กระทรวงสาธารณสุข

“สรรเพชญ” สยบข่าวลือ! ยันไม่ทุบตึก 9 ชั้น รพ.สงขลา ขีดเส้น 3 วันรื้อเครน

กลายเป็นประเด็นร้อนที่ชาวสงขลาต่างให้ความสนใจ สำหรับโครงการก่อสร้างอาคารผู้ป่วยนอกและอุบัติเหตุ 9 ชั้น ของโรงพยาบาลสงขลา ที่หยุดชะงักไปจนเกิดกระแสข่าวลือหนาหูว่าจะมีการทุบทิ้ง! ล่าสุด “สรรเพชญ” สยบข่าวลือ! ยันไม่ทุบตึก 9 ชั้น รพ.สงขลา ขีดเส้น 3 วันรื้อเครน เพื่อความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน โดยการลงพื้นที่ของนายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในครั้งนี้ ได้สร้างความกระจ่างให้เกิดขึ้นอย่างชัดเจน

“สรรเพชญ” สยบข่าวลือ! ยันไม่ทุบตึก 9 ชั้น รพ.สงขลา ขีดเส้น 3 วันรื้อเครน

หลายคนอาจจะกังวลใจเกี่ยวกับโครงสร้างของอาคารที่ทิ้งร้างมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง แต่ทางวิศวกรยืนยันแล้วว่าโครงสร้างยังคงแข็งแรงและได้มาตรฐาน ซึ่งการจัดการปัญหาครั้งนี้ถือเป็นการเร่งด่วนที่ภาครัฐให้ความสำคัญ เพื่อให้โครงการนี้เดินหน้าต่อไปได้โดยไม่ต้องมีการรื้อทำลายโครงสร้างหลักเดิมทิ้งแต่อย่างใด

สรุปสถานการณ์โครงการและแนวทางแก้ไขจาก “สรรเพชญ” สยบข่าวลือ! ยันไม่ทุบตึก 9 ชั้น รพ.สงขลา ขีดเส้น 3 วันรื้อเครน

สำหรับสรุปความคืบหน้าของโครงการนี้ มีประเด็นสำคัญที่น่าสนใจดังนี้:

  • โครงสร้างตึก: วิศวกรยืนยันความมั่นคงแข็งแรง ไม่มีการทุบทิ้งแน่นอน
  • เรื่องเครนและนั่งร้าน: สั่งรื้อถอนทันทีภายใน 3 วัน หากผู้รับเหมารายเดิมไม่ทำ จะใช้งบสำรองรื้อเองเพื่อความปลอดภัย
  • แผนในอนาคต: อยู่ระหว่างปรับราคากลางและจัดทำ TOR ใหม่ เพื่อเปิดประมูลหาผู้รับเหมาช่วงไตรมาสที่ 4 ปี 2569
  • เป้าหมายปลายทาง: มุ่งหวังให้เป็นศูนย์รักษาเฉพาะทางหรือคลินิกพรีเมียมเพื่อชาวสงขลา

ความคืบหน้าในครั้งนี้คือการแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของหน่วยงานรัฐที่ไม่ได้นิ่งนอนใจต่อปัญหาผู้รับเหมาทิ้งงาน ซึ่งในอดีตสร้างความกังวลให้แก่ประชาชนในพื้นที่อย่างมาก การแก้ปัญหาโดยยึดหลักความถูกต้องตามกฎหมายและคำนึงถึงงบประมาณภาษีของประชาชนเป็นที่ตั้ง ถือเป็นแนวทางที่น่าชื่นชม แม้กระบวนการอาจจะใช้เวลาเพิ่มขึ้นบ้างในการประมูลใหม่ แต่เชื่อมั่นว่าผลลัพธ์ที่จะออกมา คือตึกที่พร้อมให้บริการสุขภาพที่ดีกว่าเดิมแก่ทุกคนในจังหวัดสงขลาครับ

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่เฝ้ารอใช้บริการทางการแพทย์ที่ทันสมัยมากขึ้นในอนาคต ขอให้อดใจรออีกนิดครับ โครงการนี้กำลังอยู่ในมือของความรับผิดชอบที่เอาจริงเอาจัง เพื่อให้พื้นที่แห่งนี้กลายเป็นความภาคภูมิใจและเป็นศูนย์กลางสุขภาพที่มั่นคงยั่งยืนสำหรับทุกคนในอนาคต

ที่มา – “สรรเพชญ” สยบข่าวลือ! ยันไม่ทุบตึก 9 ชั้น รพ.สงขลา ขีดเส้น 3 วันรื้อเครน

รัฐบาล ย้ำสิทธิบัตรทอง ครอบคลุมแพทย์แผนไทย นวด–สมุนไพร–ฟื้นฟูแม่หลังคลอด

รัฐบาล ย้ำสิทธิบัตรทอง ครอบคลุมแพทย์แผนไทย นวด–สมุนไพร–ฟื้นฟูแม่หลังคลอด

ข่าวดีสำหรับผู้ใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อ สิทธิบัตรทอง ล่าสุดทางรัฐบาลได้ออกมาเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเข้าถึงบริการสุขภาพวิถีไทย โดยยืนยันว่า รัฐบาล ย้ำสิทธิบัตรทอง ครอบคลุมแพทย์แผนไทย นวด–สมุนไพร–ฟื้นฟูแม่หลังคลอด เพื่อมุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยให้ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งการรักษา การฟื้นฟู และการส่งเสริมสุขภาพด้วยภูมิปัญญาไทยที่ได้มาตรฐาน

