กระทรวงสาธารณสุข

ยาที่มีส่วนผสมของ “ฟลูออไรด์ 5000 ppm” สำหรับใช้ในช่องปาก เป็นยาอันตราย

อัปเดตประกาศกระทรวงสาธารณสุข: ยาที่มีส่วนผสมของ “ฟลูออไรด์ 5000 ppm” สำหรับใช้ในช่องปาก เป็นยาอันตราย

ใครที่กำลังเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากต้องอ่านด่วน! เมื่อไม่นานมานี้ กระทรวงสาธารณสุขได้ออกมาประกาศสำคัญที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้บริโภคและผู้ประกอบการร้านขายยา โดยกำหนดให้ยาที่มีส่วนผสมของ “ฟลูออไรด์ 5000 ppm” สำหรับใช้ในช่องปาก เป็นยาอันตราย ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 19 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่อเป็นการควบคุมคุณภาพและความปลอดภัยในการใช้งานของประชาชนอย่างใกล้ชิด

ทำความเข้าใจใหม่: ทำไมต้องประกาศให้ ยาที่มีส่วนผสมของ “ฟลูออไรด์ 5000 ppm” สำหรับใช้ในช่องปาก เป็นยาอันตราย?

การปรับเปลี่ยนสถานะทางกฎหมายในครั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะถูกแบนห้ามใช้แต่อย่างใด แต่เป็นการยกระดับมาตรฐานการควบคุม การที่ทางการประกาศให้ยาที่มีส่วนผสมของ “ฟลูออไรด์ 5000 ppm” สำหรับใช้ในช่องปาก เป็นยาอันตราย มีจุดประสงค์เพื่อให้มีการสั่งจ่ายหรือให้คำแนะนำโดยผู้เชี่ยวชาญอย่างเภสัชกรหรือทันตแพทย์เท่านั้น เนื่องจากการได้รับฟลูออไรด์ในปริมาณที่สูงเกินความจำเป็นอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพช่องปากและร่างกายได้หากใช้งานไม่ถูกวิธี

  • ผลกระทบต่อผู้บริโภค: คุณไม่สามารถซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีความเข้มข้นสูงระดับนี้ได้ด้วยตนเองตามร้านค้าทั่วไป ต้องได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น
  • ผลกระทบต่อร้านขายยา: ต้องมีการจัดเก็บและจำหน่ายตามระเบียบของยาอันตรายอย่างเคร่งครัด
  • คำแนะนำด้านความปลอดภัย: ควรปรึกษาทันตแพทย์ก่อนเริ่มใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีฟลูออไรด์สูงเพื่อป้องกันภาวะฟลูออไรด์เกิน (Fluorosis)

ในมุมมองของเรา การปรับเกณฑ์ครั้งนี้ถือเป็นเรื่องที่ดีและเป็นก้าวสำคัญของระบบสาธารณสุขไทย เพราะเป็นการสร้างความมั่นใจว่าประชาชนจะได้รับผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับสภาวะสุขภาพฟันของตนเองภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญ การที่เราหันมาให้ความสำคัญกับรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ในการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์สุขภาพ จะช่วยป้องกันผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ในระยะยาวได้เป็นอย่างดี อย่าลืมตรวจสอบฉลากให้ดีทุกครั้งก่อนตัดสินใจซื้อหรือใช้งานนะครับ

ที่มา – ประกาศให้ยาที่มีส่วนผสมของ “ฟลูออไรด์ 5000 ppm” สำหรับใช้ในช่องปาก เป็นยาอันตราย

มติครม.แต่งตั้ง ข้าราชการระดับสูงกระทรวงสาธารณสุข

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้มีประเด็นร้อนน่าสนใจในแวดวงราชการมาฝากกันครับ เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ทางที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้มีมติครม.แต่งตั้ง ข้าราชการระดับสูงกระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานสำคัญอื่นๆ เพื่อขับเคลื่อนงานภาครัฐให้ราบรื่นและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเป็นการปรับเปลี่ยนตำแหน่งครั้งสำคัญที่หลายคนจับตามอง

