กรุงเตหะราน

ที่ประชุม สมช. สั่งเฝ้าระวังสถานทูตคู่ขัดแย้ง “สหรัฐฯ-อิหร่าน-อิสราเอล”

ในสถานการณ์โลกที่ตึงเครียดจากความขัดแย้งระหว่างชาติมหาอำนาจ ที่ประชุม สมช. สั่งเฝ้าระวังสถานทูตคู่ขัดแย้ง “สหรัฐฯ-อิหร่าน-อิสราเอล” กลายเป็นประเด็นสำคัญที่คนไทยทุกคนต้องติดตาม เพื่อความปลอดภัยของทุกคนในประเทศ วันนี้เราจะมาวิเคราะห์รายละเอียดมาตรการที่ สมช. หรือสภาความมั่นคงแห่งชาติ ได้ออกมาแจ้งให้ทราบ พร้อมทั้งผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

ที่ประชุม สมช. สั่งเฝ้าระวังสถานทูตคู่ขัดแย้ง “สหรัฐฯ-อิหร่าน-อิสราเอล”

นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการ สมช. ได้เปิดเผยหลังการประชุมเมื่อวันที่ 2 มี.ค. 2569 ว่า ที่ประชุมได้ยกระดับการคุมเข้มความปลอดภัยทั่วประเทศ โดยมอบหมายให้ฝ่ายข่าวกรองและตำรวจเฝ้าระวังสถานเอกอัครราชทูตของประเทศที่ขัดแย้งกันอย่าง สหรัฐอเมริกา อิหร่าน และอิสราเอล รวมถึงประเทศที่เกี่ยวข้องอื่นๆ นอกจากนี้ ยังสั่งจับตาการเคลื่อนไหวของบุคคลที่เข้า-ออกประเทศไทย เพื่อป้องกันเหตุรุนแรงหรือความไม่สงบที่อาจลุกลามมาถึงไทย

มาตรการหลักที่ สมช. ออกไว้

มาตรการที่ออกมานี้ครอบคลุมหลายมิติ เพื่อให้ครอบคลุมทุกความเสี่ยง ดังนี้

  • เฝ้าระวังสถานทูต: เพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยรอบสถานทูตสหรัฐฯ อิหร่าน อิสราเอล และพื้นที่ใกล้เคียง
  • ติดตามบุคคลต้องสงสัย: ตรวจสอบข้อมูลผู้โดยสารที่เดินทางเข้าประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มที่อาจมีความเชื่อมโยงกับฝ่ายขัดแย้ง
  • ควบคุมสื่อสังคมออนไลน์: ติดตามข่าวปลอมหรือเนื้อหาที่บิดเบือนเพื่อสร้างความแตกแยกในสังคมไทย
  • ป้องกันภัยไซเบอร์: ร่วมมือกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ตรวจสอบการโจมตีทางไซเบอร์ที่อาจตามมาจากสงคราม
  • ผลกระทบเศรษฐกิจ: มอบหมายกระทรวงพลังงานและพาณิชย์ประเมินผลต่อราคาน้ำมันและการส่งออก

เลขาฯ สมช. ย้ำว่าฝ่ายตำรวจได้เตรียมพร้อมรับมืออยู่แล้ว และประชาชนยังสามารถใช้ชีวิตปกติได้ โดยเฉพาะย่านท่องเที่ยวยอดนิยมอย่างถนนข้าวสาร ซึ่งเจ้าหน้าที่จะเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดเพื่อปกป้องทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ

เหตุผลเบื้องหลังมาตรการเข้มงวด

ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิหร่าน และอิสราเอล กำลังรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะประเด็นนิวเคลียร์และการโจมตีทางทหาร ซึ่งอาจส่งผลกระทบทางอ้อมต่อไทยในฐานะประเทศที่เป็นกลางแต่มีนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจจากทุกชาติ ไทยเคยประสบปัญหาจากเหตุการณ์คล้ายๆ กันในอดีต เช่น การประท้วงหน้าสถานทูต ดังนั้น การที่ ที่ประชุม สมช. สั่งเฝ้าระวังสถานทูตคู่ขัดแย้ง “สหรัฐฯ-อิหร่าน-อิสราเอล” จึงเป็นการป้องกันล่วงหน้าเพื่อรักษาความสงบสุข

นอกจากนี้ ในที่ประชุมยังหารือถึงการใช้สื่อโซเชียลที่อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือปลุกปั่น โดยจะมีการตรวจสอบเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันความขัดแย้งภายในประเทศ ส่วนด้านเศรษฐกิจ คาดว่าราคาน้ำมันอาจผันผวน ส่งผลต่อค่าครองชีพของประชาชน

คำแนะนำสำหรับประชาชน

ในช่วงนี้ ควรหลีกเลี่ยงการเข้าร่วมกิจกรรมที่อาจเสี่ยงต่อความขัดแย้ง ตรวจสอบข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ และรายงานข้อมูลน่าสงสัยให้เจ้าหน้าที่ทราบทันที การเฝ้าระวังนี้ไม่ใช่เพื่อจำกัดเสรีภาพ แต่เพื่อให้ทุกคนใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัย

สุดท้าย ที่ประชุม สมช. สั่งเฝ้าระวังสถานทูตคู่ขัดแย้ง “สหรัฐฯ-อิหร่าน-อิสราเอล” แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบของรัฐบาลในการปกป้องชาติ ถ้าคุณมีประสบการณ์หรือมุมมองเกี่ยวกับเรื่องนี้ แชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย! ติดตามข่าวอัปเดตเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – ที่ประชุม สมช. สั่งเฝ้าระวังสถานทูตคู่ขัดแย้ง “สหรัฐฯ-อิหร่าน-อิสราเอล”

อิหร่านลั่น “จะไม่เจรจากับสหรัฐฯ” ชี้ไม่ได้เป็นฝ่ายรุกรานก่อน

อิหร่านลั่น “จะไม่เจรจากับสหรัฐฯ” ชี้ไม่ได้เป็นฝ่ายรุกรานก่อน หลังจากมีรายงานข่าวว่าอิหร่านพยายามติดต่อสหรัฐฯ ผ่านตัวกลางเพื่อกลับมาเจรจาใหม่ แต่เลขาธิการสภาความมั่นคงสูงสุดของอิหร่าน อาลี ลาริจานี ได้ออกมาปฏิเสธอย่างชัดเจน โดยโพสต์ข้อความบนเว็บไซต์ X ระบุว่าอิหร่านจะไม่ยอมเจรจา และยืนยันว่ากองกำลังอิหร่านไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่มรุกราน

