กาญจนบุรี

ทหารเมียนมา ทิ้งระเบิดใส่เหมืองแร่ ห่างไทยแค่ 15 กม. ชาวบ้านเจ็บ 12 ราย

เหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้นใกล้ชายแดนไทย เมื่อทหารเมียนมา ทิ้งระเบิดใส่เหมืองแร่ ห่างไทยแค่ 15 กม. ชาวบ้านเจ็บ 12 ราย สร้างความตื่นตระหนกให้กับชาวบ้านและชุมชนใกล้เคียง ล่าสุดมีรายงานว่าทหารเมียนมาใช้เครื่องบินรบโจมตีเหมืองแร่แม่กะสะในรัฐกะเหรี่ยง ทำให้มีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก และต้องขอความช่วยเหลือจากทางการไทยในการรักษาพยาบาล

ทหารเมียนมา ทิ้งระเบิดใส่เหมืองแร่ ห่างไทยแค่ 15 กม. ชาวบ้านเจ็บ 12 ราย

วันที่ 29 เมษายน 2569 กองทัพเมียนมาได้ส่งเครื่องบินรุ่น Y-12 ลำหนึ่งบินมากวาดล้างพื้นที่เหมืองแร่แม่กะสะ หมู่บ้านอ่อสะคาน อำเภอพญาตองซู จังหวัดจ่าอินเซ็กจี รัฐกะเหรี่ยง โดยมีการทิ้งระเบิดถึง 2 เที่ยวบิน เที่ยวแรกเวลา 14.30 น. ทิ้งระเบิด 6 ลูก และเที่ยวที่สองเวลา 17.00 น. ทิ้งอีก 6 ลูก รวม 12 ลูก ส่งผลให้ชาวบ้านที่กำลังทำงานในเหมืองได้รับบาดเจ็บรวม 12 ราย แบ่งเป็นชาย 11 ราย และหญิง 1 ราย

รายละเอียดผู้บาดเจ็บและการช่วยเหลือจากไทย

ผู้บาดเจ็บทั้งหมดได้รับการประสานงานจากทางการไทยตามหลักมนุษยธรรม โดยนำตัวมารักษาที่โรงพยาบาลสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ผู้บาดเจ็บเล็กน้อย 11 ราย ได้รับการรักษาเบื้องต้นแล้วส่งตัวกลับที่พักอาศัย ส่วนผู้บาดเจ็บอาการหนัก 1 ราย ยังคงพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล และรออาการดีขึ้นเพื่อส่งกลับเช่นกัน การช่วยเหลือครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยกับชุมชนชายแดน

  • ผู้บาดเจ็บทั้งหมด 12 ราย
  • ชาย 11 ราย หญิง 1 ราย
  • นำส่งรักษาที่โรงพยาบาลสังขละบุรี
  • 11 ราย ส่งกลับแล้ว 1 รายยังรักษาตัว

สถานที่เกิดเหตุและบริบททางการเมือง

พื้นที่ที่ถูกโจมตีเป็นเขตชุมชนภายใต้การดูแลของกองกำลังกะเหรี่ยง KNLA/KNU พล.น.6 ซึ่งเป็นเหมืองแร่ที่ได้รับสัมปทานจากนักธุรกิจชาวจีน จุดทิ้งระเบิดอยู่ตรงข้ามช่องทางสามัคคี หมู่ 6 บ้านปางสนุก ตำบลหนองลู อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ห่างชายแดนไทยเพียง 15 กิโลเมตร โชคดีที่เหตุการณ์นี้ไม่กระทบโดยตรงต่อฝั่งไทย แต่สร้างความกังวลให้กับชาวบ้านชายแดน

สถานการณ์ในเมียนมายังคงตึงเครียดหลังการรัฐประหาร โดยกองทัพเมียนมาโจมตีพื้นที่ของกลุ่มกบฏอย่างต่อเนื่อง เหตุการณ์ทหารเมียนมา ทิ้งระเบิดใส่เหมืองแร่ ห่างไทยแค่ 15 กม. ชาวบ้านเจ็บ 12 รายนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของความรุนแรงที่ลุกลามใกล้ชายแดนไทย ไทยต้องเฝ้าระวังและเตรียมพร้อมรับมือกับผลกระทบที่อาจตามมา เช่น การหลบหนีของผู้ลี้ภัยหรือการปะทะข้ามพรมแดน

จากข้อมูลล่าสุด พื้นที่รัฐกะเหรี่ยงเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับการค้าขายและเหมืองแร่ โดยเฉพาะแร่หายากที่ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ การโจมตีครั้งนี้อาจเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์กวาดล้างของกองทัพเมียนมาเพื่อควบคุมทรัพยากร ชาวบ้านในพื้นที่ต้องเผชิญความเสี่ยงสูงจากสงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อ

ไทยในฐานะเพื่อนบ้านใกล้ชิด ได้แสดงบทบาทด้านมนุษยธรรมอย่างต่อเนื่อง โดยกระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานชายแดนได้ประสานงานช่วยเหลือผู้บาดเจ็บทันที นอกจากนี้ ยังมีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งลามมาฝั่งไทย

เหตุการณ์นี้เตือนใจให้เราต้องติดตามข่าวสารชายแดนอย่างใกล้ชิด เพราะอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและเศรษฐกิจของไทยในระยะยาว หากคุณสนใจข่าวต่างประเทศและสถานการณ์ชายแดน ติดตามบล็อกของเราเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด และแชร์บทความนี้เพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้สังคม

ที่มา – ทหารเมียนมา ทิ้งระเบิดใส่เหมืองแร่ ห่างไทยแค่ 15 กม. ชาวบ้านเจ็บ 12 ราย

เร่งหาที่มา รอยเท้าปริศนา คล้าย “จระเข้” กลางเกาะแม่น้ำแม่กลอง

ชาวบ้านในพื้นที่หวายเหนียว จังหวัดกาญจนบุรี ตกใจหนัก เมื่อพบเร่งหาที่มา รอยเท้าปริศนา คล้าย “จระเข้” กลางเกาะแม่น้ำแม่กลอง ร่องรอยเหล่านี้ปรากฏบนเกาะกลางน้ำ สร้างความหวาดกลัวให้กับทุกคนที่อาศัยอยู่ใกล้เคียง ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ตรวจสอบพบว่ารอยเท้ามีขนาดใหญ่ผิดปกติ พร้อมร่องรอยการตะกุยดินและโพรงลึก ซึ่งคล้ายพฤติกรรมของจระเข้มาก

