กระทรวงสาธารณสุข

กธ. จับมือ มูลนิธิธรรมนัส-สธ.-สภาทนายความ ช่วย 2 ครอบครัวเหยื่อไฟไหม้โรงเบียร์ดัง

เชื่อว่าหลายคนคงยังจำเหตุการณ์ระทึกขวัญจากเหตุไฟไหม้โรงเบียร์ชื่อดังย่านลาดพร้าวได้ ซึ่งนอกจากความเสียหายทางทรัพย์สินแล้ว ยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บที่ต้องเผชิญกับวิกฤตชีวิตซ้ำซ้อน ล่าสุด กธ. จับมือ มูลนิธิธรรมนัส-สธ.-สภาทนายความ ช่วย 2 ครอบครัวเหยื่อไฟไหม้โรงเบียร์ดัง ที่กำลังแบกรับภาระค่ารักษาพยาบาลมหาศาล เพื่อทวงคืนความเป็นธรรมให้กับผู้ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่

กธ. จับมือ มูลนิธิธรรมนัส-สธ.-สภาทนายความ ช่วย 2 ครอบครัวเหยื่อไฟไหม้โรงเบียร์ดัง

เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 นายกองตรี ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ ผู้อำนวยการศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์พรรคกล้าธรรม พร้อมด้วยตัวแทนจากมูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า เพื่อการกุศล กระทรวงสาธารณสุข และสภาทนายความ ได้ร่วมกันแถลงข่าวถึงความคืบหน้าการให้ความช่วยเหลือ 2 ครอบครัวผู้เสียหาย ซึ่งประกอบด้วยชาวไทยและชาวลาว ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุเพลิงไหม้ แต่กลับต้องมาแบกรับภาระหนี้สินค่ารักษาพยาบาลในโรงพยาบาลเอกชนร่วมกว่า 500,000 บาท เนื่องจากวงเงินประกันภัยของผู้ประกอบการหมดลง

แนวทางการช่วยเหลือผู้เสียหายอย่างบูรณาการ

สำหรับการเคลื่อนไหวครั้งสำคัญเมื่อ กธ. จับมือ มูลนิธิธรรมนัส-สธ.-สภาทนายความ ช่วย 2 ครอบครัวเหยื่อไฟไหม้โรงเบียร์ดัง ครั้งนี้ ได้มีการวางกรอบการช่วยเหลือที่ชัดเจนไว้ 3 ด้านหลัก ดังนี้:

  • การรักษาพยาบาล: กระทรวงสาธารณสุขจะเข้ามาดูแลเรื่องสิทธิ์การรักษาพยาบาล เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายที่สะสมมานาน
  • การเยียวยาเบื้องต้น: ศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์พรรคกล้าธรรมและมูลนิธิธรรมนัส จะเร่งเจรจากับผู้ประกอบการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อนำเงินเยียวยามาบรรเทาทุกข์โดยเร็ว
  • การดำเนินคดีทางกฎหมาย: สภาทนายความจะเข้ามาดูแลสิทธิ์และดำเนินการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายสูงสุด เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ประกอบการจะไม่ปฏิเสธความรับผิดชอบ

นายกองตรี ดร.ธนกฤต ได้ย้ำชัดเจนว่า เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนสำคัญที่ผู้ประกอบการจะเพิกเฉยไม่ได้ ทีมงานจะติดตามคดีอย่างใกล้ชิดเพื่อให้แน่ใจว่าผู้เสียหายทุกคนได้รับความเป็นธรรมอย่างเท่าเทียมกัน

เราขอเป็นกำลังใจให้ครอบครัวผู้เสียหายผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้โดยเร็ว และหวังว่าหน่วยงานรัฐจะสามารถบังคับใช้กฎหมายเพื่อเอาผิดผู้ที่เกี่ยวข้องให้ถึงที่สุด เพื่อเป็นบรรทัดฐานว่าความปลอดภัยของชีวิตประชาชนต้องมาก่อนผลกำไรทางธุรกิจเสมอ

ที่มา – กธ. จับมือ “มูลนิธิธรรมนัส-สธ.-สภาทนายความ” ช่วย 2 ครอบครัวเหยื่อไฟไหม้โรงเบียร์ดัง

กมธ.สาธารณสุข เร่งร่างกฎหมายควบคุมกัญชา ประกบร่าง สธ.

