โหวตนายก 2568

“นุชนาถ” ร่ายยาว เหตุผลหันหลังให้เพื่อไทย ยอมถูกเรียกว่า “งูเห่า”

“นุชนาถ จารุวงษ์เสถียร” ส.ส.ศรีสะเกษ เปิดใจ 6 ข้อ ยอมถูกเรียกว่า “งูเห่า” แจงเหตุผลหันหลังให้เพื่อไทย เพราะแสดงความเห็นที่ไม่ถูกใจผู้ใหญ่ในพรรค แถมปล่อยให้ ส.ส. รับหน้าเรื่องดิจิทัลวอลเล็ตไปวันๆ ขอโหวตหนุน นายกฯ จากทุกพรรค ยกเว้น เพื่อไทย เรื่องราวของ “นุชนาถร่ายยาว 6 ข้อ เหตุผลหันหลังให้เพื่อไทย พร้อมยอมถูกเรียกว่า “งูเห่า” กลายเป็นประเด็นร้อนแรงทางการเมืองที่หลายคนจับตามอง

วันที่ 31 ส.ค. 2568 นางนุชนาถ จารุวงษ์เสถียร ส.ส.ศรีสะเกษ เขต 9 พรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กชี้แจง ว่าขอใช้พื้นที่เล็กๆ แสดงความรู้สึกที่มีในใจต่อทุกเหตุการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นจากอดีตจนถึงปัจจุบัน รวมถึงการตัดสินใจหันหลังให้กับพรรคเพื่อไทย พรรคที่ตนเองเคยยึดมั่นในอุดมการณ์มาโดยตลอด

ดิฉันขอไล่เรียงความเป็นมาก่อนที่ข่าวจะออกไปตามที่ทุกท่านได้เห็น ก่อนที่จะมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนไปมากกว่านี้

1. ส.ส.ในพรรคเพื่อไทย ทราบเป็นอย่างดีว่าดิฉันมักจะแสดงความคิดเห็นในที่ประชุมในสิ่งที่ ส.ส.หลายๆ ท่านไม่กล้าแสดงความคิดเห็นเนื่องจากเกรงว่าจะกระทบกับผู้ใหญ่ในพรรค แต่ดิฉันด้วยความเป็นคนบ้านนอก คนของชาวบ้าน เป็น ส.ส.สมัยแรกที่เข้ามาเพราะต้องการเปลี่ยนแปลงอะไรได้บ้าง จึงมักจะแสดงข้อคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา โดยไม่ได้สนใจผลกระทบเหล่านั้น ซึ่งนั่นคือจุดชนวนหนึ่งที่ดิฉันเดินออกมา

2. หลังจากการแสดงความคิดเห็นที่ไม่ถูกใจผู้ใหญ่ในพรรค ไม่ว่าจะเป็นข้อเสนอเกี่ยวกับพื้นที่ เรื่องเศรษฐกิจ ราคาสินค้าเกษตร รวมทั้งปัญหาชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน มีผู้ใหญ่ในพรรคถึงกับพูดกับ ส.ส.คนอื่นในพรรคที่อยู่พื้นที่ใกล้เคียงกับพื้นที่ของดิฉันว่า เป็นพวกหัวรุนแรง ไม่ต้องการให้ดิฉันลงสมัคร ส.ส. ในนามพรรคเพื่อไทยต่อในสมัยหน้า ให้ช่วยหาคนมาลงแทนหน่อย แล้วจะให้ดิฉันยืนอยู่ในจุดนั้นด้วยความสบายใจได้อย่างไร

3. เงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ดิฉันรวมทั้ง ส.ส.พรรคเพื่อไทย พยายามเสนอให้ฝ่ายบริหารดำเนินการให้แล้วเสร็จเพื่อให้เป็นไปตามนโยบายที่ได้สัญญาไว้กับพี่น้องประชาชน แต่คำตอบที่ได้รับกลับมาคือความเงียบครั้งแล้วครั้งเล่า ท่านต้องตอบคำถามประชาชนเองบ้าง ไม่ใช่ให้ ส.ส. รับหน้าให้ไปวันๆ ว่างบประมาณเป็นแสนๆ ล้านที่ควรดำเนินการโครงการดังกล่าว ท่านเอาไปทำอะไร ดิฉันเชื่อเหลือเกินว่า ส.ส.ในพรรคเพื่อไทยส่วนใหญ่อึดอัดใจกับสถานการณ์ภายในพรรคที่เกิดขึ้น และรับไม่ได้กับสิ่งที่ต้องรับอยู่ในขณะนี้

4. เมื่อฟางเส้นสุดท้ายมาถึง ข้อเสนอต่างๆ จาก ส.ส.ในพรรคส่วนใหญ่ (ไม่ใช่แค่เพียงเสียงของดิฉัน) ไม่ได้รับการตอบสนอง การเดินออกจากพรรคเพื่อไทยของดิฉัน ไม่ใช่ออกมาเพื่อสนับสนุนผู้ใด แต่การเดินออกมาเพราะเจตนารมณ์ของพรรคที่ดิฉันเคยศรัทธานั้นเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง อุดมการณ์อันแน่วแน่ของพรรคไม่หลงเหลืออยู่แล้ว ส.ส.ในพื้นที่ต้องคอยรับหน้าให้กับการกระทำของฝ่ายบริหารพรรค ทั้งๆ ที่ไม่เห็นด้วยในหลายประเด็น

5. ดิฉันจะยังคงสนับสนุนแนวทางประชาธิปไตยที่ยึดเสียงของประชาชนเป็นสำคัญ ที่ผ่านมาดิฉันอาจเป็นตัวตลกในสายตาประชาชน แม้กระทั่งในเวลานี้ แต่นั่นไม่ได้ทำให้ดิฉันลดละความตั้งใจที่จะต่อสู้เพื่อพี่น้องประชาชนในพื้นที่ไปได้ ดิฉันไม่ได้มาจากตระกูลหรือครอบครัวของนักการเมือง ไม่ได้สืบทอดอำนาจมาจากผู้ใด ความตั้งใจที่เข้ามาในสนามการเมืองก็เพื่อต้องการเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองให้ดีขึ้น

6. ดิฉันจะขอใช้เอกสิทธิ์ ส.ส. สนับสนุนแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคใดก็แล้วแต่ที่สามารถรวบรวมเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรได้ ยกเว้นแคนดิเดตจากพรรคเพื่อไทย เพื่อปูทางไปสู่การยุบสภาโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ คืนอำนาจสู่ประชาชน ปลดล็อกสถานการณ์อันเลวร้ายทางการเมือง ถึงแม้ดิฉันจะต้องเสียตำแหน่ง ส.ส. ไปก็ยินดี หรืออาจจะหมดโอกาสในการเดินเข้าสภาฯ อีกก็ตาม ดิฉันขอใช้หนึ่งเสียงที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชน เพื่อคืนอำนาจกลับสู่ประชาชนเช่นเดิม

