โหวตนายก 2568

อนุทินชี้ เพื่อไทยส่ง “ชัยเกษม” ชิงนายกฯ ประชาชนได้ประโยชน์

“อนุทิน” คุยกับพรรคประชาชนแล้วปมเสียงโหวตในสภาฯ ชี้คนร้อง “ภูมิธรรม” ม.112 ทูลเกล้าฯ ยุบสภา ไม่เกี่ยวภูมิใจไทย มองเพื่อไทยส่ง “ชัยเกษม” ยิ่งมีคนเสนอชื่อชิงนายกฯ ยิ่งเป็นประโยชน์ต่อประชาชน

เมื่อเวลา 09.05 น. วันที่ 4 กันยายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เดินทางมาถึงรัฐสภา โดยผู้สื่อข่าวที่ปักหลักรออยู่ที่บริเวณด้านหน้าสอบถามว่ามีอะไรจะต้องเคลียร์กับพรรคประชาชนหรือไม่ นายอนุทิน บอกว่า “ได้ชี้แจงและพูดคุยกันแล้วเรื่องของการโหวตเมื่อวานแล้ว เมื่อวานพรรคภูมิใจไทยก็วิ่งกลับมาที่สภากัน โอ้โห”

ผู้สื่อข่าวถามต่อ กังวลใจหรือไม่พรรคเพื่อไทยจะมีการส่ง นายชัยเกษม นิติสิริ ชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 นายอนุทิน ตอบว่า ได้มีการพูดคุยกับพรรคประชาชนบอกว่าอีกหน่อยคงจะต้องจัดตั้งทีมประสานงานเพื่อการทำงานที่ใกล้ชิดกันมากขึ้น เพราะเพิ่งใหม่กันหมด และเพิ่งมาเป็นฝ่ายค้านร่วมกัน การทำงานในสภาฯ ก็เป็นสมัยแรก และคงจะต้องจัดทีมประสานงานทั้งสองพรรค อันนี้แค่พูดถึงการเริ่มต้นในฐานะฝ่ายค้าน

ส่วนคำถามถึงกรณีที่มีคนไปแจ้งความ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี มองอย่างไร โดยเฉพาะมาตรา 112 นายอนุทิน เผยว่า “ม.112 ไม่เกี่ยวกับพรรคภูมิใจไทย ส่วนเรื่องอื่นๆ ขอตรวจสอบก่อน ผมไม่ทราบว่าคนที่ไปแจ้งความไปในนามพรรคหรือไปในนามบุคคล เพราะเมื่อวานวุ่นแต่เรื่องอื่นทั้งวัน”

สำหรับเรื่องการประชุมวิป 2 ฝ่ายเมื่อวาน (3 กันยายน 2568) ที่ไม่ได้ข้อสรุป นายอนุทิน บอกว่า “ก็เป็นเรื่องธรรมดา” ผู้สื่อข่าวถามต่อถึงกระแสข่าวหนังสือที่พรรคเพื่อไทยส่งไปเพื่อทูลเกล้าฯ ขอยุบสภา และถูกตีกลับ มองอย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า “เรื่องนี้มิบังควรที่จะพูดถึงดีกว่า” อย่างไรก็ตาม เมื่อถามย้ำที่พรรคเพื่อไทยจะเสนอนายชัยเกษม เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 กังวลใจหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “ทุกอย่างยิ่งมีทางเลือก ยิ่งเป็นประโยชน์ต่อประชาชน”

อนุทิน มองเพื่อไทยส่ง “ชัยเกษม” ชิงนายกฯ ยิ่งมีทางเลือกยิ่งเป็นประโยชน์ต่อประชาชน

จากกรณีที่พรรคเพื่อไทยอาจเสนอชื่อ นายชัยเกษม นิติสิริ ชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นว่า เพื่อไทยส่ง “ชัยเกษม” ชิงตำแหน่งนั้น ยิ่งมีทางเลือกมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นผลดีต่อประชาชนมากเท่านั้น

อนุทิน ชี้ “ชัยเกษม” ชิงนายกฯ เป็นประโยชน์ต่อประชาชน

นายอนุทินยังกล่าวถึงการทำงานร่วมกันของพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชนในฐานะพรรคร่วมฝ่ายค้าน โดยระบุว่า จะมีการจัดตั้งทีมประสานงานเพื่อการทำงานที่ใกล้ชิดกันมากขึ้น เนื่องจากทั้งสองพรรคเพิ่งจะมาทำงานร่วมกันในสภาเป็นสมัยแรก นอกจากนี้ นายอนุทินยังตอบคำถามเกี่ยวกับกรณีที่มีผู้ไปแจ้งความดำเนินคดีกับนายภูมิธรรม เวชยชัย โดยเฉพาะในประเด็นมาตรา 112 ว่า เรื่องดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทย และขอตรวจสอบรายละเอียดก่อนที่จะให้ความเห็นเพิ่มเติม

เมื่อถูกถามย้ำถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยจะเสนอชื่อนายชัยเกษม เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 นายอนุทินตอบว่า “ทุกอย่างยิ่งมีทางเลือก ยิ่งเป็นประโยชน์ต่อประชาชน” ซึ่งเป็นการแสดงท่าทีที่เปิดกว้างและมองว่าการมีตัวเลือกที่หลากหลายเป็นสิ่งที่ดี

โดยสรุปแล้ว ท่าทีของนายอนุทินต่อการที่พรรคเพื่อไทยอาจเสนอชื่อนายชัยเกษม ชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น เป็นไปในเชิงบวก โดยมองว่ายิ่งมีตัวเลือกมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากขึ้นเท่านั้น นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการทำงานร่วมกันระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชนในฐานะพรรคร่วมฝ่ายค้าน

การที่พรรคเพื่อไทยเสนอชื่อนายชัยเกษม ชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ถือเป็นการเพิ่มตัวเลือกให้กับสมาชิกรัฐสภาในการพิจารณาเลือกผู้ที่เหมาะสมที่สุดที่จะมาบริหารประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตยที่ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมและการตัดสินใจของประชาชน และเมื่อมีตัวเลือกที่หลากหลายมากขึ้น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็จะสามารถพิจารณาคุณสมบัติและวิสัยทัศน์ของผู้สมัครแต่ละคนได้อย่างรอบคอบ และเลือกผู้ที่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง

การเมืองไทยในปัจจุบันมีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การมีผู้สมัครชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหลายคนจึงเป็นโอกาสที่ดีที่ประชาชนจะได้เห็นมุมมองและนโยบายที่แตกต่างกัน และนำไปสู่การตัดสินใจเลือกผู้ที่จะเข้ามาบริหารประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด

ที่มา – “อนุทิน” มองเพื่อไทยส่ง “ชัยเกษม” ชิงนายกฯ ยิ่งมีทางเลือกยิ่งเป็นประโยชน์ต่อประชาชน

