สหรัฐ

รมว.กลาโหมสหรัฐฯ รับไม่ได้นายพลอ้วนฉุ

รมว.กลาโหมสหรัฐฯ รับไม่ได้นายพลอ้วนฉุ ลั่นกองทัพต้องเปลี่ยน-เลิกโวค เป็นประเด็นร้อนที่กำลังถูกพูดถึงในวงกว้างทั่วโลก โดยเฉพาะในแวดวงการทหารและการเมืองระหว่างประเทศ เมื่อนายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจนต่อหน้าผู้นำทหารระดับสูงหลายร้อยคนจากทั่วโลก

รมว.กลาโหมสหรัฐฯ รับไม่ได้นายพลอ้วนฉุ ลั่นกองทัพต้องเปลี่ยน-เลิกโวค

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 ที่ฐานทัพนาวิกโยธินควอนติโก ในรัฐเวอร์จิเนีย สหรัฐอเมริกา นายเฮกเซธได้กล่าวปราศรัยต่อผู้ฟังจำนวนมาก โดยประกาศยุติวัฒนธรรมโวค (woke) หรือการตื่นตัวทางสังคมที่เขามองว่าเบี่ยงเบนจากภารกิจหลักของกองทัพ เขาย้ำชัดว่ากองทัพสหรัฐฯ ต้องกลับสู่จิตวิญญาณนักรบที่แท้จริง โดยกำหนดมาตรฐานความแข็งแกร่งทางกายภาพในระดับผู้ชายสำหรับเจ้าหน้าที่ทุกคน

หนึ่งในประเด็นที่นายเฮกเซธวิจารณ์อย่างรุนแรงคือรูปลักษณ์ของนายทหารระดับสูง โดยเฉพาะนายพลและพลเรือเอกที่มีน้ำหนักเกินหรืออ้วนฉุ เขากล่าวว่าเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ที่จะเห็นผู้นำทหารในลักษณะนี้เดินไปมาในเพนตากอน ซึ่งเป็นศูนย์บัญชาการหลักของกองทัพสหรัฐฯ การวิจารณ์นี้ทำให้บรรยากาศในที่ประชุมตึงเครียด ผู้ฟังนั่งเงียบกริบขณะที่เขาประกาศว่า “ยุคของรูปลักษณ์ที่ไม่เป็นมืออาชีพจบลงแล้ว”

มาตรฐานใหม่เพื่อกองทัพที่แข็งแกร่ง

นอกจากเรื่องรูปลักษณ์แล้ว นายเฮกเซธยังประกาศมาตรฐานการทดสอบสมรรถภาพทางกายที่เข้มงวด โดยกำหนดให้ใช้เกณฑ์ระดับผู้ชายเป็นหลัก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผู้หญิงบางคนที่ไม่สามารถผ่านได้ แต่เขายืนยันว่ามาตรฐานต้องสม่ำเสมอ เป็นกลางทางเพศ และสูงสุดเพื่อความพร้อมรบ นโยบายนี้เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูประบบภายในกระทรวงกลาโหม เพื่อแก้ไขความเสื่อมโทรมที่สะสมมานานหลายทศวรรษ

เขาวิพากษ์วิจารณ์โครงการ DEI (Diversity, Equity, and Inclusion) หรือความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการไม่แบ่งแยก ว่าทำให้ทหารเสียสมาธิไปกับเรื่องภาวะโลกร้อน แนวคิดโวค และความกลัวถูกตราหน้าว่าเป็นผู้นำที่มีพิษ นายเฮกเซธเรียกร้องให้ทหารที่ไม่เห็นด้วยกับวิสัยทัศน์นี้ควรลาออก เพื่อให้กองทัพเต็มไปด้วยผู้นำที่มุ่งมั่นและกล้าหาญ

นอกจากนี้ เขายังพูดถึงการปลดผู้บัญชาการระดับสูงหลายคนในอดีต รวมถึงบุคคลที่เป็นคนผิวดำและผู้หญิง โดยอ้างว่าตัดสินใจตามสัญชาตญาณเพื่อกำจัดผู้ที่ยึดติดกับนโยบายเก่าแก่ และมั่นใจว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงความเป็นผู้นำอีกมากในอนาคต

  • ยุติการไว้หนวดเคราและรูปลักษณ์ไม่เป็นมืออาชีพ
  • ยกเลิกกระบวนการร้องเรียนแบบไม่เปิดเผยชื่อ
  • เน้นการฝึกอบรมและความเป็นผู้นำที่เข้มแข็ง
  • สร้างจิตวิญญาณนักรบที่แท้จริง

การประกาศนโยบายเหล่านี้ไม่เพียงแต่ส่งผลต่อกองทัพสหรัฐฯ เท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณถึงทิศทางนโยบายกลาโหมของรัฐบาลชุดปัจจุบันที่มุ่งเน้นความแข็งแกร่งทางทหารเหนือสิ่งอื่นใด นักวิเคราะห์หลายคนมองว่านี่อาจนำไปสู่การถกเถียงเรื่องเพศสภาพและความหลากหลายในกองทัพ โดยเฉพาะในยุคที่สหรัฐฯ กำลังเผชิญความท้าทายจากคู่แข่งอย่างจีนและรัสเซีย

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจช่วยยกระดับประสิทธิภาพของกองทัพ ทำให้พร้อมรับมือกับภัยคุกคามในอนาคตได้ดีขึ้น แต่ก็ต้องติดตามผลกระทบต่อกำลังพล โดยเฉพาะผู้หญิงและกลุ่ม少数派ที่อาจรู้สึกถูกกีดกัน

ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวของรมว.กลาโหมสหรัฐฯ ครั้งนี้สะท้อนถึงความจำเป็นในการปรับตัวขององค์กรทหารในยุคสมัยใหม่ เพื่อรักษาความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ หากคุณสนใจข่าวต่างประเทศเพิ่มเติม สามารถติดตามได้ที่ ข่าวต่างประเทศ เพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด

ที่มา – รมว.กลาโหมสหรัฐฯ รับไม่ได้นายพลอ้วนฉุ ลั่นกองทัพต้องเปลี่ยน-เลิกโวค

ยูทูบยอมจ่ายเกือบ 800 ล้าน ยุติคดีทรัมป์

ในโลกโซเชียลมีเดียที่เต็มไปด้วยการเมืองและอิทธิพล ยูทูบยอมจ่ายเกือบ 800 ล้าน ยุติคดี ทรัมป์ ฟ้องกรณีระงับบัญชีหลังเหตุจลาจลรัฐสภา ได้กลายเป็นข่าวใหญ่ที่สะท้อนถึงความขัดแย้งระหว่างเทคโนโลยียักษ์ใหญ่กับนักการเมืองชื่อดัง

ยูทูบยอมจ่ายเกือบ 800 ล้าน ยุติคดี ทรัมป์ ฟ้องกรณีระงับบัญชีหลังเหตุจลาจลรัฐสภา

รายงานจากเอกสารของศาลเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ระบุว่ายูทูบ ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มวิดีโอชั้นนำภายใต้บริษัท Alphabet ได้บรรลุข้อตกลงยอมความในคดีความมูลค่า 24.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 792 ล้านบาท กับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในกรณีที่ยูทูบระงับการใช้งานบัญชีของเขา หลังเกิดเหตุการณ์จลาจลที่อาคารรัฐสภาสหรัฐฯ เมื่อเดือนมกราคม 2564 เหตุการณ์นี้เป็นจุดเริ่มต้นของความตึงเครียดระหว่างโซเชียลมีเดียกับการเมืองอเมริกัน

