เลือกตั้งปี 2569

ตั้งกรรมการสอบ กปน. หน่วยเลือกตั้งที่ 1 และ 4 เขต 2 สุพรรณบุรี

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวสุพรรณบุรีและคนที่สนใจข่าวการเมืองวันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนที่กำลังเป็นที่พูดถึงกันอย่างกว้างขวาง นั่นคือกรณี ตั้งกรรมการสอบ กปน. หน่วยเลือกตั้งที่ 1 และ 4 เขต 2 สุพรรณบุรี น่าเชื่อว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หลังจากที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดสุพรรณบุรี หรือ กกต.สุพรรณบุรี ได้ตรวจพบความผิดปกติในการนับคะแนนเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ตั้งกรรมการสอบ กปน. หน่วยเลือกตั้งที่ 1 และ 4 เขต 2 สุพรรณบุรี น่าเชื่อว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

เรื่องนี้เริ่มต้นจากเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ที่มีการนับคะแนนเลือกตั้งใหม่ตามคำสั่งของ กกต. ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากมีภาพและคลิปวิดีโอจากโซเชียลมีเดียแพร่กระจาย แสดงให้เห็นว่ากรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง หรือ กปน. ในบางหน่วยทำการนับคะแนนไม่โปร่งใส ไม่แสดงบัตรเลือกตั้งให้ผู้สังเกตการณ์และผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งได้ตรวจสอบเครื่องหมายลงคะแนนชัดเจน และยังขีดคะแนนในลักษณะที่มองเห็นยากอีกด้วย สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดข้อสงสัยในความถูกต้องของผลการนับคะแนนครั้งแรกเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569

กกต.สุพรรณบุรีจึงรีบดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงทันที และเสนอต่อ กกต.กลาง ซึ่งมีคำสั่งที่ 306/2569 ลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 สั่งให้นับคะแนนใหม่ในหน่วยเลือกตั้งหลายแห่ง โดยเฉพาะในเขตเลือกตั้งที่ 2 จังหวัดสุพรรณบุรี

หน่วยเลือกตั้งที่ได้รับผลกระทบจากการนับคะแนนใหม่

  • หน่วยเลือกตั้งที่ 1 ตำบลบางตาเถร อำเภอสองพี่น้อง เขต 2 (ส.ส. แบ่งเขตและบัญชีรายชื่อ)
  • หน่วยเลือกตั้งที่ 4 ตำบลบ้านช้าง อำเภอสองพี่น้อง เขต 2 (ส.ส. แบ่งเขต)
  • หน่วยเลือกตั้งที่ 11 ตำบลสนามชัย อำเภอเมืองสุพรรณบุรี เขต 1 (ส.ส. บัญชีรายชื่อ)
  • หน่วยเลือกตั้งที่ 4 ตำบลองครักษ์ อำเภอบางปลาม้า เขต 2 (ส.ส. บัญชีรายชื่อ)

การนับคะแนนใหม่ในวันศุกร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อยในบางหน่วย เช่น หน่วยที่ 11 เขต 1 และหน่วยที่ 4 เขต 2 แต่สำหรับหน่วยเลือกตั้งที่ 1 และ 4 เขต 2 กลับพบว่าผลคะแนนแตกต่างจากครั้งแรกอย่างชัดเจน จน กกต.สุพรรณบุรีเชื่อได้ว่า กปน. เหล่านี้ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามกฎหมาย

ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดสุพรรณบุรี จึงสั่งตั้งสำนวนสืบสวนทันที และมอบหมายให้คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนประจำจังหวัดดำเนินการตามระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวนและวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เพื่อเอาผิดกับผู้กระทำผิดและผู้เกี่ยวข้องต่อไป

ความสำคัญของความโปร่งใสในการเลือกตั้ง

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าการเลือกตั้งในประเทศไทย โดยเฉพาะระดับท้องถิ่นอย่างสุพรรณบุรี ยังคงมีช่องโหว่ที่ต้องแก้ไข กปน. ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการนับคะแนน ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์และโปร่งใส เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของประชาชน หากเกิดข้อครหาเช่นนี้ขึ้นบ่อยครั้ง อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมืองได้

นอกจากนี้ ยังสะท้อนถึงบทบาทของโซเชียลมีเดียที่ช่วยให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบมากขึ้น ภาพและคลิปที่แพร่กระจายกลายเป็นหลักฐานสำคัญที่นำไปสู่การตรวจสอบครั้งนี้

ในมุมมองของผม เหตุการณ์ ตั้งกรรมการสอบ กปน. หน่วยเลือกตั้งที่ 1 และ 4 เขต 2 สุพรรณบุรี น่าเชื่อว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ นี้เป็นสัญญาณดีที่แสดงให้เห็นว่าระบบตรวจสอบของ กกต. ยังทำงานได้ แม้จะช้าแต่ชัวร์ และหวังว่าจะมีบทลงโทษที่เด็ดขาดเพื่อไม่ให้เกิดซ้ำ

สำหรับเพื่อนๆ ที่ติดตามข่าวการเมืองสุพรรณบุรี คุณคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้ ลองแชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือกดแชร์เพื่อให้คนอื่นรับรู้ข้อมูลที่ถูกต้องกันนะครับ และอย่าลืมติดตามอัปเดตผลการสอบสวนต่อไป!

ตั้งกรรมการสอบ กปน. หน่วยเลือกตั้งที่ 1 และ 4 เขต 2 สุพรรณบุรี

ที่มา – ตั้งกรรมการสอบ กปน. หน่วนเลือกตั้งที่ 1 และ 4 เขต 2 สุพรรณบุรี น่าเชื่อว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

“หมอวาโย” กางความมุ่งหมาย รธน. 60 ชี้ลงคะแนนลับจริง

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามาคุยเรื่องการเมืองที่กำลังร้อนฉ่าเรื่องหนึ่งกันนะครับ โดยเฉพาะประเด็นที่ หมอวาโย กางความมุ่งหมาย รธน. 60 แล้วชี้แจงชัดๆ ว่าการลงคะแนนโดยลับนั้นต้องลับจริงๆ แม้แต่ตรวจสอบย้อนหลังก็ไม่ได้ว่าใครเลือกใคร สุดยอดเลยใช่ไหมล่ะ? เรื่องนี้เกิดขึ้นท่ามกลางดราม่าบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งที่หลายคนตั้งคำถาม มาดูกันว่ามันคืออะไรและทำไมถึงสำคัญขนาดนี้

หมอวาโย กางความมุ่งหมาย รธน. 60

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2567 นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง หรือที่เรารู้จักในนาม “หมอวาโย” ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้โพสต์ภาพเอกสารสุดฮอตจาก “ความมุ่งหมายและคำอธิบายประกอบรายมาตราของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560” ที่ออกโดยสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร หน้าที่ 140-141 พร้อมแคปชั่นสุดแซ่บว่า “มันจบแล้วครับ กกต.” เย้ยเลยนะเนี่ย!

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าประเด็นนี้มาจากดราม่าบาร์โค้ด (Barcode) บนบัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ หรือบัตรสีชมพูนั่นแหละครับ หลายคนสงสัยว่ามันเอาไว้ทำอะไร และทำไมถึงถูกมองว่าทำให้การลงคะแนนไม่ลับ? หมอวาโยเลยหยิบเอกสารเจตนารมณ์ผู้ยกร่าง รธน. 60 มากางออกมาให้ดูชัดๆ

เจตนารมณ์ รธน. 60 กับคำว่า “การออกเสียงลงคะแนนโดยลับ”

ในเอกสารระบุชัดเจนเลยครับว่า “การออกเสียงลงคะแนนโดยลับ” มีความหมายว่า การลงคะแนนของผู้มีสิทธิต้องกระทำในลักษณะที่ บุคคลอื่นไม่อาจทราบหรือตรวจสอบได้ ว่าลงคะแนนอย่างไรหรือให้ผู้สมัครคนใด “บุคคลอื่น” ในที่นี้หมายถึงทุกคนยกเว้นตัวผู้ลงคะแนนเอง รวมถึง กกต. ด้วยนะครับ! ไม่ใช่แค่ตอนลงคะแนนเท่านั้น แต่ต้องลับ “ตลอดไป” ตรวจสอบย้อนหลังไม่ได้เลย

  • ลับขณะลงคะแนน: ไม่มีใครเห็นว่าลงให้ใคร
  • ลับหลังลงคะแนน: ไม่มีวิธีไหนสแกนหรือเช็คย้อนได้
  • รวม กกต. ด้วย: เพราะ กกต. ก็เป็น “บุคคลอื่น” ตามเจตนารมณ์
  • ตัวอย่างปัญหา: บาร์โค้ดบนบัตรที่เชื่อมโยงกับผู้ลงคะแนน ทำให้รู้ได้ว่าใครลงใคร

หมอวาโยชี้ว่าการมีบาร์โค้ดที่สแกนแล้วรู้ได้ว่าผู้ลงคะแนนคนใดลงให้พรรคหรือรายชื่อไหน มันขัดกับ รธน. 60 ชัดๆ เลยครับ เพราะไม่ใช่การลงคะแนนโดยลับตามเจตนารมณ์ผู้ร่าง

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ? เพราะหลักการลงคะแนนลับเป็นหัวใจของประชาธิปไตยเลยนะครับ มันป้องกันการซื้อสิทธิ์ขายเสียง การข่มขู่ หรือแรงกดดันจากนายทุนหรือผู้มีอำนาจ ถ้าการลงคะแนนไม่ลับจริง ประชาชนจะกล้าลงตามใจตัวเองได้ยังไง? ในต่างประเทศอย่างอเมริกาหรือยุโรป เขาก็ยึดหลักนี้เคร่งครัด บัตรเลือกตั้งต้องไม่เชื่อมโยงกับตัวบุคคลเด็ดขาด

ก่อนหน้านี้มีคนตีความคำว่า “ลับ” ต่างๆ นานา บ้างว่าลับแค่ไม่ให้คนอื่นเห็นตอนลง บ้างว่าหลังนับเสร็จก็เช็คได้ แต่หมอวาโยหยิบหลักฐานหนักแน่นจาก รธน. 2560 ที่เพิ่งร่างใหม่ๆ มาเมื่อไม่กี่ปีก่อน พยานบุคคลยังอยู่ครบ แถมเอกสารนี้บันทึกเจตนารมณ์ไว้ชัดเจนสุดๆ

สำหรับปมบาร์โค้ดนี่ กกต. บอกว่าเอาไว้ตรวจนับและป้องกันการปลอมแปลง แต่ถ้ามัน track ได้ถึงเจ้าของบัตร มันก็กลายเป็นเครื่องมือสอดแนมเสียงประชาชนไปเลยนะครับ นี่คือเหตุผลที่หมอวาโยโพสต์ “มันจบแล้วครับ กกต.” เพราะหลักฐานชี้ชัดว่าขัดรัฐธรรมนูญ

เพื่อนๆ ลองคิดดูสิครับ ถ้าเลือกตั้งครั้งหน้าบัตรยังมีบาร์โค้ดแบบนี้ ประชาชนจะไว้ใจได้แค่ไหน? มันอาจนำไปสู่การทุจริตซ่อนรูปได้ง่ายๆ เลยนะ ในฐานะนักข่าวหรือนักเขียนบล็อกอย่างผม คิดว่าประชาชนต้องตื่นตัว เรียกร้องให้ กกต. ปรับระบบใหม่ เอารหัสที่เชื่อมโยงบุคคลออกไป ให้เป็นการลงคะแนนลับแท้ๆ ตาม หมอวาโย กางความมุ่งหมาย รธน. 60

สรุปแล้ว เรื่องนี้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับการเลือกตั้งไทยครับ มันย้ำว่ากฎหมายไม่ได้ตีความเอาเองได้ ต้องยึดเจตนารมณ์ผู้ร่าง หวังว่า กกต. จะรับฟังเสียงประชาชนและแก้ไขให้ถูกต้อง ถ้าคุณเห็นด้วย ลองแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันนะครับ หรือคอมเมนต์ด้านล่างว่าคุณคิดยังไงกับประเด็นนี้? ติดตามข่าวการเมืองเพิ่มเติมได้ที่บล็อกเราเลย!

ที่มา – “หมอวาโย” กางความมุ่งหมาย รธน. 60 ชี้ลงคะแนนโดยลับ ต้องตรวจสอบย้อนหลังไม่ได้ว่าเลือกใคร

พรรคประชาชาติ จี้ กกต. หยุดฟ้องปิดปากประชาชน

พรรคประชาชาติ จี้ กกต. หยุดฟ้องปิดปากประชาชน ชี้เป็นการละเมิดเสรีภาพและขัดรัฐธรรมนูญโดยตรง ล่าสุด พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กแสดงจุดยืนชัดเจน เรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หยุดการดำเนินคดีอาญากับประชาชนที่กล้าออกมาแสดงความเห็นและแจ้งเบาะแสการทุจริตในการเลือกตั้ง

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 โดยกกต. ตัดสินใจแจ้งความดำเนินคดีกับนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ และตัวแทนภาคประชาชนรวม 6 ราย ซึ่งทั้งหมดทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของกกต. ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด พ.ต.อ.ทวี เน้นย้ำว่านี่คือสัญญาณอันตรายที่แสดงให้เห็นว่าองค์กรอิสระกำลังลืมไปว่า อำนาจอธิปไตยอยู่ที่ประชาชน ไม่ใช่เจ้าหน้าที่

พรรคประชาชาติ จี้ กกต. หยุดฟ้องปิดปากประชาชน

ในโพสต์ดังกล่าว หัวหน้าพรรคประชาชาติได้แถลงจุดยืนทางรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน เพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยยกประเด็นสำคัญ 3 ข้อที่ชี้ให้เห็นว่าการกระทำของกกต. นั้นไม่ถูกต้อง ทั้งขัดรัฐธรรมนูญและหลักสากล นอกจากนี้ยังเข้าข่ายการฟ้องคดีปิดปาก (SLAPP) ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ใช้อำนาจรัฐปิดปากผู้ตรวจสอบ

