โหวตนายก 2568

ธนาธรรับทักษิณขอโหวตชัยเกษม! เท้งตัดสินใจ

ธนาธรรับทักษิณขอโหวตชัยเกษม! นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ยอมรับว่าได้พบและพูดคุยกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา โดยนายทักษิณได้ขอเสียงโหวตสนับสนุนนายชัยเกษม นิติสิริ เป็นนายกรัฐมนตรีจริง อย่างไรก็ตาม นายธนาธรโยนการตัดสินใจให้กับหัวหน้าพรรคประชาชน โดยเน้นย้ำว่าประเทศชาติต้องมาก่อน

ภายหลังจากการที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และนายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ ใช้นามสกุลเพื่อหวังผลในการพูดคุย นายธนาธรยังกล่าวอีกว่า ข้อเสนอของพรรคภูมิใจไทยได้ถูกนำมาพิจารณาบนโต๊ะเรียบร้อยแล้ว

วันที่ 30 สิงหาคม 2568 นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวการพูดคุยกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาล โดยยอมรับว่าได้พบกับนายทักษิณเมื่อช่วงเช้าวันนี้ และได้พูดคุยกันหลังจากได้รับการติดต่อให้เข้าพบเมื่อวานนี้ นายทักษิณได้ปรึกษาหารือถึงความเป็นไปได้ที่พรรคประชาชนจะสนับสนุนนายชัยเกษม นิติสิริ เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายธนาธรได้ตอบว่า พรรคประชาชนมีจุดยืนที่ชัดเจนในเรื่องนี้ และได้แถลงจุดยืนมาเป็นเวลาสองเดือนแล้ว เกี่ยวกับทีโออาร์หรือเงื่อนไขในการสนับสนุนผู้ใดผู้หนึ่งเป็นนายกรัฐมนตรี โดยมีเงื่อนไขคือการยุบสภาภายใน 4 เดือน และจัดทำประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เสร็จสิ้น

นายธนาธรกล่าวถึงความกังวลว่าประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยหรือไม่ว่า พรรคประชาชนมีเงื่อนไขที่ชัดเจน และขึ้นอยู่กับพรรคเพื่อไทยว่าจะยอมรับเงื่อนไขของพรรคประชาชนได้หรือไม่ หากพรรคเพื่อไทยยอมรับเงื่อนไขได้ ก็สามารถพูดคุยกับหัวหน้าพรรคได้เลย ซึ่งหัวหน้าพรรคได้ให้สัมภาษณ์แล้วว่ายังไม่มีการติดต่อหรือนัดหมายอย่างเป็นทางการจากพรรคเพื่อไทยมายังพรรคประชาชน

ในส่วนของกรณีที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และนายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ อาจจะทำให้การพูดคุยในตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจเป็นไปได้ง่ายขึ้น นายธนาธรกล่าวว่า นายสุริยะเป็นอา และตนเองกับนายพงศ์กวินเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน ด้วยความเคารพทั้งสองท่านเป็นญาติกัน แต่ปัญหาของบ้านเมืองไม่ได้ถูกนำมาพิจารณาจากความสัมพันธ์ทางครอบครัว และยังไม่ได้รับการติดต่อเพื่อพูดคุยจากทั้งสองคน ส่วนพรรคประชาชนยังไม่ปิดประตูในการเลือกนายชัยเกษมใช่หรือไม่นั้น หัวหน้าพรรคประชาชนได้ตอบอย่างชัดเจนแล้ว

ในมุมมองของนายธนาธรเกี่ยวกับการเลือกพรรค ประชาชนนั้น ตนเองเข้าใจว่าเหตุผลที่พรรคประชาชนยื่นทีโออาร์และมีเงื่อนไขขึ้นมา ไม่ได้มาจากความต้องการที่จะมีอำนาจหรือเป็นรัฐบาล และพรรคประชาชนยังคงเป็นฝ่ายค้านเช่นเดิม แต่สิ่งที่พรรคประชาชนต้องการคือการนำพาประเทศไปข้างหน้า เนื่องจากสภาในปัจจุบันไม่มีกลุ่มการเมืองใดที่มีความชอบธรรมและมีศักยภาพเพียงพอที่จะนำพาประเทศไปข้างหน้าได้ ไม่มีใครที่มีความสามารถในการแก้ไขปัญหาของประเทศได้ ทั้งการแก้ไขปัญหายาเสพติดและการฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุน รวมถึงปัญหาทางการเมือง ดังนั้นทางออกที่ดีที่สุดคือการคืนอำนาจให้พรรคประชาชนด้วยการยุบสภา ทำให้พรรคประชาชนมีเงื่อนไขเพียง 2 ข้อ ซึ่งตอบโจทย์ปัญหาเฉพาะหน้า และสิ่งที่ต้องการคือสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่เพื่อนำพาประเทศไปข้างหน้า นั่นคือโจทย์ใหญ่ของสังคม

เมื่อถามว่าระยะเวลา 4 เดือนเพียงพอสำหรับการทำประชามติหรือไม่ นายธนาธรเชื่อว่าพรรคประชาชนได้คำนวณแล้วว่าเพียงพอสำหรับการทำประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ

เมื่อถูกถามว่า ไม่ว่าจะเลือกทางไหน พรรคประชาชนอาจจะต้องเผชิญกับความยากลำบากทั้งคู่ เพราะผู้สนับสนุนอาจไม่ต้องการทั้งพรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทย นายธนาธรยืนยันหนักแน่นว่า พรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทย พรรคประชาชน ไม่มีกลุ่มใดที่สามารถรวบรวมเสียงข้างมากและจัดตั้งรัฐบาลได้ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องสื่อสารกับประชาชนอย่างตรงไปตรงมาว่า ในสถานการณ์เช่นนี้ การคืนอำนาจให้ประชาชนเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผล

การตัดสินใจเลือกใครนั้นต้องพิจารณาว่าพรรคใดมีโอกาสที่จะทำสิ่งต่างๆ ได้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นพรรคใด พรรคประชาชนก็พร้อมที่จะรับฟังข้อเสนอ

เมื่อถามถึงความกังวลเกี่ยวกับการถูกฉีก MOU นายธนาธรกล่าวว่า ต้องให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน หากพรรคใดรับเงื่อนไขของพรรคประชาชนไปแล้วไม่ทำตาม ก็ขอให้ประชาชนตัดสิน ส่วนจะมีการพูดคุยกับพรรคภูมิใจไทยเพิ่มเติมหรือไม่นั้น ให้ไปสอบถามหัวหน้าพรรคประชาชน เพราะข้อเสนอของพรรคภูมิใจไทยอยู่ในระหว่างการพิจารณาแล้ว

ธนาธรรับทักษิณขอโหวตชัยเกษม

ธนาธรรับทักษิณขอโหวตชัยเกษมจริงหรือไม่?

