เด็กเขมร

ดราม่า! คดีจับ “เด็ก 13” ส่งกลับกัมพูชา ล่าสุด

กลายเป็นดราม่าเมื่อ “นักเรียนชายวัย 13 ปี” ถูกแจ้งข้อหาเป็นบุคคลต่างด้าว ตำรวจเข้าจับกุมตัวหลังเคารพธงชาติ ต้องเปลี่ยนชุดจากชุดลูกเสือเป็นชุดไปรเวท เพื่อเตรียมส่งตัวกลับประเทศกัมพูชา เรื่องราวของคดีจับ “เด็ก 13” ส่งกลับกัมพูชา นี้สร้างความสะเทือนใจให้กับหลายๆ คน

  • จุดเริ่มต้นมาจาก เช้าวันที่ 28 ส.ค. 2568 นายโสภณ จงบริบูรณ์ คุณครูโรงเรียนบัวเชดวิทยา จังหวัดสุรินทร์ ได้โพสต์คลิปวิดีโอผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวขณะที่ นักเรียนชายอายุ 13 ปี สวมชุดลูกเสือ ยืนกอดคุณครูกลางสถานีตำรวจภูธรบัวเชด จังหวัดสุรินทร์
  • คุณครูของนักเรียนชายวัย 13 ปี เล่าว่า หลังจากเคารพธงชาติเสร็จ มีรถตำรวจมารับตัวนักเรียนชายคนดังกล่าว เนื่องจากถูกแจ้งความในข้อกล่าวหา เป็นบุคคลต่างด้าวเดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต
  • แม้นักเรียนชายคนดังกล่าว จะมีแม่เป็นชาวกัมพูชา แต่ก็มาอยู่ในไทยตั้งแต่เด็กๆ ไม่เคยกลับเข้าไปที่กัมพูชา เติบโตและใช้ชีวิตที่ไทยตั้งแต่จำความได้ จนปัจจุบันอายุ 13 ปี ไม่สามารถอ่าน-เขียนภาษากัมพูชาได้
  • ครูเจ้าของโพสต์ ยังบอกอีกว่า ในฐานะครูมันจุกอกที่ต้องเห็นลูกศิษย์ เปลี่ยนชุดจากชุดลูกเสือเป็นชุดไปรเวท เพื่อเตรียมนำไปฝากขังไว้ที่ด่านกาบเชิงเพื่อส่งตัวกลับประเทศ
  • หลังจากเรื่องราวดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป ก็มีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก โดยส่วนหนึ่งมองว่าเป็นการกระทำที่สะเทือนใจ เรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าช่วยเหลือ แต่อีกฝ่ายก็มองเป็นเรื่องของกฎหมายที่ควรจะต้องดำเนินด้วยความถูกต้อง

คดีจับ “เด็ก 13” ส่งกลับกัมพูชา สู่ดราม่าสะเทือนใจ ล่าสุดยังพักอยู่ในประเทศไทย

  • พ.ต.อ.สราวุธ ศรีวิฑูลย์ศักดิ์ ผกก.สภ.บัวเชด กล่าวว่า มีคนร้องเรียนว่ามีต่างด้าวเข้ามาอาศัยอยู่ในพื้นที่ จึงเข้าไปตรวจสอบจนกระทั่งพบตัว นางมอม
  • นางมอม บอกว่ามีลูกชายเรียนหนังสืออยู่ด้วย จึงไปเชิญตัวจากโรงเรียนมาตรวจสอบ ซึ่งไม่มีหลักฐานเข้ามาโดยถูกต้อง จึงได้ดำเนินการแจ้งข้อหาในเรื่องของหลบหนีเข้าเมือง
  • แนะนำสองแม่ลูก ให้กลับไปทำเรื่องให้ถูกต้อง ก่อนเข้ามาประเทศไทย ซึ่งทางตำรวจก็เห็นใจเด็ก แต่ก็ต้องทำให้ถูกต้อง

