โหวตนายก 2568

“ชูศักดิ์” แย้มปม ยุบสภาฯ “ภูมิธรรม” มีอำนาจจริงหรือ

“ชูศักดิ์” แกนนำพรรคเพื่อไทย แย้มปม ”ยุบสภาฯ” พร้อมย้ำ “ภูมิธรรม” ในฐานะรักษาการนายกรัฐมนตรี มีอำนาจทูลเกล้าฯ

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 3 ก.ย. 2568 นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และแกนนำพรรคเพื่อไทย เผยว่า กรณีการยุบสภาฯ ตามข้อเสนอการยุบสภาฯ ของพรรคการเมืองนั้น พรรคเพื่อไทยจึงมีการหารือกันว่า ยุบสภาฯ ในขณะนี้ไปเลยดีกว่าไหม

ทั้งนี้ นายภูมิธรรม เวชยชัย ในฐานะรักษาการนายกรัฐมนตรี มีอำนาจในการยุบสภาฯ หรือไม่นั้น มีอำนาจในการทูลเกล้าฯ ยุบสภา และรับสนองพระบรมราชโองการ ซึ่งภายหลังจากการทูลเกล้าฯ เป็นพระราชอำนาจ.

“ชูศักดิ์” แย้มปม “ยุบสภาฯ” ย้ำ “ภูมิธรรม” มีอำนาจทูลเกล้าฯ

การเมืองไทยช่วงนี้ดูเหมือนจะร้อนระอุเป็นพิเศษ หลังจากที่นายชูศักดิ์ ศิรินิล แกนนำพรรคเพื่อไทย ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นการยุบสภาฯ ทำให้หลายคนเริ่มจับตามองถึงความเป็นไปได้และอำนาจของผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นายภูมิธรรม เวชยชัย ในฐานะรักษาการนายกรัฐมนตรี

หลายคนอาจสงสัยว่า การยุบสภาฯ คืออะไรกันแน่? การยุบสภาฯ คือการที่ฝ่ายบริหารตัดสินใจให้มีการเลือกตั้งใหม่ก่อนครบวาระปกติของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา การตัดสินใจยุบสภาฯ มักเกิดขึ้นเมื่อรัฐบาลประสบปัญหาในการบริหารประเทศ หรือต้องการเสียงสนับสนุนจากประชาชนเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ

อำนาจของ “ภูมิธรรม” ในการทูลเกล้าฯ ยุบสภาฯ

คำถามสำคัญคือ นายภูมิธรรม เวชยชัย ในฐานะรักษาการนายกรัฐมนตรี มีอำนาจในการทูลเกล้าฯ เพื่อให้มีการยุบสภาฯ ได้จริงหรือไม่? ตามที่นายชูศักดิ์ได้กล่าวไว้ นายภูมิธรรมมีอำนาจในการทูลเกล้าฯ และรับสนองพระบรมราชโองการ ซึ่งเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมายและรัฐธรรมนูญ

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจยุบสภาฯ ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมีปัจจัยหลายอย่างที่ต้องพิจารณา ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม รวมถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชน การตัดสินใจจึงต้องรอบคอบและคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ

แล้วอะไรคือเหตุผลที่พรรคเพื่อไทยอาจพิจารณาถึงการยุบสภาฯ ในขณะนี้?

  • อาจเป็นเพราะต้องการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน
  • หรือต้องการเสียงสนับสนุนเพื่อผลักดันนโยบายสำคัญ
  • หรืออาจเป็นเพราะต้องการแก้ไขปัญหาทางการเมืองที่กำลังเกิดขึ้น

ไม่ว่าเหตุผลจะเป็นอะไร การตัดสินใจยุบสภาฯ ย่อมส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วน ดังนั้นการติดตามข่าวสารและทำความเข้าใจสถานการณ์จึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับประชาชนทุกคน

การเมืองเป็นเรื่องใกล้ตัวที่เราทุกคนควรให้ความสนใจ เพราะการตัดสินใจทางการเมืองส่งผลต่อชีวิตของเราโดยตรง ร่วมกันติดตามข่าวสาร วิเคราะห์สถานการณ์ และแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ เพื่อร่วมกันสร้างสังคมที่ดีขึ้น

การเมืองไทยเต็มไปด้วยความผันผวนและการเปลี่ยนแปลง การติดตามข่าวสารบ้านเมืองอย่างใกล้ชิดจะช่วยให้เราเข้าใจสถานการณ์และพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ที่มา – “ชูศักดิ์” แย้มปม “ยุบสภาฯ” ย้ำ “ภูมิธรรม” มีอำนาจทูลเกล้าฯ

พรรคประชาชน โหวต อนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรี

สถานการณ์การเมืองไทยกำลังเข้มข้น! ล่าสุด “พรรคประชาชน” ได้ออกมาแถลงการณ์ยืนยันอย่างเป็นทางการว่าจะลงมติสนับสนุนให้ “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ดำรงตำแหน่ง “นายกรัฐมนตรี” ในการโหวตที่จะเกิดขึ้น

เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้เรียกประชุมสื่อมวลชนเพื่อแถลงข่าวผลการตัดสินใจของคณะกรรมการบริหารพรรคเกี่ยวกับการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ณ อาคารรัฐสภา ท่ามกลางความสนใจของประชาชนและนักวิเคราะห์การเมืองอย่างใกล้ชิด

พรรคประชาชน ยืนยัน โหวต อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่า “เรียนพี่น้องประชาชนผู้สนับสนุนพรรคประชาชน ทุกท่าน ในช่วง 5 วันที่ผ่านมา มีกระแสข่าวเรื่องการยุบสภา ซึ่งผมขอเรียนว่ายังไม่มีการชี้แจงอย่างเป็นทางการจากพรรคเพื่อไทย แต่ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาชน ผมได้ข้อสรุปแล้วว่า…”

