อภิปรายไม่ไว้วางใจ

เพื่อไทย จี้ “อนุทิน” อย่ายุบสภาหนีอภิปรายไม่ไว้วางใจ

“อนุสรณ์” ดักคอ “อนุทิน” อย่าชิงยุบสภาฯ หนีเพื่อไทยยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล แนะเวลานี้ควรเร่งฟื้นฟูเยียวยาน้ำท่วม กับแก้ปัญหาดราม่าซีเกมส์

วันที่ 7 ธ.ค. 2568 นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และรมว.มหาดไทย ออกมาบอกว่ารัฐบาลเสียงข้างน้อย เตรียมความพร้อมที่จะยุบสภาทุกเมื่อ หากพรรคเพื่อไทยยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ว่าพรรคเพื่อไทยจัดเตรียมขุนพลอภิปรายในการประชุมร่วมกัน เพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระสอง แต่นายอนุทิน กลับส่งสัญญาณหลายครั้งถึงการเตรียมการยุบสภา หากพรรคเพื่อไทยยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ความกลัวทำให้เสื่อม นายอนุทิน ไม่ควรยุบสภา หนีการตรวจสอบ แต่เวลานี้ควรจะเร่งฟื้นฟูเยียวยา ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตน้ำท่วมใหญ่ เร่งแก้ปัญหาดราม่าการจัดซีเกมส์ ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก รวมถึงปัญหาทุนเทา สแกมเมอร์ การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นภารกิจหลักที่ฝ่ายค้ำใน MOA ต้องการให้รัฐบาลผลักดันให้เต็มที่ นายอนุทิน ไม่ต้องกลัวว่า พรรคเพื่อไทย จะใช้โอกาสในการอภิปรายแก้ไขรัฐธรรมนูญ อภิปรายความล้มเหลวของรัฐบาล สิ่งที่นายอนุทินในฐานะหัวหน้ารัฐบาลเสียงข้างน้อยพึงทำ คือเร่งประสานขอความร่วมมือจากพรรคฝ่ายค้ำใน MOA ให้การันตีพร้อมค้ำรัฐบาลนายอนุทินทุกสถานการณ์ ไม่ว่าพรรคเพื่อไทยจะอภิปรายถล่มรัฐบาลหนักหนาสาหัสขนาดไหนก็ตาม พรรคเพื่อไทยมีหลายฉากทัศน์ในการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่หัวใจสำคัญ ต้องเป็นการยื่นอภิปรายที่ประชาชนได้ประโยชน์ ปัญหาความเดือดร้อนต้องได้รับการแก้ไข รัฐบาลเสียงข้างน้อย อย่าชิงยุบสภาหนีปัญหา หนีการตรวจสอบ เร็วเกินไปจนความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนไม่ได้รับการแก้ไข

เพื่อไทย จี้ “อนุทิน” อย่ายุบสภาหนีอภิปรายไม่ไว้วางใจ

สถานการณ์ทางการเมืองกำลังร้อนระอุ เมื่อพรรคเพื่อไทยออกมาจี้ “อนุทิน” เรื่องการยุบสภาหนีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ประเด็นนี้สร้างความสนใจให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก เพราะเกี่ยวข้องกับอนาคตของประเทศและชีวิตความเป็นอยู่ของทุกคน

ทำไมเพื่อไทยถึงจี้ “อนุทิน” เรื่องนี้

เหตุผลหลักที่พรรคเพื่อไทยออกมาเคลื่อนไหวในครั้งนี้ คือความกังวลว่ารัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน อาจตัดสินใจยุบสภาเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตรวจสอบในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งพรรคเพื่อไทยมองว่าการกระทำเช่นนี้ไม่โปร่งใสและไม่เป็นธรรมต่อประชาชนที่ควรจะได้รับทราบข้อเท็จจริงและปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในการบริหารประเทศ

นอกจากนี้ พรรคเพื่อไทยยังมองว่าในขณะที่ประเทศกำลังเผชิญกับปัญหาและความท้าทายมากมาย เช่น ปัญหาน้ำท่วม การแก้ไขรัฐธรรมนูญ และปัญหาเศรษฐกิจ การที่รัฐบาลมุ่งแต่จะรักษาอำนาจของตนเองโดยการยุบสภาหนีการตรวจสอบนั้น เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้และไม่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม

การที่นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด ออกมาให้สัมภาษณ์ในประเด็นนี้ ก็เป็นการแสดงออกถึงจุดยืนของพรรคเพื่อไทยที่ต้องการเห็นการเมืองที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาของประชาชนเป็นสำคัญ การอภิปรายไม่ไว้วางใจจึงเป็นกลไกสำคัญในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล และเป็นช่องทางให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน

พรรคเพื่อไทยย้ำว่าการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ จะเน้นที่ประเด็นปัญหาที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่ และต้องการให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาเหล่านั้นอย่างจริงจัง แทนที่จะหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบโดยการยุบสภา

การออกมาจี้ “อนุทิน” อย่ายุบสภาหนีอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคเพื่อไทย สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มข้น และเป็นปากเสียงให้กับประชาชนที่กำลังได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น

สถานการณ์ทางการเมืองหลังจากนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป ต้องติดตามดูกันอย่างใกล้ชิด แต่ที่แน่ๆ คือประเด็นการยุบสภาหนีอภิปรายไม่ไว้วางใจกลายเป็นประเด็นร้อนที่ประชาชนกำลังให้ความสนใจ และต้องการคำตอบจากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง

การที่พรรคเพื่อไทยออกมาเคลื่อนไหวอย่างแข็งขันในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างเต็มที่ และพร้อมที่จะผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในสังคมไทย การอภิปรายไม่ไว้วางใจจึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง และร่วมกันตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคตของประเทศ

การออกมาจี้ “อนุทิน” อย่ายุบสภาหนีอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคเพื่อไทย เป็นการส่งสัญญาณไปยังรัฐบาลว่า การหลีกเลี่ยงการตรวจสอบไม่ใช่ทางออก และการแก้ไขปัญหาของประชาชนควรเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

หากรัฐบาลตัดสินใจยุบสภาจริง ก็ต้องเผชิญกับการตัดสินใจของประชาชนในการเลือกตั้งครั้งใหม่ ซึ่งจะเป็นโอกาสให้ประชาชนได้แสดงออกถึงความต้องการและทิศทางที่ต้องการให้ประเทศเดินไป

ดังนั้น การติดตามสถานการณ์ทางการเมืองอย่างใกล้ชิด และการมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น จึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับประชาชนทุกคน

การอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นกระบวนการสำคัญในระบอบประชาธิปไตยที่เปิดโอกาสให้มีการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างเปิดเผยและโปร่งใส การที่รัฐบาลหลีกเลี่ยงการถูกตรวจสอบ อาจทำให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัยในความโปร่งใสและความรับผิดชอบในการบริหารประเทศ

การออกมาจี้ “อนุทิน” อย่ายุบสภาหนีอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคเพื่อไทยจึงเป็นสิ่งที่ควรได้รับการสนับสนุน เพื่อให้เกิดการตรวจสอบที่เป็นธรรมและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง

การเมืองไทยในช่วงนี้มีความผันผวนและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การติดตามข่าวสารและข้อมูลอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น เพื่อให้เราสามารถตัดสินใจและเลือกสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับอนาคตของประเทศ

ที่มา – เพื่อไทย จี้ “อนุทิน” อย่ายุบสภาหนีอภิปรายไม่ไว้วางใจ

“จุลพันธ์” ชี้เรื่องยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ยังไม่มีข้อสรุป

“จุลพันธ์” ขออย่าเต้นตามข่าวยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ 12 ธ.ค. ชี้ ยังไม่มีข้อสรุป “สรวงศ์” ลั่น ไม่เคยเห็นใครยุบสภาหนี ขอดูช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุด ส่วน ปชน. ร่วมหรือไม่ ไม่ก้าวล่วง

วันที่ 6 ธันวาคม 2568 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่าพรรคเพื่อไทยจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจในวันที่ 12 ธันวาคมนี้ ว่า อย่าเต้นตามข่าวเลย เรื่องดังกล่าวยังไม่มีข้อสรุป เมื่อถามว่าหากจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจจะเป็นช่วงเวลาใด นายจุลพันธ์ ตอบว่า ต่อให้รู้ก็บอกไม่ได้ ซึ่งกระแสข่าวที่ออกมานั้นตนยังไม่เห็น ส่วนที่จะมีการประชุม สส.พรรคเพื่อไทย ก่อนการเปิดสมัยประชุมรัฐสภา เรื่องดังกล่าวคงจะมีการคุยกันในที่ประชุมเพราะเป็นเรื่องธรรมชาติ ต้องถามความเห็น แต่การดำเนินการอยู่ที่กรรมการบริหารพรรค หัวหน้าพรรค ย้ำว่าตอนนี้ยังไม่มีข้อสรุป

ทางด้านนายสรวงศ์ เทียนทอง รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวว่ากรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย ได้ประชุมกันอย่างไม่เป็นทางการเพื่อเตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ว่า เรื่องนี้ได้พูดคุยกัน เราพร้อมยื่นอภิปรายแต่กำลังดูช่วงเวลา เพราะไม่อยากเป็นแพะว่าอภิปรายแล้วทำให้แก้ไขรัฐธรรมนูญหรือการเยียวยาอุทกภัยภาคใต้ไม่สำเร็จ จึงต้องดูช่วงเวลาที่ดีที่สุดและเหมาะสมที่สุด เพราะเขาขู่ฟอดๆ ว่าถ้าเรายื่นก็จะยุบสภาฯ ถ้าจะยุบก็ยุบเราไม่ได้กลัว เพราะเราทำหน้าที่ของฝ่ายค้าน ซึ่งตอนนี้ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะยื่นเมื่อไหร่ เพราะเราอยากให้รัฐบาลได้แก้ไขและเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ให้เต็มที่

นายสรวงศ์ เผยต่อไปว่า เป็นคนละเรื่องกับการตรวจสอบ เพราะการที่รัฐบาลบริหารบ้านเมืองแล้วมีพี่น้องประชาชนเสียชีวิตจำนวนมาก หากฝ่ายค้านไม่ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจนั่นคือเรื่องแปลก ในฐานะฝ่ายค้านเราไม่สามารถให้รัฐบาลนี้บริหารประเทศต่อไปได้แม้แต่วันเดียว เพราะขณะนี้ประเทศเกิดความเสียหายขึ้นมาแล้ว และทุกครั้งที่มีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจก็ยังไม่เคยเห็นใครยุบสภาฯ หนี หากยืนยันที่จะทำการยุบสภาฯ นั่นคือเพราะไม่อยากให้ถูกตรวจสอบ คุณได้เป็นนายกรัฐมนตรีมีเสียงสนับสนุนถึง 311 เสียง ถ้าคิดว่าไม่ได้ทำอะไรผิด ก็ควรจะไปโน้มน้าวคนที่โหวตให้เป็นนายกรัฐมนตรีสนับสนุนต่อ ไม่ใช่ถึงเวลาแล้วก็มาขู่ว่าถ้ามีการอภิปรายไม่ไว้วางใจก็จะยุบสภาฯ ซึ่งพรรคเพื่อไทยมีคะแนนเสียงเพียง 141 เสียง พวกตนก็ไม่สามารถที่จะล้มรัฐบาลได้หากไม่ได้รับความร่วมมือจากพรรคประชาชน

“จุลพันธ์” ชี้ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ยังไม่มีข้อสรุป

ในคำถามว่าเมื่อยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้ว มองพรรคประชาชนจะร่วมลงมติไม่ไว้วางใจด้วยหรือไม่ นายสรวงศ์ ระบุว่า เรื่องนี้ไม่ทราบเลย เขาจะลงมติอย่างไรตนไม่ก้าวล่วง เพราะเป็นมติของพรรคประชาชน แต่ทางพรรคเพื่อไทยพร้อม และที่ได้ยินมาทางพรรคประชาธิปัตย์และพรรคประชาชาติก็จะร่วมอภิปรายไม่ไว้วางใจด้วย ซึ่งการทำหน้าที่ฝ่ายค้านก็ต้องใช้อำนาจหน้าที่อย่างเต็มที่ แต่จะมาปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไปโดยจะมากลัวนั่นกลัวนี่ กลัวยุบสภาฯ มันไม่มีใครกลัวใครหรอก แต่เราต้องคำนึงถึงประเทศชาติว่าเสียหายอย่างไร

เมื่อถามต่อไปว่ามี สส.บางกลุ่มไม่เห็นด้วย เพราะเกรงจะกระทบกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายสรวงศ์ เผยว่า คำที่บอกว่าไม่เห็นด้วย เขาอาจจะมองว่าหากยื่นไปแล้วอาจจะถูกกล่าวหาว่าไม่ต้องการให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือถูกกล่าวหาว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่สำเร็จเป็นเพราะพรรคเพื่อไทย แต่ยืนยันว่าภายในพรรคไม่มีคนเห็นแย้งและเสียงภายในพรรคไปในทิศทางเดียวกัน ไม่มีเสียงแตกว่าจะยื่นหรือไม่ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ การที่มีคนมาตั้งคำถามว่าจะยื่นไม่ไว้วางใจทำไมเพราะอีก 1 เดือน ก็จะมีการยุบสภาฯ แล้ว แต่อีก 1 เดือนนั้นรัฐบาลอาจจะสร้างความเสียหายให้กับประเทศอย่างมหาศาล ดังนั้น พวกตนจึงไม่สามารถปล่อยไปได้

“พร้อมพงศ์” แนะ ปชน. ใช้เวทีซักฟอก ไม่ใช่เล่นแต่โซเชียล

ขณะที่นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย เปิดเผยถึงการให้สัมภาษณ์ นายพริษฐ์ วัชนสินธุ โฆษกพรรคประชาชน แสดงท่าทีการที่จะไม่ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล โดยอ้างถึงกลไกต่างๆ ที่สามารถใช้ตรวจสอบรัฐบาลได้ และเหมือนจะให้น้ำหนักไปที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 2-3 มากกว่านั้น ว่า ไม่ค่อยสบายใจ ผู้นำฝ่ายค้านที่เคยตรวจสอบเข้มแข็งกลับจะไม่ทำหน้าที่ในสภาฯ โดยตรง กลัวว่าหากยื่นอภิปรายนายกรัฐมนตรีจะยุบสภาฯ ทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญค้างเติ่งหรือไม่ ที่ผ่านมาจึงทำหน้าที่กองหนุน กองเชียร์ ฝ่ายค้ำ มากกว่าฝ่ายค้าน