ชูวิทย์: พรรคประชาชนต้องร่วมรัฐบาล เพื่อยุบสภา

“ชูวิทย์” ออกมาแสดงความคิดเห็นว่า “พรรคประชาชน” ต้องมีส่วนร่วมในรัฐบาล เพื่อเป้าหมายให้นายกฯ ยุบสภาตามเวลาที่กำหนด ชี้การโหวตให้ “อนุทิน” เป็นนายกฯ แล้วประกาศเป็นฝ่ายค้าน เป็นการหลอกลวงที่สมบูรณ์แบบที่สุดในการเมืองไทย

นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ นักเคลื่อนไหวชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2568 วิพากษ์วิจารณ์สถานการณ์ทางการเมืองล่าสุด โดยระบุว่า “การหลอกลวงที่สมบูรณ์แบบ พรรคประชาชนประกาศสนับสนุน นายอนุทิน เป็นนายกฯ พรรคเพื่อไทยยื่นยุบสภา แต่ไม่ผ่าน ประกาศยอมถอยไปเป็นฝ่ายค้าน ประธานสภานัดประชุมสภาโหวตนายกฯ วันศุกร์นี้”

พรรคประชาชนต้องเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาล

นายชูวิทย์ มองว่า หากนายอนุทินได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี การจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็จะหนีไม่พ้นการตอบแทนบุญคุณทางการเมืองตามระบบโควต้า นักการเมืองหน้าเดิมก็จะกลับมาเป็นรัฐมนตรี เพื่อให้พรรคประชาชนอภิปรายตรวจสอบ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้นได้ และ 2 กระทรวงหลักที่พรรคภูมิใจไทยจะต้องยึดไว้คือ กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงคมนาคม

“สัดส่วน ครม. ที่ พรรคภูมิใจไทยจะจัดจึงเหลือๆ เมื่อไม่มีพรรคประชาชนมาหารส่วนแบ่งให้เสียของไปถึง 140 กว่าเสียง ด้วยมุมมองการเมืองแบบบริสุทธิ์อินโนเซ้นท์ พรรคประชาชนยังประกาศจะเป็นฝ่ายค้าน เพื่อจะตรวจสอบรัฐบาลเสียอีก” นายชูวิทย์กล่าว

นายชูวิทย์ยังตั้งคำถามว่า การโหวตเลือกนายกฯ เพื่อตั้งรัฐบาล ส่วนคนโหวตกลับยอมเป็นฝ่ายค้านเพื่อมาตรวจสอบรัฐบาลที่ตั้งมานั้น ทำไปเพื่ออะไร เพราะการเป็นฝ่ายค้านไม่เคยล้มรัฐบาลได้เลยสักครั้ง และเชื่อว่าเครื่องจักรดูด สส. กำลังทำงาน สักพักเสียงอาจจะล้นเกินครึ่ง โดยอ้างว่าไม่ได้ทำอะไรทั้งนั้น แต่มีคนเข้ามาเอง

นายชูวิทย์เสนอว่า หากต้องการจะคุมพรรคภูมิใจไทยให้ทำตามเงื่อนไขที่พรรคประชาชนยื่นเป็นสัญญาประชาคม พรรคประชาชนต้องเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลต่างหาก เพื่อให้นายกฯ ยุบสภาตามกำหนด เพราะการควบคุมที่ดีที่สุดคือ การเป็นส่วนหนึ่งใน ครม. เพื่อจะได้เห็นทุกความเคลื่อนไหว

นอกจากนี้ นายชูวิทย์ยังระบุว่า กระทรวงที่พรรคประชาชนควรคุมคือ กระทรวงยุติธรรม เพราะเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ทับซ้อนที่ DSI แจ้งข้อกล่าวหานายอนุทิน เรื่องฮั้ว ส.ว. และแม้แต่เขากระโดง รวมถึงกระทรวงมหาดไทย ที่คุมบรรดาข้าราชการที่มีผลต่อการเลือกตั้ง และกรมที่ดินที่ไม่รู้ว่าจะถอนโฉนดเขากระโดงได้หรือไม่ นับเป็นข้อถกเถียงที่ล้วนแต่มีผลประโยชน์ทับซ้อนทั้งสิ้น

“แต่นี่กลับปล่อยให้พรรคภูมิใจไทยจัดสรรแบ่งปันกันเสร็จสรรพสบายใจเฉิบ ด้วยเงื่อนไขที่อ้าแขนรับได้หมด ชิลเหลือเกิน มันผิดธรรมชาติการเมืองเป็นอย่างยิ่ง แล้วคอยดูหน้าตา ครม.หนู” นายชูวิทย์กล่าว

ทำไมพรรคประชาชนต้องเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาล?

นายชูวิทย์มองว่า พรรคประชาชนจะปฏิเสธไม่ได้ ที่ต้องรับผิดชอบต่อนายกฯ และ ครม. ชุดที่นายกฯ เลือกมา ล้วนเป็นผลมาจากการโหวตสนับสนุนจากพรรคประชาชนอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ จะอ้างว่าเป็นฝ่ายค้านไม่เกี่ยวไม่ได้ เพราะพรรคประชาชนไปปลุกพรรคภูมิใจไทยให้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาเอง ด้วยการโหวตให้นายอนุทิน หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกฯ

หรือไม่อย่างนั้น แทนที่พรรคประชาชนจะอยู่เฉยๆ งดออกเสียง ไม่โหวตให้ใคร กลับทำตัวเป็นนั่งร้านให้พรรคภูมิใจไทยโดยไม่ได้อะไรแม้แต่น้อย ได้แค่ไปหางานทำ ตรวจสอบ อภิปราย ทำได้เท่านั้น ในขณะที่อีกฝ่ายกุมอำนาจรัฐ และ ส.ว. ที่สามารถแต่งตั้งองค์กรกลาง เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ที่นายอนุทิน เคยย้ำนักย้ำหนาว่าใครจะเป็น แค่นี้ก็รู้แล้วว่า นักการเมืองลิ้นมันดิ้นได้

“ให้ตายเถอะ ถือเป็นการเล่นการเมืองแบบใสซื่อ ไม่เข้ากับบริบทการเมืองไทย และโดยเฉพาะกับพรรคภูมิใจไทยเลย” นายชูวิทย์กล่าว

นายชูวิทย์ยังกล่าวอีกว่า การจะเปลี่ยนการเมืองไทยไม่สามารถกระทำได้ในระยะเวลาเพียง 4 เดือน เอาแค่สิ่งที่พรรคประชาชนบอกไว้ว่า จะไม่ให้ใครเอา ม.112 มาเป็นเครื่องมือทางการเมืองในการเล่นงานใคร แค่วันนี้ก็มีการแจ้ง ม.112 กับนายภูมิธรรมที่ไปยื่นยุบสภาเสียแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างจะย้อนกลับมาที่พรรคประชาชนที่ไปเลือกข้างพรรคภูมิใจไทยในครั้งนี้

ทั้งการทำงานของนายกฯ และ ครม. เขี้ยวลากดิน การจัดสรรผลประโยชน์ การควบคุม ส.ว. ไปในทุกเรื่อง ทุกอย่างล้วนมีต้นเหตุเพราะพรรคประชาชนเลือกนายอนุทินเอง โดยทำหล่อว่าตัวเองขอเป็นฝ่ายค้าน พรรคประชาชนจะต้องร่วมรับผิดชอบกับการตัดสินใจครั้งนี้อย่างเจ็บช้ำเป็นคำรบสอง ต่อเนื่องมาจากการที่พรรคภูมิใจไทยไม่โหวตให้ พิธาเป็นนายกฯ อย่างอ้างประชาชน เพราะสิ่งที่ทำไปประชาชนไม่ได้อะไร ล้วนมีแต่เสียกับการตัดสินใจแบบนี้ ที่ปล่อยเสือออกจากกรง แล้วคนเลี้ยงที่ว่าจะคุมเสือ กลับถูกเสือคาบไปกิน

นายชูวิทย์ทิ้งท้ายว่า “รอดูได้เลย ภาระที่พรรคประชาชนต้องแบกใส่บ่าหามไว้ จะส่งผลให้พรรคประชาชนเสียคะแนนมหาศาล ที่กล้าเอาเนื้อสดไปฝากไว้กับเสือหิว หรือจะว่าไปนี่เป็นการหลอกลวงที่สมบูรณ์แบบที่สุดที่เคยเห็นมาในการเมืองไทย”

จากความคิดเห็นของนายชูวิทย์ จะเห็นได้ว่าการตัดสินใจทางการเมืองมีความซับซ้อนและอาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึง การที่พรรคประชาชนต้องเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลหรือไม่นั้น เป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ

ที่มา – “ชูวิทย์” มอง “พรรคประชาชน” ต้องเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาล เพื่อให้นายกฯ ยุบสภาตามกำหนด

ถ่ายทอดสดประชุมสภาฯ 4 ก.ย. 68 จับตาก่อนโหวตนายกฯ

ถ่ายทอดสดประชุมสภาผู้แทนราษฎร 4 ก.ย. 68 จับตาก่อนวัน “โหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32” หลังประธานสภาฯ สั่งบรรจุวาระเรื่องด่วนในวันที่ 5 ก.ย.นี้ การประชุมครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการเตรียมความพร้อมก่อนการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ซึ่งสร้างความสนใจให้กับประชาชนทั่วประเทศ

วันที่ 4 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 26 ปีที่ 3 ครั้งที่ 19 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) ในวันนี้ ตามกำหนดการนัดประชุมในเวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยไม่ได้กำหนดเป็นวาระประชุมนัดพิเศษ โดยมีญัตติด่วนที่น่าสนใจในทำนองเดียวกันหลายเรื่อง เกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา, การขอให้สภาพิจารณาบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding : MOU) 2543 และ 2544 ระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา รวมถึงเรื่องที่ค้างพิจารณาอีกหลายเรื่อง

(ถ่ายทอดสดประชุมสภาฯ)

ขณะที่สถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้กำลังอยู่ในความสนใจของประชาชน ภายหลัง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากความเป็นนายกรัฐมนตรี ทำให้ต้องมีการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ และจัดตั้งรัฐบาลใหม่ขึ้น ซึ่งพรรคประชาชนมีมติคณะกรรมการบริหารพรรคออกมาว่าจะโหวตสนับสนุนให้กับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ภายใต้เงื่อนไข 5 ข้อ ที่สำคัญคือต้องยุบสภาภายใน 4 เดือน ซึ่งนายอนุทิน และนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ลงนามในข้อตกลงร่วมกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา โดยพรรคภูมิใจไทยก็ยื่นเรื่องต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรแล้ว 

ทางด้านพรรคเพื่อไทย นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี ยอมรับว่าทูลเกล้าฯ เสนอยุบสภาไปแล้ว แต่ต่อมาช่วงเย็นวันเดียวกัน มีกระแสข่าวว่าหนังสือดังกล่าวถูกตีกลับ ซึ่งนายภูมิธรรม ไม่ได้ตอบในประเด็นดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ในเรื่องของการโหวตนายกรัฐมนตรี ล่าสุดประธานสภาฯ มีคำสั่งบรรจุวาระเรื่องด่วนที่ 8 พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 159 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ในการประชุมวันที่ 5 กันยายน 2568 เรียบร้อยแล้ว.

ถ่ายทอดสดประชุมสภาฯ 4 ก.ย. 68 จับตาก่อนวันโหวตนายกฯ คนที่ 32

การประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 4 กันยายน 2568 ถือเป็นอีกหนึ่งวันสำคัญทางการเมืองที่ประชาชนให้ความสนใจอย่างใกล้ชิด การถ่ายทอดสดการประชุมสภาฯ ทำให้ประชาชนสามารถติดตามความเคลื่อนไหวและกระบวนการตัดสินใจของนักการเมืองได้อย่างใกล้ชิด

ประเด็นสำคัญในการ ถ่ายทอดสดประชุมสภาฯ 4 ก.ย. 68

  • การพิจารณาญัตติด่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา
  • การพิจารณาบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา
  • ความคืบหน้าในการเตรียมการสำหรับการโหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32

การ ถ่ายทอดสดประชุมสภาฯ 4 ก.ย. 68 จับตาก่อนวันโหวตนายกฯ คนที่ 32 ครั้งนี้ จึงเป็นโอกาสอันดีที่ประชาชนจะได้รับทราบข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและรอบด้านเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทางการเมืองอย่างมีวิจารณญาณ

ดังนั้น การติดตาม ถ่ายทอดสดประชุมสภาฯ 4 ก.ย. 68 จับตาก่อนวันโหวตนายกฯ คนที่ 32 จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับประชาชนทุกคนที่ต้องการติดตามสถานการณ์ทางการเมืองและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจอนาคตของประเทศ

ที่มา – ถ่ายทอดสดประชุมสภาฯ 4 ก.ย. 68 จับตาก่อนวันโหวตนายกฯ คนที่ 32

5 ก.ย.นี้! สภาฯ โหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 แน่นอน

เตรียมตัวให้พร้อม! สภาผู้แทนราษฎรบรรจุวาระการโหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ในวันที่ 5 กันยายนนี้แล้ว โดยถือเป็นเรื่องด่วนลำดับที่ 8 ที่จะพิจารณาในการประชุม

เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีที่คณะกรรมการประสานงานร่วมสภาผู้แทนราษฎร (วิปสภา) ยังหาข้อสรุปเรื่องวันประชุมสภาฯ เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ไม่ได้ โดยนายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาฯ คนที่ 2 ได้นำความเห็นของ สส. ที่เข้าร่วมประชุมเสนอต่อ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาฯ เพื่อพิจารณาและกำหนดวันประชุม

รายงานข่าวแจ้งว่า ประธานสภาฯ ได้รับทราบรายละเอียดจากการหารือของวิปสภาฯ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และได้เชิญ นายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ รองเลขาธิการสภาฯ ที่กำกับดูแลสำนักประชุม มาหารือเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวในช่วงเย็นที่ผ่านมา พร้อมกันนี้ ว่าที่ ร.ต.ต.อาพัทธ์ สุขะนันท์ เลขาธิการสภาฯ ได้ให้สัมภาษณ์ว่าได้ดำเนินการและเสนอเรื่องให้ประธานสภาฯ พิจารณาแล้ว โดยเบื้องต้นไม่มีปัญหาหรืออุปสรรคทางข้อกฎหมายใดๆ ที่จะขัดขวางการบรรจุวาระเพิ่มเติมตามที่ สส. พรรคภูมิใจไทยเสนอ

5 ก.ย.นี้! สภาฯ โหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 แน่นอน

ล่าสุด เมื่อเวลาประมาณ 21.14 น. เว็บไซต์สภาผู้แทนราษฎรได้ดำเนินการบรรจุวาระเรื่องด่วนที่ 8 ซึ่งเป็นการพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลที่สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ตามมาตรา 159 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ในการประชุมวันที่ 5 กันยายน 2568 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ถือเป็นการยืนยันว่าจะมีการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีในวันดังกล่าวอย่างแน่นอน

ความพร้อมในการโหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32

การบรรจุวาระดังกล่าวถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าการจัดตั้งรัฐบาลกำลังใกล้เข้ามาทุกที หลังจากที่การเจรจาและประสานงานระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะมีอุปสรรคและความท้าทายต่างๆ มากมาย แต่ในที่สุดก็สามารถหาข้อตกลงร่วมกันได้ และนำไปสู่การกำหนดวันลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี

สำหรับขั้นตอนหลังจากนี้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จะต้องเตรียมตัวศึกษาข้อมูลและพิจารณาคุณสมบัติของผู้ที่ถูกเสนอชื่อ เพื่อให้สามารถตัดสินใจลงคะแนนได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม ทั้งนี้ การลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ถือเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบที่สำคัญของ สส. ทุกคน ในการเลือกผู้นำประเทศที่จะสามารถนำพาประเทศไทยไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองและความมั่นคง

คาดการณ์ว่าการประชุมในวันที่ 5 กันยายน จะเป็นไปอย่างเข้มข้นและมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศไทย ประชาชนชาวไทยต่างเฝ้ารอผลการลงมติด้วยความหวังว่าประเทศไทยจะได้ผู้นำที่มีความสามารถ มีวิสัยทัศน์ และมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าต่อไป

นอกจากประเด็นเรื่องการโหวตนายกรัฐมนตรีแล้ว คาดว่าในการประชุมสภาฯ วันที่ 5 กันยายน จะมีการพิจารณาเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารราชการแผ่นดินและการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ด้วย ดังนั้นจึงเป็นที่น่าติดตามว่าสภาฯ จะสามารถดำเนินงานได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด

สถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ยังคงมีความไม่แน่นอนอยู่บ้าง แต่การบรรจุวาระการโหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ถือเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยเข้าใกล้การมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง หวังว่าหลังจากนี้สถานการณ์ต่างๆ จะคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น และประเทศไทยจะสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง

ดังนั้น สิ่งที่ประชาชนชาวไทยสามารถทำได้ในขณะนี้คือ การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และให้กำลังใจผู้แทนที่มาจากการเลือกตั้ง ให้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่และซื่อสัตย์ เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติ

หลังจากนี้คงต้องติดตามกันต่อไปว่าผลการลงมติในวันที่ 5 กันยายน จะออกมาเป็นอย่างไร และใครจะเป็นผู้ที่ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย.

ที่มา – บรรจุวาระแล้ว 5 ก.ย.นี้ ที่ประชุมสภาฯ โหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32

เลขาฯ ครม. ชี้ “ภูมิธรรม” พิจารณาปมยุบสภา

เลขาฯ ครม. บอกเป็นอำนาจ “ภูมิธรรม” ในฐานะปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯ พิจารณา หากมีหนังสือลงมาจริงปมยุบสภา

วันที่ 3 กันยายน 2568 นางณัฐฏ์จารี อนันตศิลป์ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี บอกว่าได้ยื่นทูลเกล้าฯ ยุบสภาไปแล้วเมื่อวันที่ 2 กันยายนที่ผ่านมา เพียงสั้นๆ ว่า ตนยังไม่สามารถตอบได้ หากมีหนังสือมาจริง เป็นอำนาจของนายภูมิธรรม ในฐานะปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรีจะพิจารณารายละเอียดและตัดสินใจอย่างไร.

ประเด็นเรื่องการยุบสภากลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง หลังจากมีกระแสข่าวเกี่ยวกับการตัดสินใจทางการเมืองที่อาจส่งผลต่ออนาคตของรัฐบาลชุดปัจจุบัน การออกมาให้สัมภาษณ์ของเลขาธิการคณะรัฐมนตรีในครั้งนี้ ยิ่งทำให้สถานการณ์ดูคลุมเครือมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อท่านเลขาธิการฯ ได้กล่าวอย่างชัดเจนว่า อำนาจในการพิจารณาเรื่องนี้อยู่ที่นายภูมิธรรม เวชยชัย ในฐานะผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี

การตัดสินใจยุบสภาถือเป็นเรื่องใหญ่ที่มีผลกระทบต่อหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองต่างๆ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รวมถึงประชาชนชาวไทยทุกคน ดังนั้น การพิจารณาเรื่องนี้จึงต้องเป็นไปอย่างรอบคอบและถี่ถ้วน โดยคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติเป็นสำคัญ

เลขาฯ ครม. ชี้อำนาจ “ภูมิธรรม” พิจารณาปมยุบสภา

สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันมีความผันผวนและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การตัดสินใจทางการเมืองที่สำคัญ เช่น การยุบสภา จึงต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วน และการประเมินสถานการณ์อย่างรอบด้าน เพื่อให้การตัดสินใจนั้นเป็นไปอย่างเหมาะสมและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

ปัจจัยที่อาจมีผลต่อการพิจารณาเรื่องยุบสภา:

  • เสถียรภาพของรัฐบาล
  • ความขัดแย้งทางการเมือง
  • ความนิยมของรัฐบาล
  • ความพร้อมของพรรคการเมือง
  • สถานการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคม

การที่เลขาธิการคณะรัฐมนตรีออกมาให้ข้อมูลว่าอำนาจการตัดสินใจอยู่ที่นายภูมิธรรมนั้น เป็นการเน้นย้ำถึงความสำคัญในการตัดสินใจของผู้นำประเทศในช่วงเวลาที่สำคัญเช่นนี้ การตัดสินใจใดๆ จะต้องมีความโปร่งใส และสามารถอธิบายต่อสาธารณชนได้อย่างชัดเจน

อนาคตของการเมืองไทยหลังการพิจารณาเรื่องยุบสภา

หากมีการตัดสินใจยุบสภาจริง สิ่งที่ตามมาคือการจัดการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งจะเป็นโอกาสให้ประชาชนชาวไทยได้แสดงออกถึงเจตจำนงทางการเมืองของตนเอง และเลือกผู้แทนที่ตนเองไว้วางใจเข้ามาบริหารประเทศ การเลือกตั้งครั้งใหม่นี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศไทย

การที่ทุกภาคส่วนร่วมมือกันเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม และเคารพผลการเลือกตั้งที่ออกมา จะเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประชาธิปไตยในประเทศไทยให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น

เรื่องราวการยุบสภายังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ความชัดเจนและการตัดสินใจที่โปร่งใสจะเป็นสิ่งที่ประชาชนคาดหวังจากผู้มีอำนาจในขณะนี้

การติดตามสถานการณ์ทางการเมืองอย่างใกล้ชิดและการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้าน จะช่วยให้เราเข้าใจถึงความเป็นไปของประเทศ และมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์สังคมที่ดีกว่าเดิมได้

ที่มา – เลขาฯ ครม. บอกเป็นอำนาจ “ภูมิธรรม” พิจารณา หากมีหนังสือลงมาจริงปมยุบสภา

เพื่อไทยไม่กังวล “ภูมิธรรม” ถูกแจ้งความปมทูลเกล้าฯ

“วิสุทธิ์” โว พรรคเพื่อไทยไม่กังวล หลัง “ภูมิธรรม” ถูกแจ้งความ ม.112 กรณีทูลเกล้าฯ ชงยุบสภา เชื่อมั่นทำได้ถูกต้อง ถวายฎีกาได้ ย้ำ ยุบสภาเป็นพระราชอำนาจ

เมื่อเวลา 15.45 น. วันที่ 3 กันยายน 2568 นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ และประธาน สส.พรรคเพื่อไทย กล่าวที่รัฐสภา ถึงกรณี นายสุรทิน พิจารณ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปไตยใหม่ แจ้งความ กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) เอาผิด นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี ในความผิดตามมาตรา 112 กรณีไม่มีอำนาจในการกราบบังคมทูลฯ ยุบสภา ว่า รักษาการแทนนายกรัฐมนตรีทำหน้าที่เต็มในการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งก่อนหน้านั้นทำหน้าที่รักษาการขณะที่ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ยังอยู่ระหว่างดำเนินการ

แต่ในขณะนี้อำนาจเต็มอยู่กับนายภูมิธรรม ถือว่าสามารถถวายฎีกาได้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร แม้จะมีนักวิชาการหลายคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ซึ่งเราก็รับฟังในช่วงที่ผ่านมา รวมถึง นายภูมิธรรม ก็ได้รับฟัง จึงได้ข้อสรุปและเชื่อมั่นว่าทำได้ถูกต้อง มีการถวายฎีกาได้ ซึ่งไม่ได้มีความกังวลอะไร

นายวิสุทธิ์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับคนที่จะไปแจ้งก็ถือว่าเป็นเรื่องของเขา และประเทศนี้เรามีนักร้องเรียนเยอะแยะ ที่เห็นต่างเป็นเรื่องปกติ พร้อมย้ำว่าเป็นเรื่องธรรมดาไม่มีอะไรที่เป็นเรื่องน่ากังวล เมื่อถามว่าฝ่ายกฎหมายเตรียมหลักฐานอะไรไว้ต่อสู้บ้าง นายวิสุทธิ์ ตอบว่า เรามีทีมนักกฎหมายเตรียมการไว้อยู่แล้ว เรามั่นใจว่าไม่ได้ทำผิดอะไร การยุบสภาเป็นพระราชอำนาจ เราได้แต่น้อมรับและรอฟัง เราไม่ควรพูดอะไรที่เกินเลยกว่านี้ ซึ่งจะเกิดความไม่เหมาะสม.

เพื่อไทยไม่กังวล “ภูมิธรรม” ถูกแจ้งความปมทูลเกล้าฯ ชงยุบสภา

จากกรณีที่นายภูมิธรรม เวชยชัย ถูกแจ้งความในมาตรา 112 จากประเด็นการทูลเกล้าฯ ชงยุบสภานั้น พรรคเพื่อไทยได้ออกมาแสดงความเห็นอย่างมั่นใจว่าการกระทำดังกล่าวเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมายและขั้นตอนที่เหมาะสม

ความมั่นใจของพรรคเพื่อไทยต่อกรณี “ภูมิธรรม”

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ได้เน้นย้ำว่าพรรคเพื่อไทยไม่ได้รู้สึกกังวลต่อการแจ้งความดังกล่าว เนื่องจากเชื่อมั่นว่านายภูมิธรรมได้ปฏิบัติหน้าที่ตามอำนาจที่มีอยู่ และการดำเนินการต่างๆ เป็นไปตามข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง การที่นักวิชาการมีความเห็นที่แตกต่างกันเป็นเรื่องปกติ แต่พรรคก็ได้พิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้านก่อนที่จะดำเนินการใดๆ

พรรคเพื่อไทยยังกล่าวเสริมอีกว่า การที่มีผู้ไปแจ้งความร้องเรียนเป็นเรื่องปกติในสังคม และไม่ได้ส่งผลกระทบต่อความมั่นใจของพรรค เนื่องจากมีทีมกฎหมายที่พร้อมจะให้ข้อมูลและต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรม การยุบสภาถือเป็นพระราชอำนาจ และพรรคพร้อมที่จะน้อมรับและปฏิบัติตาม

สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของพรรคเพื่อไทยในการดำเนินการทางการเมือง และความพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับความท้าทายทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้น การออกมาให้ความเห็นอย่างชัดเจนเช่นนี้เป็นการแสดงจุดยืนที่แข็งแกร่ง และสร้างความมั่นใจให้กับสมาชิกพรรคและผู้สนับสนุน

