กรุงเตหะราน

ตร.สั่งยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัย สถานที่สำคัญ

ในช่วงสถานการณ์ตึงเครียดที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลาง ทำให้รัฐบาลไทยโดยนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล สั่งการให้ทุกหน่วยงานเร่งช่วยเหลือคนไทยที่ติดค้างอยู่ในพื้นที่นั้น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) จึงได้ขานรับนโยบายทันที โดย ตร.สั่งยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัย สถานที่สำคัญ เพื่อรับมือกับทุกสถานการณ์ที่อาจส่งผลกระทบต่อประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นด้านความมั่นคง ความสงบเรียบร้อย หรือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ตร.สั่งยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัย สถานที่สำคัญ ช่วยคนไทยในตะวันออกกลาง

ตร.สั่งยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัย สถานที่สำคัญ ช่วยคนไทยในตะวันออกกลางกลับประเทศ

เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2569 พล.ต.ท. ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะโฆษก ตร. ได้แถลงข่าวว่า พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ได้สั่งการด่วนไปยังหน่วยงานต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อยกระดับการป้องกันปราบปรามอาชญากรรม รักษาความสงบเรียบร้อย และความมั่นคง โดยเฉพาะ ตร.สั่งยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัย สถานที่สำคัญ เช่น สถานที่ราชการ บุคคลสำคัญ และพื้นที่เสี่ยงต่างๆ

รายละเอียดมาตรการที่ ตร.สั่งยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัย สถานที่สำคัญ

มาตรการหลักที่ถูกสั่งการมีหลายด้าน เพื่อให้ครอบคลุมทุกมิติของความเสี่ยง โดยมีการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

  • เพิ่มการรักษาความปลอดภัยสถานที่สำคัญ: ยกระดับการคุ้มครองบุคคลสำคัญ สถานที่ราชการ และสถานที่สาธารณะที่เสี่ยงต่อการก่อเหตุร้าย
  • สืบสวนและเฝ้าระวังต่างด้าว: ติดตามบุคคลต่างชาติจากประเทศเฝ้าระวังที่อาจเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะผู้ที่อาจกระทำผิดกฎหมาย
  • เพิ่มจุดตรวจชายแดน: เข้มงวดช่องทางเข้าออกประเทศ ชายแดนธรรมชาติ ท่าข้าม และท่าเรือต่างๆ เพื่อป้องกันการลักลอบเข้าเมือง
  • เตรียมรับคนไทยกลับประเทศ: จัดแผนรองรับที่ท่าอากาศยานทุกแห่ง ป้องกันความแออัดและเหตุฉุกเฉิน โดยประสานกับสายการบินและหน่วยแพทย์
  • ช่วยเหลือผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยว: ตำรวจท่องเที่ยวพร้อมช่วยเหลือผ่านสายด่วน 1155 พร้อมล่ามภาษาต่างๆ

นอกจากนี้ ยังมีการประสานข้อมูลกับกระทรวงการต่างประเทศไทย เหล่าทัพ และหน่วยข่าวกรอง เพื่อติดตามสถานการณ์แบบเรียลไทม์ ทำให้การตอบสนองรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

การเฝ้าระวังข่าวปลอมและสื่อสังคมออนไลน์

หนึ่งในมาตรการสำคัญคือการติดตามตรวจสอบข้อมูลบนสื่อสังคมออนไลน์ทุกช่องทางอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกัน Fake News หรือข่าวปลอมที่อาจก่อให้เกิดความตื่นตระหนก สร้างความหวาดกลัว หรือนำไปสู่การกระทำผิดกฎหมาย เช่น มาตรา 14 พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ หากพบข้อมูลบิดเบือนที่กระทบความมั่นคง ศปก.ตร. จะดำเนินการปิดกั้นทันที โดยทำงาน 24 ชั่วโมง

ประสานงานระดับสากลเพื่อช่วยคนไทยในตะวันออกกลาง

ตร.ยังประสานกับองค์การตำรวจสากล (Interpol) หน่วยตำรวจประเทศต้นทาง และช่องทางกงสุลตำรวจ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร ช่วยเหลือคนไทยที่ต้องการเดินทางกลับประเทศให้ปลอดภัย โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงสูง สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ตึงเครียด เช่น ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล-อิหร่าน หรือกลุ่มติดอาวุธ ทำให้คนไทยหลายพันคนต้องอพยพ ตร.จึงเตรียมพร้อมทุกด้านเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบในไทย

มาตรการเหล่านี้ไม่เพียงช่วยปกป้องความมั่นคงภายใน แต่ยังแสดงถึงความรับผิดชอบต่อประชาชนไทยที่อยู่ต่างประเทศ การยกระดับแบบนี้ช่วยสร้างความมั่นใจให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวที่มาไทยได้อีกด้วย

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ นี่คือการตอบสนองที่รวดเร็วและครอบคลุม ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงจากสถานการณ์โลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากคุณหรือคนใกล้ชิดมีปัญหา สามารถติดต่อสายด่วนตำรวจ 191 หรือ 1155 เพื่อขอความช่วยเหลือทันที ติดตามข่าวอัปเดตเพื่อความปลอดภัยของทุกคน

ที่มา – ตร.สั่งยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัย สถานที่สำคัญ ช่วยคนไทยในตะวันออกกลางกลับประเทศ

นายกฯ สั่ง ทอ. รับคนไทยอิหร่านด่วน ถกสมช.

สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังรุนแรงขึ้น ล่าสุด นายกฯ สั่ง ทอ. หาเส้นทางไปรับคนไทยในอิหร่านให้เร็วที่สุด เพื่อความปลอดภัยของพี่น้องชาวไทยที่ติดค้างอยู่ในพื้นที่อันตราย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2569 โดยยืนยันว่ารัฐบาลไทยพร้อมช่วยเหลือทุกวิถีทาง

นายกฯ ระบุว่า ได้รับรายงานจากหน่วยงานความมั่นคงและการต่างประเทศตั้งแต่เมื่อคืน และสั่งการทันทีให้กองทัพอากาศเตรียมเครื่องบินไปรับคนไทย โดยลำดับแรกคือในอิหร่านที่ถือเป็นจุดเสี่ยงสูงสุด รองลงมาคือประเทศอื่นๆ ที่มีสงคราม ไม่ว่าจะใช้เครื่องบินทหารที่อาจต้องแวะเติมน้ำมัน หรือเช่าเหมาลำให้รวดเร็วที่สุด รัฐบาลยังตรวจสอบน่านฟ้าที่ปิดและแผนอพยพผ่านประเทศที่สามด้วย

นายกฯ สั่ง ทอ. หาเส้นทางไปรับคนไทยในอิหร่านให้เร็วที่สุด

นายกฯ ย้ำว่า เครื่องบินพร้อมตลอด แต่ต้องพิจารณาปลายทางและเส้นทางบิน กระทรวงการต่างประเทศและคมนาคมจะใช้โค้ดการบินรัฐบาลเพื่อบินตรงไม่แวะเติมน้ำมันหากเป็นไปได้ “เราจะทำทุกวิถีทางให้คนไทยปลอดภัย หากอยากกลับ รัฐบาลพร้อมไปรับ” นายกฯ กล่าว

นายกฯ สั่ง ทอ. หาเส้นทางไปรับคนไทยในอิหร่านให้เร็วที่สุดแบบเร่งด่วน

นอกจากนี้ ยังมีคนไทยราว 7 หมื่นคนในพื้นที่สู้รบทั้งหมด รายละเอียดต้องรอแต่ละกระทรวงยืนยัน สถานทูตไทยทุกแห่งเปิดสายด่วนและศูนย์ช่วยเหลือ 24 ชม. แล้ว

เตรียมถก สมช. พรุ่งนี้ รับมือผลกระทบเศรษฐกิจ

ด้านเศรษฐกิจ นายกฯ มอบหมายนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรัฐมนตรีคลัง ดูแลรับมือผลกระทบ ค่าครองชีพ ค่าน้ำมัน ต้นทุนพลังงาน จะพุ่งแน่นอน แต่ต้องลดผลกระทบต่อประชาชนให้น้อยที่สุด พรุ่งนี้ 2 มี.ค. เวลา 10.00 น. จะถกศูนย์ประชุมความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ร่วมทุกภาคส่วน รวมเอกชน ธนาคาร หอการค้า ผู้ส่งออก-นำเข้า เพื่อพยุงราคาสินค้า

นายกฯ ประเมินสถานการณ์ “ทุกอย่างเป็นไปได้หมด” ไม่ว่าจะลุกลามหรือไม่ ไทยต้องเตรียมพร้อมทุกด้าน ลดผลกระทบให้เหลือน้อยที่สุด

มาตรการรับมือที่รัฐบาลเตรียมไว้

  • ประสานกองทัพอากาศเตรียมอากาศยานทหารและเช่าเหมาลำ
  • ตรวจสอบน่านฟ้าและเส้นทางอพยพผ่านประเทศที่สาม
  • ประชุมสมช.ถกผลกระทบความมั่นคงและเศรษฐกิจ
  • มอบหมายกระทรวงคลังรับมือค่าครองชีพและพลังงาน
  • สถานทูตเปิดสายด่วนช่วยเหลือคนไทย

นอกจากนี้ รัฐบาลยังวอนคนไทยในพื้นที่ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของสถานทูตอย่างเคร่งครัด เพราะแต่ละประเทศมีมาตรการความปลอดภัยทั้งคนของตนและชาวต่างชาติ

สถานการณ์ตะวันออกกลางที่ลุกลามส่งผลต่อไทยหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมันโลกที่ผันผวน การขนส่งสินค้าที่อาจสะดุด และความมั่นคงอาหาร รัฐบาลจึงต้องวางแผนเชิงรุก สิ่งสำคัญคือการสื่อสารให้ประชาชนทราบข้อมูลจริงและไม่ตื่นตระหนก

ในมุมมองของผู้เขียน รัฐบาลไทยแสดงความรวดเร็วในการตอบสนองครั้งนี้ได้ดี โดยเฉพาะการใช้กองทัพช่วยเหลือพลเรือน ซึ่งเป็นจุดแข็งของไทย หากสถานการณ์ยืดเยื้อ หวังว่ารัฐจะมีแผนสำรองเพิ่มเติม เช่น สต็อกพลังงานและกระตุ้นเศรษฐกิจภายใน

เรียกร้องให้ชาวไทยทุกคนติดตามข่าวจากแหล่ง官方อย่างสถานทูต และเตรียมเอกสารเดินทางให้พร้อม หากต้องการความช่วยเหลือ สามารถโทรสายด่วนสถานทูตได้ทันที

ที่มา – นายกฯ เตรียมถก สมช. พรุ่งนี้ สั่ง ทอ. หาเส้นทางไปรับคนไทยในอิหร่านให้เร็วที่สุด

กต.ออกประกาศฉบับ 3 แนะนำคนไทย ไม่ตื่นตระหนก หลบอยู่ในที่พัก

ในสถานการณ์ความตึงเครียดที่กำลังปะทุขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลาง กต.ออกประกาศฉบับ 3 แนะนำคนไทย ไม่ตื่นตระหนก หลบอยู่ในที่พัก เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของพี่น้องชาวไทยที่กำลังพำนักอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว กระทรวงการต่างประเทศไทยได้ออกประกาศแจ้งเตือนอย่างเป็นทางการ เพื่อให้คนไทยทุกคนทราบและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

กต.ออกประกาศฉบับ 3 แนะนำคนไทย ไม่ตื่นตระหนก หลบอยู่ในที่พัก

ประกาศฉบับนี้ถูกเผยแพร่เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2569 เวลา 06.00 น. ผ่านเฟซบุ๊กของกระทรวงการต่างประเทศ โดยมีเนื้อหาหลักคือ แนะนำให้คนไทยในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะอิหร่าน อิสราเอล และพื้นที่เสี่ยงที่มีฐานทัพสหรัฐ ไม่ควรรีบตื่นตระหนก แต่ให้หลบอยู่ในที่พักหรือที่หลบภัยอย่างปลอดภัย ติดตามข่าวสารจากทางการท้องถิ่นและสถานเอกอัครราชทูตไทยอย่างใกล้ชิด

สาเหตุมาจากการโจมตีด้วยขีปนาวุธที่สร้างความเสียหายรุนแรงต่อชีวิตและทรัพย์สินในวงกว้าง ทำให้สถานการณ์ตึงเครียดยิ่งขึ้น กระทรวงฯ จึงขอให้หลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยง จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