ทำไมการฟ้องปิดปากประชาชนจึงขัดรัฐธรรมนูญ

พรรคประชาชาติชี้แจงว่าการตรวจสอบกกต. ไม่ใช่ความผิด แต่เป็นหน้าที่ของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 50 ที่กำหนดให้ประชาชนมีหน้าที่พิทักษ์ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และใช้สิทธิเลือกตั้งอย่างอิสระ กกต. มีหน้าที่จัดการเลือกตั้งให้โปร่งใส ดังนั้นประชาชนจึงมีสิทธิ์ติดตาม วิจารณ์ และแจ้งเบาะแสได้เต็มที่

  • มาตรา 63: รัฐต้องสนับสนุนประชาชนป้องกันและปราบปรามการทุจริต ผู้แจ้งเบาะแสทั้ง 6 รายจึงสมควรได้รับการคุ้มครอง ไม่ใช่ถูกฟ้องร้อง
  • มาตรา 34 และ 41: รับรองเสรีภาพในการแสดงออก ร้องเรียน และวิจารณ์รัฐโดยสุจริต เพื่อประโยชน์สาธารณะ การฟ้องคดีเช่นนี้ยิ่งทำลายความน่าเชื่อถือของกกต. เอง

นอกจากนี้ พฤติกรรมดังกล่าวยังขัดกติกาสากล โดยเฉพาะกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ข้อ 19 ที่ไทยเป็นภาคี ซึ่งปกป้องสิทธิแสดงความเห็น การที่กกต. ใช้อำนาจฟ้องประชาชน จึงเป็นการสร้างบรรยากาศหวาดกลัว สร้างความไม่ไว้วางใจในระบบเลือกตั้ง

บริบทของเรื่องนี้เกิดจากการเลือกตั้งที่ผ่านมา ซึ่งมีข้อสงสัยเรื่องเทคโนโลยีและความโปร่งใส ผู้ถูกฟ้องทั้ง 6 ราย ได้ออกมาให้ข้อมูล ตั้งข้อสังเกต และช่วยอุดช่องโหว่ให้กกต. แต่กลับถูกตอบแทนด้วยคดีอาญา สิ่งนี้ไม่เพียงละเมิดเสรีภาพ แต่ยังลดทอนศักดิ์ศรีของคะแนนเสียงประชาชนทุกใบ

พรรคประชาชาติยังส่งกำลังใจให้ผู้ถูกฟ้องทั้ง 6 ท่าน ซึ่งเป็นนักสู้เพื่อความถูกต้อง และเรียกร้องให้กกต. หันมาเปิดเผยข้อมูลโปร่งใส ชี้แจงข้อสงสัยเรื่องระบบเทคโนโลยีให้ชัดเจน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย

ในมุมมองของเรา การเคลื่อนไหวของพรรคประชาชาติครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการปกป้องสิทธิพลเมือง หากปล่อยให้เกิดขึ้นซ้ำๆ จะยิ่งทำให้ประชาชนไม่กล้าแสดงออก สุดท้ายระบบตรวจสอบถ่วงดุลจะพังทลาย สิ่งที่กกต. ควรทำคือรับฟังเสียงประชาชน ไม่ใช่ปิดปาก

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? เชื่อว่ากกต. ควรหยุดฟ้องปิดปากประชาชนหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อกระจายข้อมูลให้แพร่หลาย เพื่อปกป้องเสรีภาพของเราทุกคน

ที่มา – หัวหน้าพรรคประชาชาติ จี้ กกต. หยุดฟ้องปิดปากประชาชน ชี้ละเมิดเสรีภาพ ขัดรัฐธรรมนูญ

“สมชัย” ซัด กกต. แจ้งความประชาชนปั่นกระแส

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมืองวันนี้เรามาคุยกันแบบเป็นกันเองเรื่องดราม่าร้อนๆ ที่กำลังเป็นกระแสในโซเชียลมีเดีย “[strong]“สมชัย” ซัด กกต. แจ้งความประชาชนแบบปั่นกระแส[/strong]” นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กแบบจัดเต็ม ซัด กกต. ชุดปัจจุบันว่าปล่อยข่าวแจ้งความประชาชนเพื่อปั่นกระแส สร้างความกลัวข่มขู่คนที่กล้าออกมาเปิดโปงความไม่ชอบมาดีของ กกต. เอง โดยเฉพาะท้าให้เปิดชื่อ 6 คนที่ถูกฟ้องเดี๋ยวนั้นเลยครับ

“สมชัย” ซัด กกต. แจ้งความประชาชนแบบปั่นกระแส

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2567 (ในเนื้อหาดั้งเดิมบอก 2569 คงพิมพ์ผิดนะครับ) หลังจากสำนักงาน กกต. ออกเอกสารข่าวประชาสัมพันธ์ เลขที่ 196/2567 วันที่ 27 กุมภาพันธ์ เพื่ออธิบายว่าการแจ้งความไปกองปราบปราม ไม่ใช่การฟ้องประชาชนหรือคุกคามสื่อมวลชน แต่เป็นการดำเนินคดีกับ “คณะบุคคลที่ร่วมและแบ่งกันทำงานในขบวนการ” โดยอ้างเหตุผลถึง 6 ข้อ สมชัยมองว่านี่คือการปั่นกระแสหวังลดแรงตรวจสอบ เพราะเอกสารไม่ยอมเปิดชื่อผู้ถูกแจ้งความชัดเจน เหมือนกลัวโดนฟ้องกลับมาตรา 157 หรือการแจ้งความเท็จนั่นเอง

ทำไม “สมชัย” ถึงท้าให้ กกต. เปิด 6 ชื่อคนถูกฟ้อง?

สมชัยชี้ว่าพฤติกรรมลับๆ ล่อๆ แบบนี้ แสดงถึงความขลาดกลัวของ กกต. ถ้ามั่นใจว่าข้อกล่าวหาถูกต้อง ก็เปิดชื่อสิครับ จะได้พิสูจน์กันชัดๆ แต่ถ้าเป็นการแจ้งความเท็จ ก็เตรียมตัวโดนฟ้องกลับทั้งอาญาและแพ่งได้เลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งอย่างน้อย 9 รายที่พร้อมดำเนินคดี แถมค่าแพ่งแพงหูฉี่ด้วยนะครับ นี่คือจุดที่สมชัยเน้นย้ำว่า กกต. กำลังพยายามปิดปากประชาชนที่ออกมาเปิดโปงการทำงานที่อาจมีปัญหา โดยเฉพาะในช่วงที่การตรวจสอบ กกต. กำลังเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ

6 เหตุผลที่ กกต. อ้างในการแจ้งความ

มาดูกันครับว่าเอกสารของ กกต. อ้างเหตุผลอะไรบ้างในการแจ้งความกลุ่มคนเหล่านี้:

  • 1. ขัดขวางการทำงานของ กกต. – อ้างว่ากลุ่มนี้ขัดขวางหน้าที่
  • 2. กระทำการอ่านบาร์โคดเพื่อไปถึงข้อมูลว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งเลือกใคร – เรื่องสแกนบาร์โคดหาผลโหวต
  • 3. กกต. ไม่เคยดำเนินคดีกับประชาชน ยกเว้นคนที่มีเจตนาไม่สุจริต – ยืนยันว่าดำเนินเฉพาะเจตนาชั่วร้าย
  • 4. กลุ่มคนที่โดนแจ้ง เป็นกลุ่มที่ไปปรากฏตัว มีหลักฐานนำเสนอข้อมูลร่วมกัน – มีหลักฐานร่วมมือกัน
  • 5. คนที่ไม่ไปปรากฏตัว มีนัดหมายกับขบวนการเปิดเผยในเวทีสาธารณะ – แม้ไม่ไปแต่มีแผน
  • 6. มีการปั่นกระแสในโซเชียล ทำให้เกิดความไม่เรียบร้อย เป็นภัยต่อความมั่นคง – สร้างความปั่นป่วนในสังคม

ทั้ง 6 ข้อนี้สมชัยมองว่าเป็นข้อหาอาญาแผ่นดินร้ายแรง แต่การไม่เปิดชื่อคือจุดอ่อนใหญ่ เพราะมันทำให้ประชาชนหวาดกลัว แทนที่จะกล้าตรวจสอบหน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบเรื่องสำคัญอย่างการเลือกตั้ง

ในมุมมองของผมนะครับ เรื่องนี้สะท้อนปัญหาใหญ่ในระบบการตรวจสอบอำนาจรัฐ โดยเฉพาะ กกต. ที่ควรเป็นกลางและโปร่งใส แต่กลับถูกกล่าวหาว่าปิดกั้นเสียงวิจารณ์ ในยุคที่โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือหลักของประชาชน การปั่นกระแสแบบนี้ยิ่งทำให้ประชาชนไม่เชื่อถือมากขึ้น การเลือกตั้งครั้งต่อไปจะโปร่งใสได้ยังไงถ้าประชาชนกลัวถูกฟ้อง? สมชัยที่เคยเป็น กกต. เอง คงรู้ระบบดี จึงกล้าท้าแบบนี้

ขยายความบริบทหน่อยครับ ปัจจุบัน กกต. กำลังเผชิญแรงกดดันจากหลายฝ่ายเรื่องการตรวจบัตรเลือกตั้ง การสแกนบาร์โคดที่ถูกกล่าวถึงอาจเชื่อมโยงกับกรณีที่กลุ่มผู้ตรวจสอบสงสัยว่ามีบัตรผิดปกติ แต่ กกต. มองว่าเป็นการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล ถ้าข้อมูลชัดเจน เปิดเผยได้หมดก็ดี แต่การแจ้งความแบบเงียบๆ แล้วปล่อยข่าวกลัวๆ กลืนๆ แบบนี้ต่างหากที่ยิ่งน่าสงสัย

สุดท้ายแล้ว ผมคิดว่าเรื่อง “[strong]“สมชัย” ซัด กกต. แจ้งความประชาชนแบบปั่นกระแส[/strong]” นี้เป็นสัญญาณเตือนว่าประชาชนต้องรวมตัวตรวจสอบมากขึ้น อย่ากลัวการข่มขู่ รัฐต้องโปร่งใสเพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริง คุณล่ะครับคิดยังไงกับเรื่องนี้? คอมเมนต์มาบอกกันหน่อย หรือแชร์บทความนี้เพื่อให้คนอื่นรู้ความจริง ติดตามบล็อกเราเพื่ออัปเดตข่าวการเมืองล่าสุดนะครับ!

ที่มา – “สมชัย” ซัด กกต. แจ้งความประชาชนแบบปั่นกระแส หวังข่มขู่คนออกมาเปิดโปง ท้าเปิด 6 ชื่อคนถูกฟ้อง

ผลนับคะแนนใหม่ จ.สุพรรณบุรี บางหน่วยต่าง 100+ คะแนน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวสุพรรณบุรีและคนรักการเมืองไทย! วันนี้เรามีข่าวร้อนมาอัปเดตกันแบบเป็นกันเองเลยนะครับ เรื่อง ผลนับคะแนนใหม่ จ.สุพรรณบุรี บางหน่วยเลือกตั้งต่างจากเดิม 100 กว่าคะแนน นี่แหละครับ ที่กำลังเป็นกระแสฮือฮาในโซเชียล โดยเฉพาะเพจพรรคประชาชน สุพรรณบุรี ที่โพสต์ผลออกมาแบบชัดเจน หลังจาก กกต.สุพรรณบุรี สั่งนับคะแนนใหม่ตามคำร้องเรียน ทำให้คะแนนพลิกผันในบางหน่วยเลือกตั้งเลยทีเดียว

มาดูกันก่อนว่ามีหน่วยไหนบ้างที่โดนสั่งนับใหม่ สำหรับ ส.ส. แบ่งเขต 2 หน่วย คือ หน่วยที่ 1 ต.บางตาเถร อ.สองพี่น้อง เขต 2 และหน่วยที่ 4 ต.บ้านช้าง อ.สองพี่น้อง เขต 2 ส่วน ส.ส. บัญชีรายชื่อ 3 หน่วย ได้แก่ หน่วยที่ 11 ต.สนามชัย อ.เมืองสุพรรณบุรี เขต 1, หน่วยที่ 1 ต.บางตาเถร เขต 2 และหน่วยที่ 4 ต.องครักษ์ อ.บางปลาม้า เขต 2 การนับใหม่นี้เกิดขึ้นเมื่อ 27 ก.พ. 2566 (หรือ 69 ตามปฏิทินไทย) เพื่อตรวจสอบความโปร่งใสหลังเลือกตั้งใหญ่

ผลนับคะแนนใหม่ จ.สุพรรณบุรี บางหน่วยเลือกตั้งต่างจากเดิม 100 กว่าคะแนน

ผลที่ออกมาทำให้แฟนๆ พรรคประชาชนยิ้มแก้มปริ เพราะคะแนนเพิ่มขึ้นชัดเจน ขณะที่พรรคภูมิใจไทยลดลงแบบน่าตกใจ โดยเฉพาะในเขต 2 ที่เป็นสนามรบเดือด มาดูตัวเลขกันแบบละเอียดเลยครับ

ผลคะแนน ส.ส. แบ่งเขต เขต 2

  • หน่วยเลือกตั้งที่ 4 ต.บ้านช้าง อ.สองพี่น้อง:
    พรรคประชาชน: เดิม 129 คะแนน → นับใหม่ 165 คะแนน (+36)
    พรรคภูมิใจไทย: เดิม 297 → 212 (-85)
  • หน่วยเลือกตั้งที่ 1 ต.บางตาเถร อ.สองพี่น้อง:
    พรรคประชาชน: เดิม 104 → 228 (+124)
    พรรคภูมิใจไทย: เดิม 427 → 263 (-164)

เห็นมั้ยครับ ต่างกันเกือบ 100-120 คะแนนต่อหน่วย! ถ้าผลรวมทั้งเขตเปลี่ยนแบบนี้ อาจกระทบที่นั่ง ส.ส. ได้เลยนะ