สำหรับการเตรียมความพร้อมในปีงบประมาณ 2569 รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณสนับสนุนเพิ่มเติมอย่างเต็มที่ เพื่อรองรับการให้บริการทางการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก โดยเพิ่มงบจากปี 2568 ถึง 31.9 บาทต่อประชากร เป็น 63.24 บาทต่อประชากร สะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาล ย้ำสิทธิบัตรทอง ครอบคลุมแพทย์แผนไทย นวด–สมุนไพร–ฟื้นฟูแม่หลังคลอด นั้นไม่ใช่เพียงวาทกรรม แต่เป็นนโยบายที่พร้อมขับเคลื่อนด้วยเม็ดเงินที่ชัดเจน

สิทธิประโยชน์ทางการแพทย์แผนไทยที่บัตรทองครอบคลุม

ประชาชนที่มีสิทธิบัตรทอง สามารถเข้ารับบริการที่หน่วยบริการประจำหรือสถานพยาบาลในเครือข่าย สปสช. ได้ในรายการต่อไปนี้:

  • บริการนวดไทยและการประคบสมุนไพรเพื่อคลายเส้นและบรรเทาอาการปวดเมื่อย
  • บริการอบสมุนไพรและพอกเข่าเพื่อรักษาตามข้อบ่งชี้ทางแพทย์
  • การจ่ายยาสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ
  • บริการฝังเข็มและการกระตุ้นไฟฟ้าสำหรับกลุ่มผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke)
  • บริการดูแลและฟื้นฟูสมรรถภาพมารดาหลังคลอด

โดยเฉพาะในส่วนของการฟื้นฟูมารดาหลังคลอด รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เพื่อลดความเหนื่อยล้าและปรับสมดุลร่างกายให้คุณแม่กลับมาแข็งแรงสมบูรณ์ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ทั้งนี้ การให้บริการทั้งหมดอยู่ภายใต้มาตรฐานวิชาชีพและการดูแลอย่างใกล้ชิดจากผู้ประกอบวิชาชีพ ซึ่งในปีผ่านๆ มามีประชาชนใช้บริการนับล้านครั้งต่อปี

หากคุณเป็นผู้มีสิทธิบัตรทองที่สนใจเข้ารับบริการ คุณสามารถตรวจสอบสิทธิและติดต่อหน่วยบริการใกล้บ้านได้ทันที การเลือกดูแลสุขภาพด้วยแนวทางธรรมชาติควบคู่ไปกับการรักษาแผนปัจจุบัน คือทางเลือกที่คุ้มค่าและปลอดภัยตามสิทธิประโยชน์ที่คุณควรได้รับ รัฐบาลยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาบริการส่วนนี้ให้ดียิ่งขึ้น เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงการรักษาที่เป็นธรรมและทั่วถึง เราขอแนะนำให้ทุกท่านลองใช้บริการด้านการแพทย์แผนไทยดูสักครั้งเพื่อสัมผัสกับประสิทธิภาพของสมุนไพรไทยด้วยตัวคุณเอง

ที่มา – รัฐบาล ย้ำสิทธิบัตรทอง ครอบคลุมแพทย์แผนไทย นวด–สมุนไพร–ฟื้นฟูแม่หลังคลอด

สธ. จัดทีมแพทย์-รถฉุกเฉิน ดูแลประชาชนตลอดเส้นทางเคลื่อนพระศพ พระองค์ภา

ในวันที่แห่งความโศกเศร้าของการส่งเสด็จฯ ทางกระทรวงสาธารณสุขได้ออกมาประกาศมาตรการสำคัญเพื่อรองรับพสกนิกรจำนวนมากที่จะเดินทางมาร่วมแสดงความจงรักภักดี โดยได้มีการ สธ. จัดทีมแพทย์-รถฉุกเฉิน ดูแลประชาชนตลอดเส้นทางเคลื่อนพระศพ พระองค์ภา อย่างเต็มกำลังความสามารถ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าประชาชนจะได้รับความช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีหากเกิดเหตุฉุกเฉิน

สธ. จัดทีมแพทย์-รถฉุกเฉิน ดูแลประชาชนตลอดเส้นทางเคลื่อนพระศพ พระองค์ภา

การดำเนินงานครั้งนี้ถือเป็นภารกิจสำคัญที่หน่วยงานสาธารณสุขให้ความสำคัญสูงสุด โดยได้มีการจัดเตรียมทั้งบุคลากรทางการแพทย์ พยาบาล และอาสาสมัคร พร้อมรถพยาบาลฉุกเฉินประจำจุดต่างๆ ตลอดเส้นทาง เพื่อให้การดูแลประชาชนเป็นไปอย่างทั่วถึงและรวดเร็วที่สุด การ สธ. จัดทีมแพทย์-รถฉุกเฉิน ดูแลประชาชนตลอดเส้นทางเคลื่อนพระศพ พระองค์ภา ในครั้งนี้ ครอบคลุมตั้งแต่วัดและจุดปล่อยขบวนไปจนถึงจุดหมายปลายทาง

