กรณ์ จาติกวณิช

“ผู้นำยุคใหม่” ต้องรู้ทิศทางชัดเจนและยึดมั่นในจิตวิญญาณประชาธิปไตย

ในโลกที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว คำถามสำคัญที่หลายคนเฝ้าหาคำตอบคือ นิยามของ “ผู้นำยุคใหม่” ต้องรู้ทิศทางชัดเจนและยึดมั่นในจิตวิญญาณประชาธิปไตย อย่างแท้จริงได้อย่างไร? เมื่อเร็วๆ นี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ให้แง่คิดที่น่าสนใจในโครงการ DIP รุ่นที่ 16 ของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งถือเป็นบทเรียนล้ำค่าสำหรับคนรุ่นใหม่ที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลง

“ผู้นำยุคใหม่” ต้องรู้ทิศทางชัดเจนและยึดมั่นในจิตวิญญาณประชาธิปไตย

นายอภิสิทธิ์ได้แบ่งปันมุมมองว่า หัวใจสำคัญของการเป็นผู้นำที่ไม่เพียงแค่รอด แต่ต้องรุ่งในยุคปัจจุบัน คือการมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน ผู้นำไม่ได้ทำหน้าที่แค่สั่งการ แต่คือการสร้างแสงสว่างให้ผู้คนรู้ว่าจะก้าวไปทางไหน สังคมไม่ได้ต้องการแค่เทคนิค แต่ต้องการเป้าหมายที่ร่วมกันฝันถึง

หลักการสำคัญที่ ผู้นำยุคใหม่ ต้องรู้ทิศทางชัดเจนและยึดมั่นในจิตวิญญาณประชาธิปไตย

จากการแบ่งปันประสบการณ์ของอดีตนายกรัฐมนตรี เราสามารถสรุปคุณสมบัติสำคัญได้ดังนี้:

  • ทิศทางที่ชัดเจน: ผู้นำต้องบอกได้ว่าองค์กรหรือประเทศจะเดินไปสู่จุดไหนด้วยวิธีคิดที่เป็นระบบ
  • ค่านิยมประชาธิปไตย: นี่คือหัวใจสำคัญ เพราะหลายคนเข้าใจผิดว่าประชาธิปไตยจบลงที่การชนะเลือกตั้ง แต่แท้จริงแล้วคือการฟังเสียงข้างน้อยและการรับผิดชอบต่อประชาชน
  • ความเข้าอกเข้าใจ (Empathy): การทำงานกับคนอื่นต้องอาศัยการฟังและความอดทน การเอาใจเขามาใส่ใจเราเป็นสิ่งที่จะช่วยให้ทีมเดินหน้าได้อย่างเข้มแข็ง

นอกจากนี้ นายกรณ์ จาติกวณิช ยังได้ย้ำเตือนเยาวชนว่า เส้นทางของชีวิตและการเมืองไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว สิ่งสำคัญที่สุดคือการสั่งสมประสบการณ์และความรู้ เพราะไม่ว่าคุณจะอยู่ในอาชีพใด ประสบการณ์เหล่านั้นล้วนเป็นวัตถุดิบชั้นดีที่หล่อหลอมให้คุณกลายเป็นผู้สร้างความเปลี่ยนแปลงที่มีคุณภาพในอนาคต

หากคุณเป็นหนึ่งคนที่กำลังค้นหาตัวเอง หรืออยากเข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนประเทศ จงอย่ากลัวความล้มเหลว เพราะนั่นคือส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ การเมืองอาจดูเป็นเรื่องไกลตัวในวันนี้ แต่ด้วยจิตสาธารณะและการเตรียมพร้อมอย่างมุ่งมั่น คุณอาจเป็นผู้นำรุ่นต่อไปที่สังคมกำลังรอคอย

ที่มา – “อภิสิทธิ์” กางนิยาม “ผู้นำยุคใหม่” ต้องรู้ทิศทางชัดเจนและยึดมั่นในจิตวิญญาณประชาธิปไตย

กรณ์ ฉายภาพวิกฤตเศรษฐกิจไทย-โลก สะท้อนปัญหาสังคมสูงวัย เด็กเกิดน้อย เหลื่อมล้ำทางการศึกษา

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เราจะมาสรุปประเด็นร้อนที่น่าสนใจมาก เมื่อคุณกรณ์ จาติกวณิช ได้ออกมาเผยมุมมองถึงทิศทางของบ้านเราและระดับนานาชาติ ซึ่งเนื้อหาที่น่าสนใจที่สุดคือ “กรณ์” ฉายภาพวิกฤตเศรษฐกิจไทย-โลก สะท้อนปัญหาสังคมสูงวัย เด็กเกิดน้อย เหลื่อมล้ำทางการศึกษา ที่กำลังกดดันโครงสร้างประเทศอย่างหนักในปัจจุบัน

“กรณ์” ฉายภาพวิกฤตเศรษฐกิจไทย-โลก สะท้อนปัญหาสังคมสูงวัย เด็กเกิดน้อย เหลื่อมล้ำทางการศึกษา