“ถ้าผู้คนทั้งประเทศตีตราว่าดิฉันเป็น ‘งูเห่า’ ดิฉันขอเป็นงูเห่าที่ย้ายข้างไปยกมือคืนอำนาจให้กับประชาชน ขอบคุณค่ะ”

นุชนาถ จารุวงษ์เสถียร

ส.ส.ศรีสะเกษ เขต 9

“นุชนาถ” ร่ายยาว 6 ข้อ เหตุผลหันหลังให้เพื่อไทย พร้อมยอมถูกเรียกว่า “งูเห่า”

การตัดสินใจของนางนุชนาถ จารุวงษ์เสถียร สร้างความฮือฮาและเกิดคำถามมากมายในสังคม บทบาทของ ส.ส. ในการเป็นปากเสียงของประชาชนและการรักษาอุดมการณ์ทางการเมืองเป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

เหตุผลที่ “นุชนาถ” ร่ายยาวถึง 6 ข้อ ยอมถูกเรียกว่า “งูเห่า”

การออกมาให้เหตุผลอย่างละเอียดถึง 6 ข้อ สะท้อนให้เห็นถึงความอัดอั้นตันใจและความขัดแย้งภายในพรรคเพื่อไทยที่นำไปสู่การตัดสินใจครั้งสำคัญนี้ การเปิดเผยข้อมูลและความรู้สึกต่อสาธารณชนเป็นสิ่งที่น่าสนใจและควรได้รับการพิจารณาอย่างถี่ถ้วน

การที่นางนุชนาถกล่าวถึงประเด็นต่างๆ เช่น การแสดงความคิดเห็นที่ไม่ถูกใจผู้ใหญ่ในพรรค ปัญหาเรื่องเงินดิจิทัลวอลเล็ต และความอึดอัดใจของ ส.ส. ส่วนใหญ่ในพรรค ล้วนเป็นประเด็นที่น่าสนใจและควรได้รับการตรวจสอบเพื่อความโปร่งใสและความเข้าใจที่ถูกต้อง

การตัดสินใจที่จะสนับสนุนแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคอื่นที่ไม่ใช่พรรคเพื่อไทย แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการคืนอำนาจสู่ประชาชนและการแก้ไขสถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้น แม้ว่าการตัดสินใจนี้อาจนำมาซึ่งผลกระทบต่อตนเอง นางนุชนาถก็ยังคงยืนหยัดในสิ่งที่ตนเองเชื่อมั่น

สิ่งที่เกิดขึ้นกับนางนุชนาถ จารุวงษ์เสถียร สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายและความซับซ้อนของการเมืองไทย การรักษาอุดมการณ์และความมุ่งมั่นในการทำเพื่อประชาชนเป็นสิ่งที่นักการเมืองทุกคนควรยึดมั่น แม้ว่าต้องเผชิญกับอุปสรรคและความขัดแย้งต่างๆ

  • การแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาเป็นสิ่งที่ควรสนับสนุน
  • ปัญหาภายในพรรคควรได้รับการแก้ไขอย่างโปร่งใส
  • การคืนอำนาจสู่ประชาชนเป็นเป้าหมายที่สำคัญ

เรื่องราวของ “นุชนาถ” ร่ายยาว 6 ข้อ เหตุผลหันหลังให้เพื่อไทย พร้อมยอมถูกเรียกว่า “งูเห่า” เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจและเป็นบทเรียนสำหรับนักการเมืองและประชาชนทุกคน

โดยสรุปแล้ว การออกมาเปิดเผยเหตุผลของ “นุชนาถร่ายยาว 6 ข้อ เหตุผลหันหลังให้เพื่อไทย พร้อมยอมถูกเรียกว่า “งูเห่า” เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน ทั้งในแง่ของการเมืองภายในพรรค การรักษาอุดมการณ์ และการทำเพื่อประชาชน การตัดสินใจครั้งนี้อาจนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่สำคัญต่อไปในอนาคต

ที่มา – “นุชนาถ” ร่ายยาว 6 ข้อ เหตุผลหันหลังให้เพื่อไทย พร้อมยอมถูกเรียกว่า “งูเห่า”

“เดชอิศม์” มองควรยุบสภาใน 2-3 เดือน จริงหรือ?

“เดชอิศม์” มองควรยุบสภาใน 2-3 เดือน แทงขาเดียวไม่ร่วมตั้งรัฐบาลกับภูมิใจไทย รัฐประหาร 100 ครั้ง ไม่เลวร้ายเท่าฮั้วเลือก สว. ย้ำ หนุนไม่ไหว ความเป็นคนไม่เหลือแล้ว โวข้อเสนอเพื่อไทยชิงเกมเร็ว

เมื่อเวลา 15.40 น. วันที่ 31 สิงหาคม 2568 นายเดชอิศม์ ขาวทอง สส.สงขลา และเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) หลังกลับจากร่วมคณะพรรคเพื่อไทย ไปเจรจาขอให้พรรคประชาชน ร่วมจัดตั้งรัฐบาลขั้วพรรคเพื่อไทย ว่า ตนไปเป็นเพื่อน แต่ประเด็นดังกล่าวเป็นเรื่องระหว่าง 2 พรรคคุยกัน ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของพรรคร่วมรัฐบาลทั้งหมด

ผู้สื่อข่าวถามต่อ จะนำข้อหารือของพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนเข้าในที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ด้วยหรือไม่ นายเดชอิศม์ กล่าวว่า อาจจะอยู่ในวาระอื่นๆ เพราะเรามีวาระสำคัญอยู่แล้ว เมื่อถามอีกว่าส่วนตัวเห็นด้วยกับข้อเสนอของพรรคเพื่อไทยที่ให้พรรคประชาชนพิจารณาหรือไม่ นายเดชอิศม์ ตอบว่า เห็นด้วย วันนี้เราต้องยุบสภาให้เร็วที่สุด ถึงแม้อยู่ก็ขัดกับความรู้สึกของประชาชน ส่วนตัวตนเห็นว่า 4 เดือนยาวไป อยากให้ยุบสภาเร็วกว่านั้น เมื่อทำในสิ่งที่จำเป็นเร่งด่วนเสร็จสิ้นก็รีบยุบสภา อาจจะ 2-3 เดือน เพื่อให้ประชาชนได้กลับไปตัดสินใจว่าจะเลือกใครมาเป็นผู้นำประเทศ

“ส่วนประเด็นที่แถมไปในข้อเสนอของพรรคเพื่อไทย เช่น เรื่องทุจริตที่ดินเขากระโดง ที่หลวงมันต้องเป็นที่หลวง เราปล่อยให้ยืดเยื้อขนาดนี้ได้อย่างไร และเรื่องฮั้ว สว. มันเป็นการทำร้ายประเทศ ผมว่าทำการรัฐประหาร 100 ครั้ง ก็ไม่เลวร้ายเท่ากับการฮั้ว สว. เพราะ สว. ต้องไปเลือก กกต. ป.ป.ช. ศาลรัฐธรรมนูญ หาก สว. มีเจ้าของ มีการสั่งกันได้ เท่ากับประเทศเราอยู่ภายใต้กำกับของคนเดียว ประเทศเราจะอยู่อย่างไร ผมว่าประเทศเราถึงกับล่มสลายได้เลย”

เมื่อถามย้ำแบบนี้แสดงว่าปิดประตูร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทยแล้วใช่หรือไม่ นายเดชอิศม์ ตอบว่า หากตนสนับสนุนเจ้าของนโยบายที่ตนพูดไปสักครู่ อย่าว่าแต่เป็นนักการเมืองเลย ความเป็นคนก็ไม่เหลือแล้ว ไม่มีความเป็นคนเหลืออยู่แล้ว.