ข้อตกลงนี้ทำให้ Google ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของยูทูบ กลายเป็นบริษัทเทคโนโลยีรายสุดท้ายจากสามยักษ์ใหญ่ที่ยอมความในคดีฟ้องร้องที่ทรัมป์ยื่นตั้งแต่กรกฎาคม 2564 โดยกล่าวหาว่าบริษัทเหล่านี้ปิดกั้นมุมมองของฝ่ายอนุรักษ์นิยมอย่างไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก่อนหน้านี้ Meta เจ้าของ Facebook และ X (เดิมคือ Twitter) ก็ได้ตกลงจ่ายเงินเพื่อยุติคดีในลักษณะเดียวกันไปแล้วในช่วงต้นปีนี้ การตัดสินใจเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงกลยุทธ์ของแพลตฟอร์มในการหลีกเลี่ยงการพิจารณาคดีที่ยาวนาน

รายละเอียดข้อตกลงและการกระจายเงิน

ภายใต้ข้อตกลงยอมความของยูทูบ เงินจำนวน 22 ล้านดอลลาร์ จะถูกจ่ายในนามของทรัมป์ให้กับ Trust for the National Mall ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไร เอกสารระบุชัดเจนว่าเงินนี้จะนำไปใช้ในการก่อสร้างห้องจัดเลี้ยงขนาดใหญ่กว่า 8,361 ตารางเมตร มูลค่ารวม 200 ล้านดอลลาร์ ที่ทรัมป์กำลังพัฒนาขึ้นบริเวณทำเนียบขาว โครงการนี้ไม่เพียงแต่เป็นสถานที่จัดงาน แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของมรดกการเมืองของเขา

ส่วนเงินที่เหลืออีก 2.5 ล้านดอลลาร์ จะถูกจัดสรรให้กับโจทก์รายอื่นๆ ในคดีนี้ เช่น American Conservative Union ผู้สนับสนุนการประชุม Conservative Political Action Conference (CPAC) และนาโอมิ วูลฟ์ นักเขียนชื่อดังชาวอเมริกันที่มักวิพากษ์วิจารณ์สื่อกระแสหลัก การกระจายเงินเช่นนี้ช่วยให้คดีจบลงโดยไม่ต้องยอมรับความผิดจากฝ่ายยูทูบ

แม้จะมีการจ่ายเงินจำนวนมหาศาล แต่ยูทูบยืนยันว่าไม่ได้ยอมรับว่ากระทำความผิดใดๆ และจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงผลิตภัณฑ์หรือนโยบายใดๆ ภายใต้ข้อตกลงนี้ ในปี 2564 บัญชี YouTube ของทรัมป์ไม่ได้ถูกลบอย่างถาวร แต่ถูกระงับการอัปโหลดวิดีโอใหม่เท่านั้น ก่อนที่บัญชีจะถูกกู้คืนในปี 2566 ซึ่งสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงนโยบายของแพลตฟอร์มหลังจากทรัมป์กลับมาลงสมัครชิงตำแหน่งอีกครั้ง

บริบทจากคดีอื่นๆ

ก่อนหน้านี้ Meta ได้ตกลงจ่ายเงินประมาณ 25 ล้านดอลลาร์เพื่อยุติคดีในเดือนมกราคม โดย 22 ล้านดอลลาร์ถูกกำหนดให้เป็นกองทุนสำหรับห้องสมุดประธานาธิบดีของทรัมป์ในเมืองไมอามี รัฐฟลอริดา ซึ่งเป็นอีกหนึ่งโครงการที่ทรัมป์ให้ความสำคัญ ส่วน X ได้จ่ายเงินราว 10 ล้านดอลลาร์เพื่อยุติคดีในเดือนกุมภาพันธ์ การเคลื่อนไหวนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของกระแสฟ้องร้องที่ใหญ่ขึ้นจากนักการเมืองที่รู้สึกถูกเซ็นเซอร์

เหตุการณ์จลาจลรัฐสภาเมื่อ 6 มกราคม 2564 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับโซเชียลมีเดีย บริษัทต่างๆ ต้องเผชิญแรงกดดันในการควบคุมเนื้อหาที่อาจปลุกปั่นความรุนแรง ทรัมป์ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนในการยุยงให้เกิดเหตุการณ์นี้ผ่านโพสต์บนแพลตฟอร์มต่างๆ ส่งผลให้บัญชีของเขาถูกลดทอนหรือระงับชั่วคราว นี่คือตัวอย่างของความท้าทายที่แพลตฟอร์มเผชิญในการบาลานซ์ระหว่างเสรีภาพในการแสดงออกและความรับผิดชอบทางสังคม

ในมุมมองของนักวิเคราะห์ คดีเหล่านี้อาจส่งผลกระทบต่อนโยบายของแพลตฟอร์มในอนาคต โดยเฉพาะในยุคที่การเลือกตั้งสหรัฐฯ กำลังร้อนระอุ คำถามสำคัญคือ การจ่ายเงินเพื่อยุติคดีจะช่วยลดความเสี่ยงทางกฎหมายหรือจะเปิดช่องให้มีการฟ้องร้องเพิ่มเติมจากบุคคลอื่นๆ ที่รู้สึกถูกกีดกัน

  • ยูทูบจ่าย 24.5 ล้านดอลลาร์ โดย 22 ล้านไปที่โครงการของทรัมป์
  • Meta จ่าย 25 ล้านดอลลาร์ สำหรับห้องสมุดประธานาธิบดี
  • X จ่าย 10 ล้านดอลลาร์ เพื่อปิดคดี

การพัฒนาเรื่องนี้ชี้ให้เห็นถึงพลังของโซเชียลมีเดียในการกำหนดวาระการเมือง หากคุณสนใจข่าวเทคโนโลยีและการเมือง ติดตามบล็อกของเราเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด และแบ่งปันความคิดเห็นของคุณในช่องคอมเมนต์ด้านล่าง

ที่มา – ยูทูบยอมจ่ายเกือบ 800 ล้าน ยุติคดี ทรัมป์ ฟ้องกรณีระงับบัญชีหลังเหตุจลาจลรัฐสภา

เพนตากอนเพิ่มข้อจำกัดสื่อสหรัฐฯ รายงานข่าวเกี่ยวกับกองทัพ

เพนตากอนเพิ่มข้อจำกัดสื่อสหรัฐฯ รายงานข่าวเกี่ยวกับกองทัพ กลายเป็นประเด็นร้อนแรง เมื่อกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ ได้ประกาศข้อจำกัดใหม่ที่ส่งผลกระทบต่อการรายงานข่าวของสื่อมวลชนเกี่ยวกับกองทัพสหรัฐฯ โดยมีเป้าหมายเพื่อควบคุมข้อมูลที่เผยแพร่สู่สาธารณะ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เพนตากอนได้กำหนดแนวทางใหม่สำหรับสื่อที่ต้องการรายงานข่าวเกี่ยวกับกองทัพ โดยสื่อจะต้องให้คำมั่นว่าจะไม่เปิดเผยข้อมูลใดๆ ที่ไม่ได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการ และยังมีการจำกัดการเคลื่อนไหวของนักข่าวภายในกระทรวงกลาโหมอีกด้วย นี่คือการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่อาจส่งผลกระทบต่อเสรีภาพในการรายงานข่าว