อิหร่านลั่น “จะไม่เจรจากับสหรัฐฯ” ชี้ไม่ได้เป็นฝ่ายรุกรานก่อน

ลาริจานี ซึ่งเป็นที่ปรึกษาคนสำคัญของอยาตอลลาห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน วิจารณ์ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ว่าทำให้ภูมิภาคตะวันออกกลางตกอยู่ในความโกลาหลด้วยนโยบายที่ผิดพลาด เขากล่าวว่า ทรัมป์กำลังกังวลเรื่องการสูญเสียทหารอเมริกันเพิ่มเติม และเปลี่ยนสโลแกน “อเมริกามาก่อน” เป็น “อิสราเอลมาก่อน” โดยเสียสละผลประโยชน์ของสหรัฐฯ เพื่ออิสราเอล

บทบาทสำคัญของอาลี ลาริจานี ในระบบการเมืองอิหร่าน

อาลี ลาริจานี เพิ่งได้รับแต่งตั้งเป็นเลขานุการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุด (SNSC) เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ในฐานะอดีตประธานรัฐสภาและคนสนิทของคาเมเนอี เขามีหน้าที่รอบด้าน เช่น การเจรจานิวเคลียร์ ความสัมพันธ์ในภูมิภาค และจัดการผู้ประท้วงภายในประเทศ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 1 มี.ค. เขาแถลงผ่านทีวีชาติว่าจะตั้ง “สภาผู้นำชั่วคราว” เพื่อบริหารประเทศ พร้อมประณามสหรัฐฯ และอิสราเอลที่พยายามทำลายความเป็นปึกแผ่นของอิหร่าน

นอกจากนี้ ลาริจานียังขู่กลุ่มแบ่งแยกดินแดนว่าจะตอบโต้อย่างรุนแรงหากฉวยโอกาสเคลื่อนไหว โดยในเหตุการณ์ล่าสุด พลเอกอับดุลราฮิม มูซาวี ผู้บัญชาการทหารสูงสุดก็เสียชีวิตด้วย ลาริจานีเป็นนักการทูตที่เชื่อมโยงกลุ่มการเมืองขั้วต่างๆ ได้ดี เขาเพิ่งไปโอมานเพื่อเตรียมเจรจานิวเคลียร์ทางอ้อมกับสหรัฐฯ ท่ามกลางการเสริมกำลังทหารสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง

  • นโยบายนิวเคลียร์: ลาริจานีมองว่าปัญหานี้แก้ไขได้ หากสหรัฐฯ กังวลเรื่องอาวุธนิวเคลียร์ แต่ปฏิเสธข้อเสนอยุโรปว่าเป็นการเอาไข่มุกแลกลูกอม
  • การคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ: ถูกรัฐบาลสหรัฐฯ สั่งคว่ำบาตรฐานปราบปรามผู้ประท้วงรุนแรง
  • พันธมิตร: เดินทางรัสเซียพบปูติน และผลักดันข้อตกลง 25 ปีกับจีน

ลาริจานีเกิดที่นาจาฟ อิรัก ในตระกูลผู้นำศาสนา จบปริญญาเอกปรัชญา พี่น้องอยู่ในตำแหน่งสูง แม้ถูกตัดสิทธิ์ลงสมัครประธานาธิบดีเนื่องจากประเด็นครอบครัว แต่บทบาทเขาในช่วงสุญญากาศอำนาจหลังคาเมเนอีกำลังถูกจับตา

ผลกระทบต่อสถานการณ์ตะวันออกกลาง

การประกาศของลาริจานี อิหร่านลั่น “จะไม่เจรจากับสหรัฐฯ” ชี้ไม่ได้เป็นฝ่ายรุกรานก่อน สะท้อนจุดยืนแข็งกร้าวของอิหร่านท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้น สถานการณ์นี้อาจนำไปสู่การเผชิญหน้าทางทหารมากขึ้น โดยเฉพาะหลังเหตุโจมตีล่าสุดที่คร่าชีวิตผู้นำทหารอิหร่าน

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การที่อิหร่านยืนกรานเช่นนี้ อาจทำให้การเจรจานิวเคลียร์หยุดชะงัก และเปิดทางให้พันธมิตรอย่างรัสเซีย จีน เข้ามามีบทบาทมากขึ้น สหรัฐฯ ต้องพิจารณานโยบายใหม่เพื่อหลีกเลี่ยงสงครามใหญ่

ท้ายที่สุด สถานการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังห่างไกลจากจุดจบ ผู้สนใจควรติดตามพัฒนาการอย่างใกล้ชิด และแบ่งปันความคิดเห็นในช่องคอมเมนต์ด้านล่างเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองกัน

ที่มา – อิหร่านลั่น “จะไม่เจรจากับสหรัฐฯ” ชี้ไม่ได้เป็นฝ่ายรุกรานก่อน

หอการค้าไทยประเมินสู้รบตะวันออกกลางรับมือผลกระทบ

สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางกำลังสร้างความกังวลให้กับเศรษฐกิจโลก และประเทศไทยก็ไม่เว้น หอการค้าไทย ประเมินการสู้รบในตะวันออกกลาง หาแผนรับมือผลกระทบภาคธุรกิจ-ประชาชน โดยเฉพาะด้านราคาพลังงานและการขนส่ง นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้ประชุมร่วมกับนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 2 มี.ค. เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบทั้งหมด

หอการค้าไทย ประเมินการสู้รบในตะวันออกกลาง หาแผนรับมือผลกระทบภาคธุรกิจ-ประชาชน

การประชุมครั้งนี้เชิญหน่วยงานความมั่นคง เศรษฐกิจ และภาคเอกชนมาร่วม เพื่อประเมินความเสี่ยงจากช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญขนส่งน้ำมันดิบ 14-20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือ 20% ของการค้าน้ำมันทะเลโลก รวมถึง LNG ไปเอเชีย หากเกิดปัญหา จะทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูง สร้างเงินเฟ้อทั่วโลก