“หลังจากที่เราได้พูดคุยกับพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยอย่างละเอียดถี่ถ้วน คณะกรรมการบริหารพรรคมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า หากมีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ พรรคประชาชนจะให้ความเห็นชอบแก่คุณอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย”

การตัดสินใจของพรรคประชาชนครั้งนี้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาล เนื่องจากเสียงสนับสนุนของพรรคประชาชน จะช่วยเพิ่มโอกาสให้อนุทิน ชาญวีรกูล ได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมากยิ่งขึ้น

เหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจของพรรคประชาชน

ถึงแม้จะไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดในการเจรจา แต่เป็นที่คาดการณ์กันว่า พรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยได้มีการตกลงในเรื่องนโยบายและตำแหน่งทางการเมืองที่สำคัญ ซึ่งทำให้พรรคประชาชนมั่นใจในการสนับสนุนคุณอนุทิน ชาญวีรกูล

การตัดสินใจครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นทางการเมืองและความพร้อมในการเจรจาต่อรองของพรรคประชาชน เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชน

อนาคตทางการเมืองของไทยยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่การประกาศสนับสนุนคุณอนุทิน ชาญวีรกูล จากพรรคประชาชน ถือเป็นก้าวสำคัญที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง

การตัดสินใจของ พรรคประชาชน ในการโหวตเลือก “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นนายกรัฐมนตรี สะท้อนให้เห็นถึงพลวัตทางการเมืองที่ซับซ้อน และความพยายามในการแสวงหาทางออกร่วมกันเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ แม้การตัดสินใจนี้อาจสร้างความไม่พอใจให้กับผู้สนับสนุนบางส่วน แต่ก็ถือเป็นความกล้าหาญที่จะเผชิญหน้ากับความท้าทาย และมุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า

การเมืองเป็นเรื่องของการประนีประนอม และการทำงานร่วมกัน แม้จะมีอุดมการณ์ที่แตกต่างกัน แต่หากทุกฝ่ายยึดมั่นในผลประโยชน์ส่วนรวม ประเทศไทยก็สามารถก้าวข้ามผ่านอุปสรรค และสร้างอนาคตที่สดใสได้

ที่มา – “พรรคประชาชน” แถลงยืนยันมีมติยกมือโหวต “นายกรัฐมนตรี” ให้ “อนุทิน ชาญวีรกูล”

ถ่ายทอดสด! จับตาประชุมสภาฯ โหวตนายกฯ คนที่ 32

เกาะติดถ่ายทอดสด การประชุมสภาผู้แทนราษฎร เตรียมพร้อมสำหรับการโหวตนายกฯ คนที่ 32 อย่างใกล้ชิด พรรคประชาชนเตรียมตัดสินใจครั้งสุดท้ายว่าจะสนับสนุนใครในการลงมติครั้งสำคัญนี้

วันที่ 3 กันยายน 2568 นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้เปิดการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 2 ปีที่ 3 ครั้งที่ 18, 19 และ 20 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เป็นพิเศษ ตั้งแต่วันที่ 3-5 กันยายน 2568 เวลา 9.00 น. โดยมีวาระสำคัญคือการเตรียมความพร้อมสำหรับการโหวตนายกฯ คนที่ 32

การโหวตนายกฯ คนที่ 32 ในครั้งนี้ คาดการณ์ว่าจะมีการแข่งขันกันระหว่างสองพรรคหลัก ได้แก่ พรรคเพื่อไทยที่เสนอชื่อนายชัยเกษม นิติศิริ และพรรคภูมิใจไทยที่เสนอชื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล ทั้งสองพรรคจะต้องได้รับเสียงสนับสนุนอย่างน้อย 247 เสียงเพื่อคว้าชัยชนะ

พรรคเพื่อไทยประเมินว่ามีเสียงสนับสนุนในมือราว 200 เสียง หลังจากมี สส. บางส่วนแปรพักตร์ไปสนับสนุนพรรคภูมิใจไทย ในขณะที่พรรคภูมิใจไทยคาดว่าจะรวบรวมเสียงได้ประมาณ 150 เสียง

ดังนั้น ทั้งสองพรรคจึงให้ความสนใจไปยังพรรคประชาชน ซึ่งมีเสียงอยู่ในมือประมาณ 140 เสียง และถือเป็นกุญแจสำคัญในการโหวตนายกฯ คนที่ 32 ครั้งนี้

พรรคประชาชนได้แจ้งต่อสื่อมวลชนว่าจะมีการประชุมกรรมการบริหารพรรคในวันนี้ เพื่อตัดสินใจว่าจะสนับสนุนพรรคใด แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีกระแสข่าวว่าพรรคอาจจะเทคะแนนให้กับพรรคภูมิใจไทย

กระบวนการโหวตนายกฯ คนที่ 32 จะยังคงใช้วิธีการขานชื่อ สส. ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนทั้งสิ้น 492 คน หากมีการเสนอชื่อผู้ท้าชิงจากสองพรรค สส. แต่ละคนจะต้องลุกขึ้นขานชื่อเพื่อแสดงเจตจำนงว่าจะสนับสนุนใคร คาดการณ์ว่าการลงมติจะมีขึ้นในวันศุกร์ที่ 5 กันยายน เนื่องจากต้องแจ้งให้ สส. ทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 1 วัน

ถ่ายทอดสด! จับตาประชุมสภาฯ โหวตนายกฯ คนที่ 32

ติดตามการถ่ายทอดสดการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาและโหวตนายกฯ คนที่ 32 ได้ที่นี่ เพื่อไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่สำคัญ

สถานการณ์ล่าสุดก่อนการโหวตนายกฯ คนที่ 32

สถานการณ์ก่อนการโหวตมีความเข้มข้นอย่างมาก แต่ละพรรคการเมืองต่างเร่งเจรจาเพื่อรวบรวมเสียงสนับสนุนให้ได้มากที่สุด การตัดสินใจของพรรคประชาชนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อผลการลงมติ

การเมืองไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ การโหวตนายกฯ คนที่ 32 จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ และส่งผลต่อทิศทางของประเทศในอนาคตอันใกล้ การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งที่ประชาชนควรให้ความสนใจ

ผลการโหวตนายกฯ คนที่ 32 จะเป็นอย่างไร ใครจะเป็นผู้ที่ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ติดตามข่าวสารอย่างต่อเนื่องเพื่อไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหว

การโหวตนายกฯ คนที่ 32 ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของการเมือง แต่เป็นเรื่องของอนาคตประเทศ การตัดสินใจของ สส. แต่ละท่านจึงมีความหมายอย่างยิ่ง

สถานการณ์เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา การติดตามข่าวสารและการวิเคราะห์ข้อมูลจากหลายแหล่งจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เข้าใจถึงภาพรวมและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการโหวตนายกฯ คนที่ 32

มาร่วมกันจับตาดูว่าผลของการโหวตครั้งนี้จะนำพาประเทศไทยไปในทิศทางใด และเราในฐานะประชาชนจะสามารถมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์อนาคตที่ดีได้อย่างไร

ที่มา – ถ่ายทอดสด จับตาวันแรก ที่ประชุมสภาฯ เตรียมโหวตนายกฯ คนที่ 32(คลิป)

“พรรคประชาชน” เตรียมแถลง โหวตนายกฯ คนที่ 32

พรรคประชาชน เตรียมแจ้งผลการตัดสินใจของคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) กรณีการโหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ในเช้าวันพรุ่งนี้ที่รัฐสภาฯ คาดการณ์ว่าจะสนับสนุนพรรคเพื่อไทยหรือพรรคภูมิใจไทย

เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าภายหลังการประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ของพรรคประชาชน ปรากฏว่ายังไม่มีมติเรื่องการโหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ให้กับแคนดิเดตจากพรรคเพื่อไทยหรือพรรคภูมิใจไทย และได้ปฏิเสธกระแสข่าวการจับมือกับพรรคภูมิใจไทย โดยนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคประชาชน และนายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ และประธานคณะกรรมการพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ได้แถลงต่อสื่อมวลชนว่า ในวันนี้เป็นเพียงการให้ความเห็นเท่านั้น ยังไม่มีการลงมติใดๆ และการตัดสินใจจะขึ้นอยู่กับการประชุมของคณะกรรมการบริหารพรรคประชาชนในวันพรุ่งนี้ (3 กันยายน) ซึ่งจะมีการลงมติในเรื่องการโหวตนายกรัฐมนตรี

ล่าสุดเมื่อเวลา 19.29 น. ที่ผ่านมา พรรคประชาชนได้แจ้งว่า ในวันพุธที่ 3 กันยายน 2568 เวลา 09.30 น. ณ อาคารรัฐสภา จะมีการแถลงข่าวผลการประชุมและมติของคณะกรรมการบริหารพรรคเกี่ยวกับการโหวตนายกรัฐมนตรี อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องจับตามองคือ ทิศทางการโหวตนายกรัฐมนตรีของพรรคประชาชน ซึ่งมีจำนวน สส. มากถึง 143 เสียง จะมีมติสนับสนุนพรรคเพื่อไทยหรือพรรคภูมิใจไทย หากมีความคืบหน้าเพิ่มเติม จะรายงานให้ทราบต่อไป

“พรรคประชาชน” เตรียมแถลง โหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32

การตัดสินใจของพรรคประชาชนในการโหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ถือเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งในการกำหนดทิศทางทางการเมืองของประเทศ เนื่องจากพรรคมีจำนวน สส. มากที่สุดในสภาฯ ดังนั้น มติของพรรคจึงมีผลต่อการจัดตั้งรัฐบาลอย่างมีนัยสำคัญ การที่พรรคยังไม่ตัดสินใจว่าจะสนับสนุนพรรคใด ทำให้สถานการณ์ทางการเมืองยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

การแถลงข่าวในวันพรุ่งนี้จึงเป็นที่จับตามองของทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นสื่อมวลชน นักวิเคราะห์การเมือง รวมถึงประชาชนทั่วไป ต่างก็ต้องการทราบว่าพรรคประชาชนจะมีท่าทีอย่างไร และจะตัดสินใจสนับสนุนแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคใด

ปัจจัยที่อาจมีผลต่อการตัดสินใจของพรรคประชาชนในการโหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32

  • ข้อตกลงทางการเมือง: อาจมีการเจรจาและตกลงเงื่อนไขระหว่างพรรคประชาชนกับพรรคเพื่อไทยหรือพรรคภูมิใจไทย เพื่อแลกกับการสนับสนุนในการโหวตนายกรัฐมนตรี
  • นโยบายของพรรค: พรรคประชาชนอาจพิจารณานโยบายของแต่ละพรรค และเลือกสนับสนุนพรรคที่มีนโยบายสอดคล้องกับอุดมการณ์และเป้าหมายของพรรค
  • ความเห็นของสมาชิกพรรค: การตัดสินใจของพรรคอาจขึ้นอยู่กับความเห็นของสมาชิกพรรค รวมถึง สส. และกรรมการบริหารพรรค

การตัดสินใจของพรรคประชาชนในการโหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 จะส่งผลกระทบต่อการเมืองไทยอย่างมาก ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร ก็ย่อมนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงและความท้าทายใหม่ๆ ต่อไป

การเมืองไทยยังคงต้องจับตามองต่อไปอย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไปในทิศทางที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม

ที่มา – “พรรคประชาชน” จ่อแถลงมติ กก.บห. โหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 เช้าพรุ่งนี้ที่สภาฯ