เร่งหาที่มา รอยเท้าปริศนา คล้าย “จระเข้” กลางเกาะแม่น้ำแม่กลอง

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 ชาวบ้านหมู่ 3 ตำบลหวายเหนียว อำเภอท่ามะกา ได้แจ้งเจ้าหน้าที่หลังจากนายนฤนาท กองแก้ว ผู้พบเห็นเป็นคนแรก เล่าว่า ตนและเพื่อนไปเล่นน้ำบริเวณเกาะกลางแม่น้ำแม่กลอง เนื่องจากน้ำลดลงมาก สามารถเดินข้ามไปได้ง่าย พบรอยท้องสัตว์ลากพื้นดิน รอยตะกุยลงน้ำ และรอยเท้าขนาดใหญ่เกินตัวเงินตัวทองแน่นอน ทำให้ทุกคนไม่กล้าลงน้ำอีกต่อไป

จากนั้น นายเฉลิมพนธ์ หงษ์ยนต์ ประธานชมรมกู้ภัยทางน้ำ ภาค 7 นำทีมลงพื้นที่ พบโพรงขนาดใหญ่ 2 จุด รอบบริเวณรอยตะกุย รอยลำตัวยาวราว 4 เมตร ชาวบ้านบ้านพงตึกใกล้เคียงก็ยืนยันพบโพรงลึก 3 เมตรเช่นกัน นายเฉลิมพนธ์อธิบายว่าจระเข้มักขึ้นอาบแดดกลางวันและลงโพรงกลางคืน แต่ยังไม่ยืนยัน ต้องรอประมงจังหวัดตรวจสอบ

รอยเท้าปริศนาคล้ายจระเข้

ผลกระทบต่อชุมชนและมาตรการป้องกัน

ชาวบ้านอย่างนายภัทรพล ชูสมุทร บอกว่ากังวลมาก หากเป็นจระเข้จริงขอให้จับย้ายด่วนเพื่อความปลอดภัย ผู้ใหญ่บ้านประกาศห้ามลงเล่นน้ำ หาปลาใกล้ริมตลิ่ง จนกว่าจะชัดเจน เหตุการณ์เร่งหาที่มา รอยเท้าปริศนา คล้าย “จระเข้” กลางเกาะแม่น้ำแม่กลองนี้ ทำให้ทุกคนตื่นตัว

ในประเทศไทย จระเข้หลุดจากฟาร์มหรือป่าธรรมชาติเคยเกิดขึ้นหลายครั้ง เช่น ในแม่น้ำเจ้าพระยา หรือชุมพร การพบรอยแบบนี้ต้องระวังเพราะจระเข้ตัวใหญ่สามารถทำร้ายมนุษย์ได้ รอยเท้าปริศนาคล้ายจระเข้ นี้กว้างประมาณ 30-40 ซม. ลึก และมีรอยหางชัดเจน

  • หลีกเลี่ยงการลงน้ำในช่วงน้ำลด
  • แจ้งเจ้าหน้าที่ทันทีหากพบร่องรอย
  • อย่าหาปลาใกล้เกาะกลางน้ำ
  • เด็กและสัตว์เลี้ยงห้ามเข้าใกล้
โพรงจระเข้ปริศนา

สำนักงานประมงกาญจนบุรีกำลังเร่งตรวจ DNA หรือติดกล้องดักจับ เพื่อยืนยันชนิดสัตว์ ข่าวเร่งหาที่มา รอยเท้าปริศนา คล้าย “จระเข้” กลางเกาะแม่น้ำแม่กลองนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ชาวริมน้ำระมัดระวังสัตว์ป่าที่อาจแฝงตัว

สุดท้ายนี้ แนะนำให้ชาวบ้านติดตามข่าวจากเจ้าหน้าที่อย่างใกล้ชิด และอย่าตื่นตระหนกเกินไป แต่ความปลอดภัยต้องมาก่อน หากคุณอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง ช่วยแชร์ข้อมูลนี้เพื่อเตือนกันด้วยนะครับ

ที่มา – เร่งหาที่มา รอยเท้าปริศนา คล้าย “จระเข้” กลางเกาะแม่น้ำแม่กลอง

ไฟช็อตยายวัย 69 ดับสลดหน้าศาลเจ้าแม่ทับทิม

เกิดเหตุสุดสะเทือนใจจาก ไฟช็อตยายวัย 69 ดับสลดหน้าศาลเจ้าแม่ทับทิม กลางงานประจำปีที่ จ.กาญจนบุรี เมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้านั้น เด็กหญิงวัย 6 ขวบก็เพิ่งถูกไฟช็อตเช่นกัน แต่โชคดีรอดมาได้ เหตุการณ์ซ้ำซ้อนนี้สร้างความโศกเศร้าและคำถามถึงความปลอดภัยในงานวัดงานประจำปีมากมาย

ไฟช็อตยายวัย 69 ดับสลดหน้าศาลเจ้าแม่ทับทิม

เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2567 เวลาประมาณ 20.30 น. ที่งานประจำปีศาลเจ้าแม่ทับทิม ต.ท่าเรือ อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี รายงานจาก พ.ต.ท.อุทัย เปี่ยมลาภ สว.(สอบสวน) สภ.ท่าเรือ ระบุว่ามีผู้ถูกไฟช็อต เจ้าหน้าที่รีบไปตรวจสอบพร้อมอาสากู้ชีพมูลนิธิขุนรัตนาวุธ ที่เกิดเหตุพบร่าง นางพรรณนีย์ งวนหอม อายุ 69 ปี ชาว ต.หวายเหนียว อ.ท่ามะกา นอนหมดสติหน้าศาลใกล้เสาเต็นท์บังแดด เจ้าหน้าทำ CPR ทันทีและนำส่งโรงพยาบาล แต่ยายเสียชีวิตในเวลาต่อมา

