ไทยกัมพูชา ผลกระทบ

ชาวบ้านยังไม่ไว้ใจ สถานการณ์ชายแดน อพยพวัดกว่า 100

ชาวบ้านพื้นที่ชายแดน จ.สุรินทร์ ยังไม่ไว้วางใจสถานการณ์ชายแดน พากันอพยพมาอยู่วัดกว่า 100 ชีวิต เต็มใจดูแลกันเอง เพียงขอให้มีที่นอนปลอดภัย สถานการณ์ที่ทำให้ ชาวบ้านยังไม่ไว้ใจ สถานการณ์ชายแดน นี้ ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของพวกเขาอย่างมาก

วันนี้ 14 ส.ค. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์ในพื้นที่ชายแดน จ.สุรินทร์ ยังคงตึงเครียด แม้จะมีการเจรจาหยุดยิงก็ตาม แต่ชาวบ้านยังไม่สามารถไว้วางใจทหารกัมพูชาได้ เนื่องจากมักจะไม่สนใจการเจรจาและพยายามจะละเมิดข้อตกลงต่างๆ มาโดยตลอด ทำให้ประชาชนในพื้นที่ชายแดนต่างวิตกกังวลว่าจะมีการปะทะกันรอบ 2 จนเริ่มมีการอพยพหนีเข้าไปอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยกันแล้ว ไม่ว่าจะเป็นบ้านญาติและวัดต่างๆ

แม้จะไม่ได้เปิดเป็นศูนย์พักพิงตามที่ส่วนราชการกำหนดก็ตาม โดยเฉพาะที่วัดศรีรัตนนาราม ต.นอกเมือง อ.เมือง จ.สุรินทร์ พบว่ามีชาวบ้านจากหมู่บ้านด่านและหมู่บ้านไผ่เงิน ต.ด่าน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ อพยพเข้าไปพักอาศัยกันในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา โดยส่วนใหญ่จะเป็นผู้สูงอายุ และผู้ป่วยติดเตียง รวมทั้งเด็กๆ เยาวชนต่างๆ กว่า 117 คนแล้ว

สำหรับชาวบ้านที่อพยพต่างต้องดูแลตัวเอง และช่วยกันออกเงินซื้ออาหารการกินกันเองครอบครัวใครครอบครัวมัน รวมไปถึงทำกับข้าวกินกันเอง เพราะทางวัดไม่ได้มีงบประมาณเบิกจากส่วนราชการแต่อย่างใด ซึ่งชาวบ้านก็ยินดีและเต็มใจที่จะไปพักอาศัย เนื่องจากมีความสะดวก ไม่แออัด มีห้องให้อยู่เป็นห้องๆ ซึ่งที่ผ่านมาทางวัดก็ได้เปิดให้ชาวบ้านที่อพยพมาพักอาศัยมาแล้ว

ทางด้าน พระครูศรีสุนทร สรกิจ หรือ ผศ.ดร.เริงศักดิ์ เขมวีโร เจ้าอาวาสวัดศรีรัตนาราม เจ้าคณะอำเภอลำดวน กล่าวว่า วัดศรีรัตนาราม เฉพาะตึกเดียวรองรับประชาชนได้ประมาณ 200 กว่าคน 30 ห้องนอน ติดแอร์ทุกห้องและศาลาการเปรียญสองห้องก็ได้หลายร้อยคนเช่นกัน และศาลาอีกหลัง ที่นี่พร้อมเป็นศูนย์พักพิงชั่วคราวสำหรับผู้ที่ประสบผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนก็สามารถที่จะมาพักได้.

ชาวบ้านยังไม่ไว้ใจ สถานการณ์ชายแดน

สถานการณ์ความไม่แน่นอนบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่ต้องเผชิญกับความยากลำบากและความไม่มั่นคงในชีวิต การอพยพมายังวัดเพื่อแสวงหาความปลอดภัยเป็นทางเลือกสุดท้ายที่พวกเขาจำเป็นต้องทำ แม้จะต้องดูแลตัวเองและช่วยเหลือกันเอง แต่การมีที่พักพิงที่อุ่นใจก็ยังดีกว่าต้องเสี่ยงภัยอยู่ในพื้นที่ที่อาจเกิดการปะทะกันได้ทุกเมื่อ

ผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดน

ผลกระทบหลักที่เกิดขึ้นคือความหวาดกลัวและความไม่ไว้วางใจต่อสถานการณ์ ชาวบ้านยังไม่ไว้ใจ สถานการณ์ชายแดน ทำให้การดำเนินชีวิตเป็นไปอย่างยากลำบาก การทำมาหากินหยุดชะงัก เด็กๆ ไม่สามารถไปโรงเรียนได้ และผู้สูงอายุต้องอยู่อย่างหวาดระแวง

นอกจากนี้ การอพยพยังนำมาซึ่งปัญหาด้านสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียง การขาดแคลนยาและเวชภัณฑ์ รวมถึงความเครียดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม ยิ่งทำให้ปัญหาสุขภาพทวีความรุนแรงมากขึ้น

ความช่วยเหลือที่จำเป็น

ถึงแม้ว่าชาวบ้านจะช่วยเหลือกันเองอย่างเต็มที่ แต่ความช่วยเหลือจากภายนอกก็ยังคงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง หน่วยงานภาครัฐและองค์กรต่างๆ ควรเข้ามาให้การสนับสนุนด้านอาหาร น้ำดื่ม ยาเวชภัณฑ์ และเครื่องนุ่งห่ม รวมถึงให้ความช่วยเหลือด้านการแพทย์และจิตวิทยา เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดน

นอกจากนี้ การให้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบันแก่ประชาชน ก็เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อลดความวิตกกังวลและความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้น

การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งบริเวณชายแดนอย่างยั่งยืน จะเป็นทางออกที่ดีที่สุด เพื่อให้ชาวบ้านสามารถกลับไปใช้ชีวิตอย่างปกติสุขได้อีกครั้ง ความร่วมมือและการเจรจาอย่างสันติ จะนำมาซึ่งความสงบและมั่นคงในพื้นที่ชายแดน

เราหวังว่าสถานการณ์จะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นในเร็ววัน และชาวบ้านที่อพยพมา จะสามารถกลับไปยังบ้านเรือนของตนเองได้อย่างปลอดภัย หากคุณต้องการช่วยเหลือ สามารถติดต่อวัดศรีรัตนาราม หรือหน่วยงานราชการในพื้นที่ได้โดยตรง ความช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ ของท่าน อาจเป็นกำลังใจที่ยิ่งใหญ่สำหรับพวกเขา

