หนองคาย

รับตัว 42 คนไทย เครือข่ายเว็บพนัน หลังถูก สปป.ลาว กวาดล้าง ผลักดันกลับประเทศ

รับตัว 42 คนไทย เครือข่ายเว็บพนัน หลังถูก สปป.ลาว กวาดล้าง ผลักดันกลับประเทศ

กลายเป็นข่าวใหญ่ที่หลายคนกำลังจับตามอง เมื่อล่าสุดทางการ สปป.ลาว ได้ดำเนินการกวาดล้างกลุ่มมิจฉาชีพที่ลักลอบเปิดเว็บพนันออนไลน์ใจกลางนครหลวงเวียงจันทน์ จนส่งผลให้มีการจับกุมและผลักดัน รับตัว 42 คนไทย เครือข่ายเว็บพนัน หลังถูก สปป.ลาว กวาดล้าง ผลักดันกลับประเทศ เข้าสู่กระบวนการของเจ้าหน้าที่ไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2569 ณ ด่านสากลมิตรภาพ 1 จังหวัดหนองคาย

เบื้องหลังการกวาดล้างเครือข่ายเว็บพนันข้ามชาติ

เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดหนองคาย นำโดย พ.ต.อ.นพดล รักชาติ ได้ประสานงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อรับตัวคนไทยทั้ง 42 รายกลับมายังประเทศไทย เพื่อเข้าสู่กระบวนการสอบสวนตามกฎหมาย การปฏิบัติการ รับตัว 42 คนไทย เครือข่ายเว็บพนัน หลังถูก สปป.ลาว กวาดล้าง ผลักดันกลับประเทศ ในครั้งนี้ถือเป็นความร่วมมือระหว่างสองประเทศเพื่อปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ที่กำลังระบาดอย่างหนัก

จากการสอบสวนเบื้องต้นพบว่ากลุ่มคนไทยเหล่านี้ได้เดินทางข้ามฝั่งไปรับจ้างทำงานให้กับเว็บไซต์พนันออนไลน์ชื่อดังหลายแห่ง เช่น:

  • Galaxy
  • Hotspin
  • CoinX
  • KTV
  • Eufa888MGWIN

เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการคัดแยกผู้เสียหายโดยใช้กลไกการส่งต่อระดับชาติ (National Referral Mechanism: NRM) เพื่อตรวจสอบว่ามีใครที่เข้าข่ายตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์หรือถูกบังคับใช้แรงงานหรือไม่ เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายตามหลักสากล

สรุปบทเรียนสำคัญสำหรับคนหางาน

การดำเนินการ รับตัว 42 คนไทย เครือข่ายเว็บพนัน หลังถูก สปป.ลาว กวาดล้าง ผลักดันกลับประเทศ ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่าการไปทำงานต่างประเทศโดยไม่ผ่านช่องทางที่ถูกต้องตามกฎหมายนั้นมีความเสี่ยงสูงมาก นอกจากจะมีความผิดฐานไม่แจ้งการไปทำงานในต่างประเทศแล้ว ยังอาจต้องเผชิญกับอันตรายจากการถูกหลอกลวงหรือตกเป็นเครื่องมือของมิจฉาชีพได้

เราขอเตือนให้ผู้ที่กำลังมองหางานในต่างประเทศ ควรตรวจสอบความน่าเชื่อถือของนายจ้างและศึกษาข้อกฎหมายให้ดีก่อนตัดสินใจเดินทาง เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อหรือต้องโทษทางอาญาจากการรู้เท่าไม่ถึงการณ์ครับ

ที่มา – รับตัว 42 คนไทย เครือข่ายเว็บพนัน หลังถูก สปป.ลาว กวาดล้าง ผลักดันกลับประเทศ

“วัชระพล” รมช.เกษตรฯ ประสานกรมฝนหลวงรับมือไฟป่า “พานพร้าวแก้งไก่”

“วัชระพล” รมช.เกษตรฯ ประสานกรมฝนหลวงรับมือไฟป่า “พานพร้าวแก้งไก่” เป็นข่าวที่หลายคนให้ความสนใจในช่วงฤดูแล้งที่ร้อนระอุ โดยเฉพาะในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติพานพร้าวแก้งไก่ ซึ่งครอบคลุมอำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย อำเภอนายูง จังหวัดอุดรธานี และอำเภอปากชม จังหวัดเลย สถานการณ์ไฟป่ายังคงน่าเป็นห่วง แม้เจ้าหน้าที่จะทำงานอย่างหนักเพื่อควบคุม