สรุปมติครม.แต่งตั้ง ข้าราชการระดับสูงกระทรวงสาธารณสุข

สำหรับการเปลี่ยนแปลงในกระทรวงสาธารณสุขครั้งนี้ ถือเป็นการปรับทัพครั้งใหญ่เพื่อรองรับการทำงานในอนาคต โดยมีรายชื่อผู้ได้รับการแต่งตั้งในตำแหน่งบริหารระดับสูงหลายท่าน อาทิ นายสราวุฒิ บุญสุข และนายณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ ที่ขึ้นมานั่งตำแหน่งรองปลัดกระทรวงฯ ซึ่งการทำมติครม.แต่งตั้ง ข้าราชการระดับสูงกระทรวงสาธารณสุขครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อยกระดับงานด้านสาธารณสุขของไทยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

รายละเอียดการปรับเปลี่ยนตำแหน่งสำคัญ

  • นายวีรวุฒิ อิ่มสำราญ ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการแพทย์
  • นายธิติ แสวงธรรม ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมอนามัย
  • นายอดิสรณ์ วรรธนะศักดิ์ ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์

นอกจากนี้ ยังมีการรับโอน “ฉันทานนท์” มานั่งเก้าอี้ปลัดกระทรวงพลังงาน เพื่อเตรียมพร้อมรับภารกิจสำคัญหลังจากผู้บริหารเดิมเกษียณอายุราชการ รวมถึงการแต่งตั้งนางอรวรรณ คงธนขันติธร เป็นรองเลขาธิการ ก.พ. อีกด้วย เห็นได้ชัดว่ารัฐบาลกำลังเร่งดำเนินการเรื่องการบริหารงานบุคคลให้เข้าที่เข้าทางก่อนถึงกำหนดการในวันที่ 1 ตุลาคม 2569 นี้ครับ

ถือเป็นก้าวสำคัญของระบบราชการไทยครับ การปรับทัพในครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะเป็นไปตามวาระปกติ แต่ยังเป็นการเตรียมความพร้อมรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ ในอนาคต ทั้งด้านพลังงานและสาธารณสุข ซึ่งเชื่อว่ารายชื่อที่ผ่านการพิจารณาในมติครม.ครั้งนี้ จะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไปครับ

ที่มา – มติครม.แต่งตั้ง ข้าราชการระดับสูงกระทรวงสาธารณสุข – รับโอน “ฉันทานนท์” นั่งปลัดกระทรวงพลังงาน

“ศศิกานต์” กระทุ้ง “หมอฮา-สุภัทร” ขุดสปสช. ให้สุด หลังพบค่าบริหารสำนักงานสูงผิดปกติเกือบ 50%

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก สำหรับกรณีงบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือที่เรารู้จักกันในนามบัตรทอง เมื่อนางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ออกมาเรียกร้องให้ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ หรือ “หมอฮา” เดินหน้าตรวจสอบกรณี“ศศิกานต์” กระทุ้ง “หมอฮา-สุภัทร” ขุดสปสช. ให้สุด หลังพบค่าบริหารสำนักงานสูงผิดปกติเกือบ 50% เพื่อความโปร่งใสและผลประโยชน์ของประชาชนผู้ถือสิทธิทั่วประเทศ

“ศศิกานต์” กระทุ้ง “หมอฮา-สุภัทร” ขุดสปสช. ให้สุด หลังพบค่าบริหารสำนักงานสูงผิดปกติเกือบ 50%

แม้ทาง สปสช. จะออกมาชี้แจงถึงที่มาที่ไปของงบประมาณกว่า 179,528 ล้านบาท ว่ามีการกระจายไปยังส่วนต่างๆ ทั้งโรงพยาบาลเอกชน คลินิก บริการหมอออนไลน์ และค่ายา แต่ข้อกังขาเรื่องประสิทธิภาพการจัดการยังคงเป็นคำถามตัวโตที่ประชาชนต้องการคำตอบ การที่ตัวเลขงบบริหารสำนักงานพุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจในปี 2569 ยิ่งทำให้หลายฝ่ายเกิดความสงสัยถึงความคุ้มค่าในการใช้งบภาษีประชาชน

เจาะลึก 3 ประเด็นที่ต้องตรวจสอบให้ชัดเจน

นางสาวศศิกานต์ได้ระบุถึงประเด็นสำคัญที่ควรจับตาดูเป็นพิเศษ ได้แก่:

  • โครงสร้างการทำงาน: สปสช. ทำหน้าที่คล้ายบริษัทประกันสุขภาพรัฐที่ได้รับเงินเหมาหัวล่วงหน้า แต่กลับมีคำถามว่าเหตุใดโรงพยาบาลที่เป็นด่านหน้าในการรักษาจริงจึงยังประสบปัญหาขาดทุนสะสม
  • งบบริหารสำนักงานที่สูงเกินจริง: จากปี 2568 ที่ใช้งบ 1,564 ล้านบาท แต่ปี 2569 กลับขอเพิ่มเป็น 2,306 ล้านบาท ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นเกือบ 50% ถือเป็นตัวเลขที่สูงเกินไปจนน่าสงสัยว่ามีการบริหารจัดการที่โปร่งใสจริงหรือไม่
  • ความคุ้มค่าของโครงการย่อย: โดยเฉพาะงบประมาณด้านการฝึกอบรมสัมมนาบุคลากรที่พบว่าสูงกว่าปกติอย่างมาก

ด้วยเหตุนี้ การที่ “ศศิกานต์” กระทุ้ง “หมอฮา-สุภัทร” ขุดสปสช. ให้สุด หลังพบค่าบริหารสำนักงานสูงผิดปกติเกือบ 50% จึงไม่ใช่เรื่องของการเมืองเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของธรรมาภิบาลในองค์กรภาครัฐที่ดูแลสุขภาพของคนไทยกว่า 47 ล้านคน นอกจากนี้ ยังมีการเรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในฐานะประธานบอร์ด สปสช. ลงมาตรวจสอบเรื่องนี้ด้วยตัวเอง เพื่อเรียกความเชื่อมั่นจากประชาชนกลับคืนมา

ในฐานะประชาชน เราต่างหวังเห็นการใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่าที่สุด โดยเฉพาะเงินที่นำมาใช้เพื่อความเป็นอยู่และสุขภาพของเด็กและผู้สูงอายุที่ต้องพึ่งพาสิทธิบัตรทอง หากพบความไม่ชอบมาพากล การตรวจสอบโดย สตง. ถือเป็นทางออกที่ดีที่สุดเพื่อให้ความจริงปรากฏชัดเจนต่อสาธารณชน

ที่มา – “ศศิกานต์” กระทุ้ง “หมอฮา-สุภัทร” ขุดสปสช. ให้สุด หลังพบค่าบริหารสำนักงานสูงผิดปกติเกือบ 50%

ทรัมป์ลงนามคำสั่ง ลดจำนวนวัคซีนแนะนำที่เด็กควรได้รับ

ทรัมป์ลงนามคำสั่ง ลดจำนวนวัคซีนแนะนำที่เด็กควรได้รับ

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ตัดสินใจลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารเพื่อปรับเปลี่ยนแนวทางของรัฐบาลกลางเกี่ยวกับวัคซีนสำหรับเด็ก โดยเป้าหมายหลักคือการลดจำนวนวัคซีนแนะนำที่เด็กควรได้รับลงกว่าเดิม และมีการแบ่งหมวดหมู่ตารางการฉีดใหม่ทั้งหมด ซึ่งเรื่องนี้กำลังกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้างทั้งในและต่างประเทศ

รายละเอียดการปรับเปลี่ยนนโยบายวัคซีนเด็ก

ภายใต้นโยบายใหม่นี้ ทรัมป์ต้องการให้มีการแยกวัคซีนรวม MMR (หัด, คางทูม, หัดเยอรมัน) ออกเป็นวัคซีนเดี่ยว 3 เข็ม แม้ว่าท่าทีดังกล่าวจะขัดแย้งกับฉันทามติทางวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับกันทั่วโลก แต่ดูเหมือนว่ารัฐบาลชุดนี้จะมีความมุ่งมั่นที่จะเดินหน้าตามแนวทางใหม่ นอกจากนี้ยังมีข้อแนะนำให้ปรับเปลี่ยนการฉีดวัคซีนหลายชนิด เช่น ไวรัสตับอักเสบ เอ และ บี รวมถึงวัคซีนกลุ่มไข้กาฬหลังแอ่น ให้เหลือเฉพาะกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงเท่านั้น ซึ่งเป็นประเด็นที่สวนทางกับคำแนะนำของแพทย์ที่เคยปฏิบัติกันมา

หากถามว่าทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ? การที่รัฐบาลเข้ามาแทรกแซงตารางสุขภาพเด็กโดยการลดจำนวนวัคซีนแนะนำที่เด็กควรได้รับ ย่อมส่งผลโดยตรงต่อความมั่นใจของผู้ปกครองและระบบสาธารณสุขโดยรวม โดยเฉพาะการที่ทรัมป์ได้กดดันให้ โรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี จูเนียร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขฯ เข้ามาจัดการในเรื่องนี้อย่างจริงจัง รวมถึงการค้นหาความเชื่อมโยงระหว่างวัคซีนกับภาวะออทิสติก ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ใดมารองรับข้อสันนิษฐานดังกล่าวได้เลย