ยายพรรณนีย์ เดินทางมาไหว้ศาลเจ้าแม่ทับทิมตามประเพณีทุกปี โดยมีอาชีพขายขนมจีนน้ำยาที่วัดหวายเหนียว ก่อนเกิดเหตุยายเอื้อมมือจับเสาเต็นท์เพื่อพยุงตัวขึ้นบันได แล้วล้มลงทันที ชาวบ้านที่เห็นรีบช่วยแต่ไม่ทัน

ไฟช็อตยายวัย 69 หน้าศาลเจ้าแม่ทับทิม

เด็ก 6 ขวบโดนไฟช็อตก่อนยายไม่กี่นาที

นาทีที่สร้างความตื่นตระหนกยิ่งขึ้นคือ ก่อนเกิดเหตุกับยายเพียงไม่กี่นาที เด็กหญิงวัย 6 ขวบถูกไฟช็อตจากเสาต้นเดียวกัน โชคดีมีคนช่วยทันและรอดชีวิต ลูกชายยาย นายภูมิพัฒน์ งวนหอม อายุ 50 ปี เล่าว่าได้รับโทรศัพท์แจ้งตอนทุ่มกว่า รีบไปถึงแต่แม่เสียชีวิตแล้ว แพทย์ยืนยันเสียที่เกิดเหตุ “ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดซ้ำซ้อนแบบนี้ ผู้จัดงานไม่ตรวจสายไฟให้ดี” เขากล่าวด้วยความเสียใจ

จุดเกิดเหตุไฟช็อต

ที่จุดเกิดเหตุยังมีเวทีแสดงงิ้วและเต็นท์ 3 หลัง ชาวบ้านนั่งคุยกันถึงเรื่องนี้ เจ้าหน้าที่เฝ้าศาลยืนยันเห็นยายล้มแต่ไม่รู้เรื่องเด็ก

สาเหตุไฟช็อตและวิธีป้องกันในงานวัด

เหตุ ไฟช็อตยายวัย 69 ดับสลดหน้าศาลเจ้าแม่ทับทิม นี้น่าจะเกิดจากสายไฟชำรุดหรือรั่วที่เสาเต็นท์ ซึ่งเป็นปัญหาที่พบบ่อยในงานกลางแจ้ง โดยเฉพาะฤดูฝนที่กาญจนบุรี อันตรายจากไฟช็อตสามารถฆ่าคนได้ในเสี้ยววินาที หากกระแสไฟเกิน 0.1 แอมป์

  • ตรวจสอบสายไฟและปลั๊กทุกครั้งก่อนใช้งาน
  • ใช้สายไฟมาตรฐานและมีสายดิน
  • หลีกเลี่ยงการจับเสาโลหะใกล้จุดไฟฟ้า
  • ติดตั้งเบรกเกอร์กันไฟช็อต (RCBO)
  • ในงานวัดต้องมีช่างไฟฟ้าคอยตรวจ

คณะกรรมการศาลเจ้าแม่ทับทิมแสดงความรับผิดชอบ มอบเงิน 10,000 บาท และจะสวดอภิธรรมวันจันทร์นี้ พร้อมเจรจาช่วยเหลือเพิ่ม งานศพที่วัดหวายเหนียวเต็มไปด้วยความโศกเศร้า สามียายยืนลูบผมภรรยาด้วยน้ำตา

งานศพยายผู้เสียชีวิต

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าความปลอดภัยต้องมาก่อนในทุกงานประจำปี หากเจ้าของงานละเลยการตรวจสอบ อาจนำพาความสูญเสียแบบนี้ซ้ำรอยได้ ผมคิดว่าควรมีกฎเข้มงวดจากหน่วยงานท้องถิ่นในการติดตั้งไฟฟ้างานวัด คุณล่ะคิดอย่างไร? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความนี้เพื่อเตือนภัยให้เพื่อนๆ ระวังไฟช็อตกันนะครับ

ที่มา – ไฟช็อตยายวัย 69 ดับสลดหน้าศาลเจ้าแม่ทับทิม เผยก่อนเกิดเหตุ เด็ก 6 ขวบ ก็เพิ่งโดนช็อต

รมช.เกษตรฯ-รมช.ศึกษาธิการ ลงพื้นที่กาญจนบุรี ติดตามสถานการณ์-วางแผนแก้ปัญหาไฟป่า

รมช.เกษตรฯ-รมช.ศึกษาธิการ ลงพื้นที่กาญจนบุรี ติดตามสถานการณ์-วางแผนแก้ปัญหาไฟป่า เป็นข่าวสำคัญที่แสดงถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการรับมือวิกฤตสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ที่กำลังคุกคามสุขภาพประชาชนในหลายจังหวัด โดยเฉพาะพื้นที่กาญจนบุรีที่ได้รับผลกระทบหนัก

รมช.เกษตรฯ-รมช.ศึกษาธิการ ลงพื้นที่กาญจนบุรี ติดตามสถานการณ์-วางแผนแก้ปัญหาไฟป่า

เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 21 เมษายน 2569 ณ โรงเรียนดรุณากาญจนบุรี นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ลงพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมตรวจติดตามสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM 2.5 ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนจำนวนมาก

สถานการณ์จุดความร้อนในกาญจนบุรี

จากการตรวจสอบข้อมูลจุดความร้อน (Hotspot) สะสมตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 ถึง 20 เมษายน 2569 พบจุดความร้อนทั้งสิ้น 11,211 จุด โดยพื้นที่ป่าอนุรักษ์เป็นจุดที่เกิดการเผาไหม้มากที่สุด อำเภอที่มีจุดความร้อนสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่

  • อำเภอศรีสวัสดิ์
  • อำเภอทองผาภูมิ
  • อำเภอไทรโยค

เพื่อควบคุมสถานการณ์ จังหวัดกาญจนบุรีจึงประกาศกำหนดเขตควบคุมการเผาและเขตการบริหารจัดการเชื้อเพลิง ตั้งแต่วันที่ 26 มกราคม 2569 ถึง 30 เมษายน 2569

จังหวัดได้จัดตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์เพื่อบูรณาการงานกับหน่วยงานต่างๆ ใช้เทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียมเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยง เน้นมาตรการป้องกันที่ต้นทาง เช่น บังคับใช้กฎหมายเข้มงวดในป่าไม้ พื้นที่เกษตร และชุมชน พร้อมสนับสนุนเกษตรกรจัดการวัสดุเหลือใช้แทนการเผา