ที่มา – ชาวบ้านยังไม่ไว้ใจ สถานการณ์ชายแดน อพยพมาอยู่วัดกว่า 100 คน เต็มใจดูแลกันเอง

ในหลวงทรงห่วงใย! แม่ทัพภาค 2 เผยความรู้สึก

ในหลวงทรงห่วงใย สถานการณ์บ้านเมืองอยู่เสมอ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้เปิดเผยถึงความห่วงใยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่มีต่อสถานการณ์ต่างๆ ในประเทศ พร้อมทั้งยืนยันว่าไม่เคยเหน็ดเหนื่อยในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อแผ่นดินไทย

ในหลวงทรงห่วงใย

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 พร้อมด้วย พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ร่วมบรรยายพิเศษในหัวข้อสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และบทบาทหน้าที่ของกองทัพบก รวมถึงคนไทยทุกคน ในกิจกรรม “สาธิตเกษตรรวมใจสู่แนวหน้า ปลูกต้นกล้าแทนคุณแผ่นดิน” ที่โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

พล.ท.บุญสิน ได้เล่าถึงสถานการณ์ของทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่แนวหน้าให้เด็กๆ ฟัง โดยกล่าวว่า “พี่เขาฝากมาว่า หากพี่น้องคนไทยสู้ ลูกหลานเราสู้ พี่ๆ ทหารก็สู้ พี่ๆ ทหารฝากบอกว่าไม่ต้องห่วงพวกผม ขอเพียงกำลังใจจากคนไทยเท่านั้น”

ความห่วงใยที่ ในหลวงทรงมีต่อทหารและประชาชน

แม่ทัพภาคที่ 2 ยังได้กล่าวอีกว่า “นี่คือทหารไทย เมื่อถึงเวลามีจิตวิญญาณของพระนเรศวร พวกเราไม่ต้องหวังว่าสถานการณ์ทหารไทยจะสู้หรือไม่ ชัดเจนอยู่แล้ว เพื่อแผ่นดินดี ที่บรรพบุรุษได้รักษาไว้เราจะต้องปกป้อง ใครรุกล้ำดินแดนของเรา ต้องผลักดันออกไป ยืนยันว่าเราไม่ได้รุกล้ำประเทศอื่น เรารบในประเทศไทยทั้งนั้น”

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงห่วงใยสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา ท่านได้สอบถามสถานการณ์ไปยังแม่ทัพทุกวัน โดยกองงานของพระองค์ได้สอบถามสถานการณ์จากแม่ทัพ และได้รายงานทุกวัน สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงเป็นจอมทัพไทยอย่างแท้จริง และตั้งแต่ประวัติศาสตร์ พระมหากษัตริย์ทรงเป็นองค์นำกองทัพ และปัจจุบันก็ยังคงเป็นเช่นเดิม ดังนั้นทหารทุกคนพร้อมสละชีพเพื่อชาติ และปัจจุบันเรายังคงอยู่หน้าที่หน้าแนว แม้สถานการณ์จะเป็นอย่างไร เราก็พร้อม ไม่ว่าจะยุติหรือจะรบต่อก็พร้อม

ในช่วงหนึ่งของการบรรยาย พล.ท.บุญสิน ได้ตอบคำถามนักเรียนว่า หากขอพรได้อยากขอสิ่งใด ซึ่งท่านตอบว่า “ลุงแม่ทัพอยากให้ประเทศไทยสงบสุข เจริญรุ่งเรือง ไม่มีสิ่งเดือดร้อน มีความร่มเย็นเป็นสุข ประชาชนไม่ทะเลาะเบาะแว้ง” นอกจากนี้ ท่านยังตอบคำถามเกี่ยวกับกรณีที่ไทยถูกรุกรานว่าจะดำเนินการอย่างไร โดยท่านกล่าวว่า จะดำเนินการเหมือนที่เคยทำกับกัมพูชา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในระหว่างการตอบคำถาม มีเด็กตะโกนถึงเครื่องบิน F-16 ทำให้ พล.ท.บุญสิน ยิ้มพร้อมตอบว่า F-16 ก็ใช้เหมือนกัน ท่านยังกล่าวว่า “แม่ทัพจะบอกว่านี่คือเขตแผ่นดินไทย เอาแผนที่ให้เขาดู หากล้ำเขตเข้ามาจะว่าอย่างไร เขาก็จะอ้างแผ่นดินเขา หากไม่ถอนกำลังออกไป จะใช้วิธีเบาไปหาหนักผลักดันออกไป”

“ทุกพื้นที่หากแม่ทัพยังเป็นแม่ทัพอยู่ รุกล้ำเข้ามา แม่ทัพเข้าตีอย่างเดียว ไม่คุย ผมมีหน้าที่ปกป้องอธิปไตย ตามรัฐธรรมนูญ ผมมาเพื่อสิ่งนี้ เพื่อขับไล่ศัตรูออกจากแผ่นดินใหญ่ให้รวดเร็ว” พล.ท.บุญสิน กล่าวย้ำ

นอกจากนี้ พล.ท.บุญสิน ยังตอบคำถามนักเรียนว่าเหนื่อยกับอะไรมากที่สุด โดยท่านตอบว่า ไม่เคยเหนื่อยกับการทำหน้าที่เพื่อประเทศชาติ เพื่อแผ่นดิน ไม่มีเวลาป่วยไข้ หรือทะเลาะกับคนในประเทศ มีอย่างเดียวคือไล่ศัตรูออกจากเขตประเทศ หากแม่ทัพไม่เข้มแข็ง จะทำอย่างไร เพราะฉะนั้นคำว่าเหนื่อยไม่มี พร้อมที่จะทำหน้าที่เพื่อปกป้องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชน

ท่านยังฝากถึงเด็กๆ เรื่องการเสพสื่อว่า หากเป็นเรื่องแตกความสามัคคี ใส่ร้าย ทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ประชาชน ให้เกิดปัญหา ขอให้คิดก่อนว่าจริงหรือไม่ อย่าไปเชื่อง่ายๆ ต้องมีสติ หาข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ และขอให้ยึดมั่นในห้วงเวลาที่ประเทศชาติเป็นอย่างนี้ นับจากวันนี้เป็นต้นไป อยากให้คนไทยกลับมาดูผืนธงชาติไทย จำให้ดีว่า สิ่งเหล่านี้จะต้องอยู่กับแผ่นดินไทยชั่วลูกชั่วหลาน เราจะต้องช่วยกันรักษาสีธงชาติให้ครบ แดง คือ ชาติเสียสละเลือดบรรพบุรุษ รักษาแผ่นดิน ขาว คือ ศาสนา ยึดถือยึดมั่นในความดี น้ำเงิน คือ พระมหากษัตริย์ เป็นองค์ที่ก่อบ้านสร้างเมือง ตั้งแต่โบราณเป็นจอมทัพที่นำคนไทยต่อสู้ จนมีแผ่นดินอยู่ทุกวันนี้

