สหรัฐ

“อนุทิน” ไม่ตอบปมปล่อยตัว 18 เชลยศึก ปัดสหรัฐฯ กดดัน

สถานการณ์การเมืองไทยยังคงเป็นที่จับตามอง โดยเฉพาะประเด็นร้อนเรื่องการปล่อยตัวเชลยศึกกัมพูชา 18 คน ที่กำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ล่าสุด “อนุทิน” ไม่ตอบปมปล่อยตัว 18 เชลยศึก ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (รมว.กต.) ปฏิเสธว่าประเด็นนี้ไม่เกี่ยวข้องกับแรงกดดันด้านภาษีจากสหรัฐอเมริกา

เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี ได้แก่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้เดินทางเยือนสาธารณรัฐสิงคโปร์อย่างเป็นทางการ เพื่อกระชับความสัมพันธ์และผลักดันความร่วมมือระหว่างสองประเทศ

หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจที่สิงคโปร์ นายกรัฐมนตรีเดินทางกลับถึงประเทศไทย ณ ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง ซึ่งผู้สื่อข่าวได้พยายามสอบถามถึงกระแสข่าวการปล่อยตัวเชลยศึกกัมพูชาทั้ง 18 คน ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงในขณะนั้น อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีไม่ได้ให้สัมภาษณ์หรือตอบคำถามใดๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้

ด้านนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เท่าที่ทราบได้รับรายงานว่าจะมีการปล่อยตัวเชลยศึกในวันที่ 12 พฤศจิกายนนี้ แต่ขอให้ฝ่ายความมั่นคงเป็นผู้ยืนยันข้อมูลอีกครั้งหนึ่ง โดยการปล่อยตัวเป็นไปตามเงื่อนไขที่ประเทศไทยได้กำหนดไว้ก่อนหน้านี้ รวมถึงการเคลื่อนย้ายอาวุธหนักเพื่อเปิดพื้นที่เก็บกู้ทุ่นระเบิด ส่วนรายละเอียดเกี่ยวกับวันที่ปล่อยตัวที่แน่นอนนั้น ยังต้องรอการยืนยันอีกครั้ง

“อนุทิน” ไม่ตอบปมปล่อยตัว 18 เชลยศึก

นอกจากนี้ นายสีหศักดิ์ ยังได้ยืนยันว่า การปล่อยตัวเชลยศึกครั้งนี้ไม่มีข้อแลกเปลี่ยนใดๆ เพิ่มเติม และปฏิเสธกระแสข่าวที่ว่าการปล่อยตัวเป็นผลมาจากข้อตกลงแลกเปลี่ยนภาษีนำเข้าสินค้าไทยของสหรัฐฯ เป็นศูนย์ โดยยืนยันว่าทุกอย่างเป็นไปตามการลงนามในเอกสารที่เกี่ยวข้อง

ประเด็นการปล่อยตัวเชลยศึกกัมพูชา 18 คน ยังคงเป็นที่สนใจของประชาชนและสื่อมวลชนอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รวมถึงประเด็นด้านความมั่นคงและสิทธิมนุษยชน การที่นายกรัฐมนตรี“อนุทิน” ไม่ตอบปมปล่อยตัว 18 เชลยศึก ทำให้เกิดคำถามและความสงสัยในหมู่ประชาชนมากยิ่งขึ้น

ความสำคัญของการปล่อยตัวเชลยศึก

การปล่อยตัวเชลยศึกถือเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งด้านความมั่นคง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และหลักมนุษยธรรม การที่รัฐบาลไทยตัดสินใจปล่อยตัวเชลยศึกกัมพูชา 18 คน ย่อมมีเหตุผลและเบื้องหลังที่ต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วน แม้ว่า “อนุทิน” ไม่ตอบปมปล่อยตัว 18 เชลยศึก แต่เชื่อว่ารัฐบาลจะดำเนินการทุกอย่างโดยคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชน

การที่ รมว.กต. ออกมาปฏิเสธว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกับแรงกดดันด้านภาษีจากสหรัฐฯ ก็เป็นการยืนยันว่าการตัดสินใจดังกล่าวเป็นไปตามกระบวนการและข้อตกลงที่ได้ทำไว้ก่อนหน้านี้ การเปิดเผยข้อมูลและรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้ จะช่วยลดความเคลือบแคลงสงสัยและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชน

  • ประเด็นที่น่าสนใจ: ความโปร่งใสในการตัดสินใจของรัฐบาล
  • สิ่งที่ควรจับตา: ผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
  • ข้อเสนอแนะ: รัฐบาลควรชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติมเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง

การที่นายกฯ “อนุทิน” ไม่ตอบปมปล่อยตัว 18 เชลยศึก อาจเป็นเพราะเรื่องนี้ยังอยู่ในกระบวนการที่ต้องดำเนินการอย่างระมัดระวัง แต่การสื่อสารที่ชัดเจนและเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้อง จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและความเข้าใจให้กับประชาชนได้มากยิ่งขึ้น

ที่มา – “อนุทิน” ไม่ตอบปมปล่อยตัว 18 เชลยศึก-รมว.กต. ปัดโยง “สหรัฐฯ” กดดันภาษี

ชาวอเมริกันนับล้าน ใช้สิทธิเลือกตั้งหลายรัฐ: ทรัมป์ 2.0?

ชาวอเมริกันนับล้านคนออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งในหลายรัฐ รวมถึงศึกชิงนายกเทศมนตรีนิวยอร์ก และศึกชิงผู้ว่าฯ รัฐเวอร์จิเนียกับนิวเจอร์ซีย์ ซึ่งถูกมองว่าเป็นบททดสอบของนายทรัมป์

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ชาวอเมริกันนับล้านกำลังออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งนายกเทศมนตรีและผู้ว่าฯ ในหลายรัฐทั้ง นิวยอร์ก, เวอร์จิเนีย และนิวเจอร์ซีย์ ในวันอังคารที่ 4 พ.ย. 2568 ในขณะที่รัฐแคลิฟอร์เนียจะมีการโหวตแก้รัฐธรรมนูญท้องถิ่น ซึ่งอาจทำให้เดโมแครตมี สส.เพิ่มอีก 5 คน

ศึกชิงผู้ว่าการรัฐเวอร์จิเนียและนิวเจอร์ซีย์ถูกมองว่าเป็นการทดสอบของนายทรัมป์ โดยรีพับลิกันได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในรัฐสีน้ำเงิน (เดโมแครต) 2 แห่งนี้ นับตั้งแต่ที่ทรัมป์แพ้การเลือกตั้งในปี 2563 และการเลือกตั้งในวันนี้จะเป็นตัวบ่งชี้ว่า ความก้าวหน้าดังกล่าวยั่งยืนเพียงใด โดยเฉพาะผู้โหวตชาวละติน ที่เทคะแนนเสียงให้ทรัมป์ในการเลือกตั้งปี 2567 ทั้งที่เมื่อก่อนต่อต้านพรรครีพับลิกันอย่างแข็งขัน

ส่วนฝ่ายเดโมแครต พวกเขาใช้เวลาตลอดปีที่ผ่านมาเพื่อหาทางพลิกสถานการณ์ โดยการเสนอชื่อผู้สมัครที่ไม่มีความเสียหายจากความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งปี 2567 และผู้สมัครของพวกเขาในรัฐเวอร์จิเนียกับนิวเจอร์ซีย์ก็ล้วนมีคะแนนนิยมนำหน้าคู่แข่งจากรีพับลิกัน

แอนดรูว์ คูโอโม ผู้สมัครอิสระ, เคอร์ติส ซลิวา ผู้สมัครจากพรรครีพับลิกัน และ ซอห์ราน มัมดานี ผู้สมัครจากพรรคเดโมแครต
แอนดรูว์ คูโอโม ผู้สมัครอิสระ, เคอร์ติส ซลิวา ผู้สมัครจากพรรครีพับลิกัน และ ซอห์ราน มัมดานี ผู้สมัครจากพรรคเดโมแครต

ชาวอเมริกันนับล้าน ใช้สิทธิเลือกตั้งหลายรัฐ: บททดสอบแรกของทรัมป์ 2.0

การเลือกตั้งนายกเทศมนตรีนครนิวยอร์ก ดึงความสนใจของคนทั้งประเทศ หลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาสนับสนุนนายแดนดรูว์ คูโอโม อดีตคู่แข่งทางการเมืองของตัวเอง เพื่อขัดขวางไม่ให้ นายซอห์ราน มัมดานี ผู้สมัครวัย 34 ปี จากพรรคเดโมแครต ได้เป็นนายกเทศมนตรีนิวยอร์กที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์

