กรมสรรพสามิต

รัฐบาลโชว์ผลงาน 10 เดือน ปราบสินค้าเถื่อน 32,812 คดี

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวเกี่ยวกับมาตรการเข้มงวดของภาครัฐในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะเรื่องการจัดการกับสินค้าหนีภาษี ซึ่งล่าสุดมีรายงานสรุปผลงานที่น่าสนใจมาก เมื่อ รัฐบาลโชว์ผลงาน 10 เดือน ปราบสินค้าเถื่อน 32,812 คดี พบคดียาสูบกระทำผิดมากสุด ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงการทำงานอย่างหนักของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับระบบเศรษฐกิจและผู้ประกอบการที่ทำถูกต้องตามกฎหมายครับ

รัฐบาลโชว์ผลงาน 10 เดือน ปราบสินค้าเถื่อน 32,812 คดี พบคดียาสูบกระทำผิดมากสุด

จากการเปิดเผยข้อมูลโดยรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พบว่าในช่วงปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ที่ผ่านมา รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจต่อปัญหาการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมายสรรพสามิต โดยมีการบูรณาการร่วมกับกรมสรรพสามิตและหน่วยงานความมั่นคงเพื่อกวาดล้างขบวนการเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง ผลลัพธ์จากการปฏิบัติการตลอด 10 เดือนเต็ม ทำให้สามารถจับกุมคดีได้ถึง 32,812 คดี คิดเป็นค่าปรับมหาศาลกว่า 901.82 ล้านบาทเลยทีเดียวครับ

ทำไมคดียาสูบถึงครองแชมป์สินค้าเถื่อน?

หนึ่งในประเด็นที่น่าจับตาจากรายงาน รัฐบาลโชว์ผลงาน 10 เดือน ปราบสินค้าเถื่อน 32,812 คดี พบคดียาสูบกระทำผิดมากสุด ก็คือเรื่องของบุหรี่เถื่อนครับ ข้อมูลระบุว่าคดียาสูบมีจำนวนสูงถึง 20,160 คดี หรือคิดเป็นกว่าร้อยละ 61 ของคดีทั้งหมดที่จับกุมได้ สาเหตุหลักน่าจะเป็นเพราะส่วนต่างของราคาสินค้าหนีภาษีกับสินค้าที่เสียภาษีถูกต้องมีความแตกต่างกันมาก ทำให้เกิดแรงจูงใจในการลักลอบนำเข้าเพื่อทำกำไร ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ของรัฐและผู้ค้ารายย่อยที่ทำธุรกิจสุจริต

  • การบูรณาการข้อมูล: ใช้การข่าวเชิงลึกเพื่อสกัดกั้นก่อนสินค้าถึงมือผู้บริโภค
  • การปฏิบัติการเชิงรุก: ลงพื้นที่ตรวจสอบทั่วประเทศไม่เว้นวันหยุด
  • การยกระดับความเข้มงวด: เพิ่มโทษและมาตรการตรวจสอบให้รัดกุมยิ่งขึ้น

ความสำเร็จจากการที่ รัฐบาลโชว์ผลงาน 10 เดือน ปราบสินค้าเถื่อน 32,812 คดี พบคดียาสูบกระทำผิดมากสุด ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของตัวเลขการจับกุม แต่เป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่าภาครัฐเอาจริงกับการปราบปรามสินค้าหนีภาษีทุกรูปแบบ เพื่อคืนความเป็นธรรมให้กับตลาดและปกป้องเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว หวังว่าการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มข้นขึ้นนี้จะช่วยลดจำนวนสินค้าผิดกฎหมายในบ้านเราให้เบาบางลงได้ในอนาคตครับ

ที่มา – รัฐบาลโชว์ผลงาน 10 เดือน ปราบสินค้าเถื่อน 32,812 คดี พบคดียาสูบกระทำผิดมากสุด

เอกนิติ สั่งสรรพสามิต รื้อภาษีรถ ดูแลค่ายรถตั้งโรงงานในไทย

เชื่อว่าเพื่อนๆ ที่ติดตามข่าววงการยานยนต์คงตื่นเต้นไม่น้อย กับความเคลื่อนไหวล่าสุดจากฝั่งกระทรวงการคลัง เมื่อนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ออกมาประกาศชัดเจนว่ากำลังเร่งเครื่องสั่งกรมสรรพสามิตให้ทำเรื่อง เอกนิติ สั่งสรรพสามิต รื้อภาษีรถ ดูแลค่ายรถตั้งโรงงานในไทย ลดความเหลื่อมล้ำรถนำเข้า FTA เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ผลิตรถยนต์ในประเทศของเราครับ

เอกนิติ สั่งสรรพสามิต รื้อภาษีรถ ดูแลค่ายรถตั้งโรงงานในไทย ลดความเหลื่อมล้ำรถนำเข้า FTA อย่างจริงจัง

ปัญหาที่ผ่านมาคือ ผู้ผลิตรถยนต์ที่มาตั้งโรงงานในไทย ทั้งรถยนต์สันดาป รถไฮบริด ไปจนถึงรถยนต์ไฟฟ้า (EV) มักจะเจอกับความเสียเปรียบเมื่อเทียบกับรถยนต์นำเข้าจากประเทศที่มีข้อตกลง FTA ซึ่งทำให้เสียภาษีนำเข้าในอัตราที่ต่ำมาก การที่ เอกนิติ สั่งสรรพสามิต รื้อภาษีรถ ดูแลค่ายรถตั้งโรงงานในไทย ลดความเหลื่อมล้ำรถนำเข้า FTA จึงเป็นเหมือนการเปิดโอกาสให้คนที่ตั้งใจมาลงทุน สร้างงาน และใช้ชิ้นส่วนในประเทศได้รับสิทธิประโยชน์ที่คุ้มค่ากว่า