ชีวิตเด็กวัย 13 ปี จากกัมพูชามาอยู่ประเทศไทย

  • นางสูพล หงปัญญา ผู้ใหญ่บ้านโนนสังข์ ม.10 ต.บัวเชด อ.บัวเชด เผยว่า พ่อของเด็กคือ นายใบ เภาว์เพ็ง 67 ปี ชาวบ้านโนนสังข์ อยู่กินกับ นางมอม ชาวกัมพูชา อายุ 41 ปี โดยนางมอมได้นำลูกติดมาด้วย
  • ที่ผ่านมา ผู้ใหญ่บ้านพยายามสอบถาม นางมอม ว่ามีเอกสารถูกต้องหรือไม่ นางมอมก็บอกว่ามีพาสปอร์ตต่อตลอด
  • แต่หลังถูกจับ นางมอมบอกว่า พาสปอร์ตขาดไป 4-5 ปีแล้ว ส่วนเอกสารพาสปอร์ตตัวจริงมีหรือไม่ ก็ไม่เคยเห็นนางมอมเอาให้ดู
  • นายใบ พ่อเลี้ยงเด็ก 13 เล่าว่า นางมอมมีลูกติดมาอยู่ด้วยตอนอายุ 3 ขวบ ก่อนที่ตนจะรับรองเป็นผู้ปกครอง เพื่อให้ได้เรียนหนังสือชั้นประถมปีที่ 1-6 ก่อนจะเข้าเรียนต่อ ม.1 ยืนยันว่าเด็กพูดภาษากัมพูชาไม่ได้ เนื่องจากมาอยู่ตั้งแต่เด็กเล็ก

เด็กตั้งใจเรียน เกรดเฉลี่ย 4.00

  • นางสาวกชพร ชุมเพชร ผอ.โรงเรียนบัวเชดวิทยา ยืนยันรับเด็กตามระเบียบ เด็กมีใบ ปพ. มีใบเรียนจบจากบ้านโนนสังข์ เราดำเนินการตามนโยบายทุกขั้นตอนในการรับเด็กเข้ามาเรียน
  • ครูผู้ดูแล เล่าว่า น้องเป็นเด็กเรียนดี เกรดเฉลี่ย 4.00 เป็นเด็กกีฬา เล่นดนตรีได้หลายอย่าง วิชาการก็ได้ ถือว่าเป็นเด็กเก่งคนหนึ่ง เป็นเด็กดีแล้วก็เก่งด้วย
  • “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ” ยืนยันให้ความเป็นธรรม “นักเรียนชายวัย 13 ปี” ตามหลักมนุษยธรรม ย้ำกลับมาเรียนได้ตามปกติ แต่ต้องดำเนินการเอกสารให้ถูกต้อง

จับกุมเด็ก 13 อาจขัดต่อหลักสิทธิเด็ก

  • คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ออกแถลงการณ์ว่า กรณีการจับกุมเด็กนักเรียนชายรายดังกล่าว เป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักสิทธิเด็กและประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
  • เนื่องด้วยเป็นการจับกุมที่ไม่มีหมายจับ ไม่มีเหตุแห่งการกระทำความผิดซึ่งหน้า เด็กมีสถานะเป็นเพียงผู้ติดตามมารดาเข้าเมืองมาตั้งแต่ยังเป็นเด็กและไม่มีเจตนาหลบหนี
  • การเข้าไปจับกุมเด็กในพื้นที่โรงเรียน อาจสร้างบาดแผลทางจิตใจให้แก่เด็กได้ในระยะยาว

เรื่องราวของ คดีจับ “เด็ก 13” ส่งกลับกัมพูชา นี้แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหาทางสังคมและกฎหมาย การพิจารณาถึงหลักมนุษยธรรมควบคู่ไปกับการบังคับใช้กฎหมายจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้ความเป็นธรรมเกิดขึ้นแก่ทุกฝ่าย

กรณี คดีจับ “เด็ก 13” ส่งกลับกัมพูชา ทำให้เราต้องหันกลับมามองยังนโยบายและแนวทางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชนที่อาจมีสถานะทางกฎหมายที่ไม่ชัดเจน การให้ความช่วยเหลือและการคุ้มครองเด็กกลุ่มนี้อย่างเหมาะสมจึงเป็นสิ่งที่สังคมควรให้ความสำคัญ