ประเทศเอเชียอย่างจีน อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ พึ่งพาเส้นทางนี้มาก ไทยในฐานะผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ จะเจอต้นทุนผลิต ค่าไฟ ค่าขนส่ง และค่าครองชีพเพิ่มขึ้น

ผลกระทบหลักที่หอการค้าไทยประเมิน

  • ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น: ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ทำให้ราคาพุ่ง สะท้อนถึงค่าขนส่งทุกประเภททั่วโลก
  • War Risk Premium: ผู้ส่งออกไปอ่าวเปอร์เซีย เจอเบี้ยประกันภัยสงครามเพิ่ม 50% ทำให้ต้นทุนเรือสูงขึ้น
  • การส่งออกชะลอ: สายเรืออาจหยุดรับสินค้าไปตะวันออกกลาง ส่งผลต่อสต็อกและกระแสเงินสด
  • ส่งออกไปยุโรป-สหรัฐฯ: เส้นทางอ้อมแหลมกู๊ดโฮปแล้ว แต่ราคาน้ำมันสูงจะเพิ่มต้นทุนอีก ระยะเวลาขนส่งนานขึ้น 1 เดือน

หากราคาพลังงานและค่าระวางเรือพุ่งพร้อมกัน จะกดดันการค้าโลก ผู้ประกอบการไทยควรรีบทบทวนสัญญาขนส่ง ประกันภัย และแผนพลังงาน

ผลกระทบต่อการเดินทางและแนวทางรับมือ

สายการบินปรับเส้นทางหลีกเลี่ยงน่านฟ้าตะวันออกกลาง ส่งผลให้เวลาและต้นทุนบินเพิ่ม โดยเฉพาะฤดูท่องเที่ยวยุโรป ธุรกิจและนักท่องเที่ยวต้องระวัง

ภาครัฐอย่างรองนายกฯ เอกนิติ และศุภจี สุตกาญา รัฐมนตรีพาณิชย์ กำลังติดตามใกล้ชิด เตรียมมาตรการพลังงาน การเงิน การค้า เช่น สนับสนุนสภาพคล่อง SME ผ่านออมสินและ Reinvent Thailand รวมถึงทูตเชิงเศรษฐกิจ

หอการค้าไทยแนะนำให้ธุรกิจทำ Scenario Planning จัดสภาพคล่อง และโฟกัสสินค้าเกษตร อาหาร ที่อาจได้ประโยชน์จากความต้องการเพิ่ม

หอการค้าไทย ประเมินการสู้รบในตะวันออกกลาง หาแผนรับมือผลกระทบภาคธุรกิจ-ประชาชน อย่างละเอียด พร้อมร่วมรัฐบาลช่วย SMEs รักษาธุรกิจท่ามกลางความผันผวน

ในมุมมองผู้เขียน สถานการณ์นี้เป็นโอกาสให้ไทยเร่งกระจายแหล่งพลังงานและเสริมโลจิสติกส์ภายใน ลดพึ่งพาต่างชาติ ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดเพื่อวางแผนธุรกิจให้ยั่งยืน

อ่านเพิ่มเติม: นโยบายรัฐ

ที่มา – หอการค้าไทย ประเมินการสู้รบในตะวันออกกลาง หาแผนรับมือผลกระทบภาคธุรกิจ-ประชาชน

ปชน. จี้รัฐบาลทำ 3 เรื่อง ปกป้องประโยชน์ชาติ

สวัสดีครับทุกท่าน ในช่วงนี้สถานการณ์ในตะวันออกกลางกำลังตึงเครียดหนักมาก ทำให้หลายคนเริ่มกังวลกับผลกระทบที่จะตามมา โดยเฉพาะพี่น้องชาวไทยที่อาจได้รับผลกระทบทั้งด้านความปลอดภัย เศรษฐกิจ และอื่นๆ ล่าสุด ปชน. ออกแถลงการณ์ จี้รัฐบาลทำ 3 เรื่อง ปกป้องประโยชน์ชาติ รับมือความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นเรื่องที่เราควรติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะมันเกี่ยวกับประโยชน์ของเราทุกคนเลยครับ

ปชน. ออกแถลงการณ์ จี้รัฐบาลทำ 3 เรื่อง ปกป้องประโยชน์ชาติ รับมือความตึงเครียดในตะวันออกกลาง

วันที่ 2 มีนาคม 2569 พรรคประชาชน (ปชน.) ได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ เรียกร้องให้รัฐบาลไทยเดินหน้า 3 ภารกิจเร่งด่วน เพื่อคุ้มครองและปกป้องประโยชน์สูงสุดของประเทศไทยและประชาชนไทยท่ามกลางวิกฤตนี้ พรรคฯ ย้ำว่าสถานการณ์ที่รุนแรงขึ้นในตะวันออกกลางไม่ได้กระทบแค่คู่ขัดแย้งเท่านั้น แต่ส่งผลต่อความปลอดภัยของคนทั่วโลก รวมถึงคนไทย เสถียรภาพเศรษฐกิจโลก และสันติภาพในระยะยาว

ปชน. เน้นย้ำหลักการพื้นฐานของประชาคมโลก คือ การเคารพกฎกติกาสากล หวังให้ทุกฝ่ายหยุดยั้งความรุนแรง คำนึงถึงพลเรือน และแก้ปัญหาด้วยสันติวิธีตามกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งตรงนี้เราก็เห็นด้วยมากๆ เพราะสงครามไม่มีใครได้ประโยชน์จริงๆ

ภารกิจที่ 1: คุ้มครองชีวิตและสวัสดิภาพคนไทยเป็นอันดับแรก

ภารกิจแรกที่ปชน. จี้รัฐบาล คือการปกป้องชีวิตคนไทยให้มากที่สุด โดยใช้ทุกช่องทางการทูตติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด จัดทำแผนอพยพคนไทยจากพื้นที่เสี่ยงอย่างเป็นระบบ ประสานงานกับประเทศพันธมิตร สายการบิน และกองทัพไทยเพื่อเตรียมเที่ยวบินเหมาลำฉุกเฉิน นอกจากนี้ยังต้องสื่อสารข้อมูลโปร่งใสเกี่ยวกับเส้นทางบิน เรือ และพื้นที่อันตราย แจ้งเตือนคนไทยที่วางแผนเดินทางไปให้ชะลอออกไปก่อน