เชื่อว่าหลายคนกำลังจับตามองสถานการณ์เรื่องพืชกัญชาในบ้านเราอย่างใกล้ชิด เพราะเป็นประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และสังคมไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวสำคัญจากฝั่งรัฐสภา โดยนายสกลธี ภัททิยกุล ประธานคณะ กมธ.สาธารณสุข ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าว่า ทางกรรมาธิการกำลังเร่งศึกษาและร่างกฎหมายเพื่อควบคุมการใช้งานให้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการทำ กมธ.สาธารณสุข เร่งร่างกฎหมายควบคุมกัญชา ประกบร่าง สธ. เพื่อให้กฎหมายมีความครอบคลุมและอุดช่องโหว่ทางกฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบัน

กมธ.สาธารณสุข เร่งร่างกฎหมายควบคุมกัญชา ประกบร่าง สธ. สู่การจัดการที่เป็นระบบ

ปัญหาที่น่ากังวลที่สุดในขณะนี้คือการลักลอบส่งออกกัญชาไปยังต่างประเทศอย่างผิดกฎหมาย โดยข้อมูลจากกรรมาธิการสาธารณสุขระบุว่า ในปีงบประมาณ 2569 มีการตรวจพบการลักลอบส่งออกกัญชาสูงถึง 56 ตัน ซึ่งมากกว่าปี 2567 ถึง 16 เท่าตัวเลยทีเดียว จุดหมายปลายทางสำคัญคือประเทศอังกฤษและเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้ส่งผลเสียต่อชื่อเสียงของประเทศอย่างหนัก เนื่องจากขณะนี้เรายังไม่มีกฎหมายหลักที่ควบคุมอย่างเบ็ดเสร็จ การที่ กมธ.สาธารณสุข เร่งร่างกฎหมายควบคุมกัญชา ประกบร่าง สธ. จึงถือเป็นก้าวสำคัญที่จะจัดการปัญหาการแพร่ระบาดและส่งออกกัญชาผิดแหล่งให้เด็ดขาดขึ้น

ทำไมต้องเร่งร่างกฎหมายใหม่ให้ทัน ม.ค. 70?

  • อุดช่องโหว่สุญญากาศทางกฎหมายที่ไม่มีอำนาจควบคุมเพียงพอ
  • ยกระดับบทลงโทษต่อผู้ลักลอบส่งออก ไม่ใช่แค่ปรับแล้วจบไป
  • สร้างความเป็นระเบียบและมาตรฐานให้สังคมไทยในระดับสากล
  • บูรณาการข้อมูลร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมศุลกากร

อย่างไรก็ตาม กระบวนการร่างกฎหมายคงต้องใช้เวลาพอสมควร โดยคาดว่าร่างของกระทรวงสาธารณสุขและร่างของกรรมาธิการจะสามารถนำเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรได้ในช่วงเดือนมกราคม พ.ศ. 2570 ระหว่างนี้คณะ กมธ. จะยังคงทำงานอย่างเข้มข้นในการเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูล เพื่อให้แน่ใจว่าตัวบทกฎหมายที่ออกมาจะตอบโจทย์ปัญหาการลักลอบและการใช้กัญชาในทางที่ผิดอย่างแท้จริง

เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า การที่ กมธ.สาธารณสุข เร่งร่างกฎหมายควบคุมกัญชา ประกบร่าง สธ. จะช่วยเปลี่ยนสถานการณ์จากที่ประเทศไทยเคยเป็นแหล่งแพร่ระบาดให้กลับมามีระบบระเบียบได้อย่างที่หวังไว้หรือไม่ สำหรับประชาชนทั่วไป การรับรู้ข้อมูลข่าวสารและการปรับตัวให้เข้ากับกฎหมายใหม่ในอนาคตจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก เพื่อไม่ให้ตนเองต้องตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มขบวนการลักลอบผิดกฎหมายโดยไม่รู้ตัว

ที่มา – กมธ.สาธารณสุข เร่งร่างกฎหมายควบคุมกัญชา ประกบร่าง สธ. คาดเข้าสภาฯ ม.ค. 70

“ไอซ์” แฉ 4 กระทรวงเบี้ยวไม่ส่งข้อมูลคำของบฯ ให้ กมธ.

เป็นประเด็นร้อนที่สังคมต่างให้ความสนใจอย่างมาก เมื่อ “ไอซ์” แฉ 4 กระทรวงเบี้ยวไม่ส่งข้อมูลคำของบฯ ให้ กมธ. หวังตรวจสอบความโปร่งใสของงบประมาณแผ่นดิน งานนี้บอกเลยว่าทำเอาชาวเน็ตและประชาชนตัวน้อยๆ อย่างเราต้องหันมาจับตามองบทบาทของคณะกรรมาธิการการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณฯ กันอย่างใกล้ชิด

“ไอซ์” แฉ 4 กระทรวงเบี้ยวไม่ส่งข้อมูลคำของบฯ ให้ กมธ.

