เลือกตั้งปี 2569

“ชัยวุฒิ” มั่นใจรัฐบาล “อนุทิน” มั่นคง จี้รวยจนทนไม่ไหว

ในวงการการเมืองไทยที่กำลังร้อนระอุหลังการเลือกตั้งล่าสุด “ชัยวุฒิ” มั่นใจรัฐบาล “อนุทิน” มั่นคง ด้วยเสียงสนับสนุนกว่า 300 เสียง แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะต้องเผชิญฝ่ายค้านสายแข็ง นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ ได้ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจน โดยจี้ให้รัฐบาลภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทยจำคำสัญญาเลือกตั้งสำคัญอย่าง “รวยจนทนไม่ไหว” ไว้ให้ดี และเตือนว่ารัฐบาลจะไม่ได้เดินเส้นทางโรยกลีบกุหลาบ

“ชัยวุฒิ” มั่นใจรัฐบาล “อนุทิน” มั่นคง

เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569 นายชัยวุฒิ ได้ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการจัดตั้งรัฐบาลของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ที่ตกลงกับพรรคร่วมได้สำเร็จ รวมเสียงประมาณ 300 เสียงในสภา ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่มั่นคงพอสมควรสำหรับการบริหารประเทศ “ชัยวุฒิ” มั่นใจรัฐบาล “อนุทิน” มั่นคง แน่นอน แต่ก็ต้องระวัง 3 เสาหลักฝ่ายค้านที่พร้อมแท็กทีมโจมตีอย่างดุเดือด ไม่ว่าจะเป็นพรรคประชาชน (ปชน.) พรรคกล้าธรรม (กธ.) และพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ที่จะทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเข้มข้น

นายชัยวุฒิ เน้นย้ำว่าการมีฝ่ายค้านที่แข็งแกร่งเช่นนี้ จะช่วยถ่วงดุลอำนาจให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในสภา ทำให้การอภิปรายและตรวจสอบรัฐบาลเป็นไปอย่างโปร่งใสและมีประโยชน์ต่อประชาชนทุกคน แม้รัฐบาลจะมีเสียงข้างมาก แต่เส้นทางการทำงานจะเต็มไปด้วยความท้าทายที่ต้องพิสูจน์ฝีมือจริง

จี้รัฐบาลอย่าลืมคำสัญญา “รวยจนทนไม่ไหว”

หนึ่งในประเด็นที่นายชัยวุฒิขยี้หนักคือ นโยบายเศรษฐกิจที่พรรคภูมิใจไทยเคยหาเสียงไว้ โดยเฉพาะวาทกรรมสุดแซ่บ “รวยจนทนไม่ไหว” ซึ่งประชาชนต่างรอคอยการแก้ปัญหาปากท้องมานาน รัฐบาลต้องเร่งดำเนินนโยบายที่ตอบโจทย์จริง ไม่ใช่แค่โฆษณาชวนเชื่อ เช่น การกระตุ้นเศรษฐกิจมหภาค ลดความเหลื่อมล้ำ และช่วยเหลือประชาชนฐานรากให้ร่ำรวยขึ้นอย่างแท้จริง

  • เร่งนโยบายปากท้อง เช่น ลดราคาน้ำมัน ลดค่าไฟ เพื่อบรรเทาค่าครองชีพ
  • แก้ปัญหาเศรษฐกิจกระจุกตัว สร้างโอกาสให้ SME และผู้ประกอบการรายย่อย
  • ปฏิรูประบบภาษีและสวัสดิการให้เข้าถึงประชาชนทุกกลุ่ม
  • ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อกระตุ้นการจ้างงานและการเติบโตทางเศรษฐกิจ

นายชัยวุฒิ กล่าวว่า “พี่หนู อนุทิน” ที่หาเสียงไว้ต้องทำให้ได้ทุกข้อ โดยเฉพาะในช่วงที่ประชาชนกำลังเผชิญปัญหาเศรษฐกิจถดถอยจากโควิดและปัจจัยภายนอก รัฐบาลต้องทำงานให้ตรงใจประชาชน ตรงตามความต้องการที่รอคอยมานาน

ฝ่ายค้านสายแข็ง: โอกาสหรืออุปสรรค?

แม้ “ชัยวุฒิ” มั่นใจรัฐบาล “อนุทิน” มั่นคง แต่ฝ่ายค้านทั้ง 3 พรรคใหญ่ก็พร้อมเป็นด่านทดสอบที่แข็งแกร่งที่สุดในรอบหลายปี พรรคประชาชนที่เน้นประชานิยม พรรคกล้าธรรมที่เด่นเรื่องธรรมาภิบาล และพรรคประชาธิปัตย์ที่มีประสบการณ์ยาวนาน จะร่วมกันตรวจสอบทุกระดับ ไม่ว่าจะนโยบายหรือการจัดสรรงบประมาณ สิ่งนี้จะทำให้รัฐบาลต้องทำงานหนักขึ้น แต่ก็เป็นเครื่องรับประกันความโปร่งใส

จากมุมมองของนักวิเคราะห์การเมือง สถานการณ์นี้คล้ายกับรัฐบาลก่อนหน้าที่มีเสียงมั่นคงแต่โดนฝ่ายค้านจับผิดจนปรับตัวได้ยาก รัฐบาลอนุทินจึงต้องเตรียมพร้อมตั้งแต่เริ่ม โดยเน้นการสื่อสารกับประชาชนให้ชัดเจน และพิสูจน์ผลงานด้วยตัวเลขจริง ไม่ใช่แค่คำพูด

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นอื่นที่ต้องจับตา เช่น การแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี การผลักดันนโยบายเร่งด่วนอย่างดิจิทัลวอลเล็ตหรือแก้หนี้ครัวเรือน ซึ่งหากทำได้ดี จะช่วยยืนยันความมั่นคงของรัฐบาลได้อย่างแท้จริง

สรุปแล้ว การเมืองไทยกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยการแข่งขันสูง รัฐบาลต้องพิสูจน์ตัวเองด้วยผลงานที่จับต้องได้ โดยเฉพาะคำสัญญาเศรษฐกิจที่แสนหวานอย่าง “รวยจนทนไม่ไหว” หากทำสำเร็จ ประชาชนจะเป็นผู้ได้ประโยชน์สูงสุด

ความเห็นส่วนตัว: ฝ่ายค้านสายแข็งอาจเป็นพระเอกเงียบที่ช่วยป้องกันการใช้อำนาจผิดพลาด รัฐบาลอนุทินมีโอกาสพิสูจน์ศักยภาพ หากฟังเสียงประชาชนและทำงานโปร่งใส ก็จะมั่นคงยั่งยืนได้แน่นอน

ชวนคุณผู้อ่าน: คุณคิดว่ารัฐบาล “อนุทิน” จะทำคำสัญญา “รวยจนทนไม่ไหว” ได้จริงหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และกดแชร์บทความนี้เพื่อติดตามข่าวการเมืองอัปเดตทุกวัน!