“วัชระพล” รมช.เกษตรฯ ประสานกรมฝนหลวงรับมือไฟป่า “พานพร้าวแก้งไก่”

วันที่ 13 เมษายน 2569 นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์ไฟป่าด้วยตนเอง หลังจากเกิดเหตุตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน โดยร่วมกับจังหวัดอุดรธานี ประเมินความเสียหายและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานอย่างสุดกำลัง แม้ไฟจะไม่ลุกลามแบบโหมกระหน่ำแล้ว แต่ยังมีกลุ่มควันหลายจุดที่พร้อมปะทุได้ทุกเมื่อ ทำให้ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

ภาพสถานการณ์ไฟป่าพานพร้าวแก้งไก่

ช่วงเช้าวันที่ 13 เมษายน สถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย นายวัชระพลจึงรีบประสานงานกับกรมฝนหลวงและการบินเกษตร โดยสั่งเคลื่อนย้ายเฮลิคอปเตอร์มาช่วยดับไฟทันทีที่เครื่องบินมาถึง สภาพอากาศร้อนจัดในช่วงนี้เป็นปัจจัยเสี่ยงหลักที่ทำให้ไฟป่าเกิดขึ้นง่าย ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายต่างขอบคุณเจ้าหน้าที่ที่ทำงานเต็มที่ เพื่อให้ประชาชนเดินทางท่องเที่ยวช่วงสงกรานต์ได้อย่างปลอดภัย

นายวัชระพล ลงพื้นที่ตรวจไฟป่า

ผลกระทบจากไฟป่า “พานพร้าวแก้งไก่” และมาตรการรับมือ

ไฟป่าที่พานพร้าวแก้งไก่ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ป่าไม้เท่านั้น แต่ยังก่อให้เกิดหมอกควันที่กระทบสุขภาพประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียง ลมแรงและความแห้งแล้งยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้าย นายวัชระพลเน้นย้ำถึงการสร้างแนวไฟป้องกันเพื่อสกัดไม่ให้ไฟลุกลาม และการใช้เทคโนโลยีจากกรมฝนหลวงในการ诱ฝนเทียมเพื่อช่วยดับไฟได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • ลงพื้นที่ประเมินสถานการณ์และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่
  • ประสานเฮลิคอปเตอร์จากกรมฝนหลวงมาช่วยดับไฟ
  • เฝ้าระวังกลุ่มควันที่อาจปะทุใหม่
  • สร้างแนวป้องกันไฟเพื่อป้องกันการขยายวง

เฮลิคอปเตอร์กรมฝนหลวงเตรียมช่วยดับไฟ

นอกจากนี้ ยังมีการวางแผนระยะยาวเพื่อป้องกันไฟป่าในอนาคต เช่น การรณรงค์ให้เกษตรกรเลิกเผาเพื่อเตรียมดิน การปลูกต้นไม้ทนไฟ และการใช้โดรนตรวจจับจุดความร้อนล่วงหน้า ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้ไฟป่าเกิดบ่อยขึ้น ดังนั้นความร่วมมือจากทุกภาคส่วนจึงสำคัญยิ่ง

บทเรียนจากเหตุไฟป่าและคำแนะนำป้องกัน

จากประสบการณ์ครั้งนี้ “วัชระพล” รมช.เกษตรฯ ประสานกรมฝนหลวงรับมือไฟป่า “พานพร้าวแก้งไก่” ได้แสดงให้เห็นถึงความรวดเร็วในการตอบสนองของรัฐบาล บทเรียนสำคัญคือต้องเตรียมพร้อมตลอดฤดูแล้ง โดยประชาชนสามารถช่วยได้ด้วยการไม่ทิ้งก้นบุหรี่ขณะเดินป่า หลีกเลี่ยงการจุดไฟในที่โล่ง และแจ้งเบาะแสทันทีหากพบไฟป่า