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นที่อาคารรัฐสภา เมื่อนางสาวรักชนก ศรีนอก หรือไอซ์ ในฐานะประธาน กมธ. ได้ออกมาเปิดเผยความไม่โปร่งใสของหลายหน่วยงานรัฐที่ดูจะมีพฤติกรรม “ปกปิด” ข้อมูลสำคัญ แทนที่จะให้ความร่วมมือในการเปิดเผยรายละเอียดคำของบประมาณประจำปี เพื่อให้ฝ่ายนิติบัญญัติช่วยตรวจสอบตามหน้าที่ การกระทำดังกล่าวสร้างคำถามตัวโตๆ ว่าทำไมรัฐบาลถึงต้องตื่นตระหนกกับการถูกตรวจสอบขนาดนี้

รายชื่อหน่วยงานที่มีปัญหา

สำหรับรายชื่อกระทรวงที่ถูก “ไอซ์” แฉ 4 กระทรวงเบี้ยวไม่ส่งข้อมูลคำของบฯ ให้ กมธ. ได้แก่:

  • กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  • กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)
  • กระทรวงพลังงาน
  • กระทรวงสาธารณสุข

นอกจากนี้ ยังมีบางหน่วยงานที่ให้ข้อมูลแบบ “ขอไปที” จนไม่สามารถนำไปพิจารณาได้จริง หรือบางกระทรวงที่ส่งมาแล้วก็กลับไปดึงเรื่องขอเอกสารคืนอย่างมีพิรุธ ซึ่งทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า กระบวนการจัดสรรงบประมาณในปัจจุบันอาจมีรอยรั่วที่มากกว่าที่เราคิด

ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดคืองบกลาง ซึ่งกลายเป็นช่องทางหลักที่รัฐบาลเลือกใช้แทนการตั้งงบประมาณปกติ “ไอซ์” ได้ยกตัวอย่างดราม่าจอมเจ็ตสกีที่หาดใหญ่ เพื่อชี้ให้เห็นว่าการที่ท้องถิ่นขอไปแต่ถูกปัดตก แล้วไปอนุมัติงบผ่านช่องทางงบกลางนั้น คือความล้มเหลวของการจัดการงบประมาณที่ไร้ความโปร่งใสและไม่ตอบโจทย์ความเดือดร้อนของชาวบ้านอย่างถาวร

ในฐานะประชาชน เราคงต้องช่วยกันกดดันและเรียกร้องให้หน่วยงานเหล่านี้เปิดเผยข้อมูลออกมาให้หมด อย่าให้ภาษีของพวกเราต้องกลายเป็นงบประมาณที่ไม่มีใครตรวจสอบได้ เพราะความโปร่งใสคือรากฐานสำคัญที่สุดของประชาธิปไตยและการบริหารบ้านเมืองที่ดี หากรัฐบาลไม่มีอะไรต้องปิดบัง ก็ไม่ควรมีเหตุผลให้ต้องปฏิเสธการให้ข้อมูลกับคณะกรรมาธิการที่ทำหน้าที่ตรวจสอบแทนประชาชน

ที่มา – “ไอซ์” แฉ 4 กระทรวงเบี้ยวไม่ส่งข้อมูลคำของบฯ ให้ กมธ.

อนุทิน ลั่น ลักลอบคือตั้งใจทำผิดกฎหมาย ขนกัญชาต้องรับกรรม

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในวงการการเมืองและกฎหมายไทย เมื่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการลักลอบนำพืชกัญชาออกไปจำหน่ายต่างประเทศ โดยย้ำชัดว่าการกระทำดังกล่าวถือเป็นการเจตนาฝ่าฝืนกฎหมายอย่างชัดเจน ซึ่ง “อนุทิน” ลั่น ลักลอบคือตั้งใจทำผิดกฎหมาย ใครขนกัญชาออกนอกประเทศต้องรับกรรม เพื่อให้สังคมเข้าใจตรงกันว่ากัญชาไทยไม่ใช่สินค้าที่จะส่งออกได้เสรีครับ

อนุทิน ลั่น ลักลอบคือตั้งใจทำผิดกฎหมาย ขนกัญชาต้องรับกรรม

เหตุการณ์การลักลอบขนกัญชาข้ามพรมแดนเป็นเรื่องที่ทางการให้ความสำคัญอย่างมากครับ ท่านนายกฯ ได้กล่าวว่าเมื่อมีการตั้งใจทำผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่ก็ต้องดำเนินการอย่างเฉียบขาด ใครที่คิดจะลักลอบขนกัญชาออกนอกประเทศต้องรับผิดชอบต่อการกระทำนั้นๆ ตามกฎหมายของแต่ละประเทศที่ไปถึง เพราะถือว่าเป็นการทำลายชื่อเสียงและกฎระเบียบของไทยในระดับสากล สำหรับประเด็นเรื่อง อนุทิน ลั่น ลักลอบคือตั้งใจทำผิดกฎหมาย ขนกัญชาต้องรับกรรม นั้น นายกฯ ได้เน้นย้ำว่ากฎหมายไทยเข้มงวดกับเรื่องนี้มาก