“เดชอิศม์” มองควรยุบสภาใน 2-3 เดือน

ทำไม “เดชอิศม์” มองควรยุบสภาใน 2-3 เดือน?

จากสถานการณ์ทางการเมืองที่ผันผวนในปัจจุบัน มุมมองของนายเดชอิศม์ที่เสนอให้ “เดชอิศม์” มองควรยุบสภาใน 2-3 เดือน นั้นน่าสนใจอย่างยิ่ง ข้อเสนอดังกล่าวอาจเป็นทางออกเพื่อให้ประชาชนได้มีสิทธิในการตัดสินใจอนาคตของประเทศอีกครั้ง

การที่เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ออกมาแสดงความเห็นเช่นนี้ ย่อมสะท้อนถึงความอึดอัดใจต่อสถานการณ์ที่เป็นอยู่ และต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นโดยเร็ว การยุบสภาและการเลือกตั้งใหม่จึงเป็นกลไกสำคัญในการคืนอำนาจให้กับประชาชน

“เดชอิศม์” มองควรยุบสภาใน 2-3 เดือน ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังพรรคการเมืองอื่นๆ ให้ตระหนักถึงความสำคัญของการตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน หากพรรคการเมืองใดไม่สามารถปรับตัวและตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงได้ ก็อาจไม่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

อย่างไรก็ตาม การ “เดชอิศม์” มองควรยุบสภาใน 2-3 เดือน ก็ยังมีความท้าทายอยู่หลายประการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของระยะเวลาในการเตรียมการเลือกตั้ง การจัดการปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในช่วงเปลี่ยนผ่าน และการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่าการเลือกตั้งครั้งใหม่นี้จะเป็นไปอย่างโปร่งใสและยุติธรรม

ดังนั้น ทุกภาคส่วนจึงต้องร่วมมือกันเพื่อให้การยุบสภาและการเลือกตั้งใหม่เป็นไปอย่างราบรื่น และนำไปสู่การสร้างรัฐบาลที่มาจากความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

การที่นายเดชอิศม์ออกมาแสดงความเห็นชัดเจนเช่นนี้ ย่อมส่งผลต่อภูมิทัศน์ทางการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ประชาชนและพรรคการเมืองต่างๆ คงต้องจับตาดูสถานการณ์ต่อไปอย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

ที่มา – “เดชอิศม์” มองควรยุบสภาใน 2-3 เดือน แทงขาเดียว ไม่ร่วมตั้งรัฐบาลกับภูมิใจไทย

“สุชาติ ตันเจริญ” ลาประชุม ครม. เหตุวันภาษาไทย 2568

ส่งหนังสือแจ้งลา ครม.นัดพิเศษแล้ว “สุชาติ ตันเจริญ” แจงติดงานเป็นประธานพิธีวันภาษาไทยแห่งชาติ 2568

วันที่ 31 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลัง นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี แจ้งนัดประชุมคณะรัฐมนตรี (นัดพิเศษ) เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ปรากฏว่ามีรัฐมนตรีแจ้งลาการประชุม 7 คน ซึ่งปรากฏชื่อ นายสุชาติ ตันเจริญ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แจ้งลาประชุม ครม.นัดพิเศษด้วย

โดย นายสุชาติ ได้ส่งหนังสือแจ้งลาประชุม ครม. เรียบร้อยแล้ว เนื่องจากติดภารกิจ เป็นประธานในพิธีวันภาษาไทยแห่งชาติ 2568 จัดโดยสำนักงานราชบัณฑิตยสภา ที่โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชัน ถนนวิภาวดีรังสิต ซึ่งนัดหมายไว้ล่วงหน้าแล้ว.

“สุชาติ ตันเจริญ” ลาประชุม ครม. เหตุวันภาษาไทย 2568

กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างมากในวงการการเมือง เมื่อมีรายงานว่า นายสุชาติ ตันเจริญ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แจ้งลาการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ โดยให้เหตุผลว่าติดภารกิจสำคัญ นั่นคือการเป็นประธานในพิธีวันภาษาไทยแห่งชาติ 2568 ซึ่งจัดขึ้นโดยสำนักงานราชบัณฑิตยสภา

การลาประชุม ครม. ของนายสุชาติ ทำให้เกิดคำถามตามมามากมาย ทั้งในแง่ของความสำคัญของภารกิจที่ได้รับมอบหมาย และความเหมาะสมในการตัดสินใจเลือกที่จะเข้าร่วมงานวันภาษาไทยแห่งชาติ แทนการเข้าร่วมประชุม ครม. ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการบริหารประเทศ

รายละเอียดภารกิจวันภาษาไทยแห่งชาติ 2568

สำหรับภารกิจวันภาษาไทยแห่งชาติ 2568 ที่นายสุชาติ ตันเจริญ ได้รับมอบหมายให้เป็นประธานในพิธีนั้น จัดขึ้น ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชัน ถนนวิภาวดีรังสิต โดยสำนักงานราชบัณฑิตยสภา ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการส่งเสริมและอนุรักษ์ภาษาไทย งานดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงห่วงใยและพระราชทานแนวทางในการอนุรักษ์ภาษาไทย รวมถึงเพื่อส่งเสริมให้คนไทยเห็นคุณค่าและความสำคัญของภาษาไทย ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ

ในงานวันภาษาไทยแห่งชาติ 2568 มีกิจกรรมหลากหลาย อาทิ การมอบรางวัลแก่ผู้ที่มีผลงานดีเด่นด้านภาษาไทย การจัดนิทรรศการแสดงผลงานด้านภาษาไทย การเสวนาทางวิชาการ และการแสดงทางวัฒนธรรม

แม้ว่าการเข้าร่วมงานวันภาษาไทยแห่งชาติ จะเป็นการแสดงออกถึงความใส่ใจในวัฒนธรรมและภาษาไทย แต่หลายฝ่ายมองว่าการที่รัฐมนตรีเลือกที่จะไม่เข้าร่วมประชุม ครม. ซึ่งเป็นวาระสำคัญในการบริหารราชการแผ่นดิน อาจส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจในประเด็นสำคัญต่างๆ ได้