รายละเอียดเส้นทางที่ต้องเตรียมตัวและจุดบริการทางการแพทย์

สำหรับการเคลื่อนขบวนในครั้งนี้ มีเส้นทางสำคัญที่ประชาชนควรทราบและระมัดระวังเรื่องสภาพอากาศและการเบียดเสียด ดังนี้:

  • ออกจากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เลี้ยวซ้ายถนนอังรีดูนังต์
  • เลี้ยวขวาออกสู่ถนนพระราม 4 มุ่งหน้าแยกสามย่าน
  • เลี้ยวขวาที่แยกสามย่าน เข้าสู่ถนนพญาไท
  • เลี้ยวซ้ายที่แยกพญาไท เข้าสู่ถนนศรีอยุธยา
  • ผ่านอุทยานเฉลิมพระเกียรติฯ และวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร
  • สิ้นสุดขบวนที่ถนนราชดำเนินผ่านประตูวิเศษไชยศรี

นอกจากนี้ ขอให้ประชาชนที่มาร่วมงานเตรียมความพร้อมของร่างกาย พกน้ำดื่ม และยาประจำตัวมาด้วย หากรู้สึกไม่สบายหรือพบผู้ต้องการความช่วยเหลือ สามารถแจ้งทีมแพทย์ที่ประจำอยู่ตามจุดต่างๆ ได้ทันที เพราะการดูแลความปลอดภัยของประชาชนคือหัวใจหลักที่ทำให้ภารกิจนี้สำเร็จลุล่วงด้วยดี

ขอให้ทุกท่านที่เดินทางมาร่วมส่งเสด็จฯ ดูแลสุขภาพของตนเองอย่างเคร่งครัด หากท่านมีโรคประจำตัวอย่าลืมเตรียมตัวให้พร้อมก่อนออกจากบ้าน และหากเกิดเหตุจำเป็น อย่าลังเลที่จะขอความช่วยเหลือจากทีมงานเจ้าหน้าที่ซึ่งพร้อมดูแลทุกคนอย่างสุดความสามารถครับ

ที่มา – สธ. จัดทีมแพทย์-รถฉุกเฉิน ดูแลประชาชนตลอดเส้นทางเคลื่อนพระศพ “พระองค์ภา”

ดีอี ยัน TH-AI Passport โปร่งใสทุกขั้นตอน

ดีอี ยัน TH-AI Passport โปร่งใสทุกขั้นตอน

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในรัฐสภาอย่างต่อเนื่อง สำหรับกรณีโครงการ TH-AI Passport ที่ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อ สว. นันทนา นันทวโรภาส ได้ตั้งกระทู้ถามสดถึงความโปร่งใสของโครงการที่ใช้งบประมาณมหาศาลถึง 1,621 ล้านบาท โดยตั้งข้อสังเกตเรื่องระยะเวลาที่ใช้ในการดำเนินการ รวมถึงกระแสข่าวลือเรื่องเงินทอนและความไม่ชัดเจนของบริษัทที่ชนะการประมูล งานนี้ทางกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ไม่รอช้า ออกมาตอกกลับอย่างดุเดือดเพื่อให้สังคมหายข้องใจ

ทางด้าน น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รมช.ดีอี ได้ออกมายืนยันหนักแน่นว่า ดีอี ยัน TH-AI Passport โปร่งใสทุกขั้นตอน โดยชี้แจงว่ากระบวนการจัดซื้อจัดจ้างทั้งหมดเป็นไปตามระเบียบของทางราชการทุกประการ ไม่มีการเร่งรีบหรือผิดปกติอย่างที่ถูกกล่าวหา ส่วนประเด็นที่วิพากษ์วิจารณ์ว่ามีการล็อกสเปกให้บริษัทเจ้าประจำนั้น ทางกระทรวงฯ ได้ชี้แจงว่าใครที่มีศักยภาพและผ่านคุณสมบัติก็ย่อมมีสิทธิ์ร่วมประมูล

ตรวจสอบกรณี ดีอี ยัน TH-AI Passport โปร่งใสทุกขั้นตอน

นอกจากประเด็นเรื่องความโปร่งใสแล้ว ยังมีเรื่องของเป้าหมายโครงการที่ดีอีคาดหวังจะให้คนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปเข้าถึง AI โปร เพื่อพัฒนาทักษะและความสามารถของตนเอง แต่ดูเหมือนว่าคำชี้แจงนี้จะยังไม่เพียงพอต่อข้อสงสัยของสมาชิกวุฒิสภาบางท่าน น.ส.แนน จึงได้กล่าวตอบโต้ว่าหากใครมีความสงสัยหรือพบหลักฐานเรื่องเงินทอน ขอให้ยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. เพื่อดำเนินการสอบสวนตามกระบวนการยุติธรรมแทนที่จะมาเสียดสีหรือชี้นำสังคมให้เกิดความเข้าใจผิด