แนวทางปฏิบัติตามประกาศกต.ฉบับ 3 สำหรับคนไทยในตะวันออกกลาง

  • ไม่ตื่นตระหนก: รักษาสติให้มั่น หลีกเลี่ยงการตัดสินใจ impulsively ที่อาจเพิ่มความเสี่ยง
  • หลบอยู่ในที่พักหรือที่หลบภัย: อยู่ในสถานที่ปลอดภัย ไม่ออกมาโดยไม่จำเป็น
  • ติดตามข่าวสาร: ฟังประกาศจากทางการท้องถิ่น สถานทูตไทย และสื่อที่น่าเชื่อถือ
  • ปฏิบัติตามมาตรการท้องถิ่น: เชื่อฟังคำสั่งจากเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นอย่างเคร่งครัด
  • หลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง: ห้ามเดินทางไปอิหร่าน อิสราเอล หรือฐานทัพสหรัฐ

หากต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน สามารถติดต่อสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลใหญ่ใกล้เคียง หรือโทรสายด่วน Call Center กรมการกงสุล 0-2572-8442 ตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึง Hotline กองคุ้มครองประชาชนในต่างประเทศ

ทำไมประกาศนี้ถึงสำคัญสำหรับคนไทยในต่างแดน

ในช่วงที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางรุนแรงขึ้น การมีประกาศจาก กต.ออกประกาศฉบับ 3 แนะนำคนไทย ไม่ตื่นตระหนก หลบอยู่ในที่พัก ถือเป็นแนวทางที่ชัดเจนและทันท่วงที ช่วยลดความเสี่ยงจากการเคลื่อนไหวโดยไม่จำเป็น หลายประเทศในภูมิภาคนี้มีประวัติความไม่สงบมานาน และการโจมตีด้วยขีปนาวุธล่าสุดยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้าย

จากประสบการณ์ในอดีต เช่น สงครามในอิรักหรือซีเรีย คนไทยหลายรายรอดชีวิตได้เพราะปฏิบัติตามคำแนะนำของสถานทูต ดังนั้น การติดตามข่าวสารอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นกุญแจสำคัญ นอกจากนี้ กระทรวงฯ ยังมีระบบช่วยเหลือที่พร้อมทำงานตลอดเวลา เพื่อให้คนไทยรู้สึกมั่นใจ

ข้อควรระวังเพิ่มเติมและเคล็ดลับความปลอดภัย

นอกจากคำแนะนำหลักแล้ว ควรเตรียมเสบียงอาหาร น้ำดื่ม และยารักษาโรคให้พร้อมไว้ในที่พัก หลีกเลี่ยงการใช้โซเชียลมีเดียแพร่ข่าวลือที่ไม่มีมูล ซึ่งอาจทำให้เกิดความตื่นตระหนกเพิ่ม ใช้แอปพลิเคชันของสถานทูตเพื่อรับแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์

สำหรับคนไทยที่วางแผนเดินทางไปตะวันออกกลางในช่วงนี้ ควรรอให้สถานการณ์ดีขึ้นก่อน เพื่อความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว

สุดท้ายนี้ ขอให้พี่น้องชาวไทยทุกท่านรักษาความสงบและปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด การมีสติและเชื่อฟังผู้เชี่ยวชาญจะช่วยให้เราผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ ติดตามข้อมูลอัปเดตล่าสุดจากช่องทางทางการของกระทรวงการต่างประเทศไทย เพื่อความปลอดภัยสูงสุด

ที่มา – กต.ออกประกาศฉบับ 3 แนะนำคนไทย ไม่ตื่นตระหนก หลบอยู่ในที่พัก

สนามบินภูเก็ต สงครามตะวันออกกลางกระทบ 15 ไฟล์ท

สวัสดีค่ะเพื่อนๆ นักเดินทางทุกคน! ถ้าคุณกำลังวางแผนบินไป-มาภูเก็ตหรือเส้นทางตะวันออกกลาง วันนี้มีอัปเดตสำคัญที่ห้ามพลาดเลยนะคะ สนามบินภูเก็ต สงครามตะวันออกกลาง กำลังสร้างความปั่นป่วนให้กับเที่ยวบินหลายสิบไฟล์ท ส่งผลให้ผู้โดยสารจำนวนมากต้องลุ้นกันตัวโก่ง มาดูรายละเอียดกันว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง และเราควรเตรียมตัวยังไง

สนามบินภูเก็ต สงครามตะวันออกกลางส่งผลกระทบ 15 ไฟล์ท

สนามบินภูเก็ต สงครามตะวันออกกลาง

เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 1 มี.ค. 2569 เพจศูนย์ข้อมูลภูเก็ตได้โพสต์แจ้งด่วนว่า มีเที่ยวบินประจำวันที่ยกเลิกหรือได้รับผลกระทบถึง 15 เที่ยวบิน จากข้อมูล ณ เวลา 05.55 น. โดยเกี่ยวข้องกับ สนามบินภูเก็ต สงครามตะวันออกกลาง ที่ความตึงเครียดในภูมิภาคนี้ทำให้เส้นทางบินต้องเปลี่ยนแปลงกะทันหัน สายการบินที่เดือดร้อนหลักๆ 4 เจ้า ได้แก่ Qatar Airways, Etihad Airways, Unicair (เที่ยวบินส่วนตัว) และ Air Arabia แบ่งเป็นขาออก 8 เที่ยวบิน และขาเข้า 7 เที่ยวบิน

สายการบินที่ได้รับผลกระทบจากสนามบินภูเก็ต สงครามตะวันออกกลาง

  • Qatar Airways: เส้นทางยอดฮิตไปโดฮา ต้องวนกลับหลายไฟล์ท
  • Etihad Airways: กรณีเครื่องบิน ETD 417 เส้นทางภูเก็ต-อาบูดาบี ออกบินเวลา 15.30 น. วันที่ 28 ก.พ. 2569 แต่ midway ต้องตัดสินใจวนกลับลงจอดที่ภูเก็ตอีกครั้งเพื่อความปลอดภัย คาดถึงประมาณ 23.30 น.
  • Unicair (Private Flight): เที่ยวบินส่วนตัวที่ใช้เส้นทางผ่านตะวันออกกลาง
  • Air Arabia: สายการบินราคาประหยัดที่บินตรงตะวันออกกลาง