จากเหตุการณ์นี้ สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของการเมืองไทยในปัจจุบัน การเจรจาต่อรอง และการแสวงหาแนวร่วมเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการจัดตั้งรัฐบาลที่มั่นคง การตัดสินใจของพรรคประชาชนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทิศทางของประเทศในอนาคต

ที่มา – “ธนาธร” รับ “ทักษิณ” มาเจอต่อหน้าขอเสียงโหวตให้ “ชัยเกษม” โยน “เท้ง” ตัดสินใจเอง

“สมศักดิ์” แจงลา ครม. นัดพิเศษ เหตุมีงานก่อนแล้ว

“สมศักดิ์” เปิดงานตรวจสุขภาพ อสม. สุโขทัย หลังช่วยรณรงค์นับคาร์บ ขอบคุณที่ช่วยยกระดับระบบสุขภาพของประเทศ เผย“สมศักดิ์” แจงลา ครม. นัดพิเศษ เหตุงานกำหนดล่วงหน้าหลายสัปดาห์แล้ว

วันที่ 30 ส.ค. 2568 นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเปิดโครงการมหกรรมรวมพลอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านตรวจสุขภาพชุดสิทธิประโยชน์ใหม่ คนไทยห่างไกล NCDs จังหวัดสุโขทัย ที่วิทยาลัยการอาชีพศรีสำโรง อำเภอศรีสำโรง จังหวัดสุโขทัย โดยมีนายนพฤทธิ์ ศิริโกศล ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย นพ. โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นางพรรณสิริ กุลนาถศิริ สส. สุโขทัย พรรคเพื่อไทย นายมนู พุกประเสริฐ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุโขทัย และ อสม. เข้าร่วมงาน

นายสมศักดิ์ กล่าวเปิดงานตอนหนึ่งว่า อสม. เป็น “หมอคนที่หนึ่ง” ที่อยู่ใกล้ชิดประชาชนที่สุด เป็นกำลังสำคัญของระบบสุขภาพไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องการป้องกันและแก้ไขปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs ตนมีความยินดีที่ได้ทราบว่า มีประชาชนได้รับถ่ายทอดความรู้เรื่องการนับคาร์บแล้ว กว่า 41 ล้านคน ทำให้มีคนหายป่วย ลดการใช้ยา ลดค่าใช้จ่ายการรักษาพยาบาลได้เป็นอย่างมาก และด้วยพลังที่เข้มแข็งของพี่น้อง อสม. เชื่อมั่นว่า ภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้ เราจะทำได้ไม่น้อยกว่า 50 ล้านคน ตามเป้าหมาย เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่พี่น้อง อสม. ในระยะสั้น กระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศเพิ่มรายการตรวจสุขภาพประจำปีสำหรับ อสม. อีก 4 รายการ ได้แก่ การเอกซเรย์ปอด ตรวจปัสสาวะทั่วไป ตรวจไขมันในเลือด และตรวจค่าไต มีมูลค่ากว่า 2 เท่าของสิทธิแบบเดิม ผู้ชายจากเดิมได้ค่าตรวจรวม 335 บาท จะปรับเพิ่มเป็น 855 บาท ผู้หญิงจากเดิมได้ค่าตรวจรวม 585 บาท จะปรับเพิ่มเป็น 1,105 บาท ทั้งนี้ ก็เพื่อให้พี่น้อง อสม. มีสุขภาพที่ดีขึ้น สมกับความทุ่มเทในการทำงานอย่างหนักเพื่อประชาชนในระยะยาว กระทรวงสาธารณสุขได้ผลักดันให้มี พ.ร.บ. อสม. เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต เพิ่มสิทธิประโยชน์และสวัสดิการต่าง ๆ สร้างความมั่นคงในการปฏิบัติงาน ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างกระบวนการดำเนินการ ก่อนประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป

“ขอขอบคุณ อสม. และทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ที่ช่วยกันดูแลสุขภาพของพี่น้องประชาชน และยกระดับระบบสุขภาพของประเทศ” นายสมศักดิ์ กล่าว

นายสมศักดิ์เปิดเผยด้วยว่า วันนี้มีการประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษ ซึ่งตนลาประชุมแล้วเนื่องจากต้องมาเปิดงานวันนี้และพบปะพี่น้อง อสม. ซึ่งมีกำหนดการล่วงหน้าหลายสัปดาห์แล้ว จึงไม่อยากให้มีการตีความกันไปต่างๆ นานา

“สมศักดิ์” แจงลา ครม. นัดพิเศษ เหตุงานกำหนดล่วงหน้าหลายสัปดาห์แล้ว

เหตุผลที่ “สมศักดิ์” แจงลา ครม. นัดพิเศษ

จากกรณีที่นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้“สมศักดิ์” แจงลา ครม. นัดพิเศษ เนื่องจากติดภารกิจเปิดงานโครงการมหกรรมรวมพลอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านตรวจสุขภาพชุดสิทธิประโยชน์ใหม่ คนไทยห่างไกล NCDs จังหวัดสุโขทัย ทำให้เกิดข้อสงสัยในหลายฝ่าย วันนี้จึงขอสรุปเหตุผลที่รัฐมนตรีสมศักดิ์ต้อง“สมศักดิ์” แจงลา ครม. นัดพิเศษ ดังนี้

  • ภารกิจสำคัญที่กำหนดไว้ล่วงหน้า: งานเปิดโครงการดังกล่าวได้ถูกกำหนดวันและเวลาไว้ล่วงหน้าหลายสัปดาห์ ซึ่งมีความสำคัญต่อการสนับสนุนและให้กำลังใจแก่ อสม. ที่เป็นกำลังสำคัญในการดูแลสุขภาพของประชาชนในระดับชุมชน
  • ความสำคัญของ อสม. ต่อระบบสาธารณสุข: รัฐมนตรีสมศักดิ์ให้ความสำคัญกับบทบาทของ อสม. ในการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคในชุมชน การเข้าร่วมงานนี้เป็นการแสดงความขอบคุณและให้กำลังใจแก่ อสม. ที่ทุ่มเททำงานเพื่อประชาชน
  • ไม่อยากให้เกิดการตีความผิด: เพื่อป้องกันการเข้าใจผิดและการนำไปตีความในประเด็นทางการเมืองต่าง ๆ นายสมศักดิ์จึงได้ชี้แจงเหตุผลของการลาประชุม ครม. อย่างชัดเจน

การตัดสินใจของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการให้ความสำคัญกับงานด้านสาธารณสุขและการสนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์ในระดับชุมชน การที่รัฐมนตรีให้ความสำคัญกับ อสม. แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในบทบาทและความสำคัญของพวกเขาในการดูแลสุขภาพของประชาชนในระดับฐานราก

ดังนั้น แม้จะมีการประชุม ครม. นัดพิเศษ แต่การที่รัฐมนตรีเลือกที่จะไปปฏิบัติภารกิจที่ได้วางแผนไว้ล่วงหน้า และมีความสำคัญต่อการส่งเสริมสุขภาพของประชาชน ก็ถือเป็นการตัดสินใจที่เหมาะสมและแสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย

การสนับสนุนและให้ความสำคัญกับ อสม. ถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการพัฒนาระบบสาธารณสุขของประเทศ การที่ภาครัฐให้การสนับสนุนและส่งเสริมบทบาทของ อสม. อย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้ประชาชนในระดับชุมชนได้รับการดูแลสุขภาพอย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ

ที่มา – “สมศักดิ์” แจงลา ครม. นัดพิเศษ เหตุงานกำหนดล่วงหน้าหลายสัปดาห์แล้ว

“เท้ง” ย้ำไม่โหวต “บิ๊กตู่” ปชช. เคาะบ่ายนี้ โหวตนายกฯ 3 ก.ย.

“เท้ง” ย้ำไม่โหวตชื่อ “บิ๊กตู่” ปชช. เคาะตัดสินใจบ่ายจันทร์นี้ คาดโหวตนายกฯ 3 ก.ย.