พรรคประชาชน ยังไม่มีมติโหวตนายกฯ รอเคาะพรุ่งนี้

สถานการณ์การเมืองยังคงร้อนระอุ! พริษฐ์-ปกรณ์วุฒิ โต้ข่าวลือ พรรคประชาชนลงมติโหวตให้ภูมิใจไทย ย้ำชัดเจนว่าวันนี้พรรคประชาชน ยังไม่มีมติโหวตนายกฯ ให้พรรคใดทั้งสิ้น มีเพียงการรับฟังความคิดเห็นเท่านั้น โดยโยนให้ที่ประชุมกรรมการบริหารพรรคเคาะอีกทีในวันพรุ่งนี้ ยืนยันไม่ลืมอดีต แต่ขอดูข้อเท็จจริงอย่างรอบด้านก่อนตัดสินใจ

เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2568 เวลา 17.19 น. ณ อาคารอนาคตใหม่ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคประชาชน และ นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ และประธานวิปฝ่ายค้าน ได้ร่วมกันแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน ภายหลังการประชุม สส. และกรรมการบริหารพรรค เพื่อหารือแนวทางการโหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ซึ่งเป็นการประชุมต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 หลังจากเมื่อวานนี้เสียงในพรรคยังแตกเป็น 3 ฝ่าย

นายพริษฐ์ กล่าวว่า ในวันนี้พรรคประชาชน ยังไม่มีมติโหวตนายกฯ โดยตลอด 2 วันที่ผ่านมา พรรคได้เปิดรับฟังความคิดเห็นของ สส. และทุกองคาพยพของพรรคทั่วประเทศอย่างกว้างขวาง รวมถึงได้ส่งข้อความไปยังสมาชิกพรรคทั่วประเทศราว 100,000 คน เพื่อขอความเห็นเกี่ยวกับการเลือกนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้

“วันนี้มีการประชุมเพิ่มเติม เนื่องจากเมื่อวานนี้มี สส. หลายท่านติดภารกิจในการประชุมกรรมาธิการที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ วันนี้ สส. เดินทางมาเกือบครบ และมีความเห็นเพิ่มเติมพอสมควร แต่อย่างไรก็ตาม วันนี้เรายังคงเปิดรับฟังความคิดเห็นของสมาชิกพรรคต่อไป โดยในวันพรุ่งนี้จะมีการประชุมคณะกรรมการบริหารของพรรคเพื่อตัดสินใจครั้งสุดท้ายว่าจะโหวตสนับสนุนนายกรัฐมนตรีคนใด” นายพริษฐ์ กล่าว

พรรคประชาชน ยังไม่มีมติโหวตนายกฯ

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า พรุ่งนี้จะทราบผลแน่ชัดใช่หรือไม่ว่าพรรคจะโหวตให้ใคร นายปกรณ์วุฒิ ยืนยันว่า “ใช่ครับ” แต่ย้ำว่าขณะนี้ยังไม่มีการตัดสินใจไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง และยังไม่ได้กำหนดเวลานัดหมายเพื่อหารือกับผู้บริหารพรรค เพียงแต่จะเร่งดำเนินการนัดหมายให้เร็วที่สุด

นายปกรณ์วุฒิ ยังได้ปฏิเสธข่าวลือที่ว่าพรรคประชาชนมีมติโหวตสนับสนุนพรรคภูมิใจไทย โดยยืนยันว่า พรรคประชาชน ยังไม่มีมติโหวตนายกฯ ให้ใคร และวันนี้เป็นเพียงการรับฟังความคิดเห็นเท่านั้น ไม่มีการลงมติใดๆ ทั้งสิ้น

“สส. ทุกคนได้แสดงความคิดเห็น และเข้าใจดีว่าเรื่องนี้ไม่ใช่การตัดสินใจที่ง่าย ทุกคนเข้าใจว่านี่ไม่ใช่การเลือกนายกรัฐมนตรีที่ดีที่สุด แต่เป็นการเลือกนายกฯ เพื่อนำไปสู่การยุบสภาและการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนเห็นตรงกัน แต่ก็ยังมีความคิดเห็นที่หลากหลาย” นายปกรณ์วุฒิ กล่าวเสริม

ส่วนกระแสข่าวที่ปล่อยออกมานั้น นายปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า ตนไม่ทราบว่าใครเป็นผู้ปล่อยข่าว และมีเจตนาใด

ด้านนายพริษฐ์ ได้ตอบโต้นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรี ที่กล่าวว่า การยุบสภาเป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัว โดยยืนยันว่า พรรคประชาชนไม่ได้เอาผลประโยชน์ส่วนตัวเป็นตัวตั้ง แต่ยึดตามข้อเสนอ 3 ข้อที่มีความชัดเจนและมีรายละเอียดแล้ว พร้อมย้ำว่าหากจะยุบสภาก็ไม่ต้องรอพรรคประชาชน

ปัจจัยในการตัดสินใจของพรรคประชาชน

“ถ้าจะพูดถึงความรู้สึกมันก็มีกันหมด แต่ไม่ได้เอาความรู้สึกมาเป็นตัวตั้ง แต่อดีตเราไม่ลืม แต่ไม่ได้เอามาตัดสินใจ จะดูข้อเท็จจริงต่างๆ ว่าทางเลือกไหนมีแนวโน้มที่ทำให้เรารักษาสัญญาณให้ดีที่สุด” นายพริษฐ์กล่าว

การตัดสินใจของพรรคประชาชนในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะชี้ชะตาการจัดตั้งรัฐบาล และการเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย ทุกฝ่ายต่างจับตามองว่ากรรมการบริหารพรรคจะเคาะชื่อใครในวันพรุ่งนี้ และจะมีทิศทางการโหวตอย่างไร

การตัดสินใจครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของการเมืองไทย และความสำคัญของการประนีประนอมเพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ พรรคประชาชนจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อประชาชนและประเทศชาติ