ก่อนหน้านี้นายมัมดานี ผู้ประกาศตนเป็นนักสังคมนิยมประชาธิปไตย และเป็นตัวเต็งในการเลือกตั้งครั้งนี้ เอาชนะนายคูโอโมมา และผู้สมัครจากพรรคเดโมแครตอีก 9 คน ในการเลือกตั้งขั้นต้นแบบไพรมารี ด้วย “แคมเปญรากหญ้า” สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้มีสิทธิเลือกตั้งอายุน้อย ด้วยสัญญาว่าจะทำให้นครนิวยอร์กมีค่าครองชีพที่เข้าถึงได้มากขึ้น

ชัยชนะในการเลือกตั้งขั้นต้นของมัมดานีปลุกฐานเสียงของพรรคเดโมแครตบางส่วนให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง และทำให้เขากลายเป็นคู่ปรับของพรรครีพับลิกันทั่วประเทศ

ด้านนายคูโอโม ตัดสินใจจะลงชิงตำแหน่งนายกเทศมนตรีนิวยอร์กในฐานะผู้สมัครอิสระ โดยเขาวิจารณ์นายมัมดานีว่า มีประสบการณ์น้อยเกินไปที่จะรับมือกับทรัมป์ คูโอโมยังโต้แย้งด้วยว่า นโยบายหาเสียงของมัมดานี ซึ่งรวมถึงบริการรถโดยสารฟรี และการดูแลเด็กเล็กถ้วนหน้า (universal childcare) นั้น ไม่สามารถทำได้จริง

หากนายมัมดานีได้รับเลือก เขาจะกลายเป็นนายกเทศมนตรีมุสลิมคนแรกของเมือง และด้วยวัย 34 ปี เขาจะกลายเป็นนายกเทศมนตรีที่อายุน้อยที่สุดในรอบกว่าหนึ่งศตวรรษ

แจ็ค ชัตตาเรลลี จากพรรครีพับลิกัน กับ มิคกี้ เชอร์ริลล์ จากพรรคเดโมแครต
แจ็ค ชัตตาเรลลี จากพรรครีพับลิกัน กับ มิคกี้ เชอร์ริลล์ จากพรรคเดโมแครต

เลือกตั้งผู้ว่าการรัฐนิวเจอร์ซีย์

ผู้สมัครตัวเก็ง 2 คนในการเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐนิวเจอร์ซีย์ กำลังมีการแข่งขันที่สูสีกันอย่างมาก

โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ใช้วิธีหาเสียงทางไกลสนับสนุนนายแจ็ค ชัตตาเรลลี จากพรรครีพับลิกัน ผู้แพ้การเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐอย่างฉิวเฉียดเมื่อสี่ปีก่อน ขณะที่ ส.ส. มิคกี้ เชอร์ริลล์จากพรรคเดโมแครต ซึ่งเป็นอดีตนักบินกองทัพเรือ ได้จัดการชุมนุมสนับสนุนร่วมกับอดีตประธานาธิบดีบารัก โอบามา เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา และมีคะแนนนำชัตตาเรลลีเล็กน้อยในการสำรวจความคิดเห็นล่าสุด

ผลสำรวจยังแสดงให้เห็นว่าประเด็นต่าง ๆ เช่นเรื่องความสามารถในการซื้อหรือเช่าที่อยู่อาศัย และปัญหาค่าไฟฟ้าสูง เป็นเรื่องที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ความสำคัญที่สุด แต่การแข่งขันในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาถูกครอบงำด้วยการโจมตีกันในเรื่องส่วนตัวจากทั้ง 2 ฝ่าย

หากเชอร์ริลล์ชนะ นี่จะเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ทศวรรษ 60 ที่ผู้ว่าการรัฐนิวเจอร์ซีย์มาจากพรรคการเมืองเดียวกันถึง 3 สมัยติดต่อกัน

วินซัม เอิร์ล-เซียร์ส จากพรรครีพับลิกัน กับ อาบิเกล สแปนเบอร์เกอร์ จากพรรคเดโมแครต
วินซัม เอิร์ล-เซียร์ส จากพรรครีพับลิกัน กับ อาบิเกล สแปนเบอร์เกอร์ จากพรรคเดโมแครต

เลือกตั้งผู้ว่าการรัฐเวอร์จิเนีย

พรรคเดโมแครตกำลังหวังว่าประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยเดิมอีก เนื่องจากพรรคที่เป็นผู้กุมอำนาจในทำเนียบขาวมักจะพ่ายแพ้การเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐเวอร์จิเนีย

ในระหว่างการรณรงค์หาเสียง อาบิเกล สแปนเบอร์เกอร์ จากพรรคเดโมแครตและเป็นอดีตสมาชิกสภาคองเกรส กล่าวจู่โจมด้วยประเด็นเรื่องค่าครองชีพสูง และความไม่สบายใจของผู้โหวตเรื่องการลดจำนวนบุคลากรของรัฐบาลกลางในยุคของนายทรัมป์

ส่วนนางวินซัม เอิร์ล-เซียร์ส ซึ่งเป็นรองผู้ว่าการรัฐเวอร์จิเนีย ได้หาเสียงโดยมุ่งเน้นไปที่การปราบปรามอาชญากรรม, การลดภาษี และข้อเรียกร้องให้ห้ามนักเรียนข้ามเพศใช้พื้นที่กีฬาและห้องน้ำสำหรับผู้หญิงในโรงเรียนรัฐบาล

ไม่ว่าผู้สมัครคนใดจะชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้ พวกเธอก็จะสร้างประวัติศาสตร์ในฐานะผู้ว่าการรัฐหญิงคนแรกของเวอร์จิเนีย โดยในกรณีของ เอิร์ล-เซียร์ส เธอจะเป็นสตรีผิวสีคนแรกที่ได้รับเลือกเป็นผู้ว่าการรัฐในสหรัฐอเมริกาด้วย

การแบ่งเขตเลือกตั้งแคลิฟอร์เนีย

ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในรัฐแคลิฟอร์เนียจะเป็นผู้ตัดสินใจว่า จะอนุมัติแผนที่เขตเลือกตั้งรัฐสภาใหม่หรือไม่ ซึ่งอาจทำให้พรรคเดโมแครตได้รับที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรเพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 5 ที่นั่ง

ญัตติที่ 50 (Proposition 50) ซึ่งจะแทนที่แนวเขตเลือกตั้งรัฐสภาชุดปัจจุบันของแคลิฟอร์เนียด้วยแผนที่ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อพรรคเดโมแครต เป็นกลยุทธ์ตอบโต้ของนายเกวิน นิวซัม ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย หลังโดนัลด์ ทรัมป์ ผลักดันให้รัฐเท็กซัสและรัฐอื่น ๆ ที่นำโดยพรรครีพับลิกัน แบ่งเขตเลือกตั้งรัฐสภาใหม่ เพื่อให้พรรครีพับลิกันมีโอกาสมากขึ้นในการรักษาเสียงข้างมากที่ฉิวเฉียดเอาไว้

หากญัตติที่ 50 ได้รับการโหวตอนุมัติ ซึ่งมีแนวโน้มจะเป็นไปได้ด้วย เขตเลือกตั้งใหม่นี้อาจช่วยให้พรรคเดโมแครตชนะที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรได้เพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 5 ที่นั่ง ในการเลือกตั้งปี 2570, 2572 และ 2574 ซึ่งเป็นปีที่ญัตติหมดอายุ ก่อนจะส่งคืนอำนาจในการกำหนดแนวเขตให้กับคณะกรรมการอิสระของประชาชนเพื่อการแบ่งเขตเลือกตั้งของรัฐ

นอกจากการเลือกตั้งดังกล่าวแล้ว ในวันเดียวกันนี้ยังมีการโหวตอื่น ๆ ที่น่าจับตามองเช่นการโหวตตำแหน่งผู้พิพากษาศาลสูงสุดรัฐเพนซิลเวเนีย 3 ตำแหน่ง ซึ่งจะตัดสินว่า เดโมแครตจะรักษาเสียงข้างมากที่ 5 ต่อ 2 เอาไว้ได้หรือไม่ และการเลือกตั้งในเขตที่ 18 ของรัฐเท็กซัส เพื่อหาผู้มาแทน ส.ส. ซิลเวสเตอร์ เทอร์เนอร์ จากเดโมแครตที่เสียชีวิตไปก่อนหน้านี้