  • ติดตามสถานการณ์แบบเรียลไทม์
  • เตรียมแผนอพยพฉุกเฉิน
  • สื่อสารข้อมูลชัดเจน ลดความสับสน

เรื่องนี้สำคัญมากครับ เพราะมีคนไทยจำนวนไม่น้อยทำงานหรือท่องเที่ยวในตะวันออกกลาง ถ้าทำดีๆ จะช่วยลดความเสี่ยงได้เยอะ

ภารกิจที่ 2: เตรียมรับมือผลกระทบเศรษฐกิจ

ภารกิจที่สองคือรับมือผลกระทบทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะราคาน้ำมันและก๊าซที่พุ่งสูง ซึ่งจะทำให้ค่าครองชีพ ต้นทุนขนส่ง และการผลิตแพงขึ้น ปชน. เสนอให้รัฐบาลเตรียมมาตรการล่วงหน้า เช่น ช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง บริหารสำรองพลังงาน สื่อสารลดความตื่นตระหนก ติดตามส่งออก-นำเข้า และจัดสรรงบช่วยธุรกิจกับประชาชนทั้งระยะสั้นและยาว

  • ควบคุมราคาพลังงานผันผวน
  • ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง
  • เสริมภูมิคุ้มกันเศรษฐกิจไทย

ถ้าสถานการณ์ยืดเยื้อ ค่าน้ำมันขึ้น อาจทำให้เงินเฟ้อพุ่ง กระทบทุกคน โดยเฉพาะ SME และคนรายได้น้อย รัฐบาลต้องพร้อมนะครับ

ภารกิจที่ 3: ร่วมฟื้นฟูระเบียบโลก

ภารกิจสุดท้ายคือแสดงบทบาทเชิงรุกในเวทีโลก โดยประสานอาเซียนและชาติอื่นๆ เรียกร้องหยุดยิง สนับสนุนการเจรจา และฟื้นฟูระเบียบโลกที่ยึดกฎบัตรสหประชาชาติ เคารพอธิปไตยแต่ละประเทศ เพื่อสร้างเกราะป้องกันความมั่นคงไทยในอนาคต

ปชน. เชื่อว่ารัฐบาลต้องใช้ทั้งมาตรการภายในและ外交 เพื่อบรรเทาผลกระทบเฉพาะหน้าและสร้างความมั่นใจระยะยาว

โดยรวมแล้ว ปชน. ออกแถลงการณ์ จี้รัฐบาลทำ 3 เรื่อง ปกป้องประโยชน์ชาติ รับมือความตึงเครียดในตะวันออกกลาง นี้เป็นแนวทางที่สมเหตุสมผลมาก เห็นด้วยเต็มที่ รัฐบาลควรนำไปปฏิบัติโดยด่วน เพื่อให้คนไทยปลอดภัยและเศรษฐกิจไม่สะดุด ผมคิดว่าถ้าทำได้ดี จะเป็นโอกาสแสดงศักยภาพ外交ไทยด้วยซ้ำ คุณคิดยังไง ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ และอย่าลืมติดตามอัปเดตสถานการณ์จากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ เพื่อเตรียมตัวรับมือให้ดีที่สุด!

ที่มา – ปชน. ออกแถลงการณ์ จี้รัฐบาลทำ 3 เรื่อง ปกป้องประโยชน์ชาติ รับมือความตึงเครียดในตะวันออกกลาง

สธ.เตรียมแผนรับมือคนไทยกลับประเทศ

ในสถานการณ์การสู้รบที่กำลังรุนแรงขึ้นในตะวันออกกลาง กระทรวงสาธารณสุข หรือ สธ. ได้เตรียมความพร้อมอย่างเข้มข้นเพื่อ สธ.เตรียมแผนรับมือคนไทยกลับประเทศ ที่อาจได้รับผลกระทบ โดยมุ่งเน้นการคัดกรองโรคติดต่อ การดูแลสุขภาพจิต และการจัดสถานพยาบาลเพื่อส่งกลับภูมิลำเนา ทำให้คนไทยที่กลับบ้านรู้สึกอุ่นใจมากขึ้น

สธ.เตรียมแผนรับมือคนไทยกลับประเทศ ครอบคลุมทุกมิติ

นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า สธ. ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และจัดทำแผนดูแลด้านสุขภาพกรณีฉุกเฉินในต่างประเทศไว้เรียบร้อยแล้ว แผนนี้ประสานงานกับสถานทูต กระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงมหาดไทย เพื่อประเมินความรุนแรงของเหตุการณ์ ก่อนกำหนดรูปแบบช่วยเหลือภายใต้ 3 กรอบหลัก ได้แก่

  • ประสานการดูแลระหว่างประเทศ รวมระบบการแพทย์ทางไกล (Telemedicine)
  • ดูแลผู้เดินทางกลับในด้านสุขภาพกาย สุขภาพจิต และโรคติดต่อ
  • จัดโรงพยาบาลรับส่งต่อทั้งทางกายและจิตใจ

แผน สธ.เตรียมแผนรับมือคนไทยกลับประเทศ นี้ อ้างอิงจากประสบการณ์ปี 2566 ที่เคยจัดการคนไทยกลับจากต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ระบบสาธารณสุขไทยพร้อมรับมือทุกสถานการณ์

ขั้นตอนคัดกรองที่สนามบินหลัก

นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัด สธ. ระบุว่า การรับมือจะใช้แนวทางเดิมที่พิสูจน์แล้ว โดยแบ่งเป็น 5 ส่วนหลัก

  1. คัดกรองสุขภาพทางกาย: กรมการแพทย์ดูแลสนามบินดอนเมืองและ บน.6 ดอนเมือง สสจ.สมุทรปราการดูแลสุวรรณภูมิ สสจ.ระยองดูแลอู่ตะเภา
  2. คัดกรองโรคติดต่อ: กองด่านควบคุมโรคที่ 1-3 ดูแล 3 สนามบินหลัก สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 6 ดูแลอู่ตะเภา
  3. คัดกรองสุขภาพจิต: กรมสุขภาพจิตดูแล 3 สนามบิน ศูนย์สุขภาพจิตที่ 6 ดูแลอู่ตะเภา
  4. โรงพยาบาลรับส่งต่อ: สถานพยาบาลสังกัดกรมการแพทย์และกรมสุขภาพจิต
  5. ดูแลต่อเนื่อง: สสจ.และโรงพยาบาลตามภูมิลำเนา

กระบวนการดูแลเริ่มจากจุดตรวจสุขภาพที่สนามบิน หากบาดเจ็บจะส่งพบแพทย์ทันที หากสงสัยโรคติดเชื้อจะเก็บตัวอย่างส่งตรวจที่สถาบันบำราศนราดูร ซึ่งเตรียมห้องพัก隔离ไว้ หากปกติจะประเมินสุขภาพจิต เยียวยาทางใจ ก่อนประสานกรมการจัดหางานช่วยสิทธิแรงงาน และกระทรวงพัฒนาสังคมช่วยด้านสังคม ส่งกลับบ้านอย่างปลอดภัย

ความสำคัญของการดูแลสุขภาพจิตในแผนสธ.

