กฎหมายระหว่างประเทศ

“สีหศักดิ์” ย้ำ UNCLOS ไม่ใช่การขึ้นศาล เป็นกรอบกติกาสากล

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองสำหรับการเจรจาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทยและกัมพูชา โดยล่าสุดทางด้านกระทรวงการต่างประเทศได้ออกมาสร้างความเข้าใจใหม่ให้ชัดเจนว่า “สีหศักดิ์” ย้ำ UNCLOS ไม่ใช่การขึ้นศาล เป็นกรอบกติกาสากล ในการหาทางออกร่วมกันเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและรักษาผลประโยชน์ของชาติให้ได้มากที่สุด

เข้าใจชัดเจนทำไม “สีหศักดิ์” ย้ำ UNCLOS ไม่ใช่การขึ้นศาล เป็นกรอบกติกาสากล

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ชี้แจงต่อที่ประชุมสภาฯ ถึงความสำคัญของการใช้ UNCLOS 1982 เป็นเครื่องมือหลักในการเจรจา โดยย้ำว่าการเข้าสู่กระบวนการที่กัมพูชาเป็นภาคีนั้น ไม่ได้หมายถึงการที่เราต้องไปขึ้นศาลหรือยอมรับอำนาจศาลระหว่างประเทศแต่อย่างใด แต่เป็นการใช้ “กติกาที่เป็นกลาง” เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับประเทศไทยในเวทีโลก

ทำไมเราต้องใช้กรอบ UNCLOS ในการเจรจา?

  • สร้างความเชื่อมั่นระหว่างประเทศ: การปฏิบัติตามกติกาสากลช่วยให้ไทยมีภาพลักษณ์ที่เป็นมิตรและเคารพต่อกฎหมายระหว่างประเทศ
  • ไม่ใช่การสู้คดี: กระบวนการนี้เน้นไปที่การประนอมโดยตัวแทนผู้เชี่ยวชาญจากทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่การตัดสินแบบตัดสินชี้ขาดแพ้ชนะ
  • ลดผลกระทบต่ออธิปไตย: การเจรจาทวิภาคียังคงเป็นหัวใจสำคัญ และหากผลการประนอมไม่เป็นที่น่าพอใจ ทั้งสองฝ่ายยังสามารถกลับมาเจรจากันต่อได้

หลายคนมีความกังวลเรื่องเส้นเขตแดน โดยเฉพาะประเด็นพื้นที่รอบเกาะกูด ซึ่งรัฐบาลยืนยันชัดเจนว่าจะรักษาผลประโยชน์และอธิปไตยของไทยเป็นที่ตั้ง การที่ “สีหศักดิ์” ย้ำ UNCLOS ไม่ใช่การขึ้นศาล เป็นกรอบกติกาสากล นั้น เพื่อต้องการให้ประชาชนเข้าใจว่าเรากำลังใช้ช่องทางการทูตและกฎหมายเพื่อแก้ปัญหาที่ค้างคามานาน ไม่ใช่การเสียเปรียบหรือเสียดินแดนให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่อย่างใด

นอกเหนือจากประเด็นพื้นที่ทับซ้อนแล้ว รัฐบาลยังมุ่งเน้นไปที่ความร่วมมือในด้านอื่นๆ ที่กระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน เช่น ปัญหามลพิษทางอากาศและปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการมีกรอบความร่วมมือที่ชัดเจนภายใต้กติกาสากล จะช่วยให้การบริหารจัดการปัญหาข้ามชาติเหล่านี้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

โดยสรุปแล้ว การยึดกติกาสากลถือเป็นทางเลือกที่ชาญฉลาดในยุคที่ทุกประเทศต้องพึ่งพาอาศัยกัน การเจรจาด้วยความรอบคอบและตั้งอยู่บนหลักกฎหมายจะเป็นกุญแจสำคัญที่นำไปสู่ทางออกที่ยอมรับได้ทั้งสองฝ่าย และช่วยให้ไทยก้าวไปข้างหน้าได้อย่างสง่างามโดยไม่สูญเสียอำนาจการต่อรองใดๆ ครับ

ที่มา – “สีหศักดิ์” ย้ำ UNCLOS ไม่ใช่การขึ้นศาล เป็นกรอบกติกาสากล

กัมพูชาประกาศใช้กลไกไกล่เกลี่ยบังคับหลังไทยถอน MOU44

ในสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างไทยและกัมพูชาเรื่องพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล ล่าสุด กัมพูชาประกาศ ใช้กลไก “ไกล่เกลี่ยโดยบังคับ” หลังไทยถอนตัว MOU44 ซึ่งเป็นข่าวใหญ่ที่ทุกคนกำลังจับตามอง วันนี้เราจะมาวิเคราะห์กันแบบละเอียดว่ามันคืออะไร เกิดขึ้นเพราะอะไร และจะส่งผลกระทบอย่างไรต่อทั้งสองประเทศ

กัมพูชาประกาศ ใช้กลไก “ไกล่เกลี่ยโดยบังคับ” หลังไทยถอนตัว MOU44

เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2567 สมเด็จฯ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ประกาศชัดเจนว่ารัฐบาลกัมพูชาจะดำเนินการตามกลไก “การไกล่เกลี่ยโดยบังคับ” (Compulsory Conciliation) ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล หรือ UNCLOS เพื่อหาทางออกข้อพิพาทพื้นที่อ้างสิทธิ์ทับซ้อนทางทะเลกับไทย หลังจากที่ไทยได้ถอนตัวจาก MOU 44 อย่างเป็นทางการ

ในโพสต์นั้น ฮุน มาเนต ระบุว่า ตลอด 25 ปีที่ผ่านมา MOU44 ได้เป็นกรอบการทำงานทวิภาคีที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับในการจัดการพื้นที่ทับซ้อน แต่การถอนตัวฝ่ายเดียวของไทย ทำให้กัมพูชาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากพึ่งพากฎหมายระหว่างประเทศ โดยย้ำว่ากลไกนี้จะช่วยให้ทั้งสองฝ่ายหาข้อยุติที่ยุติธรรมและยั่งยืน

