กระทรวงสาธารณสุข

รัฐบาลชูระบบสุขภาพ One Health เฝ้าระวังดื้อยา

รัฐบาลชูระบบสุขภาพ One Health เพื่อเฝ้าระวังภาวะดื้อยาทั้งระบบ หลังพบเชื้อดื้อยาพุ่งเกิน 70% นับเป็นสัญญาณเตือนภัยร้ายแรงต่อสุขภาพประชาชน รองโฆษกรัฐบาลได้ออกมาเผยข้อมูลล่าสุดที่สะท้อนปัญหานี้อย่างชัดเจน โดยเรียกร้องให้ทุกคนใช้ยาปฏิชีวนะอย่างรับผิดชอบเพื่อหยุดยั้งวิกฤตนี้

รัฐบาลชูระบบสุขภาพ One Health

วันที่ 9 พฤษภาคม 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่ารัฐบาล โดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้ร่วมมือกับเครือข่ายโรงพยาบาล 141 แห่งจาก 77 จังหวัด ดำเนินการเฝ้าระวังเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพทางห้องปฏิบัติการอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลย้อนหลัง 10 ปี จาก พ.ศ. 2558 ถึง 2568 แสดงให้เห็นปัญหาที่น่ากังวล

แนวคิด ระบบสุขภาพ One Health เป็นกลยุทธ์สำคัญที่เชื่อมโยงสุขภาพของมนุษย์ สัตว์ และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน เพื่อรับมือกับภัยคุกคามข้ามสายพันธุ์ เช่น การดื้อยาของเชื้อโรค ซึ่งหากไม่จัดการอาจนำไปสู่การระบาดใหญ่ในอนาคต

เชื้อดื้อยาในไทยพุ่งสูงเกิน 70%

เชื้อ Acinetobacter calcoaceticus-baumannii complex มีอัตราการดื้อยากลุ่ม carbapenem ซึ่งเป็นยาต้านจุลชีพทางเลือกสุดท้าย สูงกว่า 70% และยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้ป่วยที่ติดเชื้อนี้เสี่ยงสูงที่จะไม่มียารักษาได้ทันท่วงที ส่งผลให้อัตราการเสียชีวิตสูงขึ้น

เชื้อ Klebsiella pneumoniae แสดงแนวโน้มดื้อยากลุ่ม carbapenem เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และดื้อยากลุ่ม third generation cephalosporin ถึง 35-45% ยากลุ่มนี้ใช้รักษาการติดเชื้อแบคทีเรียหลายชนิด หากดื้อยา จะกระทบการรักษาโรคติดเชื้อรุนแรงอย่างมาก

สำหรับเชื้อ E. coli อัตราการดื้อยากลุ่ม carbapenem ยังต่ำ แต่ดื้อยา ceftriaxone และ cefotaxime ในระดับสูง สะท้อนว่าปัญหาเชื้อดื้อยาไม่ได้จำกัดแค่โรงพยาบาล แต่แพร่สู่ชุมชนแล้ว

สาเหตุและผลกระทบของเชื้อดื้อยา

การดื้อยาเกิดจากการใช้ยาปฏิชีวนะผิดวิธี เช่น กินไม่ครบคอร์ส ซื้อยากินเอง หรือใช้ในปศุสัตว์มากเกินไป ส่งผลให้แบคทีเรียปรับตัวได้ ผลกระทบคือ ค่ารักษาพยาบาลสูงขึ้น การรักษายากขึ้น และเสียชีวิตเพิ่ม โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าเชื้อดื้อยาทำให้เสียชีวิตกว่า 700,000 คนต่อปีทั่วโลก และไทยก็เผชิญปัญหาคล้ายกัน

  • อัตรา Acinetobacter ดื้อยา carbapenem >70%
  • Klebsiella ดื้อยา third gen cephalosporin 35-45%
  • E. coli ดื้อยา ceftriaxone สูงต่อเนื่อง

คำแนะนำจากรัฐบาลชูระบบสุขภาพ One Health

รัฐบาลชูระบบสุขภาพ One Health เพื่อให้ทุกภาคส่วนร่วมมือ โดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์จะเฝ้าระวังต่อเนื่อง สำหรับประชาชน:

  • กินยาปฏิชีวนะให้ครบตามแพทย์สั่ง แม้อาการดีขึ้น
  • ห้ามซื้อยากินเอง ห้ามหยุดยาเอง ห้ามแบ่งยา
  • ป้องกันการติดเชื้อด้วยล้างมือ สวมหน้ากาก
  • สนับสนุนการใช้ยาในสัตว์อย่างสมเหตุผล

การดำเนินงานภายใต้ One Health จะช่วยชะลอการแพร่กระจายเชื้อดื้อยา สร้างนโยบายสาธารณสุขที่ยั่งยืน

ในฐานะประชาชน เราควรตระหนักและลงมือทำทันที การใช้ยาอย่างรับผิดชอบไม่เพียงปกป้องตัวเอง แต่ยังรักษาโลกให้ลูกหลานด้วย ลองเริ่มจากครั้งต่อไปที่เจ็บป่วย ปรึกษาแพทย์เสมอ และหลีกเลี่ยงการซื้อยาเอง สนับสนุนรัฐบาลชูระบบสุขภาพ One Health เพื่ออนาคตที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น

ที่มา – รัฐบาลชูระบบสุขภาพ One Health เฝ้าระวังภาวะดื้อยาทั้งระบบ หลังพบเชื้อดื้อยาพุ่งเกิน 70%

“ศุภมาส” ผนึก บช.ก. ทลายคลังบุหรี่ไฟฟ้า

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีข่าวดีที่ทำให้คนไทยโล่งใจกันถอนหายใจได้บ้าง เมื่อ “ศุภมาส” ผนึก บช.ก. ทลายคลังบุหรี่ไฟฟ้าออนไลน์ ยึดของกลางนับหมื่นชิ้นพร้อมสารอันตรายสุดโหดอย่าง “สารซอมบี้” มาดูกันว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง และทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญมากสำหรับการปกป้องเด็กๆ และเยาวชนของเรา

“ศุภมาส” ผนึก บช.ก. ทลายคลังบุหรี่ไฟฟ้าออนไลน์ ยึดของกลางนับหมื่นชิ้นพร้อม “สารซอมบี้”

วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 ที่กองบัญชาการสอบสวนกลาง (บช.ก.) นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ร่วมกับ พล.ต.อ.นิรันดร์ เหลื่อมศรี รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แถลงข่าวใหญ่ประเด็น “ศุภมาส” ผนึก บช.ก. ทลายคลังบุหรี่ไฟฟ้าออนไลน์ พวกเขาได้บุกจับกุมเครือข่ายลักลอบขายบุหรี่ไฟฟ้าผ่านเฟซบุ๊กและติ๊กต็อก ที่จังหวัดสมุทรสาคร ยึดของกลางได้กว่า 5,000 รายการ รวมถึงเครื่องจักรผลิตและซีนบรรจุภัณฑ์เพียบ นอกจากนี้ยังเจอสารเอโทมิเดต (Etomidate) หนัก 28 กิโลกรัม ซึ่งเป็นส่วนผสมหลักของ “บุหรี่ซอมบี้” ที่กำลังฮิตในหมู่นักท่องเที่ยวและปาร์ตี้สถานบันเทิง สารนี้อันตรายรุนแรงต่อระบบประสาท สุขภาพ และอาจทำให้คนกลายเป็นซอมบี้เดินได้จริงๆ!

อันตรายร้ายจากบุหรี่ไฟฟ้าและสารซอมบี้ที่ไม่ควรมองข้าม

คุณรู้ไหมว่าบุหรี่ไฟฟ้า 1 แท่งมีนิโคตินสูงเท่าบุหรี่มวนธรรมดา 20 มวน! เสี่ยงหัวใจวายเฉียบพลัน ทำลายสมองเด็กที่กำลังพัฒนา และยิ่งถ้ามีสารซอมบี้ผสมเข้าไป ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่ เพื่อนๆ ลองดูรายการอันตรายหลักๆ ดังนี้

  • นิโคตินสูง: ติดง่าย ทำลายปอดและหัวใจ
  • สารเอโทมิเดต: ยาชาที่ใช้ในโรงพยาบาล แต่ผสมบุหรี่ทำให้มึนงง สูญเสียการควบคุมตัวเอง
  • ผลต่อเยาวชน: สมองพัฒนาไม่เต็มที่ เสี่ยงโรคจิตเภทและการติดยา
  • ระบาดออนไลน์: ขายง่ายผ่านโซเชียล เด็กๆ สั่งได้ในคลิกเดียว

นี่แหละที่ทำให้นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล สั่งการเด็ดขาด ปราบตั้งแต่ต้นทางจนปลายทาง

แผนระยะยาว: ตั้งศูนย์เฉพาะกิจปราบบุหรี่ไฟฟ้า

นางสาวศุภมาส เตรียมชงนายกฯ ตั้ง “ศูนย์เฉพาะกิจปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้า” โดยมีตัวเธอเป็นประธาน บูรณาการกับกระทรวงสาธารณสุข กรมศุลกากร และตำรวจ ให้ทำงานเป็นทีมเดียวกัน มีกฎหมายหนุนหลังเต็มสูบ นอกจากนี้ยังกำชับ สคบ. ประสานโรงเรียนทั่วประเทศ สร้างความรู้โทษบุหรี่ไฟฟ้า ตัดวงจรความต้องการจากเด็กๆ

ส่วนกระแสข่าวลือเรื่องจับปรับไม่เท่ากันหรือทุจริตนั้น ศุภมาสยืนยันชัด การจับกุมโปร่งใส 100% ไม่มีนโยบายให้บุหรี่ไฟฟ้าถูกกฎหมายเด็ดขาด ไทยจะไม่ยอมให้ธุรกิจมืดแบบนี้เติบโต!

การดำเนินการครั้งนี้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลจริงจังกับการปกป้องสุขภาพประชาชน โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนที่เป็นอนาคตชาติ สิ่งสำคัญคือเราทุกคนต้องช่วยกัน ไม่ซื้อมาใช้ ไม่ปล่อยให้เด็กเข้าถึง ถ้าคุณเจอการขายออนไลน์ รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที แชร์บทความนี้เพื่อกระจายความรู้ และช่วยกันสร้างสังคมปลอดบุหรี่ไฟฟ้า ร่วมมือกันเถอะเพื่ออนาคตที่ดีกว่า!

ที่มา – “ศุภมาส” ผนึก บช.ก. ทลายคลังบุหรี่ไฟฟ้าออนไลน์ ยึดของกลางนับหมื่นชิ้นพร้อม “สารซอมบี้”

“การดี” จี้รัฐแก้ปัญหาสุขภาพจิตเยาวชน คิดสั้นพุ่ง 18%

“การดี” จี้รัฐเร่งแก้ปัญหาสุขภาพจิตเยาวชน หลังจากเกิดเหตุสะเทือนใจเพื่อนลูกในวัยมัธยมตัดสินใจจบชีวิตตัวเองถึง 2 รายในเวลาไล่เลี่ยกัน สถิติเด็กมัธยมที่เคยคิดสั้นพุ่งสูงถึง 17.6% ทำให้ ดร.การดี เลียวไพโรจน์ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ต้องลุกขึ้นหารือในสภา เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง

การดี จี้รัฐเร่งแก้ปัญหาสุขภาพจิตเยาวชน

ในวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา ดร.การดี ได้นำเรื่องราวใกล้ตัวมาสะท้อนปัญหาสังคม โดยเล่าว่าลูกสาวแจ้งข่าวร้ายว่าเพื่อนในโรงเรียนมัธยมศึกษาตัวเองจบชีวิตลง 2 คนติด ๆ กัน สิ่งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นสัญญาณเตือนถึงวิกฤตสุขภาพจิตของเยาวชนไทยที่กำลังรุนแรงขึ้นทุกวัน ปัญหาสุขภาพจิตเยาวชนไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ แต่มาจากแรงกดดันหลายด้าน เช่น การเรียนที่หนักหน่วง แรงกดดันจากโซเชียลมีเดีย และปัญหาเศรษฐกิจในครอบครัวที่ส่งผลกระทบต่อเด็ก

