โหวตนายก 2568

รัฐบาลเสียงข้างน้อย: สั่นคลอนประชาธิปไตยไทย

การเมืองไทย ณ ปัจจุบัน อาจนิยามได้ว่าตกอยู่ในสภาวะไม่ปกติอย่างสมบูรณ์แบบ หลังผ่านนายกรัฐมนตรีมาแล้วถึง 2 คนภายในวาระเดียว ในวันที่ 5 กันยายน 2568 รัฐสภากำลังจะลงมติเลือกผู้นำประเทศเป็นครั้งที่ 4 ท่ามกลางสถานการณ์ที่บีบคั้นให้ประเทศไทยอาจได้นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ภายใต้การนำของพรรคอันดับสาม และที่น่าจับตาที่สุดคือการเกิดรัฐบาลเสียงข้างน้อย ที่ได้รับการสนับสนุนจากพรรคฝ่ายค้านอันดับหนึ่งอย่างพรรคประชาชน

ผศ.ดร.วีระ หวังสัจจะโชค
ผศ.ดร.วีระ หวังสัจจะโชค

ปรากฏการณ์นี้จะส่งผลกระทบต่อภูมิทัศน์การเมืองและศรัทธาของประชาชนต่อระบอบประชาธิปไตยอย่างไร ผศ.ดร.วีระ หวังสัจจะโชค อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยนเรศวร ได้วิเคราะห์ถึงสถานการณ์อันน่ากังวลนี้ไว้อย่างน่าสนใจ

ความผิดเพี้ยนที่ไม่เคยปรากฏในประวัติศาสตร์

แม้ในอดีตการเมืองไทยเคยมีรัฐบาลผสมที่นำโดยพรรคเสียงข้างน้อยในสภา เช่นในยุคของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมทย์ แต่ ผศ.ดร.วีระ ชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญว่า “ในอดีต เมื่อมีการรวมเสียงกับพรรคร่วมต่างๆ แล้ว เสียงรวมในสภาจะเกินกึ่งหนึ่งตั้งแต่วันแรกเสมอ” แต่สถานการณ์ปัจจุบันกลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง นี่คือการจัดตั้งรัฐบาลที่เริ่มต้นด้วยเสียงข้างน้อยอย่างแท้จริง โดยอาศัยเสียงจากพรรคที่ประกาศตัวเป็นฝ่ายค้านมาโหวตให้ แต่ไม่เข้าร่วมรัฐบาล ซึ่งถือเป็น “ปรากฏการณ์ใหม่” ที่ไม่เคยเกิดขึ้นและขัดต่อหลักการพื้นฐานของระบบรัฐสภา

ไม่ใช่แค่ทำงานไม่ได้ แต่อยู่ไม่ได้ตั้งแต่แรก

อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย
อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย

อาจารย์วีระวิเคราะห์ว่า สภาพของรัฐบาลเช่นนี้ไม่ใช่แค่ ทำงานไม่ได้ แต่แทบจะอยู่ไม่ได้ตั้งแต่แรก เพราะแม้พรรคประชาชนจะโหวตให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ไม่มีหลักประกันใดๆ ว่าจะให้การสนับสนุนการออกกฎหมายสำคัญอื่นๆ

“ถ้ารัฐบาลอยากจะทำนโยบายอะไรก็ต้องออกมาเป็นกฎหมาย ถ้าสุดท้ายพรรคประชาชนจะโหวตแค่นายกฯ แต่ตั้งใจโหวตให้กฎหมายอื่นตกไป พรรคภูมิใจไทยก็ทำงานไม่ได้”

สถานการณ์นี้จะนำไปสู่สภาวะทางตัน (Deadlock) ทันทีที่รัฐบาลเริ่มทำงาน กลายเป็นรัฐบาลที่เข้าสู่ภาวะชะงักงัน และไม่สามารถผลักดันนโยบายใดๆ ได้เลย

เมื่อฝ่ายค้านคือผู้มอบฉันทานุมัติ

วิกฤตศรัทธาจากรัฐบาลเสียงข้างน้อย

ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือการพังทลายของกลไกการตรวจสอบถ่วงดุล เมื่อฝ่ายค้านซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล กลายเป็นผู้มอบฉันทานุมัติให้รัฐบาลเข้ามามีอำนาจเสียเอง ผศ.ดร.วีระ มองว่านี่คือสภาวะ “ผิดฝาผิดตัว” ที่จะสร้างปัญหาในระยะยาว

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน

“หากรัฐบาลอนุทินทำผิดพลาดในอนาคต พรรคประชาชนจะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ เพราะคุณเอา 150 เสียงที่มาจากประชาชน ไปโหวตให้เขาฟรีๆ แล้วไม่ต้องรับผิดชอบ แบบนี้พรรคประชาชนควรจะต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก”

อาจารย์วีระยังฉายภาพให้เห็นถึงสถานการณ์ที่น่ากระอักกระอ่วนใจในอนาคต “เรานึกภาพได้เลยว่าในอนาคตพรรคภูมิใจไทยทำอะไรผิด ก็คงจะบอกว่า ก็คุณมาโหวตให้ผมเอง”

สำหรับกรณีคล้ายกันในต่างประเทศ ผศ.วีระระบุว่า เท่าที่ทราบ กรณีฝ่ายค้านมีบทบาทชี้ขาดในการโหวตตั้งรัฐบาลโดยที่ตัวเองไม่ร่วมรัฐบาล เคยเกิดขึ้นราว 70 ปีก่อนในสหราชอาณาจักร แต่ในการเมืองสมัยใหม่ นับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 หลักการคือฝ่ายบริหารต้องมีเสียงเกินกึ่งหนึ่ง หากรวมเสียงไม่ได้ก็มักยื้อกระบวนการจัดตั้งรัฐบาล ไปจนกว่าจะได้เสียงพอ (เช่นในเบลเยียมและเยอรมนี) มากกว่าที่ฝ่ายค้านจะไปโหวตให้อีกฝ่ายขึ้นเป็นรัฐบาลแล้วตัวเองถอยไปเป็นฝ่ายค้าน

เมื่อการเมืองกลายเป็นเรื่องโกหกนำมาสู่จุดจบของศรัทธา

ผลกระทบที่ร้ายแรงที่สุดจากปรากฏการณ์นี้ คือการกัดเซาะความไว้วางใจ (Trust) ของประชาชนที่มีต่อระบบการเมืองทั้งหมด ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่เคยผิดหวังกับการ “ตระบัดสัตย์” ของพรรคเพื่อไทย ก็จะได้เห็นภาพซ้ำรอยกับพรรคประชาชนหรือไม่ ทำให้การเมืองกลายเป็นเพียง “ละครหนึ่งฉาก” ที่นักการเมืองพร้อมจะละทิ้งอุดมการณ์เพื่อแลกกับผลประโยชน์เฉพาะหน้า

ในทางกลับกัน อาจารย์วีระตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า พรรคภูมิใจไทยซึ่งไม่เคยชูธงอุดมการณ์ในระดับชาติ แต่เน้นการดูแลพื้นที่และประสานประโยชน์ในแบบ “นักการเมืองบ้านใหญ่” อาจกลายเป็นพรรคที่ดูเหมือน “รักษาสัญญา” ได้ดีที่สุดในสายตาประชาชนบางส่วน ซึ่งอาจนำไปสู่แนวโน้มที่น่าเศร้า คือประชาชนจะเลิกโหวตเชิงอุดมการณ์ และหันกลับไปสู่การเมืองแบบอุปถัมภ์ที่ดูเพียงผลประโยชน์ระยะสั้นในพื้นที่ของตัวเองเป็นหลักหรือไม่

ทางออกที่เหลืออยู่ คืนอำนาจสู่ประชาชน

อาจารย์วีระสรุปทางออกที่ดีที่สุดต่อระบอบประชาธิปไตยคือ
อาจารย์วีระสรุปทางออกที่ดีที่สุดต่อระบอบประชาธิปไตยคือ “การยุบสภาโดยเร็วที่สุด”

ท้ายที่สุด อาจารย์วีระสรุปว่า ภายใต้สถานการณ์ที่สภาไม่สามารถทำงานได้ตามกลไกปกติ และประเทศขาดทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนเช่นนี้ ทางออกที่ดีที่สุดต่อระบอบประชาธิปไตยคือ “การยุบสภาโดยเร็วที่สุด” เพื่อคืนอำนาจให้ประชาชนได้ตัดสินใจใหม่อีกครั้ง

การยื้อให้รัฐบาลเสียงข้างน้อยที่ผิดหลักการนี้ดำรงอยู่ต่อไป ไม่เพียงแต่จะทำให้ประเทศชาติเสียโอกาส แต่ยังเป็นการทำลายศรัทธาต่อระบอบประชาธิปไตยที่อาจต้องใช้เวลาอีกนานในการฟื้นฟู

รัฐบาลเสียงข้างน้อยไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืนสำหรับประเทศไทย การสร้างเสถียรภาพทางการเมืองและฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชนต้องเริ่มต้นจากการเคารพหลักการประชาธิปไตยและเสียงของประชาชน

