ไทยกัมพูชา

เปิดรายงาน! กองทัพภาค 2 ชาวบ้านหาอึ่ง โดนไล่ยิง

กองทัพภาค 2 ได้เปิดรายงานเหตุการณ์สุดตึงเครียดที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งชาวบ้านไปหาอึ่งหรือของป่าในพื้นที่ท้ายเขื่อน แต่กลับถูกกลุ่มชายฉกรรจ์ไล่ยิง สร้างความหวาดกลัวให้กับชาวบ้านในพื้นที่ ล่าสุดพบว่าอาจเป็นกลุ่มทำผิดกฎหมายที่ลักลอบใช้เส้นทางชายแดน หรืออาจเป็นทหารกัมพูชาที่เข้ามาหาของป่าด้วยความอดอยาก

กองทัพภาค 2 ชาวบ้านหาอึ่ง โดนไล่ยิง

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8-9 พฤษภาคม 2569 ในพื้นที่จันทบเพชร อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นพื้นที่ชายแดนที่ใกล้ชิดกับกัมพูชา ชาวบ้านสองคนคือ นายอภิรักษ์ (อู๊ด) บุตรเพชร อายุ 64 ปี อยู่บ้านเลขที่ 237 หมู่ 7 บ้านสายโท 1 ใต้ ตำบลปราสาท และ นายประยูร บุญค้ำ ราษฎรบ้านสายโท 2 ใต้ หมู่ 8 ตำบลปราสาท อำเภอบ้านกรวด ได้ชวนกันไปหาอึ่งบริเวณท้ายเขื่อนบ้านสายโท 3 ใต้ หมู่ 1 ตำบลจันทบเพชร

ลำดับเหตุการณ์กองทัพภาค 2 ชาวบ้านหาอึ่ง โดนไล่ยิง

เวลา 20.00 น. ของวันที่ 8 พ.ค. 2569 ชาวบ้านทั้งสองจอดรถจักรยานยนต์ Honda Wave สีดำ-แดง 2 คัน แล้วเดินเท้าเข้าไปหาของป่า จากนั้นได้ยินเสียงพูดภาษากัมพูชา และเห็นกลุ่มชายฉกรรจ์ 6-8 คน พร้อมไฟฉาย 2-3 ดวง ชาวบ้านหวาดกลัว คิดว่าเป็นทหารกัมพูชา จึงวิ่งหนี ทิ้งรถไว้ในป่า

  • ระหว่างหนี เห็นไฟฉายไล่ตามมา 2-3 ดวง
  • ดับไฟฉาย ซ่อนตัว ทิ้งของป่า
  • ได้ยินเสียงปืน 1 นัด จากทิศทางกลุ่มชายฉกรรจ์
  • หนีออกจากป่าได้ โทรหาผู้ใหญ่บ้านมารับ กลับบ้านปลอดภัยเวลา 23.00 น.

กองทัพภาค 2 ส่งหน่วยเฉพาะกิจประสานกำนัน เข้าพบชาวบ้านเพื่อสอบถาม สืบข้อมูล แล้วนำกำลังบูรณาการเข้าพื้นที่ พบรถจักรยานยนต์ 2 คัน ตรวจสอบความปลอดภัย แล้วคืนให้ชาวบ้านเรียบร้อย

สาเหตุที่เป็นไปได้ของเหตุการณ์

จากข้อมูลความมั่นคง พื้นที่ดังกล่าวเคยเป็นเส้นทางลักลอบผิดกฎหมายชายแดน เช่น ลำเลียงยาเสพติด สินค้าผิดกฎหมาย ชาวบ้านอาจบังเอิญเข้าใกล้กลุ่มผู้กระทำผิด หรือเป็นทหารกัมพูชาเข้ามาหาของป่าจากความอดอยากในพื้นที่ของตน

กองทัพภาค 2 จึงเพิ่มมาตรการเข้มข้น สั่งหน่วยเฉพาะกิจลาดตระเวนเฝ้าระวังพื้นที่มากขึ้น เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของประชาชน ขอให้ชาวบ้านมั่นใจในเจ้าหน้าที่ที่ทำงานอย่างหนัก ขอบคุณประชาชนที่เป็นหูเป็นตาแจ้งเบาะแส

มาตรการป้องกันชายแดนไทย-กัมพูชา

  • เพิ่มการลาดตระเวนชายแดนบุรีรัมย์
  • บูรณาการกำลังทหาร-ตำรวจ-ฝ่ายปกครอง
  • ประชาสัมพันธ์ให้ชาวบ้านหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง
  • ตรวจสอบเส้นทางลักลอบผิดกฎหมาย

เหตุการณ์กองทัพภาค 2 ชาวบ้านหาอึ่ง โดนไล่ยิง นี้ สะท้อนถึงความสำคัญของการเฝ้าระวังชายแดนที่ยังคงเปราะบาง แม้จะไม่มีผู้บาดเจ็บ แต่เป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกฝ่ายตื่นตัว ในมุมมองของผู้เขียน การเพิ่มเทคโนโลยีอย่างโดรนหรือกล้องวงจรปิดในพื้นที่ชายแดนจะช่วยเสริมประสิทธิภาพได้มาก หากคุณมีข้อมูลเพิ่มเติมหรือพบเห็นสิ่งผิดปกติ กรุณาแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที เพื่อความปลอดภัยของทุกคน ติดตามข่าวชายแดนและเหตุการณ์บุรีรัมย์เพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา!

ที่มา – เปิดรายงาน กองทัพภาค 2 ชาวบ้านหาอึ่ง โดนไล่ยิง อาจเป็นกลุ่มทำผิดกฎหมาย หรือทหารกัมพูชา

กองทัพภาคที่ 2 เร่งช่วยคนไทยชายแดนกัมพูชา

เหตุการณ์ล่าสุดที่สร้างความฮือฮาในโลกออนไลน์ เมื่อ กองทัพภาคที่ 2 เร่งประสานช่วยเหลือ ปม “กัมพูชา” จับคนไทยหาของป่าตามแนวชายแดน ทำให้หลายคนตื่นตัวกับปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ชายไทยรายหนึ่งหายตัวไปนานกว่า 15 วัน หลังออกไปหาของป่าใกล้ช่องตาเล็ง จ.สุรินทร์ สุดท้ายพบว่าถูกจับกุมโดยทหารกัมพูชาในข้อหาลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย ทางกองทัพภาคที่ 2 ไม่รอช้า เร่งประสานงานทันทีเพื่อช่วยเหลือให้คนไทยคนนี้กลับบ้าน

