การดําเนินคดี

“พริษฐ์” ชวนจับตาประชุม ครม. พรุ่งนี้

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามีข่าวการเมืองที่น่าสนใจมากๆ มาอัปเดตกัน “‘พริษฐ์’ ชวนจับตาประชุม ครม.” นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้โพสต์เฟซบุ๊กชวนทุกคนจับตาการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันพรุ่งนี้ 5 พ.ค. 2569 ว่ากฎหมายค้างจากสภาชุดที่แล้วจะได้ไปต่อหรือถูกปัดตกกันแน่ โดยเฉพาะกฎหมายที่พรรคประชาชนเคยเสนอเพื่อแก้ปัญหาชีวิตประจำวันของประชาชน

“พริษฐ์” ชวนจับตาประชุม ครม. พรุ่งนี้ กฎหมายไหนจะรอด?

ทำไม “‘พริษฐ์’ ชวนจับตาประชุม ครม.” ถึงสำคัญ? เพราะกฎหมายเหล่านี้ถ้าครบกำหนด 60 วันตามรัฐธรรมนูญ (ครบ 14 พ.ค. 2569) แล้วไม่ได้รับรอง ก็จะล้มหายตายจากไปหมดเลยนะครับ มันจะกระทบปัญหาหลายอย่างที่เรากำลังเจออยู่ เช่น ค่าโทรศัพท์แพง อากาศสกปรก สิทธิแรงงานน้อยนิด ฯลฯ มาดูกันว่ามีกฎหมายอะไรบ้างที่ต้องลุ้น

8 กฎหมายสำคัญที่ “พริษฐ์” ชวนจับตา

  1. พ.ร.บ.แข่งขันทางการค้า กฎหมายนี้จะช่วยแก้ปัญหาค่าโทรศัพท์มือถือที่แพงขึ้นทุกปี อินเทอร์เน็ตช้าแบบจงใจ และค่าบริการ GP สูงลิ่ว เพราะตลาดถูกผูกขาดโดยไม่มีการแข่งขันที่แท้จริง ถ้ากฎหมายนี้ไปต่อ ผู้บริโภคอย่างเราจะได้ประโยชน์เต็มๆ ลดภาระค่าใช้จ่ายได้เยอะเลยครับ
  2. พ.ร.บ.อากาศสะอาด / พ.ร.บ. PRTR ใครๆ ก็รู้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่ทำให้ป่วยกันทั้งประเทศ โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมที่ปล่อยมลพิษแบบไม่ยั้ง กฎหมายนี้จะบังคับให้โรงงานรายงานและลดการปล่อยสารพิษ ถ้าไม่ผ่าน เราจะหายใจอากาศสะอาดได้ยากขึ้นไปอีก
  3. พ.ร.บ.อำนวยความสะดวกทางธุรกิจ กระบวนการขอใบอนุญาตยุ่งยาก ซ้ำซ้อน ช้าเหยียด แถมยังเปิดช่องสินบนเจ้าหน้าที่ กฎหมายนี้จะทำให้ทุกอย่างโปร่งใส รวดเร็ว ลดคอร์รัปชัน เหมาะกับนักลงทุนและธุรกิจ SME มากๆ
  4. พ.ร.บ.ล้มละลาย (ฉบับใหม่) ปัญหาหนี้สินท่วมตัว แต่ปรับโครงสร้างหนี้ไม่ได้เพราะต้องรอฟ้องล้มละลายก่อน กฎหมายนี้ช่วยให้เจรจากับเจ้าหนี้ทุกคนพร้อมกัน ลดโอกาสล้มละลายจริง ช่วยชีวิตผู้ประกอบการและครอบครัวได้ไม่น้อย
  5. พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน แรงงานไทยลาได้น้อย พักผ่อนไม่พอ OT น้อยกว่ามาตรฐานสากล สัญญาจ้างเอาเปรียบเต็มๆ กฎหมายนี้จะยกระดับสิทธิให้เทียบเท่านานาชาติ ทำงานอย่างมีศักดิ์ศรีมากขึ้น
  6. พ.ร.บ.ยกเลิกประกาศ-คำสั่ง คสช. ด้านการศึกษา โครงสร้างบุคลากรการศึกษาถูกบิดเบี้ยว ลดการมีส่วนร่วมของครู ถ้ากฎหมายนี้ผ่าน จะคืนอำนาจให้ครูและบุคลากร สร้างระบบการศึกษาที่ดีขึ้นให้ลูกหลาน
  7. พ.ร.บ.คืนความเป็นธรรมเรื่องที่ดิน ชาวบ้านทำกินที่ดินมานานแต่ไม่มีเอกสาร โดนฟ้องคดีเพียบ กฎหมายนี้ช่วยให้มีสิทธิ์ชัดเจน ลดความเหลื่อมล้ำ ลดข้อพิพาทที่ดินที่เกิดขึ้นทุกวัน
  8. พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร ศาลทหารตัดสินคดีพลเรือนไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะคดีทุจริตหรือซ้อมทรมาน กฎหมายนี้จะทำให้ยุติธรรมเสมอภาค ไม่เลือกปฏิบัติ