ที่มา – รัฐบาลเสียงข้างน้อย ภาวะผิดปกติ สั่นคลอนศรัทธาประชาธิปไตยไทย

“ธรรมนัส” การันตี “กล้าธรรม” ไม่แตกแถวโหวตนายกฯ

“ธรรมนัส” ปัดถกโผ “ครม.อนุทิน 1” การันตี “กล้าธรรม” ไม่แตกแถวโหวตนายกฯ คนที่ 32 ไม่ก้าวก่ายพรรคอื่น ทำพรรคตัวเองให้ดีที่สุด

เมื่อเวลา 16.03 น. วันที่ 4 กันยายน 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม (กธ.) กล่าวที่รัฐสภาถึงข่าวการจัดโผคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในสัดส่วนพรรคกล้าธรรม ว่า ไม่มี เป็นเรื่องคาดการณ์ ยังไม่มีการคุยเรื่องนี้กัน และไม่ได้อยู่ในข้อตกลง มีเรื่องเดียวคือหาทางออกให้กับประเทศชาติบ้านเมือง ขอย้ำว่าไม่มีการคุยเรื่องอื่น เราจะทำหน้าที่ของพรรคเราตามที่รับปากเอาไว้

ในประเด็นคำถามกังวลหรือไม่ว่าอาจจะมีการอภิปรายในสภาฯ ขึ้น ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า เป็นเรื่องปกติ ทุกคนต้องเตรียมพร้อม ในส่วนพรรคกล้าธรรมตนกำชับลูกพรรคแล้ว ผู้สื่อข่าวถามย้ำ พรรคกล้าธรรมจะมีการแตกแถวหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส ตอบว่า ไม่มีแม้แต่คนเดียว เราพูดคุยและตกลงกันแล้วว่าจะทำตามนั้น

เมื่อถามถึงกรณีนายชัยเกมษ นิติสิริ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย เผยแพร่คลิปวิดีโอสัญญาว่า หากได้รับการโหวตเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรีจะยุบสภาทันที ร.อ.ธรรมนัส ระบุว่า ทุกพรรคต่างก็รู้ตัวเองว่า ควรทำอะไร อย่างของพรรคเรานั้นก็ทำให้ดีที่สุด ส่วนของพรรคอื่นตนขอไม่ก้าวก่าย

อย่างไรก็ตาม เมื่อถามอีกว่ามีความกังวลหรือไม่ว่าเกมจะพลิก หลังมีกระแสข่าวฟรีโหวต ร.อ.ธรรมนัส เผยว่า เรื่องนี้เราเคารพการตัดสินใจของแต่ละฝ่าย เราพูดถึงเรื่องพรรคเราพรรคเดียว พรรคอื่นเราไม่พูด.

“ธรรมนัส” การันตี “กล้าธรรม” ไม่แตกแถวโหวตนายกฯ คนที่ 32

จากสถานการณ์ทางการเมืองที่ร้อนแรงในขณะนี้ หลายฝ่ายต่างจับจ้องไปยังการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่าทีของพรรคการเมืองต่างๆ ล่าสุด ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นดังกล่าว โดยเน้นย้ำว่า พรรคกล้าธรรมจะไม่แตกแถวในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีอย่างแน่นอน

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า พรรคกล้าธรรมให้ความสำคัญกับการหาทางออกให้กับประเทศชาติ และจะทำหน้าที่ของพรรคตามที่ได้ให้สัญญาไว้กับประชาชน นอกจากนี้ ร.อ.ธรรมนัส ยังกล่าวถึงกระแสข่าวการจัดโผคณะรัฐมนตรี โดยยืนยันว่าไม่มีการพูดคุยหรือตกลงในเรื่องดังกล่าว

จุดยืนของพรรคกล้าธรรมต่อการโหวตนายกฯ

สิ่งที่ ร.อ.ธรรมนัส ย้ำเสมอคือ พรรคกล้าธรรมมีความเป็นเอกภาพ และจะทำตามข้อตกลงที่ได้ให้ไว้ นั่นคือการสนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาลที่สามารถแก้ปัญหาของประเทศได้จริง ๆ ร.อ.ธรรมนัส แสดงความเชื่อมั่นว่า สมาชิกทุกคนในพรรคเข้าใจถึงความสำคัญของการตัดสินใจครั้งนี้ และจะร่วมกันโหวตไปในทิศทางเดียวกัน

นอกจากนี้ ร.อ.ธรรมนัส ยังกล่าวถึงกรณีที่แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทยให้สัญญาว่าจะยุบสภาทันทีหากได้รับการเลือกตั้ง โดย ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า แต่ละพรรคต่างก็มีแนวทางของตัวเอง และพรรคกล้าธรรมจะมุ่งเน้นไปที่การทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด

ความเชื่อมั่นในความสามัคคีของพรรค

แม้ว่าจะมีกระแสข่าวเรื่องการฟรีโหวต แต่ ร.อ.ธรรมนัส ยืนยันว่า พรรคกล้าธรรมจะยึดมั่นในจุดยืนของตนเอง และเคารพการตัดสินใจของพรรคอื่น แต่สำหรับพรรคกล้าธรรมแล้ว จะไม่มีการแตกแถวในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีอย่างแน่นอน ร.อ.ธรรมนัส เน้นย้ำถึงความสำคัญของการรักษาคำพูด และการทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน

การออกมาการันตีของ ร.อ.ธรรมนัส ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคกล้าธรรมที่จะมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาของประเทศ และสนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาลที่สามารถนำพาประเทศไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง การ“ธรรมนัส” การันตี “กล้าธรรม” ไม่แตกแถวโหวตนายกฯ คนที่ 32 ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าพรรคกล้าธรรมพร้อมที่จะทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มที่

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงมีความไม่แน่นอน แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ พรรคกล้าธรรมภายใต้การนำของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า จะยังคงยึดมั่นในหลักการและสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน และพร้อมที่จะร่วมมือกับทุกฝ่ายในการสร้างสรรค์อนาคตที่ดีกว่าให้กับประเทศไทย

ที่มา – “ธรรมนัส” การันตี “กล้าธรรม” ไม่แตกแถวโหวตนายกฯ คนที่ 32 ปัดถกโผ ครม.

“เสี่ยหนู” ปัดจัดโผ “ครม.อนุทิน 1” ไหว้พ่อแม่ก่อนโหวต

ก่อนโหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 “เสี่ยหนู” เผย พรุ่งนี้ไหว้พ่อ-แม่เพื่อความเป็นสิริมงคล ปัดจัดโผ “ครม.อนุทิน 1” บอก ข่าวก็ลงไปเรื่อย

เมื่อเวลา 17.10 น. วันที่ 4 กันยายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เดินทางกลับเข้ามาที่อาคารรัฐสภาอีกครั้ง โดยผู้สื่อข่าวและพยายามสอบถามถึงโผ “ครม.อนุทิน 1” ว่ามีการจัดเตรียมให้ใครนั่งตำแหน่งใดแล้วหรือไม่ นายอนุทิน จะมีการนั่งควบตำแหน่ง กระทรวงมหาดไทย (มท.1) ด้วยหรือไม่ โดยนายอนุทิน บอกว่า “หูย…ยังไม่มี ข่าวก็ลงไปเรื่อย ยังไม่ได้จัดอะไรเลย ขนาดหัวหน้ายังไม่ได้เลย”

ผู้สื่อข่าวถามต่อไปว่า พรุ่งนี้ (5 กันยายน 2568) จะมีการโหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 แล้ว ก่อนจะเข้าอาคารรัฐสภา จะมีการไปไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไหนเพื่อความเป็นสิริมงคลหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “ไหว้พ่อไหว้แม่นี่แหละ เป็นสิริมงคลที่สุดแล้ว”

“เสี่ยหนู” ปัดจัดโผ “ครม.อนุทิน 1” พรุ่งนี้ไหว้พ่อ-แม่เป็นสิริมงคลก่อนโหวตนายกฯ

สถานการณ์การเมืองไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญกับการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นอย่างมาก หนึ่งในบุคคลสำคัญที่ถูกจับตามองคือ “เสี่ยหนู” นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่ล่าสุดได้ออกมาปฏิเสธข่าวเรื่องการจัดเตรียมโผคณะรัฐมนตรี “ครม.อนุทิน 1” ที่มีการเผยแพร่ในสื่อต่างๆ

ก่อนการโหวตสำคัญ นายอนุทินได้กล่าวถึงการเตรียมตัวก่อนเข้าสู่รัฐสภาในวันพรุ่งนี้ (5 กันยายน 2568) ว่าจะทำการไหว้พ่อแม่เพื่อความเป็นสิริมงคล ถือเป็นการแสดงความกตัญญูและเป็นขวัญกำลังใจก่อนที่จะเผชิญหน้ากับสถานการณ์ทางการเมืองที่สำคัญ

อนาคต “ครม.อนุทิน 1” จะเป็นอย่างไร?