  • ยืนยันความโปร่งใสในทุกขั้นตอนการดำเนินงาน
  • ท้าพิสูจน์หากพบหลักฐานไม่ชอบมาพากลให้ส่ง ป.ป.ช.
  • เน้นประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับจากการใช้ AI
  • พร้อมรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนอย่างเปิดกว้าง

ในท้ายที่สุด ทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี นายไชยชนก ชิดชอบ ได้เตรียมเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงการนี้อีกครั้งในวันที่ 11 มิถุนายน เพื่อให้ประชาชนและผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียได้แสดงความเห็นอย่างเต็มที่ โครงการ ดีอี ยัน TH-AI Passport โปร่งใสทุกขั้นตอน นี้จะเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่ากระทรวงดิจิทัลฯ สามารถจัดการโครงการขนาดใหญ่ให้เป็นที่ยอมรับและเกิดประโยชน์ต่อคนไทยได้อย่างแท้จริงหรือไม่ เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความโปร่งใสต้องวัดกันที่ผลลัพธ์และการตรวจสอบได้จริง ไม่ใช่เพียงแค่คำกล่าวอ้าง

ที่มา – ดีอี ยัน TH-AI Passport โปร่งใสทุกขั้นตอน เหน็บ สว. หยุดเสียดสี หากสงสัยเงินทอนให้ยื่น ป.ป.ช. สอบ

รัฐบาลยกระดับชีวิตบุคลากรสาธารณสุข ปรับค่าจ้าง พกส.

ข่าวดีที่หลายคนรอคอยมาถึงแล้วครับ! เพราะล่าสุดรัฐบาลยกระดับชีวิตบุคลากรสาธารณสุข ปรับค่าจ้าง พกส.-ลูกจ้าง สูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำ เริ่ม 1 ต.ค. นี้ถือเป็นการปรับปรุงสวัสดิการครั้งใหญ่เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้กับเหล่าฮีโร่ชุดขาวที่เป็นด่านหน้าในการดูแลสุขภาพของพวกเราทุกคน

รัฐบาลยกระดับชีวิตบุคลากรสาธารณสุข ปรับค่าจ้าง พกส.

การปรับโครงสร้างค่าจ้างครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญ โดยเฉพาะกลุ่มพนักงานกระทรวงสาธารณสุข (พกส.) และลูกจ้างชั่วคราวรายเดือน ที่จะได้รับค่าตอบแทนเริ่มต้นที่ 10,520 บาทต่อเดือน หรือคิดเป็น 457 บาทต่อวัน ซึ่งสูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำปกติ สะท้อนให้เห็นว่าในวันที่ 1 ต.ค. 2569 นี้ ภาครัฐให้ความสำคัญกับความเป็นอยู่ของคนทำงานสายนี้อย่างแท้จริง

รายละเอียดการปรับเปลี่ยนเพื่อความมั่นคงในอาชีพ

นอกจากเรื่องเงินเดือนแล้ว นโยบายของรัฐบาลยังมุ่งเน้นไปที่การสร้างความมั่นคงในระยะยาว ดังนี้ครับ:

  • ปรับปรุงโครงสร้างบัญชีค่าจ้างใหม่ให้มีความเป็นธรรม
  • มีมาตรการเยียวยาชดเชยสำหรับผู้ที่อาจได้รับผลกระทบจากการปรับฐานเงินเดือน
  • เตรียมเสนอเพิ่มกรอบการจ้างงานใหม่ถึง 93,000 อัตรา
  • มุ่งเน้นเปลี่ยนสถานะลูกจ้างรายวันให้เข้าสู่รูปแบบที่มั่นคงขึ้น

การที่รัฐบาลยกระดับชีวิตบุคลากรสาธารณสุข ปรับค่าจ้าง พกส.-ลูกจ้าง สูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำ เริ่ม 1 ต.ค. ยังเป็นการดึงดูดบุคลากรเก่งๆ ให้ยังคงอยู่ในระบบสาธารณสุขของรัฐต่อไปได้ ไม่ต้องย้ายไปทำงานที่อื่น ช่วยให้ระบบสาธารณสุขไทยมีความเข้มแข็งและยั่งยืนมากยิ่งขึ้นครับ

ในส่วนของขั้นตอนการดำเนินงาน ขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งเตรียมความพร้อมด้านงบประมาณ เพื่อให้แน่ใจว่าเมื่อถึงเวลาประกาศใช้จริง ทุกอย่างจะเป็นไปตามแผนที่วางไว้ การลงทุนกับทรัพยากรบุคคลด้านสาธารณสุขคือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด เพราะผลลัพธ์คือคุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทยทั้งประเทศ หากมองในมุมมองของประชาชนทั่วไป นี่ถือเป็นสัญญาณที่ดีมากว่าบริการสุขภาพในอนาคตจะมีประสิทธิภาพสูงขึ้นอย่างแน่นอนครับ

ผมมองว่าการที่รัฐบาลแสดงออกถึงความใส่ใจในสวัสดิการเช่นนี้ ไม่เพียงแต่จะทำให้บุคลากรมีความสุขขึ้นเท่านั้น แต่ยังส่งผลทางอ้อมให้การบริการผู้ป่วยเป็นไปอย่างอบอุ่นและมีพลังมากขึ้นด้วยครับ ใครที่เป็นบุคลากรอยู่ในกลุ่มนี้ เตรียมรับข่าวดีกันได้เลยครับ!