หากครม. ปัดตก พรรคประชาชนพร้อมสู้ต่อ

นายพริษฐ์ย้ำชัด ถ้ากฎหมายที่พรรคเห็นว่าสำคัญไม่ได้รับรองใน “‘พริษฐ์’ ชวนจับตาประชุม ครม.” วันพรุ่งนี้ พรรคจะใช้กลไกวิปฝ่ายค้านซักถามเหตุผลจากสำนักเลขาฯ ครม. แล้วชงให้ทบทวนในการประชุม 12 พ.ค. ซึ่งยังทันกรอบ 60 วัน เรียกว่ารอผลได้เลยครับ

ในมุมมองผม การ “‘พริษฐ์’ ชวนจับตาประชุม ครม.” แบบนี้แสดงให้เห็นว่าการเมืองไทยยังมีคนที่ใส่ใจประชาชนจริงๆ ถ้ากฎหมายเหล่านี้ไปต่อได้ จะช่วยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้มาก ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความยั่งยืนให้สังคมไทย คุณล่ะคิดว่ากฎหมายไหนสำคัญที่สุด? มาคอมเมนต์บอกกันหน่อย หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ จับตาด้วยนะครับ จะได้กดดันครม. ให้รับรองกฎหมายดีๆ เหล่านี้!

ที่มา – “พริษฐ์” ชวนจับตาประชุม ครม. พรุ่งนี้ กฎหมายฉบับไหน “ไปต่อ” หรือ ถูก “ปัดตก”

นายกฯ ประกาศปราบปรามผู้มีอิทธิพล เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ

วันนี้เรามาพูดถึงข่าวร้อนที่ทุกคนกำลังให้ความสนใจกันมาก นั่นคือ นายกฯ ประกาศปราบปรามผู้มีอิทธิพล เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ อย่างจริงจัง โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เป็นประธานแถลงข่าวเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล สัญญาณชัดเจนว่ารัฐบาลไม่ยอมให้อาชญากรเหล่านี้ลอยนวลอีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็นผู้มีอิทธิพลคนไหน หากทำผิดกฎหมายก็ต้องรับโทษเด็ดขาด

นายกฯ ประกาศปราบปรามผู้มีอิทธิพล เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ

นายกรัฐมนตรีย้ำว่านโยบายสำคัญของรัฐบาลคือการสร้างความมั่นคงปลอดภัยให้ประชาชน โดยเร่งปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติอย่างต่อเนื่อง เช่น แก๊งสแกมเมอร์ คอลเซ็นเตอร์ การฟอกเงิน ขนของเถื่อน และบ่อนการพนันผิดกฎหมาย หน่วยงานหลักที่ลงมือทำ ได้แก่ กรมการปกครอง ดีเอสไอ ตำรวจ ป.ป.ช. ป.ป.ท. ป.ป.ง. และกองทัพ ทุกฝ่ายร่วมมือกันแบบบูรณาการ

หลักการสำคัญที่นายกฯ ใช้คือ “ปิดชื่อถือพฤติกรรม” ไม่สนใจชื่อเสียง เงินทอง หรืออิทธิพล ถ้าพฤติกรรมผิดกฎหมายก็จับกุมดำเนินคดีทันที นายกฯ ยังติดตามผลงานด้วยตัวเอง ร่วมสังเกตการณ์ปฏิบัติการจับกุมหลายครั้ง จนเจ้าหน้าที่มั่นใจว่า “ทำผิดแล้วเคลียร์ไม่ได้” ทำให้ทุกคนกล้าลุยเต็มที่