นอกจากโรคติดต่อแล้ว สุขภาพจิตเป็นเรื่องที่ สธ. ให้ความสำคัญสูง เพราะผู้ประสบภัยสงครามอาจมีอาการ PTSD หรือเครียดสะสม กรมสุขภาพจิตจึงจัดทีม專家ประจำสนามบินทุกแห่ง รวมถึงศูนย์ต่อเนื่องในท้องถิ่น เพื่อให้การฟื้นฟูครอบคลุม

แผนนี้ไม่เพียงช่วยคนไทยที่ทำงานในตะวันออกกลาง แต่ยังเป็นแบบอย่างให้ระบบสาธารณสุขไทยรับมือวิกฤตอื่นๆ ในอนาคต เช่น การแพร่ระบาดหรือภัยพิบัติ

ผู้เขียนเห็นว่า การเตรียมพร้อมล่วงหน้าของ สธ. แสดงถึงความรับผิดชอบต่อประชาชนทุกคน หากคุณหรือคนใกล้ชิดกำลังกังวล สามารถติดตามข้อมูลอัปเดตจากเว็บไซต์กระทรวงสาธารณสุข หรือโทรสายด่วน 1669 เพื่อปรึกษาสุขภาพจิตได้ทันที อย่าลังเลที่จะดูแลตัวเองและครอบครัวนะครับ

ที่มา – สธ.เตรียมแผนรับมือคนไทยกลับประเทศ คัดกรองโรคติดต่อ-ดูแลจิตใจ จัดสถานพยาบาลส่งกลับภูมิลำเนา

ทรัมป์ชี้ สู้รบอิหร่านยืดเยื้อ 1 เดือน ล้างแค้นทหารสหรัฐ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ชี้แจงสถานการณ์ล่าสุดที่กำลังร้อนระอุระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน โดย ทรัมป์ชี้ สู้รบอิหร่านอาจยืดเยื้อถึง 1 เดือน ลั่นจะล้างแค้นให้ทหารสหรัฐที่เสียชีวิต นี่คือประเด็นสำคัญที่โลกทั้งใบกำลังจับตามอง ท่ามกลางความตึงเครียดที่ทวีคูณขึ้นทุกขณะ

ทรัมป์ชี้ สู้รบอิหร่านอาจยืดเยื้อถึง 1 เดือน ลั่นจะล้างแค้นให้ทหารสหรัฐที่เสียชีวิต

ทรัมป์ประกาศอย่างชัดเจนว่าการสู้รบกับอิหร่านอาจกินเวลายาวนานถึง 4 สัปดาห์ หรือเกือบ 1 เดือนเต็ม เขายอมรับว่าอาจมีทหารอเมริกันเสียชีวิตเพิ่มเติม แต่ยืนยันว่าจะตอบโต้อย่างรุนแรงเพื่อล้างแค้นให้กับทหารสหรัฐ 3 นายที่เสียชีวิตจากปฏิบัติการล่าสุด นี่ถือเป็นความสูญเสียครั้งแรกของสหรัฐในความขัดแย้งรอบนี้ ซึ่งเกิดขึ้นที่ฐานทัพในคูเวต โดยมีทหารบาดเจ็บสาหัสอีก 5 นาย

หลังจากที่วอชิงตันสั่งโจมตีกองบัญชาการกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) ร่วมกับอิสราเอล ทำให้โครงสร้างบัญชาการของเตหะรานเสียหายหนัก โดยเฉพาะหลังการสังหารอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน กองทัพสหรัฐระบุว่าได้โจมตีเป้าหมายกว่า 1,000 จุด รวมถึงฐานยิงขีปนาวุธใต้ดินด้วยเครื่องบิน B-2 ล่องหนที่ทิ้งระเบิดขนาดยักษ์ 2,000 ปอนด์

ผลกระทบจากการสู้รบอิหร่านที่ทรัมป์ชี้

ทรัมป์ยังอ้างว่าสังหารผู้นำอิหร่านระดับสูง 48 คน จมเรือรบอิหร่าน 9 ลำ และกำลังจัดการที่เหลือ สถานการณ์ลุกลามหนักเมื่อช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดกั้นโดยปริยาย ส่งผลให้การขนส่งน้ำมันโลก 20% ต้องหยุดชะงัก เมืองสำคัญอย่างดูไบ อาบูดาบี และโดฮาตกเป็นเป้าทางอากาศ สายการบินทั่วโลกยกเลิกเที่ยวบินจำนวนมาก

  • ราคาน้ำมันพุ่งสูงจากฮอร์มุซปิด
  • ผลสำรวจ Reuters/Ipsos: ชาวอเมริกันเพียง 25% สนับสนุนปฏิบัติการ
  • อิหร่านตั้งผู้นำชั่วคราว มาซูด เปเซชเคียน
  • รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านยืนยันพร้อมสู้ต่อ

ด้านอิหร่าน ประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน ตั้งคณะผู้นำชั่วคราวแทนคาเมเนอี ขณะที่อับบาส อารักชี ส่งสัญญาณผ่านโซเชียลว่าพร้อมรบต่อ แม้มีรายงานจากโอมานว่าเตหะรานอาจเปิดช่องลดความตึง