การบรรยายในโครงการ DIP16 สะท้อนให้เห็นว่าโลกของเรากำลังเปลี่ยนผ่านจากยุคพลังงานไปสู่ยุค AI เต็มตัว ซึ่งท้าทายระบบทุนนิยมแบบเดิมอย่างรุนแรง คุณกรณ์ระบุว่า AI กำลังจัดระเบียบโครงสร้างสังคมใหม่แบ่งเป็นกลุ่มต่างๆ โดยกลุ่มที่น่าห่วงที่สุดคือกลุ่มที่ปรับตัวไม่ทัน ซึ่งต้องพึ่งพาการดูแลจากภาครัฐ ท่ามกลางกระแสค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นแซงหน้ารายได้ของเหล่าคนรุ่นใหม่

มุมมองต่อโครงสร้างงบประมาณและความเสี่ยงที่ต้องจับตา

เมื่อเราพิจารณาในบริบทของประเทศไทย “กรณ์” ฉายภาพวิกฤตเศรษฐกิจไทย-โลก สะท้อนปัญหาสังคมสูงวัย เด็กเกิดน้อย เหลื่อมล้ำทางการศึกษา ไว้อย่างชัดเจนว่า งบประมาณแผ่นดินไทยกว่า 69% ถูกกลืนกินไปกับงบบุคลากรภาครัฐ สวัสดิการสังคม และภาระหนี้สิน ทำให้เหลือส่วนงบลงทุนน้อยมาก หากรัฐบาลไม่ยอมรื้อโครงสร้างงบประมาณใหม่ ประเทศอาจเผชิญวิกฤตการเงินในอนาคต

สาเหตุและปัจจัยกดดันที่สำคัญประกอบด้วย:

  • โครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็วและจำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลงอย่างต่อเนื่อง
  • ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่ส่งผลต่อคุณภาพแรงงานในยุคเทคโนโลยี
  • งบประมาณประจำที่สูงจนแทบไม่เหลือพื้นที่สำหรับการลงทุนพัฒนาศักยภาพใหม่ๆ

ทางออกที่ถูกนำเสนอคือการเร่ง Reskill/Upskill คนในชาติให้ทันต่อเทคโนโลยี และที่สำคัญที่สุดคือการปรับบทบาทของภาครัฐให้มีความโปร่งใส กระจายงบประมาณให้ตรงจุดเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมอย่างเป็นรูปธรรม แทนที่จะเน้นเพียงโครงการประชานิยมที่อาจไม่ใช่ยุทธศาสตร์ในระยะยาว

ท้ายที่สุด การจะฝ่าฟันวิกฤตครั้งนี้ไปได้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่การตระหนักรู้และเตรียมความพร้อมทั้งในระดับรายบุคคลและระดับนโยบายของรัฐ คือหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้ลูกหลานของเราอยู่รอดในเศรษฐกิจโลกที่ผันผวนครับ

ที่มา – “กรณ์” ฉายภาพวิกฤตเศรษฐกิจไทย-โลก สะท้อนปัญหาสังคมสูงวัย เด็กเกิดน้อย เหลื่อมล้ำทางการศึกษา

สร้างผู้นำรุ่นใหม่ “ชวน” เปิดอบรม DIP-ปชป. รุ่น 16

เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนคงให้ความสนใจกับทิศทางการเมืองไทยกันอยู่ไม่น้อย ล่าสุดทางพรรคประชาธิปัตย์ได้เดินหน้า สร้างผู้นำรุ่นใหม่ “ชวน” เปิดอบรม DIP-ปชป. รุ่น 16 ซึ่งถือเป็นโครงการบ่มเพาะเยาวชนที่มีศักยภาพ โดยได้รับเกียรติจาก นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคฯ มาเป็นผู้เปิดงานพร้อมปาฐกถาพิเศษที่สะท้อนมุมมองต่อสังคมไทยไว้อย่างน่าสนใจ

สร้างผู้นำรุ่นใหม่ “ชวน” เปิดอบรม DIP-ปชป. รุ่น 16 ย้ำการเมืองอยู่ที่คน

ในงานนี้ นายชวน หลีกภัย ได้กล่าวถึงหัวใจสำคัญของการเมืองไทย โดยชี้ชัดว่าปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้เกิดจากระบอบการปกครองที่ล้มเหลว แต่เกิดจาก “พฤติกรรมของตัวบุคคล” หรือผู้บริหารประเทศที่ขาดความซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญให้กับน้องๆ เยาวชนที่เข้าร่วมโครงการ สร้างผู้นำรุ่นใหม่ “ชวน” เปิดอบรม DIP-ปชป. รุ่น 16 ในครั้งนี้ ได้ตระหนักถึงความสำคัญของหลักนิติธรรม

ถอดบทเรียนจากผู้นำรุ่นใหญ่สู่เถ้าแก่รุ่นใหม่

นอกจากแง่มุมการเมืองแล้ว โครงการนี้ยังจัดเต็มด้วยวิทยากรระดับแถวหน้าของเมืองไทย ไม่ว่าจะเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หรือระดับผู้บริหารเทคคอมพานีรุ่นใหม่ เพื่อให้ผู้เรียนได้เปิดโลกทัศน์ในหลากหลายมิติ ทั้งนี้ หัวข้อที่น่าสนใจที่ถูกหยิบยกมาพูดถึงประกอบด้วย:

  • การใช้กฎหมายให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์และเท่าเทียม
  • จริยธรรมของนักการเมืองและข้าราชการไทย
  • การวิเคราะห์ปัญหาธุรกิจการเมืองในยุคปัจจุบัน
  • ทักษะการแก้ปัญหาเชิงนโยบายผ่านประสบการณ์จริง

นายชวนยังได้ฝากข้อคิดที่เฉียบคมสำหรับใครที่อยากเติบโตเป็นนักการเมืองหรือข้าราชการว่า “ความซื่อสัตย์สุจริตคือเกราะคุ้มกันที่ยั่งยืนที่สุด” แม้เส้นทางสายนี้จะเต็มไปด้วยความท้าทาย แต่หากยึดมั่นในอุดมการณ์ที่ถูกต้อง เราก็จะสามารถยืนหยัดอยู่ได้อย่างสง่างามท่ามกลางกระแสการเมืองที่เปลี่ยนแปลง

สำหรับสถานการณ์การเมืองปัจจุบัน นายชวนยังได้ตั้งข้อสังเกตถึงประเด็นการตรวจสอบคดีต่างๆ ที่สังคมกำลังให้ความสนใจ โดยมองว่ากระบวนการศาลจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการพิสูจน์ความจริงผ่านการเรียกพยานหลักฐาน ซึ่งเป็นจุดที่ย้ำเตือนว่าไม่ว่าใครก็อยู่เหนือกฎหมายไปไม่ได้ นี่คือหัวใจสำคัญที่ผู้เข้าร่วมอบรมควรนำไปเป็นบทเรียน

สุดท้ายนี้ การสร้างผู้นำรุ่นใหม่ไม่ใช่แค่การสอนทฤษฎี แต่คือการสร้างจิตสำนึกรับผิดชอบต่อส่วนรวม หากคุณเป็นคนหนึ่งที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลง อย่าลืมติดตามความเคลื่อนไหวของโครงการดีๆ แบบนี้ เพราะการเมืองไทยจะน่าอยู่ขึ้นได้ เริ่มต้นจากการพัฒนาศักยภาพของคนรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพครับ

ที่มา – สร้างผู้นำรุ่นใหม่ “ชวน” เปิดอบรม DIP-ปชป. รุ่น 16 ชี้ ปัญหาการเมืองเกิดจากคน

โฆษกพลังงาน แจง “กรณ์” ข้อมูลคลาดเคลื่อน ชี้ “เอกนัฏ” ดึงกำไรส่วนเกินโรงกลั่น ลดราคาน้ำมันทันที

โฆษกพลังงาน แจง “กรณ์” ข้อมูลคลาดเคลื่อน ชี้ “เอกนัฏ” ดึงกำไรส่วนเกินโรงกลั่น ลดราคาน้ำมันทันที

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในวงการพลังงานเมื่อ นายพงศ์พล ยอดเมืองเจริญ โฆษกกระทรวงพลังงาน ได้ออกมาเปิดเผยเบื้องหลังการลดราคาน้ำมันครั้งประวัติศาสตร์ เพื่อไขข้อข้องใจให้กับประชาชนและนักวิจารณ์อย่าง นายกรณ์ ที่อาจได้รับข้อมูลไม่ครบถ้วนในประเด็นการปรับลดราคาน้ำมันกว่า 2.5 บาทต่อลิตร โดยยืนยันว่าการดำเนินการครั้งนี้ถือเป็นการใช้กลไกทางกฎหมายที่จริงจัง ไม่ใช่เพียงการนำเงินกองทุนน้ำมันมาอุดหนุนแบบเดิมๆ และเรื่องนี้ โฆษกพลังงาน แจง “กรณ์” ข้อมูลคลาดเคลื่อน ชี้ “เอกนัฏ” ดึงกำไรส่วนเกินโรงกลั่น ลดราคาน้ำมันทันที เพื่อแสดงความโปร่งใสในเนื้องานของกระทรวง

มาตรการใหม่ที่มากกว่าการอุดหนุนแบบเดิม

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ใช้อำนาจตาม พ.ร.ก. ปี 2516 ในการกำหนดเพดานราคาขายปลีกน้ำมันเป็นครั้งแรก เพื่อคุ้มครองประชาชนไม่ให้ต้องแบกภาระต้นทุนที่แปรปรวน โดยสิ่งที่น่าสนใจในมาตรการนี้คือ:

  • การกำหนดเพดานราคาขายปลีกน้ำมันเบนซินและดีเซลไม่เกิน 35 บาทต่อลิตร
  • การดึงกำไรส่วนเกินจากโรงกลั่นกลับมาช่วยประชาชน ซึ่งในรอบนี้มีมูลค่าถึง 1,700 ล้านบาท
  • ยอดรวมสะสมจากการดึงกำไรโรงกลั่นที่ผ่านมาสูงกว่า 10,000 ล้านบาท

หลายคนอาจเข้าใจผิดว่าการปรับลดราคานี้เป็นเพียงการนำเงินกองทุนน้ำมันมาชดเชยกันไปมา แต่ความจริงแล้วคือการใช้อำนาจรัฐเข้าไปควบคุมกลไกตลาดที่บิดเบือน เพื่อให้ราคาพลังงานสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงและเป็นธรรมกับผู้บริโภคมากที่สุด