นอกจากนี้ ยังดูแลสุขภาพประชาชนกลุ่มเสี่ยง จัดโซนปลอดภัย (Safe Zone) และให้อุปกรณ์ป้องกันแก่เจ้าหน้าที่และอาสาสมัคร

คำแถลงจากรมช.เกษตรฯ และรมช.ศึกษาธิการ

นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช กล่าวว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับปัญหาไฟป่า หมอกควัน และ PM 2.5 เนื่องจากกระทบสุขภาพและสิ่งแวดล้อมโดยตรง การลงพื้นที่เพื่อรับฟังปัญหาจริงและเร่งแก้ไขตรงจุด

นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ เน้นย้ำว่าปัญหา PM 2.5 กระทบเด็กเล็กและผู้สูงอายุหนัก กระทรวงศึกษาฯ พร้อมรณรงค์สร้างความตระหนักให้เด็กนักเรียน ครู และประชาชน

มาตรการแก้ปัญหาไฟป่าและ PM 2.5 ในระยะยาว

ปัญหาไฟป่าในกาญจนบุรีเกิดจากหลายปัจจัย เช่น การเผาในพื้นที่เกษตร การบุกรุกป่า และสภาพอากาศแห้งแล้ง ส่งผลให้ฝุ่น PM 2.5 พุ่งสูงเกินมาตรฐาน สุขภาพหายใจเสี่ยงโรคทางเดินหายใจ มะเร็งปอด และปัญหาสุขภาพอื่นๆ รัฐบาลจึงวางแผนระยะยาว เช่น

  • พัฒนาเทคโนโลยีตรวจจับไฟป่าด้วย AI และดาวเทียม
  • ส่งเสริมเกษตรยั่งยืน ลดการเผาโดยใช้ชีวภาพแปรรูปวัสดุเหลือใช้
  • รณรงค์ลดเผาไหม้ขยะในชุมชน
  • เพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ปราบปรามไฟป่า

ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมโดยหลีกเลี่ยงการเผา รายงานจุดความร้อนผ่านแอปพลิเคชัน และสวมหน้ากากอนามัยเมื่อค่าฝุ่นสูง

การลงพื้นที่ครั้งนี้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไม่นิ่งนอนใจต่อปัญหาสิ่งแวดล้อม การแก้ไขต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน หากเราร่วมมือกัน ปัญหาไฟป่าและ PM 2.5 จะลดลงได้ในอนาคต ติดตามข่าวสารและมาตรการป้องกันเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่อสุขภาพที่ดีของทุกคน

ที่มา – รมช.เกษตรฯ-รมช.ศึกษาธิการ ลงพื้นที่กาญจนบุรี ติดตามสถานการณ์-วางแผนแก้ปัญหาไฟป่า

โรยดอกไม้ นำอัฐิธาตุ “อดีตพระยันตระ” กลับบ้านเกิด ที่ปากพนัง

ในวันที่ลูกศิษย์และศิษย์ยานุศิษย์นับพันต่างมาร่วมกันแสดงความเคารพอย่างสุดซึ้ง เกิดเหตุการณ์ประทับใจ เมื่อมีการโรยดอกไม้ นำอัฐิธาตุ “อดีตพระยันตระ” กลับบ้านเกิด ที่ปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นภาพที่งดงามและเต็มไปด้วยความอาลัยรักต่อพระอาจารย์ผู้เป็นที่รักของชาวพุทธทั่วโลก พิธีนี้ไม่เพียงแต่เป็นการส่งสรีรสังขารกลับสู่ดินถิ่นเกิด แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของมรดกธรรมที่ท่านทิ้งไว้ให้พวกเรา

โรยดอกไม้ นำอัฐิธาตุ อดีตพระยันตระ กลับบ้านเกิด

โรยดอกไม้ นำอัฐิธาตุ “อดีตพระยันตระ” กลับบ้านเกิด ที่ปากพนัง

หลังจากพิธีประชุมเพลิงสลายสรีรสังขารของอดีตพระยันตระ อมโรภิกขุ (วินัย ละอองสุวรรณ) เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2569 โดยมีพระพรหมวชิรมงคล เจ้าอาวาสวัดราชาธิวาสราชวรวิหาร เป็นประธาน พระภิกษุ สามเณร แม่ชี และพุทธศาสนิกชนทั้งไทยและต่างชาติมาร่วมนับพันคน สำนักป่าสุญญตารามได้เก็บรักษาอัฐิธาตุไว้อย่างดี โดยแบ่งออกเป็น 4 ส่วนหลัก

  • ส่วนที่ 1: อัฐิธาตุส่วนใหญ่เก็บที่สำนักสุญญตาราม รอสร้างพระธาตุเจดีย์
  • ส่วนที่ 2: ส่งให้ลูกศิษย์ที่ประเทศเวียดนาม
  • ส่วนที่ 3: ส่งให้พี่น้องพระอาจารย์ที่อำเภอปากพนัง นครศรีธรรมราช
  • ส่วนที่ 4: เก็บที่วัดสุญญตาราม เอสคอนดิโด้ แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา
พิธีนำอัฐิธาตุอดีตพระยันตระกลับปากพนัง

ขั้นตอนการโรยดอกไม้ นำอัฐิธาตุ “อดีตพระยันตระ” กลับบ้านเกิด ที่ปากพนัง

ความคืบหน้าล่าสุด คณะลูกศิษย์ได้นำอัฐิธาตุส่วนหนึ่งกลับสู่ชุมชนต้นหาด เทศบาลเมืองปากพนัง อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นบ้านเกิดของท่าน ระหว่างทาง ลูกศิษย์โรยดอกมะลิและดอกดาวเรืองตลอดเส้นทาง สร้างบรรยากาศศักดิ์สิทธิ์และอบอุ่น เมื่อนำอัฐิเข้าพิพิธภัณฑ์สูญญตาอมโร ที่บ้านต้นหาด