คุมเข้มการใช้กัญชาเพื่อการแพทย์เท่านั้น

นอกจากนี้ ทางกระทรวงสาธารณสุขกำลังเร่งผลักดันกฎหมายฉบับใหม่ เพื่อให้การควบคุมดูแลกัญชาเป็นไปอย่างชัดเจน โดยมีเป้าหมายหลักดังนี้ครับ:

  • เน้นการใช้ประโยชน์ทางการแพทย์และสุขภาพเท่านั้น
  • ป้องกันการนำกัญชาไปใช้เพื่อความบันเทิง สันทนาการ หรือการสูบเสพ
  • กำหนดบทลงโทษที่ชัดเจนสำหรับผู้ที่ละเมิดข้อบังคับ
  • สร้างมาตรการควบคุมการนำเข้าและส่งออกกัญชาอย่างเข้มงวด

ความชัดเจนในกฎหมายถัดจากนี้ จะช่วยลดปัญหาเรื่องการนำกัญชาไปใช้อย่างผิดประเภทได้อย่างมาก ไม่ว่าจะถูกนำไปใช้สันทนาการหรือการส่งออกที่ผิดกฎหมาย ทุกอย่างจะถูกจัดระเบียบให้เข้ารูปเข้ารอย เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อคนไทยครับ

บทสรุปของเรื่องนี้ค่อนข้างชัดเจนนะครับว่า กัญชาจะถูกจำกัดวงไว้แค่เรื่องสุขภาพและการรักษาพยาบาลเท่านั้น การเดินทางไปต่างประเทศหรือทำธุรกิจที่นอกเหนือจากกรอบกฎหมายนั้นเป็นเรื่องที่มีความเสี่ยงสูงมาก ดังนั้น อย่าลองดีกับกฎหมาย เพราะผลลัพธ์ที่ตามมาอาจไม่คุ้มค่าเลยจริงๆ สำหรับผู้ที่สนใจอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับคำแถลงของนายกฯ สามารถติดตามต่อได้ที่ด้านล่างนี้ครับ

ที่มา – “อนุทิน” ลั่น ลักลอบคือตั้งใจทำผิดกฎหมาย ใครขนกัญชาออกนอกประเทศต้องรับกรรม

ทลาย รง.สเตียรอยด์เถื่อน ในคอนโดฯ กลางกรุง

เชื่อว่าหลายคนที่หลงใหลในการออกกำลังกายหรือกำลังปั้นหุ่นสวย คงเคยได้ยินเรื่องยาช่วยเร่งกล้ามเนื้อมาบ้างใช่ไหมครับ? แต่วันนี้มีข่าวใหญ่ที่สายฟิตต้องอ่านเลย เพราะมีการ ทลาย รง.สเตียรอยด์เถื่อน ในคอนโดฯ กลางกรุง ซึ่งเป็นแหล่งผลิตและกระจายสินค้าให้กับนักกล้ามทั้งในและต่างประเทศ บอกเลยว่าของกลางที่มีมูลค่ากว่า 50 ล้านบาทนั้นน่าตกใจมากครับ!

เบื้องลึกการ ทลาย รง.สเตียรอยด์เถื่อน ในคอนโดฯ กลางกรุง

การปฏิบัติการครั้งนี้ เป็นการร่วมมือกันของสำนักงานตำรวจแห่งชาติและ อย. ที่บุกเข้าตรวจค้นคอนโดหรูย่านพัฒนาการหลังจากสืบทราบว่ามีการแอบใช้พื้นที่เป็นโรงงานผลิตยาอนาบอลิกสเตียรอยด์โดยไม่ได้รับอนุญาต กระบวนการผลิตที่นี่ไม่ได้มาตรฐานอย่างรุนแรง ไม่มีการฆ่าเชื้อในยาฉีด และใช้สารเคมีที่อันตรายต่อร่างกายผู้ใช้แบบสุดๆ

อันตรายจากยาเถื่อนที่ต้องระวังให้ดี

ยาที่ยึดได้จากการเข้า ทลาย รง.สเตียรอยด์เถื่อน ในคอนโดฯ กลางกรุง ครั้งนี้มีหลากหลายยี่ห้อ ทั้งชนิดฉีดและชนิดกิน ซึ่งเป็นสารสังเคราะห์ฮอร์โมนเพศชายที่นำมาใช้ผิดประเภท อันตรายที่รออยู่หากใครนำยาเหล่านี้ไปใช้ ได้แก่:

  • ตับและไตทำงานหนัก: อาจส่งผลให้เกิดภาวะตับอักเสบจนถึงขั้นไตวายเฉียบพลัน
  • ระบบหัวใจและหลอดเลือด: เสี่ยงต่อภาวะความดันโลหิตสูง กล้ามเนื้อหัวใจโต และอาจหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันจนเสียชีวิตได้
  • ภาวะติดเชื้อ: เนื่องจากเป็นยาที่ผลิตในสถานที่ไร้มาตรฐาน ทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อในกระแสเลือดจากการฉีดยาที่ไม่ได้ฆ่าเชื้อ
  • ผลกระทบต่อฮอร์โมน: เสี่ยงต่อภาวะมีบุตรยากและระบบต่างๆ ในร่างกายรวนไปหมด

หลายคนมองว่าทางลัดสร้างกล้ามเนื้อด้วยยาจะช่วยได้เร็ว แต่จริงๆ แล้วมันคือภัยเงียบที่ทำลายสุขภาพในระยะยาวโดยที่เราคาดไม่ถึง ผู้ต้องหาในคดีนี้ทำมาแล้วกว่า 3 ปี และเคยโดนจับมาก่อนแต่ยังกล้ากลับมากระทำผิดซ้ำอีก เพื่อมุ่งหวังกำไรโดยไม่สนใจความเป็นความตายของผู้บริโภคเลยแม้แต่น้อย

คำแนะนำสำหรับสายสุขภาพ: อย่าหลงเชื่อโฆษณาชวนเชื่อหรือการบอกต่อแบบปากต่อปากให้ซื้อยาผ่านช่องทางออนไลน์ที่ไม่มีความน่าเชื่อถือ ควรหันมาดูแลตัวเองด้วยการทานอาหารที่มีประโยชน์และออกกำลังกายอย่างเป็นธรรมชาติจะปลอดภัยที่สุดครับ หากใครสงสัยว่าผลิตภัณฑ์ที่ใช้อยู่มีความเสี่ยงหรือไม่ สามารถตรวจสอบได้ง่ายๆ ผ่านแอปพลิเคชัน “หมอพร้อม” หรือไลน์ @FDAThai จะได้มั่นใจว่าเราสร้างหุ่นสวยโดยไม่เอาชีวิตไปเสี่ยง

ที่มา – ทลาย รง.สเตียรอยด์เถื่อน ในคอนโดฯ กลางกรุง แฉผลิตขายนักกล้ามทั้งใน-ต่างประเทศ

คมส. ลุย “MOPH PLUS+” พลิกวิกฤต NCDs ลดป่วยทุกช่วงวัย

คมส. ลุย “MOPH PLUS+” พลิกวิกฤต NCDs ลดป่วยทุกช่วงวัย

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีเรื่องราวดีๆ เกี่ยวกับสุขภาพของคนไทยมาฝากกันครับ เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. 2569 ที่ผ่านมา คณะกรรมการขับเคลื่อนและติดตามการดำเนินงานตามมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ (คมส.) ได้มีการประชุมครั้งสำคัญเพื่อเดินหน้านโยบายที่จะเปลี่ยนชีวิตคนไทยให้ดีขึ้น โดยเน้นไปที่การผลักดัน คมส. ลุย “MOPH PLUS+” พลิกวิกฤต NCDs ลดป่วยทุกช่วงวัย อย่างจริงจังครับ

ในปัจจุบัน เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือกลุ่มโรค NCDs อย่างเบาหวานและความดันโลหิตสูง กำลังกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่กัดกินสุขภาพคนไทย ข้อมูลน่าตกใจคือคนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปป่วยเป็นเบาหวานเพิ่มขึ้นจนน่ากลัว และภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขส่วนใหญ่ก็เทไปกับโรคเหล่านี้มหาศาลครับ

เปลี่ยนพฤติกรรม “ลดจิ้ม ลดเค็ม” สู่สุขภาพที่ดีกว่า

นโยบาย คมส. ลุย “MOPH PLUS+” พลิกวิกฤต NCDs ลดป่วยทุกช่วงวัย จึงมุ่งเน้นไปที่การสร้างพฤติกรรมสุขภาพที่ดี โดยเฉพาะแคมเปญกระตุ้นให้ทุกคน “ลดจิ้ม ลดเค็ม” เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงตั้งแต่ต้นทาง ไม่ว่าจะเป็นการกินอาหารที่มีโซเดียมสูง หรือการกินหวานเกินความจำเป็น ซึ่งนี่คือจุดเริ่มต้นง่ายๆ ที่เราทุกคนทำได้ที่บ้านครับ

ทางด้าน นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ รองประธาน คมส. กล่าวว่า นโยบาย MOPH PLUS+ ไม่ได้ทำแค่การรักษา แต่เน้นการป้องกันเชิงรุก โดยใช้เทคโนโลยี AI และนวัตกรรมทางการแพทย์เข้ามาช่วย เพื่อยกระดับมาตรฐานสาธารณสุขไทยให้เทียบเท่าระดับสากล ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีการดึง อปท. และภาคีเครือข่ายระดับท้องถิ่นมาร่วมด้วย เพื่อให้การแก้ปัญหา NCDs เข้าไปอยู่ในชุมชนอย่างแท้จริง