แม้ว่านายอนุทินจะออกมาปฏิเสธข่าวเรื่องการจัดโผคณะรัฐมนตรี แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่และการแบ่งสรรตำแหน่งต่างๆ เป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายให้ความสนใจอย่างใกล้ชิด การที่นายอนุทินไม่ได้ยืนยันหรือปฏิเสธอย่างชัดเจน ทำให้เกิดการคาดการณ์และความเป็นไปได้ต่างๆ นานาในแวดวงการเมือง

การตัดสินใจทางการเมืองของนายอนุทินและพรรคภูมิใจไทยจะมีผลต่อทิศทางของประเทศในอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีและการจัดตั้งรัฐบาลจึงเป็นช่วงเวลาที่สำคัญและต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด

คำพูดของนายอนุทินที่ว่า “ไหว้พ่อไหว้แม่นี่แหละ เป็นสิริมงคลที่สุดแล้ว” แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในสถาบันครอบครัวและความกตัญญู ซึ่งเป็นคุณธรรมที่สำคัญในสังคมไทย การกระทำดังกล่าวอาจส่งผลต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของนายอนุทินในสายตาของประชาชน

การเมืองไทยยังคงมีความไม่แน่นอนสูง การเปลี่ยนแปลงและการพลิกผันสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา การติดตามข่าวสารและวิเคราะห์สถานการณ์อย่างรอบด้านจึงเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับประชาชนทุกคนเพื่อที่จะเข้าใจและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคตของประเทศ นอกจากประเด็นเรื่อง “เสี่ยหนู” ปัดจัดโผ “ครม.อนุทิน 1” แล้ว ยังมีอีกหลายประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้

ดังนั้น การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และการวิเคราะห์อย่างรอบด้านจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับประชาชนทุกคน

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และการตัดสินใจของนักการเมืองแต่ละคนส่งผลกระทบต่อพวกเราทุกคน อย่าลืมติดตามข่าวสารและแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์

ที่มา – “เสี่ยหนู” ปัดจัดโผ “ครม.อนุทิน 1” พรุ่งนี้ไหว้พ่อ-แม่เป็นสิริมงคลก่อนโหวตนายกฯ

“เท้ง” ยัน ปชช. หนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯ: จริงหรือ?

“เท้ง” พร้อมสนับสนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯ ต่อ ปัดกระแสข่าว สส.พรรคประชาชนค้าน-ขอฟรีโหวต ยันมติพรรคกลั่นกรองดีแล้ว ชี้ ถ้ารัฐบาลใหม่สะสางรื้อคดีเดิม ยื่นซักฟอกทันที เมินข้อเสนอเพื่อไทย กลับไปกลับมา

เมื่อเวลาประมาณ 16.00 น. วันที่ 4 กันยายน 2568 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) แถลงที่รัฐสภา ชี้แจงถึงกระแสข่าว สส.พรรคประชาชนบางส่วนอยากฟรีโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ เนื่องจากไม่อยากโหวตให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 โดยนายณัฐพงษ์ ยืนยันว่าไม่มีกระแสความแตกแยกในพรรค 

ตามที่แถลงเมื่อเช้า พรรคเพื่อไทยเดินหน้าเสนอชื่อ นายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ความไม่ชัดเจนเช้านี้ที่ได้เรียกหาจากนายภูมิธรรม เวชยชัย ผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี ว่ากระบวนการยุบสภาเดินหน้าหรือยุติอย่างไร ชัดเจนแล้วว่า นายภูมิธรรม ไม่ได้เดินหน้ายุบสภาแล้ว แต่เป็นการเดินหน้าโหวตนายกรัฐมนตรีคนต่อไป ทั้งนี้ ไม่คิดว่าจะทำอะไรให้เกิดความไขว้เขวแต่อย่างใด เมื่อเช้าแถลงไปแล้วว่ากระบวนการตัดสินใจของพรรคประชาชนได้สิ้นสุดตั้งแต่ตอนนี้ กรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ได้แถลงข่าว และเซ็นข้อตกลงร่วม (MOA) กับพรรคภูมิใจไทยไปแล้ว

ผู้สื่อข่าวถามถึงกระแสข่าว สส.พรรคประชาชน บางคนขอฟรีโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ไม่มีเรื่องนี้ ตลอดทั้งวันที่ตนได้มีการประชุมร่วมกับ สส.ในพรรค ไม่มีการพูดถึงเรื่องฟรีโหวตแต่อย่างใด ส่วนคำถามย้ำว่ากังวลหรือไม่ถ้าฟรีโหวตในวันโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี (5 กันยายน 2568) หัวหน้าพรรคประชาชน ระบุว่า เชื่อมั่นต่อเพื่อนร่วมพรรคทุกคนว่าจะปฏิบัติตามมติของพรรค ในส่วนของความอึดอัดใจ เชื่อว่าทุกคนมีข้อคิดเห็นที่แตกต่างหลากหลาย เราผ่านกระบวนการถกเถียงแลกเปลี่ยนมาหมดแล้ว เชื่อว่าจะปฏิบัติตามมติพรรค ไม่มี สส.พรรคประชาชนฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมติพรรคแต่อย่างใด รอดูว่าจะมีหรือไม่ แต่เชื่อมั่น ณ ตอนนี้ว่าไม่มี

ส่วนการติดต่อสภาฯ เพื่อเลื่อนโหวตนายกรัฐมนตรีนั้น นายณัฐพงษ์ ตอบว่า ยังไม่ได้พูดคุย หรือตอนรายงานตัวการปฏิรูประบบงบประมาณเอง ได้นำเรียนประธานรัฐสภาโดยตรงว่า ไม่ได้ประสานขอเลื่อนแต่อย่างใด ระหว่างวันมีกระแสข่าวปล่อยกันออกมาโดยตลอด และมีการต่อสายมาถึงตนจากเจ้าหน้าที่ของประธานสภาฯ โดยตรงว่า ได้ประสานขอเลื่อนการโหวตจริงหรือไม่ ตนได้ยืนยันต่อท่านประธานฯ และท่านเองก็อยู่ในที่ประชุมด้วยว่าไม่เคยประสานเลื่อนโหวตนายกรัฐมนตรีแต่อย่างใด

ขณะเดียวกัน นายณัฐพงษ์ ยังกล่าวถึงกรณีพรรคประชาชนต้องรับผิดชอบต่อหน้าตาของ ครม.อนุทิน หรือไม่ ว่า อยากยืนยันเรื่องเดิมว่าเราทำหน้าที่ฝ่ายค้าน เพราะฉะนั้นการโหวตที่เรามีมติให้กับนายอนุทินครั้งนี้ โหวตเพื่อเป็นรัฐบาลเฉพาะกิจ มีหน้าที่ในการยุบสภา เปิดทางแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่จะเกิดขึ้นจากการตัดสินใจภายใต้นายอนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นรัฐบาลที่พรรคประชาชนไม่ต้องแบกรับแต่อย่างใด เพราะเราทำหน้าที่พรรคฝ่ายค้าน ตรวจสอบเต็มที่

ในประเด็นข้อเสนอใหม่ของพรรคเพื่อไทยผลักดัน นายชัยเกษม ชเป็นนายกรัฐมนตรี และยุบสภาทันที สนใจหรือไม่ นายณัฐพงษ์ ตอบว่า ถ้ามีการเสนอมาก่อนหน้านี้ และมีการยื่นข้อเสนอพูดคุยอย่างเป็นทางการมาก่อนหน้านี้ ก่อนรับฟังความเห็นของพรรค ก่อนพรรคมีมติอย่างเป็นทางการ เชื่อว่าตนและเพื่อนๆ ในพรรคจะรับไว้พิจารณา ใช้เป็นปัจจัยหนึ่งในการชั่งน้ำหนัก แต่เห็นได้ชัดเจนว่ากระบวนการที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ มีการให้ข่าวกลับไปกลับมาจากพรรคเพื่อไทยเอง และพวกเราประเมินได้ว่าจริงๆ แล้ว ไม่มีความจริงจังหรือจริงใจบรรลุข้อตกลงกับเราแต่ต้น แต่ปล่อยข่าวเพื่อช่วงชิงความได้เปรียบทางการเมืองมากกว่า

เมื่อถามย้ำแสดงว่าไม่เชื่อใจพรรคเพื่อไทยที่เสนอชื่อนายชัยเกษมใช่หรือไม่ หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่า จนถึงวินาทีนี้ ภายหลังพรรคประชาชนบรรลุข้อตกลงเรียบร้อย และมีการปล่อยข่าวลักษณะนี้อยู่ แสดงให้เห็นว่าเราเองไม่สามารถเชื่อคำพูดที่กลับไปกลับมาแบบนี้ได้

นักวิชาการเตือน ปชช. หนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯ?