หลักการใหม่: ยิ่งใช้ชิ้นส่วนในไทย ยิ่งได้ภาษีที่ถูกลง

แนวทางของกระทรวงการคลังในครั้งนี้มีความน่าสนใจมาก โดยมีหลักการเบื้องต้นดังนี้ครับ:

  • เน้นผู้ประกอบการที่ลงทุนสร้างโรงงานและจ้างแรงงานคนไทย
  • สนับสนุนทั้งรถ ICE, Hybrid และ EV ไม่จำกัดแค่เทคโนโลยีเดียว
  • ใช้ภาษีสรรพสามิตเป็นตัวปรับสมดุลแทนการพึ่งพาภาษีศุลกากรเพียงอย่างเดียว
  • ผู้ที่ไม่ได้ตั้งฐานผลิตในไทย อาจต้องเจอกับโครงสร้างภาษีที่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงมากขึ้น

การที่ เอกนิติ สั่งสรรพสามิต รื้อภาษีรถ ดูแลค่ายรถตั้งโรงงานในไทย ลดความเหลื่อมล้ำรถนำเข้า FTA ในครั้งนี้ ไม่ได้มุ่งเป้าไปที่การทำลายข้อตกลงระหว่างประเทศ แต่เป็นการสร้างกติกาที่ทำให้คนทำธุรกิจในบ้านเราสามารถแข่งกับรถนำเข้าได้อย่างสมน้ำสมเนื้อมากขึ้น ซึ่งในระยะยาวจะช่วยให้ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของไทยแข็งแกร่งขึ้นอย่างแน่นอน

หากถามความเห็นส่วนตัว ผมมองว่านี่คือทิศทางที่ถูกต้องครับ การดึงดูดเม็ดเงินลงทุนเข้าประเทศ ไม่ใช่แค่เรื่องของการขายรถได้เยอะ แต่คือการสร้างระบบนิเวศยานยนต์ที่ยั่งยืน การที่รัฐบาลยื่นมือเข้ามาปรับจูนให้เกิดความเป็นธรรม จะช่วยให้ไทยยังคงเป็นฐานการผลิตยานยนต์อันดับต้นๆ ของภูมิภาคต่อไปได้

เราคงต้องรอดูกันต่อไปว่ารายละเอียดของภาษีใหม่จะออกมาในทิศทางไหน แต่เชื่อว่าข่าวนี้จะสร้างความมั่นใจให้กับค่ายรถที่ตัดสินใจลงทุนในไทยได้อย่างมหาศาลครับ

ที่มา – เอกนิติ สั่งสรรพสามิต รื้อภาษีรถ ดูแลค่ายรถตั้งโรงงานในไทย ลดความเหลื่อมล้ำรถนำเข้า FTA

1 ชุมชน 1 สรรพสามิต Champion ขับเคลื่อนสุราชุมชน-คราฟท์เบียร์ไทย สู่ความยั่งยืน

ถ้าคุณเป็นสายดริงก์ที่ชื่นชอบรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ของไทย ต้องห้ามพลาดกับเรื่องราวดีๆ ที่ทางกรมสรรพสามิตได้จัดกิจกรรมเพื่อยกระดับผู้ประกอบการในโครงการ 1 ชุมชน 1 สรรพสามิต Champion ขับเคลื่อนสุราชุมชน-คราฟท์เบียร์ไทย สู่ความยั่งยืน ซึ่งถือเป็นการเปิดศักราชใหม่ให้วงการเครื่องดื่มท้องถิ่นไทยได้มีพื้นที่แสดงฝีมือและก้าวเข้าสู่มาตรฐานระดับสากลอย่างเต็มภาคภูมิ

1 ชุมชน 1 สรรพสามิต Champion ขับเคลื่อนสุราชุมชน-คราฟท์เบียร์ไทย สู่ความยั่งยืน

กิจกรรมนี้จัดขึ้นเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจฐานราก โดยเน้นการพัฒนากระบวนการผลิตให้ได้มาตรฐาน ESG ที่ใส่ใจทั้งสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ซึ่งผู้ชนะเลิศอย่าง “วิสาหกิจชุมชน สุราสักทองแพร่” คือตัวอย่างที่ชัดเจนว่าการรวมพลังของชุมชนสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มมหาศาลให้กับวัตถุดิบในท้องถิ่นได้อย่างยอดเยี่ยม

เบื้องหลังความสำเร็จของ 1 ชุมชน 1 สรรพสามิต Champion ขับเคลื่อนสุราชุมชน-คราฟท์เบียร์ไทย สู่ความยั่งยืน

ย้อนกลับไปดูเรื่องราวของ “สุราสักทองแพร่” จากตำบลสะเอียบ จังหวัดแพร่ ที่สืบทอดภูมิปัญญากว่า 200 ปี จากการเป็นเหล้าเถื่อนที่ต้องแอบซ่อนในป่าสักทอง จนวันนี้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ถูกกฎหมายและได้รับรางวัลสูงสุด นับเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้กับผู้ผลิตรายอื่นๆ ทั่วไทยให้เห็นว่าคุณภาพและการพัฒนาที่ถูกต้องตามกฎหมายจะนำพาธุรกิจไปสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืน

ในการประกวดปีนี้ มีผู้ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศถึง 16 ราย ซึ่งแต่ละแห่งต่างงัดเอาอัตลักษณ์ท้องถิ่นออกมานำเสนอผ่านรสชาติของสุรากลั่น สุราแช่ และคราฟท์เบียร์ โดยมีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายวงการมาร่วมตัดสิน ไม่ว่าจะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านมิกโซโลจีหรือด้านห่วงโซ่คุณค่า ทำให้รางวัลที่ได้มีความน่าเชื่อถือและเป็นเครื่องหมายการันตีคุณภาพได้อย่างดีเยี่ยม