นักวิเคราะห์มองว่ากลยุทธ์ของสหรัฐและอิสราเอลไม่ใช่แค่ลดกำลังทหาร แต่หวังสั่นคลอนรัฐบาลอิหร่านด้วย อย่างไรก็ตาม วุฒิสมาชิกสหรัฐทั้งสองพรรคเห็นต่างกันว่าการโจมตีทางอากาศอย่างเดียวอาจไม่เปลี่ยนระบอบได้

สถานการณ์ ทรัมป์ชี้ สู้รบอิหร่านอาจยืดเยื้อถึง 1 เดือน ลั่นจะล้างแค้นให้ทหารสหรัฐที่เสียชีวิต นี้ สะท้อนถึงความเสี่ยงสูงต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่อาจทะยาน หากฮอร์มุซปิดนานหลายวัน ชาวอเมริกันเองก็กังวลหนัก ตามผลโพลที่สนับสนุนน้อย

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้อาจนำไปสู่สงครามยืดเยื้อที่ไม่มีผู้ชนะ โดยสหรัฐควรหาทางเจรจาเพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสียเพิ่ม คุณคิดอย่างไรกับท่าทีของทรัมป์? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อติดตามพัฒนาการข่าวต่างประเทศล่าสุด!

ที่มา – ทรัมป์ชี้ สู้รบอิหร่านอาจยืดเยื้อถึง 1 เดือน ลั่นจะล้างแค้นให้ทหารสหรัฐที่เสียชีวิต

“เคียร์ สตาร์เมอร์” นายกฯ อังกฤษ ไม่โจมตีอิหร่าน

เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกฯ อังกฤษ ได้ออกมาแถลงข่าวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2569 โดยยืนยันชัดเจนว่าอังกฤษจะไม่เข้าร่วมปฏิบัติการโจมตีอิหร่านโดยตรง สิ่งนี้สะท้อนถึงนโยบายที่ระมัดระวังของรัฐบาลแรงงานภายใต้การนำของเขา ซึ่งเน้นการเจรจาและการป้องกันมากกว่าการรุกคืบทางทหาร

เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกฯ อังกฤษ ลั่นไม่ร่วมโจมตีอิหร่าน

ในการแถลงครั้งนี้ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกฯ อังกฤษ ระบุว่าประเทศของเขาไม่ได้มีส่วนร่วมในการโจมตีระลอกแรกต่ออิหร่าน และจะไม่เข้าร่วมในขณะนี้เช่นกัน อังกฤษเลือกที่จะเดินหน้าด้วยปฏิบัติการเชิงป้องกันในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยกองทัพอากาศราชนาวี (RAF) ได้ส่งเครื่องบินรบออกไปสกัดกั้นการโจมตีจากอิหร่านที่มุ่งเป้าไปยังอิสราเอลและพันธมิตรอื่นๆ นายสตาร์เมอร์ยังได้กล่าวถึงบทเรียนจากสงครามอิรักในอดีตว่า อังกฤษได้เรียนรู้จากความผิดพลาดนั้น และจะไม่ทำซ้ำอีก

เหตุผลเบื้องหลังการเปิดฐานทัพให้สหรัฐฯ

แม้จะไม่เข้าร่วมโจมตีโดยตรง แต่ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกฯ อังกฤษ ก็อนุญาตให้สหรัฐอเมริกาใช้ฐานทัพในดินแดนอังกฤษ เช่น ฐานทัพในคยโปรส หรือ Diego Garcia เพื่อโจมตีเป้าหมายขีปนาวุธและแท่นยิงของอิหร่าน ก่อนหน้านี้ อังกฤษเคยปฏิเสธคำขอเช่นนี้ แต่สถานการณ์ที่เปลี่ยนไปคือภัยคุกคามที่เพิ่มขึ้นจากอิหร่าน ซึ่งกำลังใช้นโยบาย “เผาทุกอย่างให้ราบ” โดยโจมตีผลประโยชน์ของอังกฤษและพันธมิตรในภูมิภาค

นายสตาร์เมอร์อธิบายว่า วิธีเดียวที่จะยุติภัยนี้คือการทำลายขีปนาวุธตั้งแต่ต้นทาง เพื่อปกป้องประชาชนอังกฤษและพันธมิตร การตัดสินใจนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการโจมตีต่อเนื่องของสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่าน ซึ่งเข้าสู่วันที่ 3 แล้ว โดยมุ่งเป้าไปที่ฐานยิงขีปนาวุธ เรือรบ และโครงสร้างสำคัญ หลังจากการเสียชีวิตของผู้นำสูงสุดอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ที่จุดชนวนความขัดแย้งรุนแรง

  • ปฏิบัติการป้องกันของอังกฤษ: ส่งเครื่องบินรบ RAF สกัดการโจมตีขีปนาวุธอิหร่าน
  • การสนับสนุนสหรัฐ: เปิดฐานทัพสำหรับปฏิบัติการทำลายขีปนาวุธ
  • นโยบายหลัก: เน้นเจรจาและหลีกเลี่ยงการรบกว้างขวาง เรียนจากอิรัก
  • บริบทภูมิภาค: ตอบโต้ยุทธศาสตร์รุกรานของอิหร่านต่อพันธมิตร

เคียร์ สตาร์เมอร์ ซึ่งขึ้นสู่อำนาจตั้งแต่ปี 2024 ในฐานะหัวหน้าพรรคแรงงาน ได้แสดงให้เห็นถึงสมดุลระหว่างพันธสัญญากับนาโต้และสหรัฐฯ กับการหลีกเลี่ยงสงครามเต็มรูปแบบ สิ่งนี้ช่วยรักษาภาพลักษณ์ของอังกฤษในเวทีโลก โดยไม่ถูกมองว่าเป็นผู้ก่อสงคราม ในขณะที่ยังปกป้องผลประโยชน์ของตน

สถานการณ์ในตะวันออกกลางกำลังตึงเครียด โดยอิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธจำนวนมาก สหรัฐฯ และอิสราเอลจึงเสริมสร้างการโจมตีเพื่อลดความสามารถทางทหารของเตหะราน การที่อังกฤษเลือกทางสายกลางนี้ อาจเป็นแบบอย่างให้ชาติยุโรปอื่นๆ ในการรับมือวิกฤต