  • ช่วงเที่ยงวันนี้ (28 ส.ค.) เจ้าหน้าที่ ตม.สุรินทร์ ได้นำสองแม่ลูกเดินทางไปยังจุดผ่านแดนอรัญประเทศ จ.สระแก้ว เพื่อรอผลักดันกลับประเทศแล้ว 
  • แต่ต่อมา พ.ต.ท.อุดร ขาวแขก รอง ผกก.ตม.สุรินทร์ ได้ประสาน เจ้าหน้าที่ ตม.สุรินทร์ที่ขับรถไปส่งสองแม่ลูก ให้นำตัวเดินทางกลับมาที่ ตม.สุรินทร์ อ.กาบเชิง เพื่อสอบปากคำเพิ่มเติม
  • ซึ่งล่าสุด สองแม่ลูก นอนพักอยู่ที่บ้านพักเด็กและครอบครัว จ.สุรินทร์ ต.ท่าสว่าง อ.เมือง จ.สุรินทร์ ซึ่งในวันพรุ่งนี้ (29 ส.ค.) เจ้าหน้าที่ ตม.สุรินทร์ พร้อมกับสหวิชาชีพจะเข้าไปสอบปากคำอีกครั้ง.

ที่มา – คดีจับ “เด็ก 13” ส่งกลับกัมพูชา สู่ดราม่าสะเทือนใจ ล่าสุดยังพักอยู่ในประเทศไทย

กสม. แถลงปมจับเด็ก 13 ถึงในโรงเรียน ขัดกฎหมาย

กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก กรณี กสม. แถลงปมจับเด็ก 13 ถึงในโรงเรียน โดยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้ออกมาแถลงการณ์ถึงเรื่องนี้ ซึ่งชี้ให้เห็นถึงประเด็นที่อาจขัดต่อหลักสิทธิเด็กและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

กสม. แถลงปมจับเด็ก 13 ถึงในโรงเรียน

แถลงการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังจากที่มีข่าวปรากฏว่า นักเรียนชายวัย 13 ปี ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมถึงในโรงเรียนด้วยข้อหาเป็นบุคคลต่างด้าว ซึ่ง กสม. มองว่าการกระทำดังกล่าวอาจไม่สอดคล้องกับหลักการที่ให้ความสำคัญกับสิทธิเด็กเป็นอันดับแรก

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่จังหวัดสุรินทร์ เมื่อนักเรียนชายรหัส G ถูกจับกุมเพื่อเตรียมส่งตัวกลับประเทศกัมพูชา ทั้งๆ ที่เด็กได้รับการกำหนดรหัสประจำตัวนักเรียนรหัส G ซึ่งเป็นรหัสที่กำหนดให้แก่เด็กที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย ทำให้สามารถเข้าสู่ระบบการศึกษาของไทยได้

หลักการสิทธิเด็กที่ต้องคำนึงถึง

กสม. ย้ำว่าอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (CRC) ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีและมีพันธกรณีต้องปฏิบัติตาม ได้ระบุหลักการสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการใด ๆ ที่เกี่ยวกับเด็ก โดยผลประโยชน์สูงสุดของเด็กต้องมาเป็นอันดับแรก นอกจากนี้ รัฐภาคีต้องยอมรับสิทธิของเด็กที่จะได้รับการศึกษาบนพื้นฐานของโอกาสที่เท่าเทียมกัน

การกระทำที่ขัดต่อหลักสิทธิเด็กตามที่ กสม. ระบุ รวมถึงการจับกุมที่ไม่มีหมายจับ ไม่มีเหตุแห่งการกระทำความผิดซึ่งหน้า อีกทั้งเด็กมีสถานะเป็นเพียงผู้ติดตามมารดาเข้าเมืองมาตั้งแต่ยังเป็นเด็กและไม่มีเจตนาหลบหนี การเข้าไปจับกุมเด็กในโรงเรียนอาจส่งผลกระทบต่อจิตใจของเด็กในระยะยาว และการส่งตัวกลับประเทศต้นทางในทันทีอาจทำให้เด็กเสียสิทธิและขาดโอกาสในการได้รับการศึกษา

กสม. แถลงปมจับเด็ก 13 ถึงในโรงเรียน ยังรวมถึงข้อกังวลเกี่ยวกับการที่เด็กไม่สามารถสื่อสารด้วยภาษาประเทศบ้านเกิดได้ ทำให้การกลับไปยังประเทศต้นทางอาจเป็นเรื่องยากลำบากสำหรับเด็ก