การที่พรรคเพื่อไทยออกมาตอบโต้ประเด็นนี้อย่างรวดเร็ว แสดงให้เห็นถึงความตื่นตัวและความใส่ใจในการปกป้องชื่อเสียงและสมาชิกของพรรค การดำเนินการต่างๆ เป็นไปอย่างรอบคอบและมีการเตรียมพร้อมในทุกด้าน ทำให้พรรคสามารถรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยรวมแล้ว สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งและความพร้อมของพรรคเพื่อไทยในการเผชิญหน้ากับความท้าทายต่างๆ ในสนามการเมืองไทย พรรคยังคงเดินหน้าทำงานเพื่อประชาชน และพร้อมที่จะตอบคำถามและข้อสงสัยต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

กรณี เพื่อไทยไม่กังวล “ภูมิธรรม” ถูกแจ้งความปมทูลเกล้าฯ ชงยุบสภา นี้สะท้อนให้เห็นถึงพลวัตทางการเมืองที่ซับซ้อน และความสำคัญของการตีความกฎหมายในบริบทต่างๆ

ที่มา – เพื่อไทยไม่กังวล “ภูมิธรรม” ถูกแจ้งความปมทูลเกล้าฯ ชงยุบสภา เชื่อมั่นทำถูกต้อง

3 สส.ปชป. แจงเหตุผลหนุน “อนุทิน” ตั้งรัฐบาล

3 สส.ประชาธิปัตย์ แจง 4 เหตุผลหนุน “อนุทิน” ตั้งรัฐบาล-นั่งนายกฯ คนที่ 32 ผ่าทางตันประเทศ ปัดต่อรองตำแหน่งทางการเมือง ย้ำขอใช้เอกสิทธิ์ สส. ตามรัฐธรรมนูญ

วันที่ 3 กันยายน 2568 นายสรรเพชญ บุญญามณี สส.สงขลา, นายสมยศ พลายด้วง สส.สงขลา และนายราชิต สุดพุ่ม สส.นครศรีธรรมราช 3 สส.พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ออกคำชี้แจงกรณีร่วมลงชื่อสนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาลของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่า ตามที่ปรากฏว่าพวกตนได้สนับสนุนข้อตกลงร่วมระหว่างพรรคประชาชนกับพรรคภูมิใจไทยในการเสนอชื่อบุคคลไปดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพื่อทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินในช่วงเปลี่ยนผ่าน แก้ไขปัญหาเร่งด่วนเฉพาะหน้า จัดทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และยุบสภาผู้แทนราษฎรนั้น พวกตนขอชี้แจงเหตุผลและเจตนารมณ์ใน 4 ประเด็นสำคัญ ที่ทำให้ต้อง 3 สส.ประชาธิปัตย์ แจง 4 เหตุผลหนุน “อนุทิน”

3 สส.ประชาธิปัตย์ แจง 4 เหตุผลหนุน “อนุทิน”

1. พวกตนทั้ง 3 คนเห็นว่า ปัญหาความไม่ชอบธรรมของรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทย ปรากฏชัดเจนที่สุดในกรณีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ได้ฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงกรณีคลิปเสียง จนบั่นทอนความเชื่อมั่นของสังคมไม่เพียงชี้ให้เห็นถึงการขาดคุณสมบัติและความซื่อสัตย์สุจริตที่ผู้นำควรมี ยังทำให้รัฐบาลสูญเสียความชอบธรรม ในการบริหารประเทศ และทำลายศักดิ์ศรีของประเทศโดยรวม การบริหารประเทศภายใต้พรรคเพื่อไทยไม่สามารถตอบสนองต่อความท้าทายทางเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม ขาดความจริงใจในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่ประชาชนเผชิญอยู่ในชีวิตประจำวัน

2. การที่พวกตนลงนามสนับสนุนให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น เป็นการตัดสินใจในฐานะ สส. ที่สำคัญคือพรรคภูมิใจไทยเคยร่วมสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ ในการจัดตั้งรัฐบาล ในช่วงปี 2551-2554 จนสามารถสร้างเสถียรภาพได้อย่างเป็นรูปธรรม ตรงกันข้ามพรรคเพื่อไทยในห้วงเวลานั้น กลับเลือกที่จะล้มรัฐบาลและผลักประเทศเข้าสู่วิกฤตการณ์ทางการเมืองครั้งใหญ่ นี่คือเหตุผลสำคัญที่ 3 สส.ประชาธิปัตย์ แจง 4 เหตุผลหนุน “อนุทิน” ในครั้งนี้

3. พวกตนเห็นด้วยกับ 5 เงื่อนไขร่วมที่ทั้งสองพรรควางไว้เพื่อผ่าทางตันประเทศทั้งการยุบสภา คืนอำนาจให้ประชาชนโดยเร็วที่สุด การจัดทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญที่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนมากที่สุด และการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่กระทบชีวิตประชาชน ทั้งปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง และปัญหาความมั่นคงชายแดน

4. การสนับสนุนของพวกตน มิได้มีเจตนาเพื่อแลกเปลี่ยนตำแหน่งทางการเมืองในรัฐบาลที่จะเกิดขึ้น หากแต่เป็นการใช้เอกสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 114 ที่บัญญัติว่า “สส. ย่อมเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย ไม่อยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติมอบหมาย หรือความครอบงำใดๆ..” เพื่อยืนยันว่า เสียงของพวกตนคือเสียงที่ประชาชนมอบให้

เหตุผลที่ 3 สส.ประชาธิปัตย์ แจง 4 เหตุผลหนุน “อนุทิน”

การออกมาให้เหตุผลของ สส. ทั้งสามท่านนี้ ถือเป็นการแสดงจุดยืนที่ชัดเจน และเป็นการยืนยันถึงการทำหน้าที่ผู้แทนของประชาชนอย่างแท้จริง การตัดสินใจทางการเมืองในครั้งนี้ จะส่งผลต่อทิศทางของประเทศอย่างไร คงต้องติดตามดูกันต่อไป แต่ที่แน่ๆ การที่ 3 สส.ประชาธิปัตย์ แจง 4 เหตุผลหนุน “อนุทิน” ถือเป็นการเปิดเผยเบื้องหลังการตัดสินใจที่น่าสนใจ

ที่มา – 3 สส.ประชาธิปัตย์ แจง 4 เหตุผลหนุน “อนุทิน” ปัดต่อรองตำแหน่งทางการเมือง

อนุทินงดตอบข่าวลือตีกลับยุบสภา: จริงหรือ?