ที่มา – รัฐบาลยกระดับชีวิตบุคลากรสาธารณสุข ปรับค่าจ้าง พกส.-ลูกจ้าง สูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำ เริ่ม 1 ต.ค.

กรมควบคุมโรค ยันโควิด-19 สายพันธุ์ NB.1.8.1 ไม่รุนแรง

กรมควบคุมโรค ยืนยันยังไม่พบหลักฐาน โควิด-19 สายพันธุ์ NB.1.8.1 รุนแรงเพิ่มขึ้น

ในช่วงที่ผ่านมา หลายคนอาจจะเริ่มกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 อีกครั้ง โดยเฉพาะเมื่อมีการพูดถึงสายพันธุ์ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น แต่ล่าสุดทาง กรมควบคุมโรค ได้ออกมาให้ข้อมูลที่น่าสบายใจว่า จากการติดตามสถานการณ์และเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ยังไม่พบหลักฐานว่า โควิด-19 สายพันธุ์ NB.1.8.1 ซึ่งเป็นสายพันธุ์หลักที่พบในประเทศไทยขณะนี้ จะมีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับสายพันธุ์ก่อนหน้า

ทางด้านอธิบดีกรมควบคุมโรคได้เปิดเผยว่า ข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังโรคดิจิทัล (DDS) ยังชี้ให้เห็นว่าแม้จะมีรายงานผู้ป่วยเพิ่มขึ้นตามฤดูกาล แต่จำนวนผู้ป่วยโดยรวมยังอยู่ในเกณฑ์ที่ควบคุมได้ และต่ำกว่าค่ามัธยฐานในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีว่าระบบสาธารณสุขไทยยังสามารถรับมือได้เป็นอย่างดี

รายละเอียดเจาะลึกสถานการณ์ โควิด-19 สายพันธุ์ NB.1.8.1 ในประเทศไทย

จากการเก็บข้อมูลของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ พบว่า โควิด-19 สายพันธุ์ NB.1.8.1 เป็นสายพันธุ์ที่ตรวจพบมากที่สุดในปัจจุบัน คิดเป็นร้อยละ 50.95 ซึ่งแม้ว่าสายพันธุ์นี้จะมีความสามารถในการแพร่กระจายตัวได้ดี หรือหลบหลีกภูมิคุ้มกันได้บ้างตามธรรมชาติของการกลายพันธุ์ แต่ข้อมูลทางคลินิกยืนยันชัดเจนว่า อาการของผู้ป่วยส่วนใหญ่ยังคงเป็นอาการทั่วไปของโรคทางเดินหายใจ ไม่ว่าจะเป็น ไข้ ไอ เจ็บคอ หรือมีน้ำมูก โดยไม่ได้แสดงอาการรุนแรงมากไปกว่าที่เคยเป็นมา

ข้อแนะนำในการปฏิบัติตนเพื่อให้ห่างไกลจากโรค:

  • หมั่นล้างมือด้วยสบู่หรือแอลกอฮอล์เจลอย่างสม่ำเสมอ
  • สวมหน้ากากอนามัยเมื่อต้องอยู่ในพื้นที่ที่มีผู้คนหนาแน่น
  • หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่มีอาการทางเดินหายใจ
  • หากมีอาการป่วย ควรตรวจคัดกรองเบื้องต้นและเฝ้าระวังอาการตนเอง

สิ่งสำคัญที่สุดคือการปกป้องกลุ่มเปราะบาง (กลุ่ม 608) เช่น ผู้สูงอายุ หรือผู้มีโรคประจำตัว หากเรามีอาการป่วย ควรเว้นระยะห่างและงดใกล้ชิดบุคคลเหล่านี้ เพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายเชื้อ แม้ว่าในปัจจุบัน โควิด-19 สายพันธุ์ NB.1.8.1 จะไม่มีความรุนแรงมากขึ้น แต่การระมัดระวังตนเองตามแบบฉบับ New Normal ก็ยังเป็นวิธีการดูแลสุขภาพที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน

สุดท้ายนี้ หากใครมีความกังวลหรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสุขภาพ สามารถติดต่อสายด่วนกรมควบคุมโรคได้ที่เบอร์ 1422 ตลอด 24 ชั่วโมง การมีข้อมูลที่ถูกต้องและไม่ตื่นตระหนกจนเกินไป จะช่วยให้สังคมไทยก้าวผ่านช่วงฤดูฝนไปได้อย่างปลอดภัยครับ