ที่มา – พรรคประชาชน ยังไม่มีมติ โหวตนายกฯ ให้พรรคใด รอ กก.บห. เคาะอีกทีพรุ่งนี้

ไทยรัฐโพล: โหวตนายกฯ ประยุทธ์-ชัยเกษม แก้เศรษฐกิจ

ผลสำรวจความคิดเห็นจากผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์ในหัวข้อ “ถ้าสภาฯ โหวตนายกฯ สัปดาห์หน้า คุณอยากให้ใครเป็นนายกรัฐมนตรีมากที่สุด” ได้รับความสนใจอย่างมาก โดยมีผู้ร่วมตอบแบบสอบถามถึง 6,843 คน และผลปรากฏว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้รับคะแนนสนับสนุนสูงสุดเป็นอันดับหนึ่ง สะท้อนให้เห็นถึงความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งสำคัญทางการเมือง

จากผลสำรวจ ไทยรัฐโพล: ผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์โหวตประยุทธ์-ชัยเกษม นั่งนายกฯ อยากเห็นการแก้ไขเศรษฐกิจ พบว่า 42.46% ของผู้ตอบแบบสอบถามต้องการให้ พลเอก ประยุทธ์ กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง ตามมาด้วย นายชัยเกษม นิติสิริ ที่ได้รับคะแนน 26.86% และนายอนุทิน ชาญวีรกูล 18.79% ส่วนนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค และนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ได้รับคะแนนสนับสนุน 8.51% และ 3.38% ตามลำดับ

นอกจากคำถามเกี่ยวกับตัวบุคคลแล้ว แบบสำรวจยังเจาะลึกถึงปัจจัยสำคัญที่ผู้ตอบแบบสอบถามใช้ในการตัดสินใจเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ โดยผู้ร่วมโหวตสามารถเลือกได้มากกว่าหนึ่งข้อ ซึ่งมีผู้ตอบคำถามในส่วนนี้จำนวน 5,451 คน

ไทยรัฐโพล: ผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์โหวตประยุทธ์-ชัยเกษม นั่งนายกฯ อยากเห็นการแก้ไขเศรษฐกิจ

ผลสำรวจชี้ให้เห็นว่า การแก้ไขเศรษฐกิจและปัญหาค่าครองชีพเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการตัดสินใจเลือกนายกรัฐมนตรี โดยมีผู้เลือกปัจจัยนี้สูงถึง 25.93% สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของประชาชนเกี่ยวกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน

ปัจจัยรองลงมาคือ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะประเด็นชายแดนกัมพูชา ที่มีผู้ให้ความสำคัญ 18.43% และความสะอาดโปร่งใส รวมถึงการต่อต้านคอร์รัปชัน ที่ได้รับความสนใจจาก 15.53% ของผู้ตอบแบบสอบถาม นี่แสดงให้เห็นว่าประชาชนให้ความสำคัญกับนโยบายต่างประเทศและธรรมาภิบาลของผู้ที่จะมาเป็นผู้นำประเทศ

ประเด็นสำคัญจากไทยรัฐโพล: ผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์โหวตประยุทธ์-ชัยเกษม นั่งนายกฯ อยากเห็นการแก้ไขเศรษฐกิจ

  • พลเอก ประยุทธ์ นำโด่งด้วยคะแนน 42.46%
  • ชัยเกษม นิติสิริ ตามมาเป็นอันดับสองด้วย 26.86%
  • การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเป็นปัจจัยชี้วัดสำคัญที่สุด

ภาพรวมของผลสำรวจนี้ได้รับความสนใจอย่างมาก โดยมีผู้เข้าชมมากกว่า 586,000 ครั้ง การเปิดโหวตเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม เวลา 18.22 น. และเปิดให้ผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์ร่วมโหวตได้จนถึงวันที่ 5 กันยายน เวลา 18.00 น. ที่ https://poll.thairath.co.th/campaign/newPM

ผลสำรวจ ไทยรัฐโพล: ผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์โหวตประยุทธ์-ชัยเกษม นั่งนายกฯ อยากเห็นการแก้ไขเศรษฐกิจ แสดงให้เห็นถึงความต้องการของประชาชนที่ต้องการผู้นำที่สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของพวกเขาได้ นอกจากนี้ ประเด็นเรื่องความโปร่งใสและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศก็เป็นสิ่งที่ประชาชนให้ความสำคัญอย่างมากในการพิจารณาเลือกผู้นำประเทศ

สิ่งที่น่าสนใจคือ การที่ประเด็นเศรษฐกิจมาเป็นอันดับหนึ่ง สะท้อนว่าประชาชนกำลังเผชิญกับความยากลำบากในชีวิตประจำวัน และต้องการผู้นำที่เข้าใจปัญหาและมีแนวทางแก้ไขที่เป็นรูปธรรม การเลือกนายกรัฐมนตรีจึงไม่ใช่แค่เรื่องของการเมือง แต่เป็นเรื่องปากท้องและความอยู่รอดของประชาชน

ที่มา – Thairath Poll: ผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์โหวตประยุทธ์-ชัยเกษม นั่งนายกฯ อยากเห็นการแก้ไขเศรษฐกิจ

“ทักษิณ” เข้าเพื่อไทย แจงมาให้กำลังใจเฉยๆ จริงหรือ?