สถานการณ์ ชาวอเมริกันนับล้าน ใช้สิทธิเลือกตั้งหลายรัฐ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมทางการเมืองในทุกระดับ การตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้งเหล่านี้จะส่งผลกระทบอย่างมากต่ออนาคตของประเทศและชุมชนของพวกเขา

บทบาทของทรัมป์กับการเลือกตั้ง ชาวอเมริกันนับล้าน ใช้สิทธิเลือกตั้งหลายรัฐ

เป็นที่น่าจับตามองว่า อิทธิพลของอดีตประธานาธิบดีทรัมป์ ยังคงมีผลต่อการตัดสินใจของประชาชนอย่างไร การเลือกตั้งครั้งนี้จึงถือเป็นบททดสอบสำคัญที่ชี้วัดถึงแนวโน้มทางการเมืองในอนาคตของสหรัฐอเมริกา

การที่ชาวอเมริกันนับล้าน ใช้สิทธิเลือกตั้งหลายรัฐ นั้นแสดงให้เห็นถึงความตื่นตัวทางการเมืองของประชาชน และเป็นการยืนยันว่าประชาธิปไตยยังคงมีชีวิตชีวาอยู่ สิ่งที่เกิดขึ้นในการเลือกตั้งครั้งนี้ จะเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับนักวิเคราะห์และนักการเมืองในการวางแผนกลยุทธ์สำหรับอนาคต

ที่มา – ชาวอเมริกันนับล้าน ใช้สิทธิเลือกตั้งหลายรัฐ บททดสอบแรกของทรัมป์ 2.0

อิหร่านกร้าว! สร้างโรงงานนิวเคลียร์ใหม่ให้แกร่งกว่าเดิม

สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางยังคงร้อนระอุ เมื่อประธานาธิบดีอิหร่านประกาศกร้าวถึงความตั้งใจที่จะสร้างโรงงานนิวเคลียร์แห่งใหม่ให้แข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม หลังโรงงานเดิมถูกโจมตีเสียหาย นี่เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงความมุ่งมั่นของอิหร่านในการพัฒนาโครงการนิวเคลียร์ต่อไป แม้จะเผชิญกับแรงกดดันและการคว่ำบาตรจากนานาชาติ

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา นายมาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่าน ได้กล่าวระหว่างการเยือนองค์กรพลังงานปรมาณูแห่งอิหร่านในกรุงเตหะราน ถึงแผนการ อิหร่านกร้าว จะสร้างโรงงานนิวเคลียร์ใหม่ ให้แข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม โดยเน้นย้ำว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจะไม่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเทคโนโลยีนิวเคลียร์ของประเทศ

“การทำลายอาคาร… จะไม่ทำให้เราต้องถอยหลัง” นายเปเซชเคียนกล่าวย้ำ พร้อมเสริมว่านักวิทยาศาสตร์ชาวอิหร่านยังคงมีความรู้ความชำนาญด้านนิวเคลียร์ที่จำเป็นอยู่ แม้จะไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับแผนการก่อสร้างโรงงานใหม่

อิหร่านกร้าว จะสร้างโรงงานนิวเคลียร์ใหม่ ให้แข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม

คำประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์ความรุนแรงล่าสุดในภูมิภาค โดยเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา อิสราเอลได้เปิดฉากการโจมตีอิหร่านครั้งใหญ่ ซึ่งมุ่งเป้าไปที่โรงงานนิวเคลียร์ ฐานทัพทหาร และพื้นที่ที่อยู่อาศัย ทำให้เกิดความเสียหายและมีผู้เสียชีวิต รวมถึงนักวิทยาศาสตร์ระดับสูงของอิหร่าน

อิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธไปยังเมืองต่างๆ ของอิสราเอล ก่อนที่สหรัฐฯ จะเข้ามาแทรกแซงด้วยการส่งเครื่องบินรบเพื่อทิ้งระเบิดทำลายโรงงานเสริมสมรรถนะนิวเคลียร์ใต้ดินของอิหร่าน

ทำไมอิหร่านถึง อิหร่านกร้าว จะสร้างโรงงานนิวเคลียร์ใหม่ ให้แข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม

แม้ว่าอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ จะเคยอ้างว่าการโจมตีดังกล่าวได้ทำลายโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านจนสิ้นซากแล้ว แต่ขอบเขตความเสียหายที่แท้จริงยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ และการประกาศล่าสุดของประธานาธิบดีอิหร่านก็เป็นการยืนยันว่าโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านยังคงดำเนินต่อไป

ในขณะเดียวกัน ประเทศโอมาน ซึ่งเป็นตัวกลางในการเจรจาระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ มาโดยตลอด ได้เรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายกลับมาเจรจากันอีกครั้งเพื่อแก้ไขความขัดแย้ง อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ทางการเมืองที่ซับซ้อนและความไม่ไว้วางใจระหว่างประเทศ ทำให้การเจรจาประสบความยากลำบาก

นางสาวฟาติเมห์ โมฮาเจรานี โฆษกรัฐบาลอิหร่าน ยืนยันว่ารัฐบาลได้รับข้อความเกี่ยวกับการรื้อฟื้นกระบวนการทางการทูต แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเนื้อหาของการเจรจา

นอกจากนี้ สหประชาชาติได้กลับมาบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรกับอิหร่านอีกครั้ง หลังจากที่อังกฤษ เยอรมนี และฝรั่งเศส ได้ใช้กลไก “snapback” โดยอ้างว่าอิหร่านไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงนิวเคลียร์ปี 2558

สถานการณ์ที่ อิหร่านกร้าว จะสร้างโรงงานนิวเคลียร์ใหม่ ให้แข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม นั้นเป็นเรื่องที่น่ากังวล และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงมากยิ่งขึ้นในภูมิภาค การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและการเจรจาทางการทูตจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อหลีกเลี่ยงหายนะที่อาจเกิดขึ้น

โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านยังคงเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและมีความสำคัญต่อความมั่นคงในระดับโลก การที่อิหร่านยืนกรานที่จะพัฒนาเทคโนโลยีนิวเคลียร์ต่อไป ท่ามกลางแรงกดดันจากนานาชาติ ทำให้สถานการณ์มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น การเจรจาและการประนีประนอมจึงเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งนี้อย่างยั่งยืน

ที่มา – อิหร่านกร้าว จะสร้างโรงงานนิวเคลียร์ใหม่ ให้แข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม

ทรัมป์สั่งทดสอบนิวเคลียร์ครั้งแรกรอบ 30 ปี

โดนัลด์ ทรัมป์ สั่งเพนทากอนกลับมาทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ เป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี สร้างความตื่นตะลึงไปทั่วโลก การตัดสินใจนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นระหว่างประเทศมหาอำนาจ และจุดประกายความกังวลเกี่ยวกับการแข่งขันอาวุธครั้งใหม่

คำสั่งดังกล่าวเกิดขึ้นขณะที่ทรัมป์กำลังจะเข้าร่วมการประชุมด้านการค้ากับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน โดยทรัมป์อ้างว่าการดำเนินการนี้เป็นการตอบโต้การขยายคลังแสงนิวเคลียร์ของประเทศอื่น ๆ

ทรัมป์ประกาศเรื่องนี้ผ่านทรูธ โซเชียล ขณะเดินทางไปยังการเจรจาการค้า โดยระบุว่าได้สั่งให้กระทรวงกลาโหมเริ่มการทดสอบนิวเคลียร์ทันที เพื่อให้สหรัฐฯ “ดำเนินการในระดับที่เท่าเทียมกับประเทศมหาอำนาจนิวเคลียร์อื่น”

“เนื่องจากประเทศอื่นยังคงมีโครงการทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ ผมจึงได้สั่งให้กระทรวงสงครามเริ่มการทดสอบในระดับเท่ากัน กระบวนการนี้จะเริ่มต้นในทันที” ทรัมป์กล่าว

ทรัมป์สั่งเพนทากอนกลับมาทดสอบอาวุธนิวเคลียร์

ยังไม่ชัดเจนว่าคำสั่งของทรัมป์หมายถึงการทดสอบแบบนิวเคลียร์ระเบิดจริง หรือเพียงการทดสอบขีปนาวุธที่สามารถติดหัวรบนิวเคลียร์ได้ การทดสอบนิวเคลียร์ระเบิดจริงนั้น อยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงานความมั่นคงนิวเคลียร์แห่งชาติ (NNSA).