สถานการณ์ไฟป่าไม่เพียงทำลายทรัพยากรธรรมชาติ แต่ยังคุกคามชีวิตและทรัพย์สิน การมีหน่วยงานอย่างกรมฝนหลวงที่พร้อมช่วยเหลือจึงเป็นข่าวดีสำหรับทุกคน ในช่วงสงกรานต์นี้ ขอให้ทุกท่านเดินทางปลอดภัยและช่วยกันอนุรักษ์ป่าไม้

สุดท้ายนี้ การเฝ้าระวังและป้องกันคือกุญแจสำคัญในการรับมือภัยพิบัติจากธรรมชาติ หากคุณมีข้อมูลเพิ่มเติมหรืออยากแบ่งปันประสบการณ์ สามารถคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย หรือติดตามข่าวอัปเดตสถานการณ์ไฟป่าเพื่อความปลอดภัยของทุกคน

ที่มา – “วัชระพล” รมช.เกษตรฯ ประสานกรมฝนหลวงรับมือไฟป่า “พานพร้าวแก้งไก่”

สงกรานต์หนองคายคึกคัก อัญเชิญหลวงพ่อพระใส

เทศกาลสงกรานต์ที่หนองคายปีนี้คึกคักสุดๆ เลยครับ! สงกรานต์หนองคายคึกคัก อัญเชิญหลวงพ่อพระใส ดึงดูดพุทธศาสนิกชนนับหมื่นคนมาร่วมพิธีสำคัญที่วัดโพธิ์ชัย พระอารามหลวง อำเภอเมืองหนองคาย เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2567 (หรือ 2569 ตามเอกสาร) เป็นภาพที่งดงาม สะท้อนพลังศรัทธาอันแรงกล้าของชาวอีสาน

สงกรานต์หนองคายคึกคัก อัญเชิญหลวงพ่อพระใส ลงจากพระอุโบสถ

สงกรานต์หนองคายคึกคัก อัญเชิญหลวงพ่อพระใส

พิธีเริ่มต้นเวลา 09.09 น. โดยมีนายศรัณย์ศักดิ์ ศรีเครือเนตร ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย เป็นประธาน ร่วมด้วยรองผู้ว่าราชการจังหวัดหลายท่าน พล.ต.ต.อัทธชนม์ ช่วงงาม ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดหนองคาย นายก อบจ. นายกเทศมนตรีเมือง และหัวหน้าส่วนราชการ รวมถึงพระเดชพระคุณพระเทพวชิรคุณ เจ้าอาวาสวัดโพธิ์ชัย พระภาวณาวัชริมุนี ผู้ช่วยเจ้าอาวาส

ทุกคนร่วมกล่าวขอขมาอัญเชิญ หลวงพ่อพระใส พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองหนองคาย ลงจากพระอุโบสถ จากนั้นกรรมการใช้ไม้คานหามและเชือกมัดผูก อัญเชิญพระองค์ลงมา แห่รอบพระอุโบสถ 3 รอบ เพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวสรงน้ำด้วยน้ำอบน้ำหอม เป็นสิริมงคลในวันสงกรานต์

ประชาชนสรงน้ำหลวงพ่อพระใส สงกรานต์หนองคายคึกคัก

ขั้นตอนพิธีอัญเชิญหลวงพ่อพระใสในสงกรานต์หนองคายคึกคัก

หลังแห่รอบพระอุโบสถแล้ว พระองค์จะถูกอัญเชิญขึ้นราชรถ แห่รอบเมืองหนองคายระยะทางกว่า 10 กิโลเมตร ถือเป็นประเพณีประจำปีที่ชาวหนองคายเฝ้ารอคอย กิจกรรมนี้ไม่เพียงเสริมสร้างความสามัคคี แต่ยังเป็นการเริ่มต้นปีใหม่ไทยด้วยบุญกุศล

  • เวลาเริ่มพิธี: 09.09 น.
  • สถานที่: วัดโพธิ์ชัย พระอารามหลวง
  • ผู้เข้าร่วม: ผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าฯ ข้าราชการ พระสงฆ์ และประชาชนนับหมื่น
  • กิจกรรมหลัก: ขอขมา อัญเชิญลง แห่ 3 รอบ สรงน้ำ แห่รอบเมือง
  • ระยะทางแห่: 10+ กม.
แห่หลวงพ่อพระใสรอบพระอุโบสถ สงกรานต์หนองคาย