จากข้อมูลกรมสุขภาพจิต พบว่ากลุ่มอายุ 18-24 ปี มีภาวะซึมเศร้าสูงถึง 26.9% ส่วนนักเรียนมัธยมศึกษาที่เคยคิดฆ่าตัวตายอย่างจริงจังมีถึง 17.6% หรือเกือบ 18% เลยทีเดียว แม้จะมีนโยบายและ MOU ระหว่างหน่วยงาน แต่การนำไปปฏิบัติจริงยังไม่ทั่วถึง ทำให้การดี จี้รัฐเร่งแก้ปัญหาสุขภาพจิตเยาวชน โดยเสนอให้กระทรวงสาธารณสุข ศึกษาธิการ และ อว. ยกระดับการทำงาน

สาเหตุหลักของปัญหาสุขภาพจิตเยาวชน

ปัญหาสุขภาพจิตในวัยเรียนเกิดจากหลายปัจจัยที่ทับถมกัน ดังนี้

  • แรงกดดันจากการเรียน: คะแนนสอบ การแข่งขันเพื่อเข้าวิทยาลัย ทำให้เด็กเครียดสะสม
  • โซเชียลมีเดียและ Peer Pressure: การเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นในโลกออนไลน์ นำไปสู่ความรู้สึกด้อยค่า
  • ปัญหาครอบครัว: เศรษฐกิจตกต่ำ ความขัดแย้งในบ้าน ส่งผลให้เด็กแบกรับความเครียด
  • ขาดการสนับสนุน: โรงเรียนขาดนักจิตวิทยาและครูแนะแนวที่เพียงพอ

สถิติเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าถึงเวลาแล้วที่สังคมต้องตื่นตัว การดี จี้รัฐเร่งแก้ปัญหาสุขภาพจิตเยาวชน เพื่อป้องกันการสูญเสียที่ไม่อาจทวงคืนได้ โดยเฉพาะในเดือนแห่งการรณรงค์สุขภาพจิต (Mind Month)

ข้อเสนอแนะเพื่อแก้ปัญหาสุขภาพจิตเยาวชน

ดร.การดี เสนอแนวทางชัดเจน 3 ประการ เพื่อให้การแก้ปัญหาสุขภาพจิตเยาวชนมีประสิทธิภาพมากขึ้น

  • เปลี่ยนจากนโยบายบนกระดาษเป็นการเข้าถึงหน้างานจริง เช่น สายด่วนสุขภาพจิตที่ตอบสนองทันที
  • เพิ่มบุคลากร โดยจัดงบประมาณให้ทุกโรงเรียนและมหาวิทยาลัยมีนักจิตวิทยาและครูแนะแนวประจำ
  • สร้างความตระหนักรู้ในสังคม ลดการตีตรผู้มีปัญหาสุขภาพจิต เพื่อให้ทุกคนกล้าเปิดใจขอความช่วยเหลือ

นอกจากนี้ ยังควรบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงาน เพื่อติดตามและป้องกันความเสี่ยงได้ดียิ่งขึ้น หากรัฐบาลลงมือจริง ปัญหานี้จะไม่ลุกลามต่อไป

สุขภาพจิตคือรากฐานของอนาคตชาติ หากปล่อยไว้ เยาวชนไทยจะเผชิญวิกฤตหนักขึ้น ในฐานะสังคม เราควรเริ่มจากตัวเอง โดยฟังลูกหลานมากขึ้น สังเกตสัญญาณเตือน และสนับสนุนให้โรงเรียนมีบริการจิตวิทยา ลองนึกภาพถ้าเด็กทุกคนมีพื้นที่ปลอดภัยในการระบาย ความสูญเสียแบบนี้จะลดลงได้มาก

สุดท้ายนี้ ขอเชิญชวนทุกท่านแชร์บทความนี้เพื่อสร้างความตระหนัก และติดตามการแก้ปัญหาสุขภาพจิตเยาวชนจากภาครัฐต่อไป เพราะการเปลี่ยนแปลงต้องเริ่มจากเราทุกคน

ที่มา – “การดี” จี้รัฐเร่งแก้ปัญหาสุขภาพจิตเยาวชน เผยตัวเลขมัธยม “คิดสั้น” พุ่งเกือบ 18%

ศุภมาส สั่ง สคบ.ตรวจเข้มปลานิลทำปลากระป๋อง

ศุภมาส สั่ง สคบ.ตรวจเข้มปลานิลทำปลากระป๋อง กลายเป็นข่าวใหญ่ที่สร้างความฮือฮาในสังคมไทย ล่าสุด น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกคำสั่งเด็ดขาดให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ทุกจังหวัดลงพื้นที่ตรวจสอบอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดกรณีซ้ำรอยแบบนี้ขึ้นอีก

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดจากกรณีที่โรงงานผลิตปลากระป๋องนำปลานิลมาทำเป็นปลากระป๋อง แต่ไม่ตรงตามฉลากที่ระบุไว้ ทำให้ผู้บริโภครู้สึกถูกหลอกลวง แม้ผู้ประกอบการจะเคลียร์กันแล้ว แต่ถือเป็นบทเรียนราคาแพงที่ สคบ. ไม่ยอมปล่อยผ่าน น.ส.ศุภมาส เปิดเผยระหว่างให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ 5 พ.ค. ว่า ได้สั่งการให้ สคบ. ทุกจังหวัดตรวจสอบไปจนถึงระดับโรงงานผลิต เพื่อหาว่าจะมีเคสแบบนี้อีกหรือไม่ และติดตามเรื่องร้องเรียนจากประชาชนอย่างใกล้ชิด

ศุภมาส สั่ง สคบ.ตรวจเข้มปลานิลทำปลากระป๋อง ป้องกันซ้ำรอย

นอกจากกรณีปลากระป๋องแล้ว ยังมีเคสน้ำดื่มราคาถูกผิดปกติที่ จ.นครราชสีมา ซึ่ง น.ส.ศุภมาส ฝากเตือนประชาชนทุกคน หากเจอสินค้าที่ราคาถูกเกินจริง เช่น น้ำดื่มขวดละ 2 บาท ให้สงสัยในคุณภาพทันที ไม่ว่าจะเป็นสินค้าอุปโภคหรือบริโภคอะไรก็ตาม ถ้าไม่ตรงปก สามารถแจ้ง สคบ. ได้เลย สคบ. จะลงพื้นที่ตรวจสอบทันที โดยมีเครือข่ายพันธมิตรอย่างกระทรวงสาธารณสุขและ อย. ร่วมมือกันผ่าน MOU เพื่อปราบปรามอย่างเด็ดขาด