การที่ โฆษกพลังงาน แจง “กรณ์” ข้อมูลคลาดเคลื่อน ชี้ “เอกนัฏ” ดึงกำไรส่วนเกินโรงกลั่น ลดราคาน้ำมันทันที นั้น สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลชุดนี้จริงจังกับการแก้ปัญหาค่าครองชีพอย่างมาก เรามองว่าการตัดสินใจกล้าหาญที่จะเข้าไปแตะกำไรส่วนเกินของโรงกลั่นเป็นสัญญาณที่ดี ว่าทุกเครื่องมือทางกฎหมายจะถูกนำมาใช้อย่างเต็มศักยภาพ เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด และหวังว่ามาตรการนี้จะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ในการบริหารจัดการพลังงานของประเทศในระยะยาวต่อไป

ที่มา – โฆษกพลังงาน แจง “กรณ์” ข้อมูลคลาดเคลื่อน ชี้ “เอกนัฏ” ดึงกำไรส่วนเกินโรงกลั่น ลดราคาน้ำมันทันที

กรณ์ชี้ลดราคาน้ำมันตามสั่งนายกฯ สุดท้ายคือหนี้ประชาชน

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงพลังงาน เมื่อมีคำสั่งเร่งด่วนในการปรับลดราคาน้ำมัน เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชน ทว่าในมุมมองของนักการเมืองอย่างคุณกรณ์ จาติกวณิช กลับมองว่า กรณ์ชี้ลดราคาน้ำมันตามสั่งนายกฯ สุดท้ายคือหนี้ประชาชน ที่ต้องตามใช้คืนในอนาคต

กรณ์ชี้ลดราคาน้ำมันตามสั่งนายกฯ สุดท้ายคือหนี้ประชาชน

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อนายกฯ มีคำสั่งให้รัฐมนตรีพลังงานดำเนินการลดราคาน้ำมันทันที ซึ่งในเช้าวันถัดมาก็มีการประกาศลดราคาขายปลีกตามมาแบบสายฟ้าแลบ แต่สิ่งที่น่ากังวลคือวิธีการที่นำมาใช้ เพราะไม่ได้มาจากการปฏิรูปโครงสร้างราคา หรือลดภาระภาษี แต่เป็นการดึงเงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมาอุดหนุนส่วนต่าง ซึ่งปัจจุบันกองทุนนี้มียอดติดลบสะสมอยู่สูงกว่า 57,000 ล้านบาทแล้ว

ผลกระทบที่ซ่อนอยู่ภายใต้การตัดสินใจระยะสั้น

ปัญหาสำคัญคือการใช้เงินจากกองทุนที่อยู่ในสภาวะติดลบ ยิ่งเป็นการซ้ำเติมสถานะการเงินของกองทุนฯ กรณ์ชี้ลดราคาน้ำมันตามสั่งนายกฯ สุดท้ายคือหนี้ประชาชน โดยคุณกรณ์ได้อธิบายรายละเอียดที่น่าสนใจไว้ดังนี้:

  • การชดเชยน้ำมันดีเซลมีการใช้เงินกองทุนเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
  • การลดการเก็บเงินเข้ากองทุนสำหรับน้ำมันกลุ่มเบนซินและโซฮอล์ ส่งผลโดยตรงต่อรายได้ของกองทุนฯ
  • ภาระหนี้สินสะสมเหล่านี้ สุดท้ายก็จะกลายเป็นต้นทุนที่ประชาชนต้องร่วมกันแบกรับ ผ่านการจ่ายคืนในอนาคตเมื่อราคาน้ำมันโลกปรับตัวลงแล้วคนไทยไม่ได้ใช้น้ำมันราคาถูกทันที

แม้ว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน จะออกมาโต้ตอบและชี้แจงว่ามีการเจรจาดึงเงินส่วนเกินจากโรงกลั่นเข้ามาช่วยเสริมสภาพคล่องกองทุนได้เกือบ 10,000 ล้านบาท เพื่อไม่ให้กระทบต่อฐานะกองทุนมากเกินไป แต่คุณกรณ์ก็ยังตั้งคำถามว่า นี่เป็นเพียงการแก้ปัญหาที่หน้างานด้วยการใช้กฎหมายพิเศษอย่าง พรก. แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมัน พ.ศ. 2516 เท่านั้น

หากเราต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน สิ่งที่ประชาชนต้องการจริงๆ คือการปรับสูตรคำนวณราคาให้เป็นธรรม การจัดการโครงสร้างต้นทุนที่โปร่งใส และการเลิกพึ่งพาเครื่องมือระยะสั้นที่ไม่ตอบโจทย์เชิงโครงสร้าง ในฐานะผู้บริโภค เราคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า รัฐบาลจะมีแผนการปฏิรูปพลังงานที่ชัดเจนและเป็นธรรมมากกว่านี้เมื่อไหร่ เพราะการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอาจจะช่วยลดอุณหภูมิความร้อนแรงในช่วงนี้ได้ แต่ในระยะยาว ต้นทุนที่มองไม่เห็นเหล่านี้อาจกลายเป็นภาระหนักอึ้งในกระเป๋าของทุกคน

ที่มา – “กรณ์” ชี้ลดราคาน้ำมันตามสั่งนายกฯ สุดท้ายคือหนี้ที่ประชาชนต้องจ่ายคืนเอง มองแก้แค่หน้างาน