หลวงพ่อพระใสเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย หล่อด้วยทองสีสุก ตามตำนานสร้างโดยพระราชธิดา 3 พระองค์ของกษัตริย์ล้านช้าง คือ พระสุก พระเสริม และพระใส องค์พระใสประดิษฐานมั่นคงที่วัดโพธิ์ชัยมานาน เป็นศูนย์รวมจิตใจชาวหนองคายและอีสาน

พลังศรัทธานับหมื่น สงกรานต์หนองคายคึกคัก อัญเชิญหลวงพ่อพระใส

ทุกปี สงกรานต์หนองคายคึกคัก อัญเชิญหลวงพ่อพระใส จะสร้างความประทับใจ ด้วยผู้คนแน่นวัด บรรยากาศเต็มไปด้วยเสียงเพลงกลองยาวและการรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ สงกรานต์ที่นี่ไม่ใช่แค่เล่นน้ำ แต่เป็นการทำบุญใหญ่

ราชรถแห่หลวงพ่อพระใส รอบเมืองหนองคาย
หลวงพ่อพระใส ปางมารวิชัย วัดโพธิ์ชัย

ประเพณีนี้ช่วยอนุรักษ์วัฒนธรรมล้านช้าง สร้างรายได้ให้ท้องถิ่นจากนักท่องเที่ยว หากคุณยังไม่เคยไป ลองวางแผนปีหน้าเลยครับ จะได้สัมผัสพลังศรัทธาและความสนุกของสงกรานต์หนองคายแบบเต็มๆ

ที่มา – สงกรานต์หนองคายคึกคัก คนนับหมื่นแห่ร่วมอัญเชิญ “หลวงพ่อพระใส” ลงจากพระอุโบสถวัดโพธิ์ชัย

จับหนุ่มขนยาบ้า 8 หมื่นเม็ด พาครอบครัวเที่ยว แม่ฉี่ม่วง

เหตุการณ์ จับหนุ่มขนยาบ้า 8 หมื่นเม็ด ระหว่างพาครอบครัวเที่ยว อึ้งแม่ฉี่ม่วงโดนด้วย สร้างความช็อกให้สังคมไทยเป็นอย่างมาก เมื่อตำรวจชุดปราบปรามยาเสพติดสามารถสกัดจับผู้ต้องหาที่ใช้ครอบครัวเป็นเครื่องบังหน้าในการลักลอบขนยาเสพติดได้สำเร็จ เรื่องราวนี้เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดอุดรธานีและหนองคาย ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญในการลักลอบนำยาบ้าจากชายแดนเข้าสู่ภายในประเทศ

จับหนุ่มขนยาบ้า 8 หมื่นเม็ด ระหว่างพาครอบครัวเที่ยว อึ้งแม่ฉี่ม่วงโดนด้วย

เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569 ร.ต.อ.จีรศักดิ์ คำวะเนตร หัวหน้าชุดปราบปรามยาเสพติด ตชด.24 ค่ายเสนีย์รณยุทธ จ.อุดรธานี นำทีมสืบสวนหลังจากได้ข้อมูลว่านายณรงค์ชัย หรือ “แม้ว” อายุ 29 ปี ชาวนครพนม เป็นตัวการขนยาเสพติด โดยใช้รถมิตซูบิชิ ปาเจโร่ สีบรอนซ์ ทะเบียนกรุงเทพฯ ตำรวจสะกดรอยตามจนพบรถคันดังกล่าวในพื้นที่อ.สังคม จ.หนองคาย

เช้าวันที่ 7 เมษายน นายแม้วขับรถออกจากรีสอร์ทมุ่งหน้าอ.น้ำโสม จ.อุดรธานี ในรถมีภรรยาอายุ 20 ปี ลูกชายวัย 4 ขวบ และแม่วัย 51 ปี นั่งมาด้วย ตำรวจสังเกตว่ารถบรรทุกของหนักผิดปกติ เมื่อมาถึงเส้นทางบ้านกลางใหญ่-ผักบุ้ง อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี จึงเข้าสกัดจับ ตรวจค้นพบยาบ้า 83,890 เม็ด ซุกในกระเป๋าเดินทาง