นางสาวพรรณี ละอองสุวรรณ พี่สาวของอดีตพระยันตระ เล่าว่า หลังประกอบพิธีสงฆ์เมื่อ 12 มีนาคม 2569 โดยมีพระสงฆ์ แม่ชี และลูกศิษย์มาร่วม จะมีพิธีบรรจุอัฐิธาตุใส่บัวในวันที่ 25 เมษายน 2569 เพื่อให้ศิษย์ยานุศิษย์และชาวพุทธที่เลื่อมใสได้กราบไหว้สักการะ

พิพิธภัณฑ์สูญญตาอมโร บ้านต้นหาด

อดีตพระยันตระ อมโรภิกขุ เป็นพระอาจารย์สายวัดป่าที่มีชื่อเสียงด้านวิปัสสนากรรมฐาน ท่านสอนธรรมะให้ลูกศิษย์นับล้านทั่วโลก มรดกของท่านคือสำนักป่าสุญญตารามที่เผยแพร่ธรรมะสูญญตา การนำอัฐิธาตุ “อดีตพระยันตระ” กลับบ้านเกิด ที่ปากพนังนี้ จึงเป็นการเชื่อมโยงอดีต-ปัจจุบัน สร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ปฏิบัติธรรม

พิธีนี้แสดงให้เห็นถึงความสามัคคีของลูกศิษย์ที่ยังคงน้อมจิตระลึกถึงท่าน หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่เคารพนับถือ เชิญแวะเวียนไปกราบไหว้ที่พิพิธภัณฑ์สูญญตาอมโร เพื่อรับพรและเติมเต็มจิตใจ ธรรมะของท่านยังคงอยู่กับเราตลอดไป

ที่มา – โรยดอกไม้ นำอัฐิธาตุ “อดีตพระยันตระ” กลับบ้านเกิด ที่ปากพนัง

อัปเดตอาการ “หัวหน้าวิน” รู้สึกตัวดี ถอดท่อช่วยหายใจแล้ว

มีข่าวดีจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช สำหรับ อัปเดตอาการ “หัวหน้าวิน” ล่าสุดที่แฟนๆ ติดตามกันอย่างใกล้ชิด หลังจากเหตุการณ์ร้ายที่ทำให้เจ้าหน้าที่ผู้กล้าหาญรายนี้ได้รับบาดเจ็บสาหัส ข่าวดีนี้มาบอกให้ทุกคนโล่งใจได้บ้างแล้ว

อัปเดตอาการ “หัวหน้าวิน”

นายวรุณ จันทร์สว่าง หรือที่ทุกคนรู้จักในนาม “หัวหน้าวิน” หัวหน้าสถานีควบคุมไฟป่าสลักพระ-เอราวัณ อายุ 31 ปี ได้รับบาดเจ็บจากกระสุนปืนที่เจาะเข้าชายโครงซ้าย เมื่อวันที่เกิดเหตุบริเวณริมแม่น้ำแควใหญ่ หมู่ 6 ต.ช่องสะเดา อ.เมือง จ.กาญจนบุรี ล่าสุดเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 กรมอุทยานฯ ได้โพสต์ อัปเดตอาการ “หัวหน้าวิน” ว่าผู้ป่วยรู้สึกตัวดีขึ้นมาก และทีมแพทย์สามารถถอดเครื่องช่วยหายใจออกได้แล้ว นับเป็นสัญญาณบวกที่ทุกคนเฝ้ารอ

รายละเอียดอาการบาดเจ็บและการรักษา

ก่อนหน้านี้ หัวหน้าวินต้องเข้ารับการผ่าตัดด่วน เนื่องจากกระสุนทำลายอวัยวะสำคัญหลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นม้าม กระเพาะอาหาร กระบังลม และปอด ซึ่งเป็นอาการที่รุนแรงมาก แพทย์ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจเพื่อประคองชีวิตในช่วงแรก แต่ด้วยการดูแลอย่างใกล้ชิด ตอนนี้อาการดีขึ้น แม้ยังต้องเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนต่อไป

  • รู้สึกตัวดีและตอบสนองได้
  • ถอดเครื่องช่วยหายใจสำเร็จ
  • ฟื้นฟูร่างกายในระยะต่อไป
  • ทีมแพทย์เฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิด

ที่มาของเหตุการณ์ร้าย

ผู้ก่อเหตุคืออดีตเจ้าหน้าที่ป่าไม้ที่ใช้อาวุธปืนยิงหัวหน้าวินระหว่างปฏิบัติหน้าที่ สถานที่เกิดเหตุเป็นพื้นที่เสี่ยงภัยธรรมชาติใกล้ชายแดน ซึ่งเจ้าหน้าที่อย่างหัวหน้าวินต้องเสี่ยงชีวิตทุกวันเพื่อปกป้องป่าไม้และป้องกันไฟป่า 事件นี้สร้างความสะเทือนใจให้กับหน่วยงานและประชาชนที่ชื่นชอบอุทยานแห่งชาติเอราวัณ

นอกจาก อัปเดตอาการ “หัวหน้าวิน” แล้ว กรมอุทยานฯ ยังขอบคุณทุกภาคส่วนที่ให้กำลังใจ ขณะที่ตำรวจกำลังเร่งติดตามผู้ต้องหาเพื่อดำเนินคดีให้ถึงที่สุด เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความอันตรายที่เจ้าหน้าที่ป่าไม้เผชิญ

หัวหน้าวินไม่ใช่แค่เจ้าหน้าที่ธรรมดา แต่เป็นฮีโร่ที่ทำงานหนักในพื้นที่ห่างไกล ช่วยควบคุมไฟป่าและอนุรักษ์ธรรมชาติให้ลูกหลาน การฟื้นตัวของเขาคือแรงบันดาลใจให้เจ้าหน้าที่รุ่นใหม่ๆ ทุกคน หวังว่าอีกไม่นานจะได้เห็นหัวหน้าวินกลับมาปฏิบัติหน้าที่เต็มที่

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์นี้ชี้ให้เห็นถึงช่องโหว่ด้านความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ภาคสนาม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเพิ่มมาตรการป้องกันและสนับสนุนมากขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอย

ติดตาม อัปเดตอาการ “หัวหน้าวิน” เพิ่มเติมได้ที่เพจกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช หรือแชร์ข่าวนี้เพื่อเป็นกำลังใจให้หัวหน้าวินและเจ้าหน้าที่ทุกคน หากคุณมีประสบการณ์เดินป่าหรือชื่นชอบอุทยานเอราวัณ คอมเมนต์เล่าให้ฟังด้วยนะ!