นอกเหนือจากเรื่องวัคซีนที่ฉีดเป็นประจำแล้ว วัคซีนอื่นๆ เช่น วัคซีนป้องกันโรตาไวรัส, ไข้หวัดใหญ่ และโควิด-19 จะถูกปรับให้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจร่วมกันระหว่างแพทย์และผู้ปกครองเป็นหลัก มากกว่าที่จะเป็นคำแนะนำครอบคลุมเด็กทุกคน ซึ่งหลายฝ่ายกังวลว่าการเปลี่ยนนโยบายในครั้งนี้อาจทำให้เด็กมีความเสี่ยงต่อโรคที่ป้องกันได้มากขึ้น

  • ลดการฉีดวัคซีนรวม MMR เป็นวัคซีนเดี่ยว
  • จำกัดวัคซีนบางชนิดสำหรับกลุ่มเสี่ยงสูงเท่านั้น
  • ให้แพทย์และผู้ปกครองตัดสินใจร่วมกันในวัคซีนบางรายการ

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ นโยบายที่รัฐบาลผลักดันจนถึงขั้นลดจำนวนวัคซีนแนะนำที่เด็กควรได้รับ ถือเป็นความเสี่ยงที่น่ากังวลต่อภูมิคุ้มกันหมู่ของประเทศ เพราะการป้องกันโรคตั้งแต่วัยเด็กคือกุญแจสำคัญของสุขภาวะที่ดีในระยะยาว การเมืองกับสาธารณสุขเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก และเราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าผลกระทบหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร ทั้งในแง่ของสุขภาพเด็กและคะแนนนิยมของรัฐบาลก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมที่จะมาถึงนี้

ที่มา – ทรัมป์ลงนามคำสั่ง ลดจำนวนวัคซีนแนะนำที่เด็กควรได้รับ

เจาะลึกความสำเร็จ 74 วัน 74 ล้านแคลอรี นายกฯ ควงภริยาเต้นแอโรบิก

เรียกได้ว่าเป็นกระแสที่สร้างสีสันและพลังบวกให้กับคนไทยทั้งประเทศเลยทีเดียว สำหรับกิจกรรมสุดคึกคักอย่างโครงการ 74 วัน 74 ล้านแคลอรี ที่เพิ่งจัดพิธีฉลองความสำเร็จไปเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ณ สนามศุภชลาศัย โดยงานนี้ได้รับเกียรติจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มาเป็นประธานในพิธีด้วยตัวเอง

บรรยากาศสุดประทับใจในงาน 74 วัน 74 ล้านแคลอรี

ภายในงานเราได้เห็นภาพที่น่ารักและอบอุ่น เมื่อท่านนายกฯ ได้ควงคู่ภริยา คุณจ๋า ธนนนท์ ชาญวีรกูล มาร่วมกิจกรรมออกกำลังกายร่วมกับประชาชนกว่า 7,400 คน บรรยากาศเต็มไปด้วยรอยยิ้มและความสนุกสนาน โดยไฮไลท์สำคัญคือการที่นายกฯ นำทีมข้าราชการและประชาชนเต้นแอโรบิกต่อเนื่องแบบ 4 เพลงรวด ซึ่งเพลงที่เรียกเสียงกรี๊ดและสร้างความบันเทิงได้มากที่สุดคงหนีไม่พ้นเพลง “เชฟบ๊ะ” ของคุณฮาย อาภาพร นั่นเอง

ทำไมโครงการ 74 วัน 74 ล้านแคลอรี ถึงประสบความสำเร็จเกินคาด?