ที่มา – “ชัยวุฒิ” มั่นใจรัฐบาล “อนุทิน” มั่นคง จี้อย่าลืมคำสัญญา “รวยจนทนไม่ไหว” เตือนเจอฝ่ายค้านสายแข็ง

พปชร. เรียกประชุม กก.บห. 24 ก.พ. นี้ ขอมติหนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯ

ในวงการการเมืองไทยช่วงนี้ มีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจมากจาก พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) โดยเฉพาะเรื่อง พปชร. เรียกประชุม กก.บห. 24 ก.พ. นี้ ขอมติหนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯ ซึ่งเป็นข่าวร้อนที่ทุกคนกำลังจับตามอง

พปชร. เรียกประชุม กก.บห. 24 ก.พ. นี้ ขอมติหนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯ

วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.ตรีนุช เทียนทอง ว่าที่ ส.ส.สระแก้ว และรักษาการหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้ประกาศเรียกประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ในวันเสาร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 13.30 น. ณ ห้องประชุมพรรคพลังประชารัฐ

วาระสำคัญของการประชุมครั้งนี้คือ การขอมติสนับสนุนจาก 5 ว่าที่ ส.ส. ของพรรค เพื่อให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้รับการสนับสนุนให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของไทย

背景และเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจ

การเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์การเมืองที่กำลังร้อนระอุ หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้องวินัยร้ายแรงต่อนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ส่งผลให้เกิดช่องว่างในการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ พรรคพลังประชารัฐซึ่งเป็นพรรคขนาดกลางที่มีบทบาทสำคัญในการเจรจารัฐบาล จึงเลือกทางสายกลางในการสนับสนุนนายอนุทิน ผู้มีประสบการณ์ยาวนานในวงการการเมืองและเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีหลายสมัย

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าในวันที่ 7 มีนาคม 2567 พรรคพลังประชารัฐจะจัดการประชุมใหญ่สามัญของพรรค เพื่อขอมติแต่งตั้ง น.ส.ตรีนุช เทียนทอง เป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่อย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นการวางหมากเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับการเลือกตั้งครั้งหน้า

ผลกระทบต่อการเมืองไทย

  • เสริมสร้างเสถียรภาพรัฐบาล: การสนับสนุนนายอนุทิน จะช่วยให้พรรคร่วมรัฐบาลมีเสียงข้างมากที่มั่นคงมากขึ้น
  • เปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้นำ: น.ส.ตรีนุช ในฐานะหัวหน้าพรรคคนใหม่ จะนำภาพลักษณ์สดชื่นมาสู่พรรคพลังประชารัฐ
  • การเจรจาพรรคร่วม: คาดว่าจะมีผลต่อการแบ่งเก้าอี้รัฐมนตรีในคณะใหม่

นักวิเคราะห์การเมืองมองว่า การตัดสินใจของพรรคพลังประชารัฐครั้งนี้ เป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาด เพื่อรักษาอำนาจและผลประโยชน์ของพรรคในระยะยาว โดยเฉพาะในประเด็นเศรษฐกิจและนโยบายสาธารณสุขที่นายอนุทินมีความเชี่ยวชาญ

อย่างไรก็ตาม การประชุม กก.บห. ครั้งนี้ยังคงเป็นเพียงขั้นตอนเบื้องต้น คาดว่าผลการลงมติจะส่งผลโดยตรงต่อทิศทางของรัฐบาลชุดใหม่

ความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ

ดร.สมชาย ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมือง กล่าวว่า “พปชร. เรียกประชุม กก.บห. 24 ก.พ. นี้ ขอมติหนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่อาจนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลที่มั่นคงยิ่งขึ้น แต่ก็ต้องติดตามการเจรจาระหว่างพรรคร่วมด้วย”

สำหรับประชาชนทั่วไป การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้หมายถึงนโยบายใหม่ๆ ที่อาจช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ค่าไฟ ค่าน้ำมัน และสาธารณสุขให้ดีขึ้น หากนายอนุทินได้นั่งเก้าอี้นายกฯ จริง

ติดตามข่าวสารการเมืองอัปเดตได้ที่บล็อกของเรา และอย่าลืมแสดงความเห็นของคุณในช่องคอมเมนต์ด้านล่าง คุณคิดว่าการสนับสนุนนี้จะสำเร็จหรือไม่? แชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ด้วยนะครับ!

ที่มา – พปชร. เรียกประชุม กก.บห. 24 ก.พ. นี้ ขอมติหนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯ

ปชน. ยันหลักฐานเด็ดบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง รอ 22 ก.พ.

ปชน. ยันมีหลักฐานเด็ดปม “บาร์โค้ด” บนบัตรเลือกตั้ง รอดูเลือกตั้งใหม่ 22 ก.พ. พิสูจน์ชัด เป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจในวงการการเมืองไทยช่วงนี้ พรรคประชาชน (ปชน.) ไม่ยอมแพ้ต่อข้อพิพาทเรื่องบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ด ซึ่งอาจทำให้การลงคะแนนไม่เป็นการออกเสียงโดยลับตามกฎหมาย นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรค ได้ออกมาเผยข้อมูลสำคัญในการให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ทำการพรรค

ปชน. ยันมีหลักฐานเด็ดปม “บาร์โค้ด” บนบัตรเลือกตั้ง รอดูเลือกตั้งใหม่ 22 ก.พ. พิสูจน์ชัด

พรรคประชาชนกำลังเตรียมร่างคำฟ้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 โดยนพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง ฝ่ายกฎหมายของพรรค เป็นผู้รับผิดชอบ คาดว่าจะยื่นฟ้องได้ในสัปดาห์หน้า เพราะมีข้อมูลใหม่ๆ เข้ามาเพิ่มเติมทุกวัน พรรคยืนยันว่ามีหลักฐานเด็ดที่จะพิสูจน์ว่าบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งทำให้กระบวนการไม่โปร่งใสและอาจไม่ลับตามที่กฎหมายกำหนด