ที่มา – “กรมควบคุมโรค” ยืนยันยังไม่พบหลักฐาน “โควิด-19” สายพันธุ์ NB.1.8.1 รุนแรงเพิ่มขึ้น

รัฐบาลเตรียมผลิตอาสาพยาบาลชุมชน 10,000 คน ดูแลผู้สูงอายุ

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวดีเกี่ยวกับแวดวงสาธารณสุขไทยกันมาบ้างแล้ว กับโครงการที่ทางรัฐบาลกำลังเร่งผลักดันเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในท้องถิ่นให้ดียิ่งขึ้น โดยล่าสุดมีประกาศว่า รัฐบาลเตรียมผลิตอาสาพยาบาลชุมชน 10,000 คน ทำงานร่วมกับ อสม. ดูแลผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง อย่างใกล้ชิดและมีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิมครับ

รัฐบาลเตรียมผลิตอาสาพยาบาลชุมชน 10,000 คน ทำงานร่วมกับ อสม. ดูแลผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง

โครงการนี้นับเป็นก้าวสำคัญ เพราะจะเข้ามาช่วยลดภาระงานของบุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) โดยอาสาพยาบาลชุมชน หรือ “อสพ.” จะทำหน้าที่เปรียบเสมือนด่านหน้าเชิงรุกที่เข้าไปดูแลถึงบ้านผู้ป่วยโดยตรง ซึ่งการทำงานจะประสานพลังร่วมกับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีอยู่แล้วครับ

รายละเอียดการทำงานของ อสพ. 10,000 คน

การเข้ามามีบทบาทของ อสพ. ในครั้งนี้ จะมุ่งเน้นไปที่ 4 กลุ่มเป้าหมายหลัก ได้แก่ ผู้สูงอายุ/ผู้ป่วยติดเตียง, ผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs), แม่และเด็ก และผู้ป่วยจิตเวชหรือยาเสพติด โดยอาสาสมัคร 1 คน จะรับผิดชอบดูแลผู้ป่วยประมาณ 24 ราย มีแผนการเยี่ยมบ้านอย่างชัดเจนสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง เพื่อตรวจวัดสัญญาณชีพ ทำแผล และติดตามอาการเบื้องต้น ซึ่งโครงการ รัฐบาลเตรียมผลิตอาสาพยาบาลชุมชน 10,000 คน ทำงานร่วมกับ อสม. ดูแลผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง ครั้งนี้ จะช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาที่ต่อเนื่องได้มากขึ้นครับ

  • คัดกรองโรคเบื้องต้น: ตรวจวัดอาการและประเมินสุขภาพ
  • หัตถการพื้นฐาน: ทำแผลและป้องกันแผลกดทับในผู้ป่วยติดเตียง
  • ติดตามยา: ดูแลเรื่องการกินยาอย่างเคร่งครัดในกลุ่ม NCDs
  • ประสานงาน: ส่งต่อข้อมูลไปยังโรงพยาบาลได้รวดเร็วขึ้น

สำหรับใครที่สนใจ ทางภาครัฐจะเปิดรับสมัครในช่วงไตรมาสที่ 3-4 ของปี 2569 ผ่านช่องทางแอปฯ หมอพร้อม โดยเปิดโอกาสทั้งผู้ที่จบปริญญาตรีด้านสุขภาพ สาขาอื่นๆ และพยาบาลเกษียณอายุไม่เกิน 70 ปี เพื่อเข้ารับการอบรมให้พร้อมทำหน้าที่ดูแลคนในชุมชนอย่างมืออาชีพ ทั้งนี้รัฐบาลยืนยันว่าการจ้างงานครั้งนี้จะไม่กระทบต่อ Care Giver เดิมอย่างแน่นอนครับ

ในความคิดเห็นของผม นี่ถือเป็นกลไกที่น่าชื่นชม เพราะนอกจากจะช่วยเรื่องสุขภาพแล้ว ยังเป็นการเปิดโอกาสการจ้างงานให้กับคนในชุมชนมีทักษะติดตัวไปตลอด หากโครงการนี้ดำเนินไปได้ด้วยดี สังคมผู้สูงอายุไทยเราจะมีความมั่นคงทางสุขภาพมากขึ้นแน่นอนครับ

ที่มา – รัฐบาลเตรียมผลิตอาสาพยาบาลชุมชน 10,000 คน ทำงานร่วมกับ อสม. ดูแลผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง

ณัฐวุฒิ กระทุ้งรัฐบาลเร่งแก้กฎหมายให้สอดรับ สมรสเท่าเทียม

เชื่อว่าหลายคนคงจำความตื่นเต้นตอนที่เราได้เห็นกฎหมายสมรสเท่าเทียมประกาศใช้กันได้นะครับ แต่ผ่านมาถึงวันนี้ 480 วันแล้ว กลับกลายเป็นว่าความก้าวหน้าในการปรับปรุงกฎหมายลูกให้สอดรับกับความเป็นจริงนั้นยังดูเชื่องช้าเหลือเกิน ล่าสุด คุณณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.จากพรรคประชาชน ได้ออกมาส่งเสียงแทนพี่น้องกลุ่มความหลากหลายทางเพศอีกครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าสิทธิที่ควรจะได้นั้นจะไม่เป็นเพียงแค่ลมปาก