จากกรณีดังกล่าว กสม. จึงเน้นย้ำหลักการสิทธิเด็กด้วยความห่วงใย โดยขอให้ทุกฝ่ายคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นที่ตั้ง และไม่ควรมีกรณีการจับกุมเด็กต่างชาติในลักษณะนี้เกิดขึ้นอีก

นอกจากนี้ กสม. ยังเรียกร้องให้สังคมร่วมกันยุติการสร้างความเกลียดชังด้วยเหตุแห่งเชื้อชาติในทุกรูปแบบ เพื่อการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรมที่พึ่งพาอาศัยกันได้อย่างสันติ

ประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้นจากกรณี กสม. แถลงปมจับเด็ก 13 ถึงในโรงเรียน คือการที่เราต้องทบทวนมาตรการและแนวทางการปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับเด็กที่ไม่มีสัญชาติไทย หรือเด็กที่อยู่ในสถานะทางกฎหมายที่ไม่ชัดเจน เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเด็กทุกคนจะได้รับการคุ้มครองสิทธิและได้รับการปฏิบัติอย่างเหมาะสมตามหลักสิทธิมนุษยชนสากล

เราทุกคนในสังคมมีส่วนร่วมในการสร้างสังคมที่เคารพสิทธิเด็ก ดังนั้นการตระหนักถึงประเด็นปัญหาและร่วมกันหาทางออกจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้เด็กทุกคนเติบโตขึ้นมาได้อย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดี

ที่มา – กสม. แถลงปมจับเด็ก 13 ถึงในโรงเรียน ชี้เป็นการกระทำที่ขัดสิทธิเด็ก-กฎหมาย

ผอ.รร.บัวเชดวิทยา แจงเคสเด็กชายวัย 13 ยันรับถูกระเบียบ

จากกรณีดราม่าที่โรงเรียนบัวเชดวิทยา จ.สุรินทร์ เกี่ยวกับนักเรียนชายวัย 13 ปี ที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจพาตัวออกจากโรงเรียนเนื่องจากปัญหาด้านเอกสาร ทำให้เกิดความกังวลใจในหลายภาคส่วน ล่าสุด นางสาวกชพร ชุมเพชร ผู้อำนวยการโรงเรียนบัวเชดวิทยา ได้ออกมาชี้แจงถึงกรณีดังกล่าว โดยเน้นย้ำว่าทางโรงเรียนได้ดำเนินการรับเด็กชายคนดังกล่าวเข้าเรียนตามระเบียบและกฎหมายทุกประการ

ผอ.รร.บัวเชดวิทยา แจงเคส “เด็กชาย” วัย 13 ปี ยืนยันรับเข้าเรียนถูกกฎตามระเบียบ

ผอ.รร.บัวเชดวิทยา ระบุว่า เด็กชายคนดังกล่าวมีใบ ปพ. และจบการศึกษาจากโรงเรียนบ้านโนนสังข์ โดยมีรหัสประจำตัวขึ้นต้นด้วย “จี” ซึ่งเป็นรหัสสำหรับเด็กต่างชาติที่เข้ามาเรียนในประเทศไทย และเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้เด็กทุกคนที่อยู่ในประเทศไทยได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน ทางโรงเรียนจึงดำเนินการรับเด็กเข้าเรียนตามระเบียบที่วางไว้

พร้อมกันนี้ นางสาวกชพรยังได้กล่าวถึงความห่วงใยที่มีต่อนักเรียนชายคนดังกล่าว โดยได้รวบรวมเงินจำนวน 14,000 บาท มอบให้กับเด็กชายและมารดาชาวกัมพูชา เพื่อใช้จ่ายระหว่างที่อยู่ในประเทศกัมพูชา และรอการดำเนินการด้านเอกสารให้ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งได้รับการประสานงานจากนักธุรกิจชาวกัมพูชาที่จะเข้ามาช่วยเหลือในเรื่องนี้