ที่มา – อัปเดตอาการ “หัวหน้าวิน” รู้สึกตัวดี ถอดเครื่องช่วยหายใจได้แล้ว หลังถูกยิงสาหัส

เปิดประวัติ พระยันตระ อมโรภิกขุ อดีตพระรูปงาม

เปิดประวัติ “พระยันตระ อมโรภิกขุ” หรือชื่อเดิม วินัย ละอองสุวรรณ อดีตพระภิกษุนักเทศน์ชื่อดังที่ได้รับความเคารพศรัทธาจากพุทธศาสนิกชนทั้งในไทยและต่างประเทศในช่วงหนึ่งของชีวิต หลังจากเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2568 ที่ผ่านมา สำนักป่าสุญญตาราม ต.ปรังเผล อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี ได้จัดพิธีประชุมเพลิงสลายสรีระสังขารของท่าน โดยมีพระพรหมวชิรมงคล เจ้าอาวาสวัดราชาธิวาสราชวรวิหาร เป็นประธาน พระภิกษุ สามเณร แม่ชี ศิษยานุศิษย์ทั้งไทยและต่างชาติ มาร่วมพิธีหลายพันคน สร้างความโศกเศร้าแต่เต็มเปี่ยมด้วยบุญกุศล

เปิดประวัติ พระยันตระ อมโรภิกขุ

พระอาจารย์ยันตระ อมโรภิกขุ นามเดิม วินัย ละอองสุวรรณ ประสูติเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2494 ณ บ้านต้นหาด อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช เป็นบุตรคนเล็กในครอบครัวที่มีพ่อชื่อรุ่ง แม่ชื่อถนอม ละอองสุวรรณ มีพี่น้องทั้งหมด 8 คน ครอบครัวนี้เติบโตมาท่ามกลางร่มเงาพระพุทธศาสนา ปู่ย่าตายายต่างยึดมั่นในวิถีพุทธอย่างเหนียวแน่น เด็กชายวินัยได้รับการเลี้ยงดูอย่างอบอุ่นจากบิดามารดาและพี่น้อง เคยติดตามพ่อแม่ไปวัดเป็นประจำ จึงมีจิตใจเมตตา รักเพื่อนฝูง และมีพื้นฐานทางธรรมตั้งแต่เยาว์วัย

เส้นทางการศึกษาและชีวิตก่อนบวช

ด้านการศึกษา พระยันตระ อมโรภิกขุ จบประถมจากโรงเรียนเทศบาล 1 ปากพนัง มัธยมต้นจากโรงเรียนปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ต่อมาหันเหมาสอบเตรียมทหารที่กรุงเทพฯ แต่ไม่ผ่าน จึงเรียนมัธยมปลายและเข้าวิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพ สาขาบริหารการโรงแรมและการท่องเที่ยว จบแล้วทำงานที่โรงแรมดุสิตธานีระยะหนึ่ง

ขณะอยู่ในกรุงเทพฯ ท่านพบเห็นความไม่ยุติธรรมในสังคม ความไม่แน่นอนของชีวิตทางโลก จึงหันมาศึกษาปรัชญาและศาสนา ฝึกจิตจนพบแสงสว่างทางธรรม ตัดสินใจละเว้นเพศคฤหัสถ์ ใช้ชีวิตแบบโยคี นุ่งขาวห่มขาว ถือพรหมจรรย์ ฝึกกรรมฐาน 40 จาริกไปสถานที่สงบ มุ่งวิเวก ศึกษากับครูบาอาจารย์หลายรูป เช่น

  • หลวงปู่สุข วัดรามประดิษฐ์
  • พระครูสุธรรมสมาจาร (พ่อท่านเชื่อง)
  • ท่านพุทธทาสภิกขุ
  • หลวงปู่ขาว
  • หลวงปู่ชอบ
  • หลวงปู่ผาง
  • หลวงปู่ดูลย์

อยู่ในเพศโยคีเกือบ 4 ปี (พ.ศ. 2514-2516)

การอุปสมบทเป็นพระภิกษุ

พ.ศ. 2517 ขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 วันวิสาขบูชา (6 พฤษภาคม) ท่านอุปสมบทที่วัดรัตนาราม บางบ่อ อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช โดยพระครูสถิตศรีราจารย์เป็นอุปัชฌาย์ พระครูสุธรรมสมาจารย์เป็นกรรมวาจาจารย์ ตลอด 22 พรรษา จำพรรษาที่ถ้ำ ป่า เขา เรือนว่าง ออกพรรษาแล้วจาริกแสดงธรรมทั่วไทยและต่างประเทศ โดยเฉพาะยุโรป ในปี 2531 ไปโปรดพี่สาวที่แคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ ปี 2540 ได้สถานะผู้ลี้ภัยและต่อมาเป็นพลเมืองสหรัฐฯ ปี 2566 กลับไทยฉลองอายุ 72 ปี ที่สุญญตารามและปากพนัง เยี่ยมญาติโยมทั่วประเทศ

การละสังขารอย่างสงบ

ปลายปี 2567 ไปมองโกเลียและเวียดนามตามนิมนต์ 14 ตุลาคม 2568 ไปอินเดีย-เนปาลกราบสังเวชนียสถาน กลับไทยก่อนสหรัฐฯ วันที่ 5 มี.ค. 2568 และละสังขารวันที่ 9 มี.ค. 2568 อย่างสงบ สิริอายุ 73 ปี 4 เดือน 8 วัน

ชีวิตของพระยันตระ อมโรภิกขุ สอนให้เราเห็นคุณค่าของการถือสันโดษ วิเวก และปฏิบัติธรรมท่ามกลางโลกีย์ที่วุ่นวาย หากคุณสนใจเส้นทางธรรม ลองศึกษาชีวประวัติท่านให้ลึกซึ้ง แล้วนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อความสงบสุขที่แท้จริง