การที่กรมสรรพสามิตให้ความสำคัญกับโครงการ 1 ชุมชน 1 สรรพสามิต Champion ขับเคลื่อนสุราชุมชน-คราฟท์เบียร์ไทย สู่ความยั่งยืน ไม่เพียงแต่เป็นการช่วยเรื่องการตลาด แต่ยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เพราะสุราชุมชนแต่ละแห่งเปรียบเสมือนตัวแทนของท้องถิ่นที่บอกเล่าเรื่องราวผ่านรสสัมผัส

สรุปแล้ว การสนับสนุนผู้ประกอบการท้องถิ่นให้เข้าถึงมาตรฐานสากลคือหัวใจสำคัญของการเติบโตในระยะยาว หากเราช่วยกันสนับสนุนสินค้าเหล่านี้ นอกจากจะได้ของดีมีคุณภาพแล้ว ยังเป็นการกระจายรายได้กลับสู่ชุมชนทั่วไทยอย่างแท้จริง มาร่วมกันเป็นแรงเชียร์ให้กับผู้ประกอบการไทยให้ก้าวไกลไปถึงตลาดโลกกันครับ

ที่มา – 1 ชุมชน 1 สรรพสามิต Champion ขับเคลื่อนสุราชุมชน-คราฟท์เบียร์ไทย สู่ความยั่งยืน

ลุยปราบสินค้าผิดกฎหมายสรรพสามิตต่อเนื่อง จับคดีบุหรี่เถื่อน

ช่วงนี้รัฐบาลได้เดินหน้ายกระดับการทำงานอย่างเข้มข้นเลยครับ โดยเฉพาะเรื่องการเฝ้าระวังและลุยปราบสินค้าผิดกฎหมายสรรพสามิตต่อเนื่อง เพื่อจัดระเบียบให้เกิดความเท่าเทียมในระบบภาษี ซึ่งจากการติดตามผลการดำเนินงานล่าสุด ต้องบอกว่าคดีที่พบการกระทำผิดบ่อยที่สุดก็คือบรรดาของหนีภาษี โดยพบว่าปริมาณการจับกุมคดี “บุหรี่เถื่อน” ยังคงครองแชมป์อันดับหนึ่งแบบทิ้งห่างคดีอื่นๆ เลยทีเดียว

ลุยปราบสินค้าผิดกฎหมายสรรพสามิตต่อเนื่อง

หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมสถานการณ์การลักลอบนำเข้าสินค้าจำพวกยาสูบถึงยังระบาดหนักอยู่ คำตอบก็คือเครือข่ายขบวนการเหล่านี้มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้นครับ มีการใช้พื้นที่ชายแดนและเส้นทางธรรมชาติในการลำเลียงสินค้า รวมถึงมีการเปลี่ยนมาใช้บ้านพักหรือโกดังกระจายสินค้าแบบรายย่อย เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่ ซึ่งทำให้การทำงานของรัฐบาลต้องบูรณาการกันหลายหน่วยงาน เพื่อที่จะลุยปราบสินค้าผิดกฎหมายสรรพสามิตต่อเนื่องให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม

สถิติการจับกุมและบุหรี่เถื่อน

หากดูจากตัวเลขในรอบ 9 เดือนของปีงบประมาณ 2569 (ตุลาคม 2568 – มิถุนายน 2569) กรมสรรพสามิตสามารถจับกุมได้ถึง 29,411 คดี และมีมูลค่าค่าปรับรวมกว่า 4.2 พันล้านบาท โดยเฉพาะในเดือนมิถุนายนเพียงเดือนเดียว ก็มีการจับกุมไปถึง 3,104 คดี ซึ่งแบ่งได้เป็นสัดส่วนที่น่าสนใจดังนี้:

  • คดียาสูบเป็นอันดับ 1 กว่า 1,993 คดี (คิดเป็น 64% ของคดีทั้งหมดในเดือนนั้น)
  • พื้นที่ภาคใต้และแนวชายแดนยังคงเป็นจุดเฝ้าระวังสูงสุด
  • พฤติกรรมการกระจายสินค้าเริ่มมีระบบและมีการแบ่งจุดพักของเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบแบบยกชุด

ด้วยเหตุนี้ ทางรัฐบาลจึงได้เน้นย้ำว่า การปฏิบัติการในระยะต่อไปจะไม่มีความผ่อนปรน โดยใช้ทั้งข้อมูลการข่าวและการสนธิกำลังร่วมกัน ทั้งหน่วยงานความมั่นคง กรมศุลกากร และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อสกัดกั้นตั้งแต่ต้นทางไปจนถึงปลายทาง ซึ่งจะช่วยปกป้องผู้ประกอบการที่ทำถูกต้องตามกฎหมาย และรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศให้มีความเป็นธรรมที่สุด

ในมุมมองของผม การที่ภาครัฐหันมาจริงจังกับเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องดีมากครับ เพราะนอกจากจะเก็บภาษีได้ครบถ้วนแล้ว ยังถือเป็นการคัดกรองสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานออกไปจากตลาด ซึ่งถือเป็นความปลอดภัยของผู้บริโภคส่วนหนึ่งด้วย เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่ามาตรการที่เข้มงวดขึ้นนี้ จะสามารถลดจำนวนสินค้าเถื่อนลงได้มากน้อยเพียงใด แต่เชื่อว่าหากเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายร่วมมือกันได้ดีแบบนี้ ขบวนการทำผิดกฎหมายย่อมทำงานได้ยากขึ้นแน่นอน

ที่มา – ลุยปราบสินค้าผิดกฎหมายสรรพสามิตต่อเนื่อง จับคดี “บุหรี่เถื่อน” มากที่สุด

ล่ม! คลังยกเลิก โครงการรถเก่าแลกใหม่ ติดปัญหาจัดการซาก

หลายคนคงกำลังตั้งตารอคอยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการเปลี่ยนมาใช้รถยนต์พลังงานสะอาด กับข่าวคราวของ โครงการรถเก่าแลกใหม่ ที่เคยเป็นกระแสฮือฮา แต่ล่าสุดดูเหมือนความหวังนี้จะต้องพับเก็บไปก่อน เมื่อกระทรวงการคลังได้ออกมาประกาศชัดเจนว่า ไม่สามารถดำเนินโครงการนี้ต่อได้เนื่องจากติดปัญหาในหลายด้าน โดยเฉพาะเรื่องการตีราคารถและการบริหารจัดการซากรถที่ซับซ้อนเกินกว่าที่ภาครัฐจะแบกรับ