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญบางคนกังวลว่าการเปิดฐานทัพอาจดึงอังกฤษเข้าสู่ความขัดแย้งโดยอ้อม หากอิหร่านตอบโต้ฐานทัพเหล่านั้น แต่สตาร์เมอร์ยืนยันว่ามันจำเป็นเพื่อความมั่นคง นอกจากนี้ อังกฤษยังเรียกร้องให้มีการเจรจาระหว่างประเทศเพื่อยุติวงจรแห่งความรุนแรง

ในมุมมองของผู้เขียน การตัดสินใจของ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกฯ อังกฤษ แสดงถึงความเป็นจริงทางการเมืองที่ชาญฉลาด ช่วยรักษาความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ขณะหลีกเลี่ยงต้นทุนมหาศาลจากการรบโดยตรง คุณคิดอย่างไรกับจุดยืนนี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดพัฒนาการสำคัญในตะวันออกกลาง

ที่มา – “เคียร์ สตาร์เมอร์” นายกฯ อังกฤษ ลั่นไม่ร่วมโจมตีอิหร่าน แต่เปิดฐานทัพให้สหรัฐฯ ใช้ทำลายขีปนาวุธ

อิหร่านจัดตั้ง “สภาผู้นำ” บริหารประเทศ หลังคาเมเนอีถูกสังหาร

อิหร่านจัดตั้ง “สภาผู้นำ” บริหารประเทศ หลังคาเมเนอีถูกสังหาร

เหตุการณ์สะเทือนขวัญในตะวันออกกลางกำลังเป็นที่จับตามอง เมื่ออิหร่านจัดตั้ง “สภาผู้นำ”เพื่อบริหารประเทศชั่วคราว หลังจากอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านเสียชีวิตจากการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ และอิสราเอล สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2569 ว่า รัฐบาลอิหร่านได้ประกาศจัดตั้งสภาชุดนี้ทันที เพื่อรักษาเสถียรภาพของชาติในช่วงเปลี่ยนผ่านที่อ่อนไหว

การสูญเสียผู้นำสูงสุดคนนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์การเมืองอิหร่าน คาเมเนอีปกครองมานานกว่า 30 ปี และมีบทบาทสำคัญในการกำหนดนโยบายทั้งภายในและต่างประเทศ โดยเฉพาะความขัดแย้งกับสหรัฐฯ และอิสราเอล การโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา สร้างความโกลาหลและความโกรธแค้นในหมู่ประชาชนอิหร่านจำนวนมาก

หลักการจัดตั้งสภาผู้นำตามรัฐธรรมนูญอิหร่าน

ตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญอิหร่าน หากผู้นำสูงสุดไม่อยู่ในตำแหน่ง สภาผู้นำชั่วคราวจะถูกจัดตั้งขึ้นทันที โดยประกอบด้วยสมาชิกหลัก 3 คน ได้แก่ ประธานาธิบดี หัวหน้าฝ่ายตุลาการ และนักบวชระดับสูงจากสภาอารักษ์ (Guardian Council) สภานี้จะทำหน้าที่บริหารประเทศ จนกว่าสภาผู้เชี่ยวชาญ (Assembly of Experts) ซึ่งมีสมาชิก 88 คน จะเลือกผู้นำสูงสุดคนใหม่

กระบวนการนี้ถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันสุญญากาศทางการเมือง และรักษาอำนาจของระบบอิสลามนิยมในอิหร่าน สภาผู้นำจะมีอำนาจในการตัดสินใจเรื่องสำคัญ เช่น นโยบายต่างประเทศ การทหาร และเศรษฐกิจ ในช่วงเวลาวิกฤตนี้

สมาชิกหลักในสภาผู้นำชุดใหม่

สภาผู้นำชุดนี้มีสมาชิกที่ทรงอิทธิพล ดังนี้:

  • อยาตอลเลาะห์ อาลีเรซา อาราฟี: รองประธานสภาผู้เชี่ยวชาญ และสมาชิกสภาอารักษ์ เขาเป็นนักบวชอาวุโสที่มีประสบการณ์ยาวนานในหน่วยงานรัฐบาล และเป็นคนสนิทของคาเมเนอี อาราฟีมีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัครเลือกตั้งและอนุมัติกฎหมาย
  • มาซูด เปเซชเคียน: ประธานาธิบดีอิหร่านคนปัจจุบัน ซึ่งเพิ่งได้รับเลือกตั้ง เขามีพื้นฐานทางการแพทย์และการเมือง เน้นนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจและการต่างประเทศ
  • โกลัม-ฮอสเซน โมห์เซนี-เอเจอี: หัวหน้าฝ่ายตุลาการ รับผิดชอบระบบยุติธรรมและการตีความกฎหมายอิสลาม

ทั้งสามคนนี้จะร่วมกันกำหนดทิศทางอิหร่านในช่วงถัดไป โดยเฉพาะการตอบโต้ทางทหารต่อสหรัฐฯ และอิสราเอล ซึ่งอาจนำไปสู่ความตึงเครียดที่รุนแรงยิ่งขึ้น

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากอิหร่านจัดตั้ง “สภาผู้นำ”

การจัดตั้งสภาผู้นำนี้ไม่เพียงช่วยรักษาความมั่นคงภายใน แต่ยังส่งสัญญาณถึงความสามัคคีของผู้นำอิหร่านต่อศัตรูภายนอก อย่างไรก็ตาม ประชาชนบางส่วนกังวลเรื่องเสถียรภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่จาก санкции และการประท้วงภายในที่อาจปะทุขึ้น นอกจากนี้ สภาผู้เชี่ยวชาญจะต้องเร่งเลือกผู้นำใหม่ภายในไม่กี่เดือน เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งภายใน

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ สถานการณ์นี้อาจเปลี่ยนสมดุลอำนาจในตะวันออกกลาง โดยอิหร่านอาจเสริมสร้างพันธมิตรกับรัสเซียและจีนมากขึ้น ขณะที่สหรัฐฯ และอิสราเอลเตรียมรับมือการตอบโต้

ติดตามพัฒนาการข่าวต่างประเทศได้ที่ ไทยรัฐ ข่าวต่างประเทศ เพื่อไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหวในภูมิภาคที่ร้อนระอุนี้