UNCLOS และกลไกไกล่เกลี่ยโดยบังคับคืออะไร

UNCLOS หรือ United Nations Convention on the Law of the Sea เป็นอนุสัญญาระหว่างประเทศที่กำหนดกฎเกณฑ์การใช้ทะเลทั่วโลก ไทยเป็นภาคีสมาชิกมาตั้งแต่ปี 2535 ส่วนกัมพูชาเข้าร่วมปี 2552 กลไก “ไกล่เกลี่ยโดยบังคับ” อยู่ภายใต้มาตรา 298 ซึ่งเป็นกระบวนการที่รัฐภาคีสามารถบังคับให้อีกฝ่ายเข้าร่วมการไกล่เกลี่ย โดยคณะกรรมการจะให้คำแนะนำที่ไม่ผูกมัด แต่ช่วยเป็นพื้นฐานในการเจรจาต่อไป

นี่ไม่ใช่การฟ้องร้อง แต่เป็นการไกล่เกลี่ยที่เน้นสันติวิธี เหมาะสำหรับข้อพิพาทที่ไม่ใช่เขตแดนชัดเจนอย่างพื้นที่ทับซ้อนในอ่าวไทย (Overlapping Claims Area – OCA) ซึ่งมีศักยภาพน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสูง

ประวัติ MOU44 และเหตุผลที่ไทยถอนตัว

MOU44 หรือบันทึกความเข้าใจว่าด้วยพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทย-กัมพูชา ลงนามเมื่อ 18 มิถุนายน 2544 เพื่อร่วมสำรวจและพัฒนาทรัพยากรโดยไม่กระทบอธิปไตย ไทยเคยใช้กรอบนี้สำรวจร่วมกัน แต่ล่าสุดรัฐบาลไทยภายใต้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ถอนตัวเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2567 โดยอ้างว่ามันไม่ใช่สนธิสัญญา และไทยไม่ยอมรับเส้นเขตแดนที่กัมพูชาอ้างจากศาลโลกปราสาทพระวิหาร

การถอนตัวนี้ทำให้กัมพูชาไม่พอใจ และหันไปใช้ UNCLOS แทน ซึ่งอาจนำไปสู่การไกล่เกลี่ยที่ไทยต้องตอบสนอง

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

สำหรับไทย กลไกนี้ไม่ผูกมัดทางกฎหมาย แต่ถ้าปฏิเสธ อาจเสียภาพลักษณ์ด้านกฎหมายระหว่างประเทศ และเปิดช่องให้กัมพูชาไปยื่นศาลอื่น นอกจากนี้ พื้นที่ OCA มีน้ำมันประมาณ 3,000 ล้านบาร์เรล และก๊าซ 10 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต ซึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญ

  • ข้อดี: ช่วยลดความตึงเครียด เปิดโอกาสเจรจาใหม่
  • ข้อเสีย: อาจเสียเปรียบถ้ากรรมการเอนเอียง และยืดเยื้อเวลา
  • ทางเลือกไทย: เจรจาทวิภาคีใหม่ หรือยื่น ICJ

ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญเห็นว่าการใช้กลไกสันติวิธีแบบนี้เป็นทางออกที่ดีกว่าปะทะกัน แต่ไทยควรเตรียมข้อมูลทางกฎหมายให้ดี

ในมุมมองของผม การที่ กัมพูชาประกาศ ใช้กลไก “ไกล่เกลี่ยโดยบังคับ” หลังไทยถอนตัว MOU44 แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในกฎหมายโลก แต่ทั้งสองฝ่ายควรกลับมาเจรจาด้วยความจริงใจ เพื่อประโยชน์ประชาชนทั้งสองชาติ คุณคิดว่าควรแก้ปัญหานี้อย่างไร? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อติดตามสถานการณ์ต่อไป!

ที่มา – กัมพูชาประกาศ ใช้กลไก “ไกล่เกลี่ยโดยบังคับ” หลังไทยถอนตัว MOU44

อภิสิทธิ์ หนุนยกเลิก MOU 2544 ชี้ไร้สภาพบังคับใช้จริง

ประเด็นร้อนทางการเมืองที่กำลังเป็นที่สนใจของประชาชนชาวไทยในขณะนี้คือเรื่องอภิสิทธิ์ หนุนยกเลิก MOU 2544 โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจนในประเด็นนี้ หลังจากสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) มีมติให้ยกเลิกบันทึกความเข้าใจว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน หรือที่รู้จักกันในชื่อ MOU 2544

อภิสิทธิ์ หนุนยกเลิก MOU 2544 ชี้ไร้สภาพบังคับใช้จริง

MOU 2544 นี้ถูกเซ็นสัญญาเมื่อปี พ.ศ. 2544 เพื่อกำหนดกรอบการเจรจาเรื่องพื้นที่ทับซ้อนในอ่าวไทย ซึ่งเป็นแหล่งทรัพยากรน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่สำคัญ แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมาเอกสารนี้กลับไม่เคยถูกนำมาใช้งานจริงในทางปฏิบัติ เนื่องจากมีปัญหาหลักเรื่องแผนที่ที่ไม่ชัดเจนและข้อพิพาทอื่นๆ ที่ค้างคา นายอภิสิทธิ์ชี้ว่าการยกเลิกจึงเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลและไม่มีปัญหาในเชิงหลักการ

"พรรคประชาธิปัตย์มีจุดยืนในเรื่องนี้มานานแล้วว่า MOU ดังกล่าวมีปัญหาเรื่องแผนที่มาตั้งแต่ต้นและไม่มีการนำมาใช้งานจริง" นายอภิสิทธิ์กล่าวในการให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2567 เขายังเตือนว่ารัฐบาลต้องดำเนินการทางกฎหมายให้รัดกุม เพราะการเดินหน้าตามกรอบเดิมอาจนำมาซึ่งปัญหามากกว่า