การเอาเปรียบผู้บริโภคแบบนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก นายกรัฐมนตรีได้กำชับรัฐมนตรีทุกคนให้ดูแลหน่วยงานของตนเอง โดยเฉพาะเรื่องปากท้องประชาชน ท่ามกลางสถานการณ์ตะวันออกกลางที่อาจกระทบราคาสินค้า สคบ. จึงทำงานทั้งเชิงรับและเชิงรุก เช่น ลงพื้นที่ให้ความรู้ประชาชน ติดตามปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน

เคล็ดลับปกป้องตัวเองจากสินค้าปลอม หลังศุภมาส สั่ง สคบ.ตรวจเข้มปลานิลทำปลากระป๋อง

  • ตรวจสอบฉลากสินค้า: ดูวันผลิต วันหมดอายุ และส่วนผสมให้ชัดเจน
  • เปรียบเทียบราคา: ถ้าถูกเกินไป มักมีปัญหาเรื่องคุณภาพ
  • ซื้อจากร้านเชื่อถือได้: เลือกห้างสรรพสินค้าหรือผู้ขายที่มีรีวิวดี
  • แจ้งทันทีหากผิดปกติ: โทร สคบ. โฮตไลน์ 1166 หรือแจ้งออนไลน์
  • ติดตามข่าวสาร: จาก สคบ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

กรณีนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการคุ้มครองผู้บริโภค สคบ. กำลังเร่งตรวจสอบโรงงานผลิตอาหารกระป๋องทั่วประเทศ เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าทุกชิ้นตรงตามมาตรฐาน หากปล่อยไว้ อาจเกิดปัญหาสุขภาพตามมาได้

ในยุคที่เศรษฐกิจผันผวน การปกป้องผู้บริโภคคือสิ่งสำคัญที่สุด สคบ. ไม่เพียงตรวจสอบ แต่ยังให้ความรู้เพื่อให้ประชาชนรู้จักสิทธิตัวเอง หากคุณเคยเจอสินค้าไม่ตรงปก อย่าปล่อยผ่าน แจ้งเลยวันนี้เพื่อป้องกันคนอื่น!

คำแนะนำสุดท้าย: เป็นผู้บริโภคฉลาด ตรวจสอบก่อนซื้อ ช่วยลดรายจ่ายและปกป้องสุขภาพตัวเองและครอบครัว

ที่มา – “ศุภมาส” สั่ง สคบ. ทุกจังหวัดลงพื้นที่ตรวจเข้มกันเคส “ปลานิลทำปลากระป๋อง” เหตุซ้ำรอย

เปิดให้ประชาชนร่วมแสดงความเห็นร่างกำหนดวันขายแอลกอฮอล์

วันนี้เรามีข่าวสำคัญสำหรับทุกท่านที่สนใจเรื่องนโยบายสาธารณสุขและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นะครับ เปิดให้ประชาชน ร่วมแสดงความเห็น ร่างฯ กำหนดวันขาย “เครื่องดื่มแอลกอฮอล์” โดยคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ภายใต้กระทรวงสาธารณสุข ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนทั่วไป ผ่านเว็บไซต์ระบบกลางทางกฎหมาย ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 30 พฤษภาคม 2569 เพื่อให้ร่างประกาศนี้สมบูรณ์และสอดคล้องกับความต้องการของสังคม

เรื่องนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ประชุมคณะกรรมการครั้งที่ 2/2569 ซึ่งนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธาน ได้ติดตามผลการปลดล็อกเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ช่วง 14.00-17.00 น. เป็นเวลา 3 เดือนแรก (ธันวาคม 2568 – มีนาคม 2569) พบว่าอุบัติเหตุโดยรวมไม่เพิ่มขึ้น แม้แต่ช่วง 14.00-20.00 น. ก็ยังไม่มีผลกระทบเชิงลบ นี่เป็นสัญญาณดีที่แสดงให้เห็นว่ามาตรการควบคุมสามารถปรับให้เหมาะสมได้

เปิดให้ประชาชน ร่วมแสดงความเห็น ร่างฯ กำหนดวันขาย “เครื่องดื่มแอลกอฮอล์”

ร่างประกาศนี้มุ่งกำหนดวันห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในวันสำคัญทางพุทธศาสนา 5 วันหลัก ได้แก่ วันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา วันอาสาฬหบูชา วันเข้าพรรษา และวันออกพรรษา ซึ่งเป็นวันศักดิ์สิทธิ์ที่รัฐต้องการรักษาความสงบเรียบร้อยและลดผลกระทบด้านสุขภาพ สังคม และอุบัติเหตุ ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) ที่เน้นจำกัดการเข้าถึงแอลกอฮอล์ทางกายภาพ

อย่างไรก็ตาม มีข้อยกเว้นเพื่อไม่ให้กระทบเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว เช่น

  • การขายในอาคารผู้โดยสารสนามบินเที่ยวบินระหว่างประเทศ
  • สถานบริการตามกฎหมาย
  • สถานประกอบการคล้ายสถานบริการในแหล่งท่องเที่ยว (ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข โดยคำแนะนำกระทรวงมหาดไทย)
  • โรงแรมตามกฎหมายโรงแรม
  • สถานที่จัดกิจกรรมพิเศษระดับชาติ/นานาชาติ (ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข โดยคำแนะนำกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา)

นอกจากนี้ สถานที่ยกเว้นต้องมีมาตรการคัดกรอง เช่น ตรวจอายุ ป้องกันเด็กเยาวชนเข้าถึง และรักษาความปลอดภัย เพื่อความสมดุลระหว่างการควบคุมและการดำเนินธุรกิจ

ที่มาของร่างนี้เพราะ พรบ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ได้เปลี่ยนอำนาจออกประกาศจากนายกฯ เป็นคณะกรรมการควบคุมฯ จึงต้องปรับประกาศเดิม พ.ศ. 2568 ให้สอดคล้อง ประกาศเดิมห้ามขายวันสำคัญเหล่านี้เพื่อลดปัญหาแอลกอฮอล์ที่เชื่อมโยงกับอุบัติเหตุ อาชญากรรม และสุขภาพ

ประเด็นสำคัญและคำถามรับฟังความเห็นในร่างกำหนดวันขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ประชาชนสามารถแสดงความเห็นได้ที่ https://law.go.th/listeningDetail?survey_id=Njk1OERHQV9MQVdfRlJPTlRFTkQ= โดยมีคำถามหลักดังนี้

  1. เห็นด้วยกับการห้ามขายในวันสำคัญทางพุทธ 5 วันหรือไม่ อย่างไร
  2. เห็นด้วยข้อยกเว้นสนามบิน สถานบริการ โรงแรมหรือไม่
  3. เห็นด้วยข้อยกเว้นสถานประกอบการแหล่งท่องเที่ยวหรือไม่
  4. เห็นด้วยข้อยกเว้นกิจกรรมพิเศษหรือไม่
  5. เห็นด้วยมาตรการคัดกรองในสถานยกเว้นหรือไม่
  6. ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม

การรับฟังความเห็นนี้สำคัญมาก เพราะเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไม่ใช่สินค้าธรรมดา มันส่งผลกระทบกว้างขวาง หากเรามีส่วนร่วม นโยบายจะตอบโจทย์สังคมไทยได้ดีขึ้น เช่น ลดอุบัติเหตุช่วงเทศกาล แต่ยังสนับสนุนท่องเที่ยวที่เป็น GDP สำคัญ

จากข้อมูลล่าสุด การปลดล็อกเวลาไม่ทำให้ปัญหาแย่ลง แสดงว่ารัฐสามารถยืดหยุ่นได้ ร่างนี้จึงเป็นก้าวต่อไปในการปรับสมดุล หวังว่าทุกท่านจะช่วยกันแสดงความเห็น เพื่ออนาคตที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น

ส่วนตัวมองว่ามาตรการดี แต่ข้อยกเว้นต้องเข้มงวดจริงจัง โดยเฉพาะป้องกันเยาวชน สนับสนุนให้ทุกคนเข้าไปแสดงความเห็นก่อนครบกำหนด จะช่วยให้กฎหมายมีประสิทธิภาพมากขึ้น รีบคลิกเข้าเว็บไซต์แสดงความเห็นวันนี้เลยครับ!

ที่มา – เปิดให้ประชาชน ร่วมแสดงความเห็น ร่างฯ กำหนดวันขาย “เครื่องดื่มแอลกอฮอล์”

รัฐบาลเปิดหลักสูตรนวดไทย โพธิ์-ล้านนา อบรม พ.ค. 69

รัฐบาลไทยกำลังก้าวหน้าด้วยการเปิดตัว หลักสูตรนวดไทย โพธิ์-ล้านนา 450 ชั่วโมง โดยกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข เพื่อยกระดับนวดไทยสู่มาตรฐานสากล สู่ Wellness Hub ที่แท้จริง โดยเลือกน้ำพุร้อนสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นพื้นที่ต้นแบบ คาดเริ่มอบรมรุ่นแรกปลายเดือนพฤษภาคม 2569 ใครที่สนใจนวดไทยหรืออยากเป็นหมอนวดมืออาชีพ ห้ามพลาดข้อมูลนี้เลยนะครับ

หลักสูตรนวดไทย โพธิ์-ล้านนา 450 ชั่วโมง คืออะไร

หลักสูตรนวดไทย โพธิ์-ล้านนา เป็นการบูรณาการองค์ความรู้จากตำรานวดแผนไทยวัดโพธิ์ สมัยรัชกาลที่ 3 ซึ่งเป็นมรดกโลก ผสานกับเอกลักษณ์ภูมิปัญญาล้านนาแห่งภาคเหนือของไทย ทำให้เกิดเทคนิคการนวดที่โดดเด่น มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว จุดเด่นคือ “จริตลีลาแห่งล้านนา” ที่นุ่มนวล ต่อเนื่อง สร้างประสบการณ์ผ่อนคลายแบบองค์รวม เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวและผู้ที่ต้องการบริการเวลเนสระดับพรีเมียม

นอกจากนี้ หลักสูตรนี้ได้รับการประกาศเป็นมาตรฐานจากกรมการแพทย์แผนไทยฯ แล้ว โดยเนื้อหาครอบคลุมการนวดองค์บน องค์ล่าง การเช็ดแหก การตอกเส้น การจู้ และการฟ้อนเจิงยืดเหยียด รวมถึงขั้นตอนหลัก 9 ประการและเทคนิค 11 ท่า ฝึกอบรมเต็ม 450 ชั่วโมง เพื่อให้ผู้เรียนสามารถให้บริการได้อย่างมืออาชีพ สร้างรายได้ยั่งยืนให้ชุมชน

จุดเด่นของหลักสูตรนวดไทย โพธิ์-ล้านนา

  • ผสานสองวัฒนธรรม: นวดโพธิ์คลาสสิกจากกรุงเทพฯ กับล้านนานุ่มนวลจากเชียงใหม่
  • มาตรฐานสากล: ประกาศโดยกรมสธ. เหมาะสำหรับ Wellness Tourism
  • ประสบการณ์องค์รวม: รวมกลิ่นหอม อาหารพื้นเมือง และน้ำพุร้อน
  • เน้นชุมชน: อบรมหมอนวดท้องถิ่น 8 ชุมชนรอบสันกำแพง
  • สร้างรายได้: ยกระดับบริการดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ

สถานที่อบรมหลักสูตรนวดไทย โพธิ์-ล้านนา: น้ำพุร้อนสันกำแพง

น้ำพุร้อนสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ คือพื้นที่ต้นแบบที่สมบูรณ์แบบ มีธรรมชาติสวยงาม น้ำพุร้อนธรรมชาติที่ช่วยเสริมการบำบัด ทำให้การนวดไทย โพธิ์-ล้านนา มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ที่นี่จะกลายเป็น Wellness Hub ครบวงจร มีบริการนวด สปา อาหารสุขภาพ และกิจกรรมวัฒนธรรมล้านนา ในระยะแรกจะอบรมกลุ่มหมอนวดท้องถิ่นและชุมชนใกล้เคียง เพื่อพัฒนาทักษะให้ได้มาตรฐานสากล

การเลือกเชียงใหม่เพราะเป็นเมืองท่องเที่ยวยอดนิยม มีฐานนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่ชื่นชอบเวลเนสและการแพทย์แผนไทยอยู่แล้ว หลังอบรม ชุมชนจะสามารถให้บริการแบบครบครัน ดึงดูดรายได้เข้าท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