  • ลดกินเค็ม ลดการปรุงเพิ่ม เพื่อไตที่แข็งแรง
  • ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลช่วยติดตามการดูแลสุขภาพ
  • ดึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ร่วมสร้างมาตรการทางสังคม
  • ส่งเสริมการเกิดและการเติบโตอย่างมีคุณภาพในเด็ก

นอกจากนี้ ในที่ประชุมยังมีการพูดคุยถึงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 เพื่อรองรับสังคมสูงวัยและปัญหาจำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ลดลง การขับเคลื่อน คมส. ลุย “MOPH PLUS+” พลิกวิกฤต NCDs ลดป่วยทุกช่วงวัย ครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนก้าวสำคัญที่จะปลดล็อกข้อจำกัดเดิมๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงบประมาณหรือการบูรณาการระหว่างกระทรวง

ผมเชื่อว่าหากทุกคนร่วมมือกัน ตั้งแต่ระดับครอบครัวไปจนถึงระดับนโยบายอย่างที่ทาง คมส. กำลังทำอยู่ เราจะเห็นประเทศไทยที่คนมีสุขภาพดีขึ้นอย่างแน่นอน การดูแลตัวเองตั้งแต่วันนี้ถือเป็นการลงทุนที่ดีที่สุดเพื่ออนาคตของเราและคนที่เรารักครับ มาร่วมกันปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อสุขภาพที่ดีไปพร้อมกันนะครับ

ที่มา – คมส. นัดแรกปี 69 ลุย “MOPH PLUS+” พลิกวิกฤต NCDs ดันบิ๊กโปรเจกต์ลดป่วยทุกช่วงวัย

รัฐบาลเดินหน้ารับฟังความเห็น “ร่าง พ.ร.บ.กัญชา-กัญชง” ถึง 1 ก.ค.นี้

สวัสดีครับทุกคน! วันนี้เรามีข่าวสารสำคัญเกี่ยวกับทิศทางกฎหมายของบ้านเรามาฝากกัน โดยเฉพาะผู้ที่สนใจหรือเกี่ยวข้องกับวงการสมุนไพร เพราะล่าสุดทางรัฐบาลได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญกับการเดินหน้ารับฟังความเห็น รัฐบาลเดินหน้ารับฟังความเห็น “ร่าง พ.ร.บ.กัญชา-กัญชง” ถึง 1 ก.ค.นี้ เพื่อให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางกฎหมายให้ครอบคลุมและตอบโจทย์การใช้งานจริงในปัจจุบันครับ

รัฐบาลเดินหน้ารับฟังความเห็น “ร่าง พ.ร.บ.กัญชา-กัญชง” ถึง 1 ก.ค.นี้

การเปิดรับฟังความคิดเห็นในช่วงที่ 2 นี้ถือเป็นช่วงโค้งสุดท้ายที่สำคัญมากครับ โดยเป็นการเปิดให้ประชาชนและผู้ประกอบการได้แสดงความเห็นต่อตัวร่างพระราชบัญญัติโดยตรง หลังจากที่ช่วงแรกเราได้ผ่านการรับฟังความคิดเห็นในเชิงหลักการมาแล้ว เพื่อให้กฎหมายฉบับนี้มีความรอบคอบและรัดกุมที่สุด ท่านสามารถเข้าดูรายละเอียดและแสดงความคิดเห็นได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ผ่านช่องทางออนไลน์ตามที่รัฐบาลกำหนด

ทำไมต้องร่วมแสดงความคิดเห็นร่าง พ.ร.บ.กัญชา-กัญชง?

การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการรับฟังเสียงประชาชนในครั้งนี้ เพื่อให้เกิดสมดุลระหว่างการใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และที่สำคัญที่สุดคือการคุ้มครองสุขภาพประชาชน ดังนั้นการที่ รัฐบาลเดินหน้ารับฟังความเห็น “ร่าง พ.ร.บ.กัญชา-กัญชง” ถึง 1 ก.ค.นี้ จึงเป็นโอกาสดีที่ทุกภาคส่วนจะได้ร่วมสร้างกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน เพื่อป้องกันการนำไปใช้ในทางที่ผิดและสร้างความมั่นคงให้กับอุตสาหกรรมในอนาคตครับ

หากคุณมีข้อเสนอแนะที่อยากให้ภาครัฐนำไปพิจารณา สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมได้ง่ายๆ ผ่าน 2 ช่องทางหลัก ดังนี้ครับ:

  • ระบบกลางทางกฎหมาย: www.law.go.th
  • เว็บไซต์ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก: www.dtam.moph.go.th