ผลงานเด่นในการปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ

กระทรวงมหาดไทยจำหน่ายรายการเครือข่ายสแกมเมอร์ เช่น เครือข่ายนายก๊ก อาน และนายลียง พัด โดยตั้งคณะทำงานต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน จับกุมขยายผลไปยังผู้เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ยังมีปฏิบัติการสำคัญหลายครั้งที่ประสบความสำเร็จ:

  • ตัดหมอกเวียงแหง (พ.ย. 68) จ.เชียงใหม่ จับ 14 ราย เจ้าหน้าที่รัฐเอี่ยว 11 ราย
  • สลายหมอกเชียงดาว (ม.ค. 69) จับ 6 ราย
  • ตัดบัตรกรุงเก่า (มี.ค. 69) จ.อยุธยา ย้ายทะเบียนเท็จ 214 ราย จับ 6 ราย
  • ย้อนเกล็ดมังกร (29 เม.ย. 69) ทลายขบวนการจีนจ้างสมรสเท็จ จับ 6 ราย ดำเนินคดีอาญา 34 ราย วินัย 19 ราย

ด้านบ่อนพนัน ปฏิบัติการ ROSE GARDEN จ.นครราชสีมา จับ 89 ราย เงินหมุนเวียน 60 ล้านบาท/เดือน สิงห์ปราบปรปักษ์ ในกทม. จับ 106 ราย รวมชุดปฏิบัติการทั่วประเทศ จับ 5,510 คดี ตรวจตรา 339,184 ครั้ง

เตือนผู้ประกอบการอย่าสนับสนุนทุนเทา

นายกฯ เตือนเจ้าของโรงแรม ร้านอาหาร หากปล่อยให้เปิดบ่อนหรือกิจกรรมผิดกฎหมาย ใบอนุญาตจะถูกเพิกถอน ดำเนินคดีเด็ดขาด รวมถึงคนช่วยเหลือทุนเทาก็ไม่รอด นายกฯ ยืนยันสนับสนุนหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายเต็มที่ โดยกำกับดูแลตำรวจ ป.ป.ง. ป.ป.ท. กระทรวงยุติธรรมเอง

สำหรับการถอนสัญชาติ ดำเนินการไปมากแล้ว รวมยึดทรัพย์ ธุรกรรมนอมินีเป็นโมฆะ ไม่มีผลทางกฎหมาย ฝ่ายปกครองและตำรวจไล่ล่าไม่หยุด

ข่าวนี้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลเอาจริงกับการปราบปราม นายกฯ ประกาศปราบปรามผู้มีอิทธิพล เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ประชาชนอย่างเราคงมั่นใจได้มากขึ้น หากพบเห็นกิจกรรมน่าสงสัย อย่าลังเล รายงานเจ้าหน้าที่ทันที เพื่อบ้านเมืองปลอดภัยยิ่งขึ้น แชร์ข่าวนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้ด้วยนะครับ!

ที่มา – “นายกฯ” ประกาศเดินหน้าปราบปรามผู้มีอิทธิพล เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ

นายกฯ เตรียมลงพื้นที่ชายแดนใต้ 17 เม.ย. ขู่ย้ายขรก.

สวัสดีครับทุกท่าน วันนี้เรามาคุยกันเรื่องข่าวร้อนทางการเมืองที่กำลังเป็นกระแส นายกฯ เตรียมลงพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ 17 เม.ย. นี้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ที่ยังคงเผชิญปัญหาความไม่สงบมาอย่างยาวนาน นายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและนายกรัฐมนตรี ได้ประกาศกร้าวว่าจะไม่ยอมให้มีข้าราชการ “เกียร์ว่าง” อยู่ หากใครไม่ขยันทำงาน ไม่สนองนโยบายรัฐบาล จะโดนย้ายให้ดูเป็นตัวอย่างเลยทีเดียว

นายกฯ เตรียมลงพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ 17 เม.ย.