ที่มา – เปิดประวัติ “พระยันตระ อมโรภิกขุ” อดีตพระรูปงามจากสำนักป่าสุญญตาราม

น้ำตาท่วม สลายร่าง อดีตพระยันตระ สำนักป่าสุญญตาราม

เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2568 ที่สำนักป่าสุญญตาราม ต.ปรังเผล อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี เกิดเหตุการณ์ที่สร้างความอาลัยอาวรณ์ให้กับพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศ นั่นคือ น้ำตาท่วม สลายร่าง “อดีตพระยันตระ” สำนักป่าสุญญตาราม โดยมีพระพรหมวชิรมงคล เจ้าอาวาสวัดราชาธิวาสราชวรวิหาร เป็นประธานในพิธีประชุมเพลิงสลายสรีระสังขารของท่านอดีตพระยันตระ อมโรภิกขุ (วินัย ละอองสุวรรณ) พุทธศาสนิกชน ศิษยานุศิษย์ทั้งชาวไทยและต่างชาติหลายพันคนมาร่วมพิธีด้วยหัวใจที่เปี่ยมด้วยความเคารพและสำนึกในพระคุณ

สลายร่าง อดีตพระยันตระ สำนักป่าสุญญตาราม

พิธีในครั้งนี้เต็มไปด้วยความโศกเศร้า น้ำตาคลอเบ้าจากทุกคนที่มาร่วม บรรยากาศเงียบสงบแต่เปี่ยมด้วยพลังแห่งธรรมะ พระภิกษุ สามเณร แม่ชี และญาติโยมต่างสวดมนต์ ทำวัตรเช้า กับส่งสรีระของท่านให้กลายเป็นเถ้าธุลี สลายไปตามกฎแห่งอนิจจัง สักการะพระคุณของพระอาจารย์ยันตระที่ท่านได้อุทิศชีวิตเพื่อพระพุทธศาสนา

ประวัติชีวิตก่อนสลายร่าง อดีตพระยันตระ

พระอาจารย์ยันตระ หรือนายวินัย ละอองสุวรรณ เกิดเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2494 ที่บ้านต้นหาด อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช เป็นบุตรคนเล็กในครอบครัวพ่อรุ่งและแม่ถนอม มีพี่น้อง 8 คน ครอบครัวของท่านยึดมั่นในพระพุทธศาสนามาตั้งแต่บรรพบุรุษ ทำให้เด็กชายวินัยเติบโตมาท่ามกลางวิถีชีวิตแบบพุทธแท้ๆ ติดตามพ่อแม่ทำบุญที่วัดเป็นประจำ มีจิตใจเมตตา รักเพื่อนฝูง

ด้านการศึกษา ท่านจบประถมจากโรงเรียนเทศบาล 1 ปากพนัง มัธยมต้นจากโรงเรียนปากพนัง ต่อด้วยมัธยมปลายในกรุงเทพฯ เคยสอบเตรียมทหารแต่ไม่ผ่าน จึงหันไปเรียนวิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพ สาขาบริหารโรงแรมและท่องเที่ยว จบแล้วทำงานที่โรงแรมดุสิตธานีระยะหนึ่ง

แต่ชีวิตทางโลกไม่ตอบโจทย์ จนท่านเห็นความไม่ยุติธรรมและความไม่เที่ยงของโลกีย์ จึงหันมาศึกษาปรัชญา ศาสนา ฝึกจิตจนพบแสงสว่าง ละเพศคฤหัสถ์ กลายเป็นโยคี นุ่งขาวห่มขาว ถือพรหมจรรย์ ฝึกกรรมฐาน 40 จาริกแสวงที่สัปปายะ ศึกษากับครูบาอาจารย์ดังๆ

  • หลวงปู่สุข วัดรามประดิษฐ์
  • พระครูสุธรรมสมาจาร (พ่อท่านเชื่อง)
  • ท่านพุทธทาสภิกขุ
  • หลวงปู่ขาว
  • หลวงปู่ชอบ
  • หลวงปู่ผาง
  • หลวงปู่ดุลย์

ท่านอยู่ในเพศโยคีเกือบ 4 ปี (2514-2516) ก่อนบวชเป็นพระภิกษุ พ.ศ. 2517 ขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 วันวิสาขบูชา ที่วัดรัตนาราม บางบ่อ ปากพนัง โดยมีพระครูสถิตศรีราจารเป็นอุปัชฌาย์

ตลอด 22 พรรษา ท่านจำพรรษาในถ้ำ ป่า เขา เรือนว่าง ออกจาริกแสดงธรรมทั่วไทยและต่างประเทศ เช่น ยุโรป อเมริกา มองโกเลีย เวียดนาม อินเดีย เนปาล ปี 2531 ไปโปรดพี่สาวที่แคลิฟอร์เนีย ปี 2540 ได้สถานะผู้ลี้ภัยและพลเมืองสหรัฐ 2566 กลับไทยฉลอง 72 ปี ที่สุญญตารามและปากพนัง ปลาย 2567 ไปมองโกเลีย-เวียดนาม 2568 ไปอินเดีย-เนปาล กราบสังเวชนียสถาน

วันที่ 5 มี.ค. 2568 กลับไทย ก่อนละสังขารวันที่ 9 มี.ค. 2568 อย่างสงบ สิริอายุ 73 ปี 4 เดือน 8 วัน สลายร่าง อดีตพระยันตระ สำนักป่าสุญญตาราม จึงเป็นเหตุการณ์ที่ตอกย้ำหลักอนิจจัง สร้างบุญกุศลมหาศาลให้ผู้มาร่วม

พระคุณของท่านจะอยู่ในใจศิษย์ตลอดไป แม้ร่างกายสลาย แต่ธรรมะที่ท่านสอนยังคงอยู่ หากคุณสนใจศึกษาธรรมะเพิ่มเติม ลองแวะมาสำนักป่าสุญญตาราม หรือติดตามเรื่องราวพระสงฆ์ผู้ทรงคุณค่าในบล็อกของเราเพื่อรับแรงบันดาลใจในการปฏิบัติธรรม

ที่มา – น้ำตาท่วม สลายร่าง “อดีตพระยันตระ” สำนักป่าสุญญตาราม พุทธศาสนิกชนหลายพันคนร่วมพิธี