หัวหน้าพรรคประชาชน เผยตัดสินใจเลือกใครไม่เลือกใคร บ่ายวันที่ 1 ก.ย. นี้ คาดโหวตเลือกนายกฯ ได้ 3 ก.ย. ย้ำทุกพรรคต้องดีลบนโต๊ะเข้าที่ทำการพรรค ไม่โหวตให้แน่นอนหากเสนอชื่อ “พล.อ.ประยุทธ์”

วันที่ 30 ส.ค. 2568 เมื่อเวลา 15.30 น. ที่โรงแรมคอนราด นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน เปิดเผยถึงกับสายข่าวดีลแลกเก้าอี้ 8 รัฐมนตรีให้นอมินีเข้าไปทำหน้าที่แทนว่า ยืนยันว่าไม่ได้มีดีลลับใดๆ เกิดขึ้นทั้งสิ้น ตอนนี้ตนเองและเพื่อนสมาชิกเราต้องการใช้ 140 กว่าเสียงของพรรคประชาชนในสภาผู้แทนราษฎร เพื่อผ่าทางตันให้กับประเทศโดยไม่ร่วมรัฐบาล ความหมายคือ หากพรรคการเมืองอื่นๆ ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ จะมาขอเสียงจากพรรคเพื่อโหวตนายกฯ ให้ โดยมีสภาพรัฐบาลเสียงข้างน้อย คือหลักการที่ได้สื่อสารไปก่อนหน้านี้

“การเจรจาต่อรองอะไรต่างๆ ที่บอกว่ามีดีลรับว่าพรรคประชาชนได้ไปขอแลกตำแหน่งรัฐมนตรีใดๆ ขอปฏิเสธอีก 1 ครั้งว่าไม่มีทั้งสิ้น เราไม่รับการเจรจาอะไรที่เป็นใต้โต๊ะหรือที่เป็นหลังบ้านใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะมีข่าวออกมาเป็นการให้สัมภาษณ์การพูดด้วยวาจาปากเปล่า อย่างเช่นไม่ได้ส่งผู้บริหารของพรรคเข้ามาพูดคุย เพื่อที่จะแสดงเจตจำนงแล้วรับข้อเสนอของพรรคประชาชนพร้อมกับผมหรือผู้บริหารพรรคที่พรรคประชาชน ถ้าไม่ส่งตัวแทนเข้ามาเราไม่ได้รับว่าเป็นข้อเสนออย่างเป็นทางการใดๆ ทั้งสิ้น”

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่าในอดีตมีการเจรจาบนโต๊ะแต่ก็มีบางพรรคล้มดีล ฉีกข้อตกลงที่ทำไว้กับประชาชน ในครั้งนี้ในฐานะหัวหน้าพรรค จึงขอไม่รับข้อเสนอใดๆ ที่ไม่ได้มีการแสดงเจตจำนงที่ชัดเจน และไม่ได้ส่งตัวแทนอย่างเป็นทางการเข้ามาพูดคุย

เมื่อถามว่ายังไม่ได้รับปากจากทางพรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทย ใช่หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ต้องใช้กระบวนการตัดสินใจอย่างรอบคอบ ย้ำว่าพรรคประชาชนยังไม่ได้ตัดสินใจจะเลือกใครเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป เพราะจะต้องใช้การตัดสินใจจากผู้บริหารพรรคและที่ประชุม ส.ส. ในวันจันทร์ที่ 1 กันยายน ช่วงบ่าย เพราะฉะนั้นข้อเสนอ TOR ที่พรรคประชาชนได้เปิดออกไปนั้น จำเป็นจะต้องยอมรับข้อเสนอของเรา และต้องแสดงเจตจำนง ต้องเข้ามาพูดคุยกับผู้บริหารพรรคและตนเองอย่างเป็นทางการในที่ทำการพรรค

ส่วนที่เพื่อไทยบอกว่ามีการเจรจาแล้ว หากไปเจรจาทางลับ ไม่มีการพูดคุยโดยตรงจะถือว่าไม่มีการรับข้อเสนอใดๆ ทั้งสิ้น ส่วนทางพรรคภูมิใจไทยที่เข้ามาพูดคุยกับตนเอง ได้แสดงเจตจำนงว่ารับข้อเสนอกับพรรคประชาชน ส่วนพรรคอื่นที่ให้ข่าวออกไป ไม่ถือว่าเป็นแสดงเจตจำนงใดๆ ทั้งสิ้น จึงขอให้ฟังข่าวอย่างเป็นทางการ เพราะตอนนี้มีการปล่อยข่าวเพื่อชิงความได้เปรียบทางการเมือง

ตอนนี้ยังไม่ได้ประเมินว่าใครจริงใจไม่จริงใจไปมากกว่ากัน แต่ประเมินจากเสียงในสภา และข้อเสนอใน TOR ที่ต้องการฝ่าทางตันทางการเมือง และต้องยุบสภาหลัง 4 เดือน โดยตอนนี้ทุกพรรคมีโอกาสเท่ากันก่อนที่จะประชุม ส.ส. เพราะไม่ได้มีธงล่วงหน้า

นายณัฐพงษ์ ยังกล่าวยืนยันว่าทุกการตัดสินใจของพรรคประชาชนอยู่บนผลประโยชน์ของประเทศเป็นตัวตั้ง ไม่ได้พิจารณาว่าเราได้เปรียบหรือเสียเปรียบทางการเมืองแต่อย่างใด ตนเองสื่อสารไปหลายครั้งแล้วตอนนี้ประเทศที่มีเหตุการณ์รุมเร้าอยู่หลายด้าน การที่รัฐบาลมาจากความชอบธรรมเป็นสิ่งสำคัญที่สุด และตนเองสามารถบอกได้ทันทีว่า หากมีการเสนอแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เราไม่สามารถโหวตให้ได้อย่างแน่นอน

ส่วนการพูดคุยกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยเมื่อคืนที่ผ่านมา เป็นการบรรยากาศที่ให้เกียรติกันในฐานะนักการเมือง ส่วนจะเชื่อใจพรรคภูมิใจไทยได้มากน้อยแค่ไหนนั้น ในกรอบ 4 เดือนหากพบว่าไม่ดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดตาม TOR หรือพยายามทำให้กระบวนการยุติธรรมถูกแทรกแซง ก็จะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจทันที

ส่วนข้อเสนอของนายสรวงศ์ เทียนทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ที่ขอขยายกรอบยุบสภาจาก 4 เป็น 6 เดือนนั้น นายณัฐพงษ์กล่าวว่า 4 เดือนเป็นข้อเสนอขั้นต่ำ ไม่มีการลดไปมากกว่านี้ และเป็นกรอบระยะเวลาที่เหมาะสมแล้ว พร้อมมองว่าหากพรรคเพื่อไทยยุบสภาตอนนี้เชื่อว่าประชาชนมองเห็นว่าเป็นการชิงการได้เปรียบทางการเมือง เพราะหากจะทำเพื่อหาทางออกให้กับประเทศคงทำไปนานแล้ว แต่การออกมาให้ข่าวตอนนี้เป็นการต่อรองอำนาจกับพรรคร่วม ที่ทุกคนสามารถวิเคราะห์ได้เหมือนกัน

เมื่อถามถึงกระแสข่าวนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มีการพูดคุยกับนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าคณะก้าวหน้า จะมีผลต่อการตัดสินใจต่อพรรคประชาชนหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนเองไม่ทราบในรายละเอียด และย้ำว่าจะรับพิจารณาเฉพาะการเข้ามาพูดคุยกับตนเองและผู้บริหารพรรคอย่างเป็นทางการที่พรรคประชาชน

พรรคประชาชนกับการโหวตนายกฯ

“เราไม่ได้ร่วมรัฐบาล เราไม่ได้จับมือกับใคร และพร้อมยื่นตรวจสอบ ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ม.151 ในการล้มรัฐบาล และวันจันทร์บ่ายนี้ จะเปิดรับฟังความคิดเห็นทุกภาคส่วนในพรรค ที่พึ่งสั่งการใน 1-2 ชั่วโมงที่ผ่านมา จะนำมาประกอบการตัดสินใจของผู้บริหาร ผมเชื่อว่าทุกๆ คนที่โหวตให้พรรคก้าวไกล ที่เราไม่ใช้การซื้อสิทธิขายเสียงเข้ามา หากอยากจะจัดการเรื่องซื้อสิทธิ์ขายเสียง นักการเมืองที่ทุจริต ถ้าไม่ใช่อำนาจรัฐจัดการอย่างตรงไปตรงมา แล้ววันนี้อำนาจรัฐที่พรรคประชาชนมีอยู่คือ 140 กว่าเสียง หากนิ่งเฉย ไม่ใช่อำนาจรัฐไปในสิ่งที่ถูกที่ควร ก็อาจจะไม่เหมาะสมที่จะเป็นผู้แทนราษฎรหรือเปล่า ในเมื่อประชาชนเลือกพวกเรามา”

เมื่อถามว่ารับนายอนุทินได้ใช่หรือไม่ ที่มีข้อครหาถึง 2 เรื่อง นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า วันนี้อยากขอให้ทุกคนตัดภาพว่าพรรคประชาชนจะเลือกใครไม่เลือกใคร และย้ำจะตัดสินใจในวันจันทร์บ่าย เมื่อถามว่าลำบากใจหรือไม่ หากจะเลือกพรรคภูมิใจไทยหรือพรรคเพื่อไทยก็ถูกด่า นายณัฐพงษ์กล่าวว่าเป็นสภาพที่เราเป็นอยู่ แต่ยืนยันว่าพวกเราหนักแน่น และจะใช้เสียง 140 กว่าเสียงกำกับประเทศไปในทิศทางที่ดีที่สุด ส่วนเงื่อนไขที่กำหนดเป็นเงื่อนไขที่เป็นไปได้และสำคัญ คือการเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง และการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นชนวนปัญหาต่างๆ ของประเทศ

เมื่อถามว่ามีความเป็นไปได้ที่จะโหวตนายกฯ วันใด นายณัฐพงษ์ ระบุว่า “มีความเป็นไปได้ว่าจะเกิดขึ้นวันพุธนี้” คาดการณ์ว่าการ“เท้ง” ย้ำไม่โหวตชื่อ “บิ๊กตู่” ปชช. เคาะตัดสินใจบ่ายจันทร์นี้ คาดโหวตนายกฯ 3 ก.ย. จะเป็นไปตามกำหนด

ผู้สื่อข่าวยังรายงานว่า ในช่วงของการแถลงข่าว นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ ทนายอั๋น บุรีรัมย์ ได้ยื่นโฉนดที่ดินเขากระโดง ประกอบการตัดสินใจของพรรคประชาชนด้วย

ภาพ : ศรันย์ พงษ์สวัสดิ์ ⁣ สรุปคือพรรคประชาชนจะตัดสินใจเรื่อง“เท้ง” ย้ำไม่โหวตชื่อ “บิ๊กตู่” ปชช. เคาะตัดสินใจบ่ายจันทร์นี้ คาดโหวตนายกฯ 3 ก.ย. ในช่วงบ่ายของวันจันทร์ที่จะถึงนี้ และคาดว่าจะมีการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในวันที่ 3 กันยายนนี้

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงผันผวนและต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด การตัดสินใจของพรรคประชาชนจะมีผลต่อการจัดตั้งรัฐบาลอย่างแน่นอน

ที่มา – “เท้ง” ย้ำไม่โหวตชื่อ “บิ๊กตู่” ปชน.เคาะตัดสินใจบ่ายจันทร์นี้ คาดโหวตนายกฯ 3 ก.ย.

งูเห่าเพื่อไทย! ทยอยออกจากไลน์พรรค

สถานการณ์ภายในพรรคเพื่อไทยดูเหมือนจะร้อนระอุ เมื่อมีข่าวว่า ส.ส. บางส่วนเริ่มทยอยถอนตัวออกจากกลุ่มไลน์ของพรรค หลังจากที่ นายศักดิ์ดา ได้ไปแถลงข่าวร่วมกับ พรรคภูมิใจไทย ประเด็นนี้ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับอนาคตทางการเมืองของพรรคเพื่อไทย และการจัดตั้งรัฐบาลที่กำลังจะเกิดขึ้น

วันที่ 30 สิงหาคม 2568 มีรายงานข่าวจากแหล่งข่าวภายในพรรคเพื่อไทยว่า มีความเคลื่อนไหวของ ส.ส. ในพรรคที่คาดกันว่าจะให้การสนับสนุน นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี สืบเนื่องจากกรณีที่ นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ ส.ส. กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย ได้ไปแถลงข่าวร่วมกับพรรคภูมิใจไทยเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ที่ผ่านมา

ผลจากการกระทำดังกล่าว ทำให้นายศักดิ์ดาถูกเชิญออกจากกลุ่มไลน์ ส.ส. พรรคเพื่อไทยในทันที และล่าสุด มีรายงานว่ามี ส.ส. เริ่มทยอยออกจากกลุ่มไลน์ ส.ส. ของพรรคเพื่อไทยแล้วหลายราย อาทิ นายประเสริฐ บุญเรือง ส.ส. กาฬสินธุ์, พล.ต.ต. สุรพล บุญมา ส.ส. นครนายก, นพ. ภูมินทร์ ลีธีระประเสริฐ ส.ส. ศรีสะเกษ และ นางนุชนาถ จารุวงษ์เสถียร ส.ส. อีกด้วย

งูเห่าเพื่อไทย ดีดตัวออกจากกลุ่มไลน์?

ข่าวการลาออกจากกลุ่มไลน์ของ ส.ส. เหล่านี้ สร้างความฮือฮาให้กับวงการการเมืองเป็นอย่างมาก หลายคนตั้งคำถามว่า นี่เป็นสัญญาณของการแปรพักตร์หรือไม่ และจะมีผลกระทบอย่างไรต่อเสถียรภาพของพรรคเพื่อไทยในอนาคต

แม้ว่าทางพรรคเพื่อไทยจะยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่แหล่งข่าวภายในพรรคระบุว่า ทางพรรคทราบถึงท่าทีที่เปลี่ยนแปลงไปของ ส.ส. เหล่านี้มาสักระยะหนึ่งแล้ว เพียงแต่รอจังหวะเวลาที่เหมาะสมเท่านั้น และเมื่อโอกาสมาถึง ส.ส. เหล่านั้นจึงได้ตัดสินใจกระทำการดังกล่าว

ทำไมถึงเรียกว่า “งูเห่าเพื่อไทย”?