การลงพื้นที่ครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 14.25 น. วันที่ 15 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายกฯ อนุทิน ย้ำชัดว่าการเดินทางไปจังหวัดชายแดนภาคใต้ในวันที่ 17 เมษายนนี้ ไม่ใช่แค่ไปให้กำลังใจใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นการไปรับฟังปัญหาจากหน้างานจริงๆ เพื่อกำหนดนโยบายที่ชัดเจนและบังคับให้ทุกฝ่ายปฏิบัติตาม รัฐบาลชุดนี้มาจากคะแนนเสียงประชาชน มีเสถียรภาพเต็มตัว 4 ปีเต็ม ไม่ใช่แค่ 4 เดือนแบบเมื่อก่อน

ปัญหาหลักที่นายกฯ กังวลคือความรุนแรงจากกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ ที่ใช้อาวุธลอบสังหาร ลอบโจมตีคนไทยด้วยกันเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ นายกฯ ได้กำชับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) และ กอ.รมน. ให้เร่งจับกุมผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีให้เร็วที่สุด อาวุธและกำลังของเราต้องใช้ปราบคนที่ไม่หวังดีกับชาติ ไม่ใช่ปล่อยให้คนไทยฆ่ากันเอง

ขู่ย้ายข้าราชการเกียร์ว่าง ไม่ต้องรอ KPI

จุดเด่นของแถลงครั้งนี้คือคำขู่สุดแซ่บ! “งานนี้ถ้ายังมีเกียร์ว่าง หรือแทนที่จะใส่เกียร์ 5 แต่กลับใส่เกียร์ 2 ผมจะดำเนินการให้ดู นายกรัฐมนตรีมีอำนาจ ไม่ใช่คนนี้ ซี 10 ซี 11 คนนี้ผู้บัญชาการ คนนี้ใครจะย้ายไม่ได้ นายกรัฐมนตรีย้ายได้ จะย้ายให้ดู” นายกฯ บอกชัด ไม่ต้องวัด KPI อะไรหรอก ผมประเมินเองได้ เพราะได้รับความไว้วางใจจากประชาชนขนาดนี้

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นให้กำลังใจ “นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ” ส.ส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ ที่เพิ่งโดนคนร้ายยิงถล่มรถ แต่นายกฯ ย้ำว่าไม่ได้ไปเพื่อคนใดคนหนึ่ง แต่ไปเพื่อทุกคนในพื้นที่

ความสำคัญของการลงพื้นที่ครั้งนี้

  • สร้างความมั่นใจ: แสดงให้ประชาชนเห็นว่ารัฐบาลใส่ใจปัญหาชายแดนใต้จริงจัง
  • เร่งรัดการทำงาน: กำชับเจ้าหน้าที่ความมั่นคงให้เพิ่มประสิทธิภาพ จับกุมผู้ร้ายให้ได้
  • ปรับโครงสร้าง: ย้ายขรก.ที่ไม่ทำงาน เพื่อให้เครื่องจักรรัฐบาลหมุนเร็วขึ้น
  • กำหนดนโยบายชัด: จากการรับฟังหน้างาน จะออกแนวทางปฏิบัติที่ทุกคนต้องทำตาม

ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนใต้อย่างปัตตานี ยะลา นราธิวาส สงขลา (บางส่วน) ยังคงเป็นบาดแผลเก่าของชาติ มาเป็นสิบๆ ปีแล้ว การที่นายกฯ เตรียมลงพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ 17 เม.ย. ครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณบวกว่ารัฐบาลชุดใหม่จะจริงจังกับการแก้ไข ไม่ใช่แค่พูดเฉยๆ ผู้เขียนมองว่าถ้าการลงพื้นที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงจริง เช่น จับผู้ร้ายได้มากขึ้น หรือขรก.ทำงานเกียร์ 5 จริง คงช่วยลดความรุนแรงได้เยอะ

อย่างไรก็ตาม ประชาชนในพื้นที่ยังรอคอยการพัฒนาเศรษฐกิจ การศึกษา และสันติภาพที่ยั่งยืนด้วยนะครับ ไม่ใช่แค่ปราบปรามอย่างเดียว รัฐบาลต้องบาลานซ์ทั้งหมด

คุณคิดยังไงกับการลงพื้นที่ครั้งนี้? คิดว่านายกฯ จะย้ายใครบ้างมั้ย? Comment มาคุยกันได้เลย หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ อ่าน เพื่อติดตามพัฒนาการข่าวการเมืองล่าสุด!