ล่ม! คลังยกเลิก โครงการรถเก่าแลกใหม่ ติดปัญหาตีราคารถ วิธีกำจัดการซากรถ

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ได้ให้ข้อมูลที่ชัดเจนว่าสาเหตุที่ โครงการรถเก่าแลกใหม่ ต้องยุติลง เพราะกระทรวงมองว่ารัฐบาลไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะเข้าไปแบกรับภาระในการจัดการรถเก่าทั่วประเทศ ซึ่งนับเป็นจำนวนมหาศาล ทั้งในแง่ของกระบวนการทำลายซากตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อม และปัญหาโลกแตกอย่างการตีราคารถใช้แล้วที่จะนำมาแลกเปลี่ยน ซึ่งแต่ละคันมีสภาพและความเสื่อมโทรมที่แตกต่างกันไป

ทำไมภาครัฐถึงไม่เดินหน้า โครงการรถเก่าแลกใหม่ ต่อ?

  • ปัญหาการประเมินมูลค่ารถยนต์มือสองที่มีความแตกต่างกันสูง
  • ความยากลำบากในการบริหารจัดการซากรถให้เป็นไปตามมาตรฐานการกำจัดขยะอุตสาหกรรม
  • ภาระงบประมาณและบุคลากรที่ต้องใช้ในการจัดการรถทั่วประเทศ
  • ความร่วมมือจากค่ายรถยนต์ที่เป็นหัวใจสำคัญในการรับซื้อรถเก่าคืน

หัวใจสำคัญที่กระทรวงการคลังเน้นย้ำคือ โครงการรถเก่าแลกใหม่ จะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อผู้ประกอบการหรือค่ายรถยนต์ต่างๆ ยอมเข้ามารับผิดชอบบริหารจัดการรถเก่าด้วยตนเองเพื่อแลกกับการขายรถใหม่ แต่ในความเป็นจริง การที่ค่ายรถจะเข้ามาแบกรับภาระนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่และมีความเสี่ยงสูง ทำให้โครงการไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ในรูปแบบเดิมที่รัฐบาลหวังไว้

อย่างไรก็ตาม นี่อาจไม่ใช่จุดจบของนโยบายเปลี่ยนผ่านพลังงานเสียทีเดียว เพราะกรมสรรพสามิตกำลังเร่งศึกษามาตรการใหม่ๆ เพื่อมาทดแทน ซึ่งคาดว่าจะเน้นความคล่องตัวและทำได้จริงมากกว่าเดิม โดยมุ่งเน้นไปที่เป้าหมายหลักคือการลดมลพิษและส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ให้เติบโตอย่างยั่งยืน

สำหรับใครที่วางแผนจะเปลี่ยนรถ ก็ต้องติดตามกันต่อไปว่าสิทธิประโยชน์ใหม่ที่จะออกมาจากกรมสรรพสามิตจะเป็นอย่างไร ส่วนใครที่มีรถเก่าและต้องการกำจัดทิ้ง การเลือกส่งออกหรือเข้าสู่กระบวนการทำลายซากอย่างถูกต้องตามช่องทางของเอกชนยังคงเป็นทางออกที่เหมาะสมที่สุดในตอนนี้ครับ

ที่มา – ล่ม! คลังยกเลิก “โครงการรถเก่าแลกใหม่” ติดปัญหาตีราคารถ วิธีกำจัดการซากรถ

ดีเดย์ 11 พ.ค. หิ้วไวน์ จ่ายภาษีล่วงหน้า Wine Fast Track

สวัสดีครับเพื่อนๆ สายเที่ยวสายช้อปปิ้งต่างประเทศ โดยเฉพาะคนที่ชอบหิ้วไวน์กลับบ้าน ตอนนี้มีข่าวดีมาบอก! ดีเดย์ 11 พ.ค. หิ้วไวน์เข้าประเทศ สำแดงจ่ายภาษีล่วงหน้าง่ายๆ ผ่าน Wine Fast Track แล้วนะครับ กรมสรรพสามิตเปิดระบบใหม่สุดสะดวก ช่วยให้การนำไวน์เข้าไทยไม่ต้องลุ้นยาวๆ อีกต่อไป ไม่ว่าจะหิ้วมาเกิน 1 ลิตร ก็จัดการได้รวดเร็วผ่านเว็บหรือแอปมือถือ

นายพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า เริ่ม 11 พฤษภาคม 2569 ระบบ Wine Fast Track จะใช้งานได้ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและดอนเมืองโดยเฉพาะสำหรับสุราแช่ชนิดไวน์ ใครที่ชอบสะสมไวน์จากต่างประเทศ ไม่ต้องกังวลเรื่องขั้นตอนยุ่งยากอีกแล้ว

ดีเดย์ 11 พ.ค. หิ้วไวน์เข้าประเทศ สำแดงจ่ายภาษีล่วงหน้าง่ายๆ ผ่าน Wine Fast Track

ดีเดย์ 11 พ.ค. หิ้วไวน์เข้าประเทศ สำแดงจ่ายภาษีล่วงหน้าง่ายๆ ผ่าน Wine Fast Track

ระบบนี้ช่วยให้ผู้โดยสารแจ้งข้อมูลนำเข้าสุราไวน์และคำนวณภาษีล่วงหน้าได้เลย ก่อนถึงช่องตรวจคนเข้าเมือง ตรวจสอบมูลค่าสินค้า ภาษีสรรพสามิต อากรศุลกากร ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีท้องถิ่น และกองทุนต่างๆ ได้ครบจบในที่เดียว สุดยอดไปเลยใช่มั้ยล่ะ!