ทำไมบาร์โค้ดถึงเป็นปัญหาใหญ่? ในหลักการของการเลือกตั้ง การออกเสียงต้องเป็น “ลับ” 100% หมายถึงไม่มีทางตรวจสอบย้อนกลับได้ว่าใครเลือกใคร ไม่ว่าจะเชิงทฤษฎีหรือปฏิบัติ แต่บาร์โค้ดที่ระบุเลขที่บัตร สามารถเชื่อมโยงข้อมูลได้ หากมีช่องโหว่ในระบบ กกต. ยืนยันว่าไม่ใช่ปัญหา แต่ปชน. มองว่าการมีบาร์โค้ดอยู่แล้วแปลว่าไม่ลับทันที โดยเฉพาะเมื่อ กกต. แถลงเองว่ารหัสนี้ระบุเลขที่บัตรได้

ปชน. ยันมีหลักฐานเด็ดปม “บาร์โค้ด” บนบัตรเลือกตั้ง รอดูเลือกตั้งใหม่ 22 ก.พ. พิสูจน์ชัด

เพื่อพิสูจน์ให้ชัดเจน พรรคเชิญชวนประชาชนไปสังเกตการณ์การเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ หาก กกต. ยังใช้บัตรแบบเดิมที่มีบาร์โค้ด แสดงว่าพวกเขามั่นใจ แต่ถ้าเปลี่ยนแปลง แสดงว่ามีปัญหาจริง! นี่คือจุดเปลี่ยนที่จะพิสูจน์ทุกอย่างต่อสาธารณะ นอกจากนี้ ความเห็นจากนายวิษณุ เครื่องาม และนายจรัญ ภักดีธนากุล ก็สนับสนุนว่าถ้าไม่ลับ การเลือกตั้งอาจโมฆะ

  • หลักฐานหลัก: บาร์โค้ดระบุเลขที่บัตร สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้
  • เจตนาของปชน.: ไม่ใช่ไม่ยอมแพ้ แต่ปกป้องสิทธิประชาชนและบังคับให้เจ้าหน้าที่รับผิดชอบ
  • ช่องทางอื่น: ประชาชนสามารถยื่นประเด็นนี้ผ่านทางอื่นๆ ได้
  • ปัญหาใหญ่: สะท้อนความเชื่อมั่นต่ำใน กกต. และรัฐธรรมนูญ 2560 ที่จำกัดสิทธิถอดถอนองค์กรอิสระ

โฆษกปชน. ยังวิจารณ์การทำงานของ กกต. ที่ขาดการสื่อสาร เช่น ไม่แถลงข่าว ไม่ตอบคำถามประชาชน ทำให้เกิดความสงสัยเพิ่ม พรรคเสนอให้แก้รัฐธรรมนูญ คืนสิทธิประชาชนในการถอดถอนองค์กรอิสระ เหมือนในรัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 ที่ถูกตัดออกไป

ประเด็นนี้ไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิค แต่เป็นหัวใจของประชาธิปไตย การเลือกตั้งต้องโปร่งใส ลับ และยุติธรรม ถ้าปล่อยผ่าน ช่องโหว่แบบนี้อาจเกิดซ้ำในอนาคต พรรคประชาชนกำลังใช้กลไกทางกฎหมายเพื่อให้เกิดความรับผิดชอบ

ในมุมมองของเรา การตรวจสอบเรื่อง บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อสร้างความเชื่อมั่น คุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้? ชวนเพื่อนๆ มาสังเกตการณ์เลือกตั้ง 22 ก.พ. และติดตามพัฒนาการการฟ้องร้องต่อไป เพื่อให้เสียงของประชาชนดังที่สุด!

ที่มา – ปชน. ยันมีหลักฐานเด็ดปม “บาร์โค้ด” บนบัตรเลือกตั้ง รอดูเลือกตั้งใหม่ 22 ก.พ. พิสูจน์ชัด

กกต. ประกาศผลเลือกตั้ง 69 ครบ 400 เขตแล้ว

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน! วันนี้มีอัปเดตข่าวการเมืองร้อนๆ มาแจ้งให้ทราบกันเลยนะครับ กกต. ประกาศผลเลือกตั้ง 69 รวม 400 เขตเป็นทางการแล้ว แต่บางหน่วยยังนับ-ลงคะแนนใหม่ หลังจากรอคอยมานานในที่สุดสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็ได้เผยแพร่ผลการนับคะแนนอย่างเป็นทางการลงบนเว็บไซต์แล้ว เมื่อวันที่ 18 ก.พ. 2569 เวลา 18.30 น. ครบทั้ง 400 เขตเลือกตั้งทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นแบบแบ่งเขตหรือบัญชีรายชื่อ สามารถเข้าไปเช็คได้เลยที่ www.ect.go.th หรือเว็บจังหวัดต่างๆ ด้วยนะ

กกต. ประกาศผลเลือกตั้ง 69 รวม 400 เขต

การประกาศครั้งนี้ครอบคลุมรายงานผลนับคะแนนหลายประเภทเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นบัตรที่ลงคะแนนล่วงหน้า นอกเขต หรือนอกราชอาณาจักร รวมถึงผลรายหน่วยด้วย ช่วยให้ประชาชน ผู้สมัคร และพรรคการเมืองทุกฝ่ายตรวจสอบได้อย่างโปร่งใส

กกต. ประกาศผลเลือกตั้ง 69 รวม 400 เขตเป็นทางการแล้ว แต่บางหน่วยยังนับ-ลงคะแนนใหม่

มาดูรายละเอียดรายงานที่ กกต. ออกมาอย่างเป็นทางการกันครับ มีทั้งหมด 6 รายงานหลักๆ ดังนี้

  • รายงานผลการนับคะแนนบัตรเลือกตั้งที่ออกเสียงลงคะแนนก่อนวันเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง (ส.ส. 5/16)
  • รายงานผลการนับคะแนนบัตรเลือกตั้งที่ออกเสียงลงคะแนนก่อนวันเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ (ส.ส. 5/16 (บช))
  • รายงานผลการนับคะแนนบัตรเลือกตั้งนอกเขตเลือกตั้งและนอกราชอาณาจักรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง (ส.ส. 5/17)
  • รายงานผลการนับคะแนนบัตรเลือกตั้งนอกเขตเลือกตั้งและนอกราชอาณาจักรแบบบัญชีรายชื่อ (ส.ส. 5/17 (บช))
  • รายงานผลการนับคะแนน สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง (ส.ส. 5/18) (รายหน่วย)
  • รายงานผลการนับคะแนน สส. แบบบัญชีรายชื่อ (ส.ส. 5/18 บช) (รายหน่วย)

ทั้งหมดนี้เข้าถึงได้ง่ายๆ บนเว็บ กกต. เลยครับ แต่ที่หลายคนสงสัยคือ ทำไมบางเขตผลยังไม่ครบทุกหน่วย? คำตอบคือ มีบางหน่วยที่ต้องนับคะแนนใหม่หรือลงคะแนนใหม่ ตามกฎหมาย พรบ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. 2561 และแก้ไขเพิ่มเติม

ผลนับคะแนนเลือกตั้ง สส. จาก กกต.