ในประเด็นที่นักวิชาการฝ่ายประชาธิปไตยหลายคนออกมาเตือน อยากให้พรรคประชาชนพิจารณาใหม่ เพราะการโหวตพรรคภูมิใจไทยเหมือนสนับสนุนกลุ่มทำลายกระบวนการนิติรัฐ นิติธรรม และทำนิติสงคราม นายณัฐพงษ์ เผยว่า เรารับฟังและทำความเข้าใจอย่างรอบด้าน พร้อมพิสูจน์ตัวเองในกรอบเวลาต่อจากนี้ ผ่านการทำหน้าที่ทุกอย่างของเรา และอยากยืนยันทุกคน วันนี้สิ่งที่ตนและพรรคประชาชนจำเป็นต้องทำคือหนักแน่นต่อการตัดสินใจของเรา เราไม่ได้เพิ่งมาคิดไม่กี่วันที่ผ่านมา แต่มองเห็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้น 2 เดือนที่แล้ว เราได้ประเมินสถานการณ์ ชั่งน้ำหนักทุกด้าน ไตร่ตรองรอบคอบ ก่อนออกมติพรรค เชื่อว่าเป็นทางออกที่ดีที่สุดให้กับประเทศจริงๆ

ทางด้านคำถาม หากภูมิใจไทยทำนิติสงครามขึ้น มีการเรียกร้องให้พรรคประชาชนต้องรับผิดชอบ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ก่อนที่ตนและพรรคประชาชนจะต้องรับผิดชอบอย่างไร ต้องดูที่การกระทำของพวกเราด้วย กรณีที่เราได้เรียกร้องและให้ข้อคิดเห็นในตอนเช้าว่า เราไม่เห็นด้วยกับนิติสงคราม ไม่ว่าฟ้องร้อง มาตรา 157 หรือมาตรา 112 ที่ผ่านมา เรียนตามข้อเท็จจริง ตนและพรรคประชาชนไม่มีอำนาจสั่งการใดๆ แต่เรามีอำนาจฝ่ายค้านเสียงข้างมาก ใช้เสียงที่เรามีกำกับทิศทางรัฐบาลต่อจากนี้ เพื่อเปิดทางทำรัฐธรรมนูญใหม่

“ต้องดูต่อไปในอนาคต รัฐบาลเฉพาะกิจทำอะไรไม่ถูกต้อง เป็นหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างพวกเราตรวจสอบตรงไปตรงมา ทำเต็มที่ ไม่มีออมมือทั้งสิ้น เช่น การอภิปรายไม่ไว้วางใจ เป็นต้น”

ขณะที่หลายคนมองตอนแรกโหวตหนุนภูมิใจไทย แล้วไปค้านในอนาคตจะทำได้จริงหรือ นายณัฐพงษ์ เผยว่า สิ่งที่สังคมต้องมองแยกให้ออกคือเรื่องการใช้เสียงในสภาฯ เพื่อเดินหน้าสู่ทางออกของประเทศ กับการร่วมรัฐบาล ยืนยันอีกครั้งว่าการโหวตนายอนุทินไม่ใช่ร่วมรัฐบาล แต่หาทางออกของประเทศ เราทำหน้าที่ฝ่ายค้านเต็มที่

ในกรณีอดีตแกนนำพรรคก้าวไกล และ สส.บางคน เสนอว่าไม่อยากให้พรรคประชาชนเป็นตัวประกอบภาพยนตร์ที่ทำสัญญากับปีศาจนั้น นายณัฐพงษ์ ตอบว่า เป็นสิ่งที่พวกเราต้องพิสูจน์ หลังจากนี้อีก 4 เดือน หลังแถลงนโยบายต่อรัฐสภา พรรคประชาชนจะใช้เสียง 140 กว่าเสียง กำกับทิศทางรัฐบาล นำไปสู่สิ่งที่เราตั้งเป้าไว้มากน้อยแค่ไหน เชื่อว่าเราทำได้ ส่วนกรณีที่ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล และอดีตแกนนำก้าวไกลคนอื่นๆ เคยบอกว่าไม่ควรดีลกับปีศาจนั้น คิดว่าสิ่งที่เราเคยบอกว่าดีลปีศาจ ต้องดูว่าดีลเพื่อผลประโยชน์ของใคร เพื่อผลประโยชน์ตัวเอง หรือเราใช้อำนาจที่เรามี ได้รับมอบจากประชาชน หาทางออกให้กับประเทศ ที่สำคัญมากกว่า เชื่อว่าองคาพยพของเราเข้าใจ

ผู้สื่อข่าวถามอีกว่าไม่เสียดายใช่หรือไม่ที่ตัดสินใจดีลกับพรรคภูมิใจไทย นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ไม่เสียดาย และไม่คิดที่จะไปทบทวนในสิ่งที่เกิดขึ้นแน่นอน เดินหน้าหาทางออกให้กับประเทศ คิดว่าเป็นเรื่องประธานสภาฯ บรรจุวาระแล้วว่าจะเดินหน้าต่อ หรือโหวตนายกรัฐมนตรีคนใหม่อย่างไรบ้าง ถ้าอนาคตนายอนุทินไม่ยุบสภา เราประเมินไว้หมดแล้ว และเราจะประเมินทุกวันต่อจากนี้ หลังโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีไปแล้ว ถ้าเราเริ่มเห็นแล้วว่านายอนุทินไม่พยายามปฏิบัติตามสัญญาที่ตกลงกัน เราพร้อมใช้เสียงในสภาฯ ยื่นมติไม่ไว้วางใจทันที

เมื่อถามต่อไป หากกำหนด 4 เดือน แต่เกิดสถานการณ์รัฐบาลต้องกำกับดูแลประเทศต่อ ต้องคุยกันอีกรอบหรือไม่ นายณัฐพงษ์ เชื่อว่าตอนนี้กรอบสำคัญของเราคือตามข้อตกลงที่ได้บอกว่า สถานการณ์ในอนาคตไม่ว่าเรื่องใหญ่ ไทย-กัมพูชา หรือภาษีทรัมป์ เราให้ประชาชนตัดสิน เราจำเป็นต้องมีรัฐบาลชุดใหม่แก้ไขในส่วนนี้

สำหรับกรณีข้อครหาบางพรรคในรัฐบาลใหม่จะเข้าไปแทรกแซงองค์กรอิสระต่างๆ เพราะเงื่อนไข 5 ข้อของพรรคประชาชนไม่มีระบุส่วนนี้จะทำอย่างไร หัวหน้าพรรคประชาชนยืนยันผ่านการแถลงครั้งนี้อีกครั้งว่า ถ้าหากว่ามีการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะสะสางคดีของตนและพวกพ้อง พรรคประชาชนไม่มีทางยอมรับได้ พร้อมยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจทันที

“ทุกๆ อย่างอาจไม่ได้ตอบลงรายละเอียดมากนัก ตอบบนหลักการที่ทุกคนเข้าใจได้ ดูเรื่องการกระทำที่วิญญูชนเห็น ถ้าเชื่อว่านายอนุทิน ในฐานะนายกฯ มีความเป็นไปได้มากที่สุดคนต่อไป ใช้อำนาจยุ่งเกี่ยว เป็นอำนาจของ ปชน.ล้มอำนาจที่ไม่มีความชอบธรรม”

“เท้ง” ยัน ปชน. หนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯ

ส่วนถ้าพรรคเพื่อไทยยืดเยื้อหรือล้มการโหวตนายกรัฐมนตรีนั้น นายณัฐพงษ์ มองว่า การเดินเกมในสภาฯ เป็นเรื่องปกติ รวมถึงการโหวตนายกรัฐมนตรี แต่อยากให้ทุกคนเรียกร้อง ณ ตอนนี้คือเดินหน้าเปิดประตูสู่ทางออกของประเทศ เพราะความชัดเจนของพรรคประชาชน คือพรรคเพื่อไทยไม่ได้เดินหน้ายุบสภาก่อน ต่อมาเสนอชื่อ นายชัยเกษม มาชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรี มองว่าพรรคเพื่อไทยตีรวน

ขณะที่สุดท้ายถ้านายอนุทินได้เป็นนายกรัฐมนตรีแล้วถูกคดีจริยธรรมสอยก่อนยุบสภา มองถึงนายกรัฐมนตรีคนที่ 4 หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ยังไม่ได้คิดถึงเรื่องนั้น แต่การโดนคดีจริยธรรม พรรคประชาชนบอกตลอดว่าเราไม่เห็นด้วยกับการใช้กระบวนการแบบนี้.

ท่าทีของพรรคประชาชนในการสนับสนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯ นั้น แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการหาทางออกให้กับประเทศ แม้จะมีความเห็นต่างจากหลายฝ่าย แต่การตัดสินใจครั้งนี้ก็มาจากการพิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว

ที่มา – “เท้ง” ยัน ปชน. หนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯ เมินข้อเสนอเพื่อไทย ชี้ พูดกลับไปกลับมา

พท. ยื่นข้อเสนอ ปชช. เลือก “ชัยเกษม” ยุบสภาฯ ทันที

พรรคเพื่อไทยดิ้นเฮือกสุดท้าย ยื่นข้อเสนอให้พรรคประชาชนเลือก “ชัยเกษม” ยุบพรรคทันทีไม่ต้องรอ 4 เดือน 

วันที่ 4 กันยายน 2568 นายสรวงศ์ เทียนทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ยืนยันว่า พรรคจะเสนอชื่อนายชัยเกษม นิติสิริ เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ในการโหวตที่รัฐสภาในวันพรุ่งนี้ (5 ก.ย.) และได้ยื่นข้อเสนอสุดท้ายว่า หากนายชัยเกษมได้รับความไว้วางใจให้เป็นนายกรัฐมนตรีจะประกาศยุบสภาทันที หลังจากถวายสัตย์ปฏิญาณและแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเสร็จสิ้น

นายสรวงศ์ปฏิเสธว่า ข้อเสนอนี้ไม่ได้มีเจตนาเพื่อป้องกันไม่ให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี แต่เป็นทางออกที่พรรคเห็นว่าดีที่สุดสำหรับประเทศเพื่อคืนอำนาจให้ประชาชน โดยระบุว่า ไม่มีอะไรที่สายไปอย่างแน่นอน เพราะยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น แม้จะมีรายงานว่าพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชนได้มีการลงนามในบันทึกข้อตกลงร่วมกันแล้ว

พร้อมกันนี้ นายสรวงศ์ยังกล่าวถึงกรณีที่นายภูมิธรรม เวชยชัย ถูกฟ้องร้องจากการยื่นทูลเกล้ายุบสภาว่า ทุกคนในพรรคต่างให้กำลังใจ และยืนยันว่าอำนาจในการยุบสภาเป็นของฝ่ายบริหาร ซึ่งนายภูมิธรรมปฏิบัติหน้าที่ตามอำนาจที่มีอยู่แล้ว.

พท. ยื่นข้อเสนอ ปชช. เลือก “ชัยเกษม” ยุบสภาฯ ทันที

สถานการณ์การเมืองไทยยังคงร้อนระอุ เมื่อพรรคเพื่อไทย (พท.) ได้ยื่นข้อเสนอสำคัญต่อพรรคประชาชน (ปชช.) โดยข้อเสนอดังกล่าวมีใจความสำคัญอยู่ที่การเสนอชื่อ นายชัยเกษม นิติสิริ เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 และหากนายชัยเกษมได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทยจะดำเนินการยุบสภาทันที

เหตุผลเบื้องหลังข้อเสนอ “ชัยเกษม” ยุบสภาฯ

นายสรวงศ์ เทียนทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาอธิบายถึงเหตุผลเบื้องหลังข้อเสนอนี้ โดยยืนยันว่า ข้อเสนอดังกล่าวไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อกีดกัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) จากการขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี แต่เป็นความตั้งใจของพรรคเพื่อไทยที่ต้องการหาทางออกที่ดีที่สุดสำหรับประเทศ และต้องการคืนอำนาจให้กับประชาชนโดยเร็วที่สุด

นอกจากนี้ นายสรวงศ์ยังกล่าวอีกว่า แม้จะมีกระแสข่าวว่าพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชนได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงร่วมกันแล้ว แต่พรรคเพื่อไทยยังคงเชื่อมั่นว่าข้อเสนอของตนยังคงเป็นประโยชน์และสามารถนำไปสู่การแก้ไขปัญหาของประเทศได้

ท่าทีของพรรคประชาชนต่อข้อเสนอ “ชัยเกษม”

ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าพรรคประชาชนจะมีท่าทีอย่างไรต่อข้อเสนอของพรรคเพื่อไทย แต่การตัดสินใจของพรรคประชาชนในครั้งนี้ จะมีผลอย่างยิ่งต่อทิศทางการเมืองของประเทศไทยในอนาคต การที่พรรคเพื่อไทยยื่นข้อเสนอ พท. ยื่นข้อเสนอ ปชช. เลือก “ชัยเกษม” ยุบสภาฯ ทันที นั้น แสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะหาทางออกให้กับประเทศในช่วงเวลาที่สำคัญนี้

ข้อเสนอ พท. ยื่นข้อเสนอ ปชช. เลือก “ชัยเกษม” ยุบสภาฯ ทันที เป็นข้อเสนอที่น่าสนใจและอาจเป็นทางออกหนึ่งที่สามารถช่วยคลี่คลายสถานการณ์ทางการเมืองที่ตึงเครียดในปัจจุบันได้ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของพรรคประชาชนและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

การเมืองไทยยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เราต้องติดตามข่าวสารและวิเคราะห์สถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อให้เข้าใจถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประเทศของเรา หาก พท. ยื่นข้อเสนอ ปชช. เลือก “ชัยเกษม” ยุบสภาฯ ทันที สำเร็จ จะส่งผลอย่างไรต่อการเมืองของประเทศไทยในอนาคต

ที่มา – พท.ยื่นข้อเสนอปชน. เลือก “ชัยเกษม” ยุบสภาฯ ทันที

ชูศักดิ์ย้ำ! ภูมิธรรม มีอำนาจเสนอยุบสภา

“ชูศักดิ์ ศิรินิล” กางรัฐธรรมนูญ ย้ำ “ภูมิธรรม เวชยชัย” มีอำนาจเสนอยุบสภา ในฐานะปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯ บอก หากตีความรัฐธรรมนูญไปทางตันจะเกิดผลที่อันตราย

วันที่ 4 กันยายน 2568 นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีปัญหา นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี มีอำนาจที่ทูลเกล้าฯ ร่างพระราชกฤษฎีกายุบสภา เพื่อทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยได้หรือไม่ ว่า การยุบสภาเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ ไม่ใช่อำนาจนายกฯ ดังที่ตั้งประเด็นกันว่า ผู้รักษาการในตำแหน่งนายกฯ มีอำนาจยุบสภาหรือไม่ ตามมาตรา 103 ของรัฐธรรมนูญ นายกฯ มีแต่เพียงอำนาจถวายความเห็นโดยเสนอ พ.ร.ฎ. ตามมาตรา 103 และมาตรา 175 เท่านั้น การตีความรัฐธรรมนูญควรตีความไปในทางที่สามารถใช้บังคับแก่เหตุการณ์ต่างๆ ได้ ไม่ใช่ก่อให้เกิดทางตัน การยุบสภาจะทำได้เพียงครั้งเดียวในเหตุเดียวกันตาม มาตรา 103 โดยไม่มีบทบัญญัติอื่นใดจำกัดอำนาจนายกฯ ในการถวายความเห็นให้ทรงตรา พ.ร.ฎ. ตามมาตรา 175 และเมื่ออำนาจใดเป็นของนายกฯ อำนาจนั้นย่อมเป็นของรองนายกรัฐมนตรีที่รักษาการแทนนายกฯ เพราะไม่มีข้อจำกัดไว้ในที่ใด

ส่วนคำกล่าวที่ว่าอำนาจเสนอร่าง พ.ร.ฎ. เป็นอำนาจเฉพาะตัวของนายกฯ เป็นการคิดเอาเองตามทฤษฎี เช่น ถือว่านายกฯ ได้รับความไว้วางใจจากสภาฯ จึงควรเป็นบุคคลเดียวที่เสนอร่าง พ.ร.ฎ.ยุบสภา เป็นการนำทฤษฎีคนละเรื่องกันมาตีความนอกรัฐธรรมนูญ ถ้ารัฐธรรมนูญประสงค์จะให้ตีความเช่นนั้น ก็คงบัญญัติไว้แล้ว เช่น บัญญัติไว้ในมาตรา 167 (1) ว่ารัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากตำแหน่งเมื่อความเป็นรัฐมนตรีของนายกฯ สิ้นสุดลง ที่เป็นเช่นนี้เพราะแม้นายกฯ จะพ้นจากตำแหน่งโดยเหตุใด แต่เพราะนายกฯ มาจากความไว้วางใจของสภาฯ รัฐมนตรีอื่นทั้งคณะจึงต้องพ้นจากตำแหน่งตามไปด้วย

นายชูศักดิ์ กล่าวต่อไปว่า ที่ว่าการตีความรัฐธรรมนูญต้องตีความไปในทางที่ใช้บังคับได้ ถ้าเกิดเหตุการณ์สำคัญที่นายกฯ พ้นจากตำแหน่ง และยังคงมีรองนายกฯ รักษาการ แต่เหตุการณ์นั้นรุนแรงจนสมควรยุบสภา ก็จะหาทางออกด้วยการยุบสภาไม่ได้ อันก่อให้เกิดผลอันตรายและเสียหายตามมา อันจะเป็นทางตันไม่อาจแก้ปัญหาได้ รองนายกฯ รักษาการแทนนายกฯ จึงมีอำนาจในการนำความกราบบังคมทูลพระกรุณาถวายร่าง พ.ร.ฎ.ยุบสภา เพื่อทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยได้ ส่วนจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมประการใด ย่อมเป็นพระราชอำนาจเด็ดขาด ไม่อาจถูกทบทวนโดยศาลรัฐธรรมนูญหรือองค์กรใดๆ ได้ ข้อที่ว่าผู้รักษาการในตำแหน่งนายกฯ ไม่เคยทูลเกล้าฯ ร่าง พ.ร.ฎ.ยุบสภา มาก่อน มิใช่เหตุผลที่จะตัดอำนาจดังกล่าว

ทั้งนี้ เป็นเพราะไม่เคยมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นในอดีต จึงถือเป็นประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของประเทศไทยไม่ได้ แท้จริงแล้วถ้าเกิดปัญหาขึ้นก็ต้องหาทางออกจนได้ ดังเช่น กรณีนายสัญญา ธรรมศักดิ์ ได้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายความเห็นให้ทรงยุบสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เมื่อปีพุทธศักราช 2516 (หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516) ทั้งที่ไม่เคยมีประเพณีให้ยุบสภาที่มาจากการแต่งตั้ง และครั้งนั้นก็เคยสงสัยกันว่านายกฯ มีอำนาจเช่นนั้นหรือไม่ แต่ก็มีการยุบสภาผู้แทนราษฎรในที่สุด

“ชูศักดิ์” กางรัฐธรรมนูญย้ำ “ภูมิธรรม” ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯ มีอำนาจเสนอยุบสภา

ทำไม ชูศักดิ์ ถึงย้ำว่า ภูมิธรรม มีอำนาจเสนอยุบสภา?

