กรุงเตหะราน

กองทัพอิหร่าน คุมอ่าวเปอร์เซีย ฮอร์มุซ เตือนต่างชาติ

กองทัพอิหร่าน คุมอ่าวเปอร์เซีย ฮอร์มุซ อย่างเบ็ดเสร็จแล้ว! ล่าสุดกองทัพอิหร่านประกาศกร้าวผ่านโฆษกกองทัพ สร้างความตื่นตัวให้กับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2569 นายอิบราฮิม โซลฟากอรี โฆษกกองทัพอิหร่านได้ออกถ้อยแถลงที่เผยแพร่โดยสื่อของอิหร่าน ยืนยันว่าประเทศของตนมีการควบคุมพื้นที่สำคัญทั้งอ่าวเปอร์เซีย ช่องแคบฮอร์มุซ และน่านน้ำนอกชายฝั่งโอมานอย่างเต็มรูปแบบและทรงพลัง

การประกาศครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นในภูมิภาค โดยเฉพาะหลังจากมีรายงานจากสำนักข่าว CNN ที่อ้างแหล่งข่าวกรองของสหรัฐฯ ว่าอิหร่านกำลังวางทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบสำคัญของโลก

กองทัพอิหร่าน คุมอ่าวเปอร์เซีย ฮอร์มุซ

ในถ้อยแถลง นายโซลฟากอรีระบุชัดเจนว่า “สาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านมีการควบคุมพื้นที่อ่าวเปอร์เซีย น่านน้ำอาณาเขตของโอมาน และช่องแคบฮอร์มุซ อย่างเต็มรูปแบบและทรงพลัง” เขายังโต้แย้งรายงานของ CNN โดยยืนยันว่า ด้วยความได้เปรียบและอำนาจที่เพียงพอ อิหร่านไม่มีความจำเป็นต้องวางทุ่นระเบิดในอ่าวเปอร์เซียเพื่อยืนยันสถานะของตน

“เราจะใช้ทุกวิถีทางที่เป็นไปได้เพื่อรักษาความมั่นคงตามความจำเป็น” โฆษกกองทัพกล่าวเพิ่มเติม พร้อมเตือนประเทศนอกภูมิภาคอย่างสหรัฐฯ และชาติพันธมิตรว่า “ไม่มีสิทธิ์ที่จะเข้ามาแทรกแซงในพื้นที่นี้” การประกาศดังกล่าวสะท้อนถึงความมั่นใจในศักยภาพทางทหารของอิหร่าน โดยเฉพาะกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ที่รับผิดชอบด้านนาวีในน่านน้ำเหล่านี้

กองทัพอิหร่าน คุมอ่าวเปอร์เซีย ฮอร์มุซ ด้วยกำลังทหารที่เหนือชั้น

กองทัพเรือของอิหร่านมีเรือเร็ว ลูกระเวิดต่อต้านเรือ และขีปนาวุธที่สามารถคุกคามเรือสินค้าขนาดใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ อิหร่านยังมีประสบการณ์ในการซ้อมรบปิดช่องแคบฮอร์มุซมาหลายครั้ง ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ใช้กดดันนานาชาติในอดีต

ความสำคัญทางยุทธศาสตร์ของอ่าวเปอร์เซียและช่องแคบฮอร์มุซ

ช่องแคบฮอร์มุซมีความกว้างเพียง 21-52 กิโลเมตร และเป็นประตูเชื่อมระหว่างอ่าวเปอร์เซียกับทะเลอาหรับ มีน้ำมันดิบประมาณ 20-30% ของการขนส่งทั่วโลกผ่านจุดนี้ทุกวัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี หากเกิดการปิดกั้น ราคาน้ำมันโลกจะพุ่งสูงทันที ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยที่นำเข้าน้ำมันจากภูมิภาคนี้

  • ขนส่งน้ำมันดิบกว่า 21 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือ 1 ใน 5 ของอุปสงค์โลก
  • อิหร่านควบคุมฝั่งเหนือของช่องแคบ โอมานฝั่งใต้
  • เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่อิหร่านใช้ต่อรองในประเด็นนิวเคลียร์และการคว่ำบาตร
  • การขยายอิทธิพลของอิหร่านในน่านน้ำโอมานเพิ่มความเสี่ยงต่อเส้นทางค้าของชาติอาหรับและตะวันตก

นอกจากนี้ อ่าวเปอร์เซียยังเป็นแหล่งน้ำมันสำรองใหญ่ที่สุดในโลก โดยอิหร่านครองส่วนแบ่งกว่า 10% ของน้ำมันสำรองโลก ทำให้การควบคุมพื้นที่นี้เป็นหัวใจของนโยบายความมั่นคง

บริบทและปฏิกิริยาจากนานาชาติ

การประกาศของอิหร่านเกิดขึ้นในช่วงที่ความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ และอิสราเอลตึงเครียด โดยเฉพาะหลังจากเหตุการณ์โจมตีเรือสินค้าและฐานทัพสหรัฐฯ ในภูมิภาค สหรัฐฯ ได้เพิ่มกำลังเรือบรรทุกเครื่องบินในพื้นที่เพื่อตอบโต้ ขณะที่ซาอุดีอาระเบียและชาติอาหรับอื่นๆ กังวลกับการขยายอิทธิพลของอิหร่าน

CNN รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวสองรายจากหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ ว่าอิหร่านเริ่มวางทุ่นระเบิด ซึ่งอาจเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับการเผชิญหน้าทางทหาร แต่ฝั่งอิหร่านปฏิเสธและยืนยันว่าการควบคุมของตนแข็งแกร่งพอแล้ว

สถานการณ์นี้ยังเชื่อมโยงกับข้อตกลงนิวเคลียร์ JCPOA ที่ล้มเหลว และการเจรจาที่หยุดชะงักภายใต้รัฐบาลทรัมป์ หากอิหร่านปิดช่องแคบจริง อาจนำไปสู่ราคาน้ำมันทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้เงินเฟ้อทั่วโลกพุ่ง

ในมุมมองของเรา การประกาศ กองทัพอิหร่าน คุมอ่าวเปอร์เซีย ฮอร์มุซ แสดงถึงกลยุทธ์การโฆษณาชวนเชื่อเพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์ภายในประเทศ แต่ก็เพิ่มความเสี่ยงต่อความมั่นคงพลังงานโลก ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้นานาชาติหลีกเลี่ยงการยั่วยุเพื่อป้องกันวิกฤตใหญ่