เช็กเงื่อนไข หิ้วไวน์เข้าไทยแบบไหนต้องเสียภาษี

ตามกฎหมาย ผู้โดยสารที่หิ้วไวน์เข้าประเทศต้องรู้เงื่อนไขให้ชัดเจน:

  • ไม่เกิน 1 ลิตร: ยกเว้นภาษีทั้งหมด เดินตรงช่องเขียว (Nothing to declare) ได้เลย สบายมาก
  • เกิน 1 ลิตร แต่ไม่เกิน 10 ลิตร: ต้องไปช่องแดง (Goods to declare) ชำระภาษี แล้วรับแสตมป์สรรพสามิตไปปิดขวดไวน์

เกิน 10 ลิตร ถือเป็นนำเข้าทั่วไป ต้องทำเอกสารเพิ่มเติมนะครับ

เงื่อนไขหิ้วไวน์เข้าประเทศ ดีเดย์ 11 พ.ค. ผ่าน Wine Fast Track

วิธีใช้ระบบ Wine Fast Track 步บายง่ายๆ

1. เข้าเว็บ https://winefasttrack.excise.go.th หรือ www.excise.go.th

2. ดาวน์โหลดแอป Wine Fast Track บน Android (iOS มาเร็วๆ นี้)

3. กรอกข้อมูลไวน์ มูลค่า ปริมาณ ระบบคำนวณภาษีให้อัตโนมัติ

4. ยืนยันรายการ จ่ายภาษีล่วงหน้า

5. พิมพ์หรือแสดง QR code ไปช่องแดง เจ้าหน้าที่เช็คแล้วให้แสตมป์ปิดขวดเสร็จ!

วิธีใช้ Wine Fast Track หิ้วไวน์เข้าประเทศ จ่ายภาษีล่วงหน้า

ระบบนี้ลดเวลารอคอย ลดความผิดพลาด และโปร่งใสสุดๆ กรมสรรพสามิตบอกว่าจะพัฒนาต่อเนื่อง เพื่อบริการดิจิทัลที่ตอบโจทย์ประชาชนและผู้ประกอบการ

สำหรับสายหิ้วไวน์ตัวยงอย่างเราๆ นี่คือข่าวดีใหญ่เลยครับ ลองนึกภาพสิ จากที่เคยยืนต่อคิวยาว ตอนนี้จัดการล่วงหน้าได้ก่อนลงเครื่อง แถมคำนวณภาษีถูกต้อง ไม่ต้องกลัวปรับเพิ่ม ช่วยประหยัดเวลาให้ไปกินข้าวหรือพักผ่อนได้เลย

นอกจากนี้ ระบบยังช่วยป้องกันการหลบเลี่ยงภาษี ทำให้การจัดเก็บรายได้รัฐโปร่งใสและเป็นธรรมตามมาตรฐานสากล ถือเป็นก้าวสำคัญของการเปลี่ยนผ่านดิจิทัลในภาครัฐไทย

ประโยชน์เด่นๆ ของ Wine Fast Track

  • สะดวก รวดเร็ว ไม่ต้องรอเจ้าหน้าที่คำนวณ
  • ใช้งานได้ทุกที่ ก่อนบินถึงไทย
  • รองรับทั้งเว็บและแอปมือถือ
  • ลดความแออัดที่ช่องแดง
  • ข้อมูลถูกต้อง 100% มีแสตมป์รับรอง

ผมคิดว่าระบบนี้เจ๋งมาก โดยเฉพาะสำหรับนักเดินทางบ่อยๆ ที่หิ้วไวน์โปรดจากยุโรปหรืออเมริกากลับมา ลองใช้ดูแล้วจะติดใจ! ถ้าคุณมีประสบการณ์หิ้วไวน์มาแชร์กันในคอมเมนต์ได้นะครับ หรือกำลังวางแผนทริปไหน ลองเช็คปริมาณไวน์ไม่เกิน 10 ลิตร แล้วใช้ Wine Fast Track รับรองลื่นไหล

สรุปคือ ดีเดย์ 11 พ.ค. หิ้วไวน์เข้าประเทศ สำแดงจ่ายภาษีล่วงหน้าง่ายๆ ผ่าน Wine Fast Track ทำให้การท่องเที่ยวและช้อปปิ้งสนุกยิ่งขึ้น ไม่มีสะดุดเรื่องภาษีอีกต่อไป

ที่มา – ดีเดย์ 11 พ.ค. หิ้วไวน์เข้าประเทศ สำแดงจ่ายภาษีล่วงหน้าง่ายๆ ผ่าน Wine Fast Track

ขึ้นภาษีขายปลีก ธุรกิจคราฟท์เบียร์อาจอยู่ไม่ไหว

สวัสดีเพื่อนๆ ชาวนักดื่มเบียร์คราฟท์ทุกคน! วันนี้เรามาคุยกันเรื่องร้อนๆ ในวงการเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทยกันดีกว่า ล่าสุดกรมสรรพสามิตออกประกาศใหม่ที่กำลังสร้างความฮือฮาและความกังวลให้กับผู้ประกอบการรายย่อย โดยเฉพาะ ขึ้นภาษีขายปลีก ธุรกิจคราฟท์เบียร์อาจอยู่ไม่ไหว อย่างที่ “เท่าพิภพ” หรือนายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ส.ส.พรรคประชาชน ชี้ว่ารัฐกำลัง “รีดเลือดกับปู” มาดูกันว่าประกาศนี้มีอะไรบ้าง และทำไมถึงกระทบหนักขนาดนี้

ขึ้นภาษีขายปลีก ธุรกิจคราฟท์เบียร์อาจอยู่ไม่ไหว “เท่าพิภพ” ชี้รัฐ รีดเลือดกับปู

ประกาศกรมสรรพสามิตฉบับนี้ เผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษา ลงวันที่ 16 มีนาคม 2567 (พ.ศ. 2569 ในเนื้อหา?) โดยยกเลิกประกาศเก่า และกำหนดหลักเกณฑ์ใหม่ในการสำรวจ เก็บข้อมูลราคาขายปลีกสินค้าประเภทสุรา ยาสูบ เครื่องดื่ม น้ำหอม เพื่อคำนวณราคาฐานนิยมและราคาขายปลีกแนะนำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น สิ่งสำคัญคือ เปลี่ยนวิธีอ้างอิงราคาจากที่ผู้ผลิตแจ้ง มาเป็นราคาขายจริงหน้าร้าน (ไม่รวม VAT) ซึ่งสำหรับธุรกิจคราฟท์เบียร์ที่ราคาสูงอยู่แล้ว นี่คือหายนะชัดๆ!