สาเหตุที่ต้องนับคะแนนใหม่ในบางหน่วย

กกต. ชี้แจงชัดเจนเลยครับ กรณีที่เกิดขึ้นมีดังนี้

  1. กรณีไม่สามารถนับคะแนนได้ เช่น เกิดจลาจล อุทกภัย ไฟไหม้ หรือเหตุสุดวิสัยอื่นๆ คณะกรรมการหน่วยจะประกาศงดนับ (มาตรา 121)
  2. จำนวนผู้มาใช้สิทธิไม่ตรงกับบัตร หลังตรวจสอบแล้วยังไม่ตรงกัน (มาตรา 122)
  3. นับคะแนนแบบบัญชีรายชื่อไม่ถูกต้อง (มาตรา 124)

หลังจากดำเนินการนับใหม่หรือลงคะแนนใหม่เสร็จ กกต. จะอัปเดตผลลงเว็บทันทีครับ ช่วยยืนยันความถูกต้องของกระบวนการเลือกตั้งทั้งหมด

สำหรับใครที่อยากรู้รายละเอียดเพิ่มเติม สามารถสอบถามได้ที่สำนักงาน กกต. จังหวัดทุกแห่ง หรือกรุงเทพฯ เลยนะครับ หรือเช็คข่าวสารล่าสุดทาง www.ect.go.th สายด่วน 1444 ก็พร้อมให้บริการ 24 ชม.

ในมุมมองของผม การที่ กกต. ประกาศผลเลือกตั้ง 69 รวม 400 เขตเป็นทางการแล้ว แต่บางหน่วยยังนับ-ลงคะแนนใหม่ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในความโปร่งใสและยุติธรรมของระบบเลือกตั้งไทยครับ มันช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนและนักการเมืองทุกฝ่าย ถ้าผลสุดท้ายออกมาครบถ้วน เราจะได้ ส.ส. ที่แท้จริงมาบริหารประเทศต่อไป

เชิญชวนทุกท่านเข้าไปตรวจสอบผลคะแนนของเขตตัวเองได้เลยวันนี้! แชร์ข้อมูลนี้ให้เพื่อนๆ ด้วยนะครับ เพื่อให้ทุกคนติดตามการเมืองอย่างมีส่วนร่วม

ที่มา – กกต. ประกาศผลเลือกตั้ง 69 รวม 400 เขตเป็นทางการแล้ว แต่บางหน่วยยังนับ-ลงคะแนนใหม่

ภูมิใจไทยย้ำผู้เล่นไม่ใช่กรรมการ โยนกกต.แจงบาร์โค้ด

สถานการณ์การเมืองไทยหลังการเลือกตั้งกำลังร้อนระอุ เมื่อมีมวลชนออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องต่างๆ ทำให้หลายฝ่ายจับตากระบวนการรับรองผลจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ล่าสุด พรรคภูมิใจไทย ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจน โดยย้ำว่าเป็นผู้เล่น ไม่ใช่กรรมการ จึงโยนให้ กกต. ชี้แจงประเด็นร้อนอย่างปมบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง

ภูมิใจไทย ย้ำเป็นผู้เล่นไม่ใช่กรรมการ โยน กกต. แจงปม บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง

นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย ว่าที่ ส.ส. อุบลราชธานี และโฆษกพรรคภูมิใจไทย ได้ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 ถึงประเด็นดังกล่าว โดยระบุว่าทุกอย่างขึ้นอยู่กับกระบวนการของ กกต. ว่าจะรับรองผลการเลือกตั้งได้เมื่อใด พรรคภูมิใจไทย ในฐานะผู้เล่นในสนามการเมือง จึงต้องรอความชัดเจนจากผู้จัดการแข่งขันอย่าง กกต. เท่านั้น ไม่สามารถแทรกแซงหรือตัดสินใจแทนได้

โฆษกพรรคฯ ยังได้ยกตัวอย่างการเลือกตั้งปี 2566 ที่แม้ไม่มีปัญหาใหญ่โต แต่ กกต. ใช้เวลารับรอง ส.ส. อย่างเป็นทางการถึง 36 วัน จึงย้ำว่าปีนี้ที่สถานการณ์ตึงเครียดยิ่งขึ้น ก็ต้องรอขั้นตอนตามกฎหมายให้ครบถ้วน โดยแยกแยะระหว่างหน้าที่ของ กกต. การยื่นคำร้อง และการวินิจฉัยของศาลให้ชัดเจน

ภูมิใจไทย ย้ำเป็นผู้เล่นไม่ใช่กรรมการ โยน กกต. แจงปม บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง

สำหรับประเด็นที่กำลังเป็นที่ถกเถียงหนัก คือกรณีศาลปกครองรับคดีขอระงับการรับรองผลเลือกตั้ง เนื่องจากบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง นางสาวแนน ย้ำว่าเป็นหน้าที่ของ กกต. ที่ต้องชี้แจงข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายให้ประชาชนรับทราบ พรรคภูมิใจไทย ไม่ใช่ผู้ตัดสิน แต่เป็นผู้รอฟังคำวินิจฉัย เหตุการณ์คล้ายๆ นี้เคยเกิดขึ้นในปี 2566 มาแล้ว ดังนั้นต้องรอผลอย่างเป็นทางการ

มุมมองต่อการเคลื่อนไหวของมวลชนหลังเลือกตั้ง

เมื่อถูกถามถึงความกังวลต่อกลุ่มมวลชนที่ออกมาเคลื่อนไหว โฆษกพรรคฯ กล่าวว่าทุกคนมีสิทธิ์แสดงความเห็นในช่องทางที่เหมาะสม แม้จะไม่สามารถทำให้ทุกคนคิดเหมือนกันได้ แต่การตัดสินต้องยึดหลักพยานหลักฐานและกฎหมายเท่านั้น ไม่ใช่อารมณ์หรือความรู้สึก