การตรวจสอบรัฐมนตรี สส.ฝ่ายรัฐบาล กรณีล่าสุดเครือข่ายทุนนอกสีเทามาโยงใยบุคคลมีชื่อเสียงในเมืองไทยหลายคนรวมไปถึง นายอนุทิน ทำไมไม่ใช้โอกาสอันดีนี้ตีเหล็กเมื่อร้อน การที่นายรังสิมันต์ โรม รองหัวหน้าพรรคประชาชน และ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.กทม. พรรคประชาชน ขยายข้อมูลในโลกโซเชียลกระทุ้งอย่างนี้เขาจะปลดให้อย่างนั้นหรือ กลไกที่มันปลดได้คือยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ แล้วใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งในสภาฯ ของพรรคร่วมฝ่ายค้านโหวตคว่ำ เรื่องมันแค่นั้นเอง ไม่เข้าใจการแสดงความเห็นกับการแสดงออกของพรรคประชาชน ตรรกะทำไมย้อนแย้งกันเหลือเกิน ผู้นำฝ่ายค้านต้องซัดเต็มไมล์ใส่เต็มแม็กซ์ ไม่ใช่เต็มไปด้วยข้ออ้างเสมือนทำหน้าที่เป็นฝ่ายปกป้อง จนโลกโซเชียล แฟนคลับสีส้ม ชักจะทนไม่ไหว ติติงให้เลิกเป็นไม้ค้ำให้กับรัฐบาลอนุทินได้แล้ว เพราะไม่อย่างนั้น การเลือกตั้ง 2569 จะถูกประชาชนลงโทษคาหีบเลือกตั้งแน่นอน.

การยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นกลไกสำคัญในการตรวจสอบรัฐบาล และเป็นสิ่งที่ฝ่ายค้านควรพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน

ที่มา – “จุลพันธ์” ชี้ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ยังไม่มีข้อสรุป “สรวงศ์” ย้ำดูช่วงที่เหมาะสมที่สุด

เพื่อไทยทำนายแก้รัฐธรรมนูญ สว.โหวตตกวาระ 3 แน่!

พรรคเพื่อไทยทำนายแก้รัฐธรรมนูญจะถูก สว. โหวตคว่ำในวาระ 3 แน่นอน พร้อมแนะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลต้นปีหน้า หลังรัฐธรรมนูญผ่านวาระ 3 ไปแล้ว ชี้การบริหารจัดการน้ำท่วมภาคใต้ล้มเหลว ไม่ควรชิงยุบสภาหนีปัญหา

นายประยุทธ์ ศิริพาณิชย์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะกรรมาธิการพิจารณารัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม รัฐสภา กล่าวว่า ได้สงวนความเห็นในฐานะกมธ.เสียงข้างน้อย ขอแก้ไขเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญในวาระ 2 ไว้หลายเรื่อง ประเด็นหลักคือ จะขอให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่มาจากการเลือกตั้งโดยอ้อมของประชาชน มาทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญ เพราะการมีกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ 35 คน โดยใช้สูตร 20 หยิบ 1 ตามที่กมธ.เสียงข้างมากเห็นชอบมามีโอกาสสูงจะเกิดการบล็อกโหวตเลือกกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ควรมีกลไกป้องกันการล็อบบี้จากเสียงข้างมาก แม้สุดท้ายแล้ว เสียงพรรคเพื่อไทยจะสู้ไม่ได้ แพ้โหวตวาระ 2 แต่ก็ต้องแสดงความเห็นคัดค้านให้ประชาชนรับทราบ

อย่างไรก็ตาม แม้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญจะผ่านวาระ 2 ได้ แต่คงผ่านวาระ 3 ยาก เพราะติดล็อกเสียง สว. 1 ใน 3 หรือ 67 เสียงที่ต้องร่วมเห็นชอบด้วย ประเมินแล้วเสียง สว. ไม่น่าจะให้ผ่าน เป็นการเบี้ยวเอ็มโอเอ พรรคภูมิใจไทยจะอ้างทำเต็มที่แล้ว แต่เสียง สว. ไม่ให้ผ่าน เพราะไม่สามารถควบคุมเสียง สว. ได้

“เพื่อไทย” ทำนายแก้รัฐธรรมนูญ ถูก สว. โหวตตกวาระ 3 แน่

นายประยุทธ์กล่าวว่า ส่วนการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนั้น ส่วนตัวมองว่า ควรยื่นซักฟอกหลังจากการแก้รัฐธรรมนูญวาระ 3 เสร็จสิ้นแล้ว โดยหลังจากแก้รัฐธรรมนูญวาระ 2 เสร็จ วันที่ 11 ธ.ค. แล้ว ต้องทิ้งไว้ 15 วัน เพื่อโหวตวาระ 3 ในวันที่ 26 ธ.ค. ดังนั้นน่าจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลได้ช่วงต้นปี พ.ศ. 2569 พรรคเพื่อไทยจะได้ไม่ถูกครหาเตะถ่วงแก้รัฐธรรมนูญ เพราะยื่นหลังรัฐธรรมนูญลงมติในวาระ 3 แล้ว ระยะเวลาการยื่นอภิปรายห่างจากการลงมติรัฐธรรมนูญวาระ 2 แค่ 10 กว่าวัน ไม่แตกต่างกันมาก

นายประยุทธ์กล่าวว่าประเด็นที่จะยื่นอภิปรายจะนำเรื่องการบริหารจัดการน้ำท่วมภาคใต้ที่ผิดพลาดอย่างร้ายแรงเป็นหนึ่งในเรื่องหลัก แม้จะไม่มีใครคาดถึงว่า น้ำท่วมรอบนี้จะมีความรุนแรง แต่ก็ไม่คิดว่าจะมีผู้นำที่อ่อนแอถึงเพียงนี้ แก้ปัญหาเหมือนเด็กเล่นขายของ ทำงานไม่เป็น จะทำให้การอภิปรายไม่ไว้วางใจมีน้ำหนักมากขึ้น เมื่อนำไปรวมกับเรื่องความล้มเหลวแก้ปัญหาสแกมเมอร์ และปัญหาชายแดน

ทำไมพรรคเพื่อไทยถึงทำนายว่าการแก้รัฐธรรมนูญจะล้มเหลว?