จากเหตุการณ์นี้ เราได้เห็นถึงความเสียสละของทหารไทย และความห่วงใยที่ ในหลวงทรงห่วงใย พสกนิกรของพระองค์อย่างแท้จริง พวกเราคนไทยทุกคนควรตระหนักถึงหน้าที่ของตนเองในการปกป้องรักษาชาติบ้านเมืองให้สงบสุขสืบไป

ที่มา – แม่ทัพภาค 2 เผย “ในหลวง” ทรงห่วงใยสถานการณ์ทุกวัน ลั่นไม่เคยเหนื่อยเพื่อแผ่นดินไทย

กองทัพบก โต้กัมพูชา อ้างไทยเตรียมโจมตี จริงหรือ?

กองทัพบก ออกมาโต้ตอบข่าวลือจากฝั่งกัมพูชา ที่อ้างว่าประเทศไทยเตรียมการโจมตี โดยยืนยันว่าไม่มีคำสั่งให้อพยพประชาชน หรือปิดโรงเรียนในพื้นที่บ้านด่าน อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์แต่อย่างใด ข่าวลือดังกล่าวสร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนในพื้นที่ กองทัพบกจึงต้องออกมาชี้แจงเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 พันเอก ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก ได้ออกมาเปิดเผยถึงกรณีที่มีสำนักข่าว Fresh News ในประเทศกัมพูชา ได้เผยแพร่ข่าวในหัวข้อที่สร้างความเข้าใจผิด โดยอ้างว่า “ด่วนที่สุด: กองทัพไทยเตรียมเปิดการโจมตีต่อกัมพูชาอีกครั้ง อาจเกิดขึ้นในคืนวันที่ 13 และเช้าวันที่ 14 สิงหาคม!” พร้อมทั้งระบุว่า ทางฝ่ายไทยได้มีคำสั่งให้ปิดโรงเรียน และอพยพประชาชนในพื้นที่บ้านด่าน ตำบลด่าน อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการโจมตีกัมพูชา

กองทัพบก ยืนยันข่าวลือโจมตีกัมพูชาไม่เป็นความจริง

ทางกองทัพบกได้ทำการตรวจสอบข้อมูลดังกล่าวแล้ว และขอยืนยันว่าไม่มีคำสั่งให้อพยพประชาชน หรือปิดโรงเรียนในพื้นที่บ้านด่านแต่อย่างใด โรงเรียนบ้านด่านยังคงเปิดทำการเรียนการสอนตามปกติ ส่วนโรงเรียนบางแห่งในตำบลด่านฯ ที่มีการเลื่อนการเปิดเรียน On-site นั้น เป็นเพียงการเลื่อนเพื่อเตรียมความพร้อมในการจัดการเรียนการสอนให้เป็นไปตามมาตรการที่กำหนดเท่านั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับข่าวลือเรื่องการเตรียมโจมตีแต่อย่างใด

พันเอก ริชฌา สุขสุวานนท์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นข้อมูลเท็จที่ถูกสร้างขึ้น กองทัพบกขอยืนยันว่าจะปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง และข้อตกลงที่ได้มีการประชุมร่วมกันในคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) อย่างเคร่งครัด และขอความร่วมมือประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวสารที่ไม่มีแหล่งที่มาที่น่าเชื่อถือ เพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อของข่าวปลอมที่บิดเบือนข้อเท็จจริง

กองทัพบก เตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวปลอม

สถานการณ์ข่าวปลอมในปัจจุบันมีความรุนแรงและแพร่หลายมากขึ้น การตรวจสอบข้อมูลก่อนที่จะเชื่อ หรือส่งต่อจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ กองทัพบกจึงขอให้ประชาชนใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสาร และตรวจสอบแหล่งที่มาของข่าวอย่างรอบคอบก่อนที่จะเชื่อ หรือส่งต่อข้อมูลดังกล่าว เพื่อป้องกันการสร้างความเข้าใจผิด และความตื่นตระหนกในสังคม

ข่าวลือเรื่องการเตรียมโจมตีกัมพูชา เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการสร้างข่าวปลอมเพื่อหวังผลบางอย่าง การที่กองทัพบก ออกมาชี้แจงอย่างรวดเร็ว ถือเป็นการป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลาย และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดนได้เป็นอย่างดี

  • ตรวจสอบแหล่งที่มาของข่าวสารเสมอ
  • อย่าเชื่อข่าวสารที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงที่ชัดเจน
  • ใช้วิจารณญาณในการพิจารณาข่าวสาร
  • หากไม่แน่ใจ ให้สอบถามจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

การเผยแพร่ข่าวปลอมไม่เพียงแต่สร้างความตื่นตระหนกเท่านั้น แต่ยังอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความมั่นคงของชาติได้ ดังนั้น การร่วมมือกันในการตรวจสอบ และต่อต้านข่าวปลอม จึงเป็นหน้าที่ของทุกคนในสังคม

ดังนั้นเราควรติดตามข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เพื่อป้องกันการเข้าใจผิด และไม่ตกเป็นเหยื่อของข่าวปลอมต่างๆ

ที่มา – “กองทัพบก” โต้ “กัมพูชา” อ้างไทยเตรียมโจมตี ยืนยันไม่มีคำสั่งอพยพ-ปิดโรงเรียน

คุมตัวร้อยเอก BHQ เข้าเรือนจำบุรีรัมย์ ศาลไม่ให้ประกัน

ตำรวจ สภ.ลำดวน ควบคุมตัวร้อยเอก BHQ ทหารกัมพูชา ส่งเข้าเรือนจำบุรีรัมย์ทันที หลังศาลจังหวัดบุรีรัมย์ไม่อนุญาตให้ประกันตัวในคดี พ.ร.บ.อาวุธปืน และข้อหาเข้าเมืองผิดกฎหมาย เรื่องราวของร้อยเอก BHQ กำลังเป็นที่สนใจอย่างมากในขณะนี้