การที่นายชูศักดิ์ออกมาเน้นย้ำว่านายภูมิธรรม เวชยชัย ในฐานะผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี มีอำนาจเสนอยุบสภา นั้น เป็นการตีความตามหลักรัฐธรรมนูญ เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินสามารถดำเนินต่อไปได้ แม้ในสถานการณ์ที่นายกรัฐมนตรีไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ตามปกติ การตีความเช่นนี้ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดทางตันทางการเมือง และเปิดโอกาสให้สามารถแก้ไขวิกฤตการณ์ต่างๆ ได้ด้วยการยุบสภาและจัดการเลือกตั้งใหม่

นอกจากนี้ การตีความดังกล่าวยังสอดคล้องกับหลักการที่ว่า อำนาจของนายกรัฐมนตรีจะถูกส่งต่อไปยังผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนโดยอัตโนมัติ หากไม่มีข้อจำกัดทางกฎหมายที่ชัดเจน การตีความในลักษณะนี้เป็นการยืนยันถึงความต่อเนื่องของการบริหารประเทศ และอำนาจในการตัดสินใจที่สำคัญ เช่น การเสนอยุบสภา

อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่องอำนาจในการเสนอยุบสภายังคงเป็นที่ถกเถียงกันในวงกว้าง โดยมีความเห็นที่แตกต่างกันไปในแง่มุมทางกฎหมายและการเมือง การที่นายชูศักดิ์ออกมาแสดงความเห็นอย่างชัดเจน จึงเป็นการให้ข้อมูลและมุมมองที่สำคัญต่อสาธารณชน เพื่อให้เข้าใจถึงเหตุผลและหลักการที่เกี่ยวข้องกับอำนาจในการเสนอยุบสภาภายใต้รัฐธรรมนูญ

“จิรายุ” เย้ยพรรคประชาชนไม่เข็ด ภูมิใจไทยไม่โหวตให้ “พิธา”

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีพรรคประชาชนสนับสนุนให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรี ว่า “ที่ผ่านมาพรรคประชาชนเรียกร้องมาตลอดว่า จะไม่ให้ใครเอา ม.112 มาเป็นเครื่องมือทางการเมืองในการเล่นงานใคร แต่ทำไมยังยืนยิ้มได้ ที่ปล่อยให้พรรคภูมิใจไทยที่ประกาศจับมือกันไปแจ้งความในลักษณะเช่นนี้ พรรคประชาชนจะต้องร่วมรับผิดชอบกับการตัดสินใจครั้งนี้อย่างเจ็บปวดเป็นครั้งที่ 2 จากที่ครั้งแรกยังไม่น่าจะเข็ดที่พรรคภูมิใจไทย เคยโหวตคว่ำไม่เอา นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล แม้แต่เสียงเดียว ในขณะเดียวกันพรรคเพื่อไทยทุกเสียงให้เกียรติ โหวตเลือกนายพิธา อย่างเต็มกำลัง ทำเป็นลืมไปได้”

การที่นายชูศักดิ์ ศิรินิล ออกมาย้ำถึงอำนาจของ “ภูมิธรรม เวชยชัย” ในการเสนอยุบสภา สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการตีความรัฐธรรมนูญในสถานการณ์ที่ซับซ้อน การทำความเข้าใจบทบาทและอำนาจของผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯ จึงเป็นเรื่องที่ประชาชนควรให้ความสนใจ เพื่อร่วมกันติดตามและตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

ที่มา – “ชูศักดิ์” กางรัฐธรรมนูญย้ำ “ภูมิธรรม” ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯ มีอำนาจเสนอยุบสภา

สรวงศ์เผย ข้อเสนอสุดท้าย เลือก “ชัยเกษม” นั่งนายกฯ

“สรวงศ์” เผย ข้อเสนอสุดท้ายของเพื่อไทย เลือก “ชัยเกษม นิติสิริ” เป็นนายกรัฐมนตรี จะยุบสภาทันทีเมื่อแถลงนโยบายต่อรัฐสภา

เมื่อเวลา 11.12 น. วันที่ 4 กันยายน 2568 นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวสั้นๆ ระบุว่า “ข้อเสนอสุดท้ายเลือกนายชัยเกษม นิติสิริ เป็นนายกรัฐมนตรีจะยุบสภาทันทีเมื่อแถลงนโยบายต่อรัฐสภา”

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า เป็นการย้ำว่าพรรคเพื่อไทย ยืนยันที่จะเสนอ นายชัยเกษม เพื่อชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของไทย กับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่ประกาศตัวเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย โดยมีพรรคประชาชนร่วมเป็นเสียงโหวตให้ ภายใต้เงื่อนไขต้องยุบสภาใน 4 เดือน.

ล่าสุดเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเกี่ยวกับข้อเสนอของพรรคเพื่อไทยที่ “สรวงศ์” เผย ข้อเสนอสุดท้าย เลือก “ชัยเกษม” นั่งนายกฯ โดยมีเงื่อนไขยุบสภาทันทีหลังแถลงนโยบาย ข้อเสนอดังกล่าวถูกมองว่าเป็นการเดิมพันทางการเมืองที่สูง และอาจนำไปสู่ความไม่แน่นอนทางการเมืองมากยิ่งขึ้น

หลายฝ่ายตั้งคำถามถึงความเหมาะสมในการเสนอชื่อนายชัยเกษม นิติสิริ ในสถานการณ์ที่การเมืองยังคงมีความขัดแย้งสูง และการจัดตั้งรัฐบาลยังคงเป็นไปอย่างยากลำบาก เงื่อนไขการยุบสภาทันทีหลังแถลงนโยบายยิ่งเพิ่มความกังวลว่ารัฐบาลที่จัดตั้งขึ้นอาจไม่มีเสถียรภาพเพียงพอที่จะบริหารประเทศ

สรวงศ์เผย ข้อเสนอสุดท้าย เลือก “ชัยเกษม” นั่งนายกฯ

การออกมาเปิดเผยข้อเสนอดังกล่าวของนายสรวงศ์ เทียนทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงจุดยืนของพรรคในการผลักดันนายชัยเกษมขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี แม้ว่าจะมีอุปสรรคและความท้าทายมากมายรออยู่เบื้องหน้า

ทำไมพรรคเพื่อไทยถึงเลือก “ชัยเกษม” เป็นตัวเลือกสุดท้าย?

คำถามที่หลายคนสงสัยคือ เหตุใดพรรคเพื่อไทยจึงยังคงยืนยันที่จะเสนอชื่อนายชัยเกษม นิติสิริ ทั้งๆ ที่รู้ว่าโอกาสในการได้รับเสียงสนับสนุนนั้นค่อนข้างน้อย มีหลายปัจจัยที่อาจเป็นเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจนี้

  • ความจงรักภักดี: นายชัยเกษมเป็นบุคคลที่ใกล้ชิดกับพรรคเพื่อไทยมาอย่างยาวนาน และมีความจงรักภักดีต่อพรรคอย่างมาก
  • ประสบการณ์: นายชัยเกษมมีประสบการณ์ทางการเมืองและการบริหารราชการมาอย่างยาวนาน
  • ภาพลักษณ์: นายชัยเกษมมีภาพลักษณ์ที่เป็นกลาง และไม่เป็นที่ขัดแย้งของฝ่ายต่างๆ มากนัก

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจเสนอชื่อนายชัยเกษมก็มีความเสี่ยงเช่นกัน หากไม่สามารถรวบรวมเสียงสนับสนุนได้เพียงพอ อาจส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของพรรคเพื่อไทยและความน่าเชื่อถือของพรรคได้

ผลกระทบต่อการเมืองไทย

ผลของการตัดสินใจครั้งนี้ของพรรคเพื่อไทย จะส่งผลกระทบต่อการเมืองไทยในหลายด้าน หากนายชัยเกษมได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ แต่หากไม่สำเร็จ ก็อาจทำให้สถานการณ์ทางการเมืองยิ่งซับซ้อนและยืดเยื้อต่อไป

อนาคตทางการเมืองของประเทศไทยยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การตัดสินใจของพรรคเพื่อไทยครั้งนี้จะเป็นตัวแปรสำคัญที่จะกำหนดทิศทางของประเทศในอนาคตอันใกล้นี้ จับตาดูอย่างใกล้ชิดว่า “สรวงศ์” เผย ข้อเสนอสุดท้าย เลือก “ชัยเกษม” นั่งนายกฯ จะนำพาประเทศไปในทิศทางใด

การต่อรองทางการเมืองยังคงดำเนินต่อไป และข้อเสนอของพรรคเพื่อไทยที่ “สรวงศ์” เผย ข้อเสนอสุดท้าย เลือก “ชัยเกษม” นั่งนายกฯ เป็นเพียงหนึ่งในกลยุทธ์ที่ถูกนำมาใช้เพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเมืองของตนเอง อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่ทุกฝ่ายต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ

ที่มา – “สรวงศ์” เผย ข้อเสนอสุดท้าย เลือก “ชัยเกษม” นั่งนายกฯ ยุบสภาทันที

ไผสิกล้ามาสั่ง “สุรทิน” ยัน! ไม่มีใบสั่งแจ้งความ 112

“สุรทิน” ยืนยันไม่มีใบสั่ง แจ้งความ ม.112 “ภูมิธรรม” ชี้เป็นการทำหน้าที่พสกนิกร ที่จงรักภักดีสถาบัน สวนกลับเป็นภาษาอีสาน “ไผสิกล้ามาสั่งสหายไทย” งานนี้ทำเอาหลายคนสงสัยถึงเบื้องลึกเบื้องหลังการตัดสินใจ