เหตุการณ์นี้เกิดจากสถานการณ์ไม่สงบในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรง ส่งผลให้ภาคอากาศยานปิดน่านฟ้าหลายจุด เครื่องบินที่บินผ่านต้องหลีกเลี่ยงหรือเปลี่ยนเส้นทาง สนามบินภูเก็ตซึ่งเป็นฮับท่องเที่ยวสำคัญของไทย จึงได้รับผลกระทบโดยตรงเพราะมีไฟล์ทตรงไปยัง UAE, Qatar และจุดอื่นๆ ในภูมิภาคนี้จำนวนมาก โดยเฉพาะช่วงไฮซีซั่นที่นักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางแห่มาพักผ่อนที่ทะเลอันดามัน

คำแนะนำสำหรับผู้โดยสารที่เดินทางจากสนามบินภูเก็ต

ท่าอากาศยานภูเก็ตได้ออกประกาศผ่านเพจ AOT/Phuket International Airport แนะนำให้ผู้โดยสารที่จะบินไปตะวันออกกลางเตรียมตัวดีๆ นะคะ นี่คือเคล็ดลับที่เรารวบรวมมาให้:

  • ตรวจสอบสถานะเที่ยวบินกับสายการบินโดยตรงผ่านแอปหรือเว็บไซต์อย่างสม่ำเสมอ
  • ติดตามประกาศจากสนามบินและเพจศูนย์ข้อมูลภูเก็ตแบบเรียลไทม์
  • เผื่อเวลาเดินทางมาสนามบินเยอะๆ อย่างน้อย 3-4 ชั่วโมง เพื่อรับมือความล่าช้า
  • หากเที่ยวบินถูกเลื่อนหรือยกเลิก ติดต่อเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ชั้น 3 อาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศ โทร. 0-7635-2302
  • เตรียมเอกสารและประกันการเดินทางที่ครอบคลุมกรณีเหตุสุดวิสัย

จากที่ติดตามมา สถานการณ์แบบนี้ไม่ใช่ครั้งแรกนะคะ ครั้งก่อนๆ ที่มีข้อพิพาทในตะวันออกกลาง เครื่องบินจากไทยหลายเส้นทางก็ต้อง reroute ไปบินอ้อมยุโรปหรืออินเดียแทน ทำให้กินเวลาและน้ำมันเพิ่ม สนามบินภูเก็ตซึ่งรองรับผู้โดยสารกว่า 12 ล้านคนต่อปี จึงต้องปรับตัวรับมือกับวิกฤตโลกแบบนี้บ่อยๆ สำหรับ Etihad Airways เที่ยวบินที่วนกลับ ผู้โดยสารยังอยู่ภายใต้การดูแลของเจ้าหน้าที่ และรอประกาศแผนบินใหม่

ในมุมมองของเรา สถานการณ์ สนามบินภูเก็ต สงครามตะวันออกกลาง เป็นเครื่องเตือนใจว่าการเดินทางสมัยนี้เชื่อมโยงกับ geopolitics ทั่วโลก ถ้าคุณมีแผนบินในช่วงนี้ ลองเช็กแอป Flightradar24 เพื่อดูเส้นทางบินจริงแบบเรียลไทม์ด้วยนะคะ จะช่วยให้วางแผนได้ดีขึ้น

สุดท้ายนี้ ขอให้เพื่อนๆ เดินทางปลอดภัยทุกคน! ถ้าคุณเคยเจอเหตุการณ์เที่ยวบินล่าช้าเพราะสงครามหรือเหตุไม่คาดฝัน แชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยค่ะ จะได้ช่วยเตือนใจนักเดินทางคนอื่นๆ และอย่าลืม subscribe เพื่ออัปเดตข่าวการท่องเที่ยวล่าสุดนะคะ สถานการณ์โลกเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ตรวจสอบก่อนบินคือกุญแจสำคัญเลย!

ที่มา – สนามบินภูเก็ต สงครามตะวันออกกลางส่งผลกระทบ 15 ไฟล์ท 4 สายการบิน วนกลับ-จอดนิ่ง

กต. แนะคนไทยในตะวันออกกลางไม่ตื่นตระหนก

สถานการณ์ในตะวันออกกลางกำลังตึงเครียดอย่างมาก จากการโจมตีด้วยขีปนาวุธที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะอิหร่าน อิสราเอล และบริเวณฐานทัพสหรัฐฯ กระทรวงการต่างประเทศไทย (กต.) ได้ออกประกาศเพื่อให้คนไทยที่อยู่ในภูมิภาคนี้ได้เตรียมตัวรับมืออย่างถูกต้อง โดยเน้นย้ำให้ใจเย็นและปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยสูงสุด

กต. แนะคนไทยในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะที่อิหร่าน ไม่ตื่นตระหนก ติดตามข่าวแจ้งเตือนใกล้ชิด

ประกาศฉบับที่ 3 จาก กต. เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2569 ชัดเจนมากว่า กต. แนะคนไทยในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะที่อิหร่าน ไม่ตื่นตระหนก ติดตามข่าวแจ้งเตือนใกล้ชิด สถานการณ์เกิดจากการตอบโต้ทางทหารที่รุนแรง สร้างความเสียหายกว้างขวาง คนไทยจำนวนไม่น้อยที่ทำงานหรือท่องเที่ยวในพื้นที่นี้ ควรหลีกเลี่ยงความตื่นตระหนกที่อาจนำไปสู่การตัดสินใจผิดพลาด เช่น ออกนอกที่พักโดยไม่จำเป็น

แทนที่จะตื่นตระหนก ทางการไทยขอให้ทุกคนอยู่ในที่พักหรือที่หลบภัยที่มั่นคง ติดตามข่าวสารจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ เช่น ประกาศจากสถานเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศนั้นๆ และทางการท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ ต้องปฏิบัติตามมาตรการที่ทางการท้องถิ่นกำหนดอย่างเคร่งครัด เช่น การอพยพตามคำสั่ง หรือการจำกัดการเคลื่อนไหว

