'การดี' จี้รัฐเร่งแก้ปัญหาสุขภาพจิตเยาวชน เผยตัวเลขมัธยม 'คิดสั้น' พุ่งเกือบ 18%

“การดี” จี้รัฐแก้ปัญหาสุขภาพจิตเยาวชน คิดสั้นพุ่ง 18%

“การดี” จี้รัฐเร่งแก้ปัญหาสุขภาพจิตเยาวชน หลังจากเกิดเหตุสะเทือนใจเพื่อนลูกในวัยมัธยมตัดสินใจจบชีวิตตัวเองถึง 2 รายในเวลาไล่เลี่ยกัน สถิติเด็กมัธยมที่เคยคิดสั้นพุ่งสูงถึง 17.6% ทำให้ ดร.การดี เลียวไพโรจน์ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ต้องลุกขึ้นหารือในสภา เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง

การดี จี้รัฐเร่งแก้ปัญหาสุขภาพจิตเยาวชน

ในวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา ดร.การดี ได้นำเรื่องราวใกล้ตัวมาสะท้อนปัญหาสังคม โดยเล่าว่าลูกสาวแจ้งข่าวร้ายว่าเพื่อนในโรงเรียนมัธยมศึกษาตัวเองจบชีวิตลง 2 คนติด ๆ กัน สิ่งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นสัญญาณเตือนถึงวิกฤตสุขภาพจิตของเยาวชนไทยที่กำลังรุนแรงขึ้นทุกวัน ปัญหาสุขภาพจิตเยาวชนไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ แต่มาจากแรงกดดันหลายด้าน เช่น การเรียนที่หนักหน่วง แรงกดดันจากโซเชียลมีเดีย และปัญหาเศรษฐกิจในครอบครัวที่ส่งผลกระทบต่อเด็ก

จากข้อมูลกรมสุขภาพจิต พบว่ากลุ่มอายุ 18-24 ปี มีภาวะซึมเศร้าสูงถึง 26.9% ส่วนนักเรียนมัธยมศึกษาที่เคยคิดฆ่าตัวตายอย่างจริงจังมีถึง 17.6% หรือเกือบ 18% เลยทีเดียว แม้จะมีนโยบายและ MOU ระหว่างหน่วยงาน แต่การนำไปปฏิบัติจริงยังไม่ทั่วถึง ทำให้การดี จี้รัฐเร่งแก้ปัญหาสุขภาพจิตเยาวชน โดยเสนอให้กระทรวงสาธารณสุข ศึกษาธิการ และ อว. ยกระดับการทำงาน

สาเหตุหลักของปัญหาสุขภาพจิตเยาวชน

ปัญหาสุขภาพจิตในวัยเรียนเกิดจากหลายปัจจัยที่ทับถมกัน ดังนี้

  • แรงกดดันจากการเรียน: คะแนนสอบ การแข่งขันเพื่อเข้าวิทยาลัย ทำให้เด็กเครียดสะสม
  • โซเชียลมีเดียและ Peer Pressure: การเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นในโลกออนไลน์ นำไปสู่ความรู้สึกด้อยค่า
  • ปัญหาครอบครัว: เศรษฐกิจตกต่ำ ความขัดแย้งในบ้าน ส่งผลให้เด็กแบกรับความเครียด
  • ขาดการสนับสนุน: โรงเรียนขาดนักจิตวิทยาและครูแนะแนวที่เพียงพอ

สถิติเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าถึงเวลาแล้วที่สังคมต้องตื่นตัว การดี จี้รัฐเร่งแก้ปัญหาสุขภาพจิตเยาวชน เพื่อป้องกันการสูญเสียที่ไม่อาจทวงคืนได้ โดยเฉพาะในเดือนแห่งการรณรงค์สุขภาพจิต (Mind Month)

ข้อเสนอแนะเพื่อแก้ปัญหาสุขภาพจิตเยาวชน

ดร.การดี เสนอแนวทางชัดเจน 3 ประการ เพื่อให้การแก้ปัญหาสุขภาพจิตเยาวชนมีประสิทธิภาพมากขึ้น

  • เปลี่ยนจากนโยบายบนกระดาษเป็นการเข้าถึงหน้างานจริง เช่น สายด่วนสุขภาพจิตที่ตอบสนองทันที
  • เพิ่มบุคลากร โดยจัดงบประมาณให้ทุกโรงเรียนและมหาวิทยาลัยมีนักจิตวิทยาและครูแนะแนวประจำ
  • สร้างความตระหนักรู้ในสังคม ลดการตีตรผู้มีปัญหาสุขภาพจิต เพื่อให้ทุกคนกล้าเปิดใจขอความช่วยเหลือ

นอกจากนี้ ยังควรบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงาน เพื่อติดตามและป้องกันความเสี่ยงได้ดียิ่งขึ้น หากรัฐบาลลงมือจริง ปัญหานี้จะไม่ลุกลามต่อไป

สุขภาพจิตคือรากฐานของอนาคตชาติ หากปล่อยไว้ เยาวชนไทยจะเผชิญวิกฤตหนักขึ้น ในฐานะสังคม เราควรเริ่มจากตัวเอง โดยฟังลูกหลานมากขึ้น สังเกตสัญญาณเตือน และสนับสนุนให้โรงเรียนมีบริการจิตวิทยา ลองนึกภาพถ้าเด็กทุกคนมีพื้นที่ปลอดภัยในการระบาย ความสูญเสียแบบนี้จะลดลงได้มาก

สุดท้ายนี้ ขอเชิญชวนทุกท่านแชร์บทความนี้เพื่อสร้างความตระหนัก และติดตามการแก้ปัญหาสุขภาพจิตเยาวชนจากภาครัฐต่อไป เพราะการเปลี่ยนแปลงต้องเริ่มจากเราทุกคน

ที่มา – “การดี” จี้รัฐเร่งแก้ปัญหาสุขภาพจิตเยาวชน เผยตัวเลขมัธยม “คิดสั้น” พุ่งเกือบ 18%

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Share the Post: