป เขายังเรียกร้องให้รัฐบาลเลบานอนปฏิบัติตามพันธกรณีในการปลดอาวุธฮิซบอลเลาะห์

ประธานาธิบดีเลบานอน โจเซฟ อาอูน เรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศกดดันอิสราเอลให้ยุติการโจมตีและถอนกำลังออกจากเลบานอน โดยกล่าวว่าการกระทำของอิสราเอลเป็นการละเมิดข้อตกลงที่ยุติความขัดแย้งที่ดำเนินมานาน

ตามข้อตกลง รัฐบาลเลบานอนให้คำมั่นว่าจะปลดอาวุธฮิซบอลเลาะห์ แต่กลุ่มดังกล่าวปฏิเสธที่จะหารือเรื่องอาวุธจนกว่าอิสราเอลจะยุติการโจมตี ถอนตัวออกจากเลบานอนโดยสมบูรณ์ และปล่อยตัวนักโทษชาวเลบานอน

อิสราเอลโจมตีเมืองหลวงเลบานอน สังหารแกนนำฮิซบอลเลาะห์

สถานการณ์ปัจจุบันมีความตึงเครียดอย่างมาก โดยการอิสราเอลโจมตีเมืองหลวงเลบานอน สังหารแกนนำฮิซบอลเลาะห์ อาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้น

ผลกระทบจากการ อิสราเอลโจมตีเมืองหลวงเลบานอน

การอิสราเอลโจมตีเมืองหลวงเลบานอน สังหารแกนนำฮิซบอลเลาะห์ ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อชีวิตผู้คนในพื้นที่เท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและเสถียรภาพในภูมิภาคอีกด้วย การตอบโต้จากกลุ่มฮิซบอลเลาะห์อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ และอาจนำไปสู่ความรุนแรงที่เพิ่มขึ้น

  • ความสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สิน
  • ความตึงเครียดทางการเมืองที่เพิ่มขึ้น
  • การหยุดชะงักของเศรษฐกิจ
  • ความไม่แน่นอนในอนาคต

การโจมตีครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และความจำเป็นในการหาทางออกทางการทูตเพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้น การเจรจาและการประนีประนอมเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้เกิดสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

การที่อิสราเอลตัดสินใจโจมตีในครั้งนี้ แม้จะมีข้อตกลงหยุดยิงอยู่ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะจัดการกับภัยคุกคามที่รับรู้ได้จากฮิซบอลเลาะห์ ในขณะเดียวกันก็เป็นการเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดการตอบโต้และการลุกลามของความขัดแย้ง ซึ่งอาจส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อเสถียรภาพของเลบานอนและภูมิภาคโดยรวม การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งนี้อย่างยั่งยืนจึงเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างยิ่ง และต้องการความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก

ที่มา – อิสราเอลโจมตีเมืองหลวงเลบานอน สังหารแกนนำกลุ่มฮิซบอลเลาะห์

สหรัฐฯ ยืนยัน ขาย NASAMS ให้ไต้หวัน

สถานการณ์ในทะเลจีนใต้ยังคงตึงเครียด เมื่อล่าสุดทางการสหรัฐฯ ได้ยืนยันการตัดสินใจที่จะขายระบบป้องกันทางอากาศ NASAMS ให้ไต้หวัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างจีนและไต้หวัน

เมื่อวันพุธที่ 19 พฤศจิกายน 2568 สหรัฐฯ ประกาศอย่างเป็นทางการถึงข้อตกลงในการขายระบบขีปนาวุธป้องกันการโจมตีทางอากาศขั้นสูงให้แก่ไต้หวัน ซึ่งถือเป็นแพ็กเกจการขายอาวุธครั้งที่สองในรอบสัปดาห์เดียว และเป็นการแสดงออกถึงการสนับสนุนไต้หวันอย่างต่อเนื่อง

ระบบอาวุธที่ไต้หวันจะได้รับคือ ระบบขีปนาวุธภาคพื้นสู่อากาศขั้นสูงแห่งชาติ (NASAMS) ซึ่งเป็นระบบป้องกันภัยทางอากาศพิสัยกลางที่ผลิตโดยบริษัท RTX ที่น่าสนใจคือ ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก มีเพียงออสเตรเลียและอินโดนีเซียเท่านั้นที่ปัจจุบันมีระบบ NASAMS ประจำการอยู่ในกองทัพของตน

กระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ ได้เปิดเผยว่า บริษัท RTX ได้รับสัญญาว่าจ้างในการจัดหาระบบ NASAMS โดยคาดการณ์ว่ากระบวนการผลิตจะเสร็จสิ้นภายในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2574 การจัดหาอาวุธครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ ในการเสริมสร้างศักยภาพด้านการป้องกันของไต้หวัน

ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ เพิ่งอนุมัติการขายเครื่องบินขับไล่และส่วนประกอบอื่น ๆ ให้กับไต้หวันในราคา 330 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน ซึ่งนับเป็นข้อตกลงการซื้อขายอาวุธครั้งแรกที่เกิดขึ้นหลังจากที่ โดนัลด์ ทรัมป์ เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีในเดือนมกราคม การตัดสินใจครั้งนั้นได้รับการต้อนรับอย่างดีจากไต้หวัน แต่ก็สร้างความไม่พอใจให้กับจีน

ข่าวเรื่องการขายระบบป้องกันทางอากาศ NASAMS ให้ไต้หวัน เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและญี่ปุ่นกำลังตึงเครียด โดยสถานการณ์ยังไม่มีแนวโน้มว่าจะดีขึ้น หลังจากที่นางซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ได้กล่าวเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายนว่า ญี่ปุ่นอาจใช้กำลังทางทหารตอบโต้ หากจีนโจมตีไต้หวันและสถานการณ์นั้นส่งผลกระทบต่อความอยู่รอดของญี่ปุ่น

สหรัฐฯ ขายระบบป้องกันทางอากาศ NASAMS ให้ไต้หวัน

การตัดสินใจของสหรัฐฯ ในการขายระบบป้องกันทางอากาศ NASAMS ให้ไต้หวัน สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญที่สหรัฐฯ มอบให้กับการรักษาเสถียรภาพในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก และความมุ่งมั่นในการสนับสนุนไต้หวันในการเผชิญกับแรงกดดันจากจีน แม้ว่าการกระทำนี้อาจสร้างความขุ่นเคืองให้กับจีน แต่สหรัฐฯ ยังคงยืนยันถึงสิทธิของไต้หวันในการป้องกันตนเอง

NASAMS คืออะไร ทำไมสหรัฐฯ ถึงขายให้ไต้หวัน?

NASAMS หรือ National Advanced Surface-to-Air Missile System คือระบบป้องกันภัยทางอากาศแบบเคลื่อนที่ ที่ใช้ขีปนาวุธ AIM-120 AMRAAM เป็นหลัก ทำให้สามารถตรวจจับและทำลายเป้าหมายทางอากาศได้หลากหลายประเภท ทั้งเครื่องบิน ขีปนาวุธ และโดรน การที่สหรัฐฯ ตัดสินใจขายระบบนี้ให้กับไต้หวัน มีจุดประสงค์เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการป้องกันภัยทางอากาศของไต้หวัน และเป็นการส่งสัญญาณไปยังจีนว่า สหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับการรักษาความมั่นคงในภูมิภาคนี้

  • เพิ่มขีดความสามารถในการป้องกันภัยทางอากาศของไต้หวัน
  • ส่งสัญญาณไปยังจีนเกี่ยวกับการสนับสนุนไต้หวันอย่างต่อเนื่อง
  • รักษาสมดุลทางทหารในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

การขายระบบป้องกันทางอากาศ NASAMS ให้ไต้หวัน เป็นการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ที่ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และสถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การที่ไต้หวันมีระบบป้องกันภัยทางอากาศที่ทันสมัย จะช่วยเพิ่มความมั่นใจในการรักษาความปลอดภัยของตนเอง และอาจเป็นปัจจัยที่ช่วยลดความตึงเครียดในระยะยาวได้

อย่างไรก็ตาม การกระทำนี้ย่อมส่งผลให้จีนไม่พอใจอย่างมาก และอาจนำไปสู่การตอบโต้ในรูปแบบต่างๆ ซึ่งอาจรวมถึงการเพิ่มแรงกดดันทางการทหารต่อไต้หวัน หรือการดำเนินมาตรการทางเศรษฐกิจต่อสหรัฐฯ ดังนั้น การติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและการรักษาสมดุลในการดำเนินนโยบายจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ที่มา – สหรัฐฯ คอนเฟิร์ม ขายระบบป้องกันทางอากาศ NASAMS ให้ไต้หวัน

Scroll to top