สุดท้ายนี้ การเคลื่อนไหวแบบนี้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลพร้อมแสดงผลงานจริงจัง หวังว่าจะนำไปสู่สันติภาพในชายแดนใต้เร็ววัน

ที่มา – นายกฯ เตรียมลงพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ 17 เม.ย. นี้ หวังสร้างความมั่นใจ ปชช. ขู่ย้าย ขรก.เกียร์ว่าง

“อนุทิน” สั่งปราบอาชญากรรมข้ามชาติ ยันไร้เส้น

นายกรัฐมนตรี อนุทิน สั่งปราบอาชญากรรมข้ามชาติ อย่างเด็ดขาด โดยยืนยันชัดเจนว่าไม่มีเส้นสายใดๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง แม้ผู้กระทำผิดจะจ้างทนายความชื่อดังมาก็ไม่สามารถชนะคดีได้หากทำผิดกฎหมาย การแถลงข่าวครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 หลังจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ตอบคำถามสื่อถึงปัญหาสแกมเมอร์ข้ามชาติที่ใช้บริษัทนอมินีคนไทยถือครองทรัพย์สินแทน โดยใช้ช่องโหว่ทางกฎหมาย

อนุทิน สั่งปราบอาชญากรรมข้ามชาติ สุดซอย ไม่มีทนายดังช่วยได้

นายกฯ อนุทิน ย้ำว่ารัฐบาลได้เพิ่มกฎเกณฑ์ธุรกรรมทางการเงินอย่างเข้มงวด หากตรวจพบธุรกรรมผิดปกติ เจ้าหน้าที่มีอำนาจสันนิษฐานและตรวจสอบทันที โดยยกตัวอย่างเคสประมูลเรือยอร์ชของนางสาวแตงไทย ซึ่งหน้าที่การงานไม่สอดคล้องกับพฤติกรรม ทำให้ขยายผลสืบสวนได้ แม้จะมีเครือข่ายต่างประเทศ แต่ด้วยความร่วมมือระหว่างรัฐ รัฐบาลสามารถสืบเส้นทางเงินได้ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่

“สุดซอยเต็มที่ ไม่มีเส้นสาย” นายกฯ กล่าวอย่างหนักแน่น โดยชี้ว่าตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่าง ปปง. และตำรวจ ปราบปรามอย่างเต็มที่ ทุกคนเต็มใจดำเนินการ ผู้ที่หวังใช้คอนเนคชั่นจะทำไม่ได้ รัฐบาลนี้บริหารตามรัฐธรรมนูญ แถลงนโยบายต่อสภาแล้ว

ปัญหาบริษัทนอมินีและบริษัทผี

สำหรับบริษัทนอมินีหรือบริษัทผีที่สแกมเมอร์ใช้ นายอนุทิน ชี้ว่าตอนนี้เจ้าหน้าที่แถลงชัด คนจริงไม่ใช่ผี มีชื่อเสียงเรื่องนาม สมัยก่อนอาชญากรเข้าออกไทยสบาย แต่ตอนนี้เข้มงวด ส่งตัวกลับจีนไปแล้วหลายราย ด้วยมาตรฐานใหม่ ไม่ให้วิ่งหนีไปมาได้อีก

คืบหน้าเคสนายเบน สมิธ และคืนทรัพย์สินผู้เสียหาย

พล.ต.อ. ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย บช.ตรสอบสวนกลาง ระบุว่ายังมีคดีฉ้อโกงค้างคา หากหลักฐานครบ จะออกหมายเรียก จับ และหมายแดง

เทพสุ บวรโชติดารา เลขาฯ ปปง. เผยว่าจะออกประกาศให้ผู้เสียหายยื่นขอคืนทรัพย์ เปิดศูนย์ที่ ปปง. สน.ทุกจังหวัด ช่องทางออนไลน์และไปรษณีย์ ภายใน 90 วันหลังประกาศราชกิจจา

  • เตรียมเอกสาร: สลิปโอนเงิน รายการบัญชี หลักฐานแจ้งความ
  • ปปง. และตำรวจตั้งคณะทำงานตรวจสอบ
  • เสนอคณะกรรมการธุรกรรม ส่งอัยการ ศาลแพ่งสั่งคืนทรัพย์