ด้าน นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยจะนำประเด็นความล้มเหลวแก้ปัญหาน้ำท่วมภาคใต้ ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลแน่นอน เพราะแสดงถึงความอ่อนหัดในการบริหารงาน แต่จะยื่นในช่วงเวลาใด ขึ้นอยู่กับที่ประชุมพรรคเพื่อไทยจะตัดสิน แต่ขอให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย กล้าหาญพอที่จะฟังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ยอมรับการตรวจสอบจากฝ่ายค้าน อย่าชิงยุบสภาหนี

จากสถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังเข้มข้นนี้ การเพื่อไทยทำนายแก้รัฐธรรมนูญถูกคว่ำ ทำให้เห็นถึงความท้าทายในการแก้ไขรัฐธรรมนูญในปัจจุบัน และอาจนำไปสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในอนาคต ซึ่งจะเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ การบริหารจัดการน้ำท่วมภาคใต้ที่ผิดพลาดก็เป็นอีกประเด็นสำคัญที่อาจส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาล

การเพื่อไทยทำนายแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความไม่แน่นอนทางการเมือง และความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ประชาชนจึงควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ และเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น

ที่มา – “เพื่อไทย” ทำนายแก้รัฐธรรมนูญ ถูก สว. โหวตตกวาระ 3 แนะยื่นซักฟอกหลังรธน.ผ่านวาระ 3

10 บิ๊กโปรเจกต์คมนาคม 3.8 แสนล้านส่อแท้ง

“พิพัฒน์” เปิด 10 บิ๊กโปรเจกต์คมนาคม 3.8 แสนล้าน ส่อแท้ง ชงครม.รัฐบาล “อนุทิน” ไม่ทัน หลังเตรียมประกาศยุบสภาชิ่งหนีอภิปรายไม่ไว้วางใจ 12 ธ.ค.นี้

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า จากกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ประกาศจะยุบสภาก่อนเปิดประชุมไม่ไว้วางใจในวันที่ 12 ธันวาคมนี้นั้น เบื้องต้นคาดว่ามีหลายโครงการที่คาดว่าจะเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไม่ทันในรัฐบาลชุดนี้

“สาเหตุที่มีการยุบสภาเร็วกว่ากำหนด เนื่องจากจะมีการเปิดประชุมสภาเพื่ออภิปรายไม่ไว้วางใจ หากมีการโหวตหรือชี้แจงไปอย่างไรก็คงไม่ชนะ เราไม่ได้กลัวการอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่เพราะเราเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย” นายพิพัฒน์ กล่าว

สำหรับโครงการขนาดใหญ่ที่เสนอไม่ทันที่ประชุมครม.ในรัฐบาลนี้ จำนวน 10 โครงการ วงเงิน 387,286 ล้านบาท ประกอบด้วย

  • แพ็คเกจรถไฟฟ้าทุกสี ยกเว้นรถไฟฟ้าสายสีแดงและรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน
  • ค่าผ่านทางพิเศษ (ทางด่วน) 50 บาทตลอดสาย

โครงการที่ส่อเเท้ง: 10 บิ๊กโปรเจกต์คมนาคม 3.8 แสนล้าน

นอกจากนี้ยังมีโครงการอื่นๆ ที่น่าสนใจดังนี้:

  • โครงการทางพิเศษยกระดับชั้นที่ 2 ช่วงงามวงศ์วาน-พระราม 9 (Double Deck) ระยะทาง 20.09 กม. วงเงิน 34,800 ล้านบาท ที่ได้ข้อสรุปให้บริษัททางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพจำกัด (มหาชน) หรือ BEM เป็นผู้ก่อสร้าง
  • โครงการรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 ช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี ระยะทาง 168 กม. วงเงิน 30,422 ล้านบาท
  • โครงการรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 ช่วงสุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่-สงขลา ระยะทาง 321 กม. วงเงิน 66,270 ล้านบาท
  • โครงการรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 ช่วงชุมทางหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ ระยะทาง 45 กม. วงเงิน 7,772 ล้านบาท
  • โครงการรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 ช่วงปากน้ำโพ-เด่นชัย ระยะทาง 281 กม. วงเงิน 81,143 ล้านบาท
  • โครงการรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 ช่วงชุมทางถนนจิระ-อุบลราชธานี ระยะทาง 308 กม. วงเงิน 44,095 ล้านบาท 
  • โครงการรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 ช่วงเด่นชัย-เชียงใหม่ ระยะทาง 189 กม. วงเงิน 68,222 ล้านบาท 
  • โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง สายนครปฐม-ชะอำ ระยะทาง 61 กม. วงเงิน 54,562 ล้านบาท

นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า ส่วนโครงการที่คาดว่าทันในรัฐบาลชุดนี้ คือ นโยบายลดค่าครองชีพ โดยกระทรวงอยู่ระหว่างดำเนินการแพ็คเกจรถไฟฟ้า 40 บาทตลอดวัน เบื้องต้นจะนำร่องให้บริการรถไฟฟ้า 2 สาย ประกอบด้วย รถไฟฟ้าสายสีแดงและรถไฟฟ้าสายสีม่วง ตามขั้นตอนจะเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติภายในวันที่ 25 พ.ย.นี้ เนื่องจากมาตรการรถไฟฟ้า 20 บาทจะสิ้นสุดลงในวันที่ 30 พ.ย.2568

สรุป 10 บิ๊กโปรเจกต์คมนาคม 3.8 แสนล้าน ส่อแท้ง

การที่ 10 บิ๊กโปรเจกต์คมนาคม 3.8 แสนล้าน ส่อแท้ง นั้นสร้างความกังวลให้กับหลายฝ่าย เพราะโครงการเหล่านี้มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศทั้งในด้านเศรษฐกิจและการคมนาคม การที่โครงการเหล่านี้ต้องชะลอออกไปเนื่องจากการยุบสภา ย่อมส่งผลกระทบต่อการลงทุนและการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว รัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศจะต้องเร่งพิจารณาและผลักดันโครงการเหล่านี้ให้เกิดขึ้นโดยเร็ว เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนและประเทศชาติโดยรวม

สถานการณ์ 10 บิ๊กโปรเจกต์คมนาคม 3.8 แสนล้าน ส่อแท้ง แสดงให้เห็นถึงความไม่แน่นอนทางการเมืองที่สามารถส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานโครงการขนาดใหญ่ได้ ดังนั้น รัฐบาลควรมีมาตรการในการป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากปัจจัยทางการเมือง เพื่อให้โครงการสำคัญต่างๆ สามารถดำเนินต่อไปได้อย่างราบรื่นและบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้

อย่างไรก็ตาม นโยบายลดค่าครองชีพ โดยเฉพาะแพ็คเกจรถไฟฟ้า 40 บาทตลอดวัน ยังคงเป็นเรื่องที่น่าติดตามว่าจะสามารถดำเนินการได้จริงหรือไม่ หากนโยบายนี้สำเร็จ จะเป็นผลดีต่อประชาชนผู้มีรายได้น้อยอย่างมาก

โดยรวมแล้ว สถานการณ์ 10 บิ๊กโปรเจกต์คมนาคม 3.8 แสนล้าน ส่อแท้ง เป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด และหวังว่ารัฐบาลใหม่จะให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศต่อไป

ที่มา – “พิพัฒน์” เปิด 10 บิ๊กโปรเจกต์คมนาคม 3.8 แสนล้าน ส่อแท้ง ชงครม.รัฐบาล “อนุทิน” ไม่ทัน