เหตุผลหลักที่อภิสิทธิ์ หนุนยกเลิก MOU 2544

  • ปัญหาแผนที่ไม่ชัดเจน: แผนที่ใน MOU 2544 มีความคลุมเครือ ทำให้ไม่สามารถใช้เป็นฐานในการเจรจาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ไม่เคยใช้งานจริง: ตลอด 20 กว่าปีที่ผ่านมา ไม่มีการสำรวจหรือเจรจาตามกรอบนี้เลย เนื่องจากติดข้อพิพาทชายแดนอื่นๆ เช่น เกาะกัมพูชาและปราสาทพระวิหาร
  • สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ: ไทยและกัมพูชาเป็นภาคี UNCLOS 1982 ซึ่งกัมพูชามักไม่ปฏิบัติตาม ดังนั้นการยกเลิกเพื่อเจรจาใหม่จึงจำเป็น

นอกจากนี้ นายอภิสิทธิ์ยังย้ำถึงความสำคัญของการเฝ้าติดตามปฏิกิริยาจากฝั่งกัมพูชา หลังการยกเลิก MOU นี้ เพราะอาจนำไปสู่การเคลื่อนไหวที่กระทบต่อผลประโยชน์ของไทยในทะเลอ่าวไทย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพสูงในการผลิตพลังงาน

บริบทของ MOU 2544 และปัญหาที่ค้างคา

MOU 2544 หรือ Memorandum of Understanding on the Survey and Demarcation of the Maritime Boundary between the Kingdom of Cambodia and the Kingdom of Thailand เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร เพื่อแก้ปัญหาพื้นที่ทับซ้อนประมาณ 26,000 ตารางกิโลเมตรในอ่าวไทย แต่ปัญหาแผนที่ที่ใช้ในการร่างเอกสารนี้ถูกวิจารณ์ว่ามีความคลาดเคลื่อน โดยเฉพาะการอ้างอิงจากแผนที่เก่าแก่ที่กัมพูชานำเสนอ ทำให้ไทยเสียเปรียบ

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา รัฐบาลไทยหลายชุดพยายามใช้ MOU นี้ในการเจรจา แต่ไม่เคยประสบความสำเร็จ ประกอบกับคดีที่ศาลโลกตัดสินเรื่องปราสาทพระวิหาร ทำให้ประเด็นชายแดนทะเลยิ่งซับซ้อน อภิสิทธิ์ หนุนยกเลิก MOU 2544 จึงถือเป็นจุดยืนที่ชัดเจนของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเคยมีบทบาทสำคัญในการปกป้องอธิปไตยไทยสมัยที่นายอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี

ผลกระทบและแนวทางข้างหน้า

การยกเลิก MOU 2544 ครั้งนี้อาจเปิดโอกาสให้ไทยเจรจาข้อตกลงใหม่ที่เป็นธรรมมากขึ้น โดยยึดหลัก UNCLOS อย่างเคร่งครัด แต่รัฐบาลต้องเตรียมพร้อมรับมือกับการตอบโต้จากกัมพูชา ซึ่งอาจยื่นเรื่องต่อองค์กรระหว่างประเทศ นายอภิสิทธิ์แนะนำให้รัฐบาลติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและเตรียมแนวทางรับมือที่สอดคล้องกับประโยชน์ชาติ

จากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ ประเด็นนี้ไม่ใช่แค่เรื่องน้ำมันก๊าซ แต่ยังเกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางทะเลและเศรษฐกิจของไทยในระยะยาว การยกเลิก MOU ที่ไร้ประโยชน์จะช่วยให้ไทยมีท่าทีที่แข็งแกร่งขึ้นในการปกป้องสิทธิของตน

สุดท้ายแล้ว การตัดสินใจของ สมช. ถือเป็นก้าวสำคัญ แต่ความสำเร็จขึ้นอยู่กับความรัดกุมทางกฎหมายดังที่อภิสิทธิ์เตือนไว้ คุณคิดว่าการยกเลิก MOU 2544 จะนำพาผลดีหรือผลเสียต่อไทยมากกว่ากัน? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลถึงมือคนไทยทุกคน!

ที่มา – “อภิสิทธิ์” หนุนยกเลิก MOU 2544 ชี้ไร้สภาพบังคับใช้จริง-ย้ำต้องรัดกุมข้อกฎหมาย

อินโดนีเซียยืนยัน จะไม่เก็บค่าผ่านช่องแคบมะละกา

อินโดนีเซียยืนยัน จะไม่เก็บค่าผ่านช่องแคบมะละกา หลังจากที่มีข่าวลือและข้อเสนอจากรัฐมนตรีคลังที่จุดประกายความสนใจจากทั่วโลก ช่องแคบมะละกาเป็นหนึ่งในเส้นทางเดินเรือที่คับคั่งที่สุดในโลก โดยผ่านสินค้ามูลค่ามหาศาลกว่า 80,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อวัน ทำให้เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นร้อนในแวดวงเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ

อินโดนีเซียยืนยัน จะไม่เก็บค่าผ่านช่องแคบมะละกา ด้วยเหตุผลหลักจากกฎหมายระหว่างประเทศ

เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 นายซูกิโอโน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอินโดนีเซีย ได้ออกมาประกาศชัดเจนในกรุงจาการ์ตาว่า อินโดนีเซียจะไม่เก็บค่าผ่านทางจากเรือที่แล่นผ่านช่องแคบมะละกา แม้จะมีข้อเสนอจากนายปูร์บายา ยูดี ซาเดวา รัฐมนตรีคลังที่ได้รับแรงบันดาลใจจากอิหร่านกับช่องแคบฮอร์มุซก็ตาม

เหตุผลหลักคือการเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) ซึ่งอินโดนีเซียในฐานะรัฐหมู่เกาะยึดถืออย่างเคร่งครัด นายซูกิโอโนย้ำว่า “จุดยืนของอินโดนีเซียคือการเคารพ UNCLOS ที่รับรองสถานะของเรา ตราบใดที่เราไม่เก็บค่าผ่านทางในช่องแคบภายในอาณาเขต”

พื้นหลังของข้อเสนอเก็บค่าผ่านทางช่องแคบมะละกา

ข้อเสนอดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงวันก่อนหน้านี้ โดยรัฐมนตรีคลังอ้างถึงคำสั่งของประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ที่ต้องการให้อินโดนีเซียเป็น “ผู้เล่นหลัก” ในเศรษฐกิจโลก แต่รัฐมนตรีต่างประเทศรีบยืนยันทันทีเพื่อป้องกันความเข้าใจผิด