ขึ้นภาษีขายปลีกกระทบธุรกิจคราฟท์เบียร์อย่างไร

เพื่อนๆ ที่ชอบลองคราฟท์เบียร์ไทย คงเคยสงสัยว่าทำไมราคาต่อกระป๋องถึงแพง 2-3 เท่าเบียร์ตลาดทั่วไป? นอกจากต้นทุนผลิตสูงเพราะผลิตน้อย (ไม่มี Economies of Scale) แล้ว ภาษียังเป็นตัวการใหญ่! ปกติภาษีสรรพสามิตเบียร์คิด 2 ทาง: 22% ของราคาขายปลีกแนะนำ + 430 บาท/ลิตรแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ ตกกระป๋องละ 30 บาท รวมภาษีท้องถิ่น สมทบกองทุน VAT อีก 7% จากราคาสุทธิ

ประกาศใหม่บังคับให้สำรวจราคาจากร้านค้าปลีกหลายประเภท โดยแบ่งเป็น:

  • ประเภท ก: ห้างสรรพสินค้า ซุปเปอร์มาร์เก็ต ไฮเปอร์ สะดวกซื้อ ร้านเฉพาะอย่าง (ยกเว้นบางประเภท)
  • ประเภท ข: ร้านขายของชำขนาดเล็ก ไม่จด VAT
  • ประเภท ค: ร้านอาหาร ภัตตาคาร โรงแรม สถานบริการ
  • ประเภท ง: ร้านขายรถยนต์ มอเตอร์ไซค์ แบตเตอรี่
  • ประเภท จ: ร้านค้าออนไลน์

ข้อมูลต้องใส่ในระบบ Excise Price Survey เชื่อมระบบมาตรฐานราคาภาษีสรรพสามิต ถ้าพบราคาแจ้งต่ำกว่า 95% ของราคาฐานนิยม (ราคาที่พบมากสุดในร้านนั้นๆ) จะถือว่าไม่สอดคล้อง ต้องปรับ! ผลคือ ผู้ผลิตคราฟท์เบียร์ที่ส่งโรงงานราคาต่ำ แต่ร้าน markup ขายแพง ภาษีจะคำนวณจากราคาหน้าร้าน สูงขึ้นจาก 30 เป็น 50 บาท/กระป๋อง ธุรกิจรายย่อยอยู่ยากแน่!

“เท่าพิภพ” โพสต์เฟซบุ๊กชัดเจน รัฐรายจ่ายสูง หาเงินโดยขึ้นภาษี รีดเลือดประชาชน แถมธุรกิจคราฟท์เบียร์เพิ่งเริ่มโตหลังแก้กฎหมาย แต่ภาษีแบบนี้จะทำให้ล้มหายตายจาก เขาเสนอให้ปรับระบบภาษีใหม่ เหมือนสหรัฐฯ ที่มีอัตราพิเศษให้ craft brewer 3.5 ดอลลาร์/บาร์เรลแรกๆ (ถูกกว่ารายใหญ่ 5 เท่า) และคิดแค่ตามปริมาณแอลกอฮอล์ ไม่ตามมูลค่า แฟร์กว่ามาก!

นี่ไม่ใช่แค่เรื่องภาษี แต่กระทบอุตสาหกรรมทั้งห่วงโซ่ ผู้ผลิตรายย่อยที่ใช้วัตถุดิบไทย สร้างงาน สร้างเอกลักษณ์ไทย จะหายไปหมด เหลือแต่ยักษ์ใหญ่เท่านั้น เพื่อนๆ ลองคิดดู ถ้าคราฟท์เบียร์หายไป รสชาติใหม่ๆ จะเหลืออะไร?

ในมุมผม การ ขึ้นภาษีขายปลีก ธุรกิจคราฟท์เบียร์อาจอยู่ไม่ไหว จริงๆ รัฐควรทบทวน ช่วย SME ด้วยการลดภาษีตามปริมาณผลิต เหมือนประเทศพัฒนาแล้ว จะได้โตพร้อมกัน อย่าปล่อยให้รีดเลือดจนธุรกิจไทยล้มทั้งยวง

คุณคิดยังไงกับเรื่องนี้? ควรปรับภาษีคราฟท์เบียร์ยังไงให้แฟร์ ลองคอมเมนต์บอกกันด้านล่างเลยนะ สนับสนุนคราฟท์ไทยด้วยกัน!