ถึงแม้ว่าทางโรงเรียนจะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย แต่ในฐานะของครูและบุคลากรทางการศึกษา ก็มีความปรารถนาที่จะให้เด็กทุกคนที่อยู่ในประเทศไทยได้รับการศึกษาอย่างต่อเนื่อง นางสาวกชพรกล่าวว่า “เราอยากให้เด็กทุกคนที่อยู่ในเมืองไทยได้รับการศึกษา เรารักเขาเหมือนลูก ยิ่งเห็นเขาในสภาพที่ถูกพาตัวไปในสภาพชุดนักเรียน และต้องถูกถอดชุดนักเรียนออก ก็รู้สึกห่วงใยเป็นอย่างมาก”

โรงเรียนบัวเชดวิทยายึดมั่นในระเบียบและมนุษยธรรม

นางสาวกชพร ชุมเพชร ผอ.โรงเรียนบัวเชดวิทยา กล่าวเพิ่มเติมว่า ทางโรงเรียนเข้าใจถึงความจำเป็นในการปฏิบัติตามกฎหมาย แต่ในขณะเดียวกันก็ยึดมั่นในหลักมนุษยธรรมและความเป็นครู โดยพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนนักเรียนทุกคนอย่างเต็มที่เท่าที่จะทำได้

“ยืนยันเราดำเนินการตามกฎหมาย แต่หลักด้านมนุษยธรรม ความเป็นครูของเรา เราอยากให้เด็กทุกคนที่อยู่ในเมืองไทยได้รับการศึกษา เรารักเขาเหมือนลูก” ผอ.รร.บัวเชดวิทยา กล่าวย้ำ

ด้านนายโสภณ จงบริบูรณ์ ครูผู้ดูแลที่โพสต์เรื่องดังกล่าว กล่าวว่า ไม่เสียใจในสิ่งที่โพสต์ลงไปในฐานะที่เราเป็นครู เข้าใจทุกท่านรักชาติ ตนเองก็รักชาติไม่ต่างจากท่าน แต่สิ่งที่ตนโพสต์ออกไปในมุมมองของครูที่ได้อยู่ในเหตุการณ์และเห็นเด็กของเราที่อยู่ในชุดลูกเสือแล้วต้องถอดออก

สำหรับกรณีของเด็กชายชาวกัมพูชาคนดังกล่าว ทางเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสุรินทร์ (ตม.สุรินทร์) ได้ให้คำแนะนำว่า หากต้องการให้เด็กชายสามารถกลับเข้ามาศึกษาในประเทศไทยได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย จะต้องดำเนินการร้องต่อศาลเพื่อยืนยันความเป็นบุตร หรือดำเนินการรับเด็กชายเป็นบุตรบุญธรรมอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ทั้งนี้ พ.ต.ท.อุดร ขาวแขก รอง ผกก.ตม.สุรินทร์ ได้ประสาน จนท.ตม.สุรินทร์ที่ขับรถไปส่งสองแม่ลูก ให้นำตัวเดินทางกลับมาที่ ตม.สุรินทร์ อ.กาบเชิง เพื่อสอบปากคำเพิ่มเติม

ถึงแม้ว่าเรื่องราวของเด็กชายคนดังกล่าวจะยังไม่จบลงด้วยดีในทันที แต่สิ่งที่เกิดขึ้นได้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความตั้งใจของครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ต้องการให้โอกาสทางการศึกษาแก่เด็กทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะมีเชื้อชาติ สัญชาติ หรือสถานะทางกฎหมายใดก็ตาม เรื่องนี้ยังเป็นเครื่องเตือนใจให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาด้านเอกสารและการเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย เพื่อให้เด็กทุกคนสามารถเติบโตและเรียนรู้ได้อย่างปลอดภัยและมั่นคง ผอ.รร.บัวเชดวิทยา และคณะครูได้แสดงให้เห็นถึงความเมตตาและความเอื้ออาทรที่มีต่อลูกศิษย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ายกย่องและควรค่าแก่การสนับสนุน

สุดท้ายนี้ หวังว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาและให้ความช่วยเหลือแก่เด็กชายคนดังกล่าว เพื่อให้เขาสามารถกลับมาศึกษาต่อได้อย่างราบรื่น และเติบโตเป็นพลเมืองที่ดีของสังคมต่อไป