ช่องแคบมะละกาตั้งอยู่ระหว่างอินโดนีเซีย มาเลเซีย และสิงคโปร์ เป็นประตูสู่ทะเลจีนใต้และอินเดีย มีความยาวกว่า 800 กิโลเมตร และกว้างสุด 370 กิโลเมตร กว่า 25% ของการค้าทางทะเลโลกผ่านที่นี่ ทำให้การเก็บค่าผ่านทางอาจกระทบห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก

  • UNCLOS กำหนดเสรีภาพการเดินเรือ: อนุญาตให้เรือทุกชาติผ่านช่องแคบได้โดยไม่เสียค่าผ่านทาง
  • ผลกระทบทางเศรษฐกิจ: การเก็บค่าอาจเพิ่มต้นทุนน้ำมันและสินค้า ส่งผลต่อราคาสินค้าผู้บริโภค
  • ความร่วมมือภูมิภาค: สิงคโปร์ยืนยันผ่าน ดร.วิเวียน บาลากฤษนัน ว่ามีกลไกความร่วมมือระหว่าง 3 ประเทศในการรักษาเส้นทางเปิด
  • ตัวอย่างจากอิหร่าน: ช่องแคบฮอร์มุซถูกขู่เก็บค่าท่ามกลางความตึงเครียด แต่ช่องแคบมะละกาแตกต่างเพราะเป็นเส้นทางสันติ

ดร.วิเวียนกล่าวว่า “เราไม่เก็บค่าผ่านทาง เพราะเราพึ่งพาการค้า และการเปิดกว้างคือผลประโยชน์ร่วม” สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของอาเซียนในการส่งเสริมเสรีภาพการเดินเรือ

ความสำคัญของช่องแคบมะละกาต่อเศรษฐกิจโลกและไทย

สำหรับประเทศไทย ช่องแคบมะละกาเป็นเส้นทางหลักในการส่งออกสินค้าไปเอเชียและยุโรป หากมีการเก็บค่าผ่านทาง ค่าขนส่งจะพุ่งสูง ส่งผลต่อ GDP และเงินเฟ้อ ผู้ประกอบการไทยควรติดตามสถานการณ์นี้ใกล้ชิด

นอกจากนี้ อินโดนีเซียยังเน้นย้ำถึงการสนับสนุนเส้นทางเดินเรือที่เสรี เป็นกลาง และเกื้อกูลกัน เพื่อประโยชน์ของประเทศคู่ค้า “อินโดนีเซียไม่อยู่ในจุดที่จะเก็บค่าผ่านทาง” นายซูกิโอโนสรุปชัดเจน

ในมุมมองของผู้เขียน การตัดสินใจนี้เป็นก้าวสำคัญที่แสดงถึงความรับผิดชอบของอินโดนีเซียต่อชุมชนระหว่างประเทศ ช่วยรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หากคุณสนใจข่าวต่างประเทศ ลองติดตามเพิ่มเติมที่นี่ เพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด

สุดท้าย การเคารพ UNCLOS ไม่เพียงป้องกันความขัดแย้ง แต่ยังเสริมสร้างภาพลักษณ์อินโดนีเซียในเวทีโลก คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ได้เลย!

ที่มา – อินโดนีเซียยืนยัน จะไม่เก็บค่าผ่านช่องแคบมะละกา

นายกฯ เรียก สีหศักดิ์-เลขา สมช. หารือ จับตา MOU 44

สวัสดีเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมืองวันนี้มีเรื่องน่าจับตามองสุดๆ เลยนะ นายกฯ เรียก สีหศักดิ์-เลขา สมช. หารือกันก่อนเข้าประชุมใหญ่ของ สมช. ซึ่งคาดว่าจะมีประเด็นร้อนอย่างการยกเลิก MOU 44 และการตั้งคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขชายแดนใต้ มาดูกันว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง

นายกฯ เรียก สีหศักดิ์-เลขา สมช. หารือ

เมื่อเช้าวันที่ 23 เมษายน 2569 เวลา 08.05 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ต้อนรับนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รวมถึงนายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) การ นายกฯ เรียก สีหศักดิ์-เลขา สมช. หารือ ครั้งนี้ เป็นการเตรียมความพร้อมก่อนประชุม สมช. ในเวลา 10.00 น. ของวันเดียวกัน

คาดว่านายสีหศักดิ์จะรายงานผลการเยือนเมียนมา ซึ่งเพิ่งกลับมา รวมถึงประเด็นความมั่นคงต่างๆ ส่วนนายฉัตรชัยจะสรุปแนวทางเรื่องการตั้งคณะพูดคุยสันติสุขชายแดนใต้ ที่จะมีการประชุมและแต่งตั้งในวันนี้เลย เรียกได้ว่าเป็นการหารือแบบเร่งด่วนเพื่อแก้ปัญหาเรื้อรังของชาติ

จับตาประเด็นจ่อยกเลิก MOU 44

ประเด็นหลักที่ทุกคนจับตาคือการพิจารณายกเลิก MOU 44 หรือบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสำรวจและกำหนดเขตแดนในอ่าวไทยระหว่างไทย-กัมพูชา ปี 2544 ที่ประชุม สมช. นำโดยนายกฯ อนุทิน คาดว่าจะมีมติให้ยกเลิก และหันมาใช้กลไกอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS) แทน ซึ่งกัมพูชาเองก็เป็นสมาชิก ทำให้เป็นกรอบกฎหมายสากลที่ครอบคลุมการใช้ทะเลและทรัพยากรทั้งหมด

MOU 44 นี้เคยเป็นเครื่องมือช่วยเจรจาเรื่องพื้นที่ทับซ้อน แต่ผ่านมานานเกิดปัญหามากมาย โดยเฉพาะเรื่องสิทธิในทรัพยากรน้ำมันก๊าซ การยกเลิกนี้อาจนำไปสู่ความชัดเจนมากขึ้น ช่วยให้ไทยได้ประโยชน์จากทะเลอ่าวไทยเต็มที่ แถมยังทบทวน MOU 43 เรื่องพื้นที่อ้างซ้อนร่วมพัฒนา (Overlapping Claims Area – OCA) ด้วย