แนวทางปฏิบัติใหม่นี้ถูกระบุไว้ในบันทึกข้อความที่แจกจ่ายให้กับนักข่าว ซึ่งกำหนดให้พวกเขาต้องลงนามในคำให้การเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อรับปากว่าจะปฏิบัติตามข้อกำหนด มิฉะนั้นอาจถูกเพิกถอนบัตรประจำตัวสื่อ นี่เป็นมาตรการที่เข้มงวดและอาจสร้างความกังวลให้กับสื่อมวลชน

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวถูกมองว่าเป็นการควบคุมการนำเสนอข่าวของสื่อในเรื่องนโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบัน หลังจากที่เคยมีประเด็นเกี่ยวกับการรายงานข่าวเชิงลบและการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความถูกต้องตามกฎหมายของการรายงานข่าว

บันทึกข้อความระบุว่า เพนตากอนยังคงยึดมั่นในความโปร่งใส แต่ข้อมูลจะต้องได้รับการอนุมัติให้เผยแพร่ต่อสาธารณะโดยเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจที่เหมาะสมก่อน แม้ว่าข้อมูลนั้นจะไม่ถูกจัดเป็นชั้นความลับก็ตาม นอกจากนี้ยังมีการจำกัดการเผยแพร่ข้อมูลที่ได้มาจากเจ้าหน้าที่ที่ไม่เปิดเผยชื่อ

ข้อจำกัดใหม่นี้ครอบคลุมทั้งข้อมูลที่เป็นความลับและข้อมูลที่ไม่เป็นความลับแต่มีการควบคุม ซึ่งหมายความว่าข้อมูลจำนวนมากที่เคยสามารถเข้าถึงได้อาจถูกจำกัดการเผยแพร่

บันทึกข้อความยังให้รายละเอียดเกี่ยวกับข้อจำกัดใหม่เกี่ยวกับสถานที่ที่นักข่าวประจำเพนตากอนสามารถเดินทางเข้าไปได้โดยไม่มีเจ้าหน้าที่นำทาง ซึ่งจะจำกัดการเข้าถึงพื้นที่ต่างๆ ภายในสำนักงานใหญ่ของกระทรวง

กฎใหม่นี้เกิดขึ้นหลังจากที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสงครามเผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากการแชร์ข้อมูลกำหนดเวลาการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ ในเยเมนลงในกลุ่ม Signal ที่มีนักข่าวอยู่ด้วย ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมและอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคง

เพนตากอนเพิ่มข้อจำกัดสื่อสหรัฐฯ รายงานข่าวเกี่ยวกับกองทัพ

การที่เพนตากอนเพิ่มข้อจำกัดสื่อสหรัฐฯ รายงานข่าวเกี่ยวกับกองทัพ ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับเสรีภาพในการรายงานข่าวและบทบาทของสื่อมวลชนในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล การเข้าถึงข้อมูลเป็นสิ่งสำคัญสำหรับสื่อในการทำหน้าที่ของตน แต่การควบคุมข้อมูลอาจนำไปสู่การขาดความโปร่งใสและความรับผิดชอบ

ผลกระทบจากการที่เพนตากอนเพิ่มข้อจำกัดสื่อสหรัฐฯ รายงานข่าวเกี่ยวกับกองทัพ

ผลกระทบของการที่เพนตากอนเพิ่มข้อจำกัดสื่อสหรัฐฯ รายงานข่าวเกี่ยวกับกองทัพ อาจมีหลายด้าน ตั้งแต่การลดลงของข้อมูลที่สื่อสามารถเข้าถึงได้ ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงในวิธีการรายงานข่าวเกี่ยวกับกองทัพสหรัฐฯ สื่ออาจต้องพึ่งพาข้อมูลที่ได้รับการอนุมัติจากทางการมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อความเป็นอิสระในการรายงานข่าว

  • ลดการเข้าถึงข้อมูล: สื่ออาจไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับกองทัพได้
  • การรายงานข่าวที่ถูกจำกัด: สื่ออาจต้องรายงานข่าวตามมุมมองที่ทางการต้องการ
  • ความเชื่อมั่นของสาธารณชน: ข้อจำกัดอาจทำให้สาธารณชนไม่มั่นใจในการรายงานข่าวของสื่อ

การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อาจทำให้การรายงานข่าวเกี่ยวกับกองทัพสหรัฐฯ มีความท้าทายมากขึ้น และอาจส่งผลกระทบต่อความเข้าใจของสาธารณชนเกี่ยวกับบทบาทและการดำเนินงานของกองทัพ

สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างสื่อและรัฐบาล การรักษาความสมดุลระหว่างความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และความมั่นคงเป็นสิ่งสำคัญ การที่เพนตากอนเพิ่มข้อจำกัดสื่อสหรัฐฯ รายงานข่าวเกี่ยวกับกองทัพ อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในภูมิทัศน์ของสื่อในสหรัฐอเมริกา

การที่เพนตากอนเพิ่มข้อจำกัดสื่อสหรัฐฯ รายงานข่าวเกี่ยวกับกองทัพ อาจส่งผลให้ประชาชนได้รับข้อมูลด้านเดียว และอาจนำไปสู่การขาดความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง สื่อจึงมีบทบาทสำคัญในการนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้องและรอบด้าน เพื่อให้ประชาชนสามารถตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูลครบถ้วน

ที่มา – เพนตากอนเพิ่มข้อจำกัดสื่อสหรัฐฯ รายงานข่าวเกี่ยวกับกองทัพ

ทรัมป์-นายกฯ UK ลงนามข้อตกลงเทคโนโลยี กระชับสัมพันธ์

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ลงนามข้อตกลงความร่วมมือเทคโนโลยีร่วมกับผู้นำสหราชอาณาจักร พร้อมเชิดชูความสัมพันธ์ระหว่างทั้ง 2 ประเทศ ระหว่างการเยือน UK วันที่ 2

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวยกย่องความสัมพันธ์ที่ตัดไม่ขาดระหว่างสหรัฐฯ กับสหราชอาณาจักร ขณะที่เขากับนายกรัฐมนตรี เคียร์ สตาร์เมอร์ ได้ร่วมลงนามข้อตกลงด้านเทคโนโลยีครั้งใหญ่ในวันพฤหัสบดีที่ 18 ก.ย. 2568 ซึ่งเป็นวันที่ 2 ที่นายทรัมป์เดินทางเยือน UK

เมื่อวันพุธที่ผ่านมา สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ทรงจัดพิธีต้อนรับทรัมป์อย่างสมเกียรติ ที่พระราชวังวินด์เซอร์ ก่อนที่นายทรัมป์จะเดินทางไปยังบ้านพักตากอากาศเชคเกอร์สของ เซอร์ สตาร์เมอร์ เพื่อหารือกันในประเด็นที่ละเอียดอ่อน รวมถึงเรื่องสงครามในยูเครนและฉนวนกาซา