คำว่า “งูเห่า” ในทางการเมือง มักใช้เรียก ส.ส. หรือนักการเมืองที่ทรยศต่อพรรคของตนเอง โดยการไปสนับสนุนพรรคอื่น หรือโหวตสวนมติพรรค ซึ่งการกระทำดังกล่าว ถือเป็นการผิดคำสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนที่เลือกเข้ามา และเป็นการทำลายความน่าเชื่อถือของพรรค

การที่ ส.ส. เหล่านี้ตัดสินใจออกจากกลุ่มไลน์พรรค และมีแนวโน้มว่าจะไปสนับสนุนพรรคภูมิใจไทย ทำให้หลายคนมองว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม และเข้าข่ายการเป็น “งูเห่า” ทางการเมือง แม้ว่า ส.ส. เหล่านี้อาจจะมีเหตุผลส่วนตัวในการตัดสินใจ แต่การกระทำดังกล่าว ย่อมส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของพรรคเพื่อไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

  • ผลกระทบต่อพรรคเพื่อไทย: การลาออกของ ส.ส. เหล่านี้ อาจทำให้พรรคเพื่อไทยสูญเสียคะแนนเสียงในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี และอาจส่งผลต่อการจัดตั้งรัฐบาลในอนาคต
  • ผลกระทบต่อประชาชน: การแปรพักตร์ของ ส.ส. อาจทำให้ประชาชนรู้สึกผิดหวัง และสูญเสียความเชื่อมั่นในระบบการเมือง
  • อนาคตทางการเมือง: ส.ส. ที่ตัดสินใจแปรพักตร์ อาจเผชิญกับความยากลำบากในการเลือกตั้งครั้งต่อไป เนื่องจากอาจสูญเสียฐานเสียงเดิม และถูกมองว่าเป็นคนไม่น่าไว้วางใจ

สถานการณ์ “งูเห่าเพื่อไทย” ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ถือเป็นบททดสอบสำคัญสำหรับพรรคเพื่อไทย ว่าจะสามารถรับมือกับความท้าทายนี้ได้อย่างไร และจะสามารถรักษาความเชื่อมั่นของประชาชนไว้ได้หรือไม่ การตัดสินใจของ ส.ส. แต่ละคน จะส่งผลต่ออนาคตทางการเมืองของพวกเขาเอง และต่อเสถียรภาพของประเทศชาติ

การเมืองไทยยังคงมีความไม่แน่นอนสูง และมีปัจจัยหลายอย่างที่อาจส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงขั้วทางการเมือง การจับตาดูความเคลื่อนไหวของนักการเมืองแต่ละคน และการวิเคราะห์สถานการณ์อย่างรอบด้าน จะช่วยให้เราเข้าใจถึงพลวัตของการเมืองไทยได้ดียิ่งขึ้น

ที่มา – เผยโฉม “งูเห่าเพื่อไทย” ทยอยดีดตัวออกจากกลุ่มไลน์ “พรรคเพื่อไทย”

พรรคกล้าธรรม หนุน “อนุทิน” เป็นนายกฯ คนที่ 32

“พรรคกล้าธรรม” ออกแถลงการณ์ สนับสนุน “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 พร้อมชี้ปล่อยให้ประเทศเกิดสุญญากาศไม่ได้

เมื่อวันที่ 30 ส.ค. 2568 พรรคกล้าธรรม (กธ.) ได้ออกแถลงการณ์ภายหลัง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากความเป็นนายกรัฐมนตรี ด้วยมติตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เสียงข้างมาก ซึ่งทำให้คณะรัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ และจะต้องมีการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ต่อไปว่า

คณะกรรมการบริหารพรรค ร่วมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ได้ร่วมกันพิจารณารับฟังความคิดเห็นของสมาชิกพรรคทุกท่าน เพื่อกำหนดทิศทางการดำเนินการของพรรค รวมถึงพิจารณาข้อเสนอของพรรคภูมิใจไทย โดยมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า พรรคกล้าธรรม จะลงมติในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร สนับสนุนให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32

เนื่องด้วยสถานการณ์ของประเทศไทยขณะนี้ จำเป็นที่จะต้องมีฝ่ายบริหารมาขับเคลื่อนและแก้ปัญหาให้กับประชาชนในทุกด้าน ทั้งปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศ ปัญหาเศรษฐกิจทั้งในและนอกประเทศ ปัญหาสังคมด้านต่าง ๆ อย่างเร่งด่วน โดยไม่สามารถประวิงเวลาไปได้อีก โดยพรรคกล้าธรรม ได้แสดงจุดยืนของพรรคให้กับพรรคภูมิใจไทยทราบ คือ

1. พรรคกล้าธรรม ยึดถือ 3 สถาบันหลัก ได้แก่ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ดังนั้น หากมีการเสนอแก้กฎหมายในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายฉบับต่าง ๆ จะต้องไม่กระทบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่เป็นศูนย์รวมใจของคนไทยอย่างเด็ดขาด โดยต้องดำรงคงไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์

2. การยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรกว่า 30 ล้านคนในประเทศ ด้วยการปกป้องผลประโยชน์ของพี่น้องเกษตรกรเหนือผลประโยชน์ของกลุ่มทุน

โดยพรรคภูมิใจไทย ยอมรับเงื่อนไขของพรรคกล้าธรรม และขอให้ร่วมมือกันในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ภายใต้กติกาของระบอบรัฐสภา

พรรคกล้าธรรม ขอเรียนว่า การตัดสินใจในครั้งนี้ยึดประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติเป็นหลัก โดยไม่สามารถปล่อยให้สถานการณ์การเมืองทำให้ประเทศเข้าสู่ภาวะสุญญากาศ ขาดทิศทางการพัฒนา และนโยบายที่ต้องดำเนินการต่อเนื่องได้ ณ วันนี้ ประเทศไทยจำเป็นต้องมีกลไกของฝ่ายบริหารที่ต้องเรียกคืน และสร้างความเชื่อมั่นจากนานาประเทศอย่างเร่งด่วน

ทั้งนี้ พรรคกล้าธรรม พร้อมยืนอยู่เคียงข้างประชาชนคนไทย ในช่วงวิกฤตของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในครั้งนี้ โดยยึดระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข.

พรรคกล้าธรรม หนุน “อนุทิน” เป็นนายกฯ คนที่ 32

การตัดสินใจของพรรคกล้าธรรมในการสนับสนุนนายอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 นั้น มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเมืองไทยในปัจจุบัน การมีรัฐบาลที่เข้มแข็งและมีเสถียรภาพเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเศรษฐกิจ สังคม หรือความขัดแย้งทางการเมือง

พรรคกล้าธรรมได้แสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการปกป้องสถาบันหลักของชาติ และให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร ซึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการทำงานเพื่อประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง

ทำไมพรรคกล้าธรรมถึงสนับสนุนอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกฯ คนที่ 32?

เหตุผลหลักที่พรรคกล้าธรรมตัดสินใจสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 นั้นมาจากความเชื่อมั่นในศักยภาพและความสามารถของนายอนุทินในการนำพาประเทศชาติให้ก้าวผ่านพ้นวิกฤตต่างๆ ไปได้ นอกจากนี้ พรรคกล้าธรรมยังเห็นว่าการมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งและได้รับการสนับสนุนจากหลากหลายพรรคการเมือง จะช่วยสร้างความมั่นคงและเสถียรภาพทางการเมือง

การที่พรรคภูมิใจไทยยอมรับเงื่อนไขของพรรคกล้าธรรม แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะทำงานร่วมกันเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน การร่วมมือกันระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ เป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งให้กับประชาธิปไตยไทย

การตัดสินใจของพรรคกล้าธรรมในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อประเทศชาติและประชาชน การไม่ปล่อยให้ประเทศเข้าสู่ภาวะสุญญากาศทางการเมือง เป็นการแสดงออกถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาต่างๆ อย่างเร่งด่วน การมีผู้นำที่เข้มแข็งและมีวิสัยทัศน์ คือสิ่งที่ประเทศไทยต้องการในขณะนี้

พรรคกล้าธรรมเชื่อมั่นว่าภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ประเทศไทยจะสามารถก้าวข้ามความท้าทายต่างๆ และกลับมายืนหยัดได้อย่างแข็งแกร่งอีกครั้ง การสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี จึงเป็นการตัดสินใจที่คำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ

ที่มา – “พรรคกล้าธรรม” ออกแถลงการณ์ สนับสนุน “อนุทิน” เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32

“วิโรจน์” ชี้ ปชช. ยังไม่ตัดสินใจ: โหวตทางไหนก็ถูกด่า

“วิโรจน์ ลักขณาอดิสร” วิเคราะห์สถานการณ์การเมืองล่าสุด โดยพรรคประชาชน (ปชช.) ยังไม่ตัดสินใจว่าจะสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยหรือพรรคเพื่อไทยในการจัดตั้งรัฐบาล ชี้ไม่ว่าจะเลือกทางไหนก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ พร้อมเสนอทางออกคือการยุบสภา

“วิโรจน์” เผย ปชน. ยังไม่ตัดสินใจ ชี้โหวตทางไหนก็ถูกด่า

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิสร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชช.) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 30 ส.ค. 2568 โดยระบุถึงเงื่อนไขในการเลือกนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 159 วรรคสาม ที่กำหนดว่าต้องได้รับเสียงสนับสนุนมากกว่า 247 เสียง

จากจำนวน ส.ส. ทั้งหมด 492 เสียง พรรคร่วมรัฐบาลเดิมมีอยู่ 253 เสียง (รวม 11 พรรค) ประกอบด้วย พรรคเพื่อไทย (140), พรรครวมไทยสร้างชาติ (36), พรรคประชาธิปัตย์ (25), พรรคกล้าธรรม (25), พรรคชาติไทยพัฒนา (10), พรรคประชาชาติ (9), พรรคชาติพัฒนา (3), พรรคไทรวมพลัง (2), พรรคเสรีรวมไทย (1), พรรคประชาธิปไตยใหม่ (1) และพรรคไทยก้าวหน้า (1)

ขณะที่พรรคฝ่ายค้านเดิมมีอยู่ 239 เสียง (รวม 5 พรรค) ได้แก่ พรรคประชาชน (143), พรรคภูมิใจไทย (69), พรรคพลังประชารัฐ (20), พรรคไทยสร้างไทย (6) และพรรคเป็นธรรม (1)

นายวิโรจน์ยังกล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงเสียงสนับสนุน โดยพรรคกล้าธรรมได้ ส.ส. เพิ่ม 6 เสียง (จากพรรคประชาชน 1 เสียง และพรรคไทยสร้างไทย 5 เสียง) ทำให้ฝ่ายรัฐบาลเดิมมี 259 เสียง และฝ่ายค้านเดิมมี 233 เสียง

หากพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยไม่สามารถร่วมงานกันได้ และพรรคภูมิใจไทยดึงเสียงจากพรรคกล้าธรรมและกลุ่มคุณสุชาติไปได้ จะทำให้พรรคเพื่อไทยเหลือ 210 เสียง และพรรคภูมิใจไทยมี 140 เสียง

ทางออกเมื่อ “วิโรจน์” เผย ปชน. ยังไม่ตัดสินใจ ชี้โหวตทางไหนก็ถูกด่า

หากพรรคประชาชนตัดสินใจงดออกเสียง จะทำให้ไม่มีพรรคใดได้เสียงสนับสนุนถึง 247 เสียง ทำให้นายกรัฐมนตรีไม่สามารถได้รับการแต่งตั้งได้

นายวิโรจน์เสนอว่า หากพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยยอมรับเงื่อนไขของพรรคประชาชน ได้แก่

  • เป็นนายกรัฐมนตรีเพื่อนำไปสู่การยุบสภา
  • ทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ
  • พรรคประชาชนไม่ร่วมรัฐบาล

พรรคประชาชนอาจตัดสินใจเลือกข้าง หรืออีกทางเลือกคือ พรรคเพื่อไทยเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีคนอื่นที่ไม่ใช่คุณชัยเกษม เพื่อดึงเสียงกลับมา โดยนายวิโรจน์ระบุว่าอาจเป็น “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา”

อย่างไรก็ตาม นายวิโรจน์เห็นว่าทางออกที่ดีที่สุดคือการที่นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกฯ ยุบสภา หรือหากพรรคการเมืองอื่นสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้โดยไม่เกี่ยวข้องกับพรรคประชาชนก็จะเป็นการดีที่สุด

“เพราะไม่ว่าจะเลือกทางไหน ก็ไม่มีทางใดที่จะเป็นทางออกที่ดีของประเทศ พรรคประชาชนจึงน่าจะต้องตัดสินใจในกรณีที่บ้านเมืองถึงทางตันแล้วจริงๆ คือ ถ้าไม่เลือก บ้านเมืองก็ไปไม่ได้ ก็คงต้องพิจารณาว่าทางเลือกไหนก่อให้เกิดผลเสียน้อยที่สุด และคงต้องจำใจเลือกทางนั้น” นายวิโรจน์กล่าว

นายวิโรจน์ยังกล่าวถึงข้อกังวลเรื่องการถูกตระบัดสัตย์หักหลัง โดยระบุว่าได้เผื่อใจไว้แล้ว และมองว่าทั้งสองทางอาจหักหลังพรรคประชาชนได้ แต่ควรพิจารณาว่าทางไหนมีกลไกในการผูกมัดไม่ให้หักหลังได้ง่ายกว่ากัน

โดยสรุป นายวิโรจน์มองว่าการยุบสภาเป็นทางออกที่ดีที่สุด หรือหากพรรคอื่นสามารถจับขั้วจัดตั้งรัฐบาลได้โดยไม่ต้องพึ่งพรรคประชาชนก็จะเป็นการดีกว่า เพราะไม่ว่าเลือกทางไหน “วิโรจน์” เผย ปชน. ยังไม่ตัดสินใจ ชี้โหวตทางไหนก็ถูกด่า อย่างแน่นอน ดังนั้นการตัดสินใจจึงต้องพิจารณาถึงผลเสียที่น้อยที่สุดต่อประเทศชาติ

“วิโรจน์” เผย ปชน. ยังไม่ตัดสินใจ ชี้โหวตทางไหนก็ถูกด่า เพราะการเมืองเป็นเรื่องผลประโยชน์ หากจำเป็นต้องเลือกจริงๆ พรรคประชาชนจะพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประเทศชาติเป็นสำคัญ

สถานการณ์การเมืองยังคงมีความไม่แน่นอนสูง การตัดสินใจของพรรคประชาชนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ และอนาคตของประเทศ “วิโรจน์” เผย ปชน. ยังไม่ตัดสินใจ ชี้โหวตทางไหนก็ถูกด่า แต่พร้อมที่จะพิจารณาทางเลือกที่ดีที่สุดเพื่อประโยชน์ของประชาชน

ที่มา – “วิโรจน์” เผย ปชน. ยังไม่ตัดสินใจ ชี้โหวตทางไหนก็ถูกด่า แนะยุบสภาคือทางออก

“ภูมิธรรม” ปัดไม่รู้ “ทักษิณ” คุย “ธนาธร” จริงหรือ?