ท่าทีของนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กำลังเป็นที่จับตา หลังมีกระแสข่าวลือเรื่องหนังสือทูลเกล้าฯ ขอยุบสภาถูกตีกลับ และข่าวการสกัดไม่ให้นั่งตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แม้จะมีการลงนาม MOA กับพรรคประชาชนแล้วก็ตาม สถานการณ์การเมืองไทยยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

อนุทินงดตอบข่าวลือตีกลับยุบสภา

เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2568 นายอนุทินได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับกระแสข่าวหนังสือทูลเกล้าฯ ขอยุบสภาถูกตีกลับมา โดยกล่าวว่าเป็นเพียงข่าวลือและต้องรอรัฐบาลเป็นผู้ชี้แจงข้อเท็จจริง นอกจากนี้ ยังตอบคำถามกรณีที่นายศุภชัย ใจสมุทร หัวหน้าคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย ไปแจ้งความนายภูมิธรรม เวชชยชัย เรื่องการยื่นทูลเกล้าฯ ขอยุบสภา โดยนายอนุทินตั้งคำถามกลับว่านายศุภชัยไปแจ้งในนามส่วนตัวหรือไม่ และย้ำว่ารัฐบาลต้องแจ้งให้ประชาชนทราบโดยเร็วเกี่ยวกับเรื่องนี้

อนาคตการโหวตนายกฯ และข่าวลือเรื่องการยุบสภา

ในส่วนของปัญหาการโหวตนายกรัฐมนตรี นายอนุทินยืนยันว่าไม่มีปัญหา และกล่าวถึงข้ออ้างเรื่องการสอบถามประธานศาลรัฐธรรมนูญว่าไม่จำเป็น เพราะมีความชัดเจนในพระราชกิจจานุเบกษาแล้ว นอกจากนี้ยังกล่าวถึงความเป็นไปได้ที่จะมีการยื้อเวลาการโหวตนายกรัฐมนตรีไปหลังวันที่ 10 กันยายน โดยกล่าวว่าหากใครทำอะไรที่ขัดต่อกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญจะต้องรับผิดชอบ และหากขัดต่อจริยธรรมก็ต้องยิ่งรับผิดชอบมากขึ้นไปอีก

สำหรับข่าวลือเรื่องดีล 44 สส. พรรคประชาชนและการโหวตนายกรัฐมนตรี นายอนุทินตอบว่าใครจะพูดอะไรก็ได้ แต่ขออย่าให้ผิดกฎหมายหรือหมิ่นประมาทให้ร้ายคนอื่น และยืนยันว่าการสนับสนุนที่ได้รับนั้นอยู่ในกติกา

วันเดียวกันนั้น นายอนุทินได้ลงมาที่ร้านกาแฟจาริสต้า ซึ่งเป็นร้านของภรรยา เพื่อสั่งกาแฟเอสเพรสโซ่ร้อนและสอบถามถึงไอศกรีมที่จะทานคู่กับเยลลี่สีแดงรสสตรอว์เบอร์รี เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงเค้กส้มที่ร้าน นายอนุทินบอกว่าจะสั่งมาขายในวันพรุ่งนี้

โดยรวมแล้ว ท่าทีของนายอนุทินในวันนี้ยังคงผ่อนคลาย แม้จะมีการยื่นทูลเกล้าฯ เรื่องอนุทินงดตอบข่าวลือตีกลับยุบสภา และยังไม่มีมติเรื่องวันโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีก็ตาม

สถานการณ์ทางการเมืองที่ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง ทำให้ทุกฝ่ายต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นเรื่องอนุทินงดตอบข่าวลือตีกลับยุบสภา และความพยายามในการจัดตั้งรัฐบาล หากมีความคืบหน้าใดๆ เกิดขึ้น จะส่งผลกระทบต่ออนาคตของประเทศอย่างแน่นอน และการที่นายอนุทินออกมาอนุทินงดตอบข่าวลือตีกลับยุบสภานั้นยิ่งทำให้ทุกคนอยากรู้ความจริงมากขึ้นไปอีก

ดังนั้น การติดตามข่าวสารและทำความเข้าใจสถานการณ์จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ประชาชนสามารถตัดสินใจและมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หากคุณกำลังติดตามข่าวสารการเมืองอย่างใกล้ชิด ลองพิจารณาถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับตัวคุณและสังคมโดยรวม และอย่าลืมที่จะแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์เพื่อร่วมกันสร้างประเทศไทยที่ดีกว่าเดิม

ที่มา – “อนุทิน” งดตอบข่าวลือตีกลับ ยุบสภา ส่ายหัวไม่ตอบเจอเกมสกัดนั่งนายกฯ

ภราดรจวกฉลาด! ยังเชื่อวันนอร์โหวตนายกฯ 5 ก.ย.นี้

“ภราดร” จวก “ฉลาด” ไม่เป็นกลาง เข้าข้างพรรคเพื่อไทย หลังถกวิป 2 ฝ่ายไร้ข้อสรุปวันโหวตเลือกนายกฯ คนที่ 32 อ้างรอศาลรัฐธรรมนูญ-ยุบสภา แต่ยังเชื่อ “วันนอร์” บรรจุวาระเร่งด่วนทันโหวต 5 ก.ย.นี้

เมื่อเวลา 15.45 น. วันที่ 3 กันยายน 2568 นายภราดร ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย กล่าวที่รัฐสภา ภายหลังการประชุมคณะกรรมการประสานงานร่วมสภาผู้แทนราษฎร (วิป) ว่า หลังจากที่ นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 และนายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ ประธาน สส.พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) แถลงว่า ที่ประชุมวิป 2 ฝ่ายไม่มีข้อสรุปนั้น ตนขอตำหนิการทำหน้าที่ของนายฉลาด ประธานในที่ประชุม ท่านไม่ได้ทำหน้าที่ด้วยความเป็นกลาง แต่เข้าข้างพรรคการเมืองที่สังกัด 

นายภราดร กล่าวต่อไปว่า ในช่วงเช้าพรรคประชาชนแถลงการณ์ชัดเจน ในช่วงสาย นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้เซ็น MOA กับพรรคประชาชนเรียบร้อย ตนในฐานะ สส. จึงยื่นหนังสือให้กับ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ตามกติกามารยาทว่า ได้รวบรวมเสียงเพียงพอแล้ว สามารถเลือกนายกรัฐมนตรีในวันที่ 5 กันยายนนี้ได้

แต่ในที่ประชุมวิปทางพรรคเพื่อไทยยก 2 เหตุผล คือเรื่องวันประกาศพระบรมราชโองการแต่งตั้งให้ นายสราวุธ ทรงศิวิไล ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และภายหลังราชกิจจานุเบกษาประกาศลงวันที่ 30 สิงหาคม 2568 ฉะนั้นข้อสงสัยว่าจะเกิดปัญหากับคำวินิจฉัยหรือไม่ จึงไม่สมควรที่จะเป็นข้อสงสัยอีกต่อไป  แต่พรรคเพื่อไทยได้รวบรวมชื่อ 20 สส. ให้ประธานสภาฯ ส่งเรื่องไปศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความ อ้างว่ายังอยู่ในกระบวนการของศาลรัฐธรรมนูญ เป็นเหตุให้ยังไม่สามารถเลือกนายกรัฐมนตรีในวันที่ 5 กันยายนได้