ความสำเร็จของโครงการนี้ไม่ได้วัดกันที่ตัวเลขเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการสะท้อนถึงวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปของคนไทย โดยจากเป้าหมายที่วางไว้ พี่น้องประชาชนที่เข้าร่วมผ่านแพลตฟอร์ม “ก้าวท้าใจ” สามารถเผาผลาญแคลอรีไปได้ถึง 153 ล้านแคลอรี ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้เกือบเท่าตัว โดยมีปัจจัยความสำเร็จดังนี้:

  • การมีส่วนร่วมของผู้นำ: ท่านนายกฯ ได้แสดงให้เห็นถึงแบบอย่างที่ดีในการดูแลสุขภาพผ่านการออกกำลังกายเชิงรุก
  • การสนับสนุนจากภาครัฐ: มีการเตรียมโครงสร้างพื้นฐาน เช่น สวนสาธารณะและลานกิจกรรมที่เข้าถึงง่าย
  • กระแสความร่วมมือ: เกิดจากความร่วมมือของทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และกรมอนามัย ที่ช่วยกันปลุกกระแสรักสุขภาพ

รัฐบาลได้เน้นย้ำเสมอว่า การออกกำลังกายไม่ใช่แค่เรื่องของการลดน้ำหนัก แต่คือการสร้างรากฐานของความมั่นคงทางสังคมและสุขภาพของคนในชาติในระยะยาว หากคนในชาติมีสุขภาพดี ก็จะส่งผลดีต่อผลิตภาพทางเศรษฐกิจโดยรวม การที่รัฐบาลหันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพเชิงรุกและสร้างลานกิจกรรมใกล้บ้าน จึงเป็นก้าวย่างที่สำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกช่วงวัย

หากใครที่พลาดโอกาสในรอบนี้ ไม่ต้องเสียใจไปครับ เพราะกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพดีๆ แบบนี้มีให้ติดตามอย่างต่อเนื่องผ่านโครงการของกระทรวงสาธารณสุขและกรมอนามัย การหันมาขยับร่างกายวันละนิดเปลี่ยนให้การออกกำลังกายกลายเป็นวิถีชีวิต จะช่วยให้คุณมีสุขภาพกายและใจที่แข็งแรงอย่างยั่งยืน แล้วมาร่วมสร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมแห่งสุขภาพดีไปด้วยกันนะครับ

ที่มา – ประกาศความสำเร็จ “74 วัน 74 ล้านแคลอรี” นายกฯ ควงภริยาเต้นแอโรบิก

ผู้บาดเจ็บเหตุกราดยิงเทพศิรินทร์ นนทบุรี กลับบ้านแล้ว 13 ราย

จากเหตุการณ์ความรุนแรงที่สร้างความสะเทือนใจให้กับคนไทยทั้งประเทศกับเหตุการณ์ในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ล่าสุดมีความคืบหน้าเรื่องการรักษาพยาบาลออกมาให้ทุกคนได้อุ่นใจขึ้นบ้าง โดยล่าสุดมีการรายงานว่า ผู้บาดเจ็บเหตุกราดยิงเทพศิรินทร์ นนทบุรี กลับบ้านแล้ว 13 ราย จากจำนวนผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งหมด 27 ราย

อัปเดตสถานการณ์ ผู้บาดเจ็บเหตุกราดยิงเทพศิรินทร์ นนทบุรี กลับบ้านแล้ว 13 ราย

ทางรัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุขได้ออกมาให้ข้อมูลว่า ขณะนี้มีผู้บาดเจ็บอีก 14 รายที่ยังคงรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล โดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญกระจายตัวดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดในโรงพยาบาลชั้นนำถึง 8 แห่งทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล ทั้งนี้ยังมีแผนที่จะอนุญาตให้ผู้ป่วยอาการดีขึ้นกลับบ้านได้อีก 2 รายในเร็วๆ นี้ ถือเป็นข่าวดีที่แสดงให้เห็นถึงความทุ่มเทของบุคลากรทางการแพทย์ที่ทำงานกันอย่างเต็มที่

มาตรการเยียวยาจิตใจและสวัสดิการการรักษา

นอกจากเรื่องบาดแผลทางกายแล้ว รัฐบาลยังให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับสุขภาพจิตของผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งนักเรียน ครู และครอบครัว โดยได้ส่งทีม MCATT ลงพื้นที่เพื่อติดตามอาการอย่างต่อเนื่องทั้งในระยะสั้นและระยะยาว นอกจากนี้ ทางภาครัฐยังยืนยันว่า ผู้บาดเจ็บเหตุกราดยิงเทพศิรินทร์ นนทบุรี กลับบ้านแล้ว 13 ราย และผู้ที่ยังรักษาตัวอยู่ทุกคนจะได้รับการดูแลอย่างเต็มที่โดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องค่าใช้จ่าย เพื่อให้ทุกคนก้าวผ่านเหตุการณ์เลวร้ายนี้ไปได้ด้วยดี