นายทรัมป์กับ เซอร์ สตาร์เมอร์ ได้ลงนามข้อตกลงความร่วมมือเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ในด้าน ปัญญาประดิษฐ์ (AI), คอมพิวเตอร์ควอนตัม และพลังงานนิวเคลียร์ การลงนามข้อตกลงทรัมป์-นายกฯ UK ลงนามข้อตกลงเทคโนโลยี ครั้งนี้ ถือเป็นการแสดงออกถึงความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาความร่วมมือด้านเทคโนโลยีขั้นสูงร่วมกัน

ในพิธีลงนามในวันพฤหัสบดี ซึ่งมีซีอีโอบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ หลายคนมาเข้าร่วม เซอร์ สตาร์เมอร์กล่าวว่า เขากับนายทรัมป์เป็นผู้นำที่ชื่นชอบกันอย่างแท้จริง และ “นี่คือแพ็กเกจการลงทุนที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อังกฤษอย่างไม่ต้องสงสัย”

ด้านนายทรัมป์กล่าวว่า ข้อตกลงนี้เป็น “เรื่องที่ยิ่งใหญ่มาก” พร้อมเสริมเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับสหราชอาณาจักรซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญในองค์การ NATO ว่า “เรามีสายสัมพันธ์ที่ตัดไม่ขาด ไม่ว่าเราจะทำอะไรในวันนี้ก็ตาม”

การลงนามข้อตกลงดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ทั้ง ไมโครซอฟต์, กูเกิล และแบล็กสโตน สัญญาจะลงทุนในสหราชอาณาจักรเป็นมูลค่า 1.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

ข้อตกลงทรัมป์-นายกฯ UK ลงนามข้อตกลงเทคโนโลยีนี้ ครอบคลุมหลายด้านที่สำคัญต่ออนาคตของโลก รวมถึงปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งเป็นสาขาที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วและมีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและการทำงานของเราอย่างมาก นอกจากนี้ คอมพิวเตอร์ควอนตัม ซึ่งเป็นเทคโนโลยีล้ำสมัยที่สามารถแก้ปัญหาที่ซับซ้อนเกินกว่าที่คอมพิวเตอร์ทั่วไปจะทำได้ ก็เป็นอีกหนึ่งในความร่วมมือที่สำคัญ

พลังงานนิวเคลียร์ก็เป็นอีกด้านหนึ่งที่ข้อตกลงดังกล่าวให้ความสำคัญ เนื่องจากเป็นแหล่งพลังงานที่สะอาดและเชื่อถือได้ ซึ่งสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ นอกจากนี้ การลงทุนของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ในสหราชอาณาจักรก็เป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจของสหราชอาณาจักรและความมุ่งมั่นที่จะสร้างงานและโอกาสใหม่ๆ

ทรัมป์-นายกฯ UK ลงนามข้อตกลงเทคโนโลยี

การลงนามข้อตกลงทรัมป์-นายกฯ UK ลงนามข้อตกลงเทคโนโลยีครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การลงนามในกระดาษ แต่เป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความตั้งใจจริงของทั้งสองประเทศที่จะร่วมมือกันเพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่าเดิมสำหรับประชาชนของตนและสำหรับโลกทั้งใบ

ความสำคัญของข้อตกลงเทคโนโลยี

ความร่วมมือด้านเทคโนโลยีเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในโลกปัจจุบัน เนื่องจากเทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การพัฒนาสังคม และการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่โลกกำลังเผชิญอยู่ การที่สหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีของโลก ได้ร่วมมือกัน จะช่วยส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ และนำไปสู่การสร้างสรรค์นวัตกรรมที่จะเป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติ

  • ปัญญาประดิษฐ์ (AI)
  • คอมพิวเตอร์ควอนตัม
  • พลังงานนิวเคลียร์

การที่ผู้นำของทั้งสองประเทศให้ความสำคัญกับการลงนามข้อตกลงนี้ แสดงให้เห็นว่าพวกเขามองเห็นอนาคตและความสำคัญของเทคโนโลยีในการสร้างความเจริญรุ่งเรืองและความมั่นคงให้กับประเทศของตนและให้กับโลก

ข้อตกลงนี้เป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร และแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองประเทศที่จะร่วมมือกันเพื่อเผชิญกับความท้าทายต่างๆ ที่โลกกำลังเผชิญอยู่

ที่มา – ทรัมป์-นายกฯ UK ลงนามข้อตกลงเทคโนโลยี ชูความสัมพันธ์แน่นแฟ้น

สหรัฐฯ ทำลายเรือเวเนฯ ดับ 3 ศพ จริงหรือ?

เรื่องใหญ่สะเทือนวงการระหว่างประเทศ สหรัฐฯ ทำลายเรือเวเนซุเอลาในน่านน้ำสากล ดับ 3 ศพ จริงหรือ? กลายเป็นประเด็นร้อนที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางไปทั่วโลก

โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ออกมาเปิดเผยว่า กองทัพสหรัฐฯ ได้ทำการโจมตีและทำลายเรือของเวเนซุเอลาลำหนึ่ง ซึ่งถูกกล่าวหาว่ากำลังขนยาเสพติดมายังสหรัฐฯ เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 3 ศพ

ตามคำกล่าวอ้างของทรัมป์ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2568 โดยทรัมป์ได้โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ว่าเรือลำดังกล่าวถูกทำลายในน่านน้ำสากล อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ไม่ได้แสดงหลักฐานใดๆ ที่จะยืนยันว่าเรือลำนี้กำลังขนยาเสพติดจริงหรือไม่

ก่อนหน้านี้ไม่นาน นายนิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ได้ออกมากล่าวว่า ประเทศของเขาจะป้องกันตนเองจากการรุกรานของสหรัฐฯ และเรียก นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของสหรัฐฯ ว่าเป็น “เจ้าแห่งสงครามและความตาย”

ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และเวเนซุเอลาตึงเครียดมากขึ้น หลังจากที่สหรัฐฯ ส่งเรือรบไปยังน่านน้ำทางใต้ของทะเลแคริบเบียน เพื่อปฏิบัติการต่อต้านยาเสพติด และเคยทำการโจมตีเรือของเวเนซุเอลา ทำให้มีผู้เสียชีวิต 11 ศพ

ทรัมป์ยังกล่าวอีกว่า กองทัพสหรัฐฯ ได้ทำการโจมตีเป้าหมายที่เป็นผู้ก่อการร้ายยาเสพติดและแก๊งค้ายาเสพติดหัวรุนแรงพิเศษ ด้วยอาวุธพลังงานจลน์เป็นครั้งที่สอง ตามคำสั่งของเขา

“แก๊งค้ายาเสพติดหัวรุนแรงเหล่านี้เป็นภัยต่อความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ” ทรัมป์กล่าว

โพสต์ดังกล่าวมาพร้อมกับคลิปวิดีโอความยาว 30 วินาที ที่แสดงให้เห็นช่วงเวลาที่เรือลำหนึ่งกำลังเดินทางในทะเล ก่อนที่จะระเบิดและลุกเป็นไฟ

ทรัมป์กล่าวเพิ่มเติมว่า สหรัฐฯ ได้บันทึกหลักฐานที่พิสูจน์ว่าเรือลำดังกล่าวเป็นของกลุ่มก่อการร้ายยาเสพติด “สิ่งที่คุณต้องทำก็แค่ดูที่สินค้า ซึ่งกระจายไปทั่วมหาสมุทรแล้ว ว่ามันเป็นถุงใบใหญ่ที่ใส่โคเคนกับเฟนทานิลอยู่เต็มไปหมด”