เรือยอร์ชแอตลาสของนายเบน สมิธ ถูกอายัด ดูแลโดย ศรชล. เตรียมขายทอดตลาดออนไลน์

นายกฯ ทิ้งท้ายว่า รัฐนำเงินคืนประชาชน ทนายเก่งแค่ไหน ถ้าผิดชัด ไม่ชนะแน่

การที่ อนุทิน สั่งปราบอาชญากรรมข้ามชาติ แบบนี้ แสดงให้เห็นความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการปกป้องประชาชนจากมิจฉาชีพ ลดช่องโหว่กฎหมาย สร้างความเชื่อมั่นในระบบยุติธรรม หากคุณเป็นผู้เสียหาย รีบเตรียมเอกสารยื่นขอคืนทรัพย์ได้เลย และแชร์บทความนี้เพื่อเตือนภัยให้เพื่อนๆ รับรู้

ที่มา – “อนุทิน” สั่งปราบอาชญากรรมข้ามชาติ ยันไม่มีเส้นสาย จ้างทนายดังก็ไม่ชนะ

นายกฯ แถลงยึดทรัพย์สแกมเมอร์ข้ามชาติ 2 หมื่นล้าน เร่งคืนเงินผู้เสียหาย

นายกฯ แถลงยึดทรัพย์สแกมเมอร์ข้ามชาติ 2 หมื่นล้าน เร่งคืนเงินผู้เสียหาย

สวัสดีครับทุกท่าน วันนี้เรามาพูดถึงข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นกระแสในโซเชียลกันเลย นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ได้แถลงข่าวสุดยิ่งใหญ่ที่สำนักงาน ปปง. เรื่อง นายกฯ แถลงยึดทรัพย์สแกมเมอร์ข้ามชาติ 2 หมื่นล้าน เร่งคืนเงินผู้เสียหาย นี่แหละครับ ยึดทรัพย์สินเครือข่ายสแกมเมอร์รายใหญ่ได้รวมกว่า 20,000 ล้านบาท! มีรถหรู ทรัพย์สินมีค่ากองพะเนิน รัฐบาลชูวาระแห่งชาติปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์แบบเข้มข้นสุดๆ

นายกฯ แถลงยึดทรัพย์สแกมเมอร์ข้ามชาติ 2 หมื่นล้าน: รายละเอียดสำคัญ

วันที่ 9 เมษายน 2569 นายกฯ เดินทางมาร่วมแถลงด้วยตัวเอง สร้างความมั่นใจให้ประชาชนได้ดีเลยทีเดียว นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี บอกว่านายกฯ ประกาศให้การปราบสแกมเป็นวาระแห่งชาติตามนโยบายที่แถลงต่อสภา เพื่อสร้างความเชื่อมั่นทั้งในและต่างประเทศ

นโยบายเด่นคือ “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” หมายถึงไม่สนชื่อจริง แต่ดูพฤติกรรมผิดกฎหมาย แล้วจัดการเด็ดขาด รัฐบาลสั่งการ 3 ด้านหลักเลยครับ:

  • คุ้มครองสิทธิผู้เสียหาย: เร่งคืนเงินหรือชดใช้จากทรัพย์ยึดได้ตามสัดส่วน ไม่ต้องนำส่งเป็นทรัพย์แผ่นดิน
  • ขยายผลเส้นทางเงิน: บูรณาการกับตำรวจและ ก.ล.ต. ขุดรากถอนโคนทรัพย์ผิดกฎหมาย
  • ดำเนินคดีฟอกเงิน: กล่าวหาผู้เกี่ยวข้องเด็ดขาด ไม่ยั้งมือ

หลังแถลง นายกฯ ยังคุยกับกลุ่มผู้เสียหายด้วยตัวเอง รับฟังข้อเสนอ กำชับให้กระบวนการกฎหมายเร็วขึ้น เพื่อคืนความเป็นธรรม ตรวจของกลางด้วยนะครับ ถามรายละเอียดจากเลขาธิการ ปปง. ย้ำว่ารัฐบาลจริงจังปราบแก๊งสแกมข้ามชาติต่อเนื่อง

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ? ผลกระทบต่อประชาชน

สแกมเมอร์ข้ามชาติเนี่ย มันโกงเงินคนไทยไปเป็นแสนล้านต่อปี ลวงลงทุน หลอกรักออนไลน์ แฮกบัญชีธนาคาร สร้างความเดือดร้อนมหาศาล โดยเฉพาะผู้สูงอายุและคนไม่ชำนาญเทคโนโลยี การที่ นายกฯ แถลงยึดทรัพย์สแกมเมอร์ข้ามชาติ 2 หมื่นล้าน เร่งคืนเงินผู้เสียหาย จึงเป็นสัญญาณดีมาก รัฐบาลไม่ปล่อยไว้เฉยๆ เริ่มคืนเงินจริงจัง แทนที่จะเก็บทรัพย์ไว้ใช้เอง