ณัฐวุฒิ กระทุ้งรัฐบาลเร่งแก้กฎหมายให้สอดรับ สมรสเท่าเทียม อย่างเป็นรูปธรรม

การที่กฎหมายสมรสเท่าเทียมผ่านการประกาศใช้เป็นเรื่องที่ดีครับ แต่ตามมาตรา 68 ของกฎหมายฉบับนี้ ได้กำหนดให้หน่วยงานรัฐต้องทบทวนกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งหมดภายใน 180 วัน ซึ่งแปลว่าเราเลยกำหนดการนั้นมานานโขแล้ว และการนิ่งเฉยของหน่วยงานรัฐก็ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตจริงของผู้คนครับ

ปัญหาเร่งด่วนที่ต้องแก้ไขเพื่อให้ สมรสเท่าเทียม ใช้งานได้จริง

คุณณัฐวุฒิได้ชี้ให้เห็นกฎหมาย 3 ฉบับสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขโดยด่วน หากไม่อยากให้คำว่าความเท่าเทียมเป็นเพียงภาพจำในเดือนไพรด์เท่านั้น:

  • ประมวลรัษฎากร: การจัดการสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ยังไม่ครอบคลุมคู่สมรสหลากหลายเพศเมื่อมีบุตร
  • พ.ร.บ.อุ้มบุญฯ: ปัจจุบันยังจำกัดสิทธิคู่ชาย-หญิงเท่านั้น ทำให้กลุ่ม LGBTQ+ เสียโอกาสในการสร้างครอบครัวอย่างถูกต้อง
  • พ.ร.บ.สัญชาติ: กฎหมายปัจจุบันมีเกณฑ์การแปลงสัญชาติสำหรับคู่สมรสเพศหลากหลายที่ยากกว่าปกติอย่างไม่เป็นธรรม

หลายคนมองว่าหน่วยงานรัฐอาจจะกังวลเรื่องการฉวยโอกาสหรือช่องโหว่ทางกฎหมาย แต่ในมุมมองของผู้สนับสนุนความเท่าเทียม เราเชื่อว่าการออกแบบกลไกป้องกันทำได้แน่นอนหากรัฐมีความตั้งใจจริง ไม่ใช่แค่บ่ายเบี่ยงด้วยการอ้างว่าอยู่ในขั้นตอนยกร่างฯ ไปวันๆ

เราคงไม่อยากเห็น Pride Month กลายเป็นแค่ช่วงเวลาของการจัดอีเวนต์โปรยปรายสีรุ้งในขณะที่กฎหมายภาคปฏิบัติยังเข้าไม่ถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน วันนี้จึงเป็นจังหวะที่สำคัญมากที่ภาคประชาชนต้องช่วยกันจับตาดูการทำงานของภาครัฐอย่างใกล้ชิด เพราะความเท่าเทียมไม่ได้วัดกันที่คำพูด แต่พิสูจน์ได้ด้วยเนื้อหาของกฎหมายที่คุ้มครองทุกคนอย่างเท่าเทียมกันจริงๆ ครับ

ที่มา – “ณัฐวุฒิ” กระทุ้งรัฐบาลเร่งแก้กฎหมายให้สอดรับ “สมรสเท่าเทียม” หลังผ่าน 480 วันยังไม่เสร็จ

เฝ้าระวัง “ไวรัสฮันตา” ใกล้ชิด รัฐบาลย้ำไทยยังไม่ระบาด

สวัสดีครับทุกท่าน ในยุคที่โรคอุบัติใหม่โผล่มาบ่อยๆ เราต้องคอยอัปเดตข้อมูลกันตลอดเวลา วันนี้มาพูดถึงประเด็นร้อน “ไวรัสฮันตา” ที่กำลังเป็นข่าวใหญ่ทั่วโลก โดยเฉพาะหลังจาก WHO รายงานพบผู้ติดเชื้อบนเรือสำราญในมหาสมุทรแอตแลนติกใต้ รัฐบาลไทยโดยกระทรวงสาธารณสุขกำลังเฝ้าระวังไวรัสฮันตาอย่างใกล้ชิด ย้ำชัดว่าไทยยังไม่พบการระบาด และเพิ่มมาตรการคัดกรองแบบเข้มข้นเพื่อความปลอดภัยของทุกคน

ไวรัสฮันตา

ไวรัสฮันตา หรือ Hantavirus เป็นไวรัสที่ติดต่อจากสัตว์ฟันแทะ เช่น หนูนา หนูบ้าน หรือหนูป่า ซึ่งเป็นพาหะหลัก การติดเชื้อเกิดจากการสูดดมฝุ่นละอองที่ปนเปื้อนด้วยปัสสาวะ อุจจาระ หรือน้ำลายของหนู ในพื้นที่อับชื้นหรือที่เก็บของเก่าๆ ที่หนูชอบซุกซ่อน ข่าวดีคือ การติดต่อจากคนสู่คนนั้นหายากมาก และเกิดเฉพาะบางสายพันธุ์เท่านั้น ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนหรือยาต้านไวรัสเฉพาะเจาะจง การรักษาจึงเน้นบรรเทาอาการและสนับสนุนระบบทางเดินหายใจ