ที่มา – ผอ.รร.บัวเชดวิทยา แจงเคส “เด็กชาย” วัย 13 ปี ยืนยันรับเข้าเรียนถูกกฎตามระเบียบ

ตร.แจง! ดราม่าผลักดันนักเรียนวัย 13 ปี กลับประเทศ

จากกรณีดราม่าเกี่ยวกับการผลักดัน นักเรียนวัย 13 ปี กลับประเทศ ล่าสุด ผกก.สภ.บัวเชด ได้ออกมาอธิบายถึงเหตุผลและความจำเป็นในการดำเนินการดังกล่าว โดยเน้นย้ำถึงความเห็นใจที่มีต่อเด็กนักเรียน แต่ก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด พร้อมยืนยันว่าเด็กสามารถกลับมาเรียนต่อได้ หากดำเนินการเรื่องเอกสารให้ถูกต้อง

พ.ต.อ.สราวุธ ศรีวิฑูลย์ศักดิ์ ผกก.สภ.บัวเชด ได้ชี้แจงว่า การดำเนินการผลักดันนักเรียนชายชาวกัมพูชาวัย 13 ปี พร้อมมารดากลับประเทศ สืบเนื่องมาจากการตรวจสอบพบว่า ทั้งสองไม่มีเอกสารที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งเป็นไปตามข้อร้องเรียนที่ได้รับมา

ในช่วงเช้าของวันที่ 28 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ทาง สภ.บัวเชด ได้เชิญครูผู้โพสต์เรื่องราวดังกล่าวลงในโซเชียลมีเดีย คณะครู และบิดาของเด็กนักเรียนชาย เข้ามาให้ข้อมูลเพิ่มเติมและทำความเข้าใจเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยมีการอธิบายถึงสถานการณ์ชายแดนและความจำเป็นที่ต้องดำเนินการตามกฎหมาย

นางสูพล หงปัญญา ผู้ใหญ่บ้านโนนสังข์ ม.10 ต.บัวเชด ได้ให้ข้อมูลว่า บิดาของเด็กนักเรียนคือ นายใบ เภาว์เพ็ง อาศัยอยู่กินกับนางมอม ชาวกัมพูชา ซึ่งได้นำบุตรชายเข้ามาอาศัยในประเทศไทยด้วย เด็กชายได้เข้าเรียนหนังสือจนจบชั้นประถมศึกษาและกำลังศึกษาในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 แต่เมื่อสอบถามเรื่องเอกสาร นางมอมแจ้งว่ามีพาสปอร์ตที่ต่ออายุมาโดยตลอด แต่ภายหลังถูกจับกุมกลับแจ้งว่าพาสปอร์ตขาดไป 4-5 ปีแล้ว

เจ้าหน้าที่ได้อธิบายว่า การผลักดันกลับประเทศเป็นไปตามขั้นตอนทางกฎหมาย เนื่องจากไม่มีเอกสารที่ถูกต้อง อย่างไรก็ตาม สองแม่ลูกสามารถดำเนินการเรื่องเอกสารให้ถูกต้อง แล้วจึงค่อยเดินทางกลับเข้ามาศึกษาต่อได้ ซึ่งทั้งสองก็เข้าใจและยินดีปฏิบัติตาม

พ.ต.อ.สราวุธ ศรีวิฑูลย์ศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ทางตำรวจได้รับร้องเรียนเกี่ยวกับบุคคลต่างด้าวที่เข้ามาอาศัยอยู่ในพื้นที่ จึงได้ทำการตรวจสอบและพบว่าสองแม่ลูกไม่มีเอกสารที่ถูกต้อง จึงได้แจ้งข้อกล่าวหาในเรื่องของการหลบหนีเข้าเมือง และแนะนำให้กลับไปดำเนินการเรื่องเอกสารให้ถูกต้องก่อนที่จะเดินทางกลับเข้ามาในประเทศไทยอีกครั้ง

ตร. แจงดราม่าผลักดันนักเรียนวัย 13 ปี กลับประเทศ

ความสำคัญของการทำตามกฎหมาย

กรณีนักเรียนวัย 13 ปี กลับประเทศนี้ เป็นอุทาหรณ์ที่เน้นย้ำถึงความสำคัญของการปฏิบัติตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นชาวไทยหรือชาวต่างชาติ การมีเอกสารที่ถูกต้องและครบถ้วนเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการอยู่อาศัยและการทำกิจกรรมต่างๆ ในประเทศ