ในอนาคต คาดว่าจะมีมาตรการเข้มงวดขึ้น เช่น ใช้ AI ตรวจจับพฤติกรรมแปลกๆ ในระบบธนาคาร ร่วมมือ Interpol จับตัวผู้ร้ายใหญ่ นอกจากนี้ ประชาชนควรระวังตัวด้วยนะครับ อย่าโอนเงินให้คนไม่รู้จัก ตรวจสอบลิงก์ก่อนคลิก ใช้แอปธนาคารที่ปลอดภัย

ข่าวนี้ทำให้เรามั่นใจในรัฐบาลมากขึ้นใช่มั้ยล่ะ? ถ้าคุณเคยโดนสแกม แชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ได้เลย หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ระวังภัยด้วยกัน สุดท้ายนี้ ขอชื่นชมนายกฯ และทีมงานที่ทำงานหนักครับ หวังว่าจะคืนเงินให้ผู้เสียหายได้เร็วๆ นี้!

ที่มา – นายกฯ แถลงยึดทรัพย์สแกมเมอร์ข้ามชาติ 2 หมื่นล้าน เร่งคืนเงินผู้เสียหาย

ปปง. เดินหน้ายึดทรัพย์ “วัดพระธรรมกาย” คืนให้ผู้เสียหาย 1,458 ล้าน

ในกรณีคดีฟอกเงินสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นที่เป็นข่าวใหญ่เมื่อหลายปีก่อน ล่าสุดมีพัฒนาการสำคัญที่หลายคนจับตามอง นั่นคือ ปปง. เดินหน้ายึดทรัพย์ “วัดพระธรรมกาย” คืนให้ผู้เสียหาย 1,458 ล้าน บาท แม้ว่าคดีอาญาจะยุติไปแล้ว แต่มาตรการทางแพ่งยังคงดำเนินต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้เสียหายได้รับการชดเชยอย่างเป็นธรรม

ปปง. เดินหน้ายึดทรัพย์ “วัดพระธรรมกาย” คืนให้ผู้เสียหาย 1,458 ล้าน

กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้ออกเอกสารชี้แจงเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569 เกี่ยวกับกรณีที่ปรากฏในสื่อโซเชียลว่าอัยการสั่งยุติการดำเนินคดีกับพระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย DSI ยืนยันว่าทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย โดยคดีนี้เริ่มต้นจากปัญหาการทุจริตในสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ช่วงปี 2552-2554 ซึ่งนายศุภชัย ศรีศุภอักษร และพวก ทำให้สมาชิกกว่า 13,000 ล้านบาท

จากการสอบสวนขยายผล พบเส้นทางการเงินที่พระธัมมชโยและบุคคลเกี่ยวข้องรับโอนเงินจากสหกรณ์ฯ มูลค่า 1,458 ล้านบาทโดยมิชอบ จึงแยกเป็นคดีพิเศษที่ 27/2559 ส่งฟ้องผู้ต้องหา 5 ราย รวมพระธัมมชโย แต่พระรูปดังกล่าวหลบหนี ทำให้ DSI ออกหมายจับ ประสานตำรวจสากลออกหมายแดง และติดตามตัวทั้งในและต่างประเทศตลอดมา

เหตุผลยุติคดีอาญา แต่ ปปง. ยังดำเนินการต่อ

ศาลฎีกาพิพากษายืนยันว่านายศุภชัยกับพวกผิดฐานฟอกเงินจริง แต่สำหรับผู้หลบหนีอย่างพระธัมมชโย อายุความคดีอาญาฐานฟอกเงิน (15 ปี) หมดลงแล้ว อัยการจึงสั่งยุติตามกฎหมายมาตรา 95 ประมวลกฎหมายอาญา อย่างไรก็ตาม นี่ไม่กระทบคดีแพ่ง โดยวัดพระธรรมกายได้คืนเงินบางส่วนแล้ว แต่ ปปง. เดินหน้ายึดทรัพย์ “วัดพระธรรมกาย” คืนให้ผู้เสียหาย 1,458 ล้าน ยังคงอายัดทรัพย์สินต่อเนื่อง รอศาลตัดสินคืนให้สหกรณ์ฯ