อนุทินย้ำ! **ยุบสภาเป็นเรื่องของนายกรัฐมนตรี**

ท่ามกลางกระแสข่าวลือเรื่องการยุบสภาเป็นเรื่องของนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ออกมาย้ำจุดยืนเดิมอย่างชัดเจน

เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์ภายหลังการร่วมงาน Dinner Talk ภายใต้หัวข้อ “THAILAND THE NEXT 4 YEAR” เกี่ยวกับกระแสข่าวการยุบสภาในวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ที่กำลังเป็นที่จับตามอง โดยนายอนุทินกล่าวว่า “ยังยืนยันเหมือนตอนที่ยังไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีว่า เรื่องการยุบสภาเป็นเรื่องของนายกรัฐมนตรี และตอนนี้ก็ต้องบอกว่าเป็นเรื่องของนายกรัฐมนตรี” เป็นการตอกย้ำว่าอำนาจการตัดสินใจอยู่ที่นายกรัฐมนตรีอย่างแท้จริง

คำกล่าวนี้แสดงให้เห็นถึงการเคารพอำนาจการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรี และเป็นการส่งสัญญาณทางการเมืองที่สำคัญในช่วงเวลาที่การเมืองกำลังมีความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง

เมื่อถูกถามถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยอาจยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายอนุทิน ได้ตอบย้ำในประเด็นเดิมว่า “ก็เป็นเรื่องของนายกรัฐมนตรี” ซึ่งเป็นการหลีกเลี่ยงที่จะแสดงความคิดเห็นในรายละเอียด และยืนยันว่าการตัดสินใจในเรื่องดังกล่าวขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของนายกรัฐมนตรี

อนุทินย้ำจุดยืนเดิม: ยุบสภาเป็นเรื่องของนายกรัฐมนตรี

การออกมาให้สัมภาษณ์ของนายอนุทินในครั้งนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงทิศทางการเมืองในอนาคต และเป็นการยืนยันถึงความเป็นเอกภาพภายในรัฐบาล แม้ว่าจะมีกระแสข่าวลือเกี่ยวกับการยุบสภาเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องก็ตาม การที่นายอนุทินย้ำว่า ยุบสภาเป็นเรื่องของนายกรัฐมนตรี แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลยังคงให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกัน และพร้อมที่จะเผชิญกับสถานการณ์ทางการเมืองที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

สถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้มีความผันผวนและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เข้าใจถึงทิศทางและแนวโน้มที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต การที่นักการเมืองออกมาแสดงความคิดเห็นและให้ข้อมูลต่างๆ ก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน เพื่อใช้ในการตัดสินใจและวิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมือง

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเรื่องยุบสภา

การตัดสินใจเรื่องการยุบสภา มีปัจจัยหลายอย่างที่ต้องพิจารณา ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ทางการเมืองโดยรวม เสถียรภาพของรัฐบาล ความพร้อมของพรรคการเมืองต่างๆ และความคิดเห็นของประชาชน การที่นายกรัฐมนตรีจะต้องตัดสินใจว่าจะยุบสภาหรือไม่ จึงเป็นการตัดสินใจที่สำคัญและมีความละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง

  • ความนิยมของรัฐบาล: หากรัฐบาลมีความนิยมลดลง การยุบสภาอาจเป็นทางเลือกหนึ่งเพื่อเปิดโอกาสให้มีการเลือกตั้งใหม่และฟื้นฟูความเชื่อมั่น
  • สถานการณ์ทางเศรษฐกิจ: สภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวนอาจส่งผลต่อการตัดสินใจทางการเมือง การยุบสภาอาจเกิดขึ้นเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและประชาชน
  • แรงกดดันทางการเมือง: แรงกดดันจากฝ่ายค้านหรือกลุ่มต่างๆ ในสังคม อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาถึงการยุบสภา

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจสุดท้ายยังคงขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของนายกรัฐมนตรี และสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนั้น

ติดตามข่าวสารการเมืองอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหวที่อาจส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของคุณ!

ที่มา – “อนุทิน” ลั่น เป็นเรื่องของนายกรัฐมนตรี หลังลือสะพัดชิงยุบสภา 12 ธ.ค.

“ชลน่าน” อัด นายกฯ ทำเพื่อประโยชน์การเมือง

“นายแพทย์ชลน่าน” ซัด “อนุทิน” เลือกยุบสภาหนีอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพื่อประโยชน์ตัวเองพวกพ้องเป็นหลัก หวังคุมอำนาจรัฐเพื่อประโยชน์ในสนามเลือกตั้งพร้อมโยนบาปให้เพื่อไทย

วันที่ 22 พฤศจิกายน 2568 นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่าน พรรคเพื่อไทย ในฐานะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติมรัฐสภา เปิดเผยว่า การที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ออกมายอมรับว่าอาจยุบสภาในวันที่ 12 ธันวาคม 2568 หากพรรคเพื่อไทยยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจตามมาตรา 151 จริงตามที่ประกาศไว้ แม้จะขัดกับข้อตกลงหรือ MOA ระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชน แต่เป็นเรื่องที่พรรคภูมิใจไทยไม่ได้เสียอะไร มีแต่ได้กับได้ นอกจากนี้การประกาศยุบสภาชัดเจนว่ามองเป็นเรื่องอื่นไม่ได้เลย นอกจากเพื่อประโยชน์ทางการเมืองเท่านั้น เพราะการเป็นรัฐบาลของพรรคภูมิใจไทยมีแต่ได้คือได้ใช้งบประมาณ ได้อำนาจบริหาร จัดทัพข้าราชการรับการเลือกตั้ง ที่จะเกิดขึ้นด้วย

นายแพทย์ชลน่าน กล่าวด้วยว่า สำหรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญหากสุดท้ายพรรคภูมิใจไทยสามารถกำหนดเกมได้ ก็อาจจะผ่านให้ หากไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ ก็สามารถคว่ำในวาระ 3 ได้ การอ้างว่าที่ต้องยุบสภาเพราะปัจจัยทางการเมือง จึงเป็นข้ออ้างเพื่อหนีการอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคฝ่ายค้านมากกว่า รวมทั้งหากยุบสภาตอนนี้รัฐบาลจะได้เปรียบในสนามเลือกตั้ง ทั้งอำนาจรัฐ ทั้งกระสุนดินดำ ครอบคลุมอำนาจทุกองคาพยพ การยุบสภา จึงเป็นกลยุทธ์ทางการเมืองเพื่อยุติการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และหนีการตรวจสอบตามกลไกของรัฐสภา เป็นวัตถุประสงค์หลักของพรรคภูมิใจไทยมากกว่า