ผลตรวจฉี่ม่วงทั้งลูกชายและแม่

จากการตรวจปัสสาวะพบว่านายแม้วและนางวรรณิสา หรือ “บุ๋ม” แม่ของเขา มีสารเสพติดในร่างกายหรือฉี่ม่วงทั้งคู่ นอกจากนี้ ในโทรศัพท์ของแม่ยังมีข้อความติดต่อกับขบวนการยาเสพติด ตำรวจจึงแจ้งข้อหา “ร่วมกันมียาเสพติดประเภท 1 (ยาบ้า) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย” และ “เสพยาเสพติด” นายแม้วยังถูกข้อหา “ขับรถขณะมีสารเสพติดในร่างกาย”

นายแม้วสารภาพว่าเคยติดคุก 3 เดือนฐานครอบครองและเสพยาบ้า ต่อมารู้จัก “นายบอส” ชาวไทยในประเทศเพื่อนบ้านที่จ้างขนยาไอซ์และยาบ้า ครั้งนี้เดิมทีพาครอบครัวมาเที่ยวสงกรานต์ที่หนองคาย แต่ถูกจ้างขนยาบ้าแทนยาไอซ์ 150 กก. ที่ปฏิเสธไป ค่าจ้าง 40,000 บาท ได้ล่วงหน้า 10,000 บาท

เขารับยาบ้าจากป่าสวนยางอ.สังคมช่วงเย็นวันที่ 6 เมษายน โดยบอกภรรยาว่าไปซื้อของ จากนั้นพาครอบครัวออกเดินทางตอนตี 4 มุ่งหน้าชัยภูมิ คิดว่ามีครอบครัวจะไม่ถูกสงสัย แต่โดนสกัดจับเพราะถนนก่อสร้าง

แม่ยอมรับเสพยาบ้าครั้งแรกเพราะอยากลอง

นางบุ๋ม แม่ของนายแม้ว ให้การว่ามาเที่ยวกับลูก ไม่รู้เรื่องขนยา แต่ยอมรับเสพยาบ้าครึ่งเม็ดครั้งแรกที่รีสอร์ทเพราะอยากลอง ขอยาจากลูกชาย รู้ว่าลูกเคยติดคุกเรื่องยาแต่ไม่คิดจะรับจ้างใหญ่ขนาดนี้ สุดท้ายติดร่างแหไปด้วย

ภาพที่น่าปวดใจคือ นายแม้วก้มกราบแม่ร่ำไห้ขอโทษ แม่กอดลูกและยกโทษให้ ทั้งคู่ร้องไห้โฮต่อหน้าตำรวจ ก่อนถูกนำตัวส่งสภ.กลางใหญ่ อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี

บทเรียนจากคดีจับหนุ่มขนยาบ้า 8 หมื่นเม็ด

คดีนี้สะท้อนปัญหายาเสพติดที่แทรกซึมเข้าสู่ครอบครัวและชีวิตประจำวัน ผู้ต้องหาใช้ครอบครัวตบตา แต่สุดท้ายครอบครัวเดือดร้อนไปด้วย ยาเสพติดทำลายชีวิตไม่เลือก階層 ไม่ว่าจะเป็นลูกหนุ่มหรือแม่วัย 51 ปีที่เพิ่งลองเสพครั้งแรกก็ติดคุกได้

  • เสี่ยงสูง: ขนยาเสพติดมีค่าจ้างสูงแต่เสี่ยงติดคุกยาว
  • ผลกระทบครอบครัว: ลูกชายทำแม่ติดร่างแห ฉี่ม่วงโดนจับ
  • การปราบปราม: ตำรวจ ตชด.24 ทำงานได้ดี สกัดจับได้ก่อนถึงปลายทาง

สถิติยาเสพติดในไทยยังน่ากลัว ปียาเสพติดแห่งชาติรายงานว่ามียาไอซ์และยาบ้ากว่า 100 ตันถูกยึด แต่ยังไหลเวียนจำนวนมาก ประชาชนควรระวังสัญญาณ เช่น รถบรรทุกหนักผิดปกติ หรือพฤติกรรมแปลกๆ ในครอบครัว

เหตุการณ์ จับหนุ่มขนยาบ้า 8 หมื่นเม็ด ระหว่างพาครอบครัวเที่ยว อึ้งแม่ฉี่ม่วงโดนด้วย เป็นเครื่องเตือนใจให้ห่างไกลยาเสพติด สังคมต้องร่วมมือแจ้งเบาะแส หากเห็นสิ่งผิดปกติ รายงานตำรวจทันทีเพื่อปกป้องครอบครัวและชุมชน