จับตา ศาลรัฐธรรมนูญ นัดชี้ชะตา ร่าง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท 9 ก.ค. นี้

เชื่อว่าตอนนี้หลายคนกำลังเกาะติดสถานการณ์สำคัญในแวดวงการเมืองไทย กับประเด็นที่ว่า จับตา ศาลรัฐธรรมนูญ นัดชี้ชะตา ร่าง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท 9 ก.ค. นี้ ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและกระเป๋าตังค์ของพวกเราทุกคนโดยตรงครับ โดยวันนี้เราจะมาสรุปประเด็นร้อนนี้ให้เข้าใจง่ายๆ แบบเป็นกันเองครับว่า มันเกิดอะไรขึ้นและทำไมเรื่องนี้ถึงต้องไปถึงมือศาล

จับตา ศาลรัฐธรรมนูญ นัดชี้ชะตา ร่าง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท 9 ก.ค. นี้

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่ฝ่ายค้านมองว่า การที่รัฐบาลออก พ.ร.ก. กู้เงินก้อนใหญ่นี้มานั้น เป็นการเลี่ยงกระบวนการงบประมาณปกติหรือไม่ ซึ่งอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 172 หรือเปล่า? งานนี้ทำเอาทั้งฝ่ายรัฐบาลและประชาชนต้องลุ้นระทึก เพราะคำวินิจฉัยในวันที่ 9 กรกฎาคมนี้ จะเป็นตัวกำหนดทิศทางว่าโครงการต่างๆ จะเดินหน้าต่อไปได้หรือไม่

ทำไมต้องกู้เงิน 4 แสนล้านบาท?

รัฐบาลยืนยันว่ามีความจำเป็นเร่งด่วน เนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อราคาพลังงานโลก ทำให้ต้นทุนการผลิตและราคาสินค้าในไทยพุ่งสูงขึ้น รัฐบาลจึงต้องรีบกู้เงินมาเพื่อแบ่งเป็น 2 ส่วนหลักๆ คือ:

  • บรรเทาผลกระทบเฉพาะหน้า (2 แสนล้านบาท): เน้นเยียวยาประชาชนผ่านโครงการไทยช่วยไทย พลัส, เติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และช่วยประคอง SME ไม่ให้ปิดตัว
  • ปรับโครงสร้างพลังงาน (2 แสนล้านบาท): เน้นลงทุนพลังงานสะอาด, สนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และพัฒนาทักษะแรงงานสีเขียว เพื่อความยั่งยืนในอนาคต

หาก จับตา ศาลรัฐธรรมนูญ นัดชี้ชะตา ร่าง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท 9 ก.ค. นี้ ออกมาในทิศทางที่ผ่านการเห็นชอบ กระทรวงการคลังก็จะเริ่มดำเนินงานตามแผนงานที่วางไว้ทันที โดยคาดว่าหนี้สาธารณะต่อ GDP จะอยู่ที่ประมาณ 69.88% ซึ่งรัฐบาลยืนยันว่ายังอยู่ในกรอบวินัยการเงินการคลังที่ตั้งไว้ครับ

สุดท้ายนี้ ไม่ว่าผลการวินิจฉัยจะออกมาเป็นอย่างไร สิ่งสำคัญที่สุดคือการจัดสรรงบประมาณให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนคนตัวเล็กตัวน้อยที่กำลังแบกรับภาระค่าครองชีพอยู่ ใครที่กำลังรอโครงการเหล่านี้อยู่ อย่าลืมติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดในวันที่ 9 กรกฎาคมนี้ แล้วเราจะมาอัปเดตสถานการณ์กันอีกครั้งครับ!

ที่มา – จับตา ศาลรัฐธรรมนูญ นัดชี้ชะตา ร่าง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท 9 ก.ค. นี้

กรณ์ ซัดรัฐบาล ออก พ.ร.บ.โอนงบฯ ทำตัวเป็นเด็กเล่นขายของ

กรณ์ ซัดรัฐบาล ออก พ.ร.บ.โอนงบฯ ทำตัวเป็นเด็กเล่นขายของ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสภาฯ เมื่อนายกรณ์ จาติกวณิช ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การบริหารจัดการงบประมาณของรัฐบาลอย่างดุเดือด โดยมองว่าการที่รัฐบาลตัดสินใจ กรณ์ ซัดรัฐบาล ออก พ.ร.บ.โอนงบฯ ทำตัวเป็นเด็กเล่นขายของ นั้น เป็นเรื่องที่น่าผิดหวังอย่างยิ่ง เพราะแทนที่จะเป็นการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจมหภาคอย่างจริงจัง กลับกลายเป็นการจัดสรรงบประมาณที่ไม่มีประสิทธิภาพและส่งผลกระทบต่อประชาชนน้อยมาก

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลเคยส่งสัญญาณว่าจะสามารถโอนงบประมาณได้สูงถึง 100,000 ล้านบาท เพื่อนำมาเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ แต่เมื่อเวลาผ่านไปกลับพบว่าเม็ดเงินเหล่านั้นถูกหั่นเหลือเพียง 10,300 ล้านบาท ซึ่งนายกรณ์มองว่ารัฐบาลปล่อยให้กระทรวงต่างๆ เร่งรีบเซ็นสัญญาจัดซื้อจัดจ้างจนงบประมาณถูกใช้ไปเกือบหมด ทำให้ พ.ร.บ. โอนงบประมาณฉบับนี้กลายเป็นเพียงสิ่งที่ไร้น้ำหนัก