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 เวลา 10.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตำรวจ สภ.ลำดวน อ.กระสัง จ.บุรีรัมย์ ได้ควบคุมตัวนายวิน ดา อายุ 36 ปี ชาวกัมพูชา ซึ่งเป็นผู้ต้องสงสัยว่าเป็นสายลับกัมพูชา นำตัวไปฝากขังที่ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ ในความผิดเบื้องต้นตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน และข้อหาเข้าเมืองผิดกฎหมาย ศาลพิจารณาแล้วไม่อนุญาตให้ประกันตัว ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องควบคุมตัวนายวินส่งเข้าเรือนจำจังหวัดบุรีรัมย์ในทันที

การจับกุมดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากตำรวจ สภ.ลำดวน ได้เข้าควบคุมตัวนายวินได้ที่บ้านโคกสูง หมู่ที่ 9 ต.ศรีภูมิ อ.กระสัง จ.บุรีรัมย์ เมื่อวันที่ 5 ส.ค. 68 ซึ่งเป็นบ้านของ น.ส.จอย (นามสมมุติ) อายุ 27 ปี ภรรยาของนายวิน ทั้งสองมีบุตรด้วยกัน 1 คน อายุ 1 ปี 2 เดือน การตรวจสอบเกิดขึ้นเนื่องจากก่อนหน้านี้พบว่าเป็นชาวต่างชาติ ซึ่งต้องมีการตรวจสอบตามคำสั่งของหน่วยความมั่นคง

จากการตรวจค้นภายในบ้านพัก พบอาวุธปืนไทยประดิษฐ์ (ลูกซองสั้น) จำนวน 1 กระบอก และชุดทหารกัมพูชายศร้อยเอก พร้อมติดตราสัญลักษณ์ BHQ องครักษ์พิทักษ์ฮุนเซน อีกหลายชุด ทำให้เจ้าหน้าที่เชื่อว่านายวินอาจเข้ามาแฝงตัวเป็นสายลับ

ร้อยเอก BHQ

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่เชื่อว่าผู้ต้องหาน่าจะมาแฝงตัวเป็นสายลับ เพื่อแอบส่งความเคลื่อนไหวทางการทหารของไทยให้แก่ฝ่ายกัมพูชา ซึ่งนำไปสู่การสอบสวนเพิ่มเติมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายฝ่าย ทั้งกองทัพภาค 2 หน่วยความมั่นคง และตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์

แม้ว่านายวินจะปฏิเสธข้อกล่าวหา และยอมรับเพียงว่าเคยเป็นทหารมาก่อนหน้านี้ 9 เดือน แต่ทางตำรวจยังไม่ปักใจเชื่อ เนื่องจากมีหลักฐานเชื่อมโยงหลายอย่าง เช่น การโพสต์บนเฟซบุ๊กส่วนตัวที่แสดงความชื่นชมการทำงานของฮุนเซน นอกจากนี้ ยังพบข้อมูลในโทรศัพท์มือถือรวม 3 เครื่อง และพบว่ามีการใช้ชื่อถึง 4 ชื่อในประเทศไทย ได้แก่ ชื่อในบัตรประชาชน นายวิน ดา อายุ 36 ปี ชื่อในพาสปอร์ต MEAS SOMONCHANNAK (เมียะฮ์ โซมอนจันนะ) ชื่อทางทหาร ร้อยเอก ซน กิม ไอ กองบัญชา BHQ และชื่อในบัตรที่ทำงาน (ซึ่งยังไม่ทราบชื่อที่แน่ชัด)

จากหลักฐานที่พบมีความเป็นไปได้ว่าข้อมูลเหล่านี้มีการเชื่อมโยงกัน อย่างไรก็ตาม จะต้องมีการสอบสวนอย่างละเอียดเพื่อความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งต้องใช้เวลาพอสมควร และยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดทั้งหมดได้ในขณะนี้ หากพบว่าเป็นความจริง ก็จะดำเนินคดีตามกฎหมายไทยต่อไป

ร้อยเอก BHQ ถูกคุมตัวเข้าเรือนจำ

การตัดสินใจของศาลที่ไม่ให้ประกันตัวร้อยเอก BHQ ทำให้เกิดคำถามมากมายถึงความร้ายเเรงของคดีเเละความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นหากได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว

ความเชื่อมโยงของร้อยเอก BHQ กับการเป็นสายลับ

ถึงเเม้จะยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัด แต่หลักฐานที่พบก็บ่งชี้ถึงความเป็นไปได้ที่ร้อยเอก BHQ จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเป็นสายลับ การดำเนินการสอบสวนอย่างละเอียดถี่ถ้วนจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง

คดีนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการรักษาความมั่นคงของชาติ และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด การที่เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยได้อย่างรวดเร็ว ถือเป็นผลงานที่น่าชื่นชม

การดำเนินคดีกับร้อยเอก BHQ จะเป็นไปในทิศทางใด? สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายกำลังจับตามอง และหวังว่ากระบวนการยุติธรรมจะดำเนินการไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

การที่ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัวร้อยเอก BHQ แสดงให้เห็นถึงความหนักแน่นในการพิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ และอาวุธปืน ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง

ในท้ายที่สุด หวังว่ากระบวนการยุติธรรมจะนำมาซึ่งความกระจ่าง และความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในคดี ร้อยเอก BHQ นี้

คดีของ ร้อยเอก BHQ ยังคงเป็นที่จับตามอง และต้องติดตามกันต่อไปว่าผลสรุปจะเป็นอย่างไร ร้อยเอก BHQ จะสามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองได้หรือไม่?

ที่มา – คุมตัวร้อยเอก BHQ ส่งเข้าเรือนจำบุรีรัมย์ทันที หลังศาลไม่ให้ประกันตัว

ส.อ.ธีรพล มั่นใจระเบิดใหม่ หลังประชุม GBC

ส.อ.ธีรพล มั่นใจเป็นระเบิดที่ติดตั้งใหม่ หลังประชุม GBC

“ส.อ.ธีรพล” เปิดใจหลังสูญเสียขาซ้ายจากเหตุการณ์ลาดตระเวน มั่นใจเป็นระเบิดที่ถูกติดตั้งใหม่หลังประชุม GBC เพราะเป็นเส้นทางที่ตรวจสอบเป็นประจำ วอนผู้บังคับบัญชารับลูกชายสืบต่อหน้าที่