กองทัพภาคที่ 2 เร่งประสานช่วยเหลือ ปม “กัมพูชา” จับคนไทยหาของป่าตามแนวชายแดน

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2567 นายโยชน์ สายน้อย อายุ 58 ปี ชาวบ้านหมู่ 7 ต.กันตรวจระมวล อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ ซึ่งมีอาชีพหาของป่าเป็นหลัก ออกจากบ้านเวลา 18.00 น. โดยใช้รถจักรยานยนต์ซูซูกิ สแมช สีดำ ทะเบียน ขกต 772 สุรินทร์ มุ่งหน้าไปยังบริเวณช่องตาเล็ง อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ซึ่งเป็นพื้นที่แนวชายแดนไทย-กัมพูชา ปกติแล้วเขาจะกลับบ้านภายใน 1-2 วัน แต่คราวนี้หายไปนานถึง 4-5 วัน ทำให้ญาติๆ กังวลใจหนัก

ญาติอย่างนางกันนิกา หอมขจร ภรรยา ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กบัญชี “Wiparat Thongsaysorn” ประกาศตามหาญาติ เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2567 สร้างกระแสแชร์ในโซเชียลมีเดียอย่างรวดเร็ว หน่วยงานความมั่นคงทั้งทหาร ตำรวจ และปกครอง รีบลงพื้นที่ตรวจสอบทันที

กองทัพภาคที่ 2 เร่งประสานช่วยเหลือ ปมกัมพูชาจับคนไทยหาของป่าชายแดน

ไทม์ไลน์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

  • 25 เม.ย. 2567: นายโยชน์ออกจากบ้านไปหาของป่า
  • 29 เม.ย. 2567: ภรรยาแจ้งความคนหายที่ สภ.กาบเชิง
  • 30 เม.ย. 2567: ญาติโพสต์เฟซบุ๊กตามหา
  • 4 พ.ค. 2567: กองกำลังสุรนารี (กกล.สุรนารี) ประสาน พ.อ.โปว เพง หัวหน้าหน่วยประสานงานกัมพูชา-ไทย ที่โอรเสม็ด ฝ่ายกัมพูชายืนยันจับกุมนายโยชน์แล้ว ส่งดำเนินคดีที่ จ.อุดรมีชัย
  • 10 พ.ค. 2567: แม่ทัพภาคที่ 2 สั่งการเร่งช่วยเหลือ

หลังจากได้รับแจ้ง กองทัพภาคที่ 2 โดย พล.ต.บุญเสริม ผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี ได้สั่งการให้ชุดประสานงานชายแดนไทย-กัมพูชาเร่งดำเนินการทันที ฝ่ายกัมพูชาแจ้งว่าคนไทยคนนี้ปลอดภัยดี แต่ถูกควบคุมตัวเนื่องจากลักลอบข้ามแดน ทางไทยจึงประสานเพื่อให้ดำเนินการตามกฎหมายระหว่างประเทศ ช่วยให้ญาติคลายกังวล โดยเจ้าหน้าที่ไทย ตำรวจ ปกครอง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ร่วมกันแจ้งข่าวให้ครอบครัวทราบ

บทบาทสำคัญของกองทัพภาคที่ 2 ในพื้นที่ชายแดน

กองทัพภาคที่ 2 มีหน้าที่ดูแลความมั่นคงในภาคอีสานตอนล่าง โดยเฉพาะพื้นที่สุรินทร์ที่ติดชายแดนกัมพูชา มีกลไกประสานงานชายแดนที่ทำงานร่วมกับฝั่งกัมพูชาอย่างใกล้ชิด เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความรวดเร็วในการตอบสนอง โดยเพิ่งได้รับแจ้งจากเพจ “คุณอ้อ ไพรัช” และตำรวจท้องที่ ก่อนรีบตรวจสอบและยืนยันข้อเท็จจริง ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการรับตัวกลับไทยตามระเบียบ

ปัญหาการหาของป่าใกล้ชายแดนเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง เนื่องจากป่าเขตนี้สมบูรณ์แบบ แต่มีความเสี่ยงสูงทั้งสัตว์ร้าย หลงทาง และละเมิดกฎหมายชายแดน ชาวบ้านในพื้นที่อย่าง อ.ปราสาท ซึ่งห่างชายแดน 40 กม. มักเสี่ยงเข้าไปเพื่อหาเลี้ยงชีพ ทำให้หน่วยงานต้องออกคำเตือนซ้ำๆ

นอกจากนี้ ยังมีกรณีคล้ายๆ กันในอดีตที่คนไทยถูกจับและต้องประสานงานนานหลายวัน สะท้อนถึงความจำเป็นของการมีช่องทางสื่อสารที่ดีระหว่างสองประเทศ

เหตุการณ์ กองทัพภาคที่ 2 เร่งประสานช่วยเหลือ ปม “กัมพูชา” จับคนไทยหาของป่าตามแนวชายแดน นี้เป็นบทเรียนสำคัญ ชาวบ้านควรหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้ชายแดนโดยไม่แจ้งเจ้าหน้าที่ และใช้ช่องทางถูกกฎหมายในการหาของป่า หากมีญาติหายในพื้นที่ชายแดน ควรรีบแจ้งทหารหรือตำรวจทันทีเพื่อการช่วยเหลือที่รวดเร็ว

ติดตามข่าวสารชายแดนและความมั่นคงแบบเรียลไทม์กับเรา เพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ!

ที่มา – กองทัพภาคที่ 2 เร่งประสานช่วยเหลือ ปม “กัมพูชา” จับคนไทยหาของป่าตามแนวชายแดน

นายกฯ ไทย-กัมพูชา ยึดแถลงการณ์หยุดยิง ไม่คุยเปิดด่าน

หลังจากนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล เดินทางกลับจากการเข้าร่วมประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 48 ที่ฟิลิปปินส์ ได้ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นสำคัญ โดยเฉพาะเรื่องความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ซึ่งยึดมั่นตามแถลงการณ์ร่วมหยุดยิง โดยไม่มีข้อพูดคุยเรื่องการเปิดด่านพรหมแดน นี่คือสรุปข้อมูลที่คุณควรรู้เกี่ยวกับ นายกฯ ไทย-กัมพูชา ยึดแถลงการณ์ร่วมหยุดยิง ไม่มีคุยเรื่องเปิดด่านพรหมแดน

นายกฯ ไทย-กัมพูชา ยึดแถลงการณ์ร่วมหยุดยิง ไม่มีคุยเรื่องเปิดด่านพรหมแดน

ในที่ประชุม ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ในฐานะประธานอาเซียน จัดให้มีการพบปะระหว่างนายกรัฐมนตรีไทยและนายฮุน มาเนต นายกฯ กัมพูชา เพื่อสร้างบรรยากาศที่ดี การหารือยึดถือตาม Joint Statement หรือแถลงการณ์ร่วมหยุดยิงที่ลงนามเมื่อปี 2568 อย่างเคร่งครัด โดยไม่มีการพูดถึงการปักปันเขตแดนหรือการเปิดด่านพรหมแดน แต่จะดำเนินการผ่านกรอบคณะกรรมการร่วม JBC และ GBC ต่อไป นี่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษาสันติภาพและแก้ไขปัญหาตามกติกาสากล