คุณคิดอย่างไรกับสถานการณ์นี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวต่างประเทศล่าสุดเพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ

ที่มา – กองทัพอิหร่านลั่น คุมหมดทั้งอ่าวเปอร์เซีย-ฮอร์มุซ เตือนต่างชาติอย่าแทรกแซง

อิหร่านปฏิเสธลั่น ไม่ได้กำลังเจรจากับสหรัฐฯ อัดทรัมป์แค่หวังลดราคาน้ำมัน

อิหร่านปฏิเสธลั่น ไม่ได้กำลังเจรจากับสหรัฐฯ อัดทรัมป์แค่หวังลดราคาน้ำมัน เป็นประเด็นร้อนที่กำลังเป็นที่พูดถึงในแวดวงการเมืองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางที่กำลังคุกรุ่น ล่าสุด สำนักข่าวเมห์รของอิหร่านรายงานเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2569 ว่า กระทรวงการต่างประเทศไทยได้ออกมาปฏิเสธอย่างหนักแน่นต่อคำกล่าวอ้างของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ที่ระบุว่าทั้งสองฝ่ายกำลังเจรจากันเพื่อคลี่คลายปัญหาในภูมิภาค

อิหร่านปฏิเสธลั่น ไม่ได้กำลังเจรจากับสหรัฐฯ อัดทรัมป์แค่หวังลดราคาน้ำมัน

อิหร่านชี้แจงชัดเจนว่า ไม่มีการเจรจาใดๆ เกิดขึ้นกับสหรัฐฯ ตามที่ทรัมป์โพสต์ผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social โดยมองว่าคำกล่าวนี้เป็นเพียงกลยุทธ์เพื่อกดดันราคาน้ำมันโลกให้ถูกลง และซื้อเวลาเพื่อเตรียมแผนการทางทหารต่อไป ด้านอิหร่านยืนยันจุดยืนว่า พวกเขาไม่ใช่ผู้เริ่มต้นความขัดแย้ง และเรียกร้องให้คำร้องขอทั้งปวงถูกส่งไปยังวอชิงตันแทน

บริบทของสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง

สถานการณ์ล่าสุดเกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับอิสราเอลที่รุนแรงขึ้น โดยทรัมป์เคยประกาศเลื่อนการโจมตีโรงไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานพลังงานของอิหร่านออกไป 5 วัน เพื่อเปิดโอกาสให้การเจรจาดำเนินไป แต่ฝั่งอิหร่านกลับมองว่าเป็นเพียงเล่ห์เหลี่ยมทางการเมืองเท่านั้น นอกจากนี้ กลุ่มประเทศในภูมิภาคยังส่งข้อเสนอเพื่อลดความตึงเครียด แต่คำตอบจากเตหะรานยังคงชัดเจนเสมอ

  • อิหร่านปฏิเสธการเจรจากับสหรัฐฯ อย่างสิ้นเชิง
  • กล่าวหาทรัมป์ว่าต้องการลดราคาน้ำมันเพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ
  • ยืนยันไม่ใช่ผู้ก่อสงคราม และเรียกร้องให้สหรัฐรับผิดชอบ
  • ทรัมป์สั่งเลื่อนโจมตีโครงสร้างพลังงานอิหร่าน 5 วัน

ความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ ตึงเครียดมานานนับทศวรรษ โดยเฉพาะหลังจากสหรัฐถอนตัวจากข้อตกลงนิวเคลียร์ JCPOA ในสมัยทรัมป์ชุดแรก ล่าสุด การโจมตีของอิสราเอลต่อเป้าหมายของอิหร่านทำให้สถานการณ์ยิ่งรุนแรง ทรัมป์ซึ่งเพิ่งกลับมารับตำแหน่ง ใช้โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือสื่อสารหลัก โดยโพสต์ว่าการเจรจา “ดีมาก” และสั่งกองทัพหยุดปฏิบัติการชั่วคราว

ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า การปฏิเสธของอิหร่านอาจเป็นการรักษาหน้าต่อสาธารณะ แต่เบื้องหลังอาจมีช่องทางการสื่อสารลับเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันโลกที่พุ่งสูงในช่วงนี้ ทำให้คำกล่าวหาว่าทรัมป์หวังลดราคาน้ำมันเพื่อบรรเทาค่าครองชีพในสหรัฐดูสมเหตุสมผล โดยตลาดน้ำมัน Brent พุ่งทะลุ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลจากความไม่แน่นอนในภูมิภาค

นอกจากนี้ อิหร่านยังขยายอิทธิพลผ่านกลุ่มพันธมิตรอย่างฮูธีในเยเมนและฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน ซึ่งทำให้สหรัฐและอิสราเอลต้องตอบโต้อย่างเด็ดขาด สถานการณ์นี้ไม่เพียงกระทบราคาพลังงาน แต่ยังส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศนำเข้าน้ำมันอย่างไทยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

ในมุมมองของนักวิเคราะห์ การเจรจาที่ทรัมป์อ้างอาจเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ “maximum pressure” ที่เขาเคยใช้ แต่การปฏิเสธจากอิหร่านแสดงให้เห็นว่าการทูตยังคงซับซ้อน ผู้สนใจควรติดตามพัฒนาการต่อไป เพราะอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในตะวันออกกลาง

คุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ!