ประเด็น บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง นี้ กลายเป็นจุดถกเถียงสำคัญ โดยฝ่ายที่คัดค้านมองว่าเป็นช่องโหว่ที่อาจนำไปสู่การทุจริต ขณะที่ฝ่ายอื่นเห็นว่าเป็นระบบมาตรฐานเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของบัตร การโต้แย้งนี้ทำให้กระบวนการรับรองผลล่าช้าออกไป สร้างความไม่แน่นอนให้กับว่าที่ ส.ส. ทุกพรรค รวมถึงพรรคภูมิใจไทย

เปรียบเทียบกระบวนการรับรองผลเลือกตั้งปี 2566

  • กกต. ใช้เวลา 36 วันในการรับรอง ส.ส. อย่างเป็นทางการ
  • แม้ไม่มีข้อพิพาทใหญ่ แต่ขั้นตอนทางกฎหมายต้องครบถ้วน
  • ปี 2569 มีประเด็นบาร์โค้ดและมวลชนเคลื่อนไหว อาจยืดเยื้อยิ่งกว่า
  • พรรคการเมืองต้องรอ ไม่สามารถเร่งได้

จากตัวอย่างดังกล่าว ชี้ให้เห็นว่าการเลือกตั้งไทยมีระบบตรวจสอบที่เข้มงวด เพื่อความโปร่งใส แต่ก็อาจทำให้เกิดความล่าช้า สิ่งสำคัญคือทุกฝ่ายต้องเคารพกระบวนการ เพื่อป้องกันความขัดแย้งที่บานปลาย

นอกจากนี้ พรรคภูมิใจไทย ยังเน้นย้ำจุดยืนทางการเมืองที่มุ่งแก้ปัญหาประชาชน ไม่ว่าจะเป็นนโยบายเศรษฐกิจ สุขภาพ และการศึกษา โดยจะรอรับตำแหน่ง ส.ส. อย่างถูกต้องตามกฎหมายก่อนเข้าสู่สนามรัฐสภา

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้สะท้อนถึงความท้าทายของระบบเลือกตั้งไทยที่ต้องปรับปรุงให้รวดเร็วและโปร่งใสยิ่งขึ้น เพื่อลดช่องว่างความไม่ไว้วางใจจากประชาชน หาก กกต. ชี้แจงได้ชัดเจน จะช่วยคลายความตึงเครียดได้มาก

คุณคิดอย่างไรกับปมบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง? และจุดยืนของพรรคภูมิใจไทย? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างนี้เลย!

ที่มา – ภูมิใจไทย ย้ำเป็นผู้เล่นไม่ใช่กรรมการ โยน กกต. แจงปม บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง

โฆษกภูมิใจไทย เผยเข้าใจกองเชียร์ไม่พอใจจับกับเพื่อไทย

หลังการเลือกตั้งทั่วไปที่ผ่านมา สถานการณ์การจัดตั้งรัฐบาลกำลังเป็นประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทย โดยล่าสุด โฆษกภูมิใจไทย เผยเข้าใจกองเชียร์ไม่พอใจจับกับเพื่อไทย อย่างชัดเจน นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย ว่าที่ ส.ส. อุบลราชธานี และโฆษกพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2567 ถึงความคืบหน้าการเจรจาร่วมรัฐบาล โดยโยนหน้าที่หลักให้หัวหน้าพรรคและเลขาธิการเป็นผู้ตัดสินใจคุยกับพรรคกล้าธรรม

โฆษกภูมิใจไทย เผยเข้าใจกองเชียร์ไม่พอใจจับกับเพื่อไทย

นางสาวแนน กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยกำลังได้รับการสนับสนุนจากหลายพรรคขนาดเล็กเพื่อผลักดันนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี โดยพรรคที่ยืนยันเจตจำนงแล้วมี พรรคเศรษฐกิจ พรรคประชาธิปไตยใหม่ พรรคใหม่ พรรครวมใจไทย พรรคไทยทรัพย์ทวี พรรครวมพลังประชาชน และล่าสุดพรรคมิติใหม่ รวม 7 พรรค มีว่าที่ ส.ส. 9 คน การเจรจาดำเนินไปตามลำดับ โดยนายอนุทินและนายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรค เป็นผู้ประสานงานหลัก

สถานการณ์เจรจากับพรรคกล้าธรรมและเพื่อไทย

สำหรับคำถามที่หลายคนสงสัยว่า พรรคกล้าธรรมจะมาร่วมรัฐบาลหรือไม่ โดยเฉพาะหากดึงพรรคเพื่อไทยมาร่วม โฆษกภูมิใจไทย เผยเข้าใจกองเชียร์ไม่พอใจจับกับเพื่อไทย แต่ย้ำว่าการเมืองไม่มีอะไรแน่นอน ทุกอย่างต้องรอการรับรอง ส.ส. จาก กกต. และการประชุมสภาเลือกประธานสภาภายใน 15 วัน หัวหน้าพรรคยืนยันว่าจะพูดคุยกับทุกพรรคเพื่อฟอร์มทีมรัฐบาลที่แข็งแกร่ง

นอกจากนี้ ในที่ประชุมพรรคล่าสุด ได้หารือเรื่องการเตรียมงานสภาและแสดงความยินดีกับว่าที่ ส.ส. ใหม่ โดยมอบอำนาจให้หัวหน้าและเลขาธิการเจรจา เมื่อเสร็จสิ้นจะนำกลับเข้าคณะกรรมการบริหารพรรคพิจารณาใหม่

  • พรรคที่สนับสนุนนายอนุทินเป็นนายกฯ: พรรคเศรษฐกิจ, พรรคประชาธิปไตยใหม่, พรรคใหม่, พรรครวมใจไทย, พรรคไทยทรัพย์ทวี, พรรครวมพลังประชาชน, พรรคมิติใหม่
  • จำนวนเสียงรวมปัจจุบัน: ส.ส.ภูมิใจไทย 193 เสียง + เพื่อไทย 74 + พลังประชารัฐ 5 + เศรษฐกิจ 3 + ใหม่ 1 + รวมใจไทย 1 + ไทยทรัพย์ทวี 1 + รวมพลังประชาชน 1 + มิติใหม่ 1 + ประชาธิปไตยใหม่ 1 = 281 เสียง

โฆษกยังกล่าวถึงกระแสไม่พอใจจากแฟนคลับภูมิใจไทยที่เห็นการจับมือเพื่อไทย โดยขอให้กองเชียร์มองอนาคตและผลงานที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ หลังเลือกตั้งฝุ่นควันยังไม่จาง มีประเด็นค้างคาจากการหาเสียงหลายเรื่อง แต่พรรคภูมิใจไทยพร้อมพิสูจน์ตัวเองผ่านการทำงานจริง