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจของนายสุชาติ ตันเจริญ ในครั้งนี้ ได้ก่อให้เกิดการถกเถียงและวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสังคม ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความคาดหวังของประชาชนที่มีต่อผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบและคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ

การลาประชุม ครม. เพื่อไปเป็นประธานในพิธีวันภาษาไทย 2568 ของนายสุชาติ ตันเจริญ ถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของบทบาทและหน้าที่ของนักการเมือง ที่ต้องตัดสินใจเลือกที่จะให้ความสำคัญกับภารกิจต่างๆ อย่างรอบคอบและสมเหตุสมผล

เหตุการณ์นี้ตอกย้ำถึงความสำคัญของการบริหารจัดการเวลาและการจัดลำดับความสำคัญของภารกิจต่างๆ สำหรับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างเต็มที่

สุดท้ายนี้ ประเด็นเรื่องการลาประชุม ครม. ของนายสุชาติ ตันเจริญ เพื่อร่วมงานวันภาษาไทย 2568 คงจะเป็นบทเรียนที่สำคัญสำหรับนักการเมืองทุกคน ในการพิจารณาบทบาทและหน้าที่ของตนเองอย่างถี่ถ้วน และตัดสินใจเลือกที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ

วันภาษาไทย 2568 มีความสำคัญอย่างยิ่งในการส่งเสริมและอนุรักษ์ภาษาไทยให้คงอยู่สืบไป การที่นายสุชาติเข้าร่วมงานนี้แสดงให้เห็นถึงความตระหนักในคุณค่าของภาษาประจำชาติ

ที่มา – “สุชาติ ตันเจริญ” ส่งหนังสือแจ้งลา ครม.นัดพิเศษแล้ว เหตุติดงานวันภาษาไทย 2568

“ภูมิธรรม” แถลง พร้อมยุบสภา พรรคร่วมรับข้อเสนอ

“ภูมิธรรม” เป็นตัวแทนพรรคเพื่อไทย-พรรคร่วม แถลงหลังหารือ ยัน รับทุกข้อเสนอพรรคประชาชน ยินดีพร้อมยุบสภา มอง ต้องเร่งแก้ไขวิกฤติรัฐธรรมนูญ-รีเซ็ตการเมืองใหม่ เผย ปชน. ยังไม่ตัดสินใจยกมือหนุนใคร

เมื่อเวลา 15.09 น. วันที่ 31 สิงหาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย แกนนำพรรคเพื่อไทย นำแถลงข่าวภายหลังการหารือร่วมกับพรรคประชาชน โดยใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ว่า ในนามพรรคร่วมรัฐบาลได้มอบหมายให้พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำในการประสานติดต่อเพื่อพูดคุยในการจัดตั้งรัฐบาล วันนี้มาด้วยกัน ซึ่งพรรคร่วมได้ปรึกษาหารือกันหมดแล้วในข้อสรุปที่เรานำมาเสนอ ซึ่งตัวแทนที่มามีทั้งพรรคชาติไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคประชาชาติ ส่วนตัวแทนพรรครวมไทยสร้างชาติ ท่านป่วย แต่ถ้ามีข้อสงสัยก็สามารถซูมเข้ามาได้เนื่องจากติดผ่าตัดเหงือก

นายภูมิธรรม กล่าวต่อไปว่า ข้อเสนอเราเป็นเอกภาพ เราเห็นว่าการเมืองช่วงนี้เป็นช่วงวิกฤติและเป็นเรื่องที่ควรจะหาทางออกร่วมกัน เราคุยกันแล้ว เพราะฉะนั้นพรรคร่วมรัฐบาลจึงได้มาพูดคุยกับพรรคประชาชน เนื่องจากมีข้อเสนอที่สำคัญ หากใครรับข้อเสนอได้เขาก็จะพิจารณา เพื่อจะนำมาตัดสินใจในการที่จะผลักดันให้ใครเป็นคณะรัฐมนตรี วันนี้พรรคร่วมทั้งหมดได้มานำเสนอ ได้มาพูดคุยกัน

ก่อนระบุต่อไปว่า หัวใจสำคัญวันนี้คือ ข้อเสนอพรรคประชาชนเรารับหมด พร้อมที่จะปฏิบัติให้เป็นไปตามนั้น ส่วนข้อเสนอที่เราเสนอ ก็ให้ทางพรรคประชาชนได้รับทราบ และเราได้คุยกันแล้วว่าจริงๆ หลายๆ​ เรื่องที่เราเสนอเป็นเรื่องที่ควรปฏิบัติในฐานะที่เป็นกระบวนการยุติธรรม เพราะสิ่งที่เราเสนอคือไม่ให้เข้าไปแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม คดีต่างๆ ทุกคดีที่มีอยู่ก็ขอให้ดำเนินการไปทั้งหมด ส่วนรายละเอียดพรรคประชาชนจะนำไปพิจารณาเนื่องจากยังไม่ได้รับปากหรือตัดสินใจที่จะยกมือให้ใครเลย ซึ่งต้องฟังคณะกรรมการ องคาพยพของพรรคหลายๆ ส่วน ต้องฟังและปรึกษาหารือให้มากที่สุด เราก็ยอมรับเงื่อนไขนี้ได้ ทั้งนี้ เข้าใจว่าวันที่ 1 กันยายน 2568 พรรคประชาชนจะมีการประชุม และจะมีกระบวนการภายในของพรรค

“สิ่งที่อยากจะเรียนวันนี้คือ เราได้เสนอพูดคุยกัน และเห็นว่าถ้าจะจัดตั้งรัฐบาลขึ้นมา วาระสำคัญที่สุดขณะนี้เป็นวาระแห่งชาติ คือการแก้ไขวิกฤติเรื่องรัฐธรรมนูญ และเรื่องกติกาที่อยากจะรีเซ็ตการเมืองใหม่ ให้มีการเมืองที่สามารถมีประสิทธิภาพได้มากกว่านี้ ส่วนเรื่องอื่นๆ ยังเป็นกระบวนการในรายละเอียดที่ต้องขออนุญาตที่จะยังไม่พูดอะไร เป็นเรื่องที่เราจะพูดกันทั้งสองฝ่าย”

นายภูมิธรรมย้ำว่า ในเรื่องข้อเสนอ เราเห็นว่าไม่ได้เป็นปัญหาต่อข้อสรุปที่เราสรุปไปขั้นต้นแล้วว่าเรายอมรับทั้งหมด อันนี้ไม่ได้ขัดกัน แต่สิ่งที่เราเสนอไปเพื่อให้พิจารณาเท่านั้นเอง จะทำหรือไม่ทำ ไม่ได้มีผลต่อการที่จะร่วมกันสนับสนุนเรื่องการตั้งรัฐบาล

เมื่อถามว่าท่าทีการพูดคุยน่าจะได้ผลลัพธ์ที่ดีหรือไม่ นายภูมิธรรม หัวเราะแต่ไม่ได้ตอบ ก่อนจะกล่าวว่า “ไปเลยครับ” และเดินออกจากวงสัมภาษณ์ ซึ่งระหว่างนั้นผู้สื่อข่าวพยายามถามย้ำ โดยนายภูมิธรรม ตอบชัดเจนว่า “เรายินดีพร้อมยุบสภา” ก่อนที่พรรคร่วมที่มาเจรจาจะพากันออกจากที่ทำการพรรคประชาชนไป.