ที่มา – อิหร่านจัดตั้ง “สภาผู้นำ” บริหารประเทศ หลังคาเมเนอีถูกสังหาร

“อภิสิทธิ์” หนุน “อนุทิน” ตะวันออกกลาง ปชป.จี้คุมราคา

สวัสดีครับเพื่อนๆ ผู้อ่านทุกท่าน ในยุคที่สถานการณ์โลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน โดยเฉพาะในตะวันออกกลางที่กำลังตึงเครียดหนัก วันนี้เราจะมาพูดถึงข่าวสำคัญทางการเมืองไทยที่เกี่ยวข้องโดยตรง นั่นคือ “อภิสิทธิ์” หนุนท่าที “อนุทิน” ในเหตุตะวันออกกลาง ปชป. จี้เร่งอพยพ คุมราคาพลังงาน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความห่วงใยของนักการเมืองไทยต่อผลกระทบที่อาจมาถึงประชาชน

สถานการณ์ล่าสุดในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน กำลังทำให้ทุกประเทศต้องจับตาใกล้ชิด เพราะอาจลุกลามเป็นวิกฤตใหญ่ได้ทุกเมื่อ ราคาน้ำมันโลกผันผวน ส่งผลโดยตรงต่อค่าครองชีพในไทยที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันสูง นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของคนไทยในพื้นที่นั้นๆ ด้วย

“อภิสิทธิ์” หนุนท่าที “อนุทิน” ในเหตุตะวันออกกลาง ปชป. จี้เร่งอพยพ คุมราคาพลังงาน

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2569 โดยแสดงการสนับสนุนท่าทีของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย อย่างเต็มที่ ท่านอภิสิทธิ์ชื่นชมที่นายกฯ ให้ความสำคัญกับ 3 ประเด็นหลัก คือ ความปลอดภัยของคนไทย มาตรการรับมือผลกระทบเศรษฐกิจ และการเรียกร้องให้ทุกฝ่ายอดกลั้นเพื่อไม่ให้สถานการณ์บานปลาย

นอกจากนี้ ท่านยังเสนอให้กลุ่มอาเซียนรวมพลังกัน เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศสมาชิกถูกดึงเข้าไปพัวพันกับความขัดแย้ง ซึ่งเป็นแนวคิดที่สอดคล้องกับหลักการ外交ของไทยที่ยึดมั่นในสันติภาพและความเป็นกลาง

ปชป. จี้รัฐบาลเร่งแผนอพยพคนไทยจากตะวันออกกลาง

ในส่วนของนายอิสรา สุนทรวัฒน์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกสภาเสรีนิยมและประชาธิปไตยแห่งเอเชีย (CALD) และเครือข่าย Liberal International (LI) ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พรรคยืนยันจุดยืนในการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีผ่านกรอบสหประชาชาติ สนับสนุนท่าทีของนายกฯ อนุทินที่เรียกร้องทางออกสันติภาพ และเน้นย้ำว่าความปลอดภัยของคนไทยในอิหร่านและพื้นที่ใกล้เคียงต้องมาก่อน

นายอิสราเสนอมาตรการเร่งด่วน 3 ข้อ เพื่อให้รัฐบาลดำเนินการทันที ดังนี้

  • เพิ่มมาตรการความปลอดภัย: จัดทำแผนอพยพคนไทยที่ชัดเจน เป็นรูปธรรม หากสถานการณ์ยกระดับ จะได้ช่วยเหลือได้ทันท่วงที ไม่ปล่อยให้คนไทยตกอยู่ในอันตราย
  • เตรียมพร้อมทางเศรษฐกิจ: กระทรวงพลังงานต้องวางแผนรับมือราคาพลังงานโลกที่ผันผวน ป้องกันไม่ให้ประชาชนต้องแบกรับภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้น เช่น จัดสรรสำรองน้ำมันหรือ补贴ราคา
  • ร่วมมือระดับภูมิภาค: ใช้กลไกอาเซียนผลักดันแถลงการณ์ร่วม เรียกร้องหยุดยิงและยุติความขัดแย้งด้วยสันติภาพ เพื่อสร้างแรงกดดันจากนานาชาติ

ผลกระทบต่อประเทศไทยจากวิกฤตตะวันออกกลาง

ทำไมข่าว “อภิสิทธิ์” หนุนท่าที “อนุทิน” ในเหตุตะวันออกกลาง ปชป. จี้เร่งอพยพ คุมราคาพลังงาน ถึงสำคัญนัก? เพราะไทยนำเข้าน้ำมันกว่า 80% หากราคาพุ่งจากความขัดแย้ง ค่าน้ำมัน ค่าไฟ ค่าขนส่งจะพุ่งตาม ส่งผลให้เงินเฟ้อสูงขึ้น กระทบเศรษฐกิจฐานราก นอกจากนี้ แม้คนไทยในอิหร่านจะไม่มาก แต่ในตะวันออกกลางโดยรวมมีแรงงานไทยนับหมื่นในประเทศอ่าว ต้องมีแผนสำรองรับมือทุกกรณี

จากประสบการณ์วิกฤตน้ำมันในอดีต เช่น สงครามอ่าวครั้งก่อน ไทยเคยเจอราคาน้ำมันพุ่ง 2 เท่า ทำให้ GDP ชะลอตัว เราจึงต้องเรียนรู้จากอดีต รัฐบาลต้อง proactive ไม่รอให้เกิดปัญหา

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้เป็นบททดสอบความสามารถของรัฐบาลไทยในการบริหารวิกฤตระหว่างประเทศ การที่ปชป. ออกมาเสนอแนะอย่างสร้างสรรค์ แสดงถึงการเมืองที่ constructive ไม่ใช่แค่โจมตีกันเอง หากทุกพรรคร่วมมือกัน เราจะผ่านพ้นไปได้อย่างราบรื่น

คุณคิดอย่างไรกับท่าทีนี้? รัฐบาลควรทำอะไรเพิ่มเติม? คอมเมนต์แสดงความเห็นด้านล่างนี้เลยครับ และอย่าลืมแชร์บทความเพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ข้อมูลดีๆ กันนะ สมัครรับข่าวสารจากบล็อกเราเพื่ออัปเดตข่าวการเมืองและเศรษฐกิจแบบเรียลไทม์!

ที่มา – “อภิสิทธิ์” หนุนท่าที “อนุทิน” ในเหตุตะวันออกกลาง ปชป. จี้เร่งอพยพ คุมราคาพลังงาน

Scroll to top