ตั้งคณะพูดคุยสันติสุขชายแดนใต้

อีกประเด็นสำคัญคือการตั้งคณะกรรมการพูดคุยเพื่อสันติสุขชายแดนใต้ ซึ่งครอบคลุมจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส และส่วนของสงขลา ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่นี้ยืดเยื้อมานานกว่า 20 ปี ส่งผลกระทบชีวิตประชาชนและเศรษฐกิจ การตั้งคณะใหม่นี้หวังจะเปิดช่องเจรจากับกลุ่มผู้เห็นต่าง เพื่อนำไปสู่สันติภาพยั่งยืน

นายฉัตรชัย เลขา สมช. จะนำสรุปแนวทาง โดยคาดว่าจะมีการประชุมแต่งตั้งทันทีวันนี้ นี่เป็นก้าวสำคัญที่รัฐบาลอนุทินให้ความสำคัญกับความมั่นคงภายใน

  • วาระสำคัญในที่ประชุม สมช.
  • รายงานผลเยือนเมียนมาโดยนายสีหศักดิ์
  • พิจารณายกเลิก MOU 44 ใช้ UNCLOS
  • ทบทวน MOU 43
  • แต่งตั้งคณะพูดคุยสันติสุขชายแดนใต้
  • ประเด็นความมั่นคงอื่นๆ

การ นายกฯ เรียก สีหศักดิ์-เลขา สมช. หารือ แบบนี้ แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลกำลังเร่งแก้ปัญหาความมั่นคงทั้งภายนอกและภายในอย่างจริงจัง ในมุมมองผม การยกเลิก MOU 44 ไปใช้ UNCLOS น่าจะเป็นทางออกที่ดี เพราะเป็นกฎสากลที่ยุติธรรมและไทยมีสิทธิ์เท่าเทียม ส่วนชายแดนใต้ ถ้าเจรจาได้ผล จะช่วยให้ภาคใต้สงบสุข เศรษฐกิจฟื้นตัวแน่นอน

คุณคิดว่าการตัดสินใจเหล่านี้จะสำเร็จไหม? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง แล้วอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะ เพื่อติดตามพัฒนาการข่าวการเมืองล่าสุด!

ที่มา – นายกฯ เรียก สีหศักดิ์-เลขา สมช. หารือ จับตาจ่อยกเลิก MOU 44 – ตั้งคณะพูดคุยสันติสุขชายแดนใต้

อิหร่านเผย ยังไม่ตัดสินใจว่าจะร่วมเจรจากับสหรัฐฯ หรือไม่

อิหร่านเผย ยังไม่ตัดสินใจว่าจะร่วมเจรจากับสหรัฐฯ หรือไม่ สร้างความสนใจในเวทีการทูตโลก เมื่อโฆษกกระทรวงการต่างประเทศของเตหะรานออกมาเปิดเผยจุดยืนล่าสุด ท่ามกลางความตึงเครียดที่ยืดเยื้อมานาน

อิหร่านเผย ยังไม่ตัดสินใจว่าจะร่วมเจรจากับสหรัฐฯ หรือไม่

เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 นายเอสมาอีล บากาอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศไทยอิหร่าน ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อทางการว่า รัฐบาลอิหร่านยังคงลังเลที่จะเข้าร่วมการเจรจาสันติภาพกับสหรัฐอเมริกาที่ปากีสถานเป็นเจ้าภาพ โดยยืนยันว่าความลังเลนี้ไม่ได้เกิดจากความไม่เด็ดขาดของฝั่งตนเอง แต่เป็นเพราะพฤติกรรมที่ย้อนแย้งและขัดแย้งกันของฝ่ายอเมริกัน

“เหตุผลไม่ใช่ความไม่เด็ดขาด แต่มันเป็นเพราะข้อความที่ขัดแย้งกัน พฤติกรรมที่ย้อนแย้ง และการกระทำที่ยอมรับไม่ได้ของฝ่ายอเมริกัน” นายบากาอีกล่าวอย่างชัดเจน ซึ่งสะท้อนถึงความไม่ไว้วางใจที่สะสมมานานระหว่างสองมหาอำนาจนี้

สาเหตุหลักที่ทำให้อิหร่านลังเล

  • การกระทำขัดแย้ง: สหรัฐฯ มักส่งสัญญาณที่สับสน ทำให้อิหร่านไม่มั่นใจในเจตนาที่แท้จริง
  • การโจมตีเรืออิหร่าน: อิหร่านมองว่าเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ ร้ายแรงถึงขั้น “ปล้นทางทะเลและการก่อการร้ายโดยรัฐ”
  • การละเมิดข้อตกลง: สหรัฐฯ ถูกกล่าวหาว่าโยนความผิดให้ผู้อื่น ขณะที่ตัวเองล้มเหลวในการรักษาการหยุดยิง โดยเฉพาะในเลบานอน

นายบากาอียังระบุเพิ่มเติมว่า อิหร่านจะตัดสินใจเข้าร่วมการเจรจา “เมื่อใดก็ตามที่การเจรจานั้นมุ่งเน้นไปที่ผลลัพธ์อย่างแท้จริง” ซึ่งเป็นสัญญาณว่าพวกเขาต้องการการรับประกันที่ชัดเจนก่อน

บทบาทของปากีสถานในฐานะเจ้าภาพ

ก่อนหน้านี้ นายอัตตาอุลเลาะห์ ตาราร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสารสนเทศของปากีสถาน ได้ประกาศว่าประเทศของเขายังรอการยืนยันอย่างเป็นทางการจากอิหร่านว่าจะเข้าร่วมการเจรจาที่กรุงอิสลามาบัดในสัปดาห์นี้หรือไม่ ปากีสถานพยายามเป็นตัวกลางเพื่อคลายความตึงเครียดในภูมิภาค แต่สถานการณ์ยังคงค้างคา

ความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ ยืดเยื้อมานับทศวรรษ ตั้งแต่การปฏิวัติอิสลามปี 1979 การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ และข้อตกลงนิวเคลียร์ JCPOA ที่ล้มเหลว ทำให้ทั้งสองฝ่ายขาดความเชื่อมั่นซึ่งกันและกัน ล่าสุด การโจมตีเรือสินค้าอิหร่านในอ่าวเปอร์เซียยิ่งทำให้สถานการณ์รุนแรงขึ้น