จับ 42 แรงงานเถื่อน ลอบเข้าไทย จ่ายค่าหัวหลักหมื่น

เหตุการณ์จับ 42 แรงงานเถื่อน ลอบเข้าไทยหางานทำ จ่ายค่าหัวหลักหมื่น ขึ้นอยู่กับระยะทาง สร้างความฮือฮาในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี เมื่อเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการปฏิบัติการปราบปรามการลักลอบเข้าประเทศอย่างเข้มข้น กลุ่มแรงงานชาวเมียนมาจำนวน 42 คนถูกจับกุมได้ทั้งหมด ขณะพยายามลอบผ่านช่องทางธรรมชาติเพื่อหวังไปหางานทำในจังหวัดชั้นในของไทย

จับ 42 แรงงานเถื่อน ลอบเข้าไทยหางานทำ จ่ายค่าหัวหลักหมื่น ขึ้นอยู่กับระยะทาง

วันที่ 9 มีนาคม 2569 หรือ พ.ศ. 2569 นางสาววริษฐา สงวนเสริมศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี พร้อมด้วย พล.ต.ต.พศวีร์ เรืองภู่ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกาญจนบุรี และเจ้าหน้าที่หน่วยงานต่างๆ ได้สั่งการให้เพิ่มมาตราการเฝ้าระวังบริเวณชายแดน โดยเฉพาะจุดตรวจร่วมน้ำเกิ๊ก หมู่ 8 ตำบลหนองลู อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งเป็นช่องทางธรรมชาติที่มักถูกใช้ลักลอบเข้าประเทศ

รายละเอียดการจับกุมคดีแรก

เวลา 21.30 น. วันที่ 8 มีนาคม 2569 เจ้าหน้าที่ประจำจุดตรวจร่วมน้ำเกิ๊กได้แบ่งกำลังลาดตระเวน พบกลุ่มบุคคลต้องสงสัยหลบซ่อนในชายป่าหลังเกษตรพื้นที่สูง ท้องที่หมู่ 8 ตำบลหนองลู เจ้าหน้าที่แสดงตัวเข้าจับกุมได้ทันที 24 คน แบ่งเป็นชาย 14 คน หญิง 10 คน โดยทั้งหมดไม่สามารถสื่อสารภาษาไทยได้ และไม่มีเอกสารรับรองใดๆ เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวมาสอบสวนที่สถานีตำรวจสังขละบุรี

การจับกุมคดีที่สองติดต่อกัน

เพียง 2 ชั่วโมงต่อมา เวลา 23.30 น. ของคืนเดียวกัน ขณะลาดตระเวนบริเวณชายป่าหลังวัดน้ำเกิ๊ก เจ้าหน้าที่พบกลุ่มบุคคลอีกกลุ่มหลบซ่อนจำนวนมาก สามารถจับกุมได้อีก 18 คน ชาย 10 คน หญิง 8 คน เช่นเดียวกันไม่มีเอกสารประจำตัวหรืออนุญาตพำนักในไทย และสื่อสารภาษาไทยไม่ได้ ต้องใช้ล่ามแปลในการสอบปากคำที่สถานีตำรวจสังขละบุรี

  • หน่วยงานที่ร่วมปฏิบัติการ:
  • ตำรวจสถานีสังขละบุรี
  • ชุดตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดกาญจนบุรี
  • กรมทหารชายแดนที่ 134
  • ฝ่ายปกครองอำเภอสังขละบุรี
  • กองกำลังสุรสีห์ ฉก.ลาดหญ้า

ผู้ต้องหาทั้ง 42 คนให้การสารภาพตรงกันว่า ลอบหนีเข้ามาทางช่องทางธรรมชาติเพื่อไปทำงานในพื้นที่จังหวัดกลางของไทย โดยจ่ายค่าหัวให้นายหน้าไม่เท่ากัน บางราย 15,000-20,000 บาท บางรายสูงถึง 30,000 บาท ขึ้นอยู่กับระยะทางและความยากลำบากของเส้นทาง พวกเขาหลบรอในป่าเพื่อให้ผู้มารับไปส่งต่อ แต่โชคร้ายถูกเจ้าหน้าที่จับได้ก่อน

หลังจากสอบสวนเสร็จสิ้น เจ้าหน้าที่นำตัวส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีข้อหา “เป็นบุคคลต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต” ตามพระราชบัญญัติ immigration

ปัญหาแรงงานเถื่อนและผลกระทบ

การลักลอบเข้าประเทศเช่นนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งเนื่องจากความต้องการแรงงานราคาถูกในภาคเกษตรกรรม ก่อสร้าง และบริการของไทย แต่สร้างปัญหามากมาย เช่น การแพร่ระบาดโรค การค้ามนุษย์ และการแข่งขันกับแรงงานไทย ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงชายแดน นอกจากนี้แรงงานเหล่านี้ยังเสี่ยงถูกนายหน้าหลอกลวง ถูกทารุณ หรือสูญเสียชีวิตระหว่างทาง

รัฐบาลไทยมีนโยบายเข้มงวดในการปราบปราม พร้อมส่งเสริมการจ้างงานถูกกฎหมายผ่าน MOU กับเมียนมา ลาว และกัมพูชา เพื่อแก้ปัญหาที่ยั่งยืน

เหตุการณ์จับ 42 แรงงานเถื่อน ลอบเข้าไทยหางานทำ จ่ายค่าหัวหลักหมื่น ขึ้นอยู่กับระยะทางนี้เป็นตัวอย่างของความสำเร็จในการบูรณาการของเจ้าหน้าที่ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษาความมั่นคงชายแดน

ในมุมมองของผู้เขียน การแก้ปัญหานี้ต้องอาศัยทั้งการปราบปรามและการพัฒนาเศรษฐกิจในประเทศเพื่อนบ้าน หากคุณมีประสบการณ์หรือเห็นเบาะแสการลักลอบ สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ได้ทันที เพื่อช่วยกันสร้างสังคมที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น

ที่มา – จับ 42 แรงงานเถื่อน ลอบเข้าไทยหางานทำ จ่ายค่าหัวหลักหมื่น ขึ้นอยู่กับระยะทาง

Scroll to top