ในนามของคนไทย เราขอส่งกำลังใจให้ผู้ได้รับผลกระทบทุกคน และขอให้มั่นใจว่ามาตรการเยียวยาจากภาครัฐจะครอบคลุมทุกด้าน ทั้งร่างกายและจิตใจ เพื่อฟื้นฟูความมั่นใจและความปลอดภัยให้กลับคืนมาสู่สถานศึกษาอีกครั้ง เราควรติดตามข่าวสารจากหน่วยงานราชการโดยตรงเพื่อป้องกันการเข้าใจผิดและไม่แชร์ภาพความรุนแรงที่ไม่จำเป็นครับ

ที่มา – ผู้บาดเจ็บเหตุกราดยิงเทพศิรินทร์ นนทบุรี กลับบ้านแล้ว 13 ราย จ่อให้กลับอีก 2 ราย

เจาะลึกงบบัตรทอง 60,000 ล้าน ไม่หายไปไหน สปสช. ต้องชี้แจง

เจาะลึกงบบัตรทอง 60,000 ล้าน ไม่หายไปไหน สปสช. ต้องชี้แจง

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามอง สำหรับงบประมาณกองทุนบัตรทองในปี 2568 ซึ่งมีมูลค่ามหาศาลกว่า 60,000 ล้านบาท ที่มีการตั้งคำถามว่าเงินจำนวนนี้หายไปไหน โดยนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้ออกมาไขข้อข้องใจและยืนยันว่า งบบัตรทอง 60,000 ล้าน ไม่หายไปไหน อย่างแน่นอน พร้อมกำชับให้ สปสช. เร่งทำความเข้าใจกับประชาชนให้ชัดเจนที่สุด เพื่อความโปร่งใสและตรวจสอบได้

นายพัฒนาอธิบายว่า ในระบบสาธารณสุขไทยมีโครงสร้างงบประมาณที่ซับซ้อน โดยงบประมาณที่ สปสช. ได้รับนั้นไม่ได้ถูกจัดสรรลงไปที่โรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีการกระจายตัวไปยังหน่วยบริการอื่น ๆ อีกมากมาย อาทิ โรงพยาบาลนอกสังกัดกระทรวงฯ คลินิกเอกชน และหน่วยบริการในสังกัดกรุงเทพมหานคร ดังนั้น การที่หลายคนสงสัยว่า งบบัตรทอง 60,000 ล้าน ไม่หายไปไหน นั้น แท้จริงแล้วเป็นเรื่องของการบริหารจัดการและการจัดสรรงบประมาณไปยังภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนกว่า 80% ของประเทศสามารถเข้าถึงบริการสุขภาพได้อย่างทั่วถึง

รายละเอียดการกระจายงบประมาณที่โปร่งใส

เพื่อให้เกิดความกระจ่าง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้สั่งการให้ สปสช. ดำเนินการดังนี้:

  • จัดทำรายละเอียดเส้นทางการเงินให้ชัดเจนว่าเงินถูกจัดสรรไปที่ใดบ้าง
  • แจกแจงรายการการใช้จ่ายของหน่วยบริการทั้งภาครัฐและเอกชน
  • แสดงหลักฐานการปฏิบัติงานจริงเพื่อให้มั่นใจว่าเงินภาษีประชาชนถูกนำไปใช้อย่างคุ้มค่า

นอกจากนี้ ยังมีการเน้นย้ำถึงพระราชบัญญัติปฐมภูมิ ปี 2562 ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการวางมาตรฐานการให้บริการสุขภาพ ให้ครอบคลุมทุกหน่วยบริการ ไม่ว่าจะเป็นของรัฐหรือเอกชนที่ขึ้นทะเบียนกับ สปสช. เพื่อให้มั่นใจได้ว่าแม้เงินจะถูกจัดสรรไปยังส่วนต่าง ๆ แต่มาตรฐานการดูแลประชาชนต้องเป็นไปตามเกณฑ์ที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดไว้

ในมุมมองของเรา นี่ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการยกระดับธรรมาภิบาลในระบบสาธารณสุขไทย การตั้งคำถามว่า งบบัตรทอง 60,000 ล้าน ไม่หายไปไหน ไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่เป็นการกระตุ้นให้หน่วยงานรัฐต้องทำงานด้วยความโปร่งใสมากยิ่งขึ้น ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว ประชาชนผู้ใช้สิทธิทุกคนจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากการตรวจสอบที่เข้มข้นนี้ครับ