“ภูมิธรรม” ปัดไม่รู้ “ทักษิณ” นัดคุย “ธนาธร” ยัน “เพื่อไทย” เดินหน้าดีล “พรรคประชาชน” หนุนตั้งรัฐบาล

วันที่ 30 สิงหาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะไปพูดคุยกับนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ว่าไม่ทราบเรื่องดังกล่าว แต่ขณะนี้สมาชิกพรรคทุกคนกำลังทำงานกันอย่างเต็มที่ แต่ยืนยันได้ว่าพรรคเพื่อไทยมีแผนที่จะพูดคุยกับพรรคประชาชนเพื่อขอเสียงสนับสนุนในการจัดตั้งรัฐบาลจริง ซึ่งการพูดคุยอย่างเป็นทางการจะเกิดขึ้นเมื่อมีการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีเข้าสู่การพิจารณาของสภาแล้ว ซึ่งขณะนี้ทุกฝ่ายยังคงอยู่ระหว่างการเจรจา

เมื่อถูกถามย้ำว่าทีมเจรจาของพรรคเพื่อไทยจะเดินทางไปที่โรงแรมคอนราดในช่วงบ่ายวันนี้หรือไม่ นายภูมิธรรมย้อนถามสั้น ๆ ว่า ไม่ทราบว่าข่าวมาจากไหน

“ภูมิธรรม” ปัดไม่รู้ “ทักษิณ” นัดคุย “ธนาธร” ยันเดินหน้าดีล “พรรคประชาชน”

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงร้อนระอุอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาลที่ยังคงเป็นที่จับตามองของสังคม ล่าสุดมีกระแสข่าวเกี่ยวกับการนัดพบกันระหว่างนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ซึ่งได้รับการตอบสนองจากนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี โดยที่นายภูมิธรรม ปฏิเสธว่าไม่ทราบเรื่องดังกล่าว

“ภูมิธรรม” ยันเพื่อไทยเดินหน้าดีล “พรรคประชาชน”

ถึงแม้จะปฏิเสธข่าวการนัดพบระหว่างนายทักษิณและนายธนาธร แต่นายภูมิธรรมได้ยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยยังคงเดินหน้าเจรจากับพรรคประชาชน เพื่อแสวงหาเสียงสนับสนุนในการจัดตั้งรัฐบาล โดยการเจรจาอย่างเป็นทางการจะมีขึ้นเมื่อมีการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีเข้าสู่การพิจารณาของสภาแล้ว

การเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความพยายามของพรรคเพื่อไทยในการรวบรวมเสียงสนับสนุนให้ได้มากที่สุด เพื่อให้สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้อย่างมั่นคง อย่างไรก็ตาม การเจรจากับพรรคประชาชนอาจไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากมีความแตกต่างทางอุดมการณ์และนโยบายอยู่พอสมควร

ประเด็นที่น่าสนใจคือ ท่าทีของพรรคก้าวไกลต่อการเจรจาระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชน เนื่องจากพรรคก้าวไกลเคยเป็นพันธมิตรกับพรรคเพื่อไทยมาก่อน แต่ปัจจุบันได้กลายเป็นฝ่ายค้าน การที่พรรคเพื่อไทยหันไปจับมือกับพรรคประชาชนอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกลได้

การจัดตั้งรัฐบาลยังคงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด การเจรจาระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนจะเป็นอย่างไร จะมีพรรคการเมืองอื่นเข้าร่วมในการเจรจาหรือไม่ และสุดท้าย ใครจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี สิ่งเหล่านี้ยังคงเป็นคำถามที่รอคำตอบ

การเมืองไทยในขณะนี้เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา สิ่งที่ประชาชนทำได้คือการติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจ เพื่อให้การตัดสินใจทางการเมืองของตนเองเป็นไปอย่างมีเหตุผลและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม

สถานการณ์ “ภูมิธรรม” ปัดไม่รู้ “ทักษิณ” นัดคุย “ธนาธร” แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของการเมืองไทย และการเจรจาต่อรองที่เกิดขึ้นเบื้องหลังฉาก การจับขั้วทางการเมืองใหม่ๆ อาจเกิดขึ้นได้เสมอ ดังนั้น ประชาชนควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้านเพื่อให้เข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างแท้จริง

ที่มา – “ภูมิธรรม” ปัดไม่รู้ “ทักษิณ” นัดคุย “ธนาธร” ยันเดินหน้าดีล “พรรคประชาชน”

ครม. นัดพิเศษ รมต.แจ้งลา 7 คน: เกิดอะไรขึ้น?

ในการประชุมคณะรัฐมนตรี ครม. นัดพิเศษ รมต.แจ้งลา 7 คน ทำให้เกิดความสงสัยถึงสาเหตุของการลาพร้อมกันครั้งนี้ โดยรัฐมนตรีที่แจ้งลาประกอบด้วย นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์, นายสมศักดิ์ เทพสุทิน, นายอรรถกร ศิริลัทธยากร, นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์, นายสุชาติ ชมกลิ่น, นายสุชาติ ตันเจริญ และนายอัครา พรหมเผ่า โดยให้เหตุผลว่าติดภารกิจ

เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในการประชุม ครม. นัดพิเศษ รมต.แจ้งลา 7 คน เพื่อขอมติ ครม. ในเรื่องสำคัญหลายประการ ได้แก่ การแต่งตั้งรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี (รรท.) และการขอความเห็นชอบแนวทางการปฏิบัติหน้าที่ของ ครม. ภายหลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร สิ้นสุดลง ซึ่งส่งผลให้ ครม. พ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ การประชุมครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินงานของรัฐบาลในช่วงเปลี่ยนผ่าน

ครม. นัดพิเศษ รมต.แจ้งลา 7 คน

การที่รัฐมนตรีพร้อมใจกันลาประชุมถึง 7 คน ทำให้เกิดคำถามถึงเบื้องหลังของการตัดสินใจครั้งนี้ แม้ว่าจะมีการแจ้งเหตุผลว่าติดภารกิจ แต่หลายฝ่ายก็ตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการลาประชุมครั้งนี้ด้วย เนื่องจากรัฐมนตรีที่แจ้งลามาจากหลากหลายพรรคการเมือง ทำให้สถานการณ์ยิ่งดูซับซ้อนมากยิ่งขึ้น การติดตามความคืบหน้าและผลการประชุม ครม. นัดพิเศษ รมต.แจ้งลา 7 คน จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

เหตุผลที่รัฐมนตรีลาประชุม ครม. นัดพิเศษ

  • นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศึกษาธิการ
  • นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข
  • นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.เกษตรและสหกรณ์
  • นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง
  • นายสุชาติ ชมกลิ่น รมช.พาณิชย์
  • นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์
  • นายสุชาติ ตันเจริญ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

รัฐมนตรีทั้ง 7 ท่านได้แจ้งเหตุผลของการลาประชุมว่าเป็นเพราะติดภารกิจ แต่ไม่ได้มีการระบุรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับภารกิจดังกล่าว ทำให้เกิดการคาดเดาถึงสาเหตุที่แท้จริงของการลาประชุมในครั้งนี้

การลาประชุมของรัฐมนตรีจำนวนมากเช่นนี้ อาจส่งผลกระทบต่อการพิจารณาและตัดสินใจในเรื่องสำคัญต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารประเทศ อย่างไรก็ตาม รองนายกรัฐมนตรีได้ทำหน้าที่ประธานในการประชุม ครม. นัดพิเศษ รมต.แจ้งลา 7 คน และดำเนินการประชุมต่อไปเพื่อให้การดำเนินงานของรัฐบาลเป็นไปอย่างราบรื่น

สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันมีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การติดตามข่าวสารและข้อมูลที่เกี่ยวข้องจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เข้าใจถึงความเป็นไปของประเทศและการตัดสินใจของรัฐบาล การประชุม ครม. นัดพิเศษในครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่น่าจับตามอง และอาจส่งผลกระทบต่อทิศทางทางการเมืองในอนาคต