ภาพรวมการจัดตั้งรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย

การเมืองไทยหลังเลือกตั้งครั้งนี้เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน พรรคภูมิใจไทยที่ได้ที่นั่งอันดับหนึ่ง กำลังเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โดยมีนายอนุทินเป็นตัวชูโรง สิ่งสำคัญคือการรวมเสียงให้ถึง 251 เสียงเพื่อควบคุมสภา ปัจจุบันรวม 281 เสียงถือว่ามั่นใจ แต่ยังต้องเจรจาต่อกับพรรคใหญ่ๆ อย่างประชาธิปัตย์หรือกล้าธรรม หากดึงเพื่อไทยเต็มตัว อาจกระทบภาพลักษณ์ “สีเทา” ที่กองเชียร์กังวล แต่โฆษกย้ำว่า ต้องโฟกัสที่การทำงานเพื่อประชาชน

ผู้สนับสนุนพรรคการเมืองต่างๆ ควรเข้าใจว่าการจัดตั้งรัฐบาลต้องประนีประนอมเพื่อความมั่นคงของชาติ ไม่ใช่แค่ค่านิยมส่วนตัว นี่คือบทเรียนสำคัญจากอดีตที่รัฐบาลล้มเหลวเพราะขาดเอกภาพ

ในมุมมองของเรา การเคลื่อนไหวของพรรคภูมิใจไทยแสดงถึงความเป็นมืออาชีพในการเมือง หวังว่ารัฐบาลใหม่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจ สุขภาพ และการศึกษาได้จริง คุณคิดอย่างไรกับสถานการณ์นี้ ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้ติดตามข่าวการเมืองล่าสุด!

ที่มา – โฆษกภูมิใจไทย เผยเข้าใจกองเชียร์ไม่พอใจจับกับเพื่อไทย โยนหน้าที่ หัวหน้า-เลขา คุยกล้าธรรม

ปชน. จ่อยื่นฟ้อง กกต.-เลขาฯ ผิด ม.157 ปมบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง

ปชน. จ่อยื่นฟ้อง กกต.-เลขาฯ ผิด ม.157 ปมทำบาร์โค้ดไว้ในบัตรเลือกตั้ง เป็นประเด็นร้อนที่กำลังเป็นที่สนใจของประชาชนจำนวนมากในขณะนี้ หลังจากที่พรรคประชาชน (ปชน.) ได้ประกาศชัดเจนว่าจะดำเนินการทางกฎหมายต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และเลขาธิการ กกต. ในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เนื่องจากปัญหาการพิมพ์บาร์โค้ดลงในบัตรเลือกตั้ง ซึ่งอาจเปิดช่องโหว่ให้เกิดการทุจริตเลือกตั้งได้

ปชน. จ่อยื่นฟ้อง กกต.-เลขาฯ ผิด ม.157 ปมทำบาร์โค้ดไว้ในบัตรเลือกตั้ง

วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน ได้ออกมาเปิดเผยถึงประเด็นดังกล่าว โดยระบุว่าการที่บัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ด ซึ่งสามารถใช้ติดตามหรือระบุต้นขั้วบัตรได้นั้น ถือเป็นช่องโหว่ขนาดใหญ่ที่ขัดต่อหลักการเลือกตั้งลับ และอาจส่งผลกระทบต่อความสุจริต เที่ยงธรรมของการเลือกตั้งในอนาคต กกต. ได้สรุปชัดเจนแล้วว่าบาร์โค้ดสามารถระบุตัวตนผู้ใช้สิทธิได้ในเชิงทฤษฎี ซึ่งไม่ใช่เรื่องของความยากง่ายในการตรวจสอบการลงคะแนน แต่เป็นการเปิดโอกาสให้มีการแทรกแซง เช่น การซื้อสิทธิขายเสียง หรือการบังคับให้ผู้มาใช้สิทธิแจ้งเลขต้นขั้วแก่หัวคะแนน

ภาพประชุมพรรคประชาชน

แม้ กกต. จะอ้างว่าใส่บาร์โค้ดเพื่อความปลอดภัย แต่พรรคประชาชนมองว่ามันกลับสร้างช่องทางให้เกิดการไม่โปร่งใส โดยเฉพาะหากข้อมูลรั่วไหล จะทำให้ทราบว่าประชาชนลงคะแนนให้พรรคใด สร้างความได้เปรียบ-เสียเปรียบทางการเมืองได้ง่ายดาย นายพริษฐ์ ย้ำว่าการตรวจสอบครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อเปลี่ยนผลเลือกตั้งที่ผ่านมา แต่เพื่อปกป้องสิทธิของประชาชนและให้เจ้าหน้าที่รับผิดชอบ

ช่องโหว่บาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้ง: ภัยร้ายต่อประชาธิปไตย

ปัญหาบาร์โค้ดนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เพราะหากมีกรรมการประจำหน่วย (กปน.) ที่ทุจริต สามารถถ่ายภาพบัตรต้นขั้วได้ง่ายๆ แม้จะมีมาตรการป้องกัน แต่หากเข้าถึงเลขต้นขั้วได้ ก็เสี่ยงต่อการถูกติดตามการลงคะแนน พรรคประชาชนจึงมอบหมายให้ นพ.วาโย อัศวรุ่งเรื่อง รองหัวหน้าพรรคฝ่ายกฎหมาย รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อยื่นฟ้องศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลางต่อ กกต. และเลขาธิการ กกต. ในข้อหาละเว้นหน้าที่

ภาพนายพริษฐ์ วัชรสินธุ
  • บาร์โค้ดช่วยระบุต้นขั้วบัตรได้ ทำให้ไม่เป็นการเลือกตั้งลับ
  • เสี่ยงต่อการซื้อสิทธิขายเสียง โดยใช้เลขต้นขั้วตรวจสอบ
  • อาจกระทบการเลือกตั้งครั้งหน้า หากข้อมูลรั่วไหล
  • กกต. ละเว้นหน้าที่ ไม่ป้องกันช่องโหว่นี้

ประเด็นนี้สะท้อนถึงความสำคัญของการตรวจสอบระบบเลือกตั้งให้โปร่งใส พรรคประชาชนยืนยันว่าจะดำเนินการให้ถึงที่สุด เพื่อให้ประชาชนมั่นใจในกระบวนการประชาธิปไตย หากปล่อยไว้ อาจเกิดการทุจริตซ้ำซากได้