ท้ายที่สุดนี้ ผมเชื่อว่าการมีส่วนร่วมของพวกเราทุกคนจะช่วยให้กฎหมายฉบับนี้มีความเป็นธรรมและส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น รัฐบาลยังคงยืนยันว่าการเดินหน้าปรับปรุงกฎหมายในครั้งนี้จะช่วยสร้างทิศทางที่ยั่งยืน แม้กระบวนการอาจจะต้องใช้เวลา แต่ผลลัพธ์ที่ได้จากการ รัฐบาลเดินหน้ารับฟังความเห็น “ร่าง พ.ร.บ.กัญชา-กัญชง” ถึง 1 ก.ค.นี้ จะเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้กัญชา-กัญชงไทยก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและปลอดภัยสำหรับทุกคนครับ อย่าลืมเข้าไปแสดงความคิดเห็นก่อนปิดรับนะครับ

ที่มา – รัฐบาลเดินหน้ารับฟังความเห็น “ร่าง พ.ร.บ.กัญชา-กัญชง” ถึง 1 ก.ค.นี้

รัฐบาลเปิดรับสมัครผู้แทนไทยชิงตำแหน่ง ผอ.ใหญ่องค์การอนามัยโลก

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวดีที่น่าตื่นเต้นในวงการสาธารณสุขไทย เมื่อล่าสุดทางรัฐบาลเปิดรับสมัครผู้แทนไทยชิงตำแหน่ง ผอ.ใหญ่องค์การอนามัยโลก เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเลือกตั้งในปี 2570 ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่จะยกระดับประเทศไทยให้ก้าวขึ้นไปเป็นผู้นำด้านสุขภาพในเวทีระดับโลกอย่างเต็มตัวครับ

โอกาสทอง! รัฐบาลเปิดรับสมัครผู้แทนไทยชิงตำแหน่ง ผอ.ใหญ่องค์การอนามัยโลก

การที่รัฐบาลเล็งเห็นความสำคัญและประกาศให้มีการสรรหาผู้แทนประเทศไทยเข้ารับการคัดเลือกในตำแหน่งนี้ ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เลยครับ เพราะตำแหน่งผู้อำนวยการใหญ่ WHO เป็นฟันเฟืองสำคัญในการกำหนดทิศทางนโยบายสุขภาพทั่วโลก ทั้งการรับมือกับโรคอุบัติใหม่ และการสร้างความมั่นคงด้านสาธารณสุขในอนาคต

ใครบ้างที่มีสิทธิ์สมัครเป็นผู้แทนไทยไปชิงตำแหน่งระดับโลก?

สำหรับเพื่อนๆ หรือบุคลากรท่านใดที่สนใจ และมีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่กำหนดไว้ ลองเช็กดูนะครับว่าเราตรงกับความต้องการของคณะกรรมการสรรหาหรือไม่ โดยหลักเกณฑ์เบื้องต้นมีดังนี้ครับ:

  • ต้องมีสัญชาติไทย
  • อายุไม่ต่ำกว่า 45 ปีบริบูรณ์ ณ วันปิดรับสมัคร
  • มีประสบการณ์ตรงและผลงานเป็นที่ประจักษ์ด้านสุขภาพและการสาธารณสุข
  • ผ่านงานด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศมาอย่างโชกโชน
  • มีภาวะผู้นำที่เข้มแข็งและยึดมั่นในพันธกิจขององค์การอนามัยโลก

หากใครรู้สึกว่าโปรไฟล์ของเราเข้าเกณฑ์ อย่ารอช้าครับ เพราะการเปิดรับสมัครในครั้งนี้ถือเป็นโอกาสอันดีที่จะได้นำเอาองค์ความรู้และศักยภาพของระบบสาธารณสุขไทยไปแสดงให้โลกเห็นว่าเราก็เป็นหนึ่งในด้านนี้ไม่แพ้ใครแน่นอน

ขั้นตอนการคัดเลือกมีการวางแผนไว้อย่างโปร่งใส โดยผู้สมัครจะต้องแสดงวิสัยทัศน์ในวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 เพื่อคัดตัวเลือกที่ดีที่สุดก่อนเสนอต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป ดังนั้นการที่รัฐบาลเปิดรับสมัครผู้แทนไทยชิงตำแหน่ง ผอ.ใหญ่องค์การอนามัยโลก ในครั้งนี้ จึงเป็นเหมือนแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับระบบสาธารณสุขของไทยในสายตาชาวโลกครับ

ในฐานะคนไทย ผมเชื่อว่านี่เป็นโอกาสอันยิ่งใหญ่ที่เราจะสามารถเข้าไปนั่งในใจกลางของการตัดสินใจเชิงนโยบายระดับโลกได้ และหากเราทำสำเร็จ ประเทศไทยจะมีบทบาทอย่างมากในการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ และเปิดประตูโอกาสให้กับบุคลากรทางการแพทย์ของเราได้โชว์ศักยภาพมากขึ้นครับ เรามาลุ้นและเป็นกำลังใจให้ตัวแทนจากประเทศไทยกันดีกว่าครับว่า ใครจะเป็นผู้ที่ได้รับเลือกไปทำหน้าที่อันทรงเกียรตินี้

ที่มา – รัฐบาลเปิดรับสมัครผู้แทนไทยชิงตำแหน่ง ผอ.ใหญ่องค์การอนามัยโลก

รัฐบาลจัดระเบียบกัญชาทางการแพทย์ 1 เดือน ผลงานเป็นอย่างไร?