วันที่ 13 สิงหาคม 2568 ทีมข่าวได้เดินทางไปยังโรงพยาบาลสุรินทร์ เพื่อเข้าเยี่ยมและพูดคุยกับ ส.อ.ธีรพล เพียขันที ทหารพรานจู่โจมที่ 2610 ซึ่งได้รับบาดเจ็บจากเหตุเหยียบกับระเบิด เมื่อวันที่ 12 สิงหาคมที่ผ่านมา

โดย ส.อ.ธีรพล เล่าว่า เส้นทางที่เกิดเหตุเป็นเส้นทางลาดตระเวนประจำ โดยปกติในหนึ่งสัปดาห์จะเดินลาดตระเวนเส้นทางนี้อย่างน้อย 3 ครั้ง แต่ช่วงที่มีเหตุการณ์ตึงเครียดจะเพิ่มความถี่มากขึ้น เพื่อเฝ้าระวังการแอบเข้ามาสอดแนม หรือรุกรานจากฝ่ายตรงข้าม ในฐานะหัวหน้าชุดลาดตระเวน ตนจะเป็นผู้นำเดินหน้าเสมอ เพราะมองว่าหน้าที่ของผู้นำ คือการเสียสละเพื่อความปลอดภัยของลูกทีม

และทุกครั้งที่ปฏิบัติภารกิจ ไม่มีอุปกรณ์ตรวจหาวัตถุระเบิดใช้เพียงสายตาและประสบการณ์เป็นหลัก เนื่องจากเครื่องตรวจเข้ามาใช้งานภายหลัง และตลอดกว่า 20 ปีในอาชีพทหาร ตนใช้ระบบการสังเกตและความเคยชินจนชำนาญ สามารถมองเห็นสิ่งแปลกปลอมได้อย่างแม่นยำ

สำหรับวันเกิดเหตุ ตนมั่นใจในเส้นทางนี้ เนื่องจากเคยเดินหลายครั้ง แต่กลับพบว่าระเบิดที่เหยียบเป็นการติดตั้งใหม่ทั้งหมด 4 ลูก โดยลูกแรกเป็นจุดที่ตนเหยียบ ส่วนอีก 3 ลูกที่เหลือถูกเจ้าหน้าที่เก็บกู้ขึ้นมาภายหลัง พบว่ามีสภาพใหม่เอี่ยมและถูกพรางตาด้วยใบไม้ โดยตนเชื่อว่าผู้ลงมือไม่ได้มีเป้าหมายสังหาร แต่ต้องการให้เสียอวัยวะ อีกทั้งยังมั่นใจว่าระเบิดชุดนี้เพิ่งติดตั้งหลังการประชุม GBC โดยคาดว่าน่าจะเป็นวันที่ 10 หรือ 11 สิงหาคม เพราะก่อนหน้านี้เขาเดินลาดตระเวนเส้นทางนี้แล้วยังไม่พบ

สิบเอกธีรพล ย้ำว่า ไม่เคยเชื่อใจการพูดคุยหรือเจรจากับฝ่ายกัมพูชาเลย เนื่องจากมองว่าพวกเขมร “พูดอย่างทำอย่าง” และเปรียบเหมือนหอกข้างแคร่

ปัจจุบัน อาการทางร่างกายปลอดภัยแล้ว สุขภาพโดยรวมแข็งแรงดี ยอมรับว่าตนรักและภูมิใจในอาชีพนี้มาก ตั้งแต่เข้ารับราชการทหารในปี 2543 ผ่านภารกิจทั้งในพื้นที่ภาคใต้ ภาคเหนือ และปฏิบัติหน้าที่ชายแดนไทย–กัมพูชาตั้งแต่ปี 2554 รวมถึงได้สอบเลื่อนฐานะมา

ตนมีแรงบันดาลใจจากพี่ชายที่เป็นทหาร และได้ปฏิญาณกับตัวเองว่าจะทำหน้าที่นี้อย่างเต็มความสามารถ ไม่ให้หน่วยงานเสื่อมเสีย พร้อมถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ไม่เที่ยวกลางคืน ไม่เล่นการพนัน และไม่ข้องเกี่ยวกับอบายมุข

แม้ปัจจุบันร่างกายไม่พร้อมกลับไปสู้เช่นเดิม แต่ตนยังมีความฝันให้ครอบครัวได้สืบสานหน้าที่นี้ จึงฝากความหวังถึงผู้บังคับบัญชา ขอให้บรรจุลูกชายเข้ารับราชการแทน เพราะเชื่อว่าลูกชายมีใจรักในงานด้านนี้เช่นเดียวกับตน และพร้อมจะมาทำหน้าที่แทนพ่อในการปกป้องแผ่นดิน

ด้าน นางสาวพุทธวรรณ โชคนัก ภรรยาของ ส.อ.ธีรพล เพียขันที เปิดเผยถึงความรู้สึกหลังสามีได้รับบาดเจ็บว่า รู้สึกดีใจที่เห็นสามีมีอาการแข็งแรงขึ้น เพราะก่อนหน้านี้ในใจเต็มไปด้วยความกังวล กลัวว่าเขาจะเจ็บปวดจากบาดแผลมาก

และในฐานะภรรยาได้บอกกับตัวเองทุกวันว่าต้องเข้มแข็งให้มากที่สุด เพื่อไม่ให้สามีกังวลใจ พยายามยอมรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและไม่จมอยู่กับความทุกข์ เพราะสามีได้ทำหน้าที่ของเขาอย่างดีที่สุดแล้ว ในขณะเดียวกันเราก็ต้องทำหน้าที่ภรรยาที่ดีให้กับเขาเช่นเดียวกัน

วันนี้ตนภูมิใจมากที่สามีได้ทำหน้าที่ของเขาอย่างเต็มที่ในการเป็นรั้วของชาติ เหตุการณ์มันเกิดขึ้นแล้วเราก็ต้องยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้น ตอนนี้สิ่งที่อยากที่สุดคือให้เขาหายเร็วๆ และไม่ต้องเจ็บปวดจากแผลที่มีอยู่ และในตอนนี้ตนไม่ได้คิดถึงเรื่องสถานการณ์อื่นๆ เลย เพียงอยากให้สามีฟื้นตัวโดยเร็ว

ขณะเดียวกันก็เข้าใจว่าหน่วยงานต่างๆ ที่เข้ามาดูแลในเบื้องต้นได้ทำเต็มที่แล้ว และรู้สึกภูมิใจที่ทุกคนให้ความใส่ใจต่อทหาร แม้ในตอนนี้ยังไม่ทราบว่ามาตรการดูแลและเยียวยาระยะยาวจะเป็นอย่างไร แต่สิ่งสำคัญที่สุดในเวลานี้คือการเห็นสามีแข็งแรงก่อน แล้วค่อยพูดคุยถึงเรื่องอื่นต่อไป.