เหตุผลเบื้องหลังการแก้เขินและแก้ต่างทางการเมือง

นายกรณ์ชี้ให้เห็นว่าการเดินหน้า กรณ์ ซัดรัฐบาล ออก พ.ร.บ.โอนงบฯ ทำตัวเป็นเด็กเล่นขายของ ในรูปแบบนี้ มีวัตถุประสงค์แอบแฝงอยู่ 2 ประการหลัก คือ:

  • แก้เขิน: รัฐบาลเคยประกาศต่อรัฐสภาว่าจะทำ หากไม่ดำเนินการก็จะถูกสังคมกดดัน
  • แก้ต่าง: เพื่อใช้เป็นข้ออ้างต่อศาลรัฐธรรมนูญให้เห็นว่าได้ใช้เม็ดเงินปกติเต็มที่แล้วก่อนจะไปออก พ.ร.ก. กู้เงิน

หลายฝ่ายต่างตั้งข้อสังเกตว่า ในช่วงวิกฤตโควิด-19 รัฐบาลในอดีตยังสามารถโอนงบประมาณได้มากกว่านี้หลายเท่าตัว การที่รัฐบาลชุดนี้ทำได้เพียง 10,300 ล้านบาท หรือคิดเป็นแค่ 0.2% ของงบประมาณทั้งหมด จึงเป็นคำถามตัวโตๆ ว่านี่คือความพยายามเต็มที่แล้วจริงหรือ? หรือเป็นเพียงการเปิดทางเพื่อนำไปสู่การกู้เงินจำนวนมหาศาลกันแน่

นอกจากนี้ นายกรณ์ยังได้กล่าวเตือนรัฐบาลว่า ในปัจจุบันสถานการณ์ทางเศรษฐกิจไม่ได้เลวร้ายถึงขั้นที่ต้องหาทางออกด้วยการกู้เงิน เพราะธนาคารแห่งประเทศไทยได้ปรับประมาณการ GDP สูงขึ้น และสถานะเงินทุนสำรองระหว่างประเทศก็อยู่ในเกณฑ์ดี การนำเงินจำนวน 10,300 ล้านบาทที่ได้มานั้นไปใช้แบบเร่งรีบโดยไม่มีแผนรองรับกรณีที่ไม่สามารถออก พ.ร.ก. กู้เงินได้ อาจจะทำให้รัฐบาลเสียโอกาสสำคัญที่ควรจะเก็บเงินก้อนนี้ไว้ใช้เพื่อประโยชน์ของประเทศในระยะยาว

ในฐานะประชาชน เราคงต้องจับตาดูคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 9 กรกฎาคมนี้ ว่าการที่ กรณ์ ซัดรัฐบาล ออก พ.ร.บ.โอนงบฯ ทำตัวเป็นเด็กเล่นขายของ นั้น จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นในการบริหารงานของรัฐบาลมากน้อยเพียงใด แต่ที่แน่ๆ การโปร่งใสและการจัดงบประมาณให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน คือสิ่งที่รัฐบาลควรให้ความสำคัญมากกว่าการเล่นเกมการเมือง

ที่มา – “กรณ์” ซัดรัฐบาล ออก พ.ร.บ.โอนงบฯ หั่นงบเหลือ 1 หมื่นล้าน ทำตัวเป็นเด็กเล่นขายของ

ปชป. เตือน พ.ร.ก.กู้เงิน พาชาติเสี่ยงติดหล่ม ซัดโรงกลั่นรวย

ปชป. เตือนรัฐออก พ.ร.ก.กู้เงิน พาชาติเสี่ยงติดหล่ม ซัดโรงกลั่นรวย บี้เก็บภาษีลาภลอย สถานการณ์วิกฤติพลังงานจากสงครามตะวันออกกลางทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูง รัฐบาลไทยกำลังเร่งออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาทเพื่อเยียวยาประชาชนและเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานใหม่ แต่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค และนายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้า ออกมาเตือนว่ามาตรการนี้เสี่ยงทำให้ชาติติดหล่มหนี้สิน แถมยังมีทางออกที่ดีกว่าที่ไม่ต้องกู้เงินเพิ่ม

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แถลงข่าวเตือน พ.ร.ก.กู้เงิน

เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2567 นายอภิสิทธิ์ ในฐานะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ แถลงข่าวที่พรรคปชป. ระบุว่า เศรษฐกิจไทยยังไม่วิกฤติรุนแรง GDP เติบโต 1.5% ดัชนีอุตสาหกรรมเพิ่ม 0.8% และมูดี้ส์ปรับมุมมองดีขึ้น ธปท. ก็ยืนยันเศรษฐกิจหลังสงคราม 1 เดือนยังมั่นคง การออก พ.ร.ก.กู้เงินจึงไม่จำเป็นเร่งด่วน และขัดกรอบวินัยการเงินการคลัง