การตัดสินใจของทรัมป์เกิดขึ้นหลังจากที่จีนเพิ่มจำนวนหัวรบนิวเคลียร์อย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา CSIS คาดว่าจีนจะมีอาวุธนิวเคลียร์เกิน 1,000 ลูกภายในปี 2030 ในขณะที่รัสเซียก็เพิ่งประกาศการทดสอบขีปนาวุธร่อนติดนิวเคลียร์รุ่นใหม่

ทรัมป์เคยเรียกร้องให้ประธานาธิบดีปูตินของรัสเซียยุติการทดสอบขีปนาวุธและหันไปยุติสงครามในยูเครนแทน ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ปูตินได้แสดงแสนยานุภาพด้านนิวเคลียร์ต่อสาธารณะหลายครั้ง

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยเสนอให้จัดการเจรจาควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ร่วมกับรัสเซียและจีน อย่างไรก็ตาม จีนตอบกลับว่าการเข้าร่วมข้อตกลงดังกล่าวเป็น “เรื่องไม่สมเหตุสมผลและไม่เป็นจริง” เพราะคลังนิวเคลียร์ของจีนยังมีขนาดเล็กกว่ามากเมื่อเทียบกับสหรัฐฯ และรัสเซีย

ผลกระทบของการ ทรัมป์สั่งเพนตากอนกลับมาทดสอบอาวุธนิวเคลียร์

การประกาศครั้งนี้ถือเป็นการพลิกนโยบายด้านนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ ครั้งใหญ่ที่สุดในรอบสามทศวรรษ และอาจจุดชนวนการแข่งขันอาวุธครั้งใหม่ระหว่างสามชาติมหาอำนาจนิวเคลียร์ของโลก ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นมีดังนี้:

  • ความตึงเครียดระหว่างประเทศที่เพิ่มสูงขึ้น: การทดสอบอาวุธนิวเคลียร์จะถูกมองว่าเป็นการยั่วยุและอาจนำไปสู่การเผชิญหน้าที่รุนแรงยิ่งขึ้น
  • การแข่งขันอาวุธที่ทวีความรุนแรง: ประเทศอื่น ๆ อาจรู้สึกว่าจำเป็นต้องเพิ่มคลังแสงนิวเคลียร์ของตนเองเพื่อตอบโต้การกระทำของสหรัฐฯ
  • ความเสี่ยงของการเกิดสงครามนิวเคลียร์: การเพิ่มจำนวนอาวุธนิวเคลียร์และความตึงเครียดที่สูงขึ้น เพิ่มโอกาสที่จะเกิดการใช้อาวุธนิวเคลียร์โดยไม่ได้ตั้งใจหรือโดยเจตนา

สถานการณ์นี้มีความน่ากังวลอย่างยิ่ง และเรียกร้องให้มีการเจรจาและการทูตอย่างเร่งด่วน เพื่อลดความตึงเครียดและป้องกันไม่ให้เกิดการแข่งขันอาวุธแบบควบคุมไม่ได้

การตัดสินใจของ ทรัมป์สั่งเพนตากอนกลับมาทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายที่ซับซ้อนในการรักษาสันติภาพและความมั่นคงในโลกยุคปัจจุบัน การควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ยังคงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

ที่มา – ทรัมป์สั่งเพนตากอนกลับมาทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ เป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี

ทรัมป์-สี จิ้นผิง พบที่ปูซาน คุยอะไรกัน?

โดนัลด์ ทรัมป์ กับ สี จิ้นผิง เตรียมประชุมสุดยอดร่วมกันเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี โดยคาดกันว่าจะหารือกันเรื่องปัญหาต่างๆ ทั้ง ภาษี, TikTok, แร่หายาก, เฟนทานิล และสงครามรัสเซียยูเครน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ คาดหวังว่าการประชุมกับ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่เกาหลีใต้ จะสามารถ แก้ไข “ปัญหามากมาย” ระหว่างสหรัฐฯ และจีนได้ ในขณะที่ความตึงเครียดของทั้งสองฝ่ายพุ่งสูง หลังสหรัฐฯ ขู่ตั้งกำแพงภาษีสินค้าจีนอีก 100% ตอบโต้ที่แดนมังกรจำกัดการส่งออกแร่ธาตุหายากเพิ่มขึ้น

ตั้งแต่เดือนสิงหาคม เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และจีนเจรจาการค้ามาตลอด และมีการจัดทำกรอบข้อตกลงแล้ว โดยนายทรัมป์กล่าวในการประชุม APEC ที่เกาหลีใต้ว่า ข้อตกลงที่คาดว่าจะเกิดขึ้นนั้น จะเป็นผลดีและน่าตื่นเต้นสำหรับทุกคน อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มีความคาดหวังเพียงเล็กน้อยว่า การพบกันครั้งนี้ จะมีการบรรลุข้อตกลงที่ฟื้นฟูความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศได้จริง

ทรัมป์-สี จิ้นผิง จ่อพบกันที่ปูซาน เตรียมคุยเรื่องอะไรบ้าง?

คาดกันว่า ประเด็นที่ผู้นำทั้งสองคนจะหารือกันจะครอบคลุมถึงเรื่อง กำแพงภาษีทางการค้า, การลักลอบขนยาเฟนทานิล ซึ่งเป็นยาเสพติดที่คร่าชีวิตผู้คนในสหรัฐฯ ปีละหลายหมื่นคน, การควบคุมการส่งออกแร่หายาก (rare-earth) ของจีนกับการนำเข้าถั่วเหลืองสหรัฐฯ ของจีน

นอกจากนั้นยังมีเรื่อง การควบคุมการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์ของสหรัฐฯ, ประเด็นด้านภูมิรัฐศาสตร์และความมั่นคง โดยเฉพาะ สงครามรัสเซียยูเครน และจุดยืนของสหรัฐฯ เรื่องไต้หวัน, ค่าธรรมเนียมท่าเรือสำหรับเรือจีนที่จอดเทียบท่าในสหรัฐฯ และการสรุปข้อตกลงเพื่อซื้อ TikTok

ศ.อเลฮานโดร เรเยส จากภาควิชาการเมืองและรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮ่องกงบอกกับ อัลจาซีรา ว่า สหรัฐฯ กับจีนต้องการที่จะ ประคับประคองความสัมพันธ์การเป็นคู่แข่งที่น่าหงุดหงิดใจนี้เอาไว้ แต่ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน

สำหรับสหรัฐฯ เป้าหมายคือการแสดงให้เห็นว่าท่าทีที่แข็งกร้าวต่อจีนของพวกเขานั้น “ได้ผลลัพธ์แล้ว” นายทรัมป์เข้าร่วมการประชุมสุดยอดนี้หลังจากลงนามข้อตกลงการค้ากับ มาเลเซีย, กัมพูชา และญี่ปุ่น เชื่อมโยงการเข้าถึงตลาดเข้ากับการร่วมมือด้านความมั่นคงแห่งชาติโดยตรง

ส่วนจีน สิ่งที่พวกเขาให้ความสำคัญมากที่สุดคือ “การแสดงออกถึงความสงบและความอดทน” การประชุมครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากการประชุมเต็มคณะครั้งที่สี่ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งเป็นการย้ำยืนยันอำนาจของผู้นำจีน สี จิ้นผิง และกำหนดทิศทางสำหรับแผนพัฒนาประเทศในอีก 5 ปีข้างหน้า

อย่างไรก็ตาม ศ.เรเยสกล่าวด้วยว่า การหารือเกี่ยวกับข้อพิพาทเรื่องกำแพงภาษีทางการค้า, แร่หายาก, เทคโนโลยี AI และยุทธศาสตร์ภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งเป็นประเด็นที่กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีนในปัจจุบันมากที่สุดนั้น จะไม่สามารถแก้ไขได้โดยง่าย