วันที่ 4 ก.ย. 2568 นายสุรทิน พิจารณ์ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยใหม่ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการไปแจ้งความ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี ในความผิดตามมาตรา 112 จากการยื่นทูลเกล้าฯ ยุบสภาฯ ว่า ตนเป็นพสกนิกรรักสถาบันฯ ซึ่งเห็นว่าสิ่งที่นายภูมิธรรมทำ ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาทในฐานะพสกนิกรจึงต้องปกป้องสถาบันฯ ความคิดมีแค่นั้น เพราะเทิดทูนสถาบันเหนือเกล้าเหนือกระหม่อมอยู่แล้ว

อีกทั้ง ตนคิดว่านายภูมิธรรม ไม่มีอำนาจในการยุบสภาฯ เพราะกฤษฎีกาก็แนะนำอยู่แล้วว่าไม่สามารถยื่นได้ ก็ยังฝ่าฝืนจะยื่น ซึ่งเราก็ต้องปกป้องสถาบัน เพราะเรารักสถาบัน

ส่วนจะกังวลหรือไม่ ว่าพรรคประชาชนจะไม่ยกมือโหวตให้กับ นายอนุทิน เนื่องจากเป็นการแจ้งความ ม.112 นายสุรทิน กล่าวว่า ไม่ได้กังวลพรรคประชาธิปไตยใหม่พร้อมทุกอย่าง รวมถึงการไปยื่นในครั้งนี้ตนเองก็ไม่ได้มีการพูดคุยกับพรรคร่วมรัฐบาลใหม่ พร้อมตอบเป็นภาษาอีสานว่า “บ่ได้ออนซอนใครไปเลย” ซึ่งเรื่องการยกมือโหวตเป็นเรื่องของพรรคร่วมฯ และนายกรัฐมนตรี พร้อมย้ำว่าการเดินทางไปแจ้งความนั้น เป็นเพราะเป็นพสกนิกรจงรักภักดีต่อสถาบัน ไม่ได้มีประเด็นอื่นส่วนใครจะมองอย่างไรก็เป็นเรื่องส่วนตัว และไม่เกี่ยวกับความรู้สึกของตนเอง

ทั้งนี้ หลังจากที่ตนไปแจ้งความตำรวจก็ประชุมกันชุดใหญ่ เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ ม.112 ซึ่งก็ดำเนินการตามหน้าที่ของเจ้าพนักงาน และเจ้าหน้าที่ก็มีการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม เนื่องจากเจ้าตัวก็มีการแถลงว่าจะยุบสภาฯ

เมื่อถามอีกว่า การไปแจ้งความในครั้งนี้มีใบสั่งหรือไม่ นายสุรทิน ตอบเป็นภาษาอีสานว่า “ไผสิมาสั่งสหายไทย มีแต่คอมมิวนิสต์ด้วยกัน ใครจะบังอาจมาสั่ง”

ส่วนที่มีการตีกลับ พ.ร.ฎ.ยุบสภา นั้น นายสุรทิน กล่าวว่า พอเราแจ้งความเสร็จ เราประเมินว่าไม่น่าถูกต้อง ซึ่งเรายึดกฤษฎีกาเป็นหลัก เพราะเป็นที่ปรึกษากฎหมายของรัฐบาล.

ไผสิกล้ามาสั่ง “สุรทิน” ยัน! ไม่มีใบสั่งแจ้งความ 112

เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นร้อนแรงทางการเมืองที่หลายฝ่ายจับตามอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ ส.ส. บัญชีรายชื่อออกมาเคลื่อนไหวในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับมาตรา 112 ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและมีความสำคัญต่อความรู้สึกของประชาชน

ความเคลื่อนไหวของ สุรทิน และประเด็น ไผสิกล้ามาสั่ง

นายสุรทิน พิจารณ์ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์อย่างชัดเจนว่าการกระทำของตนเองนั้นเป็นไปโดยอิสระ ไม่มีใครสั่งการได้ และเป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ การยืนยันว่า ไผสิกล้ามาสั่ง นั้นเป็นการตอบโต้กระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่อาจเกิดขึ้นว่ามีผู้อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจครั้งนี้

การออกมาแจ้งความดำเนินคดีกับนายภูมิธรรม เวชยชัย ในข้อหามาตรา 112 เป็นการกระทำที่สร้างความฮือฮา และทำให้หลายคนตั้งคำถามถึงแรงจูงใจที่แท้จริง อย่างไรก็ตาม นายสุรทิน ยืนยันว่าเป็นการทำหน้าที่ในฐานะพสกนิกรที่ต้องการปกป้องสถาบัน

ผลกระทบและความคิดเห็นต่อกรณี ไผสิกล้ามาสั่ง

แน่นอนว่าการเคลื่อนไหวครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อหลายฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นพรรคร่วมรัฐบาล หรือแม้แต่ตัวของนายสุรทินเอง การที่นายสุรทินกล้าออกมาตอบโต้ด้วยคำพูดที่แข็งกร้าวอย่าง “ไผสิกล้ามาสั่ง” แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและตั้งใจที่จะปกป้องสิ่งที่ตนเองเชื่อมั่น

อย่างไรก็ตาม การใช้มาตรา 112 ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะอาจนำไปสู่ความขัดแย้งและความไม่เข้าใจในสังคม การแสดงความคิดเห็นและการวิพากษ์วิจารณ์ควรเป็นไปอย่างสร้างสรรค์และเคารพซึ่งกันและกัน

การออกมาเคลื่อนไหวของนายสุรทินในครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ยังคงเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และต้องการการพิจารณาอย่างรอบคอบ การแสดงความจงรักภักดีเป็นสิ่งที่ควรทำ แต่ต้องไม่นำไปสู่การสร้างความแตกแยกในสังคม

การที่นายสุรทินยืนยันว่า ไผสิกล้ามาสั่ง สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในตนเองและความตั้งใจที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้อง ถึงแม้ว่าอาจจะต้องเผชิญกับความท้าทายและความกดดันจากหลายฝ่ายก็ตาม

ที่มา – ไผสิกล้ามาสั่ง “สุรทิน” ยืนยันไม่มีใบสั่ง แจ้งความ ม.112 “ภูมิธรรม”

“เท้ง” ถาม “ภูมิธรรม” ยุติกระบวนการยุบสภา?

“เท้ง ณัฐพงษ์” ถามความชัดเจน “ภูมิธรรม” ยุติกระบวนการยุบสภาแล้วหรือยัง มองควรดำเนินตามกระบวนการโหวตนายกฯ คนที่ 32 พร้อม เรียกร้องถอนดำเนินคดี ม.112-157 ไม่เห็นด้วยนิติสงคราม

เมื่อเวลา 09.49 น. วันที่ 4 กันยายน 2568 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร แถลงข่าวที่อาคารรัฐสภา ว่า สืบเนื่องจากเมื่อวานที่ผ่านมา (3 กันยายน 2568) ประธานสภาผู้แทนราษฎรได้บรรจุวาระการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ในวันที่ 5 กันยายน 2568 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ประกอบกับพรรคเพื่อไทยมีมติในการเสนอ นายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี แต่กลับมีกระแสข่าวว่าทางรัฐบาลเตรียมที่จะเสนอความเห็นเพิ่มเติมต่อสำนักองคมนตรี เพื่อยืนยันว่าปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรีหรือรักษาการนายกรัฐมนตรีมีอำนาจในการทูลเกล้าฯ ยุบสภา 

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อไปว่า ตนและพรรคประชาชนมีความเห็นดังต่อไปนี้ ประการแรก พวกเรายืนยันว่าปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯ หรือรักษาการนายกฯ มีอำนาจในการยุบสภา แต่อย่างไรก็ตามพวกเราไม่ได้มีอำนาจที่ในการตีความเรื่องนี้ว่าสามารถดำเนินการได้หรือไม่ได้อย่างไร อำนาจในการตีความอยู่กับหน่วยงานที่ควรที่เกี่ยวข้อง รวมถึงตัวนายภูมิธรรมเอง ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้น ณ ตอนนี้ สภาพที่เกิดความไม่ชัดเจนจากการที่ประธานสภาฯ บรรจุระเบียบวาระเลือกนายกรัฐมนตรีในวันพรุ่งนี้ กับการที่รัฐบาลดำเนินการอยู่ สิ่งที่วันนี้เรามีความชัดเจนแล้วคือระเบียบวาระกำลังเดินหน้าสู่การโหวตนายกรัฐมนตรีในวันที่ 5 กันยายน แต่ที่ยังไม่ชัดเจนในตอนนี้คือทางพรรคเพื่อไทยหรือนายภูมิธรรม ยังเดินหน้ากระบวนการยุบสภาหรือไม่อย่างไร