ผู้เชี่ยวชาญการทูตวิเคราะห์ว่า หากอิหร่านตัดสินใจเข้าร่วม จะเป็นโอกาสสำคัญในการลดความเสี่ยงสงคราม แต่หากไม่ ก็อาจนำไปสู่การเผชิญหน้าที่รุนแรงยิ่งกว่า โดยเฉพาะในตะวันออกกลางที่กำลังเดือดพล่านจากความขัดแย้งในเลบานอนและอิสราเอล

ผลกระทบต่อสถานการณ์โลกหากอิหร่านไม่เข้าร่วม

การที่ อิหร่านเผย ยังไม่ตัดสินใจว่าจะร่วมเจรจากับสหรัฐฯ หรือไม่ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาน้ำมันโลก เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันหลัก หากเกิดความขัดแย้ง ราคาพลังงานอาจพุ่งสูง ส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน

นอกจากนี้ กลุ่มพันธมิตรอย่างรัสเซียและจีนที่สนับสนุนอิหร่าน อาจเข้าแทรกแซง ทำให้ภูมิภาคกลายเป็นสมรภูมิตัวแทน (proxy war) ที่อันตรายยิ่งขึ้น

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการทูตที่โปร่งใสและสม่ำเสมอ หากสหรัฐฯ ต้องการสันติภาพ ต้องพิสูจน์ด้วยการกระทำ ไม่ใช่คำพูดเพียงอย่างเดียว

ติดตามข่าวต่างประเทศล่าสุดเพื่อไม่พลาดพัฒนาการสำคัญ ชอบและแชร์บทความนี้หากคุณสนใจประเด็นการทูตโลก!

ที่มา – อิหร่านเผย ยังไม่ตัดสินใจว่าจะร่วมเจรจากับสหรัฐฯ หรือไม่

โป๊ปเลโอชี้ การข่มขู่อิหร่านไม่อาจยอมรับได้

โป๊ปเลโอชี้ การข่มขู่อิหร่านเป็นเรื่องที่ ไม่อาจยอมรับได้อย่างแท้จริง คำประกาศที่ดังก้องจากสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ทำให้โลกต้องหันมองไปยังความขัดแย้งในตะวันออกกลางอีกครั้ง ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ข่มขู่ด้วยคำขาดแข็งกร้าว

โป๊ปเลโอชี้ การข่มขู่อิหร่านเป็นเรื่องที่ ไม่อาจยอมรับได้อย่างแท้จริง

เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2569 สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ได้ตรัสอย่างหนักแน่นระหว่างการปรากฏพระองค์ที่ Castel Gandolfo สถานที่ประทับฤดูร้อนของพระสันตะปาปา พระองค์ทรงวิพากษ์วิจารณ์คำข่มขู่ที่ประธานาธิบดีทรัมป์โพสต์บนโซเชียลมีเดียว่า “อารยธรรมทั้งอารยธรรมจะดับสูญในคืนนี้” ซึ่งเกิดขึ้นเพียงชั่วโมงก่อนเส้นตายที่กำหนด “โป๊ปเลโอชี้ การข่มขู่อิหร่านเป็นเรื่องที่ ไม่อาจยอมรับได้อย่างแท้จริง” พระองค์ตรัส โดยเน้นย้ำว่าประเด็นนี้ไม่ใช่แค่กฎหมายระหว่างประเทศ แต่เป็นเรื่องศีลธรรมที่กระทบต่อสวัสดิภาพของมนุษยชาติทั้งหมด

คำตรัสสำคัญจากพระสันตะปาปาในวันอีสเตอร์

พระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ทรงย้ำถึงพระดำรัสในวันอีสเตอร์ที่ผ่านมา โดยเรียกร้องให้ทุกคน “แสวงหาสันติภาพเสมอ ปฏิเสธความรุนแรงและสงคราม โดยเฉพาะสงครามที่ไม่ยุติธรรมซึ่งกำลังทวีความรุนแรงและไม่แก้ปัญหาใดๆ” พระองค์ทรงขอให้ระลึกถึงเหยื่อของสงครามยืดเยื้อนี้ ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วย ที่ต้องเผชิญความทุกข์ทรมาน

นับตั้งแต่สงครามปะทุเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ พระสันตะปาปาทรงเป็นกระบอกเสียงวิจารณ์อย่างตรงไปตรงมา ทรงชี้ว่าการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ และเป็นสัญญาณของความเกลียดชัง การแบ่งแยก และการทำลายล้าง พระองค์กระตุ้นให้ประชาชนทั่วโลกติดต่อผู้นำทางการเมืองเพื่อเรียกร้องสันติภาพ

บริบทสงครามอิหร่านและบทบาทของทรัมป์

สถานการณ์ลุกลามจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน โดยทรัมป์กำหนดเส้นตายให้อิหร่านยอมจำนน ก่อนหน้านี้ พระสันตะปาปาเคยให้สัมภาษณ์ CNN ว่าทรงหวังว่าทรัมป์กำลังหาทางลง และเรียกร้องให้ผู้นำโลกร่วมโต๊ะเจรจา

  • จุดสำคัญของคำวิจารณ์: เน้นศีลธรรมเหนือกฎหมาย
  • เรียกร้องสันติภาพ: ปฏิเสธสงครามไม่ยุติธรรม
  • ระลึกเหยื่อ: เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย
  • กระตุ้นประชาชน: ติดต่อผู้นำเพื่อยุติสงคราม

โป๊ปเลโอชี้ การข่มขู่อิหร่านเป็นเรื่องที่ ไม่อาจยอมรับได้อย่างแท้จริง สะท้อนบทบาทของศาสนจักรคาทอลิกในการส่งเสริมสันติภาพโลก พระองค์ทรงเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณที่กล้าหาญ ยืนหยัดปกป้องมนุษยธรรมท่ามกลางพายุแห่งการเมือง

ในมุมมองกว้างขึ้น สงครามนี้ไม่เพียงกระทบตะวันออกกลาง แต่ส่งผลต่อเศรษฐกิจโลก พลังงาน และความมั่นคง การข่มขู่ดังกล่าวยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเห็นด้วยกับพระสันตะปาปาว่าการเจรจาคือทางออกเดียว