กำหนดการอบรมรุ่นแรก

คาดเปิดอบรมรุ่นแรกช่วงปลายพฤษภาคม 2569 ณ จังหวัดเชียงใหม่ ผู้สนใจสามารถติดตามประกาศจากกรมการแพทย์แผนไทยฯ เพื่อสมัครเข้าร่วม หลักสูตรนี้ไม่เพียงฝึกทักษะนวด แต่ยังสอนการสร้างแบรนด์ การบริการลูกค้า และการตลาดสำหรับธุรกิจสปา

นวดไทย โพธิ์-ล้านนา จะช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจชุมชนหลังโควิด โดยเฉพาะภาคท่องเที่ยวที่กำลังบูม Wellness ทั่วโลกคาดโต 10-15% ต่อปี ไทยมีโอกาสเป็นผู้นำด้วย soft power อย่างนวดไทย หากคุณเป็นเจ้าของสปา หมอนวด หรือนักลงทุน ลองศึกษาหลักสูตรนี้เพื่ออัพเกรดธุรกิจ

ประโยชน์ของนวดไทย โพธิ์-ล้านนา ไม่ใช่แค่นวดกล้ามเนื้อ แต่ช่วยปรับสมดุลธาตุ บรรเทาอาการปวดเมื่อย ลดเครียด ด้วยเทคนิคยืดเหยียดแบบไทยโบราณผสมล้านนา ทำให้ผู้รับบริการรู้สึกผ่อนคลายอย่างลึกซึ้ง เหมาะสำหรับยุคที่คนหันมาดูแลสุขภาพแบบองค์รวม

ในอนาคต หลักสูตรนวดไทย โพธิ์-ล้านนา อาจขยายไปยังพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศ สร้างเครือข่าย Wellness Hub ทั่วไทย หากคุณอยากเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับนวดไทยสู่เวทีโลก สนใจติดต่อกรมการแพทย์แผนไทยฯ หรือติดตามข่าวสารจากรัฐบาลเพื่อสมัครอบรมทันที อย่าพลาดโอกาสสร้างอาชีพที่ยั่งยืนและมีชื่อเสียงระดับสากล!

ที่มา – รัฐบาลเผยหลักสูตรนวดไทย โพธิ์-ล้านนา สู่เวลเนสสากล เปิดอบรมรุ่นแรกปลาย พ.ค. 69

ครม. ไฟเขียวส่งผู้แทนชิงเก้าอี้ “ผอ. WHO”

วันนี้เรามีข่าวดีจากวงการสาธารณสุขไทย เมื่อครม. ไฟเขียวส่งผู้แทนชิงเก้าอี้ “ผอ. WHO” เพื่อยกระดับบทบาทของไทยในเวทีสุขภาพโลก นับเป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของระบบสาธารณสุขไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล

ครม. ไฟเขียวส่งผู้แทนชิงเก้าอี้ “ผอ. WHO”

จากข้อมูลล่าสุด วันที่ 28 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เปิดเผยผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ ให้ประเทศไทยส่งผู้แทนเข้าสมัครตำแหน่งผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก (Director-General of the World Health Organization: WHO) การตัดสินใจนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เพราะหากสำเร็จ จะเป็นครั้งแรกที่ไทยก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งหัวใจขององค์กรสุขภาพโลก

ครม. ได้มอบหมายให้กระทรวงสาธารณสุขดำเนินการสรรหาผู้แทนที่มีคุณสมบัติโดดเด่น เช่น ความเชี่ยวชาญด้านนโยบายสาธารณสุข การจัดการโรคระบาด และประสบการณ์งานระหว่างประเทศ นอกจากนี้ ยังขอความร่วมมือจากกระทรวงการต่างประเทศและหน่วยงานเกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนด้านการทูตและประชาสัมพันธ์ ทำให้โอกาสของผู้สมัครไทยสูงขึ้นอย่างมาก

เหตุผลที่ครม. ไฟเขียวส่งผู้แทนชิงเก้าอี้ “ผอ. WHO”

ประเทศไทยมีจุดแข็งในด้านสาธารณสุขที่โดดเด่น เช่น ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า (Universal Health Coverage: UHC) ที่ครอบคลุมประชาชนเกือบ 100% การจัดการโควิด-19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนได้รับคำชื่นชมจาก WHO และความเชี่ยวชาญด้านวัคซีนและยา หากผู้แทนไทยได้ตำแหน่งนี้ จะช่วยผลักดันวาระสุขภาพของไทย เช่น การลดความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพ การเตรียมพร้อมโรคอุบัติใหม่ และการพัฒนาสุขภาพดิจิทัล

นอกจากนี้ ยังจะยกระดับอิทธิพลของไทยในภูมิภาคอาเซียน โดยดึงดูดงบประมาณและโครงการพัฒนาจาก WHO มาสู่ภูมิภาค ทำให้ระบบสาธารณสุขอาเซียนเข้มแข็งยั่งยืนมากขึ้น รองโฆษกฯ เน้นย้ำว่า “หากผู้แทนจากประเทศไทยได้ดำรงตำแหน่งนี้ จะสร้างภาพลักษณ์ที่ดี เพิ่มอิทธิพลของไทย และส่งผลดีต่อทุกคน”

บทบาทของ WHO และโอกาสสำหรับไทย

องค์การอนามัยโลก (WHO) เป็นหน่วยงานหลักภายใต้อาเซียนของสหประชาชาติ รับผิดชอบกำหนดนโยบายสุขภาพโลก จัดการวิกฤตโรคระบาด และสนับสนุนประเทศสมาชิก ปัจจุบัน ดร.เทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการใหญ่สมัยที่สอง ซึ่งจะสิ้นสุดในปีหน้า การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นโอกาสทองสำหรับไทยที่เคยมีบทบาทสำคัญ เช่น เป็นเจ้าภาพประชุมสมัชชาสุขภาพโลก และพัฒนาแอปหมอพร้อมที่ประสบความสำเร็จระดับโลก

  • ยกระดับภาพลักษณ์สาธารณสุขไทยในเวทีโลก
  • ผลักดันงบประมาณและโครงการจาก WHO สู่ไทยและอาเซียน
  • เสริมสร้างความเข้มแข็งระบบสุขภาพภูมิภาค
  • เพิ่มโอกาสแลกเปลี่ยนความรู้และเทคโนโลยี
  • เตรียมพร้อมรับมือโรคระบาดอนาคต

การสรรหาผู้แทนไทยกำลังดำเนินการ โดยคาดว่าจะมีผู้สมัครชั้นนำจากหน่วยงานสาธารณสุขและนักวิชาการชั้นนำ เพื่อให้เหมาะสมที่สุดกับตำแหน่งนี้

ในมุมมองของผู้เขียน นี่คือก้าวย่างเชิงยุทธศาสตร์ที่ชาญฉลาดของรัฐบาลไทย แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ในการนำพาประเทศสู่การเป็นผู้นำสุขภาพเอเชีย หากสำเร็จ จะไม่เพียงสร้างความภาคภูมิใจให้คนไทย แต่ยังเป็นประโยชน์ยั่งยืนต่อประชาชนทุกคน คุณคิดอย่างไรกับโอกาสนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความเพื่อติดตามพัฒนาการต่อไป!