คำแนะนำสำคัญสำหรับคนไทยในพื้นที่เสี่ยง

  • ไม่ตื่นตระหนก: รักษาสติ หลีกเลี่ยงข่าวลือจากโซเชียลมีเดียที่อาจทำให้หวาดกลัวเกินจริง
  • หลบภัยทันที: เข้าไปในที่พักหรือห้องใต้ดินที่แข็งแรง ปิดม่านและหน้าต่างเพื่อป้องกันเศษกระจก
  • ติดตามข่าวแจ้งเตือน: ใช้แอปข่าวจากทางการ เช่น สายด่วนของสถานทูต หรือเว็บไซต์ กต.
  • หลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง: โดยเฉพาะบริเวณฐานทัพสหรัฐฯ ในอิหร่านและประเทศใกล้เคียง งดเดินทางไปยังจุดเกิดเหตุ
  • เตรียมเอกสาร: เก็บพาสปอร์ต เงินสด และของใช้จำเป็นไว้ใกล้ตัวเสมอ

กต. ยังเน้นว่า กต. แนะคนไทยในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะที่อิหร่าน ไม่ตื่นตระหนก ติดตามข่าวแจ้งเตือนใกล้ชิด เพื่อป้องกันการสูญเสียที่ไม่จำเป็น หากสถานการณ์รุนแรงขึ้น อาจมีการอพยพโดยเครื่องบินพิเศษ ดังนั้นการรายงานตัวกับสถานทูตตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้ได้รับความช่วยเหลือได้รวดเร็ว

ช่องทางการติดต่อขอความช่วยเหลือฉุกเฉิน

ในกรณีต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน สามารถติดต่อได้ตลอด 24 ชั่วโมง ดังนี้

  • Call Center กรมการกงสุล: 0-2572-8442
  • Hotline กองคุ้มครองผู้ใช้สิทธิ: 096-216-1837
  • 096-183-6736
  • 064-564-7573

นอกจากนี้ ควรดาวน์โหลดแอป “ThaiEmbassy” หรือติดตามเพจเฟซบุ๊กสถานเอกอัครราชทูตไทยในประเทศนั้นๆ เพื่อรับแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์ สถานการณ์ในตะวันออกกลางมักเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว จากความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับอิสราเอล รวมถึงบทบาทของสหรัฐฯ ที่มีฐานทัพกระจายอยู่ในอิรัก ซีเรีย และพื้นที่อื่นๆ คนไทยที่ทำงานในอุตสาหกรรมน้ำมันหรือการค้า ต้องระวังเป็นพิเศษ

จากประสบการณ์เหตุการณ์คล้ายๆ กันในอดีต เช่น สงครามในอิรักหรือความขัดแย้งในเลแวนต์ การรักษาสติและปฏิบัติตามคำแนะนำทางการเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยชีวิตคนไทยหลายราย อย่าลืมแจ้งญาติในไทยให้ทราบตำแหน่งปัจจุบัน และตั้งค่าโทรศัพท์ให้แจ้งเตือนข่าวต่างประเทศ

สุดท้าย กต. แนะคนไทยในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะที่อิหร่าน ไม่ตื่นตระหนก ติดตามข่าวแจ้งเตือนใกล้ชิด เป็นคำเตือนที่ทุกคนต้องจำ กรุณาติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และหากมีโอกาสให้เดินทางออกจากพื้นที่เสี่ยงโดยเร็วที่สุด หากคุณมีคนใกล้ชิดอยู่ในโซนนี้ แนะนำให้แชร์ข้อมูลนี้เพื่อความปลอดภัยร่วมกัน

ที่มา – กต. แนะคนไทยในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะที่อิหร่าน ไม่ตื่นตระหนก ติดตามข่าวแจ้งเตือนใกล้ชิด

อนุทิน สั่งเตรียมอากาศยานรับคนไทยในอิหร่าน

สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะในอิหร่านและอิสราเอล ทำให้คนไทยที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงต้องเผชิญความไม่แน่นอน รัฐบาลไทยภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ได้แสดงความรับผิดชอบทันที ด้วยการสั่งการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน เพื่อให้พี่น้องชาวไทยปลอดภัยและกลับบ้านได้เร็วที่สุด

อนุทิน สั่งเตรียมอากาศยานไปรับคนไทยในอิหร่าน

นายกรัฐมนตรี อนุทิน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2569 ระบุชัดเจนว่า ได้สั่งการให้กระทรวงการต่างประเทศและผู้บัญชาการทหารอากาศเตรียมอากาศยานเพื่อไปรับคนไทยที่ติดค้างอยู่ในอิหร่าน โดยให้เป็นลำดับแรก เนื่องจากสถานการณ์การสู้รบมีแนวโน้มขยายวงกว้าง ซึ่งอาจกระทบต่อคนไทยหลายหมื่นคนในแถบตะวันออกกลาง แม้ไทยจะไม่เกี่ยวข้องโดยตรง แต่ความปลอดภัยของประชาชนคือ優先สูงสุด

มาตรการเตรียมพร้อม 24 ชั่วโมงจากทุกหน่วยงาน

นอกจากนี้ อนุทิน สั่งเตรียมอากาศยานไปรับคนไทยในอิหร่าน แล้ว ยังมอบหมายให้หน่วยงานต่างๆ ร่วมมือกันอย่างเต็มที่ โดยกระทรวงการต่างประเทศนำโดยรัฐมนตรี สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ได้ตั้งศูนย์ปฏิบัติการติดตามสถานการณ์ทันที เพื่อช่วยเหลือคนไทยแบบครบวงจร ขณะที่หน่วยงานอื่นๆ ก็ได้รับคำสั่งให้พร้อมรบกวน 24 ชั่วโมง ดังนี้

  • สำนักนายกรัฐมนตรี: ประสานงานกลาง
  • กระทรวงการคลัง: จัดสรรงบประมาณฉุกเฉิน
  • กระทรวงแรงงาน: ช่วยเหลือด้านอาชีพและสวัสดิการ
  • กระทรวงสาธารณสุข: เตรียมรับมือสุขภาพผู้เดินทางกลับ
  • กระทรวงกลาโหม: สนับสนุนกำลังทหารและเครื่องบิน
  • กระทรวงมหาดไทย: จัดการข้อมูลและที่พักชั่วคราว

การเตรียมการครั้งนี้ไม่เพียงช่วยชีวิตคนไทยในอิหร่านเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณว่ารัฐบาลไทยไม่ทิ้งประชาชนไม่ว่าจะอยู่ไกลแค่ไหน ในอดีตไทยเคยช่วยเหลือคนไทยจากตะวันออกกลางในวิกฤตต่างๆ มาแล้ว เช่น สงครามในซีเรียหรือเลบานอน ทำให้ครั้งนี้ประชาชนมั่นใจในมาตรการของรัฐ

ผลกระทบทางเศรษฐกิจและโอกาสพลิกวิกฤต

อนุทิน สั่งเตรียมอากาศยานไปรับคนไทยในอิหร่าน ท่ามกลางความกังวลเรื่องเศรษฐกิจโลกที่อาจชะงักงันจากราคาน้ำมันพุ่งสูง ไทยซึ่งพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและส่งออกไปตะวันออกกลาง จะได้รับผลกระทบแน่นอน แต่รัฐบาลยืนยันว่าจะลดผลกระทบให้น้อยที่สุด โดยติดตามสถานการณ์จากหน่วยความมั่นคงทุกวัน และหาทางพลิกวิกฤตเป็นโอกาส เช่น ส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในหรือกระจายห่วงโซ่อุปทาน

นายกฯ ยังเชิญชวนประชาชนร่วมกราบอาราธนาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ขอพรให้คนไทยในพื้นที่เสี่ยงปลอดภัย พร้อมให้คำมั่นว่ารัฐบาลจะทำทุกอย่างให้ภารกิจสำเร็จเร็วที่สุด ด้วยแฮชแท็ก #ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย #คนไทยไม่มีวันทอดทิ้งกัน

การดำเนินการของรัฐบาลครั้งนี้ชี้ให้เห็นถึงความเป็นเอกภาพและความรวดเร็วในการรับมือวิกฤต ซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับอนาคต หากคุณมีญาติหรือเพื่อนในอิหร่าน ควรติดต่อสถานทูตไทยทันทีเพื่อลงทะเบียนและรับความช่วยเหลือ

คำเรียกร้องสู่การกระทำ: ติดตามข่าวอัปเดตสถานการณ์คนไทยในต่างประเทศ และแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลถึงคนอื่นๆ ด้วย หากมีประสบการณ์หรือความเห็นเกี่ยวกับการช่วยเหลือคนไทยต่างแดน คอมเมนต์ด้านล่างเลยครับ!

ที่มา – “อนุทิน” สั่งเตรียมอากาศยานไปรับคนไทยในอิหร่าน ให้ทุกหน่วยเตรียมพร้อมตลอด 24 ชั่วโมง

“อนุทิน” ห่วงคนไทย เรียกร้องทุกฝ่ายใช้การทูต ลดความตึงเครียดในตะวันออกกลาง

สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางกำลังเป็นที่กังวลของทั่วโลก โดยล่าสุด “อนุทิน” ห่วงคนไทย เรียกร้องทุกฝ่ายใช้การทูต ลดความตึงเครียดในตะวันออกกลาง หลังจากเกิดเหตุการณ์รุนแรงที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทย ได้แสดงจุดยืนที่ชัดเจนผ่านโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว

“อนุทิน” ห่วงคนไทย เรียกร้องทุกฝ่ายใช้การทูต ลดความตึงเครียดในตะวันออกกลาง

วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 นายกรัฐมนตรีอนุทิน โพสต์ข้อความระบุว่า ประเทศไทยมีความกังวลอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลาง เราเสียใจอย่างสุดซึ้งที่ประชาชนผู้บริสุทธิ์ต้องมาได้รับผลกระทบจากความรุนแรงครั้งนี้ โดยเฉพาะชาวไทยที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยง นายกฯ อนุทินเน้นย้ำถึงความห่วงใยในสวัสดิภาพและความปลอดภัยของคนไทยทุกคน รวมถึงเพื่อนมนุษย์ในภูมิภาคนั้นด้วย

ความห่วงใยต่อสวัสดิภาพคนไทยในพื้นที่เสี่ยง

จากโพสต์ดังกล่าว นายกฯ อนุทินแสดงความเสียใจอย่างลึกซึ้งต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งระหว่างกลุ่มต่างๆ ในตะวันออกกลาง เช่น ความตึงเครียดระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน หรือกลุ่มฮูธีในเยเมนที่ส่งผลกระทบต่อการเดินเรือในทะเลแดง ชาวไทยจำนวนมากทำงานหรือท่องเที่ยวในประเทศอย่างดูไบ ซาอุดีอาระเบีย หรือเลบานอน จึงเป็นเรื่องน่ายินดีที่ผู้นำไทยให้ความสำคัญกับประเด็นนี้

กระทรวงการต่างประเทศไทยได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และแนะนำให้คนไทยในพื้นที่หลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังโซนเสี่ยง พร้อมเตรียมแผนอพยพหากจำเป็น การแสดงออกของนายกฯ อนุทินนี้ สะท้อนถึงความรับผิดชอบของรัฐบาลในการปกป้องพลเมืองไทยในต่างแดน

เรียกร้องให้ใช้การเจรจาทางการทูตทันที

“อนุทิน” ห่วงคนไทย เรียกร้องทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องใช้ความอดทนอดกลั้นอย่างสูงสุด เพื่อลดความตึงเครียดและป้องกันไม่ให้สถานการณ์เลวร้ายลง นอกจากนี้ ยังขอให้มีการเจรจาทางการทูตอย่างจริงใจทันที ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อรักษาสันติภาพและเสถียรภาพของประชาคมโลก

  • ใช้ความอดทนและหลีกเลี่ยงการยกระดับความขัดแย้ง
  • เจรจาทางการทูตเพื่อลดความตึงเครียด
  • เคารพกฎหมายระหว่างประเทศ
  • ปกป้องพลเรือนและผู้บริสุทธิ์

จุดยืนของไทยในฐานะประเทศที่เน้นสันติภาพและการทูตนี้ สอดคล้องกับนโยบายต่างประเทศที่ผ่านมา เช่น การเป็นกลางในความขัดแย้งโลก สถานการณ์ตะวันออกกลางยังคงผันผวน โดยราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน รัฐบาลจึงต้องเร่งหาแนวทางรับมือทั้งในด้านการทูตและเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ ไทยยังสามารถใช้บทบาทในเวทีอาเซียนและสหประชาชาติเพื่อผลักดันให้มีการหยุดยิงและเจรจา การแสดงความห่วงใยของนายกฯ อนุทินไม่เพียงช่วยเสริมภาพลักษณ์ของไทยในสายตานานาชาติ แต่ยังสร้างความมั่นใจให้ประชาชนไทยในประเทศด้วย

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์เช่นนี้ย้ำเตือนว่าความขัดแย้งใดๆ ล้วนส่งผลกระทบข้ามพรมแดน รัฐบาลไทยควรรีบเร่งประสานงานกับชาติพันธมิตรเพื่ออพยพคนไทยหากจำเป็น และประชาชนควรติดตามข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ ลองแชร์ความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง ว่าคุณคิดอย่างไรกับจุดยืนของนายกฯ อนุทินในครั้งนี้ และติดตามข่าวอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – “อนุทิน” ห่วงคนไทย เรียกร้องทุกฝ่ายใช้การทูต ลดความตึงเครียดในตะวันออกกลาง

กต.ตั้ง War Room ติดตามตะวันออกกลาง สั่งอพยพคนไทย

สถานการณ์ในตะวันออกกลางกำลังตึงเครียดหนักเลยนะครับ วันนี้เรามีข่าวสำคัญที่ กต. ตั้ง War Room ติดตามเหตุการณ์ในตะวันออกกลาง สั่งอพยพคนไทยออกจากอิสราเอล-อิหร่าน ซึ่งเป็นมาตรการเร่งด่วนจากกระทรวงการต่างประเทศไทย เพื่อปกป้องความปลอดภัยของพี่น้องชาวไทยที่กำลังอยู่ที่นั่น ผมเชื่อว่าหลายคนคงกังวล โดยเฉพาะคนไทยที่ทำงานหรือท่องเที่ยวในพื้นที่เสี่ยง มาดูรายละเอียดกันเลยครับ

กต. ตั้ง War Room ติดตามเหตุการณ์ในตะวันออกกลาง สั่งอพยพคนไทยออกจากอิสราเอล-อิหร่าน

ตามที่เพจเฟซบุ๊กกระทรวงการต่างประเทศรายงาน เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่าง ได้สั่งการให้กระทรวงดำเนินการทันที เนื่องจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น อาจกระทบคนไทยโดยตรง สิ่งที่ทำคือการตั้ง War Room หรือศูนย์ติดตามสถานการณ์แบบเรียลไทม์ เพื่อประสานงานกับสถานทูตไทยทุกแห่งในภูมิภาค

มาตรการช่วยเหลือคนไทยในพื้นที่เสี่ยง

กระทรวงฯ ได้ติดต่อสถานเอกอัครราชทูตไทยในกรุงเทลอาวีฟ (อิสราเอล) และกรุงเตหะราน (อิหร่าน) อย่างใกล้ชิด ออกประกาศเตือนตั้งแต่แรกๆ และมี hotline สำหรับคนไทยโดยเฉพาะ นอกจากนี้ ยังมีประกาศชัดเจนให้คนไทยในอิสราเอลและอิหร่านเร่งอพยพออกจากพื้นที่ทันที ส่วนคนที่ไม่มีธุระจำเป็น ก็ควรเลี่ยงการเดินทางไปยังโซนเสี่ยงเหล่านี้ครับ

  • จัดตั้ง War Room ติดตามสถานการณ์ 24 ชม. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  • สถานทูตไทยทุกแห่งพร้อมแผนอพยพฉุกเฉิน
  • Call Center กรมการกงสุล: 0-2572-8442 สำหรับขอความช่วยเหลือเร่งด่วน
  • ประสานสมาคมคนไทยและสถานทูตต่างชาติในไทย เพื่อคุ้มครองคนไทยเต็มที่

นี่คือมาตรการหลัก 4 ข้อที่กระทรวงประกาศไว้ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความรวดเร็วและจริงจังในการดูแลคนไทยต่างแดน ผมคิดว่าการมี War Room แบบนี้เป็นไอเดียดีมาก เพราะช่วยให้ข้อมูลอัปเดตทันเหตุการณ์ ไม่ต้องรอ passive อย่างเดียว

ทำไมสถานการณ์ตะวันออกกลางถึงน่ากังวล?

ตะวันออกกลางเป็นจุด hotspot ของความขัดแย้งมานาน อิสราเอล-อิหร่านกำลังปะทะกันหนัก มีข่าวการโจมตีขีปนาวุธและการตอบโต้ ซึ่งอาจลุกลามเป็นสงครามใหญ่ได้ คนไทยที่นั่นส่วนใหญ่เป็นแรงงาน นักเรียน หรือนักธุรกิจ ต้องระวังสุดๆ ครับ จากสถิติกรมการกงสุล มีคนไทยในอิสราเอลราว 1,000 คน และอิหร่านอีกไม่น้อย การอพยพเร็วคือทางรอดที่ดีที่สุด

นอกจากนี้ กระทรวงยังแนะนำให้คนไทยลงทะเบียน ThaiSafe ผ่านแอป TIAT หรือเว็บกรมการกงสุล เพื่อให้ทางทูตติดตาม位置ได้ง่าย ถ้ายังไม่อพยพ ควรหลีกเลี่ยงพื้นที่สาธารณะ เก็บเอกสารสำคัญ และเตรียมกระเป๋าเดินทางพร้อมตลอด

เคล็ดลับสำหรับคนไทยที่เดินทางต่างประเทศ

จากประสบการณ์เหตุการณ์คล้ายๆ กัน เช่น สงครามยูเครนหรืออัฟกานิสถาน เคล็ดลับสำคัญคือติดตามข่าวจากแหล่ง官方อย่างกระทรวงการต่างฯ เท่านั้น อย่าหลงเชื่อข่าวลือในโซเชียล อีกอย่างคือซื้อประกันการเดินทางที่ครอบคลุมสงครามหรือความไม่สงบ และแจ้งครอบครัวหรือเพื่อนไว้เสมอ สำหรับคนที่กำลังวางแผนทริปตะวันออกกลางตอนนี้ ผมแนะนำเลื่อนไปก่อนครับ รอสถานการณ์คลี่คลายดีกว่า