ที่มา – “พัฒนา” ย้ำงบบัตรทอง 60,000 ล้าน ไม่หายไปไหน กำชับ สปสช. ต้องแจงรายละเอียดให้ชัด

รมว.สาธารณสุข ยันข้อมูลผู้ป่วย สธ.ยังปลอดภัย ทดสอบระบบไซเบอร์ทุก 3-6 เดือน

รมว.สาธารณสุข ยันข้อมูลผู้ป่วย สธ.ยังปลอดภัย ทดสอบระบบไซเบอร์ทุก 3-6 เดือน

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจอย่างมากในโลกออนไลน์ เมื่อมีการพูดถึงความปลอดภัยของฐานข้อมูลหน่วยงานรัฐ หลังจากมีกระแสข่าวข้อมูลส่วนบุคคลหลุดออกมาจากหลายหน่วยงาน ล่าสุด นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้ออกมาให้ความเชื่อมั่นกับประชาชนว่าทางกระทรวงฯ ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างยิ่ง โดยยืนยันว่า รมว.สาธารณสุข ยันข้อมูลผู้ป่วย สธ.ยังปลอดภัย ทดสอบระบบไซเบอร์ทุก 3-6 เดือน เพื่อป้องกันเหตุไม่พึงประสงค์ที่จะกระทบต่อความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้บริการทุกคน

ในยุคที่โลกดิจิทัลก้าวหน้าไปไกล ข้อมูลสุขภาพถือเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดอย่างหนึ่ง การรักษาความปลอดภัยจึงเป็นเรื่องที่ละเลยไม่ได้ นายพัฒนาได้กล่าวเน้นย้ำถึงกลยุทธ์ในการรับมือกับภัยคุกคามไซเบอร์ว่า ทางกระทรวงฯ ไม่ได้นิ่งนอนใจและมีการประเมินความเสี่ยงอยู่เสมอ แม้จะมั่นใจว่าระบบในปัจจุบันยังคงแข็งแกร่ง แต่ก็ไม่ขอยืนยันแบบท้าทาย เพราะเทคโนโลยีของเหล่าแฮกเกอร์ก็มีการพัฒนาขึ้นทุกวันเช่นกัน

ทำไม รมว.สาธารณสุข ยันข้อมูลผู้ป่วย สธ.ยังปลอดภัย ทดสอบระบบไซเบอร์ทุก 3-6 เดือน ถึงสำคัญ?

การทำงานของกระทรวงสาธารณสุขเปรียบเสมือนการเล่นเกมไล่จับระหว่างแมวกับหนู ที่ต้องมีการปรับปรุงและอัปเกรดระบบอยู่ตลอดเวลา การทดสอบระบบความปลอดภัยทุก 3-6 เดือน มีความสำคัญในแง่มุมดังนี้:

  • การอุดช่องโหว่: การทดสอบเป็นประจำทำให้ทีมไอทีพบช่องว่างก่อนที่ผู้ไม่หวังดีจะเข้าถึง
  • ยกระดับมาตรฐาน: เป็นการยกระดับการป้องกันข้อมูลผู้ป่วยให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล
  • สร้างความมั่นใจ: การสื่อสารเรื่องความปลอดภัยช่วยให้ประชาชนมั่นใจในการใช้บริการผ่านแอปพลิเคชันหรือระบบออนไลน์ของโรงพยาบาลรัฐ

ถึงแม้ว่าในปัจจุบันจะยังไม่มีรายงานว่าข้อมูลของผู้ป่วยหลุดออกไป แต่ทางกระทรวงฯ ก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลให้ปลอดภัยและทันสมัยมากยิ่งขึ้น เพื่อให้มั่นใจได้ว่าข้อมูลสุขภาพส่วนบุคคลของพี่น้องประชาชนจะถูกจัดเก็บไว้อย่างมิดชิดที่สุดในระบบคลาวด์และฐานข้อมูลของรัฐ

ท้ายที่สุดแล้ว ความปลอดภัยไซเบอร์เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตา แม้รัฐจะยืนยันว่า รมว.สาธารณสุข ยันข้อมูลผู้ป่วย สธ.ยังปลอดภัย ทดสอบระบบไซเบอร์ทุก 3-6 เดือน แต่ผู้ใช้บริการเองก็ควรตั้งค่ารหัสผ่านที่ปลอดภัยและหมั่นตรวจสอบการใช้งานบัญชีของตนเองอยู่เสมอ เพื่อเป็นอีกหนึ่งชั้นการป้องกันที่แข็งแกร่งที่สุดครับ