สำหรับชาวต่างชาติ การเข้ามาในประเทศไทยอย่างถูกกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยว การทำงาน หรือการศึกษา มีขั้นตอนและเอกสารที่ต้องดำเนินการอย่างถูกต้อง เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

นักเรียนวัย 13 ปี กลับประเทศแสดงให้เห็นว่าแม้จะมีความเห็นใจในสถานการณ์ แต่เจ้าหน้าที่ก็จำเป็นต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด การดำเนินการเรื่องเอกสารให้ถูกต้องจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทุกฝ่าย

การที่ สภ.บัวเชด ได้ชี้แจงรายละเอียดและให้คำแนะนำแก่ครอบครัวและครู ถือเป็นการแสดงความโปร่งใสและให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย เพื่อให้เข้าใจถึงเหตุผลและความจำเป็นในการดำเนินการตามกฎหมาย

สิ่งที่เกิดขึ้นกับนักเรียนวัย 13 ปี กลับประเทศนั้นเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจ แต่ก็เป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการปฏิบัติตามกฎหมาย และดำเนินการเรื่องเอกสารให้ถูกต้อง เพื่อให้สามารถอยู่อาศัยและทำกิจกรรมต่างๆ ในประเทศไทยได้อย่างราบรื่นและถูกต้องตามกฎหมาย

แม้ว่าการผลักดัน นักเรียนวัย 13 ปี กลับประเทศ จะเป็นเรื่องที่น่าเศร้า แต่ก็เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย สิ่งสำคัญคือการให้ความช่วยเหลือเพื่อให้พวกเขาสามารถกลับมาใช้ชีวิตและศึกษาต่อได้อย่างถูกต้องในอนาคต

ที่มา – ตร. แจงดราม่าผลักดันนักเรียนวัย 13 ปี กลับประเทศ เห็นใจเด็ก แต่ต้องทำให้ถูกต้อง

ตร.แจง ดราม่า**ผลักดันนักเรียนวัย 13** กลับประเทศ

จากกรณีดราม่าที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับการผลักดันนักเรียนวัย 13 ปี กลับประเทศกัมพูชา ล่าสุด ผกก.สภ.บัวเชด ได้ออกมาชี้แจงถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเน้นย้ำว่ามีความเห็นใจเด็ก แต่จำเป็นต้องดำเนินการตามกฎหมายเพื่อให้ถูกต้อง ยืนยันว่าเด็กสามารถกลับมาเรียนต่อได้หากดำเนินการเรื่องเอกสารให้ถูกต้อง

เรื่องราวดังกล่าวเริ่มต้นจากการที่ครูท่านหนึ่งออกมาโพสต์ถึงเหตุการณ์ที่นักเรียนชายวัย 13 ปี ถูกแจ้งข้อหาเป็นบุคคลต่างด้าว และถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัวหลังเคารพธงชาติ โดยต้องเปลี่ยนจากชุดลูกเสือเป็นชุดไปรเวทเพื่อเตรียมตัวผลักดันนักเรียนวัย 13 กลับประเทศกัมพูชาพร้อมกับแม่ เนื่องจากไม่มีเอกสารอนุญาตที่ถูกต้องตามกฎหมาย

ล่าสุดเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2568 พ.ต.อ.สราวุธ ศรีวิฑูลย์ศักดิ์ ผกก.สภ.บัวเชด ได้เชิญครูผู้โพสต์เฟซบุ๊ก คณะครู และพ่อของเด็กนักเรียนชาย เข้ามาให้ข้อมูลเพิ่มเติมและทำความเข้าใจเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