นอกจากนี้ พระประวัติของพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ทรงมีประสบการณ์ด้านการทูตระหว่างศาสนา ทำให้พระองค์เข้าใจความซับซ้อนของความขัดแย้งในภูมิภาคนี้ได้ดี ทรงเคยเยือนตะวันออกกลางหลายครั้งเพื่อส่งเสริมความสามัคคี

สุดท้ายนี้ ในยุคที่โลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เสียงเรียกร้องสันติภาพจากโป๊ปเลโอคือแสงสว่างนำทาง เราในฐานะประชาชนควรตื่นตัว สนับสนุนสันติภาพ และไม่ยอมให้ความเกลียดชังครอบงำ ลองคิดดูสิว่าถ้าเราทุกคนร่วมมือกัน สงครามนี้อาจจบลงได้จริงๆ คุณคิดอย่างไร ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และช่วยแชร์บทความนี้เพื่อกระจายข้อความสันติภาพกันเถอะ!

ที่มา – โป๊ปเลโอชี้ การข่มขู่อิหร่านเป็นเรื่องที่ ไม่อาจยอมรับได้อย่างแท้จริง

5 ชาติยุโรป-ญี่ปุ่นลั่น พร้อมเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นเส้นทางสำคัญสำหรับการขนส่งน้ำมันกว่า 20% ของโลก หากถูกปิดกั้นจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลก ล่าสุด 5 ชาติยุโรป-ญี่ปุ่นลั่น พร้อมร่วมเปิดช่องแคบฮอร์มุซ หากวิธีการเหมาะสม หลังจากอิหร่านประกาศปิดช่องแคบ สร้างความตึงเครียดในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย

5 ชาติยุโรป-ญี่ปุ่นลั่น พร้อมร่วมเปิดช่องแคบฮอร์มุซ หากวิธีการเหมาะสม

เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 ผู้นำจากสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี เนเธอร์แลนด์ และญี่ปุ่น ได้ออกแถลงการณ์ร่วมกัน โดยประณามการกระทำของอิหร่านอย่างรุนแรงที่โจมตีเรือพาณิชย์ไร้อาวุธ โครงสร้างพื้นฐานพลเรือน เช่น แหล่งน้ำมันและก๊าซ รวมถึงการปิดช่องแคบฮอร์มุซโดยพฤตินัย

แถลงการณ์ระบุชัดเจนว่า ชาติเหล่านี้พร้อมเข้าร่วม “ความพยายามที่เหมาะสม” ทุกประการเพื่อเปิดช่องแคบให้กลับมาสัญจรได้อย่างปลอดภัย โดยยึดหลักเสรีภาพการเดินเรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะสัญญา UNCLOS

ประเด็นสำคัญในแถลงการณ์ของ 5 ชาติยุโรป-ญี่ปุ่น

  • ประณามอิหร่าน: การโจมตีเรือพาณิชย์ การวางทุ่นระเบิด โดรน และขีปนาวุธ รวมถึงการขัดขวางการขนส่ง
  • เรียกร้องทันที: ยุติการกระทำทั้งหมดและปฏิบัติตามมติ UNSC ฉบับที่ 2817
  • ภัยคุกคามสันติภาพ: การแทรกแซงห่วงโซ่อุปทานพลังงานโลก ถือเป็นภัยต่อความมั่นคงระหว่างประเทศ
  • มาตรการสนับสนุน: สนับสนุน IEA ระบายน้ำมันสำรอง ร่วมมือผู้ผลิตเพิ่มกำลังการผลิต และช่วยเหลือประเทศได้รับผลกระทบผ่าน UN และ IFIs

ช่องแคบฮอร์มุซมีความยาวประมาณ 33 กิโลเมตร กว้างสุด 39 กิโลเมตร เป็นจุดเชื่อมอ่าวเปอร์เซียกับอ่าวโอมาน โดยน้ำมันจากซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อิหร่าน คูเวต และอิรัก ต้องผ่านที่นี่เพื่อไปตลาดโลก การปิดช่องแคบจะทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูง ส่งผลให้เงินเฟ้อทั่วโลกรุนแรง โดยเฉพาะประเทศนำเข้าน้ำมันอย่างญี่ปุ่นและยุโรป

บริบทความตึงเครียดอิหร่าน-ชาติตะวันตก

ความขัดแย้งนี้มีรากเหง้าจากปัญหานิวเคลียร์อิหร่าน สงครามตัวแทนในตะวันออกกลาง และการคว่ำบาตรจากสหประชาชาติ อิหร่านเคยขู่ว่าจะปิดช่องแคบหลายครั้งเพื่อตอบโต้ แต่ครั้งนี้เป็นการกระทำจริงจัง ล่าสุดกองกำลังอิหร่านโจมตีเรือ tanker หลายลำ สร้างความเสียหายและความกลัวให้บริษัทขนส่ง

5 ชาติยุโรป-ญี่ปุ่นลั่น พร้อมร่วมเปิดช่องแคบฮอร์มุซ หากวิธีการเหมาะสม แสดงถึงความเป็นเอกภาพของชาติพันธมิตรในการปกป้องเส้นทางค้าสำคัญ แม้ญี่ปุ่นจะไม่มีกองทัพบุก แต่มีกองกำลังป้องกันตนเองที่แข็งแกร่งและพึ่งพาน้ำมันนำเข้าเกือบ 100%

นอกจากนี้ ยังมีการวางแผนร่วมกับสหรัฐฯ และชาติอื่นๆ เพื่อคุ้มครองเรือสินค้า อาจรวมถึงการลาดตระเวน การขนส่งทหารรักษาการณ์ หรือมาตรการทางกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ทุกฝ่ายย้ำว่าต้อง “เหมาะสม” เพื่อหลีกเลี่ยงการยกระดับเป็นสงครามเต็มรูปแบบ

ผลกระทบทางเศรษฐกิจ: หากช่องแคบปิดนาน ราคาน้ำมันอาจแตะ 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้ GDP โลกหดตัว 1-2% ประเทศไทยที่นำเข้าน้ำมันกว่า 80% ก็จะได้รับผลกระทบ โดยราคาน้ำมันดีเซลและเบนซินพุ่งสูง

ในมุมมองผู้เชี่ยวชาญ การเคลื่อนไหวของ 5 ชาติยุโรป-ญี่ปุ่นลั่น พร้อมร่วมเปิดช่องแคบฮอร์มุซ หากวิธีการเหมาะสม เป็นสัญญาณบวกต่อตลาดพลังงาน ช่วยลดความไม่แน่นอนและสนับสนุนเสถียรภาพ อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามการตอบโต้จากอิหร่านและพันธมิตรอย่างรัสเซีย จีน

สุดท้าย การรักษาเสรีภาพการเดินเรือเป็นหลักการพื้นฐานที่ทุกชาติต้องยึดมั่น เพื่อความมั่งคั่งร่วมกัน คุณคิดว่าชาติเหล่านี้ควรใช้วิธีใดในการเปิดช่องแคบ? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวอัปเดต!