ที่มา – รมว.สาธารณสุข ยันข้อมูลผู้ป่วย สธ.ยังปลอดภัย ทดสอบระบบไซเบอร์ทุก 3-6 เดือน

“รัดเกล้า” นำทีม อนุ กมธ. ถก 5 หน่วยงานยกระดับสิทธิรักษาผู้ต้องขัง

เชื่อว่าหลายคนคงได้ติดตามข่าวสารกรณีการยกระดับคุณภาพชีวิตในเรือนจำ ซึ่งล่าสุด “รัดเกล้า” นำทีม อนุ กมธ. ถก 5 หน่วยงานยกระดับสิทธิรักษาผู้ต้องขัง เพื่อหาทางออกให้กับวิกฤตความแออัดและปัญหาสุขภาพภายในคุก ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญของภาคการเมืองในการเข้ามามีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาสิทธิมนุษยชนอย่างจริงจังครับ

“รัดเกล้า” นำทีม อนุ กมธ. ถก 5 หน่วยงานยกระดับสิทธิรักษาผู้ต้องขัง

เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2569 นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี ได้เปิดเผยผลการประชุมคณะอนุกรรมาธิการฯ ครั้งที่ 6 โดยดึงเอาตัวแทนจากกระทรวงสาธารณสุข สปสช. กรมราชทัณฑ์ และแพทยสภา มาร่วมโต๊ะเจรจา ประเด็นสำคัญคือภาวะ “คุกล้น” ที่ทำให้การเข้าถึงการรักษาพยาบาลเป็นไปอย่างยากลำบาก การที่ “รัดเกล้า” นำทีม อนุ กมธ. ถก 5 หน่วยงานยกระดับสิทธิรักษาผู้ต้องขัง ในครั้งนี้ถือเป็นการเปิดพื้นที่ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ปรับจูนระบบการทำงานร่วมกัน เพื่อให้ผู้ต้องขังได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานตามหลักสากล

มาตรการใหม่และการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย

ในการประชุมมีการชูโครงการ “ราชทัณฑ์ปันสุข” ซึ่งเน้นการคัดกรองโรคตั้งแต่เริ่มเข้าเรือนจำ รวมถึงการใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยตรวจคัดกรองวัณโรค เพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่ระบาดของโรคติดต่อภายในที่คุมขัง ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมครับ เพราะการดูแลสุขภาพของผู้ต้องขังคือการสะท้อนถึงมาตรฐานความยุติธรรมของสังคมไทยด้วยเช่นกัน

ลุย 3 ประเด็นร้อนเพื่อสังคม

นอกจากเรื่องการรักษาแล้ว ทางคณะอนุ กมธ. ยังเตรียมลุยต่อใน 3 ประเด็นที่สังคมกำลังจับตามอง ดังนี้:

  • ทบทวนบทลงโทษ: พิจารณาความเหมาะสมของโทษประหารชีวิตในคดีอุกฉกรรจ์
  • กวาดล้างผู้มีอิทธิพล: ตรวจสอบความเชื่อมโยงระหว่างอาชญากรกับเจ้าหน้าที่รัฐ
  • แก้ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว: เร่งจัดการต้นตอของอาชญากรรมที่มักเริ่มจากคนในบ้าน

ท้ายที่สุดนี้ ผมมองว่าความพยายามของคณะอนุกรรมาธิการฯ ครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมากครับ การทำให้เรือนจำเป็นพื้นที่ที่สามารถขัดเกลาและรักษาสิทธิขั้นพื้นฐานได้อย่างเท่าเทียม ไม่เพียงแต่จะช่วยลดปัญหาในระยะยาว แต่ยังเป็นการสร้างสังคมที่มีความปลอดภัยและเปี่ยมด้วยมนุษยธรรมมากยิ่งขึ้น เราคงต้องรอดูกันต่อไปว่าข้อสรุปเชิงนโยบายที่จะส่งถึงคณะรัฐมนตรีนั้นจะเปลี่ยนโฉมหน้ากระบวนการยุติธรรมของไทยไปได้มากน้อยเพียงใด

ที่มา – “รัดเกล้า” นำทีม อนุ กมธ. ถก 5 หน่วยงานยกระดับสิทธิรักษาผู้ต้องขัง

Scroll to top