“ทักษิณ” เข้าเพื่อไทย แจงมาให้กำลังใจเฉยๆ จริงหรือ? การปรากฏตัวของอดีตนายกฯ สร้างความฮือฮา แต่สุริยะยืนยันไม่มีอัศวินขี่ม้าขาวแน่นอน เรามาเจาะลึกถึงเบื้องหลังการมาเยือนพรรคเพื่อไทยของนายทักษิณในครั้งนี้กัน

เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2568 เวลา 15.52 น. นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาเปิดเผยสั้นๆ ขณะเดินทางออกจากที่ทำการพรรคเพื่อไทย ซึ่งในวันเดียวกันนั้นเอง พรรคเพื่อไทยได้มีการประชุม สส. โดยมี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เป็นประธานในการประชุม พร้อมทั้งมี นายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนสุดท้ายของพรรคเพื่อไทย เข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้ด้วย

ผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงการให้กำลังใจ รวมถึงสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันที่มีทางออกหรือไม่ นายทักษิณ ตอบเพียงสั้นๆ ว่า “ไม่รู้ ผมมาให้กำลังใจเฉยๆ” เมื่อถูกถามถึงกรณีที่เคยกล่าวว่าผิดที่ไว้ใจ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.พะเยา ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม มากเกินไป นายทักษิณ ไม่ได้ตอบคำถามดังกล่าว แต่ได้กล่าวซ้ำอีกครั้งว่า “มาให้กำลังใจเฉยๆ” ก่อนที่จะขึ้นรถยนต์เมอร์เซเดส-มายบัค ทะเบียน พร 195 กรุงเทพมหานคร และเดินทางออกจากพรรคเพื่อไทยไป

ในช่วงเวลา 16.00 น. นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะแกนนำพรรคเพื่อไทย ได้ให้สัมภาษณ์ภายหลังจากการประชุมว่า ในวันนี้ไม่ได้มีการพูดคุยถึงเรื่องแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี แม้ว่านายชัยเกษม จะเข้าร่วมการประชุมด้วยก็ตาม การประชุมในครั้งนี้เป็นเพียงการให้กำลังใจแก่ สส. ของพรรคเท่านั้น ซึ่ง สส. ทุกคนของพรรคก็ยืนยันว่าจะยังคงอยู่กับพรรคต่อไป

ส่วนการมาของนายทักษิณนั้น นายสุริยะกล่าวว่าเป็นการมาให้กำลังใจ สส. โดยนายทักษิณได้กล่าวว่า “ถ้าเป็นอะไรก็ให้อยู่ด้วยกัน” นอกจากนี้ นายสุริยะ ยังได้ยืนยันอย่างหนักแน่นว่า จะไม่มีอัศวินขี่ม้าขาวเข้ามาเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอย่างแน่นอน

“ทักษิณ” เข้าเพื่อไทย แจงมาให้กำลังใจเฉยๆ

“ทักษิณ” เข้าเพื่อไทย แจงมาให้กำลังใจเฉยๆ จริงหรือไม่?

การปรากฏตัวของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่พรรคเพื่อไทย ได้สร้างความสนใจและเกิดคำถามต่างๆ มากมาย แม้ว่านายทักษิณจะยืนยันว่า “มาให้กำลังใจเฉยๆ” แต่หลายฝ่ายก็ยังคงจับตาถึงนัยยะทางการเมืองที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังการมาเยือนในครั้งนี้

การที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ออกมายืนยันว่าไม่มีอัศวินขี่ม้าขาวเข้ามาเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ยิ่งทำให้สถานการณ์ทางการเมืองมีความน่าติดตามมากยิ่งขึ้น เพราะเป็นการตอกย้ำว่าพรรคเพื่อไทยจะยังคงเดินหน้าด้วยทีมงานและบุคลากรชุดเดิม

อย่างไรก็ตาม คำถามที่ยังคงค้างคาใจหลายคนก็คือ การมาของนายทักษิณ “มาให้กำลังใจเฉยๆ” จริงหรือไม่ หรือว่ามีวาระซ่อนเร้นอื่นใดที่ยังไม่ถูกเปิดเผย ซึ่งคงต้องติดตามสถานการณ์กันต่อไปอย่างใกล้ชิด

สิ่งที่น่าสนใจจากการเดินทางมาพรรคเพื่อไทยของนายทักษิณ คือ การส่งสัญญาณบางอย่างถึงสมาชิกพรรค และอาจถึงคู่แข่งทางการเมืองด้วย การเน้นย้ำคำว่า “ให้กำลังใจ” อาจเป็นกุญแจสำคัญในการไขปริศนาครั้งนี้

ในภาพรวม การมาเยือนพรรคเพื่อไทยของนายทักษิณ แม้จะถูกอธิบายว่าเป็นการ “มาให้กำลังใจเฉยๆ” แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าได้สร้างแรงกระเพื่อมทางการเมืองอย่างมีนัยสำคัญ และเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดต่อไป

ที่มา – “ทักษิณ” เข้าเพื่อไทย แจงมาให้กำลังใจเฉยๆ “สุริยะ” ยันไม่มีอัศวินขี่ม้าขาว

“ก่อแก้ว” ชม “ภูมิธรรม” ทำหน้าที่ดีเยี่ยม ฝ่าวิกฤติ

“ก่อแก้ว” ชมรัฐบาลรักษาการ “ภูมิธรรม” ทำหน้าที่ได้ดีเยี่ยม ชี้ สภาวะบ้านเมืองไม่ปกติ จำเป็นต้องฝ่าฟันให้ผ่านจุดวิกฤติให้ได้ ขอประชาชนอดทนกับสถานการณ์นี้และดูแลตัวเองไปก่อน

วันที่ 2 กันยายน 2568 นายก่อแก้ว พิกุลทอง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เดินทางมาถึงที่ทำการพรรคเพื่อไทย พร้อมให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนก่อนเข้าประชุมพรรค ว่า ตัวเองรู้สึกสงสารประเทศไทย ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าวันนี้การเมืองบ้านเราอยู่ในจุดที่ยากมาก นักธุรกิจนักลงทุนคงไม่ตัดสินใจทำอะไรในตอนนี้ ทำให้เศรษฐกิจไทยที่แย่อยู่แล้ว ก็ต้องลากยาวไปอีก วันนี้ยิ่งมีปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาที่ถือว่าเป็นปัญหาใหญ่ ถ้าไม่มีรัฐบาลที่มีอำนาจเต็ม หากกัมพูชามาก่อกวนหรือต้องการให้สถานการณ์ไทยปั่นป่วน จะไม่มีรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มมาแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างจริงจัง