เขายังกล่าวว่าการลักลอบขนยาเสพติดเข้าสู่สหรัฐฯ ทางทะเลนั้นลดลงด้วยความพยายามในช่วงไม่นานมานี้ แต่ก็ยอมรับว่ายาเสพติดยังคงเข้าสู่สหรัฐฯ ผ่านเส้นทางทางบกได้อยู่

มาดูโร ปฏิเสธข้อกล่าวหาของสหรัฐฯ และกล่าวว่านี่เป็นเพียง “ความเคลื่อนไหวแบบจักรวรรดินิยม” เพื่อโค่นล้มเขา และเรียกร้องให้ชาวเวเนซุเอลาสมัครเข้าร่วมกองกำลังอาสาสมัคร

สหรัฐฯ ทำลายเรือเวเนซุเอลาในน่านน้ำสากล ดับ 3 ศพ เป็นเรื่องจริงหรือไม่ ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่

สหรัฐฯ ทำลายเรือเวเนซุเอลาในน่านน้ำสากล ดับ 3 ศพ

สถานการณ์ดังกล่าวสร้างความตึงเครียดให้กับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศมากยิ่งขึ้น และยังคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าเหตุการณ์นี้จะส่งผลกระทบต่อภูมิภาคอย่างไรบ้าง

เหตุการณ์ สหรัฐฯ ทำลายเรือเวเนซุเอลาในน่านน้ำสากล ดับ 3 ศพ ส่งผลอย่างไร

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากเหตุการณ์ สหรัฐฯ ทำลายเรือเวเนซุเอลาในน่านน้ำสากล ดับ 3 ศพ นั้นมีหลายด้านด้วยกัน:

  • ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และเวเนซุเอลาอาจแย่ลงไปอีก
  • การค้ายาเสพติด: เหตุการณ์นี้อาจส่งผลกระทบต่อการค้ายาเสพติดในภูมิภาค
  • เสถียรภาพในภูมิภาค: ความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นอาจส่งผลต่อเสถียรภาพโดยรวมของภูมิภาค

อนาคตของความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และเวเนซุเอลา รวมถึงผลกระทบต่อภูมิภาค ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด

จากเหตุการณ์สหรัฐฯ ทำลายเรือเวเนซุเอลาในน่านน้ำสากล ดับ 3 ศพ อ้างกำลังขนยาเสพติด ทำให้เห็นถึงความขัดแย้งและความตึงเครียดระหว่างประเทศที่ยังคงมีอยู่ การแก้ไขปัญหาเหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยการเจรจาและความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อสร้างสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค

ที่มา – สหรัฐฯ ทำลายเรือเวเนซุเอลาในน่านน้ำสากล ดับ 3 ศพ อ้างกำลังขนยาเสพติด

รัฐบาลสหรัฐฯ เผย บรรลุข้อตกลงเรื่อง TikTok กับจีนแล้ว

รัฐบาลทรัมป์กับจีนบรรลุข้อตกลงร่วมกันที่จะให้ TikTok ยังคงสามารถดำเนินงานในสหรัฐฯ ต่อไปได้แล้ว สิ้นสุดมหากาพย์ที่ดำเนินมาตั้งแต่นายทรัมป์เป็นประธานาธิบดีสมัยแรก

เมื่อวันจันทร์ที่ 15 ก.ย. 2568 นายสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสหรัฐฯ สหรัฐฯ กับจีนได้บรรลุกรอบการทำงานเรื่องการให้ TikTok ยังคงสามารถดำเนินงานในสหรัฐฯ ต่อไปได้แล้ว โดยประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ กับ สี จิ้นผิง ผู้นำจีน จะคุยกันในวันศุกร์นี้ (19 ก.ย.) เพื่อสรุปข้อตกลงดังกล่าว

“ประธานาธิบดีทรัมป์มีบทบาทในเรื่องนี้ เราได้โทรศัพท์คุยกับเขาเมื่อคืนนี้ เราได้รับคำแนะนำที่เฉพาะเจาะจงจากเขา และได้แบ่งปันเรื่องดังกล่าวกับเจ้าหน้าที่จีน” นายเบสเซนต์กล่าว หลังการเจรจาที่กรุงมาดริด ประเทศสเปน เมื่อวันจันทร์ (15 ก.ย.) “หากปราศจากความเป็นผู้นำและอำนาจต่อรองที่เขามี เราก็คงไม่สามารถบรรลุข้อตกลงในวันนี้ได้”

รัฐบาลทรัมป์ไม่ได้ระบุชื่อผู้ซื้อที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ ที่จะเข้าซื้อกิจการของ TikTok ในแดนลุงแซม แต่คาดกันอย่างกว้างขวางว่ากลุ่มดังกล่าวจะนำโดย นายแลร์รี เอลลิสัน ประธานคณะผู้บริหารของบริษัท ออราเคิล ซึ่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้วได้กลายเป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกอยู่ช่วงหนึ่ง

เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา นายทรัมป์เคยออกมากล่าวว่า เขาสนับสนุนให้นายเอลลิสัน ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนนายทรัมป์ ให้ซื้อทรัพย์สินของ TikTok ในสหรัฐฯ

“เราให้ความสำคัญอย่างมากกับ TikTok และทำให้แน่ใจว่าข้อตกลงนี้เป็นธรรมสำหรับชาวจีนและเคารพต่อความกังวลด้านความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ อย่างยิ่ง ซึ่งนั่นคือข้อตกลงที่เราบรรลุ” นายเจมีสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันจันทร์

“แน่นอนว่าเราต้องการให้แน่ใจว่าจีนมีสภาพแวดล้อมการลงทุนที่เป็นธรรมในสหรัฐอเมริกา แต่ความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ ต้องมาเป็นอันดับแรกเสมอ” นายเกรียร์กล่าว

ด้าน TikTok และบริษัทแม่อย่าง ByteDance ยังไม่ได้ออกมาแสดงความเห็นใดๆ ในเรื่องข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ กับจีน

ทั้งนี้ ในช่วงก่อนสิ้นสุดการปกครองสมัยแรกของนายทรัมป์ เขาพยายามชงเรื่องการแบนแอปพลิเคชัน TikTok ในสหรัฐฯ แม้นโยบายของเขาจะไม่เคยผ่านความเห็นชอบจากสภา แต่ในท้ายที่สุด รัฐบาลชุดต่อมาของนายโจ ไบเดน ก็ให้การสนับสนุนและลงนามเป็นกฎหมาย

กฎหมายดังกล่าวผ่านความเห็นชอบจากทั้งสองพรรคในสภาคองเกรส สั่งแบน TikTok ในสหรัฐฯ อ้างความกังวลด้านความมั่นคงของชาติ และจะอนุญาตให้แอปฯ นี้สามารถดำเนินการในอเมริกาต่อไปได้ก็ต่อเมื่อเจ้าของ TikTok ในจีน ขายหุ้นธุรกิจ TikTok ในสหรัฐฯ ให้บุคคลหรือบริษัทที่สหรัฐฯ สนับสนุน