ที่มา – ครม. ไฟเขียวส่งผู้แทนชิงเก้าอี้ “ผอ. WHO” หวังชูบทบาทนำสาธารณสุขไทยในเวทีโลก

รัฐบาลเตือนตับอักเสบเอพุ่ง 2 เท่าในหน้าร้อน

ตับอักเสบเอ พุ่ง 2 เท่าในหน้าร้อน สถานการณ์น่ากังวลที่รัฐบาลออกมาเตือนล่าสุด! ในช่วงฤดูร้อนที่อากาศร้อนอบอ้าว ประชาชนมักหาอาหารเย็นๆ ดื่มน้ำแข็งแก้กระหาย แต่คุณรู้ไหมว่าอาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคตับอักเสบเอที่กำลังเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา ได้แถลงเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 ว่า กระทรวงสาธารณสุขกำลังเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด หลังพบผู้ป่วยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สูงกว่าปีที่แล้วเกือบ 2 เท่า โดยเฉพาะในภาคกลางและตะวันออกอย่างกรุงเทพฯ ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ซึ่งอาจนำไปสู่การระบาดเป็นกลุ่มก้อนได้ง่าย

ตับอักเสบเอ พุ่ง 2 เท่าในหน้าร้อน สาเหตุมาจากไหน?

ทำไม ตับอักเสบเอ พุ่ง 2 เท่าในหน้าร้อน ? โรคนี้เกิดจากไวรัส Hepatitis A ที่แพร่กระจายผ่านทางอุจจาระสู่ปาก (Fecal-oral route) มักปนเปื้อนในอาหาร น้ำดื่ม หรือน้ำแข็งที่ไม่สะอาด โดยเฉพาะช่วงหน้าร้อนที่ผู้คนนิยมกินอาหารข้างทาง ดื่มน้ำเย็นจากร้านไม่มาตรฐาน หรือรวมกลุ่มปาร์ตี้บาร์บีคิว ทำให้เชื้อแพร่ได้ง่าย ระยะฟักตัวนานถึง 15-50 วัน เฉลี่ย 28 วัน ผู้ติดเชื้อบางคนไม่มีอาการแต่ยังแพร่เชื้อได้ สถิติล่าสุดจากระบบเฝ้าระวังโรคยืนยันการเพิ่มขึ้นชัดเจน ส่งผลให้หน่วยงานสาธารณสุขต้องค้นหาเชิงรุก ตรวจสอบอาหารและน้ำทุกพื้นที่

อาการของตับอักเสบเอที่ต้องระวัง

อาการเริ่มต้นมักคล้ายไข้หวัด เช่น ไข้ต่ำ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย หลังจากนั้น 2-7 วัน จะมีอาการรุนแรงขึ้นอย่าง ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะสีชา คันตามผิวหนัง เจ็บท้องขวา บางรายอาจมีน้ำในช่องท้อง ผู้ใหญ่ที่ไม่เคยติดเชื้อมาก่อนมักป่วยหนักกว่าทารกหรือเด็กเล็ก โรคนี้รักษาได้ด้วยการพักผ่อน ดื่มน้ำมากๆ และยาแก้ปวดตามอาการ ปกติหายเองใน 2-6 สัปดาห์ แต่บางรายอาจนอนโรงพยาบาลนาน หากมีโรคประจำตัวอย่างตับอ่อนแอ เสี่ยงรุนแรงถึงขั้นตับวายได้

วิธีป้องกันตับอักเสบเอให้ได้ผล 100%

รัฐบาลย้ำชัด ต้องคุมเข้มอาหารและน้ำ! ปฏิบัติตามหลัก 5F คือ Finger (นิ้วมือสะอาด), Food (อาหารสุก), Fluids (น้ำสะอาด), Flies (ไล่แมลงวัน), Fields (หลีกเลี่ยงน้ำเสีย) นี่คือเคล็ดลับง่ายๆ ที่คุณทำได้ทันที:

  • กินอาหารปรุงสุกเท่านั้น: หลีกเลี่ยงของดิบ แซลมอนดิบ สุกี้ชาบูที่ไม่สุกดี ผลไม้ปอกแล้วกินเลย
  • ดื่มน้ำสะอาด: ต้มเดือดหรือน้ำบรรจุขวด ล้างแก้วให้สะอาด หลีกเลี่ยงน้ำแข็งจากแหล่งไม่น่าไว้ใจ
  • ล้างมือบ่อยๆ: ใช้สบู่ล้างก่อนกินข้าว หลังเข้าห้องน้ำ อย่างน้อย 20 วินาที
  • ฉีดวัคซีน: แนะนำสำหรับกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็ก นักเดินทางต่างประเทศ พนักงานร้านอาหาร
  • หลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง: ชุมชนแออัด ตลาดสดที่ไม่สะอาด

ในต่างประเทศอย่างยุโรป อเมริกา โรคนี้ลดลงมากเพราะมาตรฐานน้ำและอาหารสูง แต่ในไทยยังต้องระวังเพราะพฤติกรรมกินดื่มหลากหลาย หากทำตามนี้ จะช่วยตัดวงจรการแพร่เชื้อได้ตั้งแต่ต้นทาง

สุดท้าย ตับอักเสบเอ พุ่ง 2 เท่าในหน้าร้อน เป็นสัญญาณเตือนที่เราทุกคนต้องช่วยกัน! เริ่มจากตัวเองและครอบครัว ปฏิบัติง่ายๆ เหล่านี้เพื่อสุขภาพที่ดีในฤดูร้อนนี้ หากมีอาการผิดปกติ รีบไปโรงพยาบาลตรวจเลือดยืนยันเชื้อทันที และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้ เพื่อป้องกันการระบาดใหญ่ร่วมกันครับ