ถ้าเป็นสภาวะปกติตนเองจะเชียร์พรรคเพื่อไทยให้ยุบสภา แต่ตอนนี้สภาวะบ้านเมืองไม่ปกติ จึงจำเป็นต้องฝ่าฟันให้ผ่านจุดวิกฤติไปให้ได้ วันนี้ตนเองรอดูพรรคประชาชนอยู่ และเข้าใจพรรคประชาชนดีว่า มีคน 2 กลุ่มหลักๆ คือ เสื้อแดงเก่า และเสื้อเหลืองเก่า มาจากพื้นฐานที่แตกต่างกันค่อนข้างมาก ทำให้พรรคประชาชนมีแนวคิดที่แตกต่างกันระหว่าง 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่เป็นเสื้อแดงมาก่อน อยากให้จับมือกับพรรคเพื่อไทย ส่วนกลุ่มที่เป็นเสื้อเหลืองเก่า คนเหล่านั้นไม่เอาพรรคเพื่อไทยอยู่แล้ว ณ ตอนนี้จึงอยากเรียนพี่น้องประชาชนว่าต้องอดทนกับสถานการณ์นี้และขอให้ทุกคนดูแลตัวเองไปก่อน

นายก่อแก้ว กล่าวต่อไปว่า รัฐบาลรักษาการที่ นายภูมิธรรม เวชยชัย ที่กำลังทำหน้าที่อยู่นั้น ตนมองว่าก็ทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยม แต่ก็ต้องยอมรับการเป็นรัฐบาลรักษาการนั้นการสั่งการราชการ ทำให้การทำงานลำบาก.

“ก่อแก้ว” ชมรัฐบาลรักษาการ “ภูมิธรรม” ทำหน้าที่ดีเยี่ยม ต้องฝ่าฟันให้ผ่านวิกฤติ

จากสถานการณ์ทางการเมืองที่ผันผวนและเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอนในปัจจุบัน คำกล่าวของนายก่อแก้ว พิกุลทอง สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ การที่นักลงทุนชะลอการตัดสินใจ และปัญหาชายแดนที่อาจเกิดขึ้น ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้สถานการณ์ยิ่งซับซ้อน การที่นายก่อแก้วออกมาให้กำลังใจรัฐบาลรักษาการ “ภูมิธรรม” ทำหน้าที่ดีเยี่ยม ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจและความเห็นอกเห็นใจต่อผู้ที่กำลังพยายามนำพาประเทศให้ผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปได้

ทำไมคำชมของ “ก่อแก้ว” ถึงมีความสำคัญในช่วงวิกฤติ?

ในสถานการณ์ที่เปราะบางเช่นนี้ กำลังใจและความเชื่อมั่นจากบุคคลสำคัญทางการเมืองอย่างนายก่อแก้ว มีความสำคัญอย่างยิ่ง คำชมต่อการทำงานของรัฐบาลรักษาการ “ภูมิธรรม” ทำหน้าที่ดีเยี่ยม ไม่เพียงแต่เป็นการให้กำลังใจเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังประชาชนและนักลงทุนว่า ยังมีคนที่มองเห็นและเข้าใจถึงความพยายามในการแก้ไขปัญหา แม้ว่าการทำงานของรัฐบาลรักษาการจะมีข้อจำกัด แต่การได้รับการยอมรับและสนับสนุนจะช่วยให้การทำงานราบรื่นขึ้น และสร้างความเชื่อมั่นให้กับทุกภาคส่วน

นอกจากนี้ คำกล่าวของนายก่อแก้วยังเป็นการเตือนสติให้ประชาชนอดทนและดูแลตัวเองในช่วงเวลาที่ยากลำบาก การที่สภาวะบ้านเมืองไม่ปกติ ทำให้การแก้ไขปัญหาต่างๆ ต้องใช้เวลาและความร่วมมือจากทุกฝ่าย การที่ประชาชนเข้าใจและให้ความร่วมมือ จะเป็นพลังสำคัญที่ช่วยให้ประเทศชาติผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปได้

การ “ก่อแก้ว” ชมรัฐบาลรักษาการ “ภูมิธรรม” ทำหน้าที่ดีเยี่ยม ยังเป็นการเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพและมีอำนาจเต็มในการแก้ไขปัญหาต่างๆ โดยเฉพาะปัญหาที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ หากไม่มีรัฐบาลที่เข้มแข็ง การจัดการกับปัญหาชายแดนหรือการตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินต่างๆ จะเป็นไปได้ยากลำบาก

ดังนั้น การที่นายก่อแก้วออกมาแสดงความคิดเห็นและให้กำลังใจรัฐบาลรักษาการ จึงเป็นการแสดงออกถึงความรับผิดชอบต่อประเทศชาติ และเป็นการส่งสัญญาณให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันเพื่อนำพาประเทศไทยไปสู่ความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองในอนาคต

อย่างไรก็ดี การที่นายก่อแก้วออกมาให้ความเห็นเช่นนี้ เป็นการตอกย้ำถึงความจำเป็นที่ประเทศไทยต้องมีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพโดยเร็ว เพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ การเมืองที่มั่นคงจะนำไปสู่เศรษฐกิจที่เข้มแข็ง และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชนทุกคน

ที่มา – “ก่อแก้ว” ชมรัฐบาลรักษาการ “ภูมิธรรม” ทำหน้าที่ดีเยี่ยม ต้องฝ่าฟันให้ผ่านวิกฤติ

“ฉลาด” แจง ประชุมสภาฯ เคลียร์กฎหมายค้าง โหวตนายกฯ 5 ก.ย.

“ฉลาด” แจงประชุมสภาฯ 3 วันเคลียร์กฎหมายค้าง คาดโหวตนายกฯ เร็วสุด 5 ก.ย.