อาการเริ่มต้นของไวรัสฮันตา

อาการแรกๆ ของไวรัสฮันตามักคล้ายไข้หวัดใหญ่ เช่น ไข้สูง ปวดหัว ปวดกล้ามเนื้อ คลื่นไส้ อ่อนเพลีย แต่หลังจากนั้น 2-8 วัน อาจพัฒนาเป็นอาการรุนแรงเกี่ยวกับปอด เช่น หายใจลำบาก ไอ มีของเหลวในปอด ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องรักษาในโรงพยาบาลทันที หากสงสัยว่าตัวเองสัมผัสหนูในพื้นที่เสี่ยง ควรรีบพบแพทย์และแจ้งประวัติการสัมผัส

สถานการณ์ไวรัสฮันตาในประเทศไทย

จากข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่ารัฐบาลติดตามสถานการณ์ไวรัสฮันตาอย่างใกล้ชิด ไทยยังไม่พบผู้ป่วยเลยสักราย ความเสี่ยงต่อประชาชนทั่วไปอยู่ในระดับต่ำ แต่ไม่ประมาท โดยกรมควบคุมโรคได้เพิ่มการเฝ้าระวังที่ด่านหน้า เช่น สนามบิน ท่าเรือ ประสานงานกับสายการบินและหน่วยงานต่างประเทศ นอกจากนี้ ยังแจ้งเตือนโรงพยาบาลทั่วประเทศให้คัดกรองผู้มีประวัติสัมผัสสัตว์ฟันแทะ

ที่ประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติเห็นชอบให้ศึกษาการกำหนดไวรัสฮันตาเป็นโรคติดต่ออันตรายตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 เพื่อเตรียมระบบเฝ้าระวังและตอบโต้ให้พร้อมยิ่งขึ้น รัฐบาลมุ่งสร้างความมั่นใจให้ประชาชนด้วยการสื่อสารโปร่งใสและมาตรการที่ชัดเจน

วิธีป้องกันไวรัสฮันตาในชีวิตประจำวัน

ถึงแม้ความเสี่ยงในไทยจะต่ำ แต่เราสามารถป้องกันได้ด้วยตัวเอง รัฐบาลขอความร่วมมือจากประชาชนดังนี้

  • หลีกเลี่ยงการเข้าไปในพื้นที่อับชื้น เช่น โรงนา โกดังเก่า ที่อาจมีหนูอาศัย
  • หากต้องทำความสะอาด อย่ากวาดหรือดูดฝุ่นเพราะจะทำให้ฝุ่นฟุ้ง ควรฉีดน้ำยาฆ่าเชื้อหรือน้ำยาฟอกขาวก่อน แล้วเช็ดด้วยผ้าชุบน้ำ
  • ปิดช่องโหว่บ้านเรือนเพื่อไม่ให้หนูเข้ามา รักษาความสะอาด ไม่ทิ้งเศษอาหารล่อหนู
  • ล้างมือบ่อยๆ หลังสัมผัสสิ่งที่อาจปนเปื้อน
  • กำจัดหนูอย่างถูกวิธี โดยใช้กับดักหรือยาพิษที่ปลอดภัย

เคล็ดลับเพิ่มเติม: ในฤดูฝนที่หนูออกหากินเยอะ ควรตรวจสอบบ้านบ่อยๆ และใช้ตาข่ายป้องกันทางเข้า

มาตรการของรัฐบาลต่อไวรัสฮันตา

นอกจากเฝ้าระวัง รัฐบาลยังประเมินความเสี่ยงต่อเนื่อง จัดทำแนวทางตอบโต้ และสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องเพื่อป้องกันข่าวลือ สิ่งนี้ช่วยลดความตื่นตระหนกและส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการป้องกัน

สรุปแล้ว แม้ไวรัสฮันตาจะน่ากลัว แต่ด้วยการเฝ้าระวังของรัฐและความระมัดระวังของเราเอง ไทยยังคงปลอดภัย การเตรียมพร้อมล่วงหน้าคือกุญแจสำคัญในการรับมือโรคอุบัติใหม่ อย่าลืมแบ่งปันข้อมูลนี้ให้เพื่อนๆ และครอบครัว เพื่อให้ทุกคนตระหนักรู้ หากมีอาการผิดปกติหลังสัมผัสหนู รีบพบแพทย์ทันทีครับ!

ติดตามข่าวสุขภาพและเคล็ดลับป้องกันโรคเพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเรา และอย่าลืมกดไลค์ แชร์ ถ้าคุณคิดว่ามีประโยชน์นะครับ

ที่มา – เฝ้าระวัง “ไวรัสฮันตา” ใกล้ชิด รัฐบาลย้ำไทยยังไม่พบการระบาด เข้มคัดกรอง

Scroll to top