ผลคะแนน ส.ส. บัญชีรายชื่อ

  • หน่วยที่ 1 ต.บางตาเถร เขต 2:
    พรรคประชาชน: เดิม 198 → 226 (+28)
    พรรคภูมิใจไทย: เดิม 279 → 233 (-46)
  • ส่วนหน่วยอื่นๆ อย่างหน่วย 11 สนามชัย และหน่วย 4 องครักษ์ ต่างกันแค่ 1-2 คะแนน ไม่มีปัญหาใหญ่

นายคมกริช ทิพย์สมบูรณ์ ผอ.กกต.สุพรรณบุรี ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ว่า “ผลนับใหม่ไม่ตรงกับชุดเดิม แสดงถึงการฝ่าฝืนกฎหมาย เราจะสืบสวนและดำเนินคดีกับ กปน. ชุดเก่าแน่นอน เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของสุพรรณบุรี” คำพูดนี้หนักแน่นมากครับ ทำให้รู้สึกมั่นใจในระบบมากขึ้น

ย้อนดูบริบทการเลือกตั้ง สุพรรณบุรี เขต 2 เป็นเขตที่พรรคภูมิใจไทยครองมานาน แต่พรรคประชาชน (เดิมก้าวไกล?) สู้สุดตัว ผลนับใหม่นี้อาจเป็นจุดเปลี่ยน ถ้าคะแนนรวมพลิก อาจมีเลือกตั้งใหม่หรือปรับที่นั่งได้ เรื่องแบบนี้สำคัญมาก เพราะสะท้อนความโปร่งใสของประชาธิปไตยไทย สุพรรณบุรีที่ขึ้นชื่อเรื่องวัฒนธรรม อยากให้ชื่อเสียงด้านการเมืองดีด้วยนะครับ

ส่วนตัวผมคิดว่าการตรวจสอบแบบนี้ดีเยี่ยม ช่วยป้องกันการทุจริต ถ้าทุกจังหวัดทำได้ เราจะมี ส.ส. ที่แท้จริงจากประชาชน ถ้าคุณอยู่ในสุพรรณบุรี ลองเช็คผลหน่วยตัวเองดูสิครับ อาจมีเซอร์ไพรส์! ติดตามข่าวอัปเดตเพิ่มเติมได้ที่นี่เลย ชอบก็แชร์ เม้นต์บอกความเห็นคุณหน่อยนะ “ผลนับคะแนนใหม่นี้เปลี่ยนใจคุณมั้ย?”

ที่มา – ผลนับคะแนนใหม่ จ.สุพรรณบุรี บางหน่วยเลือกตั้งต่างจากเดิม 100 กว่าคะแนน

กกต. แจงถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง ไม่ฟ้องประชาชน

สวัสดีเพื่อนๆ ชาวเน็ตทุกคน! ช่วงนี้ข่าวการเลือกตั้งกำลังร้อนแรง โดยเฉพาะกระแสข่าวลือที่แพร่สะพัดในโซเชียลมีเดีย ว่ากกต. จะฟ้องประชาชนที่ถ่ายรูปบัตรเลือกตั้ง หรือแม้แต่ออกหมายจับสื่อมวลชนด้วย คำถามคือ มันจริงหรือเปล่า? วันนี้เรามาชี้แจงให้ฟังแบบชิลๆ กันเลยนะ

กกต. แจงถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง

ล่าสุดเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งกลาง (กกต.) ออกเอกสารชี้แจงอย่างเป็นทางการแล้วว่า ข่าวที่บอกว่ากกต. แจ้งความดำเนินคดีกับประชาชนหรือสื่อที่ถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งในวันเลือกตั้ง สส. และประชามติใหม่ เมื่อ 22 ก.พ. ที่ผ่านมา ที่หน่วยเลือกตั้งที่ 9 เขต 15 แขวงคันนายาว กทม. นั้น ไม่เป็นความจริงเลยสักนิด!

กกต. ยืนยันชัดเจนว่าการถ่ายวิดีโอหรือภาพนิ่งบรรยากาศการเลือกตั้ง เช่น การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ หรือภาพผู้มาใช้สิทธิ์ สามารถทำได้ตามปกติ ไม่มีผิดกฎหมาย แค่ต้องไม่กระทบสิทธิผู้สมัคร ไม่ขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่ และไม่ละเมิดความเป็นส่วนตัวของผู้ลงคะแนนเท่านั้นเอง เพื่อนๆ ที่ไปเลือกตั้งแล้วอยากแชร์โมเมนต์ดีๆ ในโซเชียล ก็ทำได้สบายใจหายห่วง

กกต. แจงถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง: ทำอะไรได้ ทำอะไรไม่ได้

เพื่อให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เรามาดูกันว่าอะไรที่โอเคและอะไรที่เสี่ยงโดนจับนะ กกต. แจงถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งไว้แบบนี้:

  • ทำได้: ถ่ายภาพหรือคลิปบรรยากาศหน่วยเลือกตั้ง, เจ้าหน้าที่แจกบัตร, ผู้มาใช้สิทธิ์เดินเข้าออก (ไม่โฟกัสใบหน้าแบบละเมิด privacy)
  • ทำได้: ถ่ายการนับคะแนนแบบกว้างๆ เพื่อตรวจสอบความโปร่งใส
  • ทำไม่ได้: พยายามถ่ายบัตรเลือกตั้งแบบชัดๆ เพื่ออ่านบาร์โค้ดหรือถอดรหัส ว่าบัตรนั้นของใคร
  • ทำไม่ได้: ตั้งกล้องจับภาพประชาชนตลอดเวลา จนทำให้คนกลัวไม่กล้ามาเลือกตั้ง
  • ทำไม่ได้: นำภาพไปปั่นกระแสในโซเชียลเพื่อโจมตีหรือบ่อนทำลายความลับการลงคะแนน

หลักสำคัญคือ การเลือกตั้งต้อง “โดยตรงและไม่ลงคะแนนโดยลับ” ตามรัฐธรรมนูญ ถ้าทำลายความลับนี้ ประชาธิปไตยก็พังได้เลยนะเพื่อนๆ

กรณีที่กกต. ต้องดำเนินคดีจริงๆ

แล้วทำไมกกต. ถึงต้องแจ้งความบางกลุ่มล่ะ? เพราะมีกลุ่มบุคคลที่พฤติกรรมรุนแรงมาก พวกนี้ตั้งกล้องวิดีโอตั้งแต่เช้าจรดนับคะแนน พยายามอ่านบาร์โค้ดบนบัตรเพื่อระบุเจ้าของบัตรว่าเป็นใคร บางคนยังเอาไปโพสต์ปั่นกระแสในโซเชียลแบบเป็นขบวนการ ทำให้ผู้มาเลือกตั้งบางส่วนหวาดกลัว บางคนเลยไม่กล้ามาใช้สิทธิ์ หรือเปลี่ยนใจไม่ลงคะแนน เหตุการณ์นี้คล้ายกรณีที่ชลบุรี เขต 1 มาก่อนหน้านี้