ที่มา – ขึ้นภาษีขายปลีก ธุรกิจคราฟท์เบียร์อาจอยู่ไม่ไหว “เท่าพิภพ” ชี้รัฐ รีดเลือดกับปู

รัฐบาลปราบเข้มสินค้าผิดกฎหมาย จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง

สวัสดีครับทุกท่าน ในยุคที่การค้าขายออนไลน์และชายแดนคึกคัก รัฐบาลไทยไม่ยอมให้สินค้าผิดกฎหมายรุกล้ำเข้ามาง่ายๆ โดยเฉพาะในพื้นที่สำคัญอย่างภาคใต้ตอนล่าง ล่าสุดมีข่าวดีที่ รัฐบาลปราบเข้มสินค้าผิดกฎหมาย จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม 2569 จับกุมได้รวม 622 คดีเลยทีเดียว! ค่าปรับพุ่งสูงถึง 245.55 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 119% แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการยับยั้งปัญหานี้

รัฐบาลปราบเข้มสินค้าผิดกฎหมาย จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง

ตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐบาลโดยกรมสรรพสามิต กระทรวงการคลัง ได้บูรณาการกำลังทุกภาคส่วน ปราบปรามสินค้าละเมิดกฎหมายสรรพสามิตอย่างเชิงรุก ภายใต้นโยบาย “ปราบปรามเชิงรุก ยุติวงจรผิดกฎหมาย” พื้นที่เป้าหมายคือ 7 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง ได้แก่ สงขลา ตรัง นราธิวาส ปัตตานี พัทลุง ยะลา และสตูล ซึ่งเป็นด่านหน้าชายแดนสำคัญใกล้เคียงมาเลเซีย ทำให้เป็นจุดเสี่ยงสูงต่อการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย

ผลการปฏิบัติงานเข้มข้นในช่วงดังกล่าว สามารถจับกุมคดีได้ 622 คดี ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนถึง 8.83% ของคดีทั่วประเทศ! นี่ไม่ใช่ตัวเลขธรรมดา แต่สะท้อนถึงการทำงานที่ทุ่มเท โดยค่าปรับและประมาณการค่าปรับรวมกว่า 245.55 ล้านบาท สูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากปีก่อน สิ่งนี้ช่วยคืนความเชื่อมั่นให้ผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจถูกกฎหมาย และปกป้องรายได้ของชาติที่สูญหายไปกับสินค้าละเมิด

ประเภทสินค้าที่ถูกจับกุมมากที่สุดในรัฐบาลปราบเข้มสินค้าผิดกฎหมาย จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง

เมื่อเจาะลึกข้อมูล พบว่าสินค้าหลักที่ถูกปราบปรามคือยาสูบและสุรา ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนและเศรษฐกิจโดยตรง นี่คือสรุปผลการจับกุมหลัก:

  • ยาสูบ: 317 คดี ค่าปรับ 5.84 ล้านบาท ภาษีสูญเสีย 12.54 ล้านบาท ประมาณการค่าปรับ 232.11 ล้านบาท ยึดได้ 200,106 ซอง (ในประเทศ 22,030 ซอง ต่างประเทศ 178,076 ซอง) เพิ่มขึ้น 34% จากปีก่อน
  • สุรา: 153 คดี ค่าปรับ 1.57 ล้านบาท ยึดสุราในประเทศ 1,482 ลิตร สุราต่างประเทศ 101 ลิตร
  • น้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน: 125 คดี ค่าปรับ 5.56 ล้านบาท ยึดได้ 67,402 ลิตร
  • เครื่องดื่ม: 16 คดี ค่าปรับ 0.14 ล้านบาท ยึด 4,436 ลิตร
  • ไพ่: 10 คดี ค่าปรับ 65,750 บาท ยึด 285 สำรับ
  • ผลิตภัณฑ์ที่ใช้เป็นเครื่องดื่ม: 1 คดี ค่าปรับ 7,125 บาท ยึด 44 กิโลกรัม

ตัวเลขเหล่านี้มาจากการสกัดกั้นเส้นทางลักลอบตั้งแต่ต้นทางจนปลายทาง โดยเฉพาะยาสูบที่เพิ่มขึ้นกว่า 50,000 ซอง แสดงถึงความสำเร็จในการตัดวงจรการกระจายสินค้าผิดกฎหมายในพื้นที่ชายแดน

ความสำคัญของการปราบปรามในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง

ภาคใต้ตอนล่างไม่ใช่แค่พื้นที่ท่องเที่ยว แต่เป็นประตูการค้าสำคัญ การลักลอบสินค้าผิดกฎหมายอย่างยาสูบ สุรา และน้ำมัน ทำให้รัฐสูญเสียรายได้มหาศาล ส่งผลให้เกิดปัญหาสุขภาพ เช่น การสูบบุหรี่เถื่อนที่ไม่มีมาตรฐาน และอาชญากรรมข้ามชาติ รัฐบาลจึงเน้นการบริหารจัดการของกลางให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น นำน้ำมันยึดมาขายทอดตลาดคืนประโยชน์สาธารณะ นอกจากนี้ ยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจถูกกฎหมาย สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนต่างชาติ

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวย้ำว่ารัฐบาลจะเดินหน้าต่อเนื่อง เพื่อยับยั้งตั้งแต่ต้นตอ ไปจนถึงผู้บริโภคปลายทาง สุดท้ายแล้ว มาตรการนี้ไม่เพียงเพิ่มรายได้ให้ประเทศ แต่ยังปกป้องสังคมจากสินค้าคุณภาพต่ำที่อาจก่ออันตราย

ในมุมมองของผม การที่ รัฐบาลปราบเข้มสินค้าผิดกฎหมาย จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง สำเร็จขนาดนี้ เป็นสัญญาณบวกที่แสดงถึงความจริงจัง หากทุกภาคส่วนร่วมมือกัน ปัญหานี้จะหมดไปในอนาคตอันใกล้ คุณล่ะคิดอย่างไรกับผลงานนี้? ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวสารเศรษฐกิจ-การเมืองเพิ่มเติมจากบล็อกของเรา เพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ!