คุณคิดอย่างไรกับคดีนี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความเพื่อเตือนภัยยาเสพติดให้เพื่อนๆ รับทราบ ช่วยกันสร้างสังคมปลอดภัยจากยาเสพติด

ที่มา – จับหนุ่มขนยาบ้า 8 หมื่นเม็ด ระหว่างพาครอบครัวเที่ยว อึ้งแม่ฉี่ม่วงโดนด้วย

ตม.รวบหนุ่มหั่นศพแฟนสาว ขณะเตรียมหนีกลับประเทศ ยังปฏิเสธไม่ได้ฆ่าโหด

เหตุการณ์สะเทือนขวัญที่กำลังเป็นกระแสในโซเชียลมีเดีย เมื่อ ตม.รวบหนุ่มหั่นศพแฟนสาว ขณะเตรียมหนีกลับประเทศ ยังปฏิเสธไม่ได้ฆ่าโหด ทำให้ประชาชนตื่นตระหนกกับความโหดร้ายของคดีนี้ ตม.หนองคาย สามารถจับกุมผู้ต้องหาชาวลาวได้อย่างฉับไว ก่อนที่เขาจะหลบหนีข้ามชายแดนได้สำเร็จ

ตม.รวบหนุ่มหั่นศพแฟนสาว ขณะเตรียมหนีกลับประเทศ ยังปฏิเสธไม่ได้ฆ่าโหด

จากรายงานล่าสุดของสื่อมวลชน เมื่อวันที่ 24 มี.ค. 2569 เวลาประมาณ 17.30 น. เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) หนองคาย ได้รับการประสานงานจากชุดสืบสวน สน.ทุ่งสองห้อง จึงรีบออกสืบสวนและประสานหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ จนนำไปสู่การจับกุมนายต้อม อายุ 26 ปี ชาว สปป.ลาว ผู้ต้องหาคดีฆ่าหั่นศพนางสาวแรม อายุ 20 ปี แฟนสาวชาวลาวเช่นกัน

ผู้ต้องหาถูกควบคุมตัวได้ที่หน้าด่านพรมแดนหนองคาย ขณะกำลังหาทางหลบหนีกลับประเทศ โดยเรียกรถจักรยานยนต์ผ่านแอปพลิเคชันให้มาส่งยังจุดดังกล่าว เบื้องต้นนายต้อมยังคงปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา อ้างว่าแฟนสาวแทงตัวเองเสียชีวิต ก่อนที่ตนจะนำศพมาชำแหละแยกยัดใส่ถุงดำ 8 ถุง แล้วทิ้งไว้บริเวณถนนเลียบคลองประปา ทางเข้าโรงเรียนชื่อดังในพื้นที่ สภ.ปากเกร็ด

ไทม์ไลน์เหตุการณ์ตม.รวบหนุ่มหั่นศพแฟนสาว

  • ก่อนเกิดเหตุ: นายต้อมไปรับแฟนสาวจากพัทยา เนื่องจากหึงหวงที่เธอทำงานในสถานบันเทิงเอ็นเตอร์เทนเมนต์
  • ที่เกิดเหตุ: กลับมาที่ห้องพักในกรุงเทพฯ แล้วเกิดทะเลาะกันรุนแรง จนแฟนสาวเสียชีวิต
  • หลังก่อเหตุ: ผู้ต้องหาชำแหละศพทิ้ง 8 ถุง ยังทำตัวปกติไปทำงานต่อ
  • เช้าวันที่ 24 มี.ค.: นั่งเครื่องบินมาลงสนามบินอุดรธานี แล้วมุ่งหน้าไปหนองคายเพื่อหลบหนี
  • 17.30 น.: ถูกตม.หนองคายจับกุมได้ทันเวลา

เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน สภ.ปากเกร็ด และ สน.ทุ่งสองห้อง ได้ลงพื้นที่ค้นหาชิ้นส่วนศพตั้งแต่ 20.00 น. ของวันเดียวกัน พบถุงดำหลายใบที่มีชิ้นส่วนร่างกายมนุษย์ ซึ่งเชื่อมโยงกับคดีฆ่าหั่นศพที่ สน.ทุ่งสองห้อง เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากตำรวจจับกุมผู้ต้องหาในขั้นตอนแรกไปแล้ว แต่ผู้ต้องหายังคงมีพฤติกรรมหลบหนี