กฎหมายดังกล่าวทำให้บริการ TikTok ในสหรัฐฯ หยุดไปช่วงระยะเวลาหนึ่งในวันที่ 18 ก.ค. ก่อนที่ “กฎหมายควบคุมแอปพลิเคชันต่างชาติที่เป็นปรปักษ์” (Foreign Adversary Controlled Applications Act) จะเริ่มมีผลบังคับใช้ ก่อนที่นายทรัมป์จะลงนามคำสั่งพิเศษ เลื่อนเส้นตายการแบน TikTok ออกไป 75 วัน

หลังจากนั้น นายทรัมป์ก็เลื่อนเส้นตายการแบน TikTok ในสหรัฐฯ อีกหลายครั้ง โดยล่าสุดถูกเลื่อนไปวันที่ 17 ก.ย. เพื่อหาทางทำข้อตกลงกับจีน และคาดกันว่านายทรัมป์จะเลื่อนเส้นตายอีกหากทีมเจรจาของทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงไม่ทันเวลา

รัฐบาลสหรัฐฯ เผย บรรลุข้อตกลงเรื่อง TikTok กับจีนแล้ว

สถานการณ์ของ TikTok ในสหรัฐอเมริกาเป็นประเด็นที่ซับซ้อนและมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การที่รัฐบาลสหรัฐฯ เผยว่าบรรลุข้อตกลงเรื่อง TikTok กับจีนแล้วนั้น ถือเป็นข่าวที่น่าสนใจและส่งผลกระทบต่อผู้ใช้งาน TikTok จำนวนมาก

รายละเอียดข้อตกลง รัฐบาลสหรัฐฯ เผย บรรลุข้อตกลงเรื่อง TikTok กับจีนแล้ว

แม้ว่ารายละเอียดของข้อตกลงยังไม่ชัดเจนทั้งหมด แต่มีประเด็นสำคัญที่ควรพิจารณาคือ การรักษาความมั่นคงของข้อมูลผู้ใช้งานชาวอเมริกัน และการดำเนินการของ TikTok ในสหรัฐฯ จะเป็นไปในทิศทางใดต่อไป

การบรรลุข้อตกลงในครั้งนี้ อาจหมายถึง TikTok จะยังคงสามารถให้บริการในสหรัฐฯ ได้ต่อไป แต่ภายใต้เงื่อนไขที่เข้มงวดมากขึ้น เพื่อป้องกันการเข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้งานโดยรัฐบาลจีน หรือการใช้ TikTok เป็นเครื่องมือในการเผยแพร่ข้อมูลที่เป็นอันตราย

นอกจากนี้ การที่รัฐบาลสหรัฐฯ เผยว่า รัฐบาลสหรัฐฯ เผย บรรลุข้อตกลงเรื่อง TikTok กับจีนแล้ว อาจส่งผลกระทบต่อบริษัทเทคโนโลยีอื่นๆ ที่ดำเนินงานในต่างประเทศด้วย เนื่องจากเป็นการส่งสัญญาณว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับความมั่นคงแห่งชาติ และพร้อมที่จะใช้มาตรการต่างๆ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ

สำหรับผู้ใช้งาน TikTok ในประเทศไทย การที่ รัฐบาลสหรัฐฯ เผย บรรลุข้อตกลงเรื่อง TikTok กับจีนแล้ว อาจไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรง แต่ก็ควรตระหนักถึงความสำคัญของความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยในการใช้งานแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ และควรตรวจสอบข้อมูลที่ได้รับจากแหล่งต่างๆ อย่างรอบคอบ

ความสำเร็จในการบรรลุข้อตกลงนี้อาจเป็นผลมาจากแรงกดดันทางการเมืองและเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น รวมถึงความต้องการของทั้งสองฝ่ายที่จะรักษาความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ การที่ รัฐบาลสหรัฐฯ เผย บรรลุข้อตกลงเรื่อง TikTok กับจีนแล้ว ถือเป็นสัญญาณบวกที่อาจนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและความมั่นคงในอนาคต

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากรายละเอียดของข้อตกลงอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ และอาจมีข้อพิพาทเกิดขึ้นในอนาคต

การบรรลุข้อตกลงเรื่อง TikTok แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความสำคัญของการเจรจาและการประนีประนอมในการแก้ไขปัญหาต่างๆ

ที่มา – รัฐบาลสหรัฐฯ เผย บรรลุข้อตกลงเรื่อง TikTok กับจีนแล้ว

รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ หนุนอิสราเอลทำตามเป้าหมายในกาซา

มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ยืนยันระหว่างเยือนอิสราเอลว่า สหรัฐฯ จะสนับสนุนอิสราเอลเพื่อทำตามเป้าหมายในสงครามกาซาต่อไป พร้อมเรียกร้องให้กำจัดกลุ่มฮามาส

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของสหรัฐฯ กล่าวในวันจันทร์ที่ 15 ก.ย. 2568 ว่า สหรัฐฯ ยังคงแน่วแน่ในการสนับสนุนอิสราเอล เพื่อทำตามเป้าหมายของการทำสงครามในฉนวนกาซา พร้อมเรียกร้องให้กำจัดกลุ่มฮามาสให้สิ้นซาก

“ประชาชนในกาซาสมควรจะมีอนาคตที่ดีกว่านี้ แต่อนาคตที่ดีกว่าไม่สามารถเริ่มขึ้นได้จนกว่ากลุ่มฮามาสจะถูกกำจัด” นายรูบิโอบอกกับสื่อระหว่างการแถลงข่าวร่วมกับนายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ที่กรุงเยรูซาเลม “คุณวางใจได้เลยว่าเราจะให้การสนับสนุนอย่างไม่เปลี่ยนแปลง” นายรูบิโอกล่าว

ด้านนายเนทันยาฮูระบุว่า การที่นายรูบิโอมาเยือนอิสราเอลนั้น เป็นการส่งข้อความที่ชัดเจนว่า สหรัฐฯ ยืนเคียงข้างอิสราเอล พร้อมกับกล่าวชื่นชมประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ให้การสนับสนุน โดยยกย่องนายทรัมป์ว่า เป็นมิตรผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดที่อิสราเอลเคยมี

นายรูบิโอยังวิพากษ์วิจารณ์แผนการของชาติยุโรปหลายประเทศ ที่จะยอมรับความเป็นรัฐของปาเลสไตน์ โดยระบุว่า แผนการนี้ทำให้กลุ่มฮามาสฮึกเหิมมากขึ้น “แผนการนี้ส่วนใหญ่เป็นเพียงในเชิงสัญลักษณ์ … ผลกระทบเดียวที่มันทำให้เกิดขึ้นจริงๆ คือ ทำให้กลุ่มฮามาสรู้สึกฮึกเหิมขึ้นเท่านั้น”

รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวอีกว่า เขาจะหารือกับนายเนทันยาฮู เรื่องแผนการของอิสราเอลที่จะยึดเมืองกาซาซิตี้ ซึ่งเป็นเมืองใหญ่สุดในภาคกลางของฉนวนกาซา รวมถึงแผนการผนวกดินแดนบางส่วนของเขตเวสต์แบงก์ โดยหวังว่าจะป้องกันการจัดตั้งรัฐปาเลสไตน์ได้