ที่มา – รัฐบาลปราบเข้มสินค้าผิดกฎหมาย จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง ช่วง ก.พ. – มี.ค. จับกุมรวม 622 คดี

“ภาวุธ” ชี้ระบบราชการไทยยังทำงานล้าหลัง

ในยุคที่ประเทศไทยก้าวสู่ Thailand 4.0 เทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนแปลงชีวิตประจำวันของเราอย่างมาก แต่ทำไมเรายังไม่สามารถตรวจสอบสต็อกน้ำมันที่ปั๊มใกล้บ้านได้แบบเรียลไทม์? นี่คือประเด็นที่“ภาวุธ” ชี้ระบบราชการไทยยังทำงานล้าหลัง โดยนายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้อภิปรายอย่างดุเดือดเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 เวลา 20.30 น. ชี้ให้เห็นปัญหาความล้าหลังของระบบราชการที่ไม่ตอบโจทย์ประชาชนในยุคดิจิทัล

ระบบราชการไทยยังทำงานล้าหลัง

นายภาวุธ เปรียบเทียบว่าทุกวันนี้เราสามารถติดตามรถส่งอาหารผ่านแอปได้แบบเรียลไทม์ รู้ว่าอยู่ตรงไหนแล้ว แต่กลับไม่รู้ว่าปั๊มน้ำมันใกล้บ้านมีน้ำมันเหลือเท่าไร รัฐบาลเคยประกาศว่าจะพัฒนาแอปพลิเคชัน “ทเวลนาวด์” เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบได้ แต่จนปานนี้ก็ยังไม่เห็นแสงสว่าง นี่คือสัญญาณชัดเจนของระบบราชการไทยยังทำงานล้าหลัง ที่ไม่สามารถใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ปัญหาหลัก 3 ประการที่นายภาวุธชี้ให้เห็น ได้แก่ 1) ประชาชนขาดข้อมูลที่โปร่งใส 2) ห่วงโซ่อุปทานมืดบอด ไม่เห็นภาพรวมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ และ 3) วิกฤตความเชื่อมั่นที่ประชาชนไม่เชื่อถือรัฐบาลอีกต่อไป ในสถานการณ์วิกฤตน้ำมันเช่นนี้ การขาดข้อมูลทำให้เกิดความสับสนและความไม่พอใจในวงกว้าง

กระทรวงดีอี เป็นเจ้าภาพใช้เทคโนโลยีส่งข้อมูล

เพื่อแก้ปัญหา นายภาวุธเสนอแนวทางชัดเจน โดยใช้แอป “ทางรัฐ” ที่มีอยู่แล้วให้เกิดประโยชน์สูงสุด แทนการพัฒนาแอปใหม่ซ้ำซ้อน ข้อเสนอหลักมีดังนี้

  • กรมธุรกิจพลังงาน: ออกกฎระเบียบบังคับให้เอกชนรายงานสต็อกน้ำมันแบบเรียลไทม์
  • กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี): เป็นเจ้าภาพหลักในการวางระบบคลาวด์ เชื่อมต่อข้อมูลเข้ากับแอป “ทางรัฐ” เพื่อให้ประชาชนค้นหาปั๊มที่มีน้ำมันได้ทันที
  • กรมสรรพสามิต: ใช้ข้อมูลนี้ติดตามการกักตุนสินค้า
  • กรมการค้าภายใน: วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อควบคุมราคาให้เป็นธรรม

ระบบแดชบอร์ดจะแบ่งเป็น 2 แบบ คือแบบสำหรับหน่วยงานรัฐที่เห็นภาพรวมห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด ตั้งแต่โรงกลั่นยันปั๊มน้ำมัน และแบบสำหรับประชาชนที่เห็นเฉพาะปั๊มใกล้เคียงที่มีน้ำมันเหลือ “ผมมองว่าเราไม่ได้ต่อสู้กับวิกฤตน้ำมัน แต่กำลังต่อสู้กับความล้าหลังของระบบราชการไทยที่ยังทำงานแบบเดิม” นายภาวุธกล่าวอย่างหนักแน่น

Thailand 4.0 กับความจริงของระบบราชการ

ประเทศไทยมุ่งสู่ Thailand 4.0 เน้นเศรษฐกิจดิจิทัลและนวัตกรรม แต่ระบบราชการกลับติดกับดักกระบวนทัศน์เก่า ไม่ยอมปรับตัวรับเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำ ไม่ว่าจะเป็น AI Cloud Computing หรือ Big Data ที่สามารถแก้ปัญหา supply chain ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตัวอย่างจากต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ใช้แอป ONE.MAP แสดงข้อมูลน้ำมันและสินค้าจำเป็นแบบเรียลไทม์ หรือจีนที่ใช้ระบบดิจิทัลตรวจสอบสินค้าอาหารทั้งห่วงโซ่ ไทยเราก็ทำได้หากรัฐบาลกล้าปรับเปลี่ยน

การนำเทคโนโลยีมาใช้ไม่เพียงแก้ปัญหาน้ำมัน แต่ยังสร้างความโปร่งใส ลดการทุจริต และเพิ่มความเชื่อมั่นจากประชาชน ในยุคที่สมาร์ทโฟนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต การมีข้อมูลในมือประชาชนคือพลังที่แท้จริง

ประโยชน์ระยะยาวต่อเศรษฐกิจและสังคม

หากนำข้อเสนอนี้ไปปฏิบัติ จะช่วยลดปัญหาคอขวดในห่วงโซ่อุปทาน ป้องกันการกักตุน และทำให้ราคาน้ำมันเป็นธรรมมากขึ้น นอกจากนี้ ยังเป็นโมเดลสำหรับปัญหาอื่นๆ เช่น สต็อกข้าว สต็อกเนื้อสัตว์ หรือแม้แต่ยารักษาโรค ระบบราชการที่ล้าหลังกำลังเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ หากไม่เปลี่ยน ไทยจะตามโลกไม่ทัน

สุดท้าย ข้อเสนอของนายภาวุธไม่ใช่แค่คำพูด แต่เป็นแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนและเป็นไปได้ทันที รัฐบาลควรเร่งดำเนินการเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน คุณคิดอย่างไรกับแนวคิดนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลง!

ที่มา – “ภาวุธ” ชี้ระบบราชการไทยยังทำงานล้าหลัง เสนอกระทรวงดีอี เป็นเจ้าภาพใช้เทคโนโลยีส่งข้อมูล

Scroll to top