“ฉลาด” แจงนัดประชุมสภาฯ นัดพิเศษ 3 วัน เคลียร์กฎหมายค้าง ปัดเร่งรัดก่อนยุบสภา คาด โหวตเลือกนายกฯ คนที่ 32 เร็วที่สุด 5 ก.ย. หรืออาจเป็นสัปดาห์หน้า รอฝ่ายการเมืองประสานมา พร้อมบรรจุวาระ

เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 2 กันยายน 2568 นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 แถลงข่าวถึงการประชุมวิป 3 ฝ่าย ว่า สัปดาห์นี้มีการประชุมสภาฯ ทั้งหมด 3 วัน คือวันที่ 3-5 กันยายน 2568 เนื่องจากกฎหมายค้างอยู่ในวาระจำนวนมาก วิปทั้ง 3 ฝ่าย จึงเห็นว่าควรกำหนดวาระพิเศษขึ้นมาในวันศุกร์ที่ 5 กันยายน 2568 เพื่อพิจารณากฎหมายของรัฐบาลที่ยังค้างอยู่ ซึ่งวาระการพิจารณานี้เป็นการตกลงกันมาก่อนแล้ว ไม่ใช่เป็นการเปิดสภาฯ เพื่อกำหนดวาระการประชุมเพื่อโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 แต่หากพรรคการเมืองใดรวมเสียงข้างมากได้แล้ว และแจ้งมายังสภาฯ เพื่อจะได้บรรจุระเบียบวาระต่อไป

“การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีขึ้นอยู่กับฝ่ายการเมืองที่มีความพร้อมแล้วแจ้งมายังสภาฯ ซึ่งมีความเป็นไปได้เร็วที่สุดคือวันที่ 5 กันยายน แต่ถ้าไม่ใช่วันที่ 5 กันยายน ก็น่าจะเป็นสัปดาห์หน้า”

เมื่อถามว่าการเร่งเคลียร์กฎหมายที่ค้างในสภาฯ เพื่อรองรับการยุบสภาใช่หรือไม่ นายฉลาด กล่าวว่า เรื่องนี้เพิ่งมีเข้ามาก่อนวันที่ 29 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา แต่เรากำหนดการพิจารณากฎหมายไว้ก่อนแล้ว ซึ่งทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกันเพื่อให้สภาฯ พิจารณาผ่านกฎหมายเพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน ไม่ใช่การเร่งรัดเพื่อการยุบสภาแต่อย่างใด.

“ฉลาด” แจงรายละเอียดการประชุมสภาฯ กับการโหวตนายกฯ

จากกรณีที่นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ได้ออกมาแถลงถึงการประชุมสภาฯ ที่จะมีขึ้นในวันที่ 3-5 กันยายน 2568 นั้น หลายคนอาจสงสัยว่าการประชุมครั้งนี้มีความเกี่ยวข้องกับการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีหรือไม่ ซึ่งนายฉลาดได้ชี้แจงอย่างชัดเจนว่า การประชุมดังกล่าวมีวาระหลักคือการพิจารณากฎหมายที่ค้างอยู่ในสภาฯ จำนวนมาก อย่างไรก็ตาม หากพรรคการเมืองต่างๆ สามารถรวมเสียงข้างมากได้แล้ว และแจ้งความพร้อมมายังสภาฯ ก็มีความเป็นไปได้ที่การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีจะเกิดขึ้นเร็วที่สุดในวันที่ 5 กันยายน หรืออาจเป็นสัปดาห์หน้า

สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้ว่าการประชุมสภาฯ ในครั้งนี้จะไม่ได้มีวาระหลักเกี่ยวกับการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีโดยตรง แต่ก็เป็นไปได้ว่าสถานการณ์ทางการเมืองจะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และนำไปสู่การตัดสินใจที่จะมีการโหวตเกิดขึ้น ดังนั้น จึงต้องติดตามความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิดต่อไป

นอกจากนี้ ประเด็นที่นายฉลาดได้กล่าวถึงเรื่องการเร่งเคลียร์กฎหมายที่ค้างในสภาฯ นั้น ก็มีความสำคัญเช่นกัน เพราะการพิจารณาและผ่านกฎหมายต่างๆ จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนโดยรวม การที่สภาฯ สามารถพิจารณาและอนุมัติกฎหมายที่สำคัญได้ จะช่วยให้การบริหารประเทศเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

สำหรับประชาชนทั่วไป การติดตามข่าวสารเกี่ยวกับการเมืองและการทำงานของสภาฯ เป็นสิ่งสำคัญ เพราะการตัดสินใจของนักการเมืองและกฎหมายที่ผ่านสภาฯ ล้วนมีผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของเราทั้งสิ้น ดังนั้น การเป็นพลเมืองที่ตื่นตัวและติดตามข่าวสารอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้เราสามารถเข้าใจสถานการณ์ต่างๆ และมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศได้อย่างเต็มที่

การที่นายฉลาดออกมาให้ข้อมูลที่ชัดเจนและตรงไปตรงมาเช่นนี้ ถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะช่วยให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและเข้าใจสถานการณ์ทางการเมืองได้ดียิ่งขึ้น หวังว่าการประชุมสภาฯ ในครั้งนี้จะเป็นไปอย่างราบรื่น และสามารถพิจารณาและอนุมัติกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนได้ต่อไป

ดังนั้นการติดตามข่าวสารการเมือง และการประชุมสภาฯ อย่างใกล้ชิด จึงเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับประชาชนทุกคน เพื่อที่จะสามารถรับรู้ข้อมูลที่ถูกต้อง และตัดสินใจเลือกผู้แทนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – “ฉลาด” แจงประชุมสภาฯ 3 วันเคลียร์กฎหมายค้าง คาดโหวตนายกฯ เร็วสุด 5 ก.ย.

Scroll to top