การที่รัฐมนตรีหลายท่านลาประชุมโดยให้เหตุผลว่าติดภารกิจ ทำให้เกิดคำถามตามมาว่าภารกิจเหล่านั้นมีความสำคัญเร่งด่วนกว่าการเข้าร่วมประชุม ครม. ซึ่งเป็นเวทีสำคัญในการตัดสินใจเรื่องนโยบายและการบริหารประเทศจริงหรือไม่ การเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับภารกิจของรัฐมนตรีแต่ละท่าน อาจช่วยคลายความสงสัยและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชนได้

ที่มา – ครม. นัดพิเศษ รมต.แจ้งลา 7 คน เพื่อไทย 3 กล้าธรรม 3 รทสช. 1

เยาวลักษณ์ เบรก! หนุนอนุทิน-เพื่อไทย

“เยาวลักษณ์” คณะก้าวหน้า เบรกพรรคประชาชน ยกมือหนุน “อนุทิน-เพื่อไทย” ชี้ไม่ต่างอะไรจากเข้าไปซ่อมระบบที่บิดเบี้ยว เปรียบช่วยพายเรือให้โจรนั่งก็ไม่การันตีว่าจะถึงฝั่งอย่างปลอดภัยอยู่ดี

วันที่ 30 ส.ค. 2568 นางเยาวลักษณ์ วงษ์ประภารัตน์ กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า อดีต สส.บัญชีรายชื่อพรรคอนาคตใหม่ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า แสดงความเห็นส่วนตัวในสถานการณ์การเมืองขณะนี้ว่า การเลือกที่จะรีบยกมือ รีบประคอง เพื่อปิดทางไม่ให้ขั้วเก่ากลับมา ในมุมมองของตน ถือว่าการทำแบบนั้นไม่ต่างอะไรกับการเข้าไปซ่อมระบบที่บิดเบี้ยวตั้งแต่ต้น สุดท้ายอาจจะถูกกลืน ถูกหักหลัง เหมือนที่เคยเจ็บ เคยจำกันมาแล้วหลายครั้ง “หลายคนอาจมองว่า ถ้าเราไม่ร่วมมือ ไม่ยกมือสนับสนุนใคร กลไกเก่า (ทหาร–ตุลาการ–เครือข่ายอนุรักษ์) อาจหาทางดัน “พลเอกประยุทธ์” หรือขั้วทหารกลับมาอีก ดิฉันเข้าใจเหตุผลนั้น แต่มันเป็นการเมืองที่มองสั้น ๆ แค่กันไม่ให้คนที่เราไม่ชอบกลับมา”

“เยาวลักษณ์” คณะก้าวหน้า เบรกพรรคประชาชน ยกมือหนุน “อนุทิน-เพื่อไทย”

นางเยาวลักษณ์ ระบุต่อไปว่า ในมุมของตน สิ่งที่ลึกกว่านั้นคือ 1.การยกมือให้อนุทิน หรือเพื่อไทย ก็คือการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการที่ไม่ยุติธรรมอยู่ดี 2.เราเจ็บแล้วต้องจำ พรรคประชาชน ฝ่ายก้าวหน้าเคยถูกหลอกมาแล้วหลายครั้ง ทั้งสัญญาในสภา นอกสภาที่ไม่เคยทำจริง ยังไม่นับรวมการยุบพรรค ถูกตัดสิทธิ ดังนั้น การ “ไม่เข้าร่วม” สำหรับดิฉัน คือการดึงตัวเองออกจากเกมเดิม ไม่เล่นตามกติกาที่ถูกวางมาเพื่อให้เราต้องแพ้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง การ “ไม่เข้าร่วม” ไม่ว่าจะด้วยยุทธศาสตร์ใดหรือกับฝั่งใด คือการยืนหยัดให้ชัดว่า “เราจะไม่ยอมเป็นส่วนหนึ่งของเกมที่เขาออกแบบมาเพื่อให้เราแพ้อยู่เสมอ”

ทำไม “เยาวลักษณ์” ถึงเบรกพรรคประชาชน?

นางเยาวลักษณ์ ระบุต่ออีกว่า ดังนั้นปล่อยให้กลไกมันทำงานไปตามสภาพที่มันเป็น ระบบจะเปิดโปงตัวเองว่าไม่ใช่คำตอบ เพื่อให้สังคมได้เห็นเองว่านี่ไม่ใช่ทางออกของประเทศที่แท้จริง และตอกย้ำว่ากลไกอำนาจ (ตุลาการ, สถาบัน) มีอิทธิพลเกินกว่าการเลือกตั้งจริง จริงอยู่ที่รัฐธรรมนูญใหม่ เป็นเรื่องสำคัญ แต่ยังเป็นการเคลื่อนไหวในกรอบการเมืองสถาบันที่มีข้อจำกัดมากอย่างที่เราทราบ การสร้างฐานรากจากภาคประชาชนเป็นสิ่งที่อาจเป็นไปได้มากกว่า (แม้ต้องใช้เวลาหรือถูกกลไกกดกัน) แต่ถ้าโครงสร้างมันบิดเบี้ยวมาตั้งแต่แรก ต่อให้เราช่วยพายเรือให้โจรนั่ง เราก็ไม่ได้ไปถึงฝั่งที่ปลอดภัยอยู่ดี สุดท้ายเราจะกลายเป็นเหยื่อของเกมนั้น

นางเยาวลักษณ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทย ชวนพรรคประชาชนลืมอดีต เพราะดีเอ็นเอของทั้งสองพรรคใกล้เคียงกัน แต่ที่ต้องแยกกันรอบที่แล้วเพราะเหตุจำเป็น นางเยาวลักษณ์ ระบุสั้น ๆ เพียงว่า กลิ่น “Toxic Relationship” ลอยมาแต่ไกล

ความเห็นของนางเยาวลักษณ์ วงษ์ประภารัตน์ สื่อให้เห็นถึงความกังวลต่อสถานการณ์การเมืองในปัจจุบัน และการตัดสินใจของพรรคประชาชนในการสนับสนุนพรรคเพื่อไทยและนายอนุทิน ชาญวีรกูล นางเยาวลักษณ์มองว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการเข้าไปมีส่วนร่วมในระบบที่ไม่ยุติธรรม และอาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ไม่พึงประสงค์ในอนาคต เธอยืนยันว่าการไม่เข้าร่วมเกมเดิมคือการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนว่าจะไม่ยอมเป็นส่วนหนึ่งของระบบที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้พ่ายแพ้อยู่เสมอ นางเยาวลักษณ์ วงษ์ประภารัตน์ ยังชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการสร้างฐานรากจากภาคประชาชน และการตระหนักถึงอิทธิพลของกลไกอำนาจที่มีต่อการเมืองไทย แม้ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเป็นสิ่งสำคัญ แต่ก็ยังคงเป็นการเคลื่อนไหวในกรอบที่จำกัด การสร้างความเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงจึงอาจต้องเริ่มต้นจากการสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคประชาชน

การตัดสินใจของพรรคประชาชนในการสนับสนุนพรรคเพื่อไทยและนายอนุทิน จึงเป็นประเด็นที่น่าสนใจและต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป ว่าจะส่งผลกระทบต่อการเมืองไทยในอนาคตอย่างไร และ “เยาวลักษณ์” จะออกมาแสดงความเห็นทางการเมืองอย่างไรต่อภายใต้สถานการณ์เช่นนี้

ที่มา – “เยาวลักษณ์” คณะก้าวหน้า เบรกพรรคประชาชน ยกมือหนุน “อนุทิน-เพื่อไทย”

Scroll to top