เชื่อว่าหลายคนคงได้เห็นความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญของภาครัฐในช่วงที่ผ่านมา กับนโยบายเข้มข้นในเรื่องการควบคุมการใช้กัญชาให้เป็นไปอย่างเหมาะสม วันนี้เราจะมาสรุปประเด็นร้อนที่สำคัญภายใต้หัวข้อ รัฐบาลจัดระเบียบกัญชาทางการแพทย์ 1 เดือน ปชช.แจ้งเบาะแสทำผิด 73 เรื่อง ตรวจร้านกัญชา 1,200 ร้าน ให้ทุกคนได้เข้าใจภาพรวมกันแบบชัดๆ ครับ

รัฐบาลจัดระเบียบกัญชาทางการแพทย์ 1 เดือน ปชช.แจ้งเบาะแสทำผิด 73 เรื่อง ตรวจร้านกัญชา 1,200 ร้าน

ตลอดระยะเวลา 1 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลโดยกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกได้เดินหน้าเต็มกำลังเพื่อจัดระเบียบให้กัญชาถูกนำไปใช้เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์และเศรษฐกิจสุขภาพเท่านั้น โดยปฏิเสธกัญชาเพื่อสันทนาการอย่างสิ้นเชิง ซึ่งผลการดำเนินงานถือว่าทำได้ดีทีเดียวครับ

สถิติที่น่าสนใจจากการดำเนินงาน

ทางรัฐบาลได้เปิดเผยตัวเลขที่แสดงถึงความร่วมมือของประชาชนและการบังคับใช้กฎหมาย ดังนี้ครับ:

  • สายด่วนให้คำปรึกษา: มีประชาชนโทรเข้ามากว่า 209 สาย เพื่อสอบถามเรื่องการอบรมและใบอนุญาต
  • การแจ้งเบาะแส: ผ่านช่องทาง Traffy Fondue มีการแจ้งเรื่องทำผิดกฎหมายเข้ามาถึง 73 เรื่อง
  • การลงพื้นที่จริง: เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบสถานประกอบการกัญชาไปแล้วมากกว่า 1,200 ร้านทั่วประเทศ

นอกจากนี้ ในส่วนของการตรวจพบผู้กระทำผิด ทางเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการทั้งในรูปแบบของการพักใช้ใบอนุญาต การจับกุม และการยึดของกลาง เพื่อให้มั่นใจได้ว่าร้านกัญชาทุกแห่งในประเทศไทยต้องอยู่ในระเบียบที่ถูกต้องตามกฎหมาย และไม่ส่งผลกระทบต่อเยาวชนหรือคนในชุมชนครับ

วิธีตรวจสอบร้านกัญชาที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง

หากเพื่อนๆ ต้องการตรวจสอบว่าร้านไหนได้รับอนุญาตถูกต้องหรือไม่ ก่อนจะใช้บริการแนะนำให้ทำตามนี้ครับ:

  • ตรวจสอบร้านค้าและแปลงปลูกผ่านระบบ MC-GIS ที่เว็บไซต์ทางการของกรมการแพทย์แผนไทยฯ
  • เช็ควันหมดอายุของใบอนุญาตผ่าน Super App “หมอพร้อม”
  • หากพบเห็นการกระทำผิด สามารถแจ้งเบาะแสผ่าน Line @traffyfondue ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ท้ายที่สุดนี้ การที่ รัฐบาลจัดระเบียบกัญชาทางการแพทย์ 1 เดือน ปชช.แจ้งเบาะแสทำผิด 73 เรื่อง ตรวจร้านกัญชา 1,200 ร้าน สำเร็จได้ ส่วนหนึ่งเพราะความร่วมมือของพี่น้องประชาชนที่ช่วยกันเป็นหูเป็นตา เพื่อให้สังคมไทยปลอดภัยและกัญชาทำหน้าที่เป็นเพียงทางเลือกในการรักษาโรคอย่างแท้จริงครับ

ที่มา – รัฐบาลจัดระเบียบกัญชาทางการแพทย์ 1 เดือน ปชช.แจ้งเบาะแสทำผิด 73 เรื่อง ตรวจร้านกัญชา 1,200 ร้าน

Scroll to top