“การออกมายอมรับว่ามีการใช้แก้ไขรัฐธรรมนูญมาเป็นตัวประกันทางการเมือง หากฝ่ายค้านยื่นอภิปราย นายอนุทินก็พร้อมยุบสภา การแสดงออกของนายอนุทินในฐานะหัวหน้ารัฐบาลจึงเป็นไปเพื่อประโยชน์ตัวเองพวกพ้องเป็นหลัก ไม่ได้เข้ามาทำงานเพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน แน่นอนว่าในสนามเลือกตั้ง พรรคภูมิใจไทยจะหาเสียงโจมตีว่าเพราะพรรคเพื่อไทยทำให้รัฐบาลไปต่อไม่ได้ และส่งผลให้ไม่สามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมหรือทำโครงการเพื่อประชาชนได้ ทั้งๆ ที่นายอนุทิน รู้ดีว่าการเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยเสี่ยงมาก แต่ด้วยความอยากได้อำนาจเพื่อประโยชน์ตนเอง ดังนั้นเมื่อฝ่ายค้านเห็นว่าประเทศเสียหายในหลายมิติจำต้องตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร นายอนุทินก็พร้อมยุบสภาหนีการตรวจสอบจากประชาชนพร้อมโยนบาปพรรคเพื่อไทย จึงเป็นทางเลือกที่พรรคภูมิใจไทยได้ใช้ประโยชน์ในสถานการณ์นี้” นายแพทย์ชลน่าน กล่าว

“ชลน่าน” อัด นายกฯ ทำแค่เพื่อประโยชน์ทางการเมือง

จากกรณีที่นายแพทย์ชลน่านออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของนายกรัฐมนตรีนั้น ได้สร้างความสนใจและเกิดคำถามมากมายในสังคมเกี่ยวกับการตัดสินใจทางการเมืองของรัฐบาลปัจจุบัน ประเด็นสำคัญอยู่ที่การกล่าวหาว่านายกรัฐมนตรี ใช้อำนาจเพื่อประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้อง มากกว่าการคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนโดยรวม

การเมืองไทยเดิมพันสูง: การยุบสภาเพื่ออะไรกันแน่?

การที่นายแพทย์ชลน่านออกมาให้สัมภาษณ์ในลักษณะนี้ แสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งทางการเมืองที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ พรรคฝ่ายค้านอย่างพรรคเพื่อไทย มองว่าการที่นายกรัฐมนตรีพิจารณาที่จะยุบสภา เป็นการกระทำที่มุ่งเน้นไปที่การรักษาอำนาจและความได้เปรียบทางการเมืองของตนเองและพรรคภูมิใจไทย

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการยุบสภา

หากมีการยุบสภาจริง จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานต่างๆ ของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือการดำเนินนโยบายต่างๆ ที่มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาประเทศ นอกจากนี้ การยุบสภายังอาจนำไปสู่ความไม่แน่นอนทางการเมือง และส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและประชาชนทั่วไป

ท่าทีของนายแพทย์ชลน่านสะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของฝ่ายค้านเกี่ยวกับการใช้อำนาจของรัฐบาลเพื่อประโยชน์ทางการเมือง การออกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้ เป็นสัญญาณว่าการเมืองไทยยังคงเต็มไปด้วยความท้าทายและความขัดแย้งที่รอการแก้ไข

อย่างไรก็ตาม การวิพากษ์วิจารณ์นี้ ก็เป็นโอกาสให้ประชาชนได้พิจารณาถึงการกระทำของผู้บริหารประเทศ และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทางการเมือง เพื่อให้ประเทศชาติเดินไปในทิศทางที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างแท้จริง ประชาชนควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้าน เพื่อให้เข้าใจถึงสถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นได้อย่างถูกต้อง และสามารถตัดสินใจเลือกผู้แทนที่เหมาะสมในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

การออกมาอัด นายกฯ ว่าทำเพื่อประโยชน์ทางการเมืองของนายแพทย์ชลน่าน จึงเป็นประเด็นที่สังคมควรพิจารณาอย่างถี่ถ้วน เพื่อให้การตัดสินใจทางการเมืองเป็นไปอย่างมีวิจารณญาณ

ที่มา – “ชลน่าน” อัด นายกฯ ทำแค่เพื่อประโยชน์ทางการเมือง หลังเลือกยุบสภาหนีฝ่ายค้าน

ประเสริฐ อัดพรรคการเมืองตกปลาในบ่อเพื่อน น่าละอาย

“ประเสริฐ” อัดพรรคการเมืองตกปลาในบ่อเพื่อน น่าละอาย ลั่น “เพื่อไทย” ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจแน่ เย้ย “อนุทิน” เป็นรัฐบาลกลัวการตรวจสอบจากฝ่ายค้าน

วันที่ 20 พ.ย. 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เปิดเผยว่า พรรคเพื่อไทยพร้อมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจตามมาตรา 151 อย่างแน่นอน แม้ล่าสุดนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ออกมายอมรับว่าได้เตรียมร่างพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) ยุบสภาแล้ว หากฝ่ายค้านยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจจริง แต่หากยื่นอภิปรายเพื่อเสนอแนะการทำงานของรัฐบาลตามมาตรา 152 อาจจะอยู่จนครบวาระคือยุบปลายเดือนมกราคม 2569 แทน เพราะหากยื่นขึ้นมาตนเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยก็แพ้โหวตในสภาอยู่ดี

ประเสริฐ อัดพรรคการเมืองตกปลาในบ่อเพื่อน น่าละอาย

นายประเสริฐ กล่าวด้วยว่า นายอนุทิน จะคิดแบบนั้นไม่ได้ การเป็นรัฐบาลต้องพร้อมรับการตรวจสอบจากฝ่ายค้าน ส่วนที่นายอนุทิน บอกว่ารัฐบาลบริหารประเทศเพียง 120 วันยังไม่ได้ทำอะไรผิดเลย จะมีอะไรให้ตรวจสอบ อยากบอกว่าการบริหารประเทศ ไม่ได้อยู่ที่ระยะเวลาว่าจะนานหรือไม่นาน เพราะแม้จะเข้ามามีอำนาจไม่นานหากบริหารประเทศล้มเหลว เอื้อประโยชน์พวกพ้องประชาชนก็รับไม่ได้เพราะประเทศเสียหาย การอภิปรายรัฐบาลเป็นการทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ หากนายอนุทิน ไม่ยอมรับการตรวจสอบก็ไม่ควรมาเป็นรัฐบาล

ซัดน่าละอาย ตกปลาในบ่อเพื่อน

“สำหรับสถานการณ์ในพรรคเพื่อไทยน่าจะนิ่งแล้ว การย้ายพรรคหากจะมีก็ส่วนน้อย หากย้ายไปเพราะอุดมการณ์ทางการเมืองไม่ตรงกันหรือมีจุดยืนที่ไม่ตรงกันก็ไม่ว่ากัน แต่จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นการย้ายพรรคของนักการเมืองที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มาจากปัจจัยอื่น ดังนั้นหากพรรคการเมืองใดใช้วิธีการชกใต้เข็มขัดทำลายระบบพรรคการเมืองด้วยวิธีการที่ไม่ปกติ จึงเป็นการทำลายพรรคการเมืองมากกว่า ที่อ้างว่าในอดีตก็เคยทำ ในอดีตที่มีการย้ายพรรคนั้นเขามาทั้งพรรค ไม่ใช่แอบมาตกปลาในบ่อเพื่อนแบบที่ทำอยู่มันน่าละอาย” นายประเสริฐ กล่าว