ที่มา – รัฐบาลเตือนเฝ้าระวัง “ตับอักเสบเอ” พุ่ง 2 เท่าในหน้าร้อน ย้ำคุมเข้มอาหาร–น้ำ

รัฐบาลเตือนโรคเมลิออยด์โดสิส พบป่วย 732 ราย

สวัสดีครับทุกท่าน ในช่วงนี้ข่าวสุขภาพที่กำลังเป็นที่ฮือฮาคือ รัฐบาลเตือนโรคเมลิออยด์โดสิส พบผู้ป่วยสะสมแล้วกว่า 732 ราย และเสียชีวิต 23 ราย โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงอย่างเกษตรกรและผู้ป่วยเรื้อรัง วันนี้เราจะมาอัปเดตข้อมูลล่าสุด สถานการณ์การระบาด อาการที่ต้องระวัง และวิธีป้องกันแบบง่ายๆ เพื่อให้ทุกคนดูแลตัวเองได้อย่างมั่นใจ

โรคเมลิออยด์โดสิส คืออะไร

โรคเมลิออยด์โดสิส หรือที่รู้จักในชื่อ Melioidosis เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Burkholderia pseudomallei ซึ่งซุกซ่อนอยู่ในดินและน้ำ โดยเฉพาะในฤดูฝนที่ดินชื้นแฉะ เชื้อนี้สามารถเข้าสู่ร่างกายได้หลายทาง เช่น ผ่านบาดแผลเปิด การหายใจเอาฝุ่นดินที่ปนเปื้อน หรือแม้แต่ดื่มน้ำที่ไม่สะอาด อาการของโรคอาจเริ่มต้นแบบเฉียบพลัน เช่น มีไข้สูง หายใจลำบาก แน่นหน้าอก หรือมีแผลบวมแดงเป็นหนอง หากเชื้อลุกลามเข้าสู่กระแสเลือด อาจนำไปสู่ภาวะติดเชื้อรุนแรงและเสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว

สถานการณ์ล่าสุดของโรคเมลิออยด์โดสิสในไทย

จากข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข ระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 16 เมษายน 2567 พบผู้ป่วยโรคเมลิออยด์โดสิสทั่วประเทศ 732 ราย เสียชีวิต 23 ราย โดยเฉพาะในเขตสุขภาพที่ 7 จังหวัดขอนแก่น รายงานผู้ป่วย 68 ราย เสียชีวิต 2 ราย กลุ่มอายุที่เสี่ยงสูงสุดคือ 50 ปีขึ้นไป แนวโน้มยังน่ากังวลเพราะฤดูฝนกำลังมาเยือน ทำให้รัฐบาลต้องออกประกาศเตือนอย่างเร่งด่วน

กลุ่มเสี่ยงหลักของโรคเมลิออยด์โดสิส

ใครบ้างที่ต้องระวังเป็นพิเศษ? กลุ่มเสี่ยงหลัก ได้แก่

  • เกษตรกร ชาวนา หรือผู้ที่ทำงานสัมผัสดินและน้ำเป็นประจำ
  • ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน โรคไต ธาลัสซีเมีย
  • ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ผู้ป่วยมะเร็งหรือรับยาฆ่าเชื้อไวรัส

คนกลุ่มนี้มีโอกาสเกิดอาการรุนแรงสูงกว่าปกติ หากมีบาดแผลหรือทำงานกลางแจ้งในพื้นที่เสี่ยง ควรเพิ่มความระมัดระวังให้มากขึ้น

อาการที่ต้องรีบพบแพทย์ทันที

หากมีอาการเหล่านี้หลังสัมผัสดินหรือน้ำ อย่ารอช้า รีบไปโรงพยาบาลเลยครับ:

  • ไข้สูงนานเกิน 2 วัน
  • หายใจเหนื่อย แน่นหน้าอก
  • แผลบวมแดง มีหนองไหล
  • อ่อนเพลียรุนแรง ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ

ข่าวดีคือ โรคเมลิออยด์โดสิสรักษาได้ หายขาดถ้าตรวจพบเร็วและได้รับยาปฏิชีวนะที่ถูกต้อง

วิธีป้องกันโรคเมลิออยด์โดสิส ทำตามนี้ปลอดภัยแน่นอน

ป้องกันง่ายนิดเดียว ไม่ต้องเสียเงินเยอะ:

  1. หลีกเลี่ยงการสัมผัสดินน้ำโดยตรง โดยเฉพาะฤดูฝน ถ้าจำเป็นต้องสวมรองเท้าบู๊ท ถุงมือ และเสื้อผ้าปิดมิดชิด
  2. ล้างมือ ล้างแผลให้สะอาดทันทีหลังทำงาน
  3. ดื่มน้ำสะอาด ต้มสุกก่อนใช้
  4. ผู้ป่วยเรื้อรังควบคุมโรคประจำตัวให้ดี

นอกจากนี้ ควรฉีดวัคซีนป้องกันโรคอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง และตรวจสุขภาพประจำปี โดยเฉพาะในพื้นที่ระบาด

รัฐบาลโดยสำนักนายกรัฐมนตรีและกระทรวงสาธารณสุข ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด รองโฆษกนางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา ย้ำว่าประชาชนอย่าชะล่าใจ หากสงสัยอาการผิดปกติ โทรสายด่วนกรมควบคุมโรค 1422 ได้ตลอด 24 ชม.

ในมุมมองของผม การป้องกันคือกุญแจสำคัญที่สุด เพราะโรคเมลิออยด์โดสิสแพร่ระบาดในไทยมานานแต่หลายคนยังไม่รู้จัก ลองแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ เกษตรกรในครอบครัวรับรู้ และช่วยกันดูแลสุขภาพ หากมีคำถามเพิ่มเติม คอมเมนต์ด้านล่างได้เลยครับ สุขภาพดีทุกคนนะ!

ที่มา – รัฐบาลเตือน โรคเมลิออยด์โดสิส พบผู้ป่วยแล้ว 732 ราย ดับ 23 ราย กลุ่มเสี่ยงเลี่ยงสัมผัส ดิน–น้ำ

Scroll to top