ปชป. เตือนรัฐออก พ.ร.ก.กู้เงิน พาชาติเสี่ยงติดหล่ม ซัดโรงกลั่นรวย บี้เก็บภาษีลาภลอย เพราะหากกู้ 4 แสนล้านแล้วเอา 2 แสนล้านไปโครงการคนละครึ่งหรือไทยช่วยไทยใน 4 เดือน ถ้าวิกฤติยืดเยื้อหรือเงินเฟ้อพุ่ง จะทำอย่างไรต่อ? หนี้สาธารณะใกล้เพดานแล้ว การกู้เพิ่มจะซ้ำเติมความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะแรงกดดันราคาสินค้าอุปโภคบริโภค

ปชป. เตือนรัฐออก พ.ร.ก.กู้เงิน พาชาติเสี่ยงติดหล่ม ซัดโรงกลั่นรวย บี้เก็บภาษีลาภลอย

ปชป. เสนอทางออก 4 ทางที่ถูกกฎหมาย ชอบรัฐธรรมนูญ และหลักเศรษฐศาสตร์

  • ลดหรือยกเว้นภาษีสรรพสามิตน้ำมัน: น้ำมันดีเซลเหลือ 33 บาท/ลิตร ลดต้นทุนผลิตและขนส่งสินค้า ใช้เงินแค่ 1 ใน 3 ของแผนกู้ 4 เดือน ของถูกลงทั้งระบบ
  • เก็บภาษีลาภลอยจากโรงกลั่น: ราคาน้ำมันลดเหลือ 30 บาท/ลิตร รายได้รัฐเพิ่ม เศรษฐกิจมั่นคง โรงกลั่นกำไรโชกจากราคาน้ำมันแพง
  • เปลี่ยนผ่านพลังงานด้วยไบโอดีเซล B20 B50: สนับสนุนน้ำมันปาล์ม ชาวสวนปาล์มได้ประโยชน์ ลดพึ่งพาน้ำมันดีเซลนำเข้า ปรับเครื่องยนต์ยานยนต์ในประเทศ สร้างมูลค่าในไทยมากกว่าสนับสนุน EV หรือโซลาร์รูฟที่ยังพึ่งต่างชาติ
  • ออก พ.ร.บ.โอนงบค้างท่อ: นำเงินเก่าเติมบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แก้ปัญหาได้ทันทีโดยไม่ต้องกู้ใหม่
นายกรณ์ จาติกวณิช พูดถึงกำไรโรงกลั่น

กรณ์ ซัดโรงกลั่นรวย บี้เก็บภาษีลาภลอยทันที

นายกรณ์ ชี้ผลประกอบการไทยออยล์ไตรมาส 1/2567 กำไร 19,481 ล้านบาท เพิ่ม 456% จากปีก่อน สูงกว่ากำไรทั้งปี 2566 ถึง 30% จาก 3 สาเหตุหลัก

  • ปล่อยกักตุนน้ำมันก่อนสงคราม ไม่ตรวจสต็อก แล้วขายแพงหลังสงคราม
  • ค่าการกลั่นพุ่ง 16-17 บาท/ลิตร
  • ราคาน้ำมันโลกสูง สร้างกำไรลาภลอย ขณะประชาชนเดือดร้อน
กราฟกำไรไทยออยล์ไตรมาสแรก

รัฐบาลแก้ต้นตอไม่ได้ แต่ใช้เป็นข้ออ้างกู้เงิน รูปแบบกำหนดราคาน้ำมันยังอิงสิงคโปร์ ไม่ปรับใหม่ ลดภาษีสรรพสามิตทำง่ายแต่ไม่ทำ ปชป. ย้ำต้องแก้ที่ต้นเหตุ ลดราคาน้ำมันจริง ไม่ใช่เยียวยาชั่วคราวที่เสี่ยงรั่วไหลเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง

การตัดสินใจนโยบายการเงินต้องรอบคอบ เพื่อไม่ให้เพิ่มหนี้สินให้ลูกหลาน สร้างความมั่นคงเศรษฐกิจระยะยาว คุณเห็นด้วยกับข้อเสนอปชป. หรือไม่? คอมเมนต์แสดงความเห็นด้านล่าง และแชร์บทความเพื่อกระจายข้อมูลให้กว้างขึ้น!

ที่มา – ปชป. เตือนรัฐออก พ.ร.ก.กู้เงิน พาชาติเสี่ยงติดหล่ม ซัดโรงกลั่นรวย บี้เก็บภาษีลาภลอย

กรณ์ย้ำไม่เร่งด่วน พรก.กู้ 4 แสนล้าน

สวัสดีเพื่อนๆ ชาวข่าวการเมืองทุกคน! วันนี้เรามาคุยกันแบบเป็นกันเองเรื่องร้อนๆ ในวงการรัฐสภาเลยนะครับ นั่นคือ “กรณ์” ย้ำไม่เร่งด่วน ฝ่ายค้าน แท็กทีมยื่นร้อง พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้าน 11-12 พ.ค. นี้ นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจนว่าพรรคฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาชนและประชาธิปัตย์ รวมพลังแท็กทีมยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอตีความว่าพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เงินกู้ 4 แสนล้านบาทของรัฐบาล ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 172 หรือไม่ โดยจะยื่นผ่านประธานสภาในวันที่ 11-12 พฤษภาคมนี้เลย!