ที่มา – อิหร่านปฏิเสธลั่น ไม่ได้กำลังเจรจากับสหรัฐฯ อัดทรัมป์แค่หวังลดราคาน้ำมัน

ผู้คนทั่วโลก เดินขบวนประท้วง ต่อต้านสงครามในอิหร่าน

ผู้คนทั่วโลก เดินขบวนประท้วง ต่อต้านสงครามในอิหร่าน ที่กำลังดำเนินมาจนเข้าสู่สัปดาห์ที่ 4 โดยเฉพาะการกระทำของสหรัฐฯ และอิสราเอล ทำให้เกิดกระแสต่อต้านอย่างกว้างขวางทั่วโลก

ผู้คนทั่วโลก เดินขบวนประท้วง ต่อต้านสงครามในอิหร่าน

ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ประชาชนจากหลายประเทศทั่วโลกต่างออกมาแสดงพลังด้วยการเดินขบวนประท้วง เพื่อต่อต้านสงครามในอิหร่านที่ยืดเยื้อมานานกว่า 3 สัปดาห์ สงครามครั้งนี้ไม่เพียงสร้างวิกฤตพลังงาน แต่ยังเสี่ยงลุกลามเป็นวิกฤตเศรษฐกิจโลก ผู้ประท้วงเรียกร้องให้หยุดยิงและส่งเสริมสันติภาพทันที

ประชาชนออกมาเดินขบวนประท้วงต่อต้านสงครามอิหร่าน ในกรุงเทลอาวิฟ ของอิสราเอล
ประชาชนออกมาเดินขบวนประท้วงต่อต้านสงครามอิหร่าน ในกรุงเทลอาวิฟ ของอิสราเอล

การประท้วงในอิสราเอลและสหราชอาณาจักร

แม้แต่ในอิสราเอลเอง ชาวอิสราเอลจำนวนมากก็ออกมาเดินขบวนในกรุงเทลอาวีฟ พวกเขาทาสีแดงบนฝ่ามือเพื่อสื่อถึงเลือดที่ไหล ชูป้าย “หยุดสงคราม” “ระงับการส่งอาวุธเดี๋ยวนี้” และ “สหรัฐฯ และอิสราเอล = กลุ่มอักษะแห่งความชั่วร้าย” แสดงถึงความไม่พอใจภายในประเทศ

ที่สหราชอาณาจักร ประชาชนเดินขบวนในกรุงลอนดอน เมื่อวันเสาร์ที่ 21 มี.ค. ชูป้าย “หยุดสงครามของทรัมป์” และ “หยุดทิ้งระเบิดอิหร่าน” บางกลุ่มรวมตัวหน้าทำเนียบนายกฯ ถนนดาวนิงที่ 10 นอกจากนี้ ยังมีผู้ประท้วงหน้าฐานทัพอากาศแฟร์ฟอร์ด ในกลอสเตอร์เชอร์ ซึ่งใช้โดยกองทัพอากาศสหรัฐฯ พวกเขาถือป้าย “อย่าแตะต้องอิหร่าน” “หยุดฆ่าคนได้แล้ว” และ “วันนี้คุณช่วยฆ่าเด็กไปกี่คนแล้ว?”

กลุ่มผู้ชุมนุมถือป้ายประท้วงที่หน้าฐานทัพอากาศ “แฟร์ฟอร์ด”ของอังกฤษ
กลุ่มผู้ชุมนุมถือป้ายประท้วงที่หน้าฐานทัพอากาศ “แฟร์ฟอร์ด”ของอังกฤษ

กระแสประท้วงแผ่ขยายไปยังยุโรปและเอเชีย

ในเยอรมนี ฝูงชนจำนวนมากประท้วงในกรุงเบอร์ลิน ณ จุดรำลึกเหยื่อโรงเรียนประถมในอิหร่านที่ถูกโจมตี ป้ายระบุ “เด็กหญิงตัวน้อย 168 คน ถูกสังหารโดยสหรัฐฯ และอิสราเอล” ผู้ประท้วงคนหนึ่งกล่าวว่า “สหรัฐฯ ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ เหมือนสงครามอิรัก สถานการณ์แย่ลงเรื่อยๆ”

ผู้คนรวมตัวในกรุงมาดริดของสเปน เพื่อประท้วงต่อต้านสงครามอิหร่าน
ผู้คนรวมตัวในกรุงมาดริดของสเปน เพื่อประท้วงต่อต้านสงครามอิหร่าน

ที่สเปน ในกรุงมาดริด ผู้ประท้วงชูแบนเนอร์ “ไม่เอาสงคราม” “สันติภาพ” และโบกธงปาเลสไตน์ ขณะที่ในอินเดีย ชาวมุสลิมชีอะห์ในแคว้นแคชเมียร์ ชุมนุม ถือภาพอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี สวมชุดดำไว้อาลัย

  • อิสราเอล: ประท้วงในเทลอาวีฟ ชูป้ายหยุดสงคราม
  • สหราชอาณาจักร: รวมตัวหน้าทำเนียบและฐานทัพ
  • เยอรมนี: รำลึกเหยื่อเด็กในเบอร์ลิน
  • สเปน: โบกธงสันติภาพในมาดริด
  • อินเดีย: ชุมนุมไว้อาลัยในแคชเมียร์

กระแสผู้คนทั่วโลก เดินขบวนประท้วง ต่อต้านสงครามในอิหร่าน แสดงให้เห็นว่าประชาคมโลกไม่ยอมรับการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ สงครามครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อทุกคน ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมันพุ่งสูงหรือความเสี่ยงสงครามโลก

ในมุมมองของผู้เขียน สันติภาพคือทางออกเดียวที่ยั่งยืน โลกควรรวมพลังกดดันให้หยุดยิงทันที คุณคิดอย่างไร ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ และติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมได้ที่ ข่าวต่างประเทศ

ที่มา – ผู้คนทั่วโลก เดินขบวนประท้วง ต่อต้านสงครามในอิหร่าน

รู้จัก อาลี ลารีจานี ผู้นำอิหร่านที่ถูกลอบสังหาร

รู้จัก อาลี ลารีจานี ผู้นำอิหร่านที่ถูกลอบสังหาร ผู้เป็นเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่าน คอยวางกลยุทธ์ทางทหารและการทูตมานานกว่า 5 ทศวรรษ การจากไปของเขาสร้างความเสียหายครั้งใหญ่ให้กับระบอบปกครองอิหร่าน

รู้จัก อาลี ลารีจานี ผู้นำอิหร่านที่ถูกลอบสังหาร

เช้าวันพุธที่ 18 มีนาคม 2569 ตามเวลาท้องถิ่น อิหร่านยืนยันการเสียชีวิตของ อาลี ลารีจานี ในวัย 67 ปี หลังถูกลอบสังหารจากการโจมตีของอิสราเอล ท่ามกลางความตึงเครียดที่ยืดเยื้อมานานหลายสัปดาห์ แม้จะเป็นเป้าหมายสำคัญ แต่เขายังคงออกมาแสดงจุดยืนในที่สาธารณะกลางกรุงเตหะราน สร้างเป็นสัญลักษณ์ของความแข็งแกร่งให้กับประชาชน

ก่อนหน้านี้ อาลี ลารีจานี โพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียเพื่อยั่วยุประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และเตือนประเทศมุสลิมในอ่าวเปอร์เซียให้ระวังอเมริกาและอิสราเอล ซึ่งเป็นศัตรูตัวจริง พวกเขาควรหันกลับมาคิดถึงผลประโยชน์ของตนและอนาคตตะวันออกกลาง การสูญเสียผู้นำคนนี้จะทำให้การเจรจาสันติภาพยิ่งยากลำบาก เพราะเขาคือสมองหลักในการตัดสินใจสำคัญๆ ของอิหร่าน

บทบาทสำคัญของอาลี ลารีจานี ในประวัติศาสตร์อิหร่าน

อาลี ลารีจานี ได้รับการยอมรับจากชนชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงสถาบันจากเยอรมนี เขาเป็นผู้วางแผนหลักเบื้องหลังนโยบายอิหร่านหลายทศวรรษ แม้ก่อนหน้านี้จะไม่ใช่เป้าหมายหลักของสหรัฐและอิสราเอล แต่หลังจากผลักดันการปราบปรามผู้ประท้วงในประเทศ เขากลายเป็นบุคคลสำคัญที่ถูกจับตาในฐานะนักวางกลยุทธ์ทางทหาร

สภาความมั่นคงแห่งชาติยกย่องเส้นทาง政治 50 ปีของเขา จนวาระสุดท้ายยังอุทิศตนเพื่ออิหร่าน และเรียกร้องความสามัคคีต่อสู้ภัยภายนอก เขามีทักษะในการรับมือการเปลี่ยนแปลง政治ของสาธารณรัฐอิสลาม เป็นนักอนุรักษนิยมที่ปฏิบัติได้จริง ยึดอุดมการณ์แต่มีประสิทธิภาพ

  • ปี 1980: ผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ช่วงสงครามอิรัก-อิหร่าน
  • ต่อมา: หัวหน้าสถานีโทรทัศน์รัฐ
  • ปี 2004: หัวหน้าผู้เจรจานิวเคลียร์อิหร่าน นักการทูตตะวันตกชื่นชมความฉลาด ได้รับความไว้วางใจจากอยาตอลเลาะห์คาเมเนอีมากขึ้น
  • ปี 2015: ตัวแทนทำข้อตกลงนิวเคลียร์ (JCPOA) กับรัฐบาลโอบามา จำกัดโครงการนิวเคลียร์แลกยกเลิก санкции
  • ช่วงหลัง: เจรจากับปูตินที่รัสเซีย เยือนโอมาน เป็นตัวกลางวอชิงตัน-เตหะราน

ผลงานเหล่านี้ทำให้ รู้จัก อาลี ลารีจานี ผู้นำอิหร่านที่ถูกลอบสังหาร เป็นชื่อที่คุ้นเคยในเวทีโลก การจากไปของเขาคือจุดเปลี่ยนสำคัญ อาจนำไปสู่ความไม่แน่นอนในตะวันออกกลางมากขึ้น

นอกจากนี้ อาลี ลารีจานี ยังมีบทบาทในการกำหนดทิศทางความมั่นคงของอิหร่าน โดยเฉพาะในยุคที่เผชิญแรงกดดันจากชาติตะวันตก เขาเป็นสะพานเชื่อมระหว่างผู้นำสูงสุดกับหน่วยงานต่างๆ ทำให้การตัดสินใจรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ผู้เชี่ยวชาญหลายคนมองว่า เขาเป็น ‘มือขวา’ ที่ขาดไม่ได้ของคาเมเนอี

ในมุมมองของผู้วิเคราะห์ การลอบสังหารครั้งนี้อาจเป็นกลยุทธ์ของอิสราเอลเพื่อตัดหัวใจสำคัญของอิหร่าน ส่งผลให้เกิดการตอบโต้ที่รุนแรงขึ้น อิหร่านอาจต้องปรับโครงสร้างผู้นำใหม่ ซึ่งจะใช้เวลานานและสร้างความแตกแยกภายใน

สุดท้ายแล้ว การสูญเสีย รู้จัก อาลี ลารีจานี ผู้นำอิหร่านที่ถูกลอบสังหาร ทำให้เราต้องจับตาการเปลี่ยนแปลงในภูมิภาคนี้อย่างใกล้ชิด คุณคิดว่าอิหร่านจะรับมืออย่างไร? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดเหตุการณ์สำคัญ

ที่มา – รู้จัก อาลี ลารีจานี (Ali Larijani) ผู้นำหัวใจสำคัญของอิหร่านที่ถูกลอบสังหาร

อิหร่านยืนยัน “อาลี ลารีจานี” หัวหน้าฝ่ายความมั่นคง เสียชีวิตแล้ว

อิหร่านยืนยัน “อาลี ลารีจานี” หัวหน้าฝ่ายความมั่นคง เสียชีวิตแล้ว จากการโจมตีของอิสราเอลที่เกิดขึ้นเมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา ข่าวนี้สร้างความตกตะลึงให้กับโลกการเมืองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในตะวันออกกลางที่สถานการณ์ตึงเครียดอยู่แล้ว

อิหร่านยืนยัน “อาลี ลารีจานี” หัวหน้าฝ่ายความมั่นคง เสียชีวิตแล้ว

ทางการอิหร่านออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการในช่วงเช้าวันพุธที่ 18 มีนาคม 2569 ตามเวลาท้องถิ่น ยืนยันการเสียชีวิตของนายอาลี ลารีจานี ซึ่งดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่าน เขาถูกสังหารพร้อมกับลูกชายและเจ้าหน้าที่ความมั่นคงอีกหลายรายในการโจมตีดังกล่าว แถลงการณ์ระบุว่านายลารีจานีอุทิศตนรับใช้ชาติมาทั้งชีวิต จนถึงวินาทีสุดท้าย

ก่อนหน้านี้ รัฐมนตรีกลาโหมอิสราเอล นายอิสราเอล คัตซ์ ได้ประกาศว่านายลารีจานีถูก “กำจัด” (Eliminated) เรียบร้อยแล้ว สร้างความโกรธแค้นให้กับฝั่งอิหร่านทันที สภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่านยกย่องเส้นทางชีวิตทางการเมืองของเขา โดยบอกว่าเขาเป็นบุคคลสำคัญที่ทำงานเพื่อความก้าวหน้าของชาติ และเรียกร้องให้ประชาชนรวมพลังกันรับมือภัยคุกคามจากภายนอก

รายละเอียดการโจมตีและผู้เสียชีวิต

การโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งที่รุนแรงระหว่างอิหร่านและอิสราเอล ซึ่งมีรากฐานมาจากประเด็นนิวเคลียร์และการสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธในภูมิภาค นอกจากนายลารีจานีแล้ว ยังมีบุตรชายของเขาและเจ้าหน้าที่ระดับสูงอีกหลายคนเสียชีวิตด้วย สำนักข่าว Mehr ของอิหร่านรายงานว่าพิธีศพของนายลารีจานีและนายโฆลามเรซา สุไลมานี ผู้บัญชาการกองกำลังบาซิจที่เสียชีวิตก่อนหน้านี้ จะจัดขึ้นในวันเดียวกัน

  • นายอาลี ลารีจานี: เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุด
  • บุตรชายของนายลารีจานี
  • เจ้าหน้าที่ความมั่นคงอีกหลายราย
  • นายโฆลามเรซา สุไลมานี: ผู้บัญชาการกองกำลังบาซิจ (เสียชีวิตจากโจมตีอื่น)

ประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง โดยกล่าวว่า “ผมไม่เคยเห็นสิ่งใดจากเขานอกจากความเมตตา ความรอบรู้ การเป็นมิตรที่ดี และการมองการณ์ไกล ความสูญเสียครั้งนี้ยากเกินจะทดแทน”

ประวัติและบทบาทของอาลี ลารีจานี

นายอาลี ลารีจานี เป็นนักการเมืองและนักกฎหมายชั้นนำของอิหร่าน เคยดำรงตำแหน่งประธานรัฐสภาและมีบทบาทสำคัญในสภาปฏิรูปและนโยบายความมั่นคง ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เขาก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญที่สุด กำกับดูแลกลยุทธ์ความมั่นคงของชาติท่ามกลางแรงกดดันจากสหรัฐฯ และอิสราเอล การเสียชีวิตของเขาอาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อโครงสร้างการนำของอิหร่าน

ความขัดแย้งอิหร่าน-อิสราเอลยืดเยื้อมานานหลายทศวรรษ โดยอิสราเอลมองว่าอิหร่านเป็นภัยคุกคามหลักจากการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์และการสนับสนุนฮิซบุลเลาะห์และฮามาส ล่าสุด อิหร่านกล่าวหาว่าอเมริกาและไซออนิสต์อยู่เบื้องหลังการโจมตีหลายครั้ง รวมถึงการสังหารนายสุไลมานี

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากอิหร่านเพิ่งยืนยันการเสียชีวิตของนายโฆลามเรซา สุไลมานี จากโจมตีที่ถูกกล่าวหาว่ามาจากผู้ก่อการร้ายอเมริกา-ไซออนิสต์ สถานการณ์ในภูมิภาคยิ่งตึงเครียด เมื่อผู้นำสำคัญถูกกำจัดติดต่อกัน

นักวิเคราะห์การเมืองมองว่าการสูญเสียนายลารีจานีอาจนำไปสู่การตอบโต้ที่รุนแรงจากอิหร่าน เช่น การโจมตีฐานทัพอิสราเอลหรือการเพิ่มการสนับสนุนกลุ่มพันธมิตร อย่างไรก็ตาม สภาฯ เรียกร้องความสามัคคีเพื่อรับมือวิกฤต

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมได้ที่ ไทยรัฐ ข่าวต่างประเทศ เพื่ออัปเดตสถานการณ์ล่าสุด

การเสียชีวิตของอาลี ลารีจานีไม่เพียงเป็นความสูญเสียส่วนบุคคล แต่ยังเป็นจุดเปลี่ยนที่อาจจุดชนวนสงครามใหญ่ในตะวันออกกลาง ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะผลกระทบจะแผ่ขยายไปทั่วโลก

ที่มา – อิหร่านยืนยัน “อาลี ลารีจานี” หัวหน้าฝ่ายความมั่นคง เสียชีวิตแล้ว

อิหร่านยอมรับ ผบ.กองกำลัง “บาซิจ” ถูกอิสราเอลสังหารแล้ว

อิหร่านยอมรับ ผบ.กองกำลัง “บาซิจ” ถูกอิสราเอลสังหารแล้ว เป็นข่าวใหญ่ที่สะเทือนวงการระหว่างประเทศ ท่ามกลางความตึงเครียดที่กำลังคุกรุ่นระหว่างอิหร่านและอิสราเอล สถานการณ์นี้ไม่เพียงแต่ยืนยันการสูญเสียผู้นำสำคัญของอิหร่านเท่านั้น แต่ยังจุดประกายความกังวลเรื่องสงครามที่อาจลุกลามไปทั่วตะวันออกกลาง

อิหร่านยอมรับ ผบ.กองกำลัง “บาซิจ” ถูกอิสราเอลสังหารแล้ว

เมื่อวันอังคารที่ 17 มีนาคม 2569 กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่าน ได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ ยอมรับว่านายโฆลามเรซา สุไลมานี ผู้บัญชาการกองกำลังกึ่งทหารบาซิจ (Basij) ได้เสียชีวิตจากการโจมตีของอิสราเอล IRGC ประณามการกระทำนี้ว่าเป็น “การลอบสังหารอย่างขี้ขลาด” และย้ำว่ามันตอกย้ำถึงความสำคัญของบาซิจในการต่อสู้กับศัตรูอย่างสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล

ก่อนหน้านี้ กองทัพอากาศอิสราเอล (IDF) ได้เปิดเผยว่าพวกเขาระดมเครื่องบินโจมตีเป้าหมายของบาซิจมากกว่า 10 แห่งทั่วกรุงเตหะรานในวันจันทร์ที่ผ่านมา การโจมตีนี้ส่งผลให้นายสุไลมานีเสียชีวิต และสร้างความเสียหายอย่างหนักต่อโครงสร้างพื้นฐานของกลุ่มนี้

บาซิจคืออะไร และบทบาทสำคัญในอิหร่าน

บาซิจ หรือ Basij เป็นกองกำลังอาสาสมัครกึ่งทหารที่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของ IRGC มีสมาชิกประมาณ 1 ล้านคน พวกเขามักถูกใช้ในการปราบปรามผู้เห็นต่างภายในประเทศ เช่น การประท้วงต่อต้านรัฐบาลครั้งใหญ่ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตนับพันคน นอกจากนี้ บาซิจยังมีบทบาทในสงครามและการสนับสนุนกลุ่มพันธมิตรอย่างฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน

  • บทบาทหลัก: ปราบปรามการประท้วงภายใน
  • ขนาด: สมาชิกกว่า 1 ล้านคน
  • การควบคุม: ภายใต้ IRGC
  • การใช้งาน: สนับสนุนสงครามตัวแทนกับอิสราเอลและสหรัฐฯ

การสูญเสียนายสุไลมานี ซึ่งเป็นผู้นำที่ทรงอิทธิพล ทำให้อิหร่านต้องปรับโครงสร้างการบังคับบัญชาใหม่ สิ่งนี้อาจส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจของสมาชิกบาซิจและเพิ่มความเข้มข้นในการตอบโต้

ผลกระทบจากการโจมตีของอิสราเอล

อิสราเอลให้เหตุผลว่าการโจมตีนี้เป็นการป้องกันตัวเองจากภัยคุกคามที่บาซิจก่อขึ้น โดยเฉพาะการสนับสนุนอาวุธให้กลุ่มติดอาวุธในภูมิภาค อย่างไรก็ตาม อิหร่านได้สัญญาว่าจะตอบโต้อย่างรุนแรง ซึ่งอาจนำไปสู่การยิงขีปนาวุธหรือการโจมตีทางไซเบอร์ สถานการณ์นี้ทำให้ราคาน้ำมันโลกผันผวน และนานาชาติอย่างสหรัฐฯ จีน และรัสเซีย ต่างจับตาอย่างใกล้ชิด

นับตั้งแต่ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและอิสราเอลรุนแรงขึ้นในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา มีการโจมตีตอบโต้กันหลายครั้ง รวมถึงการสังหารผู้นำสำคัญของทั้งสองฝ่าย การยอมรับของอิหร่านในครั้งนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้สงครามเย็นกลายเป็นสงครามร้อนเต็มรูปแบบ

จากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การสูญเสียผู้นำบาซิจจะทำให้ IRGC ต้องเร่งฝึกอบรมกำลังใหม่ และอาจเปิดโอกาสให้กลุ่มหัวรุนแรงอื่นๆ เข้ามามีบทบาทมากขึ้น สิ่งนี้ไม่เพียงกระทบอิหร่าน แต่ยังส่งผลต่อความมั่นคงในตะวันออกกลางทั้งหมด

ติดตามสถานการณ์ข่าวต่างประเทศแบบเรียลไทม์ เพื่อไม่ให้พลาดอัปเดตล่าสุด คุณคิดว่าอิหร่านจะตอบโต้อย่างไร? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย!

ที่มา – อิหร่านยอมรับ ผบ.กองกำลัง “บาซิจ” ถูกอิสราเอลสังหารแล้ว

ทรัมป์ไม่แคร์ ผอ.ต้านก่อการร้ายลาออก ชี้ “ดีแล้ว” ที่ออกไป

ทรัมป์ไม่แคร์ ผอ.ต้านก่อการร้ายลาออก ชี้ “ดีแล้ว” ที่ออกไป เป็นข่าวร้อนที่สะเทือนวงการความมั่นคงสหรัฐฯ เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แสดงท่าทีไม่สะทกสะท้านต่อการลาออกของโจ เคนท์ ผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายแห่งชาติ โดยย้ำว่าดีแล้วที่คนไม่เห็นด้วยกับนโยบายต่ออิหร่านออกไป

ทรัมป์ไม่แคร์ ผอ.ต้านก่อการร้ายลาออก ชี้ “ดีแล้ว” ที่ออกไป

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 ทรัมป์ออกมาพูดตรงๆ จากห้องทำงานรูปไข่ในทำเนียบขาว ว่า “เวลาที่มีใครสักคนทำงานกับเราแล้วบอกว่าพวกเขาไม่คิดว่าอิหร่านเป็นภัยคุกคาม เราก็ไม่ต้องการคนพวกนั้น” เขาเรียกเคนท์ว่าอ่อนแอเรื่องความมั่นคง และไม่ฉลาดพอ

โจ เคนท์ ซึ่งทรัมป์แต่งตั้งเอง ลาออกเพราะไม่เห็นด้วยกับสงครามอิหร่าน ในจดหมายลาออก เขาย้ำชัดว่า “อิหร่านไม่ได้เป็นภัยคุกคามด่วนต่อสหรัฐฯ และสงครามนี้เกิดจากแรงกดดันอิสราเอลกับล็อบบี้ในอเมริกา” ท่าทีของเคนท์นี้ขัดกับนโยบายทรัมป์ที่มองอิหร่านเป็นศัตรูตัวฉกาจ

โจ เคนท์ อดีตผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายแห่งชาติของสหรัฐฯ
โจ เคนท์ อดีตผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายแห่งชาติของสหรัฐฯ

พื้นหลังความขัดแย้งทรัมป์กับอิหร่าน

ทรัมป์ไม่เคยปิดบังจุดยืนต่ออิหร่าน ตั้งแต่ถอนตัวจากข้อตกลงนิวเคลียร์ JCPOA สหรัฐฯ ภายใต้ทรัมป์เพิ่มการคว่ำบาตร สนับสนุนอิสราเอล และมองอิหร่านเป็นผู้ก่อการร้ายตัวอันตราย การลาออกของเคนท์จึงเป็นสัญญาณของความแตกแยกภายในทีมความมั่นคง

ทรัมป์ยืนยันว่า “อิหร่านคือภัยคุกคาม ทุกประเทศรู้ดี” และเคยคิดว่าเคนท์เป็นคนดี แต่ตอนนี้ดีแล้วที่ออกไป เหตุการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่าทรัมป์ต้องการคนที่เห็นตรงกันในเรื่องอิหร่านเท่านั้น

ผลกระทบต่อนโยบายความมั่นคงสหรัฐฯ

การลาออกของผอ.ศูนย์ต้านก่อการร้ายอาจส่งผลต่อการข่าวกรองสหรัฐฯ โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง นักวิเคราะห์เห็นว่าทรัมป์กำลังรวบรวมทีมที่แข็งกร้าวต่ออิหร่านมากขึ้น เพื่อรับมือกับโครงการนิวเคลียร์และการสนับสนุนกลุ่มก่อการร้าย

  • ทรัมป์เรียกเคนท์ว่าอ่อนแอและขาดไหวพริบ
  • เคนท์คัดค้านสงครามอิหร่านเพราะไม่ใช่ภัยด่วน
  • ทรัมป์ย้ำอิหร่านเป็นภัยคุกคามต่อสหรัฐฯ และพันธมิตร
  • เหตุการณ์เกิดหลังจดหมายลาออกไม่กี่ชั่วโมง
  • สะท้อนนโยบาย “อเมริกาต่อนำ” ของทรัมป์

นอกจากนี้ ยังมีกระแสวิจารณ์จากฝ่ายตรงข้ามที่มองว่าทรัมป์กำลังผลักคนที่มีมุมมองสมดุลออกจากรัฐบาล สร้างความเสี่ยงต่อการตัดสินใจที่ลำเอียง

ทรัมป์ไม่แคร์ ผอ.ต้านก่อการร้ายลาออก ชี้ “ดีแล้ว” ที่ออกไป ยังคงเป็นประเด็นถกเถียงในสื่ออเมริกัน โดยเฉพาะท่ามกลางความตึงเครียดสหรัฐฯ-อิหร่านที่รุนแรงขึ้น การเคลื่อนไหวนี้แสดงให้เห็นสไตล์ผู้นำของทรัมป์ที่ตรงไปตรงมา ไม่ยอมประนีประนอมกับคนที่ขัดนโยบายหลัก

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของความเป็นเอกภาพในทีมความมั่นคง หากเกิดช่องว่างในข่าวกรอง อาจนำไปสู่ความผิดพลาดใหญ่ได้ คุณคิดอย่างไรกับจุดยืนของทรัมป์? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ

ที่มา – ทรัมป์ไม่แคร์ ผอ.ต้านก่อการร้ายลาออก ชี้ “ดีแล้ว” ที่ออกไป

ทรัมป์ลั่น สหรัฐฯ ไม่ต้องให้ใครช่วย จวก NATO เมินร่วมศึกอิหร่าน

ทรัมป์ลั่น สหรัฐฯ ไม่ต้องให้ใครช่วย จวก NATO เมินร่วมศึกอิหร่าน เป็นประเด็นร้อนที่กำลังถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในแวดวงการเมืองโลก ล่าสุดประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social เพื่อแสดงจุดยืนอันแข็งกร้าวต่อพันธมิตร NATO และชาติพันธมิตรในเอเชีย ที่ปฏิเสธที่จะส่งเรือรบมาช่วยคุ้มกันช่องแคบฮอร์มุซ ท่ามกลางความตึงเครียดกับอิหร่าน

ทรัมป์ลั่น สหรัฐฯ ไม่ต้องให้ใครช่วย จวก NATO เมินร่วมศึกอิหร่าน

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 โดยทรัมป์ระบุชัดเจนว่าสหรัฐอเมริกาไม่ต้องการความช่วยเหลือจากใครทั้งสิ้น เพราะเป็นมหาอำนาจที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก ข้อความของเขายังจวก NATO ว่าปฏิบัติการแบบถนนวันเวย์ สหรัฐฯ ต้องจ่ายเงินจำนวนมหาศาลเพื่อปกป้องพวกเขา แต่พอถึงเวลาจำเป็นกลับไม่ยอมช่วยเหลือ

ทรัมป์เน้นย้ำถึงความสำเร็จทางทหารของสหรัฐฯ ที่ทำลายกองทัพอิหร่านจนย่อยยับ ไม่ว่าจะเป็นกองทัพเรือ กองทัพอากาศ ระบบต่อสู้อากาศยาน และผู้นำระดับสูงที่หายไปหมดสิ้น ทำให้ไม่มีภัยคุกคามอีกต่อไป นอกจากนี้ เขายังพาดพิงถึงญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และเกาหลีใต้ที่ไม่เข้ามามีส่วนร่วมเช่นกัน

เนื้อหาโพสต์ของทรัมป์แบบละเอียด

  • NATO ปฏิเสธช่วยเหลือ: พันธมิตรส่วนใหญ่แจ้งว่าไม่เข้าร่วมปฏิบัติการต่ออิหร่าน แม้จะเห็นด้วยกับนโยบายป้องกันอาวุธนิวเคลียร์
  • วิจารณ์ NATO ถนนวันเวย์: สหรัฐฯ จ่ายเงินหลายแสนล้านดอลลาร์ต่อปี แต่ไม่ได้รับการตอบแทน
  • ความสำเร็จทางทหาร: กองทัพอิหร่านถูกทำลายหมดจด ไม่เหลือภัยคุกคาม
  • ไม่ต้องการความช่วยเหลือ: สหรัฐฯ แข็งแกร่งพอ ไม่ต้องพึ่งพา NATO หรือพันธมิตรเอเชีย

บริบทและผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

การโพสต์ครั้งนี้สะท้อนถึงสไตล์ของทรัมป์ที่ตรงไปตรงมาและเน้น ‘อเมริกาฟื้น伟大’ ซึ่งเคยเป็นสโลแกนหาเสียงของเขา ในอดีต ทรัมป์เคยกดดัน NATO ให้เพิ่มงบประมาณกลาโหน และครั้งนี้ก็ย้ำจุดเดิมอีกครั้ง ช่องแคบฮอร์มุซเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับการขนส่งน้ำมันโลก หากเกิดความขัดแย้ง จะกระทบเศรษฐกิจทั่วโลกอย่างหนัก

ด้านอิหร่านถูกกล่าวหาว่าพยายามพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งสหรัฐฯ และพันธมิตรตะวันออกกลางอย่างอิสราเอลคัดค้านอย่างหนัก การที่ NATO ไม่เข้าร่วม อาจมาจากความกังวลเรื่องการยกระดับความขัดแย้ง หรือปัญหาภายในของยุโรปเอง เช่น สงครามยูเครนที่ยังค้างคา

สำหรับพันธมิตรเอเชียอย่างญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และเกาหลีใต้ พวกเขามีผลประโยชน์ในตะวันออกกลางเพราะพึ่งพาน้ำมัน แต่เลือกที่จะไม่ส่งกำลังทหาร อาจเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกดึงเข้าสู่ความขัดแย้งโดยตรง

ท่าทีของทรัมป์ครั้งนี้จะส่งผลต่อความสัมพันธ์สหรัฐฯ-นาโตอย่างไร? นักวิเคราะห์มองว่าอาจนำไปสู่การปรับโครงสร้างพันธมิตรใหม่ สหรัฐฯ อาจลดการสนับสนุนยุโรป และหันไปโฟกัสเอเชีย-แปซิฟิกมากขึ้น โดยเฉพาะจีนที่เป็นภัยคุกคามใหญ่

ในมุมมองของผู้เขียน การยืนยันอำนาจของสหรัฐฯ แบบนี้ช่วยเสริมภาพลักษณ์ผู้นำเข้มแข็ง แต่ก็เสี่ยงทำให้พันธมิตรแตกหัก หากคุณสนใจข่าวการเมืองโลก ลองติดตามอัปเดตเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดความเคลื่อนไหวสำคัญ

คุณคิดอย่างไรกับท่าทีของทรัมป์? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะ!

ที่มา – ทรัมป์ลั่น สหรัฐฯ ไม่ต้องให้ใครช่วย จวก NATO เมินร่วมศึกอิหร่าน

อิหร่านอ้าง ยึดเครื่องรับสัญญาณ Starlink ได้หลายร้อยเครื่อง

อิหร่านอ้าง ยึดเครื่องรับสัญญาณ Starlink ได้หลายร้อยเครื่อง ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดที่รัฐบาลเตหะรานปิดกั้นการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตทั่วประเทศมานานนับสิบวัน ชาวอิหร่านจำนวนมากหันไปพึ่งพาเทคโนโลยีดาวเทียมเพื่อเชื่อมต่อโลกภายนอก

อิหร่านอ้าง ยึดเครื่องรับสัญญาณ Starlink ได้หลายร้อยเครื่อง

เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 กระทรวงการข่าวกรองของอิหร่านประกาศว่า เจ้าหน้าที่ความมั่นคงได้ทำการปฏิบัติการทั่วประเทศ สามารถยึดเครื่องรับสัญญาณอินเทอร์เน็ตดาวเทียม Starlink ได้หลายร้อยชุด ข้อมูลนี้มาจากสื่ออิหร่านชั้นนำอย่าง Mehr และ Tasnim ซึ่งรายงานว่าตำแหน่งของอุปกรณ์เหล่านี้ถูกระบุพิกัดอย่างแม่นยำ และกิจกรรมของผู้ใช้งานถูกเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด

แถลงการณ์จากกระทรวงระบุชัดเจนว่า “ปฏิบัติการนี้จะดำเนินต่อไปจนกว่าจะกำจัดเครื่องรับสัญญาณทั้งหมดที่ถูกใช้ในทางที่เป็นอันตรายต่อชาติ” นอกจากนี้ยังเตือนว่าการใช้ Starlink อย่างผิดกฎหมายถือเป็นความผิดอาญา และในช่วงสถานการณ์สงคราม จะมีบทลงโทษที่รุนแรงที่สุด

สาเหตุที่อิหร่านปิดกั้นอินเทอร์เน็ตและห้าม Starlink

ปัจจุบัน อิหร่านกำลังเผชิญกับการปิดกั้นอินเทอร์เน็ตทั่วประเทศต่อเนื่องกว่า 18 วัน ตามข้อมูลจาก Netblocks หน่วยงานผู้เชี่ยวชาญด้านการติดตามการไหลของข้อมูลออนไลน์ สถานการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองและความมั่นคงที่รุนแรง โดยเฉพาะการเผชิญหน้ากับสหรัฐฯ อิสราเอล และนโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์

ชาวอิหร่านซึ่งมีประชากรราว 92 ล้านคน เป็นหนึ่งในกลุ่มประชาชนที่ชาญฉลาดที่สุดในการหลบเลี่ยงการเซ็นเซอร์ออนไลน์ พวกเขาใช้ VPN และเครื่องมืออื่นๆ อย่างแพร่หลาย แต่ Starlink ของอีลอน มัสก์ กลายเป็นทางเลือกหลักเพราะให้บริการฟรีในอิหร่าน ช่วยให้เข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่ถูกบล็อกได้โดยตรง

ตัวเลขเครื่อง Starlink ในอิหร่านและความท้าทาย

ตามการประเมินของ Freedom House กลุ่มสิทธิมนุษยชนจากสหรัฐฯ มีเครื่องรับสัญญาณ Starlink ถูกลักลอบนำเข้าอิหร่านประมาณ 50,000 เครื่อง แม้ตัวเลขอาจแตกต่างตามแหล่งข้อมูล แต่การยึดได้หลายร้อยเครื่องแสดงถึงความพยายามอย่างจริงจังของรัฐบาลในการควบคุม

  • Starlink คืออะไร: ระบบอินเทอร์เน็ตดาวเทียมของ SpaceX ที่ครอบคลุมทั่วโลก ใช้จานรับสัญญาณขนาดเล็กและราคาถูก
  • เหตุผลที่นิยมในอิหร่าน: หลบเลี่ยงการเซ็นเซอร์ รับข่าวสารจริงจากภายนอก โดยเฉพาะในช่วงวิกฤต
  • ความเสี่ยง: ผู้ใช้เสี่ยงถูกจับและลงโทษหนัก หากถูกตรวจพบ

การยึดเครื่อง Starlink ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก รัฐบาลอิหร่านเคยสั่งห้ามและจับกุมผู้ลักลอบนำเข้า แต่ด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาเร็ว ชาวอิหร่านยังคงหาวิธีใหม่ๆ ในการเชื่อมต่อ เช่น การซ่อนอุปกรณ์หรือใช้เครือข่ายใต้ดิน

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ นี่คือสงครามข้อมูลที่รัฐบาลพยายามควบคุม narrative แต่ Starlink อาจกลายเป็นสัญลักษณ์ของเสรีภาพดิจิทัล คุณคิดว่าชาวอิหร่านจะยอมแพ้หรือหาวิธีต่อสู้ต่อไป? ติดตามข่าวต่างประเทศเพื่ออัปเดตสถานการณ์ล่าสุดได้ที่ ไทยรัฐ ข่าวต่างประเทศ

ที่มา – อิหร่านอ้าง ยึดเครื่องรับสัญญาณ Starlink ได้หลายร้อยเครื่อง

Scroll to top