ในมุมมองของเรา การเลือกตั้งต้องสุจริต 100% ชาวเน็ตและนักการเมืองหลายฝ่ายเห็นด้วยกับ ปชน. จ่อยื่นฟ้อง กกต.-เลขาฯ ผิด ม.157 ปมทำบาร์โค้ดไว้ในบัตรเลือกตั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาคล้ายๆ กันในอนาคต คุณคิดอย่างไร ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลแพร่กระจายสู่สาธารณะนะครับ

ที่มา – ปชน. จ่อยื่นฟ้อง กกต.-เลขาฯ ผิด ม.157 ปมทำบาร์โค้ดไว้ในบัตรเลือกตั้ง

“วิโรจน์” มอง กกต. “ลับ ลวง พราง” บาร์โค้ดเลือกตั้ง

ประเด็นร้อนทางการเมืองที่กำลังถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในขณะนี้คือ “วิโรจน์” มอง กกต. “ลับ ลวง พราง” หลังจากที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ออกมาแถลงข่าวยอมรับว่าบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งสามารถตรวจสอบย้อนกลับไปยังผู้มาใช้สิทธิ์ได้จริง สิ่งนี้ทำให้หลายคนตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและความลับของระบบการเลือกตั้งไทย ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของประชาธิปไตย

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ออกมาแสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมา โดยตอบคำถามผู้สื่อข่าวหลังจากยื่นหนังสื่อต่อ กกต. เขาระบุว่าตนได้ติดตามการแถลงผ่านไลฟ์สตรีมแล้ว และ กกต. ยอมรับว่าบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งตรงกับรหัสต้นขั้ว ซึ่งสามารถนำไปสู่การตรวจสอบตัวผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งได้ แม้ กกต. จะแก้ตัวว่ายังไม่มีใครรู้ แต่สำหรับวิโรจน์ นี่คือจุดแตกหักของระบบความลับที่แท้จริง

“วิโรจน์” มอง กกต. “ลับ ลวง พราง”

วิโรจน์ ยืนยันชัดเจนว่าระบบความลับในการเลือกตั้งต้องเป็นความลับ 100% ไม่มีช่องโหว่ให้ใครล่วงรู้ได้เลย บาร์โค้ดที่พิมพ์ตรงกับรหัสต้นขั้วคือความเสี่ยงมหาศาล เพราะสามารถเชื่อมโยงไปยังบุคคลผู้ลงคะแนนได้ทันที เขาถามตรงๆ ว่าถ้าแบบนี้จะเรียกว่าลับได้อย่างไร? และถ้า กกต. ยังยึดมั่นในบรรทัดฐานเช่นนี้ อนาคตของประเทศชาติจะอยู่ไม่ได้แน่ เขาจึงสรุปว่าคำว่า “ลับ” ของ กกต. น่าจะหมายถึง ลับ ลวง พราง มากกว่า ซึ่งเป็นคำพูดที่สะเทือนวงการการเมืองทันที

บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง: ช่องโหว่หรือความจำเป็น?

เพื่อให้เข้าใจประเด็นนี้มากขึ้น เรามาดูกันว่าบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งทำงานอย่างไร ในระบบการเลือกตั้งไทย บาร์โค้ดถูกใช้เพื่อเชื่อมโยงบัตรกับขั้วบัตร ซึ่งช่วยในการตรวจนับและป้องกันการโกง แต่ปัญหาคือถ้ามันสามารถถอดรหัสย้อนกลับไปยังผู้ลงคะแนนได้ ก็เท่ากับละเมิดหลักการลับในการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นสิทธิพื้นฐานของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ

  • ข้อดีของบาร์โค้ด: ช่วยตรวจสอบความถูกต้อง ลดการทุจริตในการนับคะแนน
  • ข้อเสีย: เสี่ยงต่อการถูกนำไปใช้ติดตามผู้ลงคะแนน สร้างความกลัวให้ประชาชน
  • มุมมอง กกต.: อ้างว่าไม่มีใครถอดรหัสได้ แต่ยอมรับว่าตรงกับรหัสต้นขั้ว
  • วิโรจน์เสนอ: ต้องปรับระบบให้โปร่งใสและลับจริงๆ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2567 (หรือ 2569 ตามบางแหล่ง) ท่ามกลางกระแสข่าวการเลือกตั้งที่ยังค้างคา วิโรจน์ในฐานะนักการเมืองรุ่นใหม่และอดีต สว. ที่มีประสบการณ์ด้านกฎหมายการเลือกตั้ง มองว่านี่คือสัญญาณเตือนถึงความอ่อนแอของ กกต. ซึ่งควรเป็นองค์กรอิสระที่เชื่อถือได้

ผลกระทบต่อการเลือกตั้งไทยและประชาชน

หากบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้งถูกใช้ในทางมิชอบ อาจนำไปสู่การซื้อเสียง การข่มขู่ หรือแม้กระทั่งการแทรกแซงจากภายนอก สิ่งนี้จะทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบเลือกตั้ง ซึ่งเป็นเสาหลักของ demokrasi ไทย ในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา หรือยุโรป ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนหรือระบบเข้ารหัสที่รับประกันความลับ 100% ไทยควรเรียนรู้และปรับปรุง

นอกจากนี้ วิโรจน์ยังเรียกร้องให้ กกต. ชี้แจงเพิ่มเติมและแก้ไขระบบทันที เพื่อไม่ให้เกิดคำครหา “ลับ ลวง พราง” อีก มุมมองนี้ได้รับการสนับสนุนจากนักวิชาการและนักเคลื่อนไหวทางการเมืองหลายคน ที่เห็นว่าความโปร่งใสต้องมาก่อนเสมอ

จากประเด็น “วิโรจน์” มอง กกต. “ลับ ลวง พราง” ทำให้เราเห็นว่าการเลือกตั้งไทยยังมีช่องว่างอีกมาก ในฐานะประชาชน เราควรติดตามและเรียกร้องให้เกิดการปฏิรูป พรรคประชาชนที่วิโรจน์สังกัด กำลังผลักดันนโยบายเพื่อความยุติธรรมในการเลือกตั้ง หากคุณสนใจ สามารถติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้

ความเห็นส่วนตัว: ผมคิดว่านี่คือโอกาสทองในการยกระดับระบบเลือกตั้งไทยให้ทันสมัยและโปร่งใสยิ่งขึ้น คุณล่ะคิดอย่างไร? มาแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้เกิดการถกเถียงกว้างขึ้น!