ผลจากการประชุมอาเซียน: โอกาสมากกว่าความเสี่ยง

นายกฯ อนุทิน ระบุว่าการเข้าร่วมประชุมครั้งนี้ ไทยไม่ได้เสียหายอะไรเลย มีแต่โอกาสและความเชื่อมั่นจากสมาชิกอาเซียน ไทยย้ำเจตนารมณ์ในการสร้างสันติภาพ โดยเสนอความร่วมมือเชิงรุกท่ามกลางความผันผวนของโลก เช่น การผลักดันให้อาเซียนเข้มแข็ง มีเอกภาพ และมีบทบาทในเวทีโลกมากขึ้น ที่ประชุมให้ความสำคัญกับเรื่องอาหารมากกว่าน้ำมันและพลังงาน

ไทยก้าวสู่ฐานอาหารอาเซียน

ประเทศไทยในฐานะผู้ผลิตอาหารสำคัญของโลก พร้อมสนับสนุนความมั่นคงอาหารให้ภูมิภาคอาเซียน แม้โลกจะเผชิญสงครามหรือวิกฤตพลังงาน แต่ไทยยืนยันว่า “น้ำมันกินไม่ได้” หากต้องเลือกระหว่างน้ำมันกับอาหาร ไทยมั่นคงเรื่องอาหารมากกว่า สามารถเป็นฐานสนับสนุนสมาชิกได้ สมาชิกอาเซียนตอบรับดีและพร้อมร่วมมือกัน นี่จะช่วยเพิ่มมูลค่าการค้า การลงทุน และความเข้มแข็งของภูมิภาค

  • ไทยย้ำบทบาทผู้ผลิตอาหารชั้นนำ
  • สนับสนุนอาเซียนด้านความมั่นคงอาหาร
  • สร้างความเชื่อมั่นจากสมาชิก
  • เพิ่มโอกาสทางการค้าและลงทุน

นอกจากนี้ นายกฯ ยังพบประธานธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ซึ่งให้ความเชื่อมั่นไทย และนัดเยือนไทยเพื่อหารือโครงการต่างๆ ที่ทำเนียบรัฐบาล

สรุปแล้ว นายกฯ ไทย-กัมพูชา ยึดแถลงการณ์ร่วมหยุดยิง ไม่มีคุยเรื่องเปิดด่านพรหมแดน เป็นสัญญาณบวกต่อความสัมพันธ์สองประเทศ และไทยยังคงเป็นผู้นำด้านอาหารในอาเซียน การประชุมครั้งนี้ยืนยันศักยภาพไทยบนเวทีโลก

คุณคิดอย่างไรกับท่าทีนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความเพื่อติดตามข่าวสารการเมืองและเศรษฐกิจอาเซียนต่อไป!

ที่มา – นายกฯ ไทย-กัมพูชา ยึดแถลงการณ์ร่วมหยุดยิง ไม่มีคุยเรื่องเปิดด่านพรหมแดน

ชาวบ้านหาอึ่งเล่านาทีทหารกัมพูชาไล่ยิงหนีตาย

ชาวบ้านหาอึ่ง เล่านาทีทหารกัมพูชาไล่ยิง ต้องทิ้ง จยย.หนีตาย ยันเป็นพื้นที่ฝั่งไทย สร้างความตื่นตระหนกให้ชาวบ้านแนวชายแดนบุรีรัมย์ หลังจากออกไปหาอึ่งยามค่ำคืน แต่กลับเจอกลุ่มทหารกัมพูชาอาวุธครบมือไล่ตาม ส่องไฟฉายและยิงปืนขู่ จนต้องทิ้งรถจักรยานยนต์และอึ่งที่หามาได้ ซ่อนตัวหลบหนีเอาชีวิตรอดหวุดหวิด

ชาวบ้านหาอึ่ง เล่านาทีทหารกัมพูชาไล่ยิง ต้องทิ้ง จยย.หนีตาย ยันเป็นพื้นที่ฝั่งไทย

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อคืนวันที่ 8 พ.ค. 2569 ที่บริเวณบุตาพุ่ม ท้ายเขื่อนหลังหมู่บ้านสายโท 3 ใต้ ต.จันทบเพชร อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ชาวบ้าน 2 คนออกไปหาอึ่งตามปกติ แต่กลับกลายเป็นนาทีชีวิต เมื่อเจอทหารกัมพูชากว่า 10 นายบุกเข้ามาในพื้นที่ จุดเกิดเหตุยืนยันชัดเจนว่าเป็นเขตอธิปไตยไทย ใกล้ “ฐานแมงป่อง” ห่างชายแดน 1-2 กม.

ชาวบ้านหาอึ่ง เล่านาทีทหารกัมพูชาไล่ยิง ต้องทิ้ง จยย.หนีตาย ยันเป็นพื้นที่ฝั่งไทย

เช้าวันรุ่งขึ้น (9 พ.ค.) ฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายปกครอง และตำรวจ พาชาวบ้านกลับไปชี้จุดเกิดเหตุ สามารถกู้รถจักรยานยนต์คืนมาได้ แต่ชาวบ้านยังหวาดกลัว เกรงจะเกิดการปะทะรอบ 3 ระหว่างไทย-กัมพูชาในพื้นที่ชายแดนนี้

ภรรยาเล่าวินาทีรับโทรศัพท์สุดระทึก

นางกัลย์สุดา บุตรเพชร อายุ 51 ปี ภรรยาของผู้ประสบเหตุ เล่าว่า เวลา 19.00 น. สามีและน้องชายออกไปหาอึ่งที่บุตาพุ่ม ซึ่งเป็นจุดที่สามีคุ้นเคย จนกระทั่ง 20.30 น. สามีโทรมาบอกกระซิบว่า “เติมเงินโทรด้วย” แล้วเจอทหารกัมพูชา ก่อนตัดสาย หลังจากนั้นโทรกลับไม่มีสัญญาณ เธอถึงกับตื่นตระหนก ประสานผู้ใหญ่บ้าน สุดท้ายสามีกลับมาถึงบ้านตอนเที่ยงคืน แต่ทิ้งจยย.ไว้ในป่า

นางกัลย์สุดา บุตรเพชร เล่าประสบการณ์ชาวบ้านหาอึ่ง

นายอภิรักษ์ เล่านาทีเจอทหารกัมพูชา

นายอภิรักษ์ บุตรเพชร อายุ 63 ปี ผู้ประสบเหตุหลัก เล่าว่า ระหว่างเดินหาอึ่งตามด้วยน้องชาย ห่างกัน 50 ม. เห็นไฟฉาย 3 ดวง คิดว่าเป็นชาวบ้านด้วยกัน จึงเข้าไปถาม “ได้เยอะไหม” แต่พอเข้าใกล้ กลับเป็นทหารกัมพูชา 3 นาย อาวุธครบมือ ปืน มีด ทั้งสองฝ่ายตกใจ

สื่อสารกันไม่ได้ นายอภิรักษ์เลยแกล้งบอกได้ยินเสียงอึ่ง แล้วปิดไฟวิ่งหนี ทหารกัมพูชาอีก 10 คนไล่ตาม ต้องทิ้งอึ่งและหลบในพุ่มไม้ 2 ชม. ได้ยินเสียงปืนดัง 1 นัด โชคดีที่รู้จักป่าดี จำต้นไม้ได้ หนีรอดมาได้ ส่วนน้องชายอ้อมทางอื่น

นายอภิรักษ์ บุตรเพชร ชาวบ้านหาอึ่งเล่านาทีหนีตาย

พื้นที่ดังกล่าวเป็นช่องทางธรรมชาติ มักใช้ลักลอบนำสินค้าเถื่อน ไม่ทราบทหารกัมพูชาเข้ามายังไง ชาวบ้านยืนยันว่าเป็นฝั่งไทยแน่นอน

  • เวลาเกิดเหตุ: 20.30 น. วันที่ 8 พ.ค. 2569
  • สถานที่: บุตาพุ่ม ท้ายเขื่อน บ้านสายโท 3 ใต้
  • ผู้ประสบภัย: นายอภิรักษ์ และน้องชาย
  • ผลกระทบ: ทิ้งจยย.และอึ่ง หลบซ่อน 2 ชม.

เหตุการณ์ชาวบ้านหาอึ่ง เล่านาทีทหารกัมพูชาไล่ยิง ต้องทิ้ง จยย.หนีตาย ยันเป็นพื้นที่ฝั่งไทย นี้ สะท้อนความตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะพื้นที่บุรีรัมย์ที่ติดปัญหาเดิมๆ ชาวบ้านเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์นี้เตือนใจให้ชาวบ้านหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงยามค่ำคืน แม้จะหาของป่าเพื่อเลี้ยงชีพ แต่ความปลอดภัยต้องมาก่อน รัฐบาลควรเร่งเจรจาและเสริมกำลังทหารชายแดนเพื่อป้องกันเหตุซ้ำรอย

ติดตามข่าวชายแดนและเหตุการณ์รอบโลกได้ที่เว็บไซต์ของเรา คอมเมนต์ด้านล่างว่าคุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้!

ที่มา – ชาวบ้านหาอึ่ง เล่านาทีทหารกัมพูชาไล่ยิง ต้องทิ้ง จยย.หนีตาย ยันเป็นพื้นที่ฝั่งไทย

อนุทิน หารือ ฮุน มาเนต ย้ำสันติภาพไทย-กัมพูชา

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อก! วันนี้เรามีข่าวการเมืองร้อนๆ มาอัปเดตกันกับเรื่อง อนุทิน หารือ ฮุน มาเนต ซึ่งเป็นการประชุมที่ทุกคนกำลังจับตามอง โดยเฉพาะประเด็นความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาที่กำลังร้อนระอุ แต่ครั้งนี้ดูมีแววดีขึ้นนะครับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของไทย ได้เข้าไปพูดคุยแบบตัวต่อตัวกับนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ในที่ประชุมสามฝ่ายที่จัดขึ้นโดยฟิลิปปินส์ในฐานะประธานอาเซียน มันเป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสร้างสันติภาพบนพื้นฐานความไว้วางใจจริงๆ

อนุทิน หารือ ฮุน มาเนต

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 เวลา 18.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นฟิลิปปินส์ (เร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง) ณ โรงแรม Shangri-La Mactan ในเมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ โดยมีนายแฟร์ดีนันด์ มาร์โคส จูเนียร์ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ เข้าร่วมด้วย การ อนุทิน หารือ ฮุน มาเนต ครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่สถานการณ์ระหว่างไทยและกัมพูชา หลังจากที่มีความตึงเครียดมาพักใหญ่ โดยฟิลิปปินส์เป็นฝ่ายริเริ่มเพื่อช่วยไกล่เกลี่ยในฐานะประธานอาเซียน

หลังการประชุมเสร็จ นายอนุทินได้แถลงข่าวตามลำดับตัวอักษร คือเริ่มจากประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ตามด้วยนายกรัฐมนตรีกัมพูชา และปิดท้ายด้วยตัวแทนไทย เขาเปิดเผยว่าการสนทนาเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ ตรงไปตรงมา และมุ่งมองไปข้างหน้า ถือเป็นโอกาสสำคัญในการยืนยันความมุ่งมั่นต่อการเจรจาและรักษาสันติภาพ ไทยกับกัมพูชาเป็นเพื่อนบ้านที่เชื่อมโยงกันแน่นแฟ้นในหลายด้าน ไม่ว่าจะเศรษฐกิจ การค้า หรือวัฒนธรรม หากมีความขัดแย้งจะนำมาซึ่งความสูญเสียให้ทุกฝ่ายเท่านั้น ดังนั้นถึงเวลาที่เราต้องเปิดบทใหม่ด้วยความจริงใจและสุจริตใจ

อนุทิน หารือ ฮุน มาเนต ย้ำสันติภาพไทย-กัมพูชา

ผลลัพธ์จากการอนุทิน หารือ ฮุน มาเนต

ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันที่จะมอบหมายให้รัฐมนตรีต่างประเทศของไทยและกัมพูชาร่วมกันจัดทำรายการมาตรการสร้างความเชื่อมั่นที่ทำได้จริงและทันที โดยเริ่มจากประเด็นที่มีจุดร่วม นี่จะเป็นกลไกสำคัญในการฟื้นฟูความไว้วางใจและทำให้ความสัมพันธ์ทวิภาคีแข็งแกร่งขึ้น นายอนุทินย้ำว่าต้องเดินหน้าค่อยเป็นค่อยไปในทิศทางเดียวกัน พร้อมเพิ่มการสื่อสารโดยตรงในทุกระดับ เพื่อลดช่องว่างความเข้าใจและขยายความร่วมมือในด้านต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ร่วม

สำหรับประเด็น敏感อย่างเขตแดนทางบกและทางทะเล นายอนุทินเสนอแนวทางการหารือบนพื้นฐานของความเป็นเพื่อนบ้านที่ดี การประชุมครั้งนี้จึงเป็นก้าวสำคัญในการสร้างบรรยากาศเอื้อต่อสันติภาพและความร่วมมือในภูมิภาคอาเซียน ไทยพร้อมทำงานร่วมกับทุกฝ่ายอย่างสร้างสรรค์ บนพื้นฐานความเข้าใจดี ความเคารพซึ่งกันและกัน และผลประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศ

มาตรการสำคัญที่ตกลงกันหลังอนุทิน หารือ ฮุน มาเนต

  • มอบหมายกระทรวงการต่างประเทศทั้งสองประเทศจัดทำมาตรการสร้างความเชื่อมั่นปฏิบัติได้ทันที
  • เพิ่มการสื่อสารตรงไปตรงมาในทุกระดับ เพื่อลดช่องว่างความเข้าใจ
  • ขยายความร่วมมือในสาขาที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน เช่น เศรษฐกิจ การค้า
  • จัดการประเด็นเขตแดนด้วยแนวทางเป็นมิตรและยั่งยืน
  • ยืนยันความมุ่งมั่นในการเจรจาเพื่อรักษาสันติภาพ

การ อนุทิน หารือ ฮุน มาเนต ครั้งนี้ไม่ใช่แค่การพูดคุยธรรมดา แต่สะท้อนถึงวุฒิภาวะของผู้นำรุ่นใหม่ทั้งคู่ ที่พร้อมก้าวข้ามอดีตและมองสู่อนาคต โดยเฉพาะในยุคที่อาเซียนต้องเผชิญความท้าทายมากมาย เช่น ความมั่นคง เศรษฐกิจ และการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาที่ดีจะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ทั้งภูมิภาคได้อย่างแน่นอน

ภาพการประชุมอนุทิน ฮุน มาเนต

จากมุมมองของผม การหารือครั้งนี้เป็นสัญญาณบวกที่ชัดเจน หากทั้งสองฝ่ายยึดมั่นในหลักค่อยเป็นค่อยไปและสื่อสารเปิดเผย เราน่าจะเห็นความก้าวหน้าในไม่ช้า สันติภาพไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นสิ่งที่เราทุกคนต้องช่วยกันรักษา โดยเฉพาะเพื่อนบ้านอย่างไทยกับกัมพูชาที่มีพรมแดนยาวนาน

คุณคิดอย่างไรกับการอนุทิน หารือ ฮุน มาเนต ครั้งนี้? มันจะนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนได้จริงหรือไม่? มาแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างกันเลยครับ และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะ!

ที่มา – “อนุทิน” หารือ “ฮุน มาเนต” ย้ำไทยเดินหน้าสันติภาพบนพื้นฐานความไว้วางใจ

นายกฯ ชี้ ไทย-กัมพูชาอยู่บนกฎเดียวกัน

ในสถานการณ์ตึงเครียดเรื่องพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล (Overlapping Claims Area หรือ OCA) ระหว่างไทยและกัมพูชา นายกฯ ชี้ ไทย-กัมพูชาอยู่บนกฎเดียวกัน กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนจับตา หลังจากนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ฮุน มาเนต เสนอใช้กลไกการไกล่เกลี่ยโดยบังคับตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) นายกรัฐมนตรีไทย อนุทิน ชาญวีรกูล ย้ำว่าทั้งสองฝ่ายต้องยึดหลักกฎเกณฑ์เดียวกัน โดยเฉพาะหลังจากที่ไทยไม่มี MOU 38/2544 อยู่ในข้อตกลงแล้ว ทำให้การเจรจาในอนาคตต้องกำหนดกรอบใหม่ให้ชัดเจน

นายกฯ ชี้ ไทย-กัมพูชาอยู่บนกฎเดียวกัน

เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2567 เวลา 10.55 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์ถึงการโพสต์ข้อความของนายฮุน มาเนต ที่ประกาศใช้กลไก Compulsory Conciliation ภายใต้ UNCLOS เพื่อหาข้อยุติในประเด็นทะเลทับซ้อน นายกฯ อนุทิน มองว่านี่เป็นทิศทางที่ดี เพราะ “อย่างน้อย 2 ประเทศก็จะไปอยู่บนพื้นฐานกฎเกณฑ์เดียวกัน สมัยก่อนเหมือนใช้กันคนละกฎเกณฑ์ ซึ่งตอนนี้ประเทศไทยไม่ได้มี MOU 2544 แล้ว หากหลังจากนี้จะพูดคุยอะไรกันต้องมากำหนดกฎเกณฑ์กันใหม่ ซึ่งยังมีเวลาที่จะต้องมาหารือกัน อีกทั้งกระทรวงการต่างประเทศก็รับผิดชอบเรื่องนี้อยู่”

คำกล่าวนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของไทยในการแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี โดยยึดหลักกฎหมายสากลเป็นหลัก ไม่ปล่อยให้ข้อพิพาทลุกลาม สิ่งสำคัญคือการสร้างกรอบการเจรจาใหม่ที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับได้

พื้นหลังปัญหาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา

ปัญหานี้ยืดเยื้อมานานกว่า 20 ปี โดยเฉพาะบริเวณอ่าวไทยใกล้เกาะกูดและเกาะอื่นๆ ที่ทั้งไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิ์ทับซ้อน พื้นที่ OCA มีศักยภาพสูงทั้งด้านน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และประมง ทำให้เป็นประเด็นละเอียดอ่อนที่กระทบต่อความสัมพันธ์ทวิภาคี

ในอดีต ทั้งสองประเทศเคยพยายามเจรจาผ่าน MOU 38/2544 ที่ลงนามเมื่อ 18 มิถุนายน 2544 เพื่อร่วมสำรวจทรัพยากรโดยไม่กระทบอธิปไตย แต่ไทยภายใต้มติคณะรัฐมนตรีเมื่อไม่นานมานี้ ได้ตัดสินใจไม่ยอมรับ MOU นี้ในส่วนที่เกี่ยวกับ OCA อีกต่อไป ทำให้สถานะเปลี่ยนแปลง

MOU 38/2544 คืออะไร และทำไมไทยถึงถอน?

  • MOU 38/2544: เป็นบันทึกความเข้าใจเพื่อการสำรวจร่วมพื้นที่ทับซ้อน โดยไม่ตัดสินเรื่องเขตแดน
  • เหตุผลที่ไทยถอน: เพื่อปกป้องผลประโยชน์ชาติ โดยเฉพาะอธิปไตยเหนือเกาะกูดและน่านน้ำใกล้เคียง ไทยยืนยันสิทธิ์ตามแผนที่ประวัติศาสตร์และกฎหมายสากล
  • ผลกระทบ: กัมพูชาไม่เห็นด้วย และยื่นเรื่องต่อ ICJ แต่ไทยไม่ยอมรับอำนาจศาลในส่วนนี้
  • ทางเลือกใหม่: ใช้ UNCLOS ซึ่งไทยและกัมพูชาเป็นภาคีทั้งคู่

การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ นายกฯ ชี้ ไทย-กัมพูชาอยู่บนกฎเดียวกัน กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเจรจาแบบเท่าเทียม