(ภาพ : ธนัท ชยพัทธฤทธี)

“ภูมิธรรม” แถลงล่าสุด พรรคร่วมพร้อมยุบสภา

หลังจากที่พรรคร่วมรัฐบาลได้หารือกับพรรคประชาชนเสร็จสิ้น นายภูมิธรรมได้ออกมาแถลงถึงผลการหารือ โดยยืนยันว่าพรรคร่วมฯ ยินดีรับทุกข้อเสนอของพรรคประชาชน และยังกล่าวว่าพร้อมยุบสภาหากจำเป็น เพื่อแก้ไขวิกฤติการเมืองในปัจจุบัน

ทำไมถึงพร้อมยุบสภา

การที่นายภูมิธรรมกล่าวว่าพร้อมยุบสภานั้น แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของพรรคร่วมรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง และพร้อมที่จะเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจอนาคตของประเทศ

สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันมีความซับซ้อนและมีหลายปัจจัยที่ต้องพิจารณา การที่พรรคร่วมรัฐบาลแสดงความยืดหยุ่นและพร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่ายเป็นสัญญาณที่ดีในการสร้างความปรองดองและความเข้าใจซึ่งกันและกัน

  • การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นวาระสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการ
  • การรีเซ็ตการเมืองใหม่เป็นโอกาสในการสร้างระบบการเมืองที่มีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจว่าจะยุบสภาหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อทุกภาคส่วนในสังคม การเปิดให้มีการพูดคุยและรับฟังความคิดเห็นอย่างกว้างขวางเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

ผมมองว่าการที่พรรคการเมืองต่างๆ หันหน้าเข้าหากันเพื่อหาทางออกร่วมกันเป็นสิ่งที่น่ายินดี และหวังว่าสถานการณ์ทางการเมืองจะคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น

ที่มา – พร้อมยุบสภา “ภูมิธรรม” แถลงหลังหารือ พรรคร่วมรับทุกข้อเสนอพรรคประชาชน

“ประภัตร” ขอเสียงหนุนตั้งรัฐบาล ร่วมหารือ พท. – ปชน.

“ประภัตร” โผล่ร่วมวงหารือ “พท. – ปชน.” ขอเสียงหนุนจัดตั้งรัฐบาล

“ประภัตร โพธสุธน” เดินทางร่วมหนุนพรรคเพื่อไทย เข้าหารือกับพรรคประชาชน ขอเสียงโหวตนายกฯ ยอมรับมาไกลเลยเดินทางมาช้า

วันที่ 31 ส.ค. 2568 เมื่อเวลา 14.45 น. นายประภัตร โพธสุธน เลขาธิการพรรคชาติไทยพัฒนา เดินทางมาถึงที่ทำการพรรคประชาชน เพื่อร่วมกับพรรคเพื่อไทย หารือกับพรรคประชาชน ขอเสียงหนุนจัดตั้งรัฐบาล

เมื่อถามว่าทำไมถึงมาช้า นายประภัตร ตอบว่า ตนมาไกล เดินทางมาจากศรีประจันต์เลยมาช้า

เมื่อถามว่า นายวราวุธ ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนามาด้วยหรือไม่ นายประภัตร ตอบว่า ไม่ได้มา ส่วนรายละเอียดจะเปิดเผยหลังจากการประชุมฯ

เบื้องลึกการขอเสียงหนุนจัดตั้งรัฐบาล: ประภัตร โพธสุธน และ ชทพ.

การปรากฏตัวของนายประภัตร โพธสุธน เลขาธิการพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ในการหารือระหว่างพรรคเพื่อไทย (พท.) และพรรคประชาชน (ปชน.) เพื่อขอเสียงหนุนจัดตั้งรัฐบาล ถือเป็นสัญญาณที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองที่ยังคงมีความไม่แน่นอน การที่พรรคชาติไทยพัฒนาซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลเดิม แสดงท่าทีสนับสนุนพรรคเพื่อไทยอย่างชัดเจน ย่อมส่งผลต่อการตัดสินใจของพรรคการเมืองอื่นๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

คำถามสำคัญคือ เหตุใดพรรคชาติไทยพัฒนาจึงตัดสินใจให้การสนับสนุนพรรคเพื่อไทยในการจัดตั้งรัฐบาล? มีความเป็นไปได้หลายประการ:

  • ความสัมพันธ์ส่วนตัว: นายประภัตร โพธสุธน อาจมีความสัมพันธ์ส่วนตัวที่ดีกับแกนนำพรรคเพื่อไทย ซึ่งนำไปสู่การตัดสินใจให้การสนับสนุนในครั้งนี้
  • ผลประโยชน์ทางการเมือง: พรรคชาติไทยพัฒนาอาจมองว่าการเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย จะเป็นประโยชน์ต่อพรรคมากกว่าการอยู่ฝั่งตรงข้าม
  • เสถียรภาพทางการเมือง: พรรคชาติไทยพัฒนาอาจต้องการเห็นการจัดตั้งรัฐบาลที่มั่นคง เพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจของนายประภัตรครั้งนี้ อาจไม่ได้เป็นไปในทิศทางเดียวกับความต้องการของสมาชิกพรรคชาติไทยพัฒนาทั้งหมด มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดความขัดแย้งภายในพรรคในอนาคต

ผลกระทบต่อการเมืองไทย

การที่พรรคชาติไทยพัฒนาให้การสนับสนุนพรรคเพื่อไทยในการขอเสียงหนุนจัดตั้งรัฐบาล ย่อมส่งผลกระทบต่อภูมิทัศน์ทางการเมืองไทยอย่างแน่นอน พรรคเพื่อไทยจะมีเสียงสนับสนุนเพิ่มขึ้น ทำให้มีโอกาสในการจัดตั้งรัฐบาลได้มากขึ้น ในขณะเดียวกัน พรรคการเมืองอื่นๆ จะต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

สิ่งที่ต้องจับตาดูต่อไปคือ ท่าทีของพรรคการเมืองอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคพลังประชารัฐ หากพรรคเหล่านี้ตัดสินใจเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย ประเทศไทยก็จะได้รัฐบาลที่มีเสถียรภาพมากขึ้น

การเมืองไทยยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่การปรากฏตัวของนายประภัตร โพธสุธน ในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้น การขอเสียงหนุนจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป คงต้องติดตามดูกันต่อไปอย่างใกล้ชิด