โดยรวมแล้ว การที่ กต. ตั้ง War Room ติดตามเหตุการณ์ในตะวันออกกลาง สั่งอพยพคนไทยออกจากอิสราเอล-อิหร่าน ถือเป็นการตอบสนองที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ สะท้อนว่ารัฐบาลใส่ใจคนไทยทุกคนจริงๆ หากคุณหรือคนใกล้ชิดอยู่ในพื้นที่เสี่ยง โทร hotline ทันที อย่ารอช้า! ติดตามอัปเดตเพิ่มเติมได้ที่เพจกระทรวงการต่างประเทศนะครับ เพื่อความปลอดภัยของทุกคน

คำแนะนำสุดท้าย: ความปลอดภัยมาก่อนเสมอ ถ้าอยู่ต่างแดน อย่าลืมเช็คข่าวทุกวันและฟังคำเตือนจากทูตครับ

ที่มา – กต. ตั้ง War Room ติดตามเหตุการณ์ในตะวันออกกลาง สั่งอพยพคนไทยออกจากอิสราเอล-อิหร่าน

“ตรีนุช” ยันดูแลแรงงานไทยอิสราเอล-UAEเต็มที่

สถานการณ์ในตะวันออกกลางกำลังตึงเครียดขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้หลายคนเป็นห่วง“ตรีนุช” ยันรัฐบาลดูแลแรงงานไทยในอิสราเอล-UAE เต็มที่ สั่งทูตหากจำเป็นต้องอพยพให้รีบทำ ล่าสุดนางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้ออกมาสั่งการให้ทูตไทยในพื้นที่เร่งดูแลพี่น้องแรงงานไทยให้ดีที่สุด หลังจากมีข่าวความขัดแย้งที่อาจลุกลาม กระทรวงแรงงานยืนยันว่ารัฐบาลไทยไม่ทิ้งประชาชนแน่นอน

“ตรีนุช” ยันรัฐบาลดูแลแรงงานไทยในอิสราเอล-UAE เต็มที่ สั่งทูตหากจำเป็นต้องอพยพให้รีบทำ

วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 นางสาวตรีนุช เทียนทอง ได้แสดงความห่วงใยต่อแรงงานไทยที่กำลังทำงานอยู่ในอิสราเอลและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) หลังจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีความเสี่ยงสูงขึ้น โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮูธีหรืออิหร่านที่อาจขยายวง รมว.แรงงานได้กำชับให้สำนักงานแรงงานประจำสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงอาบูดาบี และกรุงเทลอาวีฟ ติดตามสถานการณ์แบบเรียลไทม์ พร้อมเตรียมแผนอพยพฉุกเฉินหากจำเป็น

ปัจจุบันมีแรงงานไทยในอิสราเอลประมาณ 30,000 คน ส่วนใหญ่ทำงานในฟาร์มและก่อสร้าง ขณะที่ใน UAE มีราว 300,000 คน ทำงานด้านก่อสร้าง โรงแรม และบริการ รัฐบาลไทยจึงเร่งประสานงานเพื่อความปลอดภัย โดยสั่งให้ฝ่ายแรงงานแจ้งเตือนพี่น้องแรงงานให้ระมัดระวัง หลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง และรายงานตัวกับทูตตลอดเวลา

ช่องทางการติดต่อขอความช่วยเหลือด่วนสำหรับแรงงานไทย

  • ใน UAE (กรุงอาบูดาบี): ฝ่ายแรงงานประจำสถานทูต โทร. (+971) 2557 6833
  • ในอิสราเอล (กรุงเทลอาวีฟ): สถานทูตไทย โทร. (+972) 5 4636 8150, ฝ่ายแรงงาน (+972) 5 4469 3476-7 หรือ PIBA (มีล่ามไทย) 1-700-707-889
  • CALL CENTER กรมการกงสุล: (+66) 2 572 8442 (24 ชม.) หรือแอป THAI CONSULAR
  • สถานทูตกรุงเตหะราน (อิหร่าน): (+98) 912 500 7933 หรือ (+98) 912 159 8699

นอกจากนี้ ตรีนุช ยังฝากถึงญาติพี่น้องที่บ้านในไทยว่า อย่าตื่นตระหนก รัฐบาลกำลังดูแลอย่างใกล้ชิด ขอให้แรงงานปฏิบัติตามคำแนะนำของทางการท้องถิ่นและทูตไทย เช่น อยู่แต่ในพื้นที่ปลอดภัย หลีกเลี่ยงการเดินทางโดยไม่จำเป็น และติดตามข่าวจากช่องทาง官方เท่านั้น

มาตรการป้องกันความเสี่ยงสำหรับแรงงานไทยในตะวันออกกลาง

เพื่อความปลอดภัยเพิ่มเติม กระทรวงแรงงานแนะนำดังนี้:

  • ติดตั้งแอป THAI CONSULAR และลงทะเบียนข้อมูลตัวเอง
  • เตรียมเอกสารสำคัญและเงินสำรองไว้เสมอ
  • รวมกลุ่มกับเพื่อนร่วมงานไทยเพื่อช่วยเหลือกัน
  • หลีกเลี่ยงข่าวลือ สื่อสารผ่านทูตเท่านั้น

สถานการณ์แบบนี้เกิดขึ้นบ่อยในตะวันออกกลาง แต่รัฐบาลไทยเคยพิสูจน์แล้วในการอพยพแรงงานจากลิเบียหรือซาอุดิฯ ครั้งก่อน ๆ ว่าทำได้ดี ดังนั้นมั่นใจได้เลยว่ารัฐบาลจะไม่ละเลย

ในมุมมองของผม รัฐบาลไทยภายใต้นโยบายของนายกฯ แสตนดาร์ดนี้แสดงให้เห็นถึงการดูแลประชาชนแบบไม่แบ่ง阶层 แรงงานไทยที่กล้าออกไปหาเลี้ยงชีพต่างประเทศสมควรได้รับการปกป้องเต็มที่ สุดท้ายนี้ ขอให้พี่น้องแรงงานไทยทุกคนปลอดภัย และหากมีอัปเดตใหม่จะนำมาอัปเดตให้ทราบทันที สนับสนุนด้วยการแชร์บทความนี้เพื่อให้ญาติทราบด้วยนะครับ!

ที่มา – “ตรีนุช” ยันรัฐบาลดูแลแรงงานไทยในอิสราเอล-UAE เต็มที่ สั่งทูตหากจำเป็นต้องอพยพให้รีบทำ

Scroll to top