พฤติกรรมผู้ต้องหาและบทเรียนจากคดี

จากการสอบสวนเบื้องต้น นายต้อมแสดงท่าทีเย็นชา ไม่ยอมรับว่าฆ่าโหดแฟนสาว แต่ยอมรับว่าชำแหละศพเพราะกลัวถูกจับ คดีนี้สะท้อนปัญหาความรุนแรงในครอบครัวและความสัมพันธ์ที่เกิดจากความหึงหวง โดยเฉพาะในกลุ่มแรงงานต่างด้าวที่ทำงานในสถานบันเทิง ซึ่งมักเผชิญความเสี่ยงสูง

นอกจากนี้ ตม.หนองคายแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการทำงาน โดยประสานข้อมูลข้ามหน่วยงานได้รวดเร็ว ป้องกันไม่ให้ผู้ต้องหาหลบหนีออกนอกประเทศได้ คดีนี้ยังเชื่อมโยงกับข่าวก่อนหน้าเรื่องการจับกุมหนุ่มฆ่าหั่นศพสาวลาวที่ปากเกร็ด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์เดียวกัน

สังคมไทยกำลังจับตามองคดีนี้อย่างใกล้ชิด เพราะเป็นตัวอย่างของอาชญากรรมโหดร้ายที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกที่ ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาเตือนว่า ความหึงหวงที่ไม่ได้รับการควบคุมอาจนำไปสู่โศกนาฏกรรมได้ หากคุณหรือคนรอบข้างกำลังเผชิญปัญหาความรุนแรงในความสัมพันธ์ ควรขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที เช่น สายด่วน 1300

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์ ตม.รวบหนุ่มหั่นศพแฟนสาว ขณะเตรียมหนีกลับประเทศ ยังปฏิเสธไม่ได้ฆ่าโหด เป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการจัดการอารมณ์และการสื่อสารในความสัมพันธ์ ลองแชร์ความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวอัปเดตคดีอาชญากรรมเพื่อความปลอดภัยในชุมชน

ที่มา – ตม.รวบหนุ่มหั่นศพแฟนสาว ขณะเตรียมหนีกลับประเทศ ยังปฏิเสธไม่ได้ฆ่าโหด

DSI ยึด **ไม้เถื่อน** 300 ล้านจากโกดังจีน

กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และจังหวัดหนองคาย ทำการตรวจยึดไม้เถื่อนลักลอบตัดจากเขตอุทยานแห่งชาติภายในโกดังของนายทุนชาวจีน พบไม้ประดู่ ไม้สัก และชิงชัน จำนวนมากที่เตรียมส่งออกไปยังต่างประเทศ คิดเป็นมูลค่ากว่า 300 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 เวลา 14.00 น. นายไพทูรย์ มหาชื่นใจ ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย, ร้อยตำรวจเอก วิษณุ ฉิมตระกูล รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ, นายอังศุเกติ์ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ ผู้อำนวยการกองกิจการอำนวยความยุติธรรม, นายวีระ ขุนไชยรักษ์ รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช, และนายพัฒน์พงษ์ สมิตติพัฒน์ รองอธิบดีกรมป่าไม้ ได้ร่วมกันแถลงข่าวเกี่ยวกับการตรวจยึดไม้เถื่อนจากเขตอุทยานแห่งชาติในโกดังของนายทุนชาวจีนในจังหวัดหนองคาย ซึ่งมีมูลค่ารวมกว่า 300 ล้านบาท

ร้อยตำรวจเอก วิษณุ ฉิมตระกูล รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวว่า การตรวจยึดไม้เถื่อนในครั้งนี้เกิดขึ้นเนื่องจากกรมสอบสวนคดีพิเศษได้รับการแจ้งเบาะแสเกี่ยวกับการลักลอบตัดไม้ในเขตอุทยานแห่งชาติในภาคเหนือ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษจึงได้สั่งการให้กองกิจการอำนวยความยุติธรรมทำการสืบสวนในคดีเลขสืบสวนที่ 114/2568 โดยเจ้าหน้าที่กองกิจการอำนวยความยุติธรรมได้ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช พบว่ามีรถบรรทุกสิบล้อขนส่งไม้เถื่อนผิดกฎหมายที่ลักลอบตัดจากพื้นที่ป่าอนุรักษ์ในจังหวัดเชียงใหม่ แพร่ ลำปาง และจังหวัดอื่นๆ ทางภาคเหนือ ส่งไปยังโกดังของ 2 บริษัท ในพื้นที่จังหวัดหนองคาย ซึ่งทั้งสองบริษัทตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกัน

เมื่อรถบรรทุกขนส่งไม้ดังกล่าวมาถึง จะทำการแปรรูปไม้ทันที และออกเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้ายไม้ เพื่อส่งออกไปยังต่างประเทศ โดยมีรถบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์เข้ามารับไม้ภายในโกดัง และนำส่งต่อไปยังท่าเรือแหลมฉบัง และไม้บางส่วนจะถูกขนส่งต่อไปยังโกดังในจังหวัดฉะเชิงเทรา

เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ นำโดย นายอังศุเกติ์ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ ผู้อำนวยการกองกิจการอำนวยความยุติธรรม และเจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติฯ ได้สนธิกำลังกับเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองหนองคาย และเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดนที่ 245 นำหมายค้นของศาลจังหวัดหนองคายเลขที่ ค193/2568 และเลขที่ ค 194/2568 ลงวันที่ 13 ธันวาคม 2568 เข้าทำการตรวจค้นโกดังของทั้ง 2 บริษัทดังกล่าว

จากการตรวจค้นบริษัทแรก พบ นางสาวกัญญาณัฐ และนายอาทิตย์ ซึ่งเป็นผู้บริหารจัดการภายในบริษัท ดำเนินกิจการรับซื้อแปรรูปไม้และส่งออกมาแล้วประมาณ 1 ปี และอยู่ระหว่างขออนุญาตโรงงานแปรรูปไม้ด้วยแรงคน ส่วนการตรวจค้นอีกบริษัท พบ นาย WU JIAXIN อายุ 21 ปี สัญชาติจีน, ชาวเวียดนาม 2 คน และชาวลาว 8 คน โดยมีนายอู้อู่เผิง เป็นเจ้าของโกดังและเป็นผู้ดำเนินงานภายในโกดังทั้งหมด โดยบริษัทแรกเป็นผู้จัดทำเอกสารและดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกให้

คณะพนักงานสืบสวนฯ ได้บูรณาการร่วมกับศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษเขตพื้นที่ 4 และเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวง ทำการสกัดจับรถยนต์บรรทุกหัวลากพร้อมตู้คอนเทนเนอร์ ซึ่งเป็นไม้ที่เคลื่อนย้ายออกจากโกดังของบริษัทฯ ดังกล่าวในคืนวันที่ 12 ธันวาคม 2568 จากการตรวจสอบพบไม้ประดู่แปรรูปจำนวนมาก จึงทำการควบคุมผู้ขับขี่กลับมาจังหวัดหนองคาย และจากการตรวจนับและจัดทำรายละเอียดบัญชีไม้ของกลาง พบว่ามีไม้จำนวนประมาณ 350 ลูกบาศก์เมตร คิดเป็นมูลค่าประมาณ 300 ล้านบาท

DSI ยึด **ไม้เถื่อน** มูลค่า 300 ล้าน

ทำไมการยึด **ไม้เถื่อน** ครั้งนี้ถึงสำคัญ?

การตรวจยึดไม้เถื่อนครั้งใหญ่นี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของหน่วยงานภาครัฐในการปราบปรามการลักลอบตัดไม้ทำลายป่า และการค้าไม้ผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศ การดำเนินการอย่างจริงจังกับผู้กระทำผิด จะช่วยปกป้องรักษาป่าไม้และสัตว์ป่าให้คงอยู่ต่อไป

การลักลอบตัดไม้ทำลายป่าไม่เพียงแต่ผิดกฎหมาย แต่ยังส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพของเราทุกคน การสนับสนุนผลิตภัณฑ์ที่มาจากแหล่งที่ยั่งยืน สามารถช่วยลดความต้องการไม้เถื่อนและส่งเสริมการจัดการป่าไม้ที่รับผิดชอบ

ที่มา – ตรวจยึดไม้เถื่อน จากโกดังชาวจีน มูลค่า 300 ล้าน เตรียมส่งออกต่างประเทศ

Scroll to top