ที่มา – “ประภัตร” โผล่ร่วมวงหารือ “พท. – ปชน.” ขอเสียงหนุนจัดตั้งรัฐบาล

จาตุรนต์แนะ! 4 ข้อ “พรรคประชาชน-เพื่อไทย” ควรร่วมหารือ

นายจาตุรนต์ ฉายแสง ส.ส. บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย แนะนำ 4 ประเด็นใหญ่ที่ “พรรคประชาชน-เพื่อไทย” ควรหารือกันในวันนี้ โดยเน้นเรื่องประชามติแก้รัฐธรรมนูญ การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา และเรื่องความตกต่ำของพรรคการเมือง

นายจาตุรนต์ได้โพสต์เฟซบุ๊กเกี่ยวกับ “4 ปัญหาใหญ่ที่ไทยกำลังเผชิญ พรรคเพื่อไทย-พรรคประชาชน ควรหารือกันในวันนี้” โดยย้ำว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ควรทำอย่างสอดคล้องกับการดำเนินการในรัฐสภา และคำนึงถึงปัญหาสำคัญของประเทศ เช่น ปัญหาเศรษฐกิจ ความขัดแย้งกับกัมพูชา และความน่าเชื่อถือของพรรคการเมืองที่ลดลง พร้อมเสนอให้มีข้อตกลงว่าจะไม่รับนักการเมืองบางคนหรือบางพรรคเข้าร่วมรัฐบาล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

นายจาตุรนต์กล่าวว่า ข้อเสนอเรื่องรัฐบาลอยู่ 4 เดือน และการจัดทำประชามติในช่วงเลือกตั้งทั่วไปเป็นประเด็นสำคัญในการหารือ เมื่อรวมกับข้อเสนออื่นๆ จะเป็น 4 ข้อดังนี้

ประเด็นแรกคือการทำประชามติ ซึ่งต้องสอดคล้องกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ค้างอยู่ในสภา และเชื่อมโยงกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ การเปิดประเด็นใหม่ เช่น การใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 อาจทำให้เกิดความสับสนและไม่สามารถดำเนินการได้

นอกจากนี้ หากพรรคการเมืองทั้งสองเห็นพ้องกันในหลักการแล้ว ยังมีประเด็นที่ควรพิจารณาเพิ่มเติมคือ ประเทศกำลังเผชิญหน้ากับปัญหาสำคัญหลายประการ เช่น วิกฤตเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลก ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา และความเชื่อมั่นของประชาชนต่อพรรคการเมืองและนักการเมืองที่ลดลง

“พรรคประชาชน-เพื่อไทย” ควรร่วมหารือ

ดังนั้นในฐานะนักการเมืองคนหนึ่ง ขอเสนอความเห็นดังนี้:

แม้ว่ารัฐบาลจะอยู่ในตำแหน่งเพียง 4-6 เดือน การมีนโยบายเศรษฐกิจที่ดีก็ยังมีความสำคัญ “พรรคประชาชน-เพื่อไทย” ควรหารือกันในวันนี้ เพื่อร่วมกันกำหนดนโยบายเศรษฐกิจที่สำคัญ เพื่อแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีนโยบายและทิศทางที่เป็นที่ยอมรับของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ และเป็นประโยชน์ต่อประชาชนส่วนใหญ่

เรื่องความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา ก็ควรร่วมกันกำหนดนโยบายที่จะคลี่คลายความขัดแย้งในทิศทางที่ประชาชนมั่นใจได้ว่ารัฐบาลจะรักษาผลประโยชน์ของชาติและประชาชนอย่างดีที่สุด

ประเด็นเรื่องความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อพรรคการเมืองและนักการเมือง หากสองพรรคร่วมมือกันได้ ควรกำหนดข้อสงวนว่าจะไม่รับการเข้าร่วมรัฐบาลของนักการเมืองบางส่วน หรือเป็นรายบุคคล หากจะรับก็ควรรับเป็นพรรค เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของรัฐบาลและระบบพรรคการเมืองไว้

ทำไม “พรรคประชาชน-เพื่อไทย” ควรร่วมหารือประเด็นเหล่านี้?

การหารือร่วมกันในประเด็นเหล่านี้จะช่วยให้ทั้งสองพรรคสามารถกำหนดทิศทางและนโยบายที่สอดคล้องกันเพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือและความตั้งใจจริงในการทำงานเพื่อประชาชน ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจของประชาชนที่มีต่อพรรคการเมืองทั้งสอง

การที่ “พรรคประชาชน-เพื่อไทย” ควรร่วมหารือกันในวันนี้ ไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างจะแก้ไขได้ในทันที แต่เป็นการเริ่มต้นกระบวนการทำงานร่วมกันเพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับประเทศไทย

การแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และการพูดคุยหารือกันเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืน

ที่มา – “จาตุรนต์” แนะ 4 ประเด็นใหญ่ “พรรคประชาชน-เพื่อไทย” ควรหารือกันในวันนี้

ภคมน ชี้ โลโก้และสีประจำพรรค ส้ม-น้ำเงิน

นางสาวภคมน หนุนอนันต์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองโฆษกพรรคประชาชน ออกมาชี้แจงถึงประเด็นสีประจำพรรค โดยเน้นย้ำว่า โลโก้และสีประจำพรรคคือ ส้ม-น้ำเงิน พร้อมแนะนำให้ประชาชนติดตามข่าวสารอย่างเป็นทางการจากพรรค

จากกรณีที่มีการเผยแพร่ข่าวเกี่ยวกับโทนสี “ส้ม+น้ำเงิน” บนโต๊ะงานเลี้ยงของพรรคประชาชน นางสาวภคมนได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยระบุว่า “จินตนาการลึกล้ำนะคะ จริงๆ ดิฉันเชื่อว่าพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ที่ติดตามข่าวสารบ้านเมืองทราบดีว่าสีประจำพรรคตั้งแต่อดีตใหม่ ก้าวไกล ประชาชน คือสีส้ม น้ำเงิน กลับไปดูป้ายหาเสียงหรือแผ่นพับของพรรคก็ได้ หรือแม้แต่โลโก้พรรคที่ขึ้นทะเบียนกับ กกต. ก็มีสีน้ำเงินอยู่ด้วย”

นางสาวภคมน ยังกล่าวเพิ่มเติมถึงสถานการณ์การเมืองในปัจจุบันว่า ขอให้สื่อมวลชนและประชาชนรับฟังข่าวสารทางการจากพรรคเป็นหลัก อย่าเพิ่งด่วนสรุปหรือจินตนาการไปเอง

ภคมนย้ำ โลโก้และสีประจำพรรคคือ ส้ม-น้ำเงิน จริงแท้แน่นอน

เพื่อยืนยันคำกล่าว นางสาวภคมนได้โพสต์ภาพโลโก้ของพรรคประชาชน ซึ่งประกอบไปด้วยสีขาว น้ำเงินเข้ม และขาว อย่างชัดเจน เพื่อให้ประชาชนได้เห็นว่า สีส้ม-น้ำเงิน นั้น เป็นสีที่ถูกใช้มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่พรรคยังใช้ชื่อเดิม