ความเสียหายในยูเครน
ความเสียหายในยูเครน

ประเด็นที่เป็นอุปสรรคสำคัญ

-ยาเฟนทานิล

หนึ่งในประเด็นที่เป็นอุปสรรคสำคัญที่สุดคือเรื่อง ยาเฟนทานิล ซึ่งเป็นยาอันตรายที่ไหลเข้าสหรัฐฯ จากจีน ซึ่งนายทรัมป์เคยขึ้นภาษีสินค้าจีนในอัตรา 20% เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ เพื่อกดดันให้จีนเพิ่มการควบคุมการส่งออกสารตั้งต้นของยาชนิดนี้

น.ส.บอนนี เกลเซอร์ กรรมการผู้จัดการโครงการอินโด-แปซิฟิกของ German Marshall Fund of the United States (GMF) มองว่า ปัญหานี้เป็นประเด็นที่ขัดแย้งกันอย่างมาก แต่จีนอาจพร้อมให้ความร่วมมือในการปราบปรามการฟอกเงินของอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับการค้าเฟนทานิล

ขณะที่ The Wall Street Journal รายงานว่า ในการประชุมครั้งนี้ จีนอาจให้คำมั่นว่าจะควบคุมสารตั้งต้นในการผลิตเฟนทานิลมากขึ้น และหากบรรลุข้อตกลง ทรัมป์อาจลดภาษีที่เกี่ยวกับเฟนทานิลลงได้ถึง 10%

-กำแพงภาษีทางการค้า

หลังจากสหรัฐฯ ขึ้นภาษีเรื่องเฟนทานิล จีนตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีสินค้าเกษตรสหรัฐฯ 15% ก่อนที่สงครามภาษีจะทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อทรัมป์ขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนเป็น 145% และจีนโต้กลับที่ 125% แม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะลดภาษีลงเหลือ 30% และ 10% และตกลงสงบศึกเป็นเวลา 90 วัน (ขยายเวลาไปแล้ว 2 ครั้ง) แต่ก็ยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงทางการค้าได้จนถึงทุกวันนี้

-แร่หายากกับถั่วเหลือง

จีนจำกัดการส่งออกแร่หายาก 12 ชนิด (7 ชนิดในเดือนเมษายน และอีก 5 ชนิดในเดือนตุลาคม) และเครื่องจักรที่เกี่ยวข้อง โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงและเป็นการตอบโต้สหรัฐฯ โดยแร่หายากเหล่านี้ คือโลหะที่สำคัญต่ออุตสาหกรรมกลาโหม และ AI ส่งผลให้นายทรัมป์ขู่ขึ้นภาษีสินค้าจีน 100% และขู่ควบคุมการส่งออกซอฟต์แวร์ด้วย

อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ คาดว่า จีนจะชะลอการจำกัดการส่งออกแร่หายาก และการขู่ขึ้นภาษี 100% อาจถูกยกเลิกไปพร้อมทั้งคาดว่าจีนจะตกลงเพิ่มการซื้อถั่วเหลืองสหรัฐฯ

ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าข้อพิพาทการค้านี้อาจมีทางออกที่ดี แต่ไม่เชื่อว่าความตึงเครียดพื้นฐานจะคลี่คลาย เพราะปัญหาอยู่ลึกกว่าเศรษฐกิจและต้องอาศัยการบริหารจัดการที่ดีและมองข้ามแนวคิดที่ว่า ผลประโยชน์ของคนอื่นจะเท่ากับผลขาดทุนของตัวเอง (zero-sum game)

แร่หายาก
แร่หายาก

-เทคโนโลยีและ TikTok

ในเดือนกันยายน นายทรัมป์ได้ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารเพื่อให้มีการ โอนทรัพย์สินของ TikTok ในสหรัฐฯ ไปยังนักลงทุนชาวสหรัฐฯ แล้ว โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ ขณะที่นายสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังกล่าวว่า สหรัฐฯ และจีน “บรรลุข้อตกลงสุดท้ายเกี่ยวกับ TikTok แล้ว” ซึ่งจะมีการสรุปในการประชุมนี้

แต่นักวิเคราะห์เชื่อว่า ข้อตกลงดังกล่าวจะไม่ยุติความขัดแย้งเรื่องชิป, AI และการควบคุมทางดิจิทัล

ในเดือนตุลาคม สหรัฐฯ ขึ้นบัญชีดำบริษัทเทคโนโลยีจีนหลายร้อยแห่ง และจำกัดการส่งออกชิป AI ขั้นสูงของ Nvidia ไปยังจีน ซึ่งทำให้ปักกิ่งไม่พอใจและเริ่ม สอบสวนการผูกขาดของ Nvidia และ Qualcomm ซึ่งนายทรัมป์กล่าวเมื่อวันพุธว่า เขาอาจจะหารือเรื่องชิป Nvidia กับสี จิ้นผิง ในการประชุมวันพฤหัสบดีนี้

-ปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์

ทรัมป์ต้องการใช้โอกาสนี้หารือกับสี จิ้นผิง เรื่องการยุติสงครามยูเครน แม้ว่าจีนจะเคยบอกว่า สงครามที่ยืดเยื้อในยูเครน “ไม่เป็นผลดีต่อผลประโยชน์ของใครเลย” แต่พวกเขาก็ย้ำว่า จีนไม่สามารถปล่อยให้รัสเซียแพ้สงครามในยูเครนได้ เนื่องจากสหรัฐฯ จะหันมาให้ความสนใจกับจีนแทน

ก่อนหน้านี้ นายทรัมป์เคยขู่คว่ำบาตรประเทศที่ซื้อน้ำมันรัสเซีย และได้ขึ้นภาษีอินเดียไปแล้ว 50% แต่ยังไม่ได้ดำเนินการกับจีน ทั้งที่แดนมังกรนำเข้าน้ำมันรัสเซียทางทะเลมากถึง 1.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน อย่างไรก็ตาม หลังจากสหรัฐฯ คว่ำบาตรบริษัทน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดสองแห่งของมอสโก คือ Rosneft และ Lukoil ในเดือนตุลาคม บริษัทน้ำมันบางแห่งในจีนก็ระบุว่า จะงดเว้นจากการนำเข้าน้ำมันรัสเซียทางทะเลในระยะสั้น

นักวิเคราะห์คาดว่า ทรัมป์จะขอให้สี จิ้นผิง ช่วยกดดันปูตินให้เข้าร่วมโต๊ะเจรจา แต่ สี จิ้นผิง อาจจะลังเล ขณะที่ฝ่ายจีนจะหารือเรื่องจุดยืนของสหรัฐฯ ต่อไต้หวัน สี จิ้นผิง อาจกดดันให้ทรัมป์ยืนยันว่าสหรัฐฯ คัดค้านเอกราชของไต้หวัน อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ไม่น่าจะทอดทิ้งไต้หวัน เพราะต้องการเครดิตในการยุติสงครามไม่ใช่นำไปสู่สงคราม

อย่างไรก็ดี นายทรัมป์กล่าวก่อนเมื่อวันพุธ (29 ต.ค.) ว่า เขาไม่แน่ใจว่าจะหารือเรื่องไต้หวันหรือไม่

ป้ายโฆษณาเทคโนโลยี AI ในจีน
ป้ายโฆษณาเทคโนโลยี AI ในจีน

ฝ่ายไหนได้เปรียบกว่ากัน?

ดุลอำนาจการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ-จีนมีการเปลี่ยนแปลงในช่วงที่ผ่านมา ก่อนหน้านี้อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ โจ ไบเดน จำกัดการส่งออก เซมิคอนดักเตอร์ ให้จีน และนายทรัมป์ก็เพิ่มภาษีจีนเป็น 145% ทำให้จีนตอบโต้ด้วยภาษี 125% และ จำกัดการส่งออกโลหะหายากรวม 12 ชนิด

ทั้งสองฝ่ายต่างก็พยายามสร้างพันธมิตรทางการค้า จีนเสริมสร้างข้อตกลงกับ อาเซียน ขณะที่สหรัฐฯ ทำข้อตกลงใหม่กับ ญี่ปุ่น มาเลเซีย กัมพูชา และเกาหลีใต้ ทำให้นักวิเคราะห์ชี้ว่า ณ ตอนนี้ยังไม่ชัดเจนว่าฝ่ายใดได้เปรียบในการเจรจา

ส่วน ศ.เรเยส มองว่า สหรัฐฯ และจีนมีจุดแข็งต่างกัน สหรัฐฯ ได้เปรียบตรงที่สร้างเครือข่ายพันธมิตรใหม่ (เช่น ข้อตกลงกับมาเลเซีย) ซึ่งช่วยเสริมแรงขับเคลื่อนในการเจรจา แต่จีนมีความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ พวกเขายังคงเป็นแกนหลักของการผลิตโลก, ครองการแปรรูปแร่ธาตุสำคัญ และพิสูจน์แล้วว่าสามารถต้านทานกำแพงภาษีได้

สรุปคือ สหรัฐฯ มีอำนาจที่รวดเร็วและเสียงดัง แต่จีนมีความอดทนและมั่นคงกว่า สามารถอดทนได้นานกว่าหากความขัดแย้งยืดเยื้อ

ผลลัพธ์จะออกมาอย่างไร?