ความเชื่อมั่นของ ส.อ.ธีรพล

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ส.อ.ธีรพล แสดงความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่าเหตุการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการกระทำที่จงใจ และระเบิดที่เขาเหยียบนั้นถูกติดตั้งขึ้นใหม่หลังจากการประชุม GBC ทำให้เกิดคำถามและความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เสี่ยงภัย

เรื่องราวของ ส.อ.ธีรพล เป็นอุทาหรณ์ที่เตือนใจถึงความเสียสละและความกล้าหาญของทหารไทยที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างไม่ย่อท้อ แม้ต้องเผชิญกับความเสี่ยงและอันตรายรอบด้าน ความมุ่งมั่นที่จะปกป้องประเทศชาติและความรักในอาชีพทหารคือสิ่งที่ผลักดันให้พวกเขายืนหยัดอยู่ได้

สิ่งที่เกิดขึ้นกับ ส.อ.ธีรพล ทำให้เราต้องหันกลับมามองถึงสวัสดิภาพและความปลอดภัยของทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามชายแดน รวมถึงมาตรการป้องกันและการสนับสนุนที่พวกเขาควรได้รับ เพื่อให้พวกเขาสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มความสามารถและปลอดภัยที่สุด

การที่ ส.อ.ธีรพล มั่นใจว่าเป็นระเบิดที่ติดตั้งใหม่หลังประชุม GBC ทำให้ต้องพิจารณาถึงมาตรการรักษาความปลอดภัยและการข่าวที่อาจจะต้องมีการปรับปรุง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ขึ้นอีกในอนาคต

เราควรให้ความสำคัญกับการสนับสนุนและให้กำลังใจทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ รวมถึงครอบครัวของพวกเขา เพราะพวกเขาสมควรได้รับความช่วยเหลือและการดูแลอย่างดีที่สุด

ที่มา – “ส.อ.ธีรพล” เปิดเผยหลังสูญเสียขา มั่นใจเป็นระเบิดที่ติดตั้งใหม่ หลังประชุม GBC

ด่วน! บุ๋ม ปนัดดา เผยรัฐบาลจ่อยุบ ศบ.ทก.

จากกรณีที่ ดร.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี หรือ บุ๋ม ปนัดดา ได้รับการแต่งตั้งเป็นโฆษกจิตอาสา ศูนย์บริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) ล่าสุดได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับแนวทางการแก้ไขปัญหาชายแดน

บุ๋ม ปนัดดา ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวถึงประเด็นที่รัฐบาลเตรียมยุบ ศบ.ทก. ว่าเป็นความตั้งใจที่จะแสดงความจริงใจต่อชาวกัมพูชาในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่มีมาอย่างยาวนาน การตัดสินใจครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการสร้างสันติภาพและความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน

บุ๋ม ปนัดดา เผย รัฐบาลจ่อยุบ ศบ.ทก.

ดร.ปนัดดา ระบุว่า ข้อสรุปที่เธอได้รับทราบมาคือ รัฐบาลมีแผนที่จะยุบ ศบ.ทก. ภายในสัปดาห์นี้อย่างเร่งด่วน การดำเนินการดังกล่าวมีจุดประสงค์เพื่อส่งสัญญาณไปยังชาวกัมพูชาว่าประเทศไทยมีความจริงใจในการแก้ไขปัญหา และการดำรงอยู่ของศูนย์ดังกล่าวอาจถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นถึงความไม่เต็มใจในการสร้างสันติภาพอย่างแท้จริง

การตัดสินใจยุบ ศบ.ทก. ถือเป็นก้าวสำคัญในการปรับเปลี่ยนท่าทีของประเทศไทยต่อสถานการณ์ชายแดน โดยมุ่งเน้นไปที่การสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจซึ่งกันและกันระหว่างทั้งสองประเทศ

สันติภาพคือทางออก

บุ๋ม ปนัดดา ยังแสดงความคิดเห็นส่วนตัวว่า สันติภาพคือทางออกที่สำคัญที่สุดในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง การสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้กับประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายแดนควรเป็นเป้าหมายหลัก และไม่มีใครต้องการอยู่ในสถานการณ์ที่ตึงเครียดและเต็มไปด้วยความหวาดระแวง

เธอได้คาดหวังว่ารัฐบาลจะสามารถเจรจาเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติและป้องกันอธิปไตยผ่านกระบวนการทางการทูตได้อย่างที่ได้ให้สัญญาไว้ และหวังว่าจะไม่ทำให้ประชาชนชาวไทยต้องผิดหวัง

การแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและต้องอาศัยความละเอียดอ่อนในการดำเนินการ การตัดสินใจยุบ ศบ.ทก. เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของกระบวนการสร้างสันติภาพและฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การเจรจาและการทูตยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและมีความซับซ้อน การแก้ไขปัญหาเหล่านี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน รวมถึงความเข้าใจและความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน การสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนเป็นเป้าหมายที่สำคัญที่สุด เพื่อให้ประชาชนทั้งสองประเทศสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุขและมีความเจริญรุ่งเรือง

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จึงถือเป็นความหวังว่ารัฐบาลจะสามารถนำพาประเทศไปสู่การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งได้อย่างสันติวิธี และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างยั่งยืนต่อไป

ที่มา – “บุ๋ม ปนัดดา” เผยรัฐบาลจ่อยุบ ศบ.ทก. แสดงความจริงใจสงบศึกกัมพูชา

ทหารกัมพูชาวางตาข่ายป้องกันโดรนทิ้งระเบิด 61 จุด

กองทัพภาคที่ 2 รายงานสถานการณ์ชายแดนล่าสุดว่า “ทหารกัมพูชา” ได้ติดตั้งตาข่ายป้องกันการโจมตีจากโดรนใน 61 พื้นที่ ขณะที่ฝั่งไทยยังพบโดรนบินในศรีสะเกษ กองทัพยังคงตรึงกำลังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมยืนยันว่ามีลวดหนามหีบเพลงเพียงพอต่อการใช้งาน

ทหารกัมพูชาวางตาข่ายป้องกันโดรนทิ้งระเบิดในพื้นที่ 61 แห่ง

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ได้แถลงการณ์ถึงสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา โดยสรุปสถานการณ์ ณ เวลา 14.00 น. ดังนี้