ทำไมสีส้ม-น้ำเงินจึงสำคัญต่อพรรคประชาชน

การที่นางสาวภคมนต้องออกมาเน้นย้ำถึง โลโก้และสีประจำพรรคคือ ส้ม-น้ำเงิน นั้น แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของสีในการสร้างการรับรู้และความจดจำให้กับพรรค สีเป็นองค์ประกอบสำคัญในการสื่อสารอัตลักษณ์ของพรรคไปยังประชาชน การที่พรรคมีสีประจำที่ชัดเจนจะช่วยให้ประชาชนจดจำและเชื่อมโยงสีนั้นเข้ากับพรรคได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่การแข่งขันทางการเมืองมีความเข้มข้น การมีภาพลักษณ์ที่ชัดเจนและจดจำง่ายจึงเป็นสิ่งจำเป็น

นอกจากนี้ การที่นางสาวภคมนแนะนำให้ประชาชนรับฟังข่าวสารทางการจากพรรค ยังเป็นการเน้นย้ำถึงความสำคัญของการรับข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นทางการ เพื่อป้องกันการเข้าใจผิดหรือการบิดเบือนข้อมูลที่อาจเกิดขึ้นได้ในช่วงเวลาที่ข่าวสารมีการแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว

  • สีส้มและสีน้ำเงินเป็นสีที่ถูกใช้มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่พรรคยังใช้ชื่อเดิม
  • การมีสีประจำพรรคที่ชัดเจนช่วยสร้างการจดจำให้กับประชาชน
  • การรับฟังข่าวสารทางการจากพรรคเป็นสิ่งสำคัญเพื่อป้องกันการเข้าใจผิด

การออกมาเน้นย้ำเรื่อง โลโก้และสีประจำพรรคคือ ส้ม-น้ำเงิน ของนางสาวภคมนในครั้งนี้ ถือเป็นการตอกย้ำถึงความสำคัญของการสร้างแบรนด์และการสื่อสารทางการเมือง การที่พรรคประชาชนให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในรายละเอียดและต้องการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชนเกี่ยวกับพรรค

ในปัจจุบันการรับข้อมูลข่าวสารที่รวดเร็วและหลากหลาย การตรวจสอบข้อมูลและแยกแยะข่าวที่เป็นจริงออกจากข่าวปลอมจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง การรับฟังข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้และมีการตรวจสอบข้อเท็จจริง จะช่วยให้เราสามารถตัดสินใจและแสดงความคิดเห็นได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม

ที่มา – “ภคมน” ชี้ โลโก้และสีประจำพรรคคือ ส้ม-น้ำเงิน แนะฟังข่าวทางการของพรรค

“วรชัย” แนะ พรรคประชาชนร่วม ครม. ฝึกงาน

“วรชัย” ถามพรรคประชาชน ยุบสภาแล้วได้อะไร แนะร่วมมือกับเพื่อไทยเป็นรัฐบาล-แก้รัฐธรรมนูญ มองควรเป็นรัฐมนตรีด้วย เพื่อฝึกงานบริหารประเทศ

วันที่ 31 สิงหาคม 2568 นายวรชัย เหมะ อดีต สส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์การตัดสินใจของพรรคประชาชน (ปชน.) ในการสนับสนุนใครเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ว่า เรื่องนี้พรรคประชาชนต้องคิดถึงว่าการจับมือกับใครจะนำไปสู่อะไร โดยเฉพาะความคิดที่พรรคประชาชนต้องการแก้รัฐธรรมนูญ จึงต้องคิดว่าหากจับมือกับใครจะได้แก้รัฐธรรมนูญ และอาศัยเงื่อนไขเช่นนี้มากดดันพรรคที่จะโหวตให้เป็นรัฐบาลต้องแก้รัฐธรรมนูญลงสัตยาบันให้สัญญาประชาคมไว้ การเมืองเดินมาถึงทางตันเพราะรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่ให้อำนาจองค์กรอิสระมากเกินไป ทำให้ประเทศอยู่ภายใต้การปกครองขององค์กรอิสระ ซึ่งเราต้องมีการแก้ไขแน่นอน

และวันนี้การที่พรรคประชาชนบอกว่ายุบสภาภายใน 4 เดือน ถามว่ายุบสภาแล้วได้อะไร เพราะหากมีการยุบสภาแล้วเลือกตั้งใหม่ภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญปี 2560 ต่อไปก็จะมีปัญหาเช่นนี้อีก นายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งหรือรัฐมนตรีก็จะโดนเช่นนี้อีก

ตนคิดว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือพรรคประชาชนต้องเข้าไปบริหารประเทศด้วย ไปเป็นรัฐมนตรีด้วย ไม่ใช่พูดแค่ว่าจะโหวตให้แต่ไม่ร่วมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพราะหากการเลือกตั้งครั้งหน้า พรรคประชาชนชนะเลือกตั้ง ได้รับเสียงเกิน 250 เสียง เป็นรัฐบาลพรรคเดียว อยากให้ลองคิดดูว่าพวกคุณจะทำสำเร็จหรือไม่ การบริหารประเทศต้องฝึกงานพื้นฐานและเข้าใจระบบราชการไทยว่าเป็นอย่างไร

“ฉะนั้น พวกคุณควรเข้าไปเป็นรัฐบาล เข้าไปเป็นรัฐมนตรีและร่วม ครม. ด้วยเพื่อฝึกงาน เพราะมีส่วนร่วมในการเลือกรัฐบาลอยู่แล้ว เริ่มต้นตั้งแต่ตอนนี้ ไม่ว่าจะเริ่มต้นกี่เดือน กี่ปี แต่ก็ต้องแก้รัฐธรรมนูญให้สำเร็จ” นายวรชัยกล่าว

“วรชัย” แนะ พรรคประชาชนร่วม ครม. ฝึกงาน

จากกรณีที่นายวรชัย เหมะ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงการตัดสินใจของพรรคประชาชน (ปชน.) ในการสนับสนุนใครเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 นั้น ได้มีการเน้นย้ำถึงความสำคัญของการร่วมมือกับพรรคเพื่อไทยเพื่อจัดตั้งรัฐบาล และการเข้าไปมีส่วนร่วมในการบริหารประเทศอย่างจริงจัง การที่นายวรชัยออกมากล่าวเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลเกี่ยวกับแนวทางการทำงานของพรรคประชาชน หากไม่เข้าร่วมรัฐบาลและไม่มีประสบการณ์ในการบริหารประเทศ