การตอบสนองจากนายกฯ ฮุน มาเนต

นายฮุน มาเนต โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว รับปากว่าจะใช้กลไกการไกล่เกลี่ยโดยบังคับ ซึ่งเป็นขั้นตอนเบื้องต้นของ UNCLOS ก่อนเข้าสู่ arbitration หรือศาลอนุญาตให้ทั้งสองฝ่ายส่งผู้ไกล่เกลี่ย และมีกรอบเวลา 1 ปีในการหาข้อตกลง นี่แสดงถึงความตั้งใจของกัมพูชาที่จะเดินหน้าตามกฎสากล

ทิศทางข้างหน้าของการเจรจาไทย-กัมพูชา

หลังจากนี้ กระทรวงการต่างประเทศไทยจะเป็นหัวใจหลักในการประสานงาน โดยนายกฯ อนุทิน ย้ำว่ายังมีเวลาในการกำหนด “กฎเกณฑ์ใหม่” เช่น การยอมรับ UNCLOS เป็นฐาน การแบ่งปันข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ และหลีกเลี่ยงการใช้กำลัง

  • กำหนดขอบเขตพื้นที่ OCA ใหม่
  • ร่วมสำรวจทรัพยากรอย่างโปร่งใส
  • สร้างความไว้วางใจผ่านการพบปะผู้นำ
  • ใช้ผู้ไกล่เกลี่ยที่เป็นกลางจาก UN

นอกจากนี้ ยังควรพิจารณาความร่วมมืออื่นๆ เช่น การค้าชายแดน การท่องเที่ยว และการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ เพื่อลดความตึงเครียด

ในมุมมองของผู้เขียน การที่ นายกฯ ชี้ ไทย-กัมพูชาอยู่บนกฎเดียวกัน เป็นสัญญาณบวกที่แสดงถึงวุฒิภาวะทางการเมืองของผู้นำทั้งสองฝ่าย หากเจรจาสำเร็จ จะไม่เพียงแก้ปัญหาทะเล แต่ยังเสริมสร้างความสัมพันธ์ระยะยาว คุณคิดว่าการใช้ UNCLOS จะนำไปสู่สันติภาพได้จริงหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อติดตามพัฒนาการต่อไป!

ที่มา – นายกฯ ชี้ ไทย-กัมพูชาอยู่บนกฎเดียวกัน หลังจากนี้จะพูดคุยอะไรต้องกำหนดกฎเกณฑ์ใหม่

กัมพูชาประกาศใช้กลไกไกล่เกลี่ยบังคับหลังไทยถอน MOU44

ในสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างไทยและกัมพูชาเรื่องพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล ล่าสุด กัมพูชาประกาศ ใช้กลไก “ไกล่เกลี่ยโดยบังคับ” หลังไทยถอนตัว MOU44 ซึ่งเป็นข่าวใหญ่ที่ทุกคนกำลังจับตามอง วันนี้เราจะมาวิเคราะห์กันแบบละเอียดว่ามันคืออะไร เกิดขึ้นเพราะอะไร และจะส่งผลกระทบอย่างไรต่อทั้งสองประเทศ

กัมพูชาประกาศ ใช้กลไก “ไกล่เกลี่ยโดยบังคับ” หลังไทยถอนตัว MOU44

เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2567 สมเด็จฯ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ประกาศชัดเจนว่ารัฐบาลกัมพูชาจะดำเนินการตามกลไก “การไกล่เกลี่ยโดยบังคับ” (Compulsory Conciliation) ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล หรือ UNCLOS เพื่อหาทางออกข้อพิพาทพื้นที่อ้างสิทธิ์ทับซ้อนทางทะเลกับไทย หลังจากที่ไทยได้ถอนตัวจาก MOU 44 อย่างเป็นทางการ

ในโพสต์นั้น ฮุน มาเนต ระบุว่า ตลอด 25 ปีที่ผ่านมา MOU44 ได้เป็นกรอบการทำงานทวิภาคีที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับในการจัดการพื้นที่ทับซ้อน แต่การถอนตัวฝ่ายเดียวของไทย ทำให้กัมพูชาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากพึ่งพากฎหมายระหว่างประเทศ โดยย้ำว่ากลไกนี้จะช่วยให้ทั้งสองฝ่ายหาข้อยุติที่ยุติธรรมและยั่งยืน

UNCLOS และกลไกไกล่เกลี่ยโดยบังคับคืออะไร

UNCLOS หรือ United Nations Convention on the Law of the Sea เป็นอนุสัญญาระหว่างประเทศที่กำหนดกฎเกณฑ์การใช้ทะเลทั่วโลก ไทยเป็นภาคีสมาชิกมาตั้งแต่ปี 2535 ส่วนกัมพูชาเข้าร่วมปี 2552 กลไก “ไกล่เกลี่ยโดยบังคับ” อยู่ภายใต้มาตรา 298 ซึ่งเป็นกระบวนการที่รัฐภาคีสามารถบังคับให้อีกฝ่ายเข้าร่วมการไกล่เกลี่ย โดยคณะกรรมการจะให้คำแนะนำที่ไม่ผูกมัด แต่ช่วยเป็นพื้นฐานในการเจรจาต่อไป

นี่ไม่ใช่การฟ้องร้อง แต่เป็นการไกล่เกลี่ยที่เน้นสันติวิธี เหมาะสำหรับข้อพิพาทที่ไม่ใช่เขตแดนชัดเจนอย่างพื้นที่ทับซ้อนในอ่าวไทย (Overlapping Claims Area – OCA) ซึ่งมีศักยภาพน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสูง

ประวัติ MOU44 และเหตุผลที่ไทยถอนตัว

MOU44 หรือบันทึกความเข้าใจว่าด้วยพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทย-กัมพูชา ลงนามเมื่อ 18 มิถุนายน 2544 เพื่อร่วมสำรวจและพัฒนาทรัพยากรโดยไม่กระทบอธิปไตย ไทยเคยใช้กรอบนี้สำรวจร่วมกัน แต่ล่าสุดรัฐบาลไทยภายใต้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ถอนตัวเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2567 โดยอ้างว่ามันไม่ใช่สนธิสัญญา และไทยไม่ยอมรับเส้นเขตแดนที่กัมพูชาอ้างจากศาลโลกปราสาทพระวิหาร

การถอนตัวนี้ทำให้กัมพูชาไม่พอใจ และหันไปใช้ UNCLOS แทน ซึ่งอาจนำไปสู่การไกล่เกลี่ยที่ไทยต้องตอบสนอง

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

สำหรับไทย กลไกนี้ไม่ผูกมัดทางกฎหมาย แต่ถ้าปฏิเสธ อาจเสียภาพลักษณ์ด้านกฎหมายระหว่างประเทศ และเปิดช่องให้กัมพูชาไปยื่นศาลอื่น นอกจากนี้ พื้นที่ OCA มีน้ำมันประมาณ 3,000 ล้านบาร์เรล และก๊าซ 10 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต ซึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญ

  • ข้อดี: ช่วยลดความตึงเครียด เปิดโอกาสเจรจาใหม่
  • ข้อเสีย: อาจเสียเปรียบถ้ากรรมการเอนเอียง และยืดเยื้อเวลา
  • ทางเลือกไทย: เจรจาทวิภาคีใหม่ หรือยื่น ICJ

ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญเห็นว่าการใช้กลไกสันติวิธีแบบนี้เป็นทางออกที่ดีกว่าปะทะกัน แต่ไทยควรเตรียมข้อมูลทางกฎหมายให้ดี

ในมุมมองของผม การที่ กัมพูชาประกาศ ใช้กลไก “ไกล่เกลี่ยโดยบังคับ” หลังไทยถอนตัว MOU44 แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในกฎหมายโลก แต่ทั้งสองฝ่ายควรกลับมาเจรจาด้วยความจริงใจ เพื่อประโยชน์ประชาชนทั้งสองชาติ คุณคิดว่าควรแก้ปัญหานี้อย่างไร? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อติดตามสถานการณ์ต่อไป!

ที่มา – กัมพูชาประกาศ ใช้กลไก “ไกล่เกลี่ยโดยบังคับ” หลังไทยถอนตัว MOU44

รัฐบาลย้ำยกเลิก MOU 44 ใช้ UNCLOS คุ้มครองชาติ

รัฐบาลย้ำชัด การยกเลิก MOU 44 ไม่ได้หมายถึงการยุติการเจรจา แต่เป็นการยกระดับเครื่องมือสู่กรอบสากล UNCLOS เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

วันที่ 5 พฤษภาคม 2567 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่ามีมติอนุมัติยกเลิกบันทึกความเข้าใจว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน หรือที่รู้จักกันในชื่อ MOU 44 ที่ลงนามเมื่อ พ.ศ. 2544 โดยจะปรับแนวทางการดำเนินการไปใช้กลไกภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล (UNCLOS) เป็นหลัก เพื่อให้การเจรจามีความชัดเจนและเกิดผลลัพธ์เป็นรูปธรรม

เหตุผลหลักของการยกเลิก MOU 44

ตลอดระยะเวลาเกือบ 23 ปีที่ผ่านมา MOU 44 มีวัตถุประสงค์เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลในพื้นที่ทับซ้อนระหว่างไทยและกัมพูชาอย่างร่วมมือกัน แต่ในความเป็นจริงยังไม่สามารถสร้างความก้าวหน้าได้อย่างที่คาดหวัง ปัญหาหลักคือขาดกรอบที่ชัดเจนและมีระบบรองรับ รัฐบาลจึงตัดสินใจยกเลิก MOU 44 เพื่อเปิดทางสู่แนวทางใหม่ที่ทันสมัยและยึดโยงกับกฎหมายสากล

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ชี้แจงว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จำเป็นต่อสถานการณ์ปัจจุบัน โดย UNCLOS จะช่วยยกระดับการคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของไทยในพื้นที่ไหล่ทวีป ซึ่งเป็นแหล่งทรัพยากรน้ำมัน ก๊าซ และประมงที่สำคัญ

ประโยชน์ที่ได้จากการยกเลิก MOU 44 สู่ UNCLOS

  • กรอบชัดเจนและเป็นสากล: UNCLOS เป็นอนุสัญญาที่กว่า 160 ประเทศให้การรับรอง รวมทั้งไทยและกัมพูชา ทำให้การเจรจามีน้ำหนักทางกฎหมาย
  • ขั้นตอนแก้ไขข้อพิพาทที่ครบถ้วน: กำหนดให้ใช้การเจรจาเป็นหลัก หากล้มเหลวสามารถเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยหรืออนุญาโตตุลาการได้
  • ปกป้องผลประโยชน์ชาติ: ช่วยกำหนดเขตไหล่ทวีปอย่างเป็นธรรม ลดความเสี่ยงจากการอ้างสิทธิฝ่ายเดียวของกัมพูชา
  • เกิดผลเป็นรูปธรรม: ไม่ใช่แค่เอกสารทวิภาคี แต่มีกลไกติดตามผลและบังคับใช้

รัฐบาลได้แจ้งกัมพูชาในระดับไม่เป็นทางการแล้ว และจะตามด้วยการแจ้งอย่างเป็นทางการ พร้อมเชิญชวนใช้ UNCLOS ร่วมกัน นอกจากนี้ ยังเตรียมตั้งคณะกรรมการเทคนิคและกฎหมายเพื่อรองรับการดำเนินงานใหม่ให้เป็นระบบ

UNCLOS กับปัญหาพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา

UNCLOS หรือ United Nations Convention on the Law of the Sea เกิดขึ้นในปี 1982 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 1994 เป็นกฎหมายทางทะเลที่ครอบคลุมทุกมิติ ตั้งแต่เขตทะเลอันราบรื่น เขตไหล่ทวีป ไปจนถึงทรัพยากรใต้ทะเล สำหรับไทย พื้นที่ทับซ้อนในอ่าวไทยครอบคลุมกว่า 20,000 ตารางกิโลเมตร ซึ่งมีศักยภาพสูงในด้านพลังงานและอาหาร

ในอดีต MOU 44 ช่วยลดความตึงเครียด แต่ไม่สามารถตกลงแบ่งเขตได้ สาเหตุมาจากการตีความที่ต่างกัน โดยเฉพาะประเด็นไหล่ทวีป การหันมาใช้ UNCLOS จะช่วยให้มีหลักเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์และกฎหมาย เช่น การวัดจากเส้นฐาน และการเจรจาโดยอ้างอิงคณะกรรมาธิการไหล่ทวีป (CLCS) ของสหประชาชาติ

นอกจากนี้ รัฐบาลยังย้ำว่าไทยยังคงรักษาความสัมพันธ์อันดีกับกัมพูชา การยกเลิก MOU 44 จึงไม่ใช่การปิดประตู แต่เป็นการเปิดหน้าต่างสู่การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

การตัดสินใจยกเลิก MOU 44 ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของรัฐบาลในการปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ชาติอย่างมุ่งมั่น โดยใช้เครื่องมือสากลที่ทรงพลัง หากดำเนินการสำเร็จ จะเป็นแบบอย่างที่ดีให้ประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

คุณคิดอย่างไรกับการเปลี่ยนผ่านนี้? มันจะช่วยแก้ปัญหาทะเลไทยได้จริงหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ข้อมูลสำคัญ กดติดตามช่องทางของเราเพื่ออัพเดทข่าวการเมืองและต่างประเทศแบบเรียลไทม์!