จากกรณีที่นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ออกมากล่าวถึงพฤติกรรมของพรรคการเมืองที่ “ตกปลาในบ่อเพื่อน น่าละอาย” นั้น สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาภายในระบบการเมืองไทยที่ยังคงมีการแย่งชิงทรัพยากรบุคคล และการใช้วิธีการที่ไม่โปร่งใสในการดึงดูดนักการเมืองจากพรรคอื่น การกระทำดังกล่าวไม่เพียงแต่ส่งผลเสียต่อพรรคการเมืองที่ถูกกระทำเท่านั้น แต่ยังบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อระบบการเมืองโดยรวมอีกด้วย

การที่นักการเมืองย้ายพรรคด้วยเหตุผลส่วนตัวหรือผลประโยชน์มากกว่าอุดมการณ์ทางการเมือง เป็นสิ่งที่สังคมควรตั้งคำถามและตรวจสอบอย่างจริงจัง เพราะอาจนำไปสู่การทุจริตคอร์รัปชัน และการบริหารประเทศที่ขาดประสิทธิภาพในระยะยาว การสร้างระบบการเมืองที่เข้มแข็งและโปร่งใส ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งนักการเมือง พรรคการเมือง และประชาชน ในการร่วมกันสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองที่ยึดมั่นในหลักการและจริยธรรม

นอกจากนี้ การที่พรรคเพื่อไทยเตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ก็เป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลตามระบอบประชาธิปไตย การอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นโอกาสให้ฝ่ายค้านได้ตั้งคำถามและตรวจสอบการบริหารงานของรัฐบาลอย่างละเอียด ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลและข้อเท็จจริงต่างๆ เพื่อประกอบการตัดสินใจในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

การเมืองไทยยังคงเผชิญกับความท้าทายต่างๆ มากมาย การสร้างระบบการเมืองที่โปร่งใส เป็นธรรม และยึดมั่นในหลักการ จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน และการกระทำที่ “ตกปลาในบ่อเพื่อน น่าละอาย” ควรหมดไปจากสารบบการเมืองไทยเสียที

ดังนั้นการที่นายประเสริฐออกมาพูดถึงเรื่องนี้จึงเป็นการตอกย้ำถึงปัญหาของการเมืองไทยที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง และพรรคเพื่อไทยเองก็ต้องพิสูจน์ตัวเองให้ได้ว่าสามารถเป็นทางเลือกที่ดีกว่าให้กับประชาชนได้

ที่มา – “ประเสริฐ” อัดพรรคการเมืองตกปลาในบ่อเพื่อน น่าละอาย ลั่น “เพื่อไทย” ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจแน่

“อนุทิน” ย้ำ อำนาจตัดสินใจยุบสภา อยู่ที่นายกฯ

“อนุทิน” ไม่ทราบกระแสข่าวยุบสภากลางเดือน ธ.ค. มาจากไหน บอกประเมินไปก็ป่วยการ เสียเวลาทำงานเปล่า ยันถ้าตัวนายกฯ ไม่ยุบ ก็คือไม่ยุบ เพราะเป็นอำนาจภายใต้รัฐธรรมนูญ

วันที่ 20 พ.ย. 2568 เมื่อเวลา 11.45 น. ที่กองบัญชาการตำรวจภูธร ภาค 5 จ.เชียงใหม่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกระแสข่าวการยุบสภา ช่วงกลางเดือนธ.ค. ก่อนไทม์ไลน์ 31 ม.ค. 2569 มองว่ามีนัยอะไรหรือไม่ ว่า กระแสข่าวนั้นไม่ทราบว่ามาจากไหน จึงไม่รู้จะตอบอย่างไร ความเป็นนายกฯต่างจากนายกฯ คนอื่นๆ คือ ทรงไว้ซึ่งอำนาจการทูลเกล้าฯ ออกพระราชกฤษฎีกายุบสภา ส่วนกระแสข่าวจะออกมาอย่างไรก็แล้วแต่ ตัวนายกฯเขาไม่ยุบ ก็คือไม่ยุบ หรือจะไม่มีกระแสข่าว แต่นายกฯเห็นว่า ควรจะยุบก็ยุบ ตรงนี้เป็นสิทธิและเป็นอำนาจที่นายกฯ มีอยู่แล้ว ภายใต้รัฐธรรมนูญ แต่อย่างไร ก็ทำงานทุกวัน ไม่มีปัญหาอะไร เมื่อถามว่า มีการประเมินหรือไม่ ว่ากระแสข่าวมาได้อย่างไร นายกฯ กล่าวว่า ประเมินไปก็ป่วยการ เสียเวลาทำงานเปล่าๆ

“อนุทิน” ย้ำ อำนาจตัดสินใจยุบสภา อยู่ที่นายกฯ

สถานการณ์ทางการเมืองในช่วงนี้เต็มไปด้วยข่าวลือและการคาดการณ์ต่างๆ นานา โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเรื่องการยุบสภา ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางกระแสข่าวที่แพร่สะพัด “อนุทิน ชาญวีรกูล” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาเน้นย้ำถึงอำนาจการตัดสินใจในเรื่องนี้ว่าเป็นของนายกรัฐมนตรีแต่เพียงผู้เดียว

อำนาจการยุบสภาเป็นของนายกฯ

นายอนุทินกล่าวว่าเขาไม่ทราบที่มาของกระแสข่าวเรื่องการยุบสภาในเดือนธันวาคม และมองว่าการประเมินข่าวลือดังกล่าวเป็นเรื่องเสียเวลา พร้อมทั้งยืนยันว่า หากนายกรัฐมนตรีไม่ได้มีดำริที่จะยุบสภา การยุบสภาก็จะไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน เนื่องจากอำนาจในการตัดสินใจเรื่องนี้เป็นของนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ

  • รัฐธรรมนูญ: ให้อำนาจนายกฯในการตัดสินใจ
  • กระแสข่าว: ไร้ประโยชน์ หากนายกฯไม่เห็นชอบ
  • การทำงาน: ยังคงดำเนินต่อไป แม้มีข่าวลือ

ท่าทีของนายอนุทินเป็นการตอกย้ำถึงความเป็นเอกสิทธิ์ของนายกรัฐมนตรีในการตัดสินใจเรื่องสำคัญทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการยุบสภา ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้มีการเลือกตั้งใหม่ และประชาชนได้มีสิทธิในการเลือกผู้แทนของตนเองอีกครั้ง

แม้จะมีกระแสข่าวลือเกี่ยวกับการยุบสภาออกมาอย่างต่อเนื่อง แต่การทำงานของรัฐบาลยังคงดำเนินต่อไป โดยไม่มีสัญญาณบ่งชี้ว่านายกรัฐมนตรีมีความประสงค์ที่จะยุบสภาในเร็วๆ นี้ อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ทางการเมืองยังคงมีความไม่แน่นอน และอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา สิ่งสำคัญคือประชาชนควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจ

การออกมาให้ความเห็นของนายอนุทินในครั้งนี้ ถือเป็นการเคลียร์ประเด็นที่อาจสร้างความสับสนให้กับประชาชน และยืนยันถึงอำนาจการตัดสินใจที่แท้จริงในประเด็นทางการเมืองที่สำคัญนี้ การที่นายกรัฐมนตรีมีอำนาจในการยุบสภา ถือเป็นกลไกสำคัญในระบอบประชาธิปไตย ที่เปิดโอกาสให้มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้เมื่อถึงเวลาอันสมควร