นายรูบิโอกล่าวด้วยว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ต้องการให้สงครามในกาซา “จบลง” ซึ่งนั่นหมายถึงการปลดปล่อยตัวประกันทุกคน และรับประกันว่า กลุ่มฮามาสจะไม่เป็นภัยคุกคามอีกต่อไป

อย่างไรก็ตาม การเจรจาเพื่อปล่อยตัวประกันและยุติสงครามดูจะทำได้ยากยิ่งขึ้นหลังจากเมื่อสัปดาห์ก่อน อิสราเอลโจมตีทางอากาศเข้าใส่เป้าหมายในกรุงโดฮา เมืองหลวงของประเทศกาตาร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวกลางเจรจา โดยอ้างว่าโจมตีผู้นำกลุ่มฮามาส เรียกเสียงประณามอย่างหนักจากนานาชาติ

“เราได้ส่งข้อความไปถึงผู้ก่อการร้ายว่า พวกคุณหนีได้ แต่ซ่อนตัวไม่ได้” เนทันยาฮูกล่าวเมื่อวันจันทร์ “การจู่โจมนี้ไม่ได้ล้มเหลว มันมีสาระสำคัญเพียงอย่างเดียว”

ด้านนายรูบิโอกล่าวว่า รัฐบาลสหรัฐฯ จะขอให้กาตาร์ดำเนิน “บทบาทที่สร้างสรรค์” ในฐานะคนกลางในสงครามกาซาต่อไป

ในเวลาต่อมา เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ นายหนึ่งเปิดเผยว่า นายรูบิโอจะเดินทางไปยังกาตาร์ในวันอังคารนี้ (16 ก.ย.) 1 วันหลังจากผู้นำชาติอาหรับและอิสลามประชุมร่วมกันในวันจันทร์ เพื่อเพิ่มแรงกดดันให้อิสราเอล จากกรณีการโจมตีกรุงโดฮา

ในการประชุมสุดยอดดังกล่าว เจ้าผู้ครองรัฐกาตาร์กล่าวว่าอิสราเอลพยายามขัดขวางการเจรจาหยุดยิง ซึ่งกาตาร์ร่วมกับอียิปต์และสหรัฐฯ พยายามเป็นคนกลางในการเจรจาระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาสมาตลอด

“ใครก็ตามที่ทำงานอย่างไม่ลดละและเป็นระบบเพื่อลอบสังหารคู่กรณีที่ตนกำลังเจรจาด้วย ย่อมมีเจตนาที่จะขัดขวางการเจรจา… สำหรับพวกเขาแล้ว การเจรจาเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสงครามเท่านั้น” ชีค ทามิม บิน ฮาหมัด อัล ธานี กล่าว

การเยือนอิสราเอลของ รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ ที่จะสนับสนุนอิสราเอลให้บรรลุเป้าหมายในการทำสงครามกับกลุ่มฮามาส ถึงแม้ว่าจะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากนานาชาติก็ตาม

รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ สัญญาหนุนอิสราเอลทำตามเป้าหมายในกาซา

การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องของสหรัฐฯ ต่ออิสราเอลในการทำสงครามในฉนวนกาซา มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ความชัดเจนในการสนับสนุนนี้ส่งผลต่อการเจรจาและสันติภาพในภูมิภาค

รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ ย้ำจุดยืนสนับสนุนอิสราเอล

สหรัฐฯ ยังคงยืนหยัดเคียงข้างอิสราเอล และพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือเพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการกำจัดกลุ่มฮามาสและสร้างความมั่นคงในภูมิภาค การเดินทางเยือนของ รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ ครั้งนี้เป็นการยืนยันถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศ แม้ว่าสถานการณ์ในกาซาจะยังคงตึงเครียดและซับซ้อน การสนับสนุนจากสหรัฐฯ ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่อิสราเอลใช้ในการกำหนดกลยุทธ์และนโยบายต่างๆ

รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ สัญญาหนุนอิสราเอลทำตามเป้าหมายในกาซา เป็นประเด็นที่ทั่วโลกจับตามอง และมีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลเเละฮามาสยังคงดำเนินต่อไป การตัดสินใจของประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาย่อมมีนัยสำคัญอย่างยิ่ง

ที่มา – รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ สัญญาหนุนอิสราเอลทำตามเป้าหมายในกาซา

มือยิง “ชาร์ลี เคิร์ก” ไม่ให้ความร่วมมือ!

สถานการณ์ล่าสุดในการสืบสวนคดีมือยิง “ชาร์ลี เคิร์ก” นักเคลื่อนไหวชื่อดังยังคงตึงเครียด เมื่อผู้ต้องสงสัยยังคงปฏิเสธที่จะให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทำให้การไขชนวนสังหารยังคงเป็นปริศนา

มือยิง “ชาร์ลี เคิร์ก” ไม่ให้ความร่วมมือกับตำรวจ

นายสเปนเซอร์ ค็อกซ์ ผู้ว่าการรัฐยูทาห์ ได้ออกมาเปิดเผยถึงความคืบหน้าของคดีนี้ว่า นายไทเลอร์ โรบินสัน วัย 22 ปี ผู้ต้องสงสัยหลักในคดีมือยิง “ชาร์ลี เคิร์ก” ยังคงปิดปากเงียบ ไม่ยอมให้ข้อมูลใดๆ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อการสืบสวน ทำให้เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถทราบถึงแรงจูงใจที่แท้จริงในการก่อเหตุครั้งนี้ได้

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 กันยายนที่ผ่านมา ที่วิทยาเขตของมหาวิทยาลัยยูทาห์ วัลเลย์ ในขณะที่นายชาร์ลี เคิร์ก กำลังร่วมงานอีเวนต์ขององค์กรนักศึกษา “จุดเปลี่ยนสหรัฐอเมริกา” (Turning Point USA – TPUSA) ซึ่งเขาเป็นผู้ก่อตั้ง การจับกุมนายโรบินสันเกิดขึ้นในคืนวันพฤหัสบดีหลังจากเกิดเหตุ

ผู้ว่าการรัฐยูทาห์ยังกล่าวอีกว่า แม้ว่าผู้ต้องสงสัยจะไม่ให้ความร่วมมือ แต่คนรอบข้างของนายโรบินสันให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีในการให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ

โรบินสันคุยเรื่องยิงเคิร์กใน Discord จริงหรือไม่?