แม้ทรัมป์คาดว่านี่จะเป็นการประชุมที่ “ยอดเยี่ยม” แต่นักวิเคราะห์มีความคาดหวังเพียงเล็กน้อยว่า การพบกันครั้งนี้จะมีผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ใดๆ

ศ.เรเยสคาดว่า จะมีการ “สงบศึกชั่วคราว” และการประกาศชัยชนะเล็กๆ น้อยๆ เช่น การชะลอภาษีหรือแถลงการณ์ร่วมเรื่องเสถียรภาพทางการค้า แต่การประชุมนี้จะไม่ยุติความเป็นคู่แข่ง หากเป็นการเริ่มต้นของ “เฟสใหม่” ในการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันกับความเป็นคู่แข่ง ในขณะที่สหรัฐฯ สร้างพันธมิตรผ่านสนธิสัญญา ส่วนจีนก็เพิ่มความเข้มแข็งด้วยความอดทน

จากการวิเคราะห์ประเด็นต่างๆ ที่ ทรัมป์-สี จิ้นผิง จ่อพบกันที่ปูซาน เตรียมคุยเรื่องอะไรบ้าง? จะเห็นได้ว่าการเจรจาครั้งนี้มีความซับซ้อนและมีหลายประเด็นที่ต้องจับตามอง การพบกันของ ทรัมป์-สี จิ้นผิง จ่อพบกันที่ปูซาน เตรียมคุยเรื่องอะไรบ้าง? จึงเป็นที่น่าสนใจว่าผลลัพธ์จะออกมาในทิศทางใด

การติดตามข่าวสารเกี่ยวกับการพบปะของ ทรัมป์-สี จิ้นผิง จ่อพบกันที่ปูซาน เตรียมคุยเรื่องอะไรบ้าง? อย่างใกล้ชิดจะช่วยให้เราเข้าใจถึงสถานการณ์โลกและการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นได้

ที่มา – ทรัมป์-สี จิ้นผิง จ่อพบกันที่ปูซาน เตรียมคุยเรื่องอะไรบ้าง?

สหรัฐฯ ชัตดาวน์ เสียหาย 7 พันล้านดอลลาร์/เดือน

สำนักงานงบประมาณสหรัฐฯ เตือนว่า การชัตดาวน์ของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลงนี้ จะสร้างความเสียหายที่ไม่อาจฟื้นคืนได้ถึงเดือนละ 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สถานการณ์ สหรัฐฯ ยังชัตดาวน์ สนง.งบประมาณคาด เสียหาย 7 พันล้านดอลลาร์/เดือน นี้ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างมาก

สำนักงานงบประมาณรัฐสภา (CBO) ของสหรัฐฯ เผยแพร่รายงานใหม่ในวันพุธที่ 29 ต.ค. 2568 ซึ่งประเมินมูลค่าความเสียหายที่เกิดจากผลกระทบจากการที่ หน่วยงานรัฐบาลส่วนใหญ่ต้องปิดทำการเพราะรัฐบาลผ่านงบประมาณไม่สำเร็จ หรือการ “ชัตดาวน์” ซึ่งดำเนินมาใกล้ครบ 1 เดือนแล้ว

รายงานใหม่จาก CBO ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ระบุว่า การปิดหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ กำลังสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจประมาณ 7 พันล้านดอลลาร์ต่อเดือน (ราว 2.26 แสนล้านบาท) ซึ่งเป็นความเสียหายที่จะไม่สามารถกู้คืนกลับมาได้เมื่อหน่วยงานกลับมาเปิดทำการอีกครั้ง

ในจดหมายที่ส่งถึง โจดี อาร์ริงตัน ประธานคณะกรรมการงบประมาณของสภาผู้แทนราษฎร (สังกัดพรรครีพับลิกัน รัฐเท็กซัส) CBO ระบุว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศที่แท้จริง (Real GDP) จะลดลง 7 พันล้านดอลลาร์ ในกรณีที่ปิดหน่วยงานเป็นเวลาสี่สัปดาห์ ก่อนจะเพิ่มเป็น 1.1 หมื่นล้านเมื่อถึง 6 สัปดาห์ และ 1.4 หมื่นล้านตอน 8 สัปดาห์

CBO ระบุอีกว่า หลังจากการชัตดาวน์สิ้นสุดลง ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศที่แท้จริง (Real GDP) จะสูงขึ้นชั่วคราวเมื่อเทียบกับที่ควรจะเป็น แม้ว่าส่วนใหญ่ของการลดลงของ Real GDP จะสามารถฟื้นตัวกลับมาได้ในที่สุด แต่จะมีมูลค่าระหว่าง 7 พันล้านดอลลาร์ถึง 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์ ที่จะไม่สามารถฟื้นคืนได้

ทั้งนี้เนื่องจาก การใช้จ่ายด้านสินค้าและบริการจะลดลงในช่วงที่มีการปิดหน่วยงาน เพราะพนักงานกว่าหนึ่งล้านคนไม่ได้รับค่าจ้าง แต่จะเพิ่มขึ้นอีกครั้งหลังจากที่หน่วยงานรัฐบาลกลับมาเปิดทำการ

CBO ระบุว่า สถานการณ์ดังกล่าวจะมีผลกระทบทางเศรษฐกิจมหภาคในเชิง “ลบ” เมื่อเทียบกับสถานการณ์ที่ไม่มีการชัตดาวน์ และผลกระทบเหล่านั้น “จะยิ่งรุนแรงขึ้น” เมื่อการชัตดาวน์ยืดเยื้อออกไป

CBO ใช้ข้อมูลจากหน่วยงานรัฐบาลกลางในการประเมินว่า โดยเฉลี่ยแล้ว พนักงานประมาณ 600,000 คน จะถูกจัดอยู่ในกลุ่มยกเว้นและยังคงทำงานในแต่ละสัปดาห์ และพนักงาน 650,000 คน จะถูกสั่งพักงาน ซึ่งบุคลากรทางทหารและเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายของรัฐบาลกลางบางส่วนยังคงได้รับค่าจ้างผ่านการจัดสรรเงินทุนใหม่โดยทำเนียบขาว

ขณะที่พนักงานรัฐบาลกลางส่วนใหญ่ไม่ได้รับเงินเดือนระหว่างการปิดหน่วยงาน แต่ตามกฎหมายของรัฐบาลกลาง เมื่อหน่วยงานเปิดทำการ พวกเขาจะได้รับค่าจ้างย้อนหลังคืนทั้งหมด ไม่ว่าในช่วงนั้นจะได้ทำงานหรือไม่ก็ตาม

สหรัฐฯ ยังชัตดาวน์ สนง.งบประมาณคาด เสียหาย 7 พันล้านดอลลาร์/เดือน

ผลกระทบจากการที่ สหรัฐฯ ยังชัตดาวน์ สนง.งบประมาณคาด เสียหาย 7 พันล้านดอลลาร์/เดือน

การที่ สหรัฐฯ ยังชัตดาวน์ สนง.งบประมาณคาด เสียหาย 7 พันล้านดอลลาร์/เดือน ส่งผลกระทบต่อหลายภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง:

  • พนักงานรัฐบาล: พนักงานหลายแสนคนต้องพักงานหรือไม่ได้รับเงินเดือน
  • เศรษฐกิจ: GDP ลดลง และความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลง
  • บริการสาธารณะ: บริการบางอย่างอาจหยุดชะงักหรือไม่สามารถเข้าถึงได้

สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการมีงบประมาณที่ได้รับการอนุมัติอย่างทันท่วงที เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมที่อาจเกิดขึ้น