โดยรวมแล้ว สถานการณ์ที่น่าสนใจคือ ทหารกัมพูชาได้เปิดเผยข้อมูลการติดตั้งตาข่ายป้องกันการทิ้งระเบิดจากอากาศยานไร้คนขับ หรือโดรน ในพื้นที่ของกัมพูชาจำนวน 61 แห่ง นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังตรวจพบอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) จำนวนหลายลำในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังคงมีการตรึงกำลังที่ฐานปฏิบัติการในพื้นที่อธิปไตยของไทย และยังไม่มีรายงานการปะทะใดๆ ฝ่ายไทยยังคงเตรียมพร้อมและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยยึดมั่นตามข้อตกลงของการประชุม GBC ที่ผ่านมา

ภารกิจต่อเนื่อง: การเก็บกู้วัตถุระเบิดและการช่วยเหลือประชาชน

ชุดทำลายล้างวัตถุระเบิด (EOD) ยังคงปฏิบัติการตรวจสอบพื้นที่เฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง เพื่อทำลายวัตถุระเบิดที่อาจตกค้าง และตรวจสอบวัตถุต้องสงสัยต่างๆ โดยเน้นย้ำให้ประชาชน หากพบวัตถุต้องสงสัยใดๆ ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ทันที เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบต่อไป

ในส่วนของการดำเนินงานด้านจิตอาสา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นายชำนาญ ชื่นตา ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ นำแจกันดอกไม้และสิ่งของพระราชทานไปมอบแก่กำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ณ โรงพยาบาลค่ายวีรวัฒน์โยธิน จังหวัดสุรินทร์ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจและแสดงถึงความห่วงใยของพระองค์ที่มีต่อกำลังพลที่เสียสละเพื่อประเทศชาติ

นอกจากนี้ กำลังพลจิตอาสาพระราชทานจากมณฑลทหารบกที่ 25 และกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 23 รวม 16 นาย ได้ร่วมกันบริจาคโลหิตเพื่อช่วยเหลือสิบเอก พีรพล เพียขันที สังกัดกองร้อยทหารพรานที่ 2610 ซึ่งเข้ารับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลสุรินทร์ หลังได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบกับระเบิดขณะปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนบริเวณจุดตะโมก พื้นที่ปราสาทตาเมือนธม อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ โดยสามารถบริจาคโลหิตได้รวมทั้งสิ้น 7,200 ซีซี

ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน จังหวัดสุรินทร์ โดยหัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดสุรินทร์ พร้อมเจ้าหน้าที่ ได้ขนย้ายสิ่งของบริจาคจากหอประชุมศาลากลางจังหวัดสุรินทร์ เพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่อำเภอพนมดงรักและอำเภอกาบเชิง โดยได้รับการสนับสนุนรถปฏิบัติการจำนวน 3 คัน จากศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 5 นครราชสีมา เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุดในการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน

กองทัพภาคที่ 2 ขอขอบคุณรัฐบาล หน่วยงานราชการ ภาคเอกชน และประชาชนทุกภาคส่วน ที่ได้ให้การสนับสนุนลวดหนามหีบเพลงมายังกองทัพภาคที่ 2 อย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา การสนับสนุนดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเสริมสร้างความพร้อมด้านการป้องกันพื้นที่และการรักษาความมั่นคงของประเทศ

ปัจจุบัน กองทัพภาคที่ 2 ได้รับลวดหนามหีบเพลงเพียงพอต่อความต้องการใช้งานแล้ว เพื่อให้การบริหารจัดการทรัพยากรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และไม่เกิดการรับเกินความจำเป็น จึงขอประกาศปิดการรับการสนับสนุนลวดหนามหีบเพลงไว้แต่เพียงเท่านี้

กองทัพภาคที่ 2 ขอขอบคุณทุกความร่วมมือและน้ำใจจากทุกภาคส่วนที่ได้ร่วมกันสนับสนุนภารกิจปกป้องอธิปไตยของชาติ และขอให้ทุกท่านมั่นใจว่ากองทัพภาคที่ 2 จะใช้ทรัพยากรที่ได้รับอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อความปลอดภัยและความมั่นคงของประเทศ

สุดท้ายนี้ กองทัพภาคที่ 2 ยังคงขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนในการป้องกันการรับข้อมูลที่คลาดเคลื่อนหรือบิดเบือน ขอให้ประชาชนโปรดใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสาร และติดตามข้อมูลจากช่องทางอย่างเป็นทางการเท่านั้น เช่น เพจ “กองทัพบก” และเพจ “กองทัพภาคที่ 2” ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงต่อสถานการณ์ในพื้นที่ และสามารถยืนยันข้อเท็จจริงได้อย่างถูกต้องและทันเวลา

สถานการณ์ชายแดนยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด การที่ ทหารกัมพูชา ดำเนินการวางตาข่ายป้องกันโดรนทิ้งระเบิดถึง 61 จุด แสดงให้เห็นถึงความตึงเครียดในพื้นที่ กองทัพไทยเองก็ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น และขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้ เพื่อไม่ให้เกิดความตื่นตระหนกโดยไม่จำเป็น

ที่มา – เผย “ทหารกัมพูชา” ได้มีการวางตาข่ายป้องกันโดรนทิ้งระเบิดในพื้นที่ 61 แห่ง

กองทัพภาค 2 ปิดรับการสนับสนุน “ลวดหนามหีบเพลง”

กองทัพภาคที่ 2 ประกาศยุติการรับบริจาค“ลวดหนามหีบเพลง” เนื่องจากปัจจุบันมีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการใช้งานแล้ว พร้อมทั้งกล่าวขอบคุณประชาชน รัฐบาล และทุกหน่วยงานที่ให้การสนับสนุนมาโดยตลอด

กองทัพภาค 2 ปิดรับการสนับสนุน “ลวดหนามหีบเพลง”

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 เวลา 13.08 น. เพจเฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 2 ได้โพสต์ข้อความประกาศสำคัญ โดยระบุว่า กองทัพภาคที่ 2 ขอขอบคุณรัฐบาล หน่วยงานราชการ ภาคเอกชน รวมถึงประชาชนทุกท่าน ที่ได้มอบการสนับสนุน“ลวดหนามหีบเพลง” ให้แก่กองทัพภาคที่ 2 อย่างต่อเนื่องในช่วงเวลาที่ผ่านมา การสนับสนุนจากทุกภาคส่วนนั้นมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการเสริมสร้างความพร้อมของกองทัพ ในการป้องกันพื้นที่และรักษาความมั่นคงของประเทศ