นางสูพล หงปัญญา ผู้ใหญ่บ้านโนนสังข์ ม.10 ต.บัวเชด กล่าวว่า พ่อของเด็กคือ นายใบ เภาว์เพ็ง ได้อยู่กินกับนางมอม ชาวกัมพูชา ซึ่งนำลูกติดมาด้วยตั้งแต่อายุ 8 ขวบ จากนั้นจึงเข้าเรียนหนังสือจนจบประถมและต่อชั้นมัธยมปีที่ 1 ปัจจุบัน ผู้ใหญ่บ้านเพิ่งเข้ามารับตำแหน่งได้ไม่นานและได้สอบถามนางมอมเรื่องเอกสาร ซึ่งนางมอมแจ้งว่ามีพาสปอร์ตและต่ออายุตลอด แต่ภายหลังถูกจับกุมจึงบอกว่าพาสปอร์ตขาดไป 4-5 ปีแล้ว ส่วนเอกสารตัวจริงนั้นไม่เคยนำมาแสดงให้เห็น ซึ่งทั้งสองแม่ลูกถูกควบคุมตัวอยู่ที่สำนักงาน ตม.สุรินทร์ เพื่อรอการผลักดันนักเรียนวัย 13 กลับประเทศ

เจ้าหน้าที่ได้อธิบายว่าสถานการณ์ชายแดนในขณะนี้ทำให้ต้องผลักดันนักเรียนวัย 13 กลับประเทศเนื่องจากไม่มีเอกสารที่ถูกต้อง และแนะนำให้กลับไปทำเอกสารให้ถูกต้องก่อน จึงค่อยกลับมาเรียนอีกครั้ง ซึ่งทั้งสองแม่ลูกเข้าใจและจะปฏิบัติตาม ขณะนี้ทั้งสองถูกควบคุมตัวอยู่ที่ สภ.กาบเชิง และเจ้าหน้าที่ ตม.สุรินทร์ ได้นำตัวไปยังจุดผ่านแดนอรัญประเทศเพื่อผลักดันกลับประเทศแล้ว

พ.ต.อ.สราวุธ ศรีวิฑูลย์ศักดิ์ ผกก.สภ.บัวเชด กล่าวว่า ได้รับแจ้งว่ามีคนต่างด้าวเข้ามาอาศัยอยู่ในพื้นที่ จึงได้เข้าไปตรวจสอบและพบตัวนางมอม ซึ่งแจ้งว่ามีลูกชายด้วย แต่ไม่มีหลักฐานแสดงตัว จึงได้เชิญตัวมาจากโรงเรียนเพื่อตรวจสอบและพบว่าไม่มีหลักฐานการเข้าเมืองโดยถูกต้อง จึงแจ้งข้อหาหลบหนีเข้าเมือง พร้อมแนะนำให้กลับไปทำเอกสารให้ถูกต้องก่อนที่จะกลับเข้ามาใหม่ ซึ่งอาจจะมาด้วยช่องทางอื่นหรือโดยสารเครื่องบิน ก็สามารถกลับมาเรียนได้ตามปกติ ซึ่งคณะครูและสองแม่ลูกเข้าใจดี สุรินทร์มีการกวาดล้างบุคคลต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองเป็นประจำอยู่แล้ว โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์ที่ไม่ปกติเช่นนี้ ทางตำรวจมีความเห็นใจเด็ก แต่จำเป็นต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย

ตร. แจงดราม่าผลักดันนักเรียนวัย 13 กลับประเทศ

ทำไมต้องผลักดันนักเรียนวัย 13 กลับประเทศ?

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการดำเนินการด้านเอกสารให้ถูกต้องตามกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับชาวต่างชาติที่เข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทย แม้ว่าเรื่องราวจะน่าเห็นใจ แต่การบังคับใช้กฎหมายก็เป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อยในสังคม

ถึงแม้ว่าการผลักดันนักเรียนวัย 13 กลับประเทศอาจดูเป็นการกระทำที่รุนแรง แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ยืนยันว่าเป็นการดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย และพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือในการดำเนินการด้านเอกสารเพื่อให้เด็กสามารถกลับมาเรียนต่อได้ในอนาคต สิ่งสำคัญคือการเรียนรู้จากเหตุการณ์นี้และตระหนักถึงความสำคัญของการปฏิบัติตามกฎหมาย

ที่มา – ตร. แจงดราม่าผลักดัน “นักเรียนวัย 13” กลับประเทศ เห็นใจเด็ก แต่ต้องทำให้ถูกต้อง

Scroll to top