### ทำไม “วรชัย” ถึงแนะ พรรคประชาชนร่วม ครม. ฝึกงาน

เหตุผลหลักที่นายวรชัย เหมะ แนะนำให้พรรคประชาชนร่วมรัฐบาลและเข้าไปเป็นรัฐมนตรีนั้น คือการฝึกฝนและเรียนรู้ระบบราชการไทย การบริหารประเทศไม่ใช่เรื่องง่าย และการมีประสบการณ์ตรงจะช่วยให้พรรคประชาชนสามารถดำเนินนโยบายและแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ การเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลยังเปิดโอกาสให้พรรคประชาชนได้ผลักดันนโยบายที่ต้องการ เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญ

การที่พรรคประชาชนเข้าไปร่วม ครม. จะทำให้เกิดประโยชน์หลายด้าน ดังนี้:

  • เรียนรู้ระบบราชการ: เข้าใจกลไกการทำงานของหน่วยงานภาครัฐ
  • ฝึกฝนการบริหาร: พัฒนาทักษะการจัดการและแก้ไขปัญหา
  • ผลักดันนโยบาย: มีโอกาสนำเสนอนโยบายและแก้ไขกฎหมาย
  • สร้างความเชื่อมั่น: แสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการบริหารประเทศ

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจว่าจะร่วมรัฐบาลหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของพรรคประชาชนเอง การมีส่วนร่วมในการบริหารประเทศย่อมมีทั้งข้อดีและข้อเสีย สิ่งสำคัญคือการประเมินสถานการณ์และตัดสินใจบนพื้นฐานของผลประโยชน์สูงสุดของประชาชนและประเทศชาติ

การที่นายวรชัยออกมาให้ความเห็นเช่นนี้ อาจเป็นการกระตุ้นให้พรรคประชาชนทบทวนบทบาทของตนเองในการเมืองไทย และพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในการเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารประเทศอย่างเต็มตัว การเมืองไทยในปัจจุบันต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้า การเปิดใจและรับฟังความคิดเห็นจากผู้อื่นจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ดังนั้น การที่ “วรชัย” แนะ พรรคประชาชนร่วม ครม. ฝึกงาน จึงเป็นข้อเสนอที่น่าสนใจและควรได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติในอนาคต

ที่มา – “วรชัย” แนะพรรคประชาชนร่วมเป็น ครม. กับเพื่อไทย ฝึกงานบริหารประเทศด้วย

“พิชิต” เปิดเวทีชุมนุมวันนี้ ขุดรากถอนโคน “ระบบทักษิณ”

“พิชิต ไชยมงคล” เปิดเวทีม็อบรวมพลังแผ่นดิน นัดชุมนุม 31 ส.ค. 68 ขึ้นปราศรัยคนแรก ประกาศเจตนารมณ์ ขุดรากถอนโคน “ระบบทักษิณ” พร้อมประกาศเงื่อนไขจัดตั้งรัฐบาลใหม่

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 31 ส.ค. 68 นายพิชิต ไชยมงคล แกนนำกลุ่มเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ได้เปิดเวทีขึ้นปราศรัยคนแรก โดยระบุว่า ในวันที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า นายเศรษฐา ทวีสิน ลงจากตำแหน่งนายกฯ ผ่านไปแค่ 2 ชั่วโมง ปรากฏว่าพรรคเพื่อไทยได้จัดตั้งคณะรัฐบาลใหม่ที่บ้านจันทร์ส่องหล้า น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี แล้วปัญหาประเทศก็ดำเนินต่อมาจนมาถึง 29 ส.ค. 68 ที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง ให้พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ผลปรากฏว่าประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเร็วเหลือเกิน

สาเหตุที่ทางคณะฯ ไม่ต้องการให้พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลอีก เป็นเพราะหลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยตัดสินให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากการเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ยังปรากฏว่า นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และบิดาของ น.ส.แพทองธาร ยังมีความพยายามที่จะพูดคุยกับบรรดากลุ่มพรรคต่าง ๆ เพื่อรวบรวมเสียงข้างมากในการจัดตั้งรัฐบาล

หากพรรคเพื่อไทยสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ทุกอย่างก็จะกลับมาเป็นเหมือนเดิม ทางคณะรวมพลังแผ่นดินจึงขอชวนพี่น้องออกมาสู้กันใหม่ เราต้องไม่หยุด ไม่ให้พรรคเพื่อไทยได้กลับมามีอำนาจ เราต้องขุดรากถอนโคน “ระบบทักษิณ”

พร้อมกับประกาศเงื่อนไขการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ 6 ข้อ ดังนี้

  1. นายกฯ คนใหม่ ต้องไม่มาจากพรรคเพื่อไทยโดยเด็ดขาด
  2. หากจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต้องไม่แตะต้อง หมวด 1 และหมวด 2
  3. ต้องยกเลิก MOU 43,44 ที่ลงนามกับกัมพูชา
  4. ต้องยกเลิกร่างแก้ไข พ.ร.บ.ทรัพย์อิงสิทธิ ที่ขยายสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์จาก 30 ปี เป็น 99 ปี
  5. ต้องยกเลิกร่าง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร หรือร่างเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ที่อนุญาตให้มีกาสิโน
  6. ต้องยกเลิกร่าง พ.ร.บ.ศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงิน เพื่อป้องกันไม่ให้รัฐบาลใหม่เดินซ้ำรอยเดิม และสร้างความเสียหายให้ประเทศในระยะยาว.

“พิชิต” เปิดเวทีชุมนุมวันนี้ 31 ส.ค. ย้ำจุดยืนขุดรากถอนโคน “ระบบทักษิณ”

ทำไมต้องขุดรากถอนโคน “ระบบทักษิณ”?

การออกมาเคลื่อนไหวของกลุ่ม คปท. ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความกังวลต่อสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความพยายามในการจัดตั้งรัฐบาลของพรรคเพื่อไทย ที่อาจนำไปสู่การกลับมาของ “ระบบทักษิณ” ที่กลุ่มฯ มองว่าเป็นปัญหาสำคัญของประเทศ การขุดรากถอนโคน “ระบบทักษิณ” จึงเป็นเป้าหมายหลักของการชุมนุมในครั้งนี้

นอกจากนี้ เงื่อนไข 6 ข้อที่ทางกลุ่มฯ เสนอ ก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจและควรได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การยกเลิก MOU กับกัมพูชา หรือการแก้ไขกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจและสังคม สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นประเด็นสำคัญที่ส่งผลกระทบต่ออนาคตของประเทศ

การชุมนุมครั้งนี้จึงเป็นอีกหนึ่งปรากฏการณ์ทางการเมืองที่น่าจับตามอง และเป็นโอกาสให้ประชาชนได้แสดงออกถึงความคิดเห็นและความต้องการของตนเอง เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางของประเทศต่อไป การขุดรากถอนโคน “ระบบทักษิณ” ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

เข้าร่วมการชุมนุมและแสดงพลังเพื่ออนาคตประเทศไทย!

ที่มา – “พิชิต” เปิดเวทีชุมนุมวันนี้ 31 ส.ค. ย้ำจุดยืนขุดรากถอนโคน “ระบบทักษิณ”

Scroll to top