ที่มา – 5 ชาติยุโรป-ญี่ปุ่นลั่น พร้อมร่วมเปิดช่องแคบฮอร์มุซ หากวิธีการเหมาะสม

ทูตอิหร่านประจำ UN โต้ข่าวปิดช่องแคบฮอร์มุซ ลั่นยึดมั่น ก.ม.ระหว่างประเทศ

ทูตอิหร่านประจำ UN โต้ข่าวปิดช่องแคบฮอร์มุซ ลั่นยึดมั่น ก.ม.ระหว่างประเทศ เป็นประเด็นร้อนที่กำลังได้รับความสนใจจากทั่วโลก โดยเฉพาะในแวดวงการเมืองและพลังงาน ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก หากปิดจริงจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลก แต่ทูตอิหร่านยืนกรานว่าไม่มีเรื่องนั้นเกิดขึ้น

ทูตอิหร่านประจำ UN โต้ข่าวปิดช่องแคบฮอร์มุซ ลั่นยึดมั่น ก.ม.ระหว่างประเทศ

สำนักข่าวอัลจาซีรารายงานเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2569 ว่า ผู้แทนถาวรอิหร่านประจำสหประชาชาติ ได้ออกมาปฏิเสธข่าวลือที่แพร่สะพัดอย่างหนัก โดยระบุว่าข่าวที่ว่าอิหร่านสั่งปิดช่องแคบฮอร์มุซนั้น “ไม่มีมูลความจริงและไร้สาระสิ้นดี” ข่าวนี้เกิดขึ้นหลังจากสื่อของรัฐบาลอิหร่านรายงานเมื่อวันจันทร์ที่ 2 มีนาคม ว่า ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดแล้ว และจะยิงเรือทุกลำที่พยายามผ่าน

ทูตอิหร่านโพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X (ทวิตเตอร์เดิม) ยืนยันว่า เตหะรานยังคงยึดมั่นในกฎหมายระหว่างประเทศและเสรีภาพในการเดินเรือ พร้อมหันไปโต้สหรัฐอเมริกาว่าเป็นฝ่ายที่ทำให้ความมั่นคงทางทะเลอยู่ในภาวะอันตราย นอกจากนี้ ยังประณามสหรัฐที่ใช้เรือดำน้ำยิงเรือฟริเกต “ไอริส เดนา” (IRIS Dena) ของอิหร่านในน่านน้ำสากลโดยไม่แจ้งล่วงหน้า ส่งผลให้เรือจมลงในมหาสมุทรอินเดีย และมีผู้เสียชีวิตกว่า 100 ราย ซึ่งถือเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง

ช่องแคบฮอร์มุซ: เส้นทางชีวิตของน้ำมันโลก

ช่องแคบฮอร์มุซมีความสำคัญยิ่งใหญ่ เพราะเป็นจุดผ่านของน้ำมันดิบราว 20-30% ของโลก จากอ่าวเปอร์เซียสู่ตลาดโลก หากปิดจริง ราคาน้ำมันจะพุ่งสูงทันที สร้างความเดือดร้อนให้ประเทศนำเข้าน้ำมันอย่างจีน ญี่ปุ่น และยุโรป ในอดีต อิหร่านเคยขู่ว่าจะปิดช่องแคบนี้ในช่วงความขัดแย้งกับสหรัฐ แต่ครั้งนี้ทูตอิหร่านประจำ UN โต้ข่าวปิดช่องแคบฮอร์มุซ ลั่นยึดมั่น ก.ม.ระหว่างประเทศ อย่างชัดเจน

พื้นหลังความตึงเครียดระหว่างอิหร่าน-สหรัฐ

  • อิหร่านถูกสหรัฐคว่ำบาตรหนักตั้งแต่สมัยทรัมป์ โดยเฉพาะโครงการนิวเคลียร์
  • เหตุการณ์ล่าสุด: สหรัฐโจมตีเรืออิหร่าน สร้างความโกรธแค้น
  • สื่ออิหร่านปล่อยข่าวปิดช่องแคบเพื่อตอบโต้ แต่ทูตปฏิเสธทันที
  • ผลกระทบ: ตลาดน้ำมันผันผวน ราคาน้ำมัน Brent พุ่งขึ้น 5% ในวันเดียว

สถานการณ์นี้สะท้อนถึงความเปราะบางของความมั่นคงทางทะเลในตะวันออกกลาง ซึ่งอิหร่านยืนยันว่าจะไม่ละเมิดกฎหมาย แต่เรียกร้องให้สหรัฐหยุดการกระทำที่ก่อให้เกิดอันตราย

จากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การโต้ข่าวนี้ช่วยลดความตื่นตระหนกในตลาดได้บ้าง แต่ความขัดแย้งยังคุกรุ่น หากไม่มีการเจรจา อาจนำไปสู่วิกฤตใหญ่ ในฐานะนักติดตามข่าวต่างประเทศ เราควรจับตาการตอบสนองจากสหประชาชาติและสหรัฐต่อไป

คุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ และอย่าลืมติดตามข่าวอัปเดตต่างประเทศจากเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจไทย

ที่มา – ทูตอิหร่านประจำ UN โต้ข่าวปิดช่องแคบฮอร์มุซ ลั่นยึดมั่น ก.ม.ระหว่างประเทศ

Scroll to top