มีรายงานข่าวว่า นายโรบินสันเคยพูดคุยกับบุคคลอื่นบนแพลตฟอร์ม Discord หลังก่อเหตุ โดยมีการพูดติดตลกว่าตัวเองเป็นมือปืน ซึ่งผู้ว่าการรัฐยูทาห์ได้กล่าวถึงประเด็นนี้ว่า “ขณะนี้เรายืนยันได้ว่า การสนทนาเหล่านั้นเกิดขึ้นจริงอย่างแน่นอน แต่ในตอนแรกคนอื่นๆที่คุยด้วยไม่เชื่อว่าจะเป็นนายโรบินสันจริงๆ ทุกคนคิดว่าเป็นเพียงเรื่องล้อเล่น จนกระทั่งเขายอมรับว่า เขาเป็นคนก่อเหตุจริงๆ”

นอกจากนี้ นายค็อกซ์ยังเคยให้สัมภาษณ์กับ Wall Street Journal ว่า นายโรบินสันได้รับการปลูกฝังอุดมการณ์ฝ่ายซ้ายอย่างลึกซึ้ง ซึ่งข้อมูลดังกล่าวได้มาจากเพื่อนและครอบครัวของผู้ต้องสงสัยเอง

เมื่อถูกถามถึงเรื่องนี้ในรายการ State of the Union ของช่อง CNN เขากล่าวว่า “ยังมีอีกหลายอย่างที่เรากำลังเรียนรู้ และอีกมากมายที่เราจะได้รู้” พร้อมเสริมว่าเมื่อมีการยื่นฟ้องอย่างเป็นทางการแล้ว จะมี “หลักฐานและข้อมูลต่าง ๆ เปิดเผยออกมาอีกมาก”

ประเด็นที่น่าสนใจอีกอย่างคือ เพื่อนร่วมห้องของนายโรบินสันกำลังให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในการสืบสวนอย่างเต็มที่ โดยเพื่อนคนนี้ไม่เคยทราบถึงแผนการลอบสังหารนายเคิร์กมาก่อน

ผู้ว่าการรัฐยูทาห์ยังเปิดเผยว่า เพื่อนร่วมห้องของนายโรบินสันคนนี้กำลังอยู่ระหว่างการแปลงเพศจากชายเป็นหญิง แต่เจ้าหน้าที่ยังไม่ทราบว่าเรื่องนี้มีความเกี่ยวข้องกับการสืบสวนหรือไม่

คดีมือยิง “ชาร์ลี เคิร์ก” ยังคงเป็นที่สนใจของสาธารณชนอย่างกว้างขวาง เนื่องจากนายเคิร์กเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงในวงการการเมืองอเมริกา การที่มือยิง “ชาร์ลี เคิร์ก” ไม่ให้ความร่วมมือกับตำรวจ ทำให้การคลี่คลายคดียังคงต้องใช้เวลา และอาจมีข้อมูลใหม่ๆ เปิดเผยออกมาในอนาคตอันใกล้นี้

จากเหตุการณ์นี้ เราได้เห็นถึงความซับซ้อนของการก่ออาชญากรรมและการสืบสวนสอบสวน ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายเพื่อให้ความจริงปรากฏ และนำผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย

ที่มา – มือยิง “ชาร์ลี เคิร์ก” ไม่ให้ความร่วมมือกับตำรวจ ไม่เผยชนวนสังหาร

แรงงานเกาหลีใต้ 300 คน กลับบ้านหลังถูกกวาดจับ

แรงงานเกาหลีใต้ 300 คน ได้เดินทางกลับถึงบ้านเกิดแล้วในวันนี้ หลังจากเผชิญเหตุการณ์ไม่คาดฝันเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อพวกเขาถูกบุกจับและควบคุมตัวโดยสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองของสหรัฐฯ ที่ไซต์งานโครงการผลิตแบตเตอรี่ในรัฐจอร์เจีย เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความตกตะลึงและความไม่พอใจอย่างกว้างขวางในเกาหลีใต้

ภาพของแรงงานชาวเกาหลีใต้ที่สวมหน้ากากอนามัยทยอยลงจากเครื่องบินเช่าเหมาลำที่ท่าอากาศยานอินชอน เป็นภาพที่สะท้อนถึงความโล่งอกและความยินดีที่ได้กลับบ้านเกิด โดยมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลเกาหลีใต้ รวมถึงหัวหน้าคณะทำงานของประธานาธิบดี มารอต้อนรับเพื่อแสดงความขอบคุณและให้กำลังใจ

การเดินทางกลับบ้านของแรงงานเกาหลีใต้ 300 คนนี้ เป็นผลมาจากการเจรจาอย่างเข้มข้นตลอดทั้งสัปดาห์ของรัฐบาลเกาหลีใต้กับสหรัฐฯ เพื่อให้มีการปล่อยตัวและส่งตัวแรงงานกลับประเทศ หลังจากภาพการควบคุมตัวแรงงานในลักษณะใส่กุญแจมือและโซ่ตรวนได้สร้างความสะเทือนใจและความไม่พอใจแก่ประชาชนชาวเกาหลีใต้อย่างมาก

แรงงานเกาหลีใต้ 300 คน กลับถึงบ้าน

ปัญหาการขอวีซ่าที่เหมาะสมสำหรับแรงงานผู้เชี่ยวชาญเพื่อทำงานในโครงการต่างๆ ในสหรัฐฯ เป็นประเด็นที่บริษัทเกาหลีใต้ต้องเผชิญมาอย่างต่อเนื่อง และเป็นอุปสรรคสำคัญในการดำเนินงาน ทำให้แรงงานบางส่วนต้องอาศัยช่องว่างทางกฎหมายเรื่องวีซ่าของสหรัฐฯ เพื่อให้สามารถทำงานในโครงการเหล่านี้ได้

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีใต้และสหรัฐฯ ในช่วงเวลาที่ทั้งสองประเทศกำลังจะสรุปข้อตกลงการค้าที่สำคัญ ซึ่งรวมถึงการจัดตั้งกองทุนมูลค่า 3.5 แสนล้านดอลลาร์ เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นอาจส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจลงทุนของบริษัทเกาหลีใต้ในสหรัฐฯ ในอนาคต

นอกจากแรงงานเกาหลีใต้ 300 คนแล้ว ยังมีผู้ถูกกักตัวจากประเทศอื่นๆ อีก ได้แก่ จีน 10 คน, ญี่ปุ่น 3 คน และอินโดนีเซีย 1 คน ซึ่งทำงานให้กับบริษัท LG Energy Solution และผู้รับเหมาช่วง โครงการดังกล่าวเป็นการร่วมลงทุนกับบริษัทฮุนได มอเตอร์ ในการสร้างโรงงานแบตเตอรี่

รัฐมนตรีต่างประเทศเกาหลีใต้เร่งแก้ไขปัญหา

นายโช ฮยอน รัฐมนตรีต่างประเทศเกาหลีใต้ ได้เดินทางไปกรุงวอชิงตันดีซี เพื่อหารือกับเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ในการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน โดยเรียกร้องให้พิจารณาวีซ่าประเภทใหม่สำหรับแรงงานในบริษัทเกาหลีที่ลงทุนในสหรัฐฯ และทั้งสองประเทศกำลังพิจารณาจัดตั้งคณะทำงานเพื่อหารือในเรื่องนี้อย่างละเอียด

ประธานาธิบดีอี แจ มยอง ได้ออกมาเตือนว่า เหตุการณ์นี้อาจส่งผลให้บริษัทเกาหลีใต้ลังเลที่จะลงทุนในสหรัฐฯ ในช่วงเวลาที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พยายามที่จะดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศในภาคการผลิต การสร้างความเชื่อมั่นและความชัดเจนในเรื่องวีซ่าจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า การลงทุนระหว่างประเทศมีความซับซ้อนและต้องคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ อย่างรอบคอบ ทั้งด้านกฎหมาย แรงงาน และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การที่รัฐบาลเกาหลีใต้เข้ามาดูแลและแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็ว แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนและส่งเสริมการลงทุนในต่างประเทศ

ที่มา – แรงงานเกาหลีใต้ 300 คน กลับถึงบ้าน หลังถูกรัฐบาลสหรัฐฯ กวาดจับที่โรงงานแบตเตอรี

Scroll to top