การแก้ไขปัญหา สหรัฐฯ ยังชัตดาวน์ สนง.งบประมาณคาด เสียหาย 7 พันล้านดอลลาร์/เดือน จำเป็นต้องมีการเจรจาและประนีประนอมระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ เพื่อหาทางออกที่เป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

ที่มา – สหรัฐฯ ยังชัตดาวน์ สนง.งบประมาณคาด เสียหาย 7 พันล้านดอลลาร์/เดือน

สี จิ้นผิง พบ ทรัมป์: หวังคลี่คลายการค้า

การประชุมที่ทั่วโลกจับตามองกำลังจะเกิดขึ้น! สี จิ้นผิง พบ ทรัมป์ ที่เกาหลีใต้ในวันที่ 30 ตุลาคมนี้ ท่ามกลางความหวังว่าจะสามารถคลี่คลายความตึงเครียดทางการค้าที่ยืดเยื้อมานานระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกา

กระทรวงการต่างประเทศของจีนได้ยืนยันการพบปะระหว่างประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เมืองปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ การพบกันครั้งนี้เป็นการพบกันที่ตลาดการเงินและนักลงทุนทั่วโลก เฝ้ารออย่างใจจดใจจ่อ โดยคาดหวังว่ามันจะช่วยบรรเทาความขัดแย้งทางการค้าที่ดำเนินมาอย่างยาวนาน

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนกล่าวว่าผู้นำทั้งสองจะมีการหารือเชิงลึกในประเด็นยุทธศาสตร์และระยะยาว แม้ว่าจะไม่ได้กล่าวถึงข้อตกลงทางการค้าโดยตรงก็ตาม นายกัว จี๋ว์คุน โฆษกฯ กล่าวเสริมว่าจีนพร้อมที่จะทำงานร่วมกับสหรัฐฯ เพื่อให้การประชุมครั้งนี้นำมาซึ่งผลลัพธ์ที่เป็นบวก และวางแนวทางใหม่สำหรับการพัฒนาความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ที่มั่นคง

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวกับสื่อบนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันระหว่างเดินทางไปเกาหลีใต้ว่า เขาและประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จะบรรลุ “ข้อตกลงที่ดี” ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศ

การพบกันครั้งนี้ถือเป็นการพบกันครั้งแรกนับตั้งแต่ทรัมป์เริ่มดำรงตำแหน่งวาระที่สอง และประกาศใช้มาตรการภาษีกับหลายประเทศทั่วโลก

ความคาดหวังเกี่ยวกับการพบปะของสองผู้นำมีส่วนช่วยสร้างเสถียรภาพให้กับตลาดในช่วงเดือนที่ผ่านมา หลังจากความตึงเครียดที่เกิดขึ้นล่าสุดทำให้เกิดความกังวลว่าผู้นำทั้งสองอาจล้มเลิกการเจรจาเพื่อยุติสงครามภาษีที่ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และจีนไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องภาษีเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงประเด็นอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น การลักลอบขนส่งเฟนทานิล ชิปเทคโนโลยีขั้นสูง แร่หายาก และการส่งออกถั่วเหลือง

ท่ามกลางบรรยากาศการเจรจาที่ตึงเครียด มีรายงานจากแหล่งข่าวทางการค้าว่า บริษัท COFCO ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจของจีน ได้สั่งซื้อถั่วเหลือง 3 ลำเรือจากสหรัฐฯ ก่อนการประชุม ซึ่งนับเป็นการซื้อถั่วเหลืองล็อตแรกจากผลผลิตปีนี้ของสหรัฐฯ นักวิเคราะห์มองว่านี่อาจเป็นสัญญาณที่ดีก่อนการเจรจา

สี จิ้นผิง พบ ทรัมป์ การประชุมที่ทั่วโลกจับตา

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จะอยู่ในเกาหลีใต้ระหว่างวันพฤหัสบดีถึงวันเสาร์เพื่อเข้าร่วมการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจในเอเชียแปซิฟิก (เอเปก) และเดินทางเยือนประเทศเกาหลีใต้อย่างเป็นทางการ ในขณะที่ทรัมป์ไม่ได้เข้าร่วมการประชุมสุดยอดระดับภูมิภาคนี้

ทำไมการพบกันระหว่าง สี จิ้นผิง พบ ทรัมป์ ถึงสำคัญ?

  • คลี่คลายความตึงเครียดทางการค้า: สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก การเจรจาที่ประสบความสำเร็จอาจนำไปสู่การลดภาษีและสร้างเสถียรภาพ
  • กำหนดทิศทางความสัมพันธ์: การพบกันครั้งนี้จะเป็นโอกาสให้ผู้นำทั้งสองหารือเกี่ยวกับความสัมพันธ์ในระยะยาว และหาทางแก้ไขความขัดแย้ง
  • ส่งสัญญาณเชิงบวกต่อตลาด: การเจรจาที่ราบรื่นอาจช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นของนักลงทุนและกระตุ้นเศรษฐกิจโลก

การประชุม สี จิ้นผิง พบ ทรัมป์ ครั้งนี้จึงเป็นเหตุการณ์สำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ผลลัพธ์ของการประชุมอาจมีผลกระทบอย่างมากต่อเศรษฐกิจโลกและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ที่มา – จีนยืนยัน “สี จิ้นผิง” พบ “ทรัมป์” ที่เกาหลีใต้ 30 ต.ค. นี้ หวังคลี่คลายความตึงเครียดทางการค้า

สหรัฐฯ จับกุม “ซามี ฮัมดี” ฐานสนับสนุนผู้ก่อการร้าย

สหรัฐฯ จับกุม “ซามี ฮัมดี” นักข่าวอังกฤษ ฐานสนับสนุนผู้ก่อการร้าย กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงสื่อและนักวิชาการ เมื่อนักวิจารณ์อิสราเอลชื่อดังถูกควบคุมตัวในข้อหาสนับสนุนการก่อการร้าย องค์กรมุสลิมหลายแห่งออกมาประท้วงและโต้แย้งว่าเป็นการมุ่งเป้าทางการเมืองเพื่อปิดปากนักวิพากษ์วิจารณ์

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ซามี ฮัมดี นักข่าวและนักวิเคราะห์ข่าวชาวอังกฤษ ผู้เป็นที่รู้จักจากการวิพากษ์วิจารณ์อิสราเอลอย่างตรงไปตรงมา ถูกสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและบังคับใช้กฎหมายศุลกากรของสหรัฐฯ (ICE) ควบคุมตัวขณะเดินทางมาบรรยายในสหรัฐฯ

ทริเซีย แม็คลัฟลิน โฆษกกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) แถลงว่า นายฮัมดีถูกควบคุมตัวเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา และกำลังอยู่ระหว่างรอการเนรเทศออกจากประเทศ โดยกระทรวงการต่างประเทศและ DHS อ้างว่า ฮัมดี สนับสนุนการก่อการร้ายและเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติ

อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้สนับสนุนชาวมุสลิมออกมาโต้แย้งว่า การจับกุม สหรัฐฯ จับกุม “ซามี ฮัมดี” ฐานสนับสนุนผู้ก่อการร้าย เป็นการมุ่งเป้าโจมตีทางการเมือง และเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของเขา พวกเขายืนยันว่าฮัมดีเป็นเพียงนักวิจารณ์ที่มีความคิดเห็นแตกต่าง แต่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อการร้าย

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุในแถลงการณ์ว่า “สหรัฐอเมริกาไม่มีภาระผูกพันที่จะต้องเป็นเจ้าภาพต้อนรับชาวต่างชาติที่สนับสนุนการก่อการร้าย และบ่อนทำลายความปลอดภัยของชาวอเมริกันอย่างแข็งขัน” พวกเขายังยืนยันว่าจะดำเนินการเพิกถอนวีซ่าของบุคคลที่มีส่วนร่วมในกิจกรรมดังกล่าวต่อไป

นายซามี ฮัมดี ถูกควบคุมตัวที่สนามบินนานาชาติซานฟรานซิสโก หลังจากไปบรรยายในงานกาล่าประจำปีของสภาความสัมพันธ์อเมริกัน-อิสลาม (CAIR) สาขาแซคราเมนโต และมีกำหนดจะบรรยายในงานกาล่าของ CAIR สาขาฟลอริดา แต่ถูกจับกุมตัวเสียก่อน