กกต. ย้ำว่าไม่เคยฟ้องประชาชนทั่วไปที่มีเจตนาดี อยากตรวจสอบเพื่อความโปร่งใส แต่ถ้าเป็นกลุ่มที่มีเจตนาไม่สุจริต วางแผนล่วงหน้าเพื่อทำลายการเลือกตั้ง กกต. ก็ต้องปกป้องหลักประชาธิปไตยตามกฎหมายเท่านั้นเอง มันเป็นภัยต่อความมั่นคงด้วยนะ

สรุปคือ กกต. แจงถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งแล้วว่า ประชาชนถ่ายรูปเช็คอินได้ แต่เจาะรหัสห้ามเด็ดขาด! การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นบททดสอบความสุจริตของทุกคน ถ้าเราร่วมมือกัน อนาคตประเทศจะสดใสแน่นอน

คุณล่ะ คิดยังไงกับเรื่องนี้? เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ในการเลือกตั้งมั้ย? มาคอมเมนต์แชร์ประสบการณ์กันด้านล่างเลยนะ หรือกดแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วย จะได้ไม่ตกข่าวลืออีก! ติดตามข่าวการเมืองอัปเดตแบบเป็นกันเองได้ที่นี่ทุกวัน

ที่มา – กกต. แจงไม่ได้ฟ้องประชาชนถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง แต่ดำเนินคดีกลุ่มเจาะรหัสบัตร

“อนุทิน” ยังไม่คุย “ธรรมนัส” รอ กกต.รับรอง ส.ส.

ในสถานการณ์การเมืองที่ร้อนระอุหลังการเลือกตั้ง “อนุทิน” ยังไม่คุย “ธรรมนัส” รอ กกต. ประกาศรับรอง ส.ส. ทั้งหมด เพื่อความชัดเจนก่อนตัดสินใจเรื่องสำคัญ ล่าสุดนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์สื่อครั้งแรกหลังเหตุการณ์สำคัญ โดยยืนยันจุดยืนที่ระมัดระวัง

“อนุทิน” ยังไม่คุย “ธรรมนัส” รอ กกต. ประกาศรับรอง สส. ทั้งหมด

เมื่อเวลา 13.50 น. วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทินกำลังจะเดินทางไปจังหวัดแพร่ แต่ได้แวะทักทายนักศึกษาฝึกงานบริเวณตึกไทยคู่ฟ้า สร้างโมเมนต์น่ารักด้วยการถ่ายรูปร่วมกันและโพลารอยด์เป็นที่ระลึก พร้อมสอบถามหน่วยงานที่ฝึกงานและอวยพรให้โชคดี ก่อนขึ้นรถ ผู้สื่อข่าวถามถึงการสนทนากับร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรมที่เพิ่งให้สัมภาษณ์ครั้งแรก

นายอนุทินตอบชัดเจนว่า ยังไม่คุยกัน รอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรับรอง ส.ส. ทั้งระบบเขตและบัญชีรายชื่อให้ครบถ้วนก่อน หลีกเลี่ยงการคาดเดาที่อาจสร้างความสับสนในแวดวงการเมือง นี่เป็นสัญญาณว่านายอนุทินให้ความสำคัญกับกระบวนการตามกฎหมายมาก่อนเสมอ

ปัดสัมมนา ส.ส. ภูมิใจไทย ไม่เกี่ยวตั้งรัฐบาล – แบ่งเก้าอี้ รมต.

เมื่อถามถึงการประชุมสัมมนา ส.ส.พรรคภูมิใจไทยที่จังหวัดบุรีรัมย์ว่าจะนำไปสู่ความชัดเจนในการจัดตั้งรัฐบาลหรือแบ่งโควตารัฐมนตรีหรือไม่ นายอนุทินปฏิเสธทันควันว่า "ไม่เกี่ยว คนละเรื่อง" ชี้แจงว่าเป็นเพียงการปฐมนิเทศ ส.ส. ใหม่ หากกกต.รับรองครบแล้วเท่านั้น เมื่อย้ำถามเรื่องจำนวน ส.ส. 292 เสียงจะเพิ่มอีกหรือไม่ ก็เลี่ยงตอบด้วยวลีสบายๆ "have a good weekend" แสดงถึงสไตล์การสื่อสารที่ผ่อนคลายแต่หนักแน่น

พักโทษ “ทักษิณ” เป็นไปตามกฎหมาย ไม่สร้างแรงกระเพื่อม

อีกประเด็นร้อนคือกรณีการพักโทษนายทักษิณ ชินวัตร ในเดือนพฤษภาคมนี้ นายอนุทินยืนยันว่าเป็นไปตามกฎหมายและระเบียบทุกประการ ไม่มีอะไรนอกกรอบ ก่อนเดินทางออกจากทำเนียบทันที สะท้อนภาพลักษณ์ผู้นำที่ยึดหลักธรรมาภิบาล

สถานการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางการเจรจาจัดตั้งรัฐบาลที่เข้มข้น พรรคภูมิใจไทยซึ่งมี ส.ส.จำนวนมากกำลังถูกจับตาในฐานะตัวแปรสำคัญ การที่ “อนุทิน” ยังไม่คุย “ธรรมนัส” รอ กกต. ประกาศรับรอง ส.ส. ทั้งหมด ถือเป็นกลยุทธ์ที่รอบคอบ ช่วยลดความเสี่ยงจากข่าวลือและรักษาความน่าเชื่อถือ

  • รอรับรอง ส.ส. ระบบเขตและบัญชี: เพื่อความโปร่งใส
  • สัมมนา ส.ส.: แค่ปฐมนิเทศ ไม่ใช่แบ่งเก้าอี้
  • พักโทษทักษิณ: ยึดกฎหมายเป็นหลัก
  • สไตล์อนุทิน: ผ่อนคลายแต่เด็ดขาด

จากมุมมองนักวิเคราะห์ การเคลื่อนไหวนี้ช่วยให้พรรคภูมิใจไทยอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบในการเจรจา โดยไม่รีบร้อนตกลงอะไรที่อาจเสียหายในระยะยาว ผู้สนใจการเมืองควรติดตามประกาศกกต.ในเร็ววันนี้

ความเห็นส่วนตัว: การรอคอยของอนุทินแสดงถึงความเป็นมืออาชีพในวงการเมืองไทยที่ผันผวน สุดท้ายแล้ว กฎหมายและกระบวนการจะเป็นตัวตัดสินชี้ขาด

ติดตามข่าวการเมืองอัปเดตเพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเรา เพื่อไม่พลาดทุกมุมมอง!