ดังนั้น เพื่อไม่ให้เกิดความกังวลหรือข้อขัดแย้งทางกฎหมาย สิ่งหนึ่งที่ตนอยากขอเรียกร้องจากนายภูมิธรรมและรัฐบาลเพื่อให้เกิดความชัดเจน เพื่อให้เราเดินหน้าถูกต้องที่สุด อยากได้ความชัดเจนว่าตกลงแล้วรัฐบาลในขณะนี้ยังคงเดินหน้ากระบวนการในการยุบสภาอยู่หรือไม่ อย่างไรก็แล้วแต่ถ้ากระบวนการยังไม่เกิดความชัดเจนแบบนี้ ตนเห็นควรว่าเราควรจะต้องดำเนินการตามระเบียบวาระที่ประธานสภาฯ ได้มีการบรรจุโดยใช้อำนาจจากสภาผู้แทนราษฎรที่บรรจุวาระไปแล้วเรียบร้อย

ประการที่ 2 เมื่อวานนี้มีการดำเนินคดีมาตรา 112  และมาตรา 157 กับนายภูมิธรรม ตนและพรรคประชาชนไม่เห็นด้วยกับการใช้เครื่องมือทางกฎหมายดำเนินคดีดังกล่าว อยากจะเรียกร้องให้ผู้ร้องถอนคำกล่าวโทษเพื่อสร้างบรรยากาศที่พวกเราสามารถหาทางออกให้กับประเทศได้ พวกเราไม่เห็นด้วยกับการใช้กฎหมายในการกลั่นแกล้งหรือดำเนินกระบวนการนิติสงครามไม่ว่ากับฝ่ายใด เป็นสิ่งที่ตนแถลงครั้งนี้ในนามผู้นำฝ่ายค้านและตัวแทนของพรรค

จากนั้นนายณัฐพงษ์ ตอบคำถามสื่อมวลชนหลังแถลงว่า การดำเนินการของฝั่งพรรคเพื่อไทยอาจจะมีความย้อนแย้งในตัวเอง ทั้งๆ ที่ในพรรคมีการเตรียมที่จะเสนอแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี แต่กลับมีกระแสข่าวว่ายังดำเนินการในเรื่องการยุบสภาอยู่ เป็นสิ่งที่ตนต้องออกมาเรียกร้องขอความชัดเจนจากนายภูมิธรรมว่าได้ยุติกระบวนการยุบสภาแล้วหรือไม่อย่างไร และพร้อมที่จะเดินหน้าสู่กระบวนการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่แล้วใช่หรือไม่

พร้อมกันนี้ นายณัฐพงษ์ ยืนยันหนักแน่นว่ามติของพรรคประชาชนในการโหวตนายกรัฐมนตรี ผ่านการรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้าน เราไตร่ตรองและทบทวนมาอย่างดีแล้ว เพียงแต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ตอนนี้อยู่ในสภาพของสิ่งที่เราบอกว่า นายกฯ รักษาการ มีอำนาจในการยุบสภา แต่ทางรัฐบาลกลับมีความย้อนแย้งและยังเกิดความไม่ชัดเจน จึงอยากทำให้เกิดความชัดเจนก่อน แต่หากรัฐบาลยังคงคาราคาซังและยังไม่ทำให้เกิดความชัดเจน พวกเราเห็นควรว่าควรดำเนินการตามที่ประธานสภาฯ ใช้ดุลพินิจที่ได้บรรจุวาระเลือกนายกรัฐมนตรีในวันพรุ่งนี้ต่อไป ในฐานะที่ตนเป็นหัวหน้าพรรค การแสดงจุดยืนนี้ในที่สาธารณะเป็นเรื่องที่ถูกต้อง และขอเรียกร้องให้ผู้ที่ไปร้องทุกข์กล่าวโทษนายภูมิธรรม ถอนคำร้องทุกข์ออก

“สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือการยืนยันในหลักการเราพูดมาโดยตลอดว่าเราไม่เห็นด้วยกับกระบวนการนิติสงคราม สิ่งที่ประชาชนไม่อยากเห็นตอนนี้คือการที่ใครกำลังจะขึ้นมามีอำนาจแล้วใช้กระบวนการทุกอย่างเล่นงานคู่ขัดแย้งฝ่ายตรงข้าม สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ผมในฐานะหัวหน้าพรรคได้ออกมายืนยันว่าไม่เห็นด้วยกับการดำเนินคดีนายภูมิธรรมเมื่อวานที่ผ่านมา”

สำหรับการดำเนินการต่อจากนี้ เราจะใช้เสียงในสภาฯ ที่เรามีในการกำกับทิศทางของประเทศให้ดำเนินไปทางที่เราเห็นว่าถูกและควรโดยใช้รัฐบาลเสียงข้างน้อย โดยที่เราเป็นรัฐบาลเสียงข้างมากในการกำกับทิศทาง มีคำถามว่าเป็นนั่งร้านหรือไม่เป็นนั่งร้าน นายณัฐพงษ์ ตอบว่า อยู่ที่การแสดงออกการใช้เสียงในสภาฯ ที่พวกเรามีการแถลงชัดเจนในครั้งนี้เรื่องการดำเนินคดีนายภูมิธรรม เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างการแสดงออกของพวกเราว่าเราใช้เสียงของพวกเราที่มีในการกำกับทิศทางรัฐบาลเสียงข้างน้อยอย่างไร ส่วนภายนอกสภาฯ เราคงห้ามคนที่ไปยื่นคดีฟ้องร้องไม่ได้ และตนคงไม่ได้มีอำนาจที่จะกำกับการทำงานของ สส.แต่ละคนโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าอยู่พรรคอื่นๆ แต่หากมีการดำเนินการอะไรไปแล้วตนเชื่อมั่นว่า 140 กว่าเสียงที่เรามี ที่เราเป็นฝ่ายค้านเสียงข้างมาก ณ ขณะนี้จะสามารถกำกับทิศทางการกำกับการดำเนินการของพรรคต่างๆ ได้

“ขอย้ำอีกครั้งว่าการเซ็น MOA ในครั้งนี้ไม่ได้เป็นการร่วมรัฐบาล เราไม่มีอำนาจใดๆ ที่จะไปสั่งห้ามไม่ให้เขาทำอะไรเป็นการล่วงหน้า และการจัดตั้งรัฐบาลการดำเนินการต่างๆ ก็เป็นสิ่งที่เขาจะทำ แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เห็นว่ารัฐบาลทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ขัดหลักการ เราก็พร้อมใช้เสียงที่เรามีในการกำกับทิศทางให้รัฐบาลเดินทางไปในทางที่ถูกต้อง เชื่อว่าพรรคภูมิใจไทยและทุกๆ ฝ่ายที่ร่วมเสียงอยู่กับพรรคภูมิใจไทย ได้เสียงสัญญาณที่ส่งไปแล้ว”

ขณะเดียวกัน ต้องยอมรับตามข้อเท็จจริงจากการประเมินกระแสต่างๆ ที่เราได้ยินมาอาจจะยังมีผู้สนับสนุนของพรรคบางส่วนที่ยังรู้สึกไม่สบายใจ พวกเราเข้าใจดีและเชื่อว่าผู้บริหารได้รับฟังเสียงอย่างรอบด้านแล้ว ก่อนที่จะออกมาเป็นมติผู้บริหารพรรคพวกเราฟังเสียงทุกองค์ค่ะประโยชน์ของพรรคอย่างรอบด้านแล้ว ยืนยันอีกครั้งว่าการตัดสินใจครั้งนี้เห็นไปในทิศทางเดียวกันกับสิ่งที่เรามีมติออกมา ดังนั้นการดำเนินการต่อจากนี้ที่จะทำให้คะแนนความนิยมของพรรคเพิ่มมากขึ้นหรือผู้สนับสนุนพรรคเข้าใจสิ่งที่เราจำเป็นจะต้องดำเนินการเป็นไปเพื่ออะไรก็เป็นสิ่งที่หน้าที่ของพวกเราที่ต้องดำเนินการต่อ เชื่อว่าใน 4 เดือนต่อ.

“เท้ง” ถามความชัดเจน “ภูมิธรรม” ยุติกระบวนการยุบสภา เรียกร้องถอนดำเนินคดี ม.112-157

ความชัดเจนเรื่องการยุติกระบวนการยุบสภา

จากกรณีที่นายณัฐพงษ์ได้ออกมาถามความชัดเจนจากนายภูมิธรรม เรื่องการยุติกระบวนการยุบสภา ทำให้เกิดคำถามตามมามากมายถึงความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในการทำงานของรัฐบาลผสม การตัดสินใจของพรรคประชาชนในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างใกล้ชิด และพร้อมที่จะใช้เสียงของตนในการเปลี่ยนแปลง หากพบว่ามีการดำเนินการที่ไม่ถูกต้อง

การออกมาเรียกร้องให้นายภูมิธรรม ยุติกระบวนการยุบสภา และเรียกร้องให้ถอนการดำเนินคดี มาตรา 112 และ 157 เป็นการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนของพรรคประชาชน ในการปกป้องหลักการประชาธิปไตย และต่อต้านการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือทางการเมือง

โดยสรุป ประเด็นสำคัญที่นายณัฐพงษ์หยิบยกขึ้นมานั้น สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลต่อความไม่แน่นอนทางการเมือง และความจำเป็นในการสร้างความโปร่งใสในการบริหารประเทศ

ที่มา – “เท้ง” ถามความชัดเจน “ภูมิธรรม” ยุติกระบวนการยุบสภา เรียกร้องถอนดำเนินคดี ม.112-157

Scroll to top