ที่มา – “วิโรจน์” มอง กกต. “ลับ ลวง พราง” หลังแถลงยอมรับบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง ตรวจสอบผู้มาใช้สิทธิได้

พล.อ.รังษี รุดเข้าพรรคภูมิใจไทย ชาดาต้อนรับ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมือง! วันนี้มีเรื่องราวที่น่าสนใจในแวดวงการเมืองไทยหลังเลือกตั้งมากเลยนะครับ โดยเฉพาะเหตุการณ์ พล.อ.รังษี รุดเข้าพรรคภูมิใจไทย ที่กลายเป็นประเด็นร้อนฮือฮาไปทั่วโซเชียล มาดูกันครับว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง และนัยยะทางการเมืองที่อาจตามมาจะเป็นอย่างไร

พล.อ.รังษี รุดเข้าพรรคภูมิใจไทย

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2567 พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นอดีตแม่ทัพภาคที่ 4 และมีประสบการณ์ยาวนานในเรื่องความมั่นคงชายแดนใต้ ได้เดินทางเข้ามายังทำการพรรคภูมิใจไทยอย่างเป็นทางการ โดยได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากนายชาดา ไทยเศรษฐ์ แกนนำคนสำคัญของพรรคภูมิใจไทยและ ส.ส.อุบลราชธานี เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสการเจรจาจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งที่ ส.ส.ยังไม่ได้รับรองอย่างเป็นทางการ ทำให้หลายคนตีความว่านี่อาจเป็นสัญญาณการเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งใหญ่

ชาดาต้อนรับอย่างเป็นกันเอง อุบเรื่องชวนร่วมรัฐบาล

นายชาดาเปิดเผยกับสื่อมวลชนว่าการเชิญพล.อ.รังษีมาร่วมสนทนาในครั้งนี้ เพื่อปรึกษาเรื่องเส้นทางการเมืองและประสบการณ์ด้านปัญหาชายแดน ซึ่งพล.อ.รังษีมีความเชี่ยวชาญสูงสุดคนหนึ่งในวงการทหารและการเมือง เมื่อผู้สื่อข่าวถามตรงๆ ว่ามันเป็นการส่งสัญญาณชวนร่วมรัฐบาลหรือไม่ นายชาดาก็ยิ้มรับและอุบไว้ก่อน โดยบอกว่า “ยังไม่ได้พูดถึงตรงนั้นครับ เพราะ ส.ส. ยังไม่ได้รับรอง” คำตอบแบบนี้ชวนให้คิดนะครับว่า ทุกอย่างยังอยู่ในขั้นตอนการสำรวจและเจรจา

นอกจากนี้ เมื่อพูดถึงนโยบายของทั้งสองพรรคที่ดูจะไปในทิศทางเดียวกัน เช่น การพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ และความมั่นคงชายแดน นายชาดายังชื่นชมพรรคเศรษฐกิจว่าทำงานได้ดี และยกย่องทุกพรรคที่รอดเข้ามาในสภา รวมถึงพรรคที่ไม่รอดด้วยซ้ำ แสดงให้เห็นถึงทัศนคติที่เปิดกว้างของแกนนำภูมิใจไทย

มุมมองต่อปมนับคะแนนเลือกตั้งใหม่

อีกประเด็นที่นายชาดาพูดถึงคือกระแสเรียกร้องให้นับคะแนนเลือกตั้งใหม่จากบางภาคส่วน เขามองว่า “ถ้าไม่สบายใจก็นับใหม่ทั้งประเทศไปเลยครับ จะได้รู้กันไปว่าสิ่งที่สงสัยกับสิ่งที่เป็นจริงต่างกันอย่างไร คนที่โกงจะได้เผยโฉม หรือถ้าไม่ได้โกงจะได้พิสูจน์ความบริสุทธิ์” คำพูดนี้สะท้อนถึงความโปร่งใสที่พรรคภูมิใจไทยยึดถือ และอาจช่วยคลายข้อกังขาในสังคมได้บ้าง

มาดูกันครับว่าประเด็นหลักที่ทั้งสองฝ่ายน่าจะคุยกันมีอะไรบ้าง:

  • เส้นทางการเมืองหลังเลือกตั้ง: การรวมพรรคเพื่อจัดตั้งรัฐบาลที่มั่นคง
  • ปัญหาชายแดนใต้: ประสบการณ์พล.อ.รังษีช่วยเสริมจุดแข็งให้ภูมิใจไทย
  • นโยบายเศรษฐกิจ: คล้ายคลึงกันในเรื่องกระจายอำนาจท้องถิ่น
  • ความโปร่งใสเลือกตั้ง: ยอมรับการตรวจสอบเพื่อความเชื่อมั่น

จากมุมมองของผม การที่ พล.อ.รังษี รุดเข้าพรรคภูมิใจไทย ครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การเยี่ยมเยียนธรรมดา แต่เป็นการวางหมากสำคัญในเกมการเมืองไทยยุคใหม่ พรรคเล็กอย่างเศรษฐกิจที่มี ส.ส.ไม่กี่คน หากรวมกับพรรคใหญ่ที่มีที่นั่งหลักร้อย อาจกลายเป็นพันธมิตรที่ทรงพลังได้ โดยเฉพาะประเด็นชายแดนที่ภูมิใจไทยเองก็ให้ความสำคัญ

หลังจากนี้เราน่าจะเห็นการเคลื่อนไหวเพิ่มขึ้นอีกเยอะเลยครับ สถานการณ์รัฐบาลยังคลุมเครือ พรรคเพื่อไทย ก้าวไกล และภูมิใจไทยกำลังเจรจาอย่างเข้มข้น ถ้าพรรคเศรษฐกิจเข้ามาร่วม จะช่วยเพิ่มน้ำหนักด้านความมั่นคงได้ดีทีเดียว

คุณล่ะครับ คิดว่าพล.อ.รังษีจะตัดสินใจยังไง? จะร่วมรัฐบาลกับภูมิใจไทยหรือไม่? มาคอมเมนต์แบ่งปันความเห็นกันด้านล่างเลยนะครับ อย่าลืมแชร์บทความนี้ถ้าชอบ และติดตามบล็อกเราเพื่ออัพเดทข่าวการเมืองแบบเรียลไทม์!

สุดท้ายนี้ การเมืองไทยกำลังน่าติดตามมากขึ้นทุกวัน หวังว่าทุกฝ่ายจะมุ่งเน้นผลประโยชน์ประชาชนเป็นหลักนะครับ

ที่มา – “พล.อ.รังษี” รุดเข้าพรรคภูมิใจไทย มี “ชาดา” ต้อนรับ อุบชวนร่วมรัฐบาล คุยการเมือง-เรื่องชายแดน

Scroll to top