ที่มา – “อนุทิน” ยังไม่คุย “ธรรมนัส” รอ กกต. ประกาศรับรอง สส. ทั้งหมด ปัดสัมมนา สส. ไม่เกี่ยวตั้งรัฐบาล

“อ.เจษฎ์” เตือน กกต. รับรอง สส. ไปก่อนสอยทีหลัง

การเมืองไทยช่วงนี้ร้อนระอุอีกครั้ง เมื่อ อ.เจษฎ์ เตือน กกต. รับรอง สส. ไปก่อนสอยทีหลัง หวั่นจะก่อให้เกิดปัญหาใหญ่ในสภา โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่การเลือกตั้งยังเต็มไปด้วยข้อพิพาทและร้องเรียนมากมาย อ.เจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรครักชาติ ได้ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจนในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ที่จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นคำเตือนที่หลายคนกำลังจับตามอง เพราะอาจส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐสภาในอนาคต

อ.เจษฎ์ เตือน กกต. รับรอง สส. ไปก่อนสอยทีหลัง

หลังจากที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง ส.ส. เขต ล็อตแรกจำนวน 396 คนอย่างรวดเร็ว อ.เจษฎ์ มองว่าการดำเนินการนี้ค่อนข้างเร่งรีบเกินไป เนื่องจากยังมีเรื่องร้องเรียนและข้อสงสัยต่างๆ ที่รอการตรวจสอบอยู่มากมาย หาก กกต. เลือกใช้วิธี “รับรองไปก่อน แล้วค่อยสืบสวนทีหลัง” อาจนำไปสู่ปัญหาใหญ่เมื่อ ส.ส. เหล่านี้เข้าสภาแล้วเกิดดราม่าขึ้นมา เช่น กรณีใบเหลืองใบแดงที่อาจทำให้ต้องยุบสภาใหม่หรือเกิดความขัดแย้งไม่จบสิ้น

อ.เจษฎ์ เปรียบเทียบสถานการณ์นี้ว่า เหมือนกับ “ยังไม่ได้ชันสูตรพลิกศพ แต่เอาไปเผาศพก่อน” ซึ่งจะทำให้ กกต. เองตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก หากต่อมาเจอหลักฐานปัญหาจริงๆ ก็ต้องรีบแก้ไขให้ทันท่วงที มิเช่นนั้นความน่าเชื่อถือของ กกต. จะยิ่งเสื่อมลงไปอีก

ความเสี่ยงจาก อ.เจษฎ์ เตือน กกต. เรื่องไล่ฟ้องประชาชน

นอกจากเรื่องการรับรอง ส.ส. แล้ว อ.เจษฎ์ ยังชี้ให้เห็นถึงพฤติกรรมของ กกต. ที่ไล่ดำเนินคดีกับประชาชนที่ถ่ายภาพหรือแชร์ข้อมูลบัตรเลือกตั้ง แม้บัตรเลือกตั้งจะเป็นเอกสารราชการ แต่การใช้กฎหมายอาญาไล่บี้ประชาชนอย่างดุเดือดนั้นไม่เหมาะสม อ.เจษฎ์ เตือนว่า หาก กกต. เล่นบทโหดแบบนี้ ประชาชนอาจสวนกลับด้วยการฟ้อง กกต. เองในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ซึ่งจะยิ่งทำให้เกิดความวุ่นวายไม่จบสิ้น

แทนที่จะใช้มาตรการทางกฎหมาย กกต. ควรใช้กลไกบริหาร เช่น สั่งหยุดหรือเตือน เพื่อรักษาความสงบ และหันมาเน้นงานเชิงบวก เช่น การกู้ศรัทธาจากประชาชนที่ตอนนี้แทบติดลบแล้ว อ.เจษฎ์ เน้นย้ำว่า กกต. ควรใจเย็นและถ้อยทีถ้อยอาศัยกับประชาชน เพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะที่ไม่จำเป็น

ทางออกเพื่อความโปร่งใสในการเลือกตั้ง

เพื่อตัดปัญหาตั้งแต่ต้นลม อ.เจษฎ์ แนะนำให้ กกต. เปิดเผยข้อมูลบัตรเลือกตั้งอย่างโปร่งใส เช่น แสดงหน้าตาบัตรแต่ละประเภท สี และการใช้งาน โดยไม่ต้องรอให้ประชาชนมาพิสูจน์เอง ซึ่งจะช่วยลดความสับสน ลดการถ่ายภาพในคูหา และทำให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความสุจริตและเที่ยงธรรมมากขึ้น

  • รับรอง ส.ส. เร็วเกินไป: ยังมีร้องเรียนค้างตรวจสอบ อาจนำไปสู่ปัญหาใบแดงในสภา
  • ไล่ฟ้องประชาชน: เสี่ยงโดนฟ้องกลับ ม.157 ทำให้วุ่นวายยิ่งขึ้น
  • ขาดโปร่งใส: ควรเปิดข้อมูลบัตรเลือกตั้งเพื่อตัดไฟต้นตอ
  • กู้ศรัทธา: ใช้กลไกบริหารแทนกฎหมายอาญา

ประเด็นเหล่านี้สะท้อนถึงปัญหาเชิงระบบในการเลือกตั้งไทยที่ผ่านมา ซึ่งมักเต็มไปด้วยข้อครหาและการเมืองแฝง หาก กกต. ไม่ปรับตัว อนาคตอาจเกิดวิกฤตสภาได้ง่ายๆ อ.เจษฎ์ ในฐานะแคนดิเดตนายกฯ พรรครักชาติ จึงเรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันเพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริง

จากมุมมองของผู้เขียน การ อ.เจษฎ์ เตือน กกต. รับรอง สส. ไปก่อนสอยทีหลัง นั้นเป็นคำเตือนที่ถูกต้องเวลา เพราะประวัติศาสตร์การเมืองไทยเคยมีกรณีคล้ายๆ กันที่นำไปสู่การยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ สิ่งสำคัญคือ กกต. ต้องเร่งสร้างความโปร่งใสและฟังเสียงประชาชนมากขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาลุกลาม

คุณคิดอย่างไรกับคำเตือนของอ.เจษฎ์? การรับรอง ส.ส. แบบนี้จะก่อปัญหาจริงหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้คนอื่นได้ติดตามข่าวการเมืองล่าสุด!

ที่มา – “อ.เจษฎ์” เตือน กกต. รับรอง สส. ไปก่อนสอยทีหลังหวั่นมีปัญหา ชี้ไล่ฟ้องประชาชน ระวังเจอฟ้องกลับ

“สส.ณัฐชาติ” ประกาศชัดขอเคียงข้าง “ธรรมนัส”

ในแวดวงการเมืองไทยหลังการเลือกตั้งส.ส.ล่าสุด มีกระแสข่าวลือหนาหูเกี่ยวกับ “สส.งูเห่า” หรือส.ส.ที่อาจจะสลับฝ่ายหรือเปลี่ยนพรรคเพื่อผลประโยชน์บางอย่าง โดยเฉพาะในพรรคใหม่ๆ อย่างพรรคกล้าธรรม ที่เพิ่งได้ส.ส.เข้ามา ล่าสุด “สส.ณัฐชาติ” ประกาศชัดขอเคียงข้าง “ธรรมนัส” อย่างไม่ใยดีต่อข่าวลือที่โยงชื่อตนเองเป็นหนึ่งใน 9 ส.ส.งูเห่าของพรรค ทำให้แฟนข่าวการเมืองหลายคนสนใจเป็นอย่างมาก

“สส.ณัฐชาติ” ประกาศชัดขอเคียงข้าง “ธรรมนัส”

วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 นายณัฐชาติ วงศ์ประเสริฐ ส.ส.เขต 3 สุพรรณบุรี พรรคกล้าธรรม เดินทางไปรับหนังสือรับรองส.ส.ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนทันทีเกี่ยวกับประเด็นร้อนที่ชื่อของตนถูกพาดหัวข่าวว่าเป็นหนึ่งใน 9 ส.ส.งูเห่ากล้าธรรม ส.ส.ณัฐชาติยืนยันชัดเจนว่า “สส.ณัฐชาติ” ประกาศชัดขอเคียงข้าง “ธรรมนัส” และไม่ทราบเรื่องข่าวลือนี้มาก่อน ตื่นเช้ามาเห็นข่าวก็ตกใจสุดๆ จนชาวบ้านในพื้นที่ส่งข้อความมาถามกันยกใหญ่

ส.ส.ณัฐชาติบอกว่า ข่าวนี้น่าจะเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากคนสนใจการเมืองเท่านั้น ไม่มีมูลความจริงภายในพรรคเลย แม้ยังไม่ได้คุยตรงๆ กับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม แต่ได้พูดคุยกับเพื่อนส.ส.ในกลุ่มแล้ว ทุกคนมองว่าเรื่องนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้นจริง และยังไม่มีพรรคอื่นมาทาบทามแต่อย่างใด การพูดคุยกันในกลุ่มส.ส.ทั้ง 9 คนที่ถูกกล่าวถึง ก็เป็นแค่การแซวกันขำๆ ไม่ได้ถกเถียงจริงจัง ส.ส.ณัฐชาติย้ำว่า ไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายไหน ก็พร้อมทำงานเต็มที่เพื่อประชาชน

ปฏิกิริยาตกใจครั้งแรกของส.ส.ณัฐชาติต่อข่าวลือ

ยอมรับว่าตกใจมาก เพราะเป็นส.ส.สมัยแรก และมาจากจังหวัดสุพรรณบุรีด้วย ทำให้กลายเป็นประสบการณ์ชีวิตบทเรียนแรกบนหน้าสื่อหลักของประเทศ ส.ส.ณัฐชาติกล่าวว่า ข่าวแบบนี้ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้ตนเองได้ดีทีเดียว เมื่อถูกถามว่าเป็นการโยนหินถามทางหรือไม่ เพราะสุพรรณบุรีทั้ง 5 เขตเป็นฐานของพรรคภูมิใจไทย มีพรรคกล้าธรรมได้แค่เขตเดียว บางคนอาจอยากให้ทั้งจังหวัดเป็นสีน้ำเงิน ส.ส.ณัฐชาติเห็นว่าไม่น่าจะใช่ เพียงกระแสพูดคุยในสังคมเท่านั้น พรรคกล้าธรรมชัดเจนเรื่องทำงานเพื่อประชาชน แม้การเมืองจะมีเรื่องไขว้เขวบ้าง แต่ไม่ใช่การกลั่นแกล้ง

พื้นเพส.ส.ณัฐชาติและความสัมพันธ์ในสุพรรณบุรี

ส.ส.ณัฐชาติ วงศ์ประเสริฐ เป็นนักการเมืองท้องถิ่นตัวจริง เคยเป็นสมาชิกสภาจังหวัด (สจ.) สุพรรณบุรี มาก่อน จึงรู้จักมักคุ้นกับส.ส.สุพรรณบุรีทุกรุ่นทุกรสชาติ ไม่มีปัญหากับ “บ้านใหญ่” ในพื้นที่ เป็นพี่น้องกันดี พร้อมทำงานร่วมกัน เมื่อถามถึงการนัดหมายของ ร.อ.ธรรมนัส กับส.ส.พรรค ส.ส.ณัฐชาติแจ้งว่า ยังไม่มีกำหนดชัดเจน เป็นแค่นัดรายงานตัวเท่านั้น

ความรู้สึกหลังชนะเลือกตั้ง ส.ส.ณัฐชาติ ดีใจที่สุดในชีวิต กราบขอบคุณพี่น้องสุพรรณบุรีที่ให้โอกาส จะน้อมรับทุกคะแนนเสียงด้วยจิตใจมุ่งมั่น พัฒนาจังหวัดให้เจริญรุ่งเรือง และยืนยันชัดเจนว่า ไม่ว่าร.อ.ธรรมนัสจะไปทางไหน ก็จะตามไปด้วยเสมอ

บริบทพรรคกล้าธรรมและความหมายของ “สส.งูเห่า”

พรรคกล้าธรรมก่อตั้งโดย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า อดีตส.ส.พรรคพลังประชารัฐที่เคยมีดราม่าเรื่องสัญชาติ แต่ยังคงมีฐานเสียงในพื้นที่ชนบท โดยเฉพาะภาคกลางอย่างสุพรรณบุรี คำว่า “งูเห่า” ในวงการการเมืองไทยหมายถึงส.ส.ที่ดูภักดีแต่แอบเจรจากับพรรคอื่นเพื่อสลับฝ่ายหลังจัดตั้งรัฐบาล มักเกิดหลังเลือกตั้งเสมอ กระแสนี้ทำให้พรรคเล็กๆ อย่างกล้าธรรมต้องระวัง

  • ส.ส.ณัฐชาติยันไม่รู้เรื่องทาบทามจากพรรคอื่น
  • กลุ่มส.ส.9คนคุยกันแซวๆ ไม่มีจริงจัง
  • มุ่งทำงานสุพรรณบุรี ไม่สนข่าวลือ
  • เคารพส.ส.พรรคภูมิใจไทยในพื้นที่

ประเด็นนี้สะท้อนภาพการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยการเก็งกำไร แต่ส.ส.ณัฐชาติเลือกตอบโต้ด้วยการยืนยันความจงรักภักดีต่อพรรคและหัวหน้าที่ปรึกษา

แผนงานอนาคตเพื่อชาวสุพรรณบุรี

ส.ส.ณัฐชาติมีวิสัยทัศน์ชัดเจนในการพัฒนาเขต 3 สุพรรณบุรี เน้นโครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา สุขภาพ และเศรษฐกิจท้องถิ่น โดยจะประสานงานกับพรรคและรัฐบาลเพื่อนำงบประมาณมาพัฒนาพื้นที่ หวังให้สุพรรณบุรีเป็นจังหวัดน่าอยู่

สุดท้ายแล้ว “สส.ณัฐชาติ” ประกาศชัดขอเคียงข้าง “ธรรมนัส” แสดงให้เห็นถึงความสามัคคีในพรรคกล้าธรรม ซึ่งอาจช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้พรรคท่ามกลางกระแสข่าวลือ หากคุณเป็นคนสุพรรณบุรีหรือสนใจการเมืองไทย อย่าลืมติดตามพัฒนาการของส.ส.ท่านนี้ และแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลถึงมือคนอื่นๆ ด้วยนะครับ! คุณคิดอย่างไรกับข่าวงูเห่า คอมเมนต์ด้านล่างได้เลย

ที่มา – “สส.ณัฐชาติ” ประกาศชัดขอเคียงข้าง “ธรรมนัส” ไม่รู้เรื่องถูกโยงเป็น 1 ใน 9 สส. งูเห่ากล้าธรรม

Scroll to top