ที่มา – รัฐบาลย้ำ ยกเลิก MOU 44 ไม่ใช่ยุติเจรจา ใช้กลไก UNCLOS ยกระดับคุ้มครองผลประโยชน์ชาติ

คุมเข้ม “คลองพรมโหด” จุดเสี่ยงลอบข้ามแดน

สวัสดีครับทุกท่านที่สนใจข่าวสารชายแดนไทย-กัมพูชา วันนี้เรามาพูดถึงเรื่อง คุมเข้ม “คลองพรมโหด” จุดเสี่ยงลอบข้ามแดน หลังกัมพูชา กวาดล้างแก๊งสแกมเมอร์จีนเทาในปอยเปต กันแบบเป็นกันเองหน่อยนะครับ สถานการณ์ล่าสุดที่จังหวัดสระแก้วกำลังร้อนระอุ เพราะทางการกัมพูชาเริ่มบูรณาการกวาดล้างขบวนการคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์จีนเทาอย่างหนักในพื้นที่ปอยเปต ส่งผลให้พวกอันตรายเหล่านี้อาจพยายามหลบหนีมาทางฝั่งไทย โดยเฉพาะจุดเสี่ยงอย่างคลองพรมโหดที่เคยเป็นช่องทางลับมาแล้วหลายครั้ง

คุมเข้ม “คลองพรมโหด” จุดเสี่ยงลอบข้ามแดน หลังกัมพูชา กวาดล้างแก๊งสแกมเมอร์จีนเทาในปอยเปต

เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2567 (แก้ปีให้ถูกต้องจากเนื้อหา) ทหารพรานที่ 1203 จากหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 12 ได้เพิ่มกำลังลาดตระเวนแบบเข้มข้น โดยเฉพาะบริเวณบ้านโคกสะแบง จังหวัดสระแก้ว คลองพรมโหดที่นี่เป็นลำคลองธรรมชาติที่กั้นเขตแดนไทย-กัมพูชา มีบ้านเรือนประชาชนตั้งเรียงรายหนาแน่น ทำให้เป็นจุดอ่อนที่คนร้ายอาจใช้ลอบข้ามได้ง่ายๆ ไม่ว่าจะว่ายน้ำ ข้ามเรือ หรือช่วงกลางคืนฝนตกพรำๆ

จากข้อมูลในอดีต พื้นที่นี้เคยถูกใช้ลักลอบเข้าเมืองทั้งชาวกัมพูชาและชาวต่างชาติ โดยเฉพาะแก๊งสแกมที่กำลังถูกกวาดในปอยเปต ปอยเปตเป็นเมืองชายแดนที่เต็มไปด้วยคาสิโนและกิจกรรมสีเทา แก๊งจีนเทาเหล่านี้มักหลอกลวงคนไทยผ่านโทรศัพท์ หลอกลงทุน หลอกรักออนไลน์ สร้างความเสียหายมหาศาลให้ประชาชน การที่กัมพูชาเริ่มเคลียร์พื้นที่จึงทำให้พวกมันต้องหาทางหนี และ คลองพรมโหด กลายเป็นเป้าหมายหลัก

มาตรการคุมเข้ม “คลองพรมโหด” จุดเสี่ยงลอบข้ามแดน

ทหารพรานไม่ได้นิ่งนอนใจครับ พวกเขาเดินเท้าลาดตระเวนต่อเนื่องทั้งวันทั้งคืน บูรณาการกับหน่วยความมั่นคงอื่นๆ ในพื้นที่ เพิ่มความถี่การตรวจสอบ นอกจากนี้ยังลงพื้นที่พบปะชาวบ้าน สร้างเครือข่ายตาข่ายประชาชน ขอให้ช่วยเป็นหูเป็นตา ถ้าพบคนแปลกหน้าพฤติกรรมน่าสงสัย เช่น กลุ่มคนจีนเดินตัวปลิวตอนดึก หรือมีเรือลอยมาจากฝั่งกัมพูชา รีบแจ้งทหารพรานทันที

  • ลาดตระเวนเดินเท้าตามแนวคลองทุกวัน
  • เฝ้าระวังจุดเสี่ยงที่มีบ้านเรือนหนาแน่น
  • ขอความร่วมมือจากชาวบ้านบ้านโคกสะแบง
  • บูรณาการกับตำรวจตระเวนชายแดนและหน่วยอื่นๆ
  • ติดตามสถานการณ์จากฝั่งกัมพูชาแบบเรียลไทม์

ทำไมคลองพรมโหดถึงเสี่ยงขนาดนี้? เพราะน้ำตื้นในบางช่วง ใช้เวลาไม่ถึง 10 นาทีก็ข้ามได้ แถมชุมชนแออัดทำให้ซ่อนตัวง่าย แต่ด้วยมาตรการ คุมเข้ม “คลองพรมโหด” จุดเสี่ยงลอบข้ามแดน หลังกัมพูชา กวาดล้างแก๊งสแกมเมอร์จีนเทาในปอยเปต ครั้งนี้ คาดว่าพวกมันจะข้ามมาได้ยากขึ้นมาก

นอกจากนี้ แก๊งสแกมเมอร์เหล่านี้ไม่ใช่แค่หลอกเงิน แต่บางกลุ่มมีโครงข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ เกี่ยวข้องกับยาเสพติดหรือค้ามนุษย์ด้วย การป้องกันชายแดนจึงสำคัญยิ่งต่อความมั่นคงของไทย เราเคยเห็นกรณีคล้ายๆ กันในปีก่อนๆ ที่สระแก้วต้องรับมือชาวต่างด้าวลักลอบเข้าเพราะปัญหาฝั่งเพื่อนบ้าน

ทหารพรานลาดตระเวนคลองพรมโหด จุดเสี่ยงลอบข้ามแดน

ในมุมมองผม การกระทำของทหารพรานครั้งนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการป้องกันเชิงรุก ไม่รอให้ปัญหามาถึงค่อยแก้ ช่วยลดความเสี่ยงให้ชาวสระแก้วและคนไทยทั้งประเทศ ถ้าทุกคนช่วยกันเป็นหูเป็นตา กัมพูชาก็ช่วยกันกวาดล้าง ชายแดนเราจะปลอดภัยยิ่งขึ้น

คุณคิดยังไงกับสถานการณ์นี้? ถ้ามีเบาะแสหรือเห็นอะไรน่าสงสัยในพื้นที่ชายแดน อย่าลังเลที่จะแจ้งเจ้าหน้าที่นะครับ ติดตามข่าวอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ สนับสนุนการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ด้วยการระวังตัวจากสแกมเสมอ!

ที่มา – คุมเข้ม “คลองพรมโหด” จุดเสี่ยงลอบข้ามแดน หลังกัมพูชา กวาดล้างแก๊งสแกมเมอร์จีนเทาในปอยเปต

Scroll to top