เนื่องจากในปัจจุบัน กองทัพภาคที่ 2 ได้รับ“ลวดหนามหีบเพลง” ในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการใช้งานแล้ว เพื่อให้การบริหารจัดการทรัพยากรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และป้องกันการรับบริจาคที่มากเกินความจำเป็น กองทัพภาคที่ 2 จึงขอประกาศปิดการรับการสนับสนุน“ลวดหนามหีบเพลง” ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

เหตุผลที่กองทัพภาค 2 ปิดรับการสนับสนุน “ลวดหนามหีบเพลง”

การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นจากความต้องการที่จะบริหารจัดการทรัพยากรที่ได้รับมาให้เกิดประโยชน์สูงสุด กองทัพภาคที่ 2 เล็งเห็นว่าการมีปริมาณลวดหนามหีบเพลงที่มากเกินความจำเป็น อาจนำไปสู่ปัญหาในการจัดเก็บและการดูแลรักษา รวมถึงอาจเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณโดยใช่เหตุ การปิดรับบริจาคจึงเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อทรัพยากรที่ได้รับมา และเป็นการยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการใช้จ่ายงบประมาณอย่างโปร่งใสและคุ้มค่า

กองทัพภาคที่ 2 ขอขอบคุณทุกท่านสำหรับความร่วมมือและน้ำใจที่ได้มอบให้ในการสนับสนุนภารกิจปกป้องอธิปไตยของชาติ และขอให้ทุกท่านมั่นใจว่ากองทัพภาคที่ 2 จะใช้ทรัพยากรทุกอย่างที่ได้รับมาอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อความปลอดภัยและความมั่นคงของประเทศชาติ

แม้ว่าการรับบริจาค“ลวดหนามหีบเพลง” จะสิ้นสุดลง แต่กองทัพภาคที่ 2 ยังคงเปิดรับการสนับสนุนในรูปแบบอื่นๆ ที่สามารถช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งและความพร้อมของกองทัพ หากท่านใดมีความประสงค์ที่จะสนับสนุนกองทัพภาคที่ 2 สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ช่องทางต่างๆ ของกองทัพภาคที่ 2

การประกาศปิดรับการสนับสนุน“ลวดหนามหีบเพลง” ในครั้งนี้ ถือเป็นการแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทรัพยากรของกองทัพภาคที่ 2 และเป็นการยืนยันถึงความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจเพื่อปกป้องประเทศชาติอย่างเต็มกำลังความสามารถ

ที่มา – กองทัพภาค 2 ประกาศปิดรับการสนับสนุน “ลวดหนามหีบเพลง” เผยปัจจุบันมีเพียงพอแล้ว

กองทัพภาคที่ 2 แจงเหตุผล ขอรับบริจาคลวดหนาม

กองทัพภาคที่ 2 ได้ออกมาชี้แจงเหตุผลในการขอรับบริจาค ลวดหนามหีบเพลง โดยยืนยันว่าเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วนในการป้องกันกำลังพลและอธิปไตยของชาติ

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 กองทัพภาคที่ 2 ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 2 เพื่อให้ข้อมูลเพิ่มเติมแก่ประชาชนเกี่ยวกับกรณีการขอรับการสนับสนุนลวดหนามหีบเพลงที่ผ่านมา

กองทัพภาคที่ 2 ขอรับบริจาค “ลวดหนามหีบเพลง” เพราะอะไร?

ทางกองทัพฯ ระบุว่า ลวดหนามหีบเพลงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการลดความเสี่ยงต่อชีวิตและความปลอดภัยของกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ต่างๆ นอกจากนี้ ยังเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมความพร้อมในการป้องกันอธิปไตยของชาติอีกด้วย อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ปัจจุบันทำให้ความต้องการลวดหนามหีบเพลงมีมากกว่ากำลังการผลิตและการจัดหาที่มีอยู่

ด้วยความจำเป็นในการเร่งเสริมสร้างความมั่นคงเพื่อป้องกันอธิปไตย กองทัพภาคที่ 2 จึงขอความร่วมมือจากประชาชนที่มีความประสงค์จะสนับสนุน โดยสามารถส่งมอบลวดหนามหีบเพลงไปยังฝ่ายกิจการพลเรือน กองกำลังสุรนารีได้โดยตรง

ทั้งนี้ ขนาดของลวดหนามหีบเพลงที่ได้ประกาศความต้องการไว้เดิมคือ เส้นผ่าศูนย์กลาง 100 เซนติเมตร แต่เนื่องจากหาได้ยากในท้องถิ่น จึงสามารถใช้ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 90 เซนติเมตรแทนได้ ซึ่งยังคงสามารถใช้งานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กองทัพภาคที่ 2 ขอขอบคุณทุกแรงสนับสนุนและความเข้าใจจากประชาชน และยืนยันว่าจะปฏิบัติภารกิจด้วยความมุ่งมั่นและเต็มกำลัง เพื่อความปลอดภัยของประเทศชาติและความสงบสุขของพี่น้องประชาชนทุกคน

ขนาดลวดหนามหีบเพลงที่ กองทัพภาคที่ 2 ต้องการ

  • เดิม: เส้นผ่าศูนย์กลาง 100 ซ.ม.
  • ปัจจุบัน: สามารถใช้เส้นผ่าศูนย์กลาง 90 ซ.ม. แทนได้

ลวดหนามหีบเพลง มีความสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันพื้นที่และควบคุมการเคลื่อนที่ของบุคคลหรือยานพาหนะ ด้วยคุณสมบัติที่แข็งแรง ทนทาน และติดตั้งง่าย ทำให้เป็นอุปกรณ์ที่ขาดไม่ได้สำหรับหน่วยงานด้านความมั่นคง

การขอรับบริจาค ลวดหนามหีบเพลง ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกองทัพภาคที่ 2 ในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งด้านความมั่นคง และพร้อมที่จะปกป้องอธิปไตยของชาติอย่างเต็มกำลังความสามารถ การสนับสนุนจากประชาชนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการบรรลุเป้าหมายนี้

การที่กองทัพภาคที่ 2 ออกมาชี้แจงเหตุผลในการขอรับบริจาค ลวดหนามหีบเพลง แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและความตั้งใจจริงในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติ การร่วมมือร่วมใจของประชาชน จะเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยไปข้างหน้าอย่างมั่นคง

ที่มา – “กองทัพภาคที่ 2” แจงเหตุผลขอรับบริจาค “ลวดหนามหีบเพลง” ขอบคุณทุกความเข้าใจ

Scroll to top