“กรณ์” ย้ำไม่เร่งด่วน ฝ่ายค้าน แท็กทีมยื่นร้อง พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้าน 11-12 พ.ค. นี้

ที่พรรคประชาธิปัตย์เมื่อเช้าวันที่ 8 พ.ค. 2569 นายกรณ์ได้ให้สัมภาษณ์อย่างละเอียด โดยยืนยันว่าพร้อมยื่นคำร้องแล้ว และประสานพรรคก้าวไกลให้ร่วมลงชื่อด้วย (รอเคาะมติ) คาดว่าประธานสภา ‘โสภณ ซารัมย์’ จะส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญภายใน 2-3 วัน ทันก่อนสภาฯ พิจารณาพ.ร.ก.ในสัปดาห์หน้าแน่นอนครับ สิ่งสำคัญคือ รัฐบาลต้องหยุดพิจารณา รอคำวินิจฉัยศาล ไม่เกิน 60 วัน ตามกฎหมาย ถ้ามั่นใจว่าถูกต้อง ก็ไม่มีอะไรต้องกลัวการตรวจสอบ!

กรณ์ จาติกวณิช พูดถึง พ.ร.ก.เงินกู้

เหตุผลหลักที่ “กรณ์” ย้ำไม่เร่งด่วน พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้าน

นายกรณ์ชี้แจงร่างคำร้องของพรรคประชาชนว่ามีประเด็นกังวลชัดเจน โดยเหตุผลรัฐบาลอ้างไม่ใช่ ‘วิกฤติเร่งด่วนหลีกเลี่ยงไม่ได้’ ตามมาตรา 172 ที่กำหนดให้ พ.ร.ก. ต้องแก้ปัญหาความมั่นคงเศรษฐกิจทันทีเท่านั้น ลองมาดูกันครับ:

  • วิกฤติพลังงาน-ราคาน้ำมันแพง: แก้ได้ด้วยลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน หรือปรับสูตรคำนวณราคา ไม่ต้องกู้ใหญ่!
  • โครงการคนละครึ่ง-ไทยช่วยไทย (1 มิ.ย.): ใช้วงเงินโอนงบประมาณปี 2569 กว่า 4.4 หมื่นล้านบาท ออก พ.ร.บ. โอนงบได้เลย ไม่ต้อง พ.ร.ก. ถ้าช้าเพราะยื่นศาล รัฐบาลจัดการเองได้
  • เปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาด (โซลาร์เซลล์): นายภราดร ปริศนานันทกุล รมช.ประจำสนช. ยอมรับในสภาวันที่ 7 พ.ค. ว่าจะกู้ 2 ก้อน ปี 2569 กู้ 2 แสนล้าน ปี 2570 อีก 2 แสน! นี่แหละจับได้คาหนังคาเขาว่าไม่เร่งด่วน เพราะกู้ปีหน้าก็ได้ กำหนดใน พ.ร.บ.งบ 2570 ดีกว่า

กรณ์ย้ำชัด ‘ผมไม่คัดค้านโครงการ แต่กังวลวินัยการเงินการคลัง ถ้ากู้เกินจำเป็น เศรษฐกิจชาติเดือดร้อน ประชาชน遭กระทบอนาคต’ มั่นใจศาลรับคำร้องเพราะขัดมาตรา 172 ชัดเจน ถ้าตีตก รัฐบาลต้องรับผิดชอบทางการเมือง ‘ต้องถามรัฐเอง’

น่าสนใจที่ต้นตอ พ.ร.ก. มาจากนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ ฝั่งกฎหมาย แต่ปลัดคลังกลับบอก ‘ไม่รู้เรื่อง ไม่เห็นจำเป็น’ เพียง 3 สัปดาห์ก่อน! วันนั้นไม่จำเป็น วันนี้เร่งทำไม? นี่คือเหตุผลที่เราต้องมีกฎหมายกำกับ ไม่ให้รัฐบาลใช้เงินสุ่มสี่สุ่มห้า มิฉะนั้นสถานะการคลังพังได้จริงๆ

ประเด็นนี้สะท้อนปัญหาการเงินรัฐบาลไทยมานาน การออก พ.ร.ก.กู้เงินต้องรัดกุม เพราะกระทบหนี้สาธารณะ ดอกเบี้ยพุ่ง เศรษฐกิจชะงัก ในอดีตเคยมี พ.ร.ก. ถูกศาลตีตกมาแล้วหลายครั้ง เพื่อปกป้องประชาชน ฝ่ายค้านทำหน้าที่ตรวจสอบถูกต้องแล้วครับ

สุดท้าย “กรณ์” ย้ำไม่เร่งด่วน ฝ่ายค้าน แท็กทีมยื่นร้อง พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้าน 11-12 พ.ค. นี้ เป็นการป้องกันไม่ให้ข้ามเส้นวินัยการคลัง สร้างความมั่นคงเศรษฐกิจยั่งยืน คุณคิดยังไงกับเรื่องนี้? รัฐบาลควรรับผิดชอบยังไงถ้าศาลตีตก? มาคุยกันในคอมเมนต์เลยนะครับ ติดตามอัปเดตข่าวการเมืองเพิ่มเติมที่นี่!

ที่มา – “กรณ์” ย้ำไม่เร่งด่วน ฝ่ายค้าน แท็กทีมยื่นร้อง พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้าน 11-12 พ.ค. นี้

Scroll to top