ส่วนอีกหนึ่งเหตุผลเรื่องการยุบสภา ซึ่งตนเห็นว่าการประกาศยุบสภาต่อสาธารณะ เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม ไม่สมควร และไม่บังควรเป็นอย่างยิ่ง ในประเพณีปฏิบัติที่ผ่านมา ไม่เคยมีการประกาศยุบสภาต่อหน้าสาธารณชน เพราะอำนาจยุบสภาเป็นอำนาจขององค์พระมหากษัตริย์ ตนและ น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี พรรคภูมิใจไทย ได้ทักท้วงในที่ประชุมว่า หนังสือที่เชิญมาประชุมคือให้พิจารณาการบรรจุวาระเลือกนายกรัฐมนตรีในวันที่ 5 กันยายนนี้หรือไม่ แต่ในที่ประชุมไม่มีการพูดถึง มีเพียง 2 เรื่องที่นำมากล่าวอ้าง ในขณะที่พวกตนได้แสดงเหตุผลว่า ในฝ่ายนิติบัญญัติไม่มีหน้าที่ต้องรอคำวินิจฉัยของฝ่ายตุลาการ หรือฝ่ายบริหารจะมีความคิดเห็น ว่าจะยุบสภาก็เป็นอำนาจของฝ่ายบริหาร ส่วนฝ่ายนิติบัญญัติก็ดำเนินการตามบทบาทหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ เมื่อนายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง สภาฯ จำเป็นต้องเลือกนายกรัฐมนตรีโดยด่วน และเมื่อทุกอย่างพร้อมแล้วก็ควรดำเนินการตามข้อบังคับ 

“ผมเข้าตามตรอกออกตามประตู วันนี้ยื่นหนังสือ 24 ชม. หรือ 1 วันตามข้อบังคับ ประธานสภาฯ สามารถบรรจุระเบียบวาระเร่งด่วนเพื่อให้สภาฯ ได้มีการประชุมหารือกันได้ แต่ในที่ประชุมวิปไม่มีข้อสรุป และได้นำข้อเสนอของทั้ง 2 ฝ่าย คือพรรคภูมิใจไทยได้เสนอว่าให้เลือกนายกฯ วันที่ 5 กันยายน และทางพรรคเพื่อไทยเสนอให้เลื่อนไปก่อน โดยไปแจ้งต่อประธานสภาฯ ซึ่งอำนาจในการบรรจุระเบียบวาระเป็นอำนาจของประธานสภาฯ โดยแท้ ก็อยู่ที่ประธานสภาฯ ว่าจะให้ความสำคัญกับองค์กรนิติบัญญัติหรือไม่ จะเดินหน้าทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติหรือไม่”

เมื่อถามว่าประธานสภาฯ จะบรรจุทันภายในสัปดาห์นี้หรือไม่ นายภราดร ตอบว่า ทันครับ ตามข้อบังคับ ประธานสภาฯ สามารถบรรจุเป็นวาระเร่งด่วนได้ และหวังว่าประธานจะปฏิบัติหน้าที่ในฐานะประมุขฝ่ายนิติบัญญัติอย่างตรงไปตรงมา และเราในฝ่ายนิติบัญญัติต้องแยกอำนาจให้ชัด ซึ่งมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ คือการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่โดยเร็ว ฉะนั้น ต้องคาดหวังจากประธานสภาฯ ว่าจะเร่งบรรจุระเบียบวาระ

ผู้สื่อข่าวถามต่อ หากมีการแก้เกมยื้อเวลาแบบนี้ไปเรื่อยๆ จะแก้เกมอย่างไร นายภราดร ตอบว่า ตนเชื่อมั่นว่าประธานรัฐสภาเป็นผู้ใหญ่ และในช่วงที่ไปยื่นหนังสือท่านบอกจะทำตามรัฐธรรมนูญและทำตามข้อบังคับ ซึ่งมั่นใจว่าประธานจะทำหน้าที่เพื่อความเป็นกลางและบรรจุระเบียบวาระในวันศุกร์ที่ 5 กันยายน 2568

ภราดรจวกฉลาด! ยังเชื่อวันนอร์โหวตนายกฯ 5 ก.ย.นี้

จากกรณีที่นายภราดร ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำหน้าที่ของนายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ว่าไม่เป็นกลางในการประชุมวิป 2 ฝ่าย เกี่ยวกับวาระการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ทำให้เกิดความไม่แน่นอนเกี่ยวกับกำหนดการดังกล่าว

นายภราดรยังคงเชื่อมั่นว่า นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร จะบรรจุวาระการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในวันที่ 5 กันยายนนี้ได้ทันเวลา โดยอ้างอิงจากข้อบังคับการประชุมที่เปิดโอกาสให้สามารถบรรจุวาระเร่งด่วนได้ภายใน 24 ชั่วโมงหลังจากยื่นหนังสือ

ความเชื่อมั่นใน “วันนอร์” และความหวังต่อการโหวตนายกฯ 5 ก.ย.นี้

ถึงแม้ว่าพรรคเพื่อไทยจะยกเหตุผลเรื่องการรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญและการพิจารณาเรื่องการยุบสภาขึ้นมาเป็นอุปสรรค นายภราดรยังยืนยันว่าฝ่ายนิติบัญญัติควรทำหน้าที่ของตนเองตามรัฐธรรมนูญ นั่นคือการเร่งเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่โดยเร็วที่สุด

ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในวิป 2 ฝ่าย สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการผลักดันและยื้อเวลาในกระบวนการเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งสร้างความกังวลให้กับประชาชนที่ต้องการเห็นรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศโดยเร็ว

  • พรรคภูมิใจไทยยังคงยืนกรานที่จะให้มีการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในวันที่ 5 กันยายน
  • พรรคเพื่อไทยเสนอให้เลื่อนการโหวตออกไปก่อน โดยอ้างเหตุผลทางกฎหมายและความเหมาะสม
  • นายภราดรเชื่อมั่นว่าประธานสภาฯ จะทำหน้าที่อย่างเป็นกลางและเร่งบรรจุวาระการโหวต

การตัดสินใจขั้นสุดท้ายขึ้นอยู่กับประธานสภาผู้แทนราษฎรว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป ประชาชนคงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อดูว่าประเทศไทยจะได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่เมื่อใด

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การที่นายภราดรออกมาแสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมา ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงความต้องการที่จะให้กระบวนการเลือกนายกรัฐมนตรีเดินหน้าต่อไปโดยเร็วที่สุด

ที่มา – “ภราดร” จวก “ฉลาด” ไม่เป็นกลาง ยังเชื่อ “วันนอร์” บรรจุวาระด่วนทันโหวตนายกฯ 5 ก.ย.

Scroll to top