ดังนั้น การติดตามสถานการณ์ทางการเมืองอย่างใกล้ชิดและการทำความเข้าใจถึงอำนาจและหน้าที่ของแต่ละฝ่าย จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ประชาชนสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องและมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศต่อไป

ที่มา – “อนุทิน” ย้ำ อำนาจตัดสินใจยุบสภา อยู่ที่นายกฯ เมินพวกปล่อยข่าว

“วันนอร์” สวน “บวรศักดิ์” เงื่อนไขต้องรอบรรจุญัตติซักฟอกก่อน แค่ธุรการ

“วันนอร์” สวน “บวรศักดิ์” กางกฎหมายยืนกรานฝ่ายค้านยื่นซักฟอกแล้วห้ามยุบสภา โต้เงื่อนไขต้องรอบรรจุวาระก่อนเป็นแค่ขั้นตอนธุรการ การันตียึดหลักตามรัฐธรรมนูญหนักแน่น

วันที่ 19 พ.ย. 2568 นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ระบุแม้ฝ่ายค้านจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลแล้ว นายกรัฐมนตรียังมีสิทธิยุบสภาได้ หากยังไม่บรรจุญัตติเข้าสู่วาระการประชุม สวนทางกับสิ่งที่ประธานสภาฯระบุหากยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้ว นายกฯไม่มีสิทธิยุบสภาว่า นายบวรศักดิ์เป็นนักกฎหมายก็ตีความไปตามความเข้าใจ แต่สภาฯตีความตามรัฐธรรมนูญ ได้มอบให้สำนักกฎหมายพิจารณาหาข้อมติประเด็นดังกล่าว ฝ่ายกฎหมายประชุมลงมติร่วมกันว่า การยุบสภาทำได้ตลอดในฐานะรัฐบาล แต่จะทำไม่ได้เมื่อฝ่ายค้าน 1 ใน 5 ยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตามมาตรา 151 เพราะรัฐธรรมนูญระบุว่า เมื่อยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้ว รัฐบาลจะยุบสภาไม่ได้

ลั่นยึดรธน. เคร่งครัด

ส่วนข้อโต้แย้งที่ต้องรอประธานบรรจุญัตติก่อนนั้น ถือเป็นกระบวนการธุรการ รัฐธรรมนูญไม่เปิดให้มีการตรวจสอบในกระบวนการก่อน แต่เขียนว่า เมื่อยื่นญัตติแล้ว รัฐบาลไม่สามารถยุบสภาได้ แต่จะไม่สามารถดำเนินการได้ หากผู้ยื่นขอถอนญัตติ หรือกรณีที่ชื่อไม่ครบ 1 ใน 5 จะให้สมาชิกเติมชื่อเข้ามาภายใน 7 วัน หากครบกำหนด 7 วัน ยังไม่เติมชื่อประธานสภาฯก็ไม่บรรจุญัตติ แต่ฝ่ายค้านสามารถยื่นญัตติเข้ามาใหม่ได้ เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ 151 วรรคสอง ใครจะตีความอย่างไร ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้กำหนดเหมือนสมัยก่อน ที่แม้ฝ่ายค้านยื่นญัตติแล้ว พรุ่งนี้จะอภิปรายฯ แต่ตอนเย็นรัฐบาลประกาศยุบสภาได้ หรือจะเปิดอภิปรายเวลา 10 โมง แต่รัฐบาลยุบสภาฯ ตอน 8 โมงก็ทำได้

ยันตีความไม่ตรงกันได้เหมือนศาล

นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า ส่วนที่โฆษกรัฐบาลชี้ว่าการตีความของประธานสภาฯ ไม่ตรงกับสมัยรัฐบาลน.ส.แพทองธาร ชินวัตรนั้น ยอมรับว่า การตีความอาจไม่ตรงกันได้เช่นเดียวกับคำพิพากษาศาลต่างๆ อาจไม่ตรงกัน ขึ้นอยู่กับว่าท้ายที่สุดจะไปสิ้นสุดที่ใด ในส่วนของสภาฯเป็นไปตามฝ่ายกฎหมายที่ตีความ เมื่อส่งให้ประธานสภาฯ พิจารณาและมีความเห็นตามคำเสนอของฝ่ายกฎหมายถือว่าได้ข้อยุติ ยืนยันว่า ถือตามรัฐธรรมนูญและผลของฝ่ายกฎหมาย และหากมีการลงมติแล้วคะแนนไว้วางใจของรัฐบาลไม่ถึงเกณฑ์ ก็ยุบสภาฯ ไม่ได้ แต่ถ้าคะแนนผ่านเกณฑ์รัฐบาลก็ทำงานต่อ หรือจะยุบสภาก็ได้

“วันนอร์” สวน “บวรศักดิ์” เงื่อนไขต้องรอบรรจุญัตติซักฟอกก่อน แค่ธุรการ

ประเด็นที่น่าสนใจจากข่าวนี้คือ การตีความข้อกฎหมายที่แตกต่างกันระหว่างนักกฎหมาย กับฝ่ายสภาผู้แทนราษฎร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของเงื่อนไข “วันนอร์” สวน “บวรศักดิ์” เงื่อนไขต้องรอบรรจุญัตติซักฟอกก่อน ซึ่งทางประธานสภาฯ มองว่าเป็นเพียงขั้นตอนทางธุรการเท่านั้น

ทำความเข้าใจเงื่อนไข “วันนอร์” สวน “บวรศักดิ์” เงื่อนไขต้องรอบรรจุญัตติซักฟอกก่อน

หลายคนอาจสงสัยว่า เงื่อนไข “วันนอร์” สวน “บวรศักดิ์” เงื่อนไขต้องรอบรรจุญัตติซักฟอกก่อน นี้มีความสำคัญอย่างไร ทำไมถึงเป็นประเด็นที่ต้องถกเถียงกัน คำตอบคือ เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับอำนาจในการยุบสภาของผู้บริหารประเทศ หากมองว่าเป็นเพียงขั้นตอนธุรการ การยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจก็จะสามารถเกิดขึ้นได้ทันที และรัฐบาลจะไม่สามารถยุบสภาได้ แต่หากมองว่าต้องรอการบรรจุญัตติก่อน ก็จะเปิดช่องให้รัฐบาลสามารถยุบสภาได้ก่อนที่จะมีการอภิปรายเกิดขึ้น

ดังนั้น การตีความในประเด็นนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเสถียรภาพทางการเมืองในปัจจุบัน

จากกรณี “วันนอร์” สวน “บวรศักดิ์” เงื่อนไขต้องรอบรรจุญัตติซักฟอกก่อน นี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตีความกฎหมาย และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อการเมืองไทยในอนาคต

ที่มา – “วันนอร์” สวน “บวรศักดิ์” เงื่อนไขต้องรอบรรจุญัตติซักฟอกก่อน เป็นแค่ขั้นตอนธุรการ

Scroll to top