CAIR ออกแถลงการณ์ประณามการจับกุม โดยระบุว่า “ประเทศของเราต้องหยุดการลักพาตัวผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอิสราเอลตามคำขอร้องของผู้คลั่งไคล้ ‘อิสราเอลต้องมาก่อน’ (Israel First) ที่ขาดสติ นี่คือนโยบาย ‘อิสราเอลต้องมาก่อน’ ไม่ใช่ ‘อเมริกาต้องมาก่อน’ และมันต้องยุติลง” พร้อมเรียกร้องให้ ICE ปล่อยตัวนายฮัมดีทันที

ประเด็นที่น่าสนใจคือ การจับกุม สหรัฐฯ จับกุม “ซามี ฮัมดี” ฐานสนับสนุนผู้ก่อการร้าย เกิดขึ้นหลังจากที่ ลอรา ลูเมอร์ นักกิจกรรมทางการเมืองฝ่ายขวาจัด โพสต์ข้อความกล่าวหาฮัมดีว่าสนับสนุนองค์กรก่อการร้าย CAIR โต้แย้งว่าลูเมอร์กำลังส่งเสริม “ทฤษฎีสมคบคิดต่อต้านชาวมุสลิม”

สหรัฐฯ จับกุม “ซามี ฮัมดี” ฐานสนับสนุนผู้ก่อการร้าย

เหตุการณ์นี้จุดประกายให้เกิดการถกเถียงอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ขอบเขตของการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลต่างประเทศ และการใช้กฎหมายต่อต้านการก่อการร้าย การจับกุม สหรัฐฯ จับกุม “ซามี ฮัมดี” ฐานสนับสนุนผู้ก่อการร้าย ทำให้หลายคนตั้งคำถามถึงแรงจูงใจที่แท้จริงเบื้องหลังการจับกุม และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อเสรีภาพในการแสดงออกของผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์นโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ หรือประเทศพันธมิตร

ทำไมการจับกุม “ซามี ฮัมดี” จึงเป็นเรื่องสำคัญ

การจับกุม ซามี ฮัมดี นักข่าวชาวอังกฤษในข้อหาสนับสนุนผู้ก่อการร้าย ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อตัวเขาเอง แต่ยังส่งสัญญาณที่น่ากังวลเกี่ยวกับเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลต่างประเทศ การที่นักข่าวถูกจับกุมในข้อหาดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีข้อโต้แย้งว่าเป็นการมุ่งเป้าทางการเมือง ทำให้เกิดคำถามสำคัญเกี่ยวกับขอบเขตที่ยอมรับได้ของการวิพากษ์วิจารณ์ และการใช้กฎหมายต่อต้านการก่อการร้ายเพื่อปิดปากผู้ที่มีความคิดเห็นแตกต่าง เหตุการณ์นี้จึงเป็นเครื่องเตือนใจว่าเสรีภาพในการแสดงออกนั้นเปราะบาง และจำเป็นต้องได้รับการปกป้องอย่างแข็งขัน

การจับกุมนี้แสดงให้เห็นถึงความตึงเครียดระหว่างความมั่นคงแห่งชาติและเสรีภาพในการแสดงออก การถกเถียงนี้เป็นสิ่งจำเป็นในสังคมประชาธิปไตยเพื่อให้มั่นใจว่าการรักษาความปลอดภัยไม่ได้แลกมาด้วยการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐาน

ที่มา – สหรัฐฯ จับกุม “ซามี ฮัมดี” นักข่าวอังกฤษ ฐานสนับสนุนผู้ก่อการร้าย

สหรัฐฯ ชี้เจรจาการค้ากับจีน “เป็นไปอย่างสร้างสรรค์มาก”

การเจรจาการค้าระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ และจีน นอกรอบการประชุมอาเซียนที่มาเลเซีย ได้เสร็จสิ้นลงในวันแรก และมีกำหนดการหารือกันต่อในวันอาทิตย์ที่จะถึงนี้ โดยมีการรายงานว่าการพูดคุยเป็นไปอย่างสร้างสรรค์มาก สร้างความหวังถึงการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสองชาติมหาอำนาจ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ และนายเหอ หลี่เฟิง รองนายกรัฐมนตรีจีน ได้เสร็จสิ้นการเจรจาการค้าวันแรกที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันเสาร์ที่ 25 ตุลาคม 2568 โดยโฆษกกระทรวงการคลังของสหรัฐฯ ระบุว่า การเจรจา “เป็นไปอย่างสร้างสรรค์มาก”

โฆษกกระทรวงการคลังสหรัฐฯ กล่าวว่า “การเจรจามีความสร้างสรรค์อย่างยิ่ง และเราคาดว่าจะกลับมาดำเนินการต่อในตอนเช้า” อย่างไรก็ตาม ทั้งรัฐบาลมาเลเซีย รวมถึงฝ่ายสหรัฐฯ และฝ่ายจีน ต่างไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับการประชุมในครั้งนี้มากนัก ทำให้ยังคงต้องติดตามความคืบหน้ากันต่อไป

สถานการณ์ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา โดยสหรัฐฯ ขู่ที่จะตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้าจากจีนเพิ่มอีกถึง 100% และออกมาตรการทางการค้าอื่นๆ ที่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 พฤศจิกายน เพื่อตอบโต้การที่จีนขยายการควบคุมการส่งออกแร่หายากมากขึ้น การตอบโต้ทางการค้าเช่นนี้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง

ความเคลื่อนไหวที่แข็งกร้าวของทั้งสหรัฐฯ และจีน ส่งผลให้ข้อตกลงสงบศึกทางการค้าอันแสนเปราะบาง ซึ่งเริ่มบังคับใช้เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา สิ้นสุดลงอย่างน่าเสียดาย ทำให้ความหวังที่จะเห็นการแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธีลดน้อยลง

การเจรจาระหว่างทีมเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และจีน ซึ่งเกิดขึ้นนอกรอบการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน (ASEAN) ในครั้งนี้ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะเป็นตัวกำหนดทิศทาง และปูทางสำหรับการประชุมกันระหว่าง โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และ สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ที่มีกำหนดจะเกิดขึ้นในสัปดาห์หน้า ที่การประชุมเอเปกในเกาหลีใต้ หากการเจรจาเป็นไปในทิศทางบวก ก็อาจช่วยลดความตึงเครียดและนำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้ในที่สุด

สหรัฐฯ ชี้ เจรจาการค้ากับจีนที่มาเลเซียวันแรก “เป็นไปอย่างสร้างสรรค์มาก”

ทำไมการเจรจาที่ “เป็นไปอย่างสร้างสรรค์มาก” ถึงมีความสำคัญ?

หากการเจรจา “เป็นไปอย่างสร้างสรรค์มาก” จริง ก็อาจหมายถึงการเริ่มต้นของการคลี่คลายปัญหาความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสองประเทศ ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโลกโดยรวม อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามผลการเจรจาในวันอาทิตย์นี้อย่างใกล้ชิด เพื่อดูว่าทั้งสองฝ่ายจะสามารถหาจุดร่วมและบรรลุข้อตกลงที่เป็นรูปธรรมได้หรือไม่

  • ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย: สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากไทยเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานโลก การลดความตึงเครียดทางการค้าจะช่วยให้การส่งออกของไทยฟื้นตัว และสร้างเสถียรภาพให้กับเศรษฐกิจ
  • โอกาสสำหรับนักลงทุน: การคลี่คลายความขัดแย้งทางการค้า อาจสร้างโอกาสใหม่ๆ สำหรับนักลงทุนไทยในการเข้าไปลงทุนในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า
  • ความสำคัญของการติดตามข่าวสาร: นักธุรกิจและนักลงทุนไทยควรติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวทางการค้าระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อปรับตัวและคว้าโอกาสที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

การที่สหรัฐฯ ออกมาชี้ว่าการเจรจาการค้ากับจีน “เป็นไปอย่างสร้างสรรค์มาก” ถือเป็นสัญญาณบวก แต่ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าความขัดแย้งทางการค้าจะยุติลงโดยสมบูรณ์ การติดตามข่าวสารและการวิเคราะห์สถานการณ์อย่างรอบคอบจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ที่มา – สหรัฐฯ ชี้ เจรจาการค้ากับจีนที่มาเลเซียวันแรก “เป็นไปอย่างสร้างสรรค์มาก”

Scroll to top