  • คดีเกิดปี 2552-2554: ทุจริตสหกรณ์คลองจั่น กว่า 13,000 ล้าน
  • ปี 2556: DSI รับคดีพิเศษ
  • ปี 2559: แยกคดีฟอกเงิน 1,458 ล้าน ส่งฟ้อง
  • ปัจจุบัน: คดีอาญายุติ แต่ ปปง. ยึดทรัพย์แพ่ง

คดีนี้สะท้อนให้เห็นระบบยุติธรรมไทยที่แยกคดีอาญากับแพ่งชัดเจน คดีอาญาพิจารณาความผิดส่วนบุคคล แต่แพ่งมุ่งคืนทรัพย์ให้ผู้เสียหาย ปปง. จึงมีบทบาทสำคัญในการยึดอายัดทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำผิดกฎหมาย ป้องกันไม่ให้มิจฉาชีพฟอกเงินซุกซ่อน

นอกจากนี้ ยังเป็นบทเรียนให้สมาชิกสหกรณ์และประชาชนทั่วไป ต้องระมัดระวังการลงทุน โดยเฉพาะในสถาบันการเงินที่ไม่มั่นคง การติดตามข่าวสารจากหน่วยงานรัฐอย่าง DSI และ ปปง. จะช่วยให้เราป้องกันตนเองได้ดีขึ้น

ในมุมมองของผู้เขียน คดีนี้แสดงให้เห็นว่าความยุติธรรมอาจช้าแต่ไม่เคยหลับใหล ผู้เสียหายกว่า 13,000 รายกำลังรอรับเงินคืน หาก ปปง. สำเร็จ จะเป็นตัวอย่างที่ดีให้คดีทุจริตอื่นๆ ตามมา คุณคิดอย่างไรกับพัฒนาการนี้ ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ด้วยนะครับ เพื่อสร้างความตระหนักรู้ในสังคม

ที่มา – ปปง. เดินหน้ายึดทรัพย์ “วัดพระธรรมกาย” คืนให้ผู้เสียหาย 1,458 ล้าน

“วาโย” พอใจคำสั่งศาลอาญาคดีทุจริต สัญญาณบวกชัด

นายแพทย์วาโย อัศวรุ่งเรือง รองหัวหน้าพรรคประชาชน แสดงความพอใจกับ “วาโย” พอใจคำสั่งศาลอาญาคดีทุจริต ล่าสุดจากศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง แม้ยังไม่มีการประทับรับฟ้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แต่ถือเป็นสัญญาณบวกที่ชัดเจน เพราะศาลสั่งให้ กกต. ชี้แจงข้อเท็จจริงสำคัญภายใน 1 เดือน ทำให้กระบวนการทางกฎหมายเริ่มเดินหน้าแล้ว

“วาโย” พอใจคำสั่งศาลอาญาคดีทุจริต ชี้มีสัญญาณบวก

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 ที่ศาลอาญาคดีทุจริตกลาง พรรคประชาชนพร้อมโจทก์ 4 ราย ได้ยื่นฟ้อง กกต. และพวก รวม 9 คน ในข้อหากระทำผิดฐานทุจริตเลือกตั้ง โดยเฉพาะประเด็นการใส่ QR Code ในบัตรเลือกตั้ง สส. แบ่งเขต และ Barcode ในบัตร สส. บัญชีรายชื่อ ซึ่งอาจทำให้การลงคะแนนไม่เป็นความลับตามรัฐธรรมนูญ

ศาลมีคำสั่งน่าสนใจ โดยให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องเพิ่มเติมในส่วนเจตนาพิเศษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และอ้างกฎหมายลำดับรอง เช่น ระเบียบหรือประกาศของ กกต. เพื่อให้คำฟ้องสมบูรณ์ยิ่งขึ้น วาโยยอมรับว่าจะรีบแก้ไขภายใน 30 วัน เพื่อความรัดกุม

คำถามสำคัญที่ศาลสั่งให้ กกต. ชี้แจง

จุดเด่นคือศาลใช้ข้อบังคับของศาลฎีกาฉบับที่ 2 พ.ศ. 2560 ข้อ 3 สั่งให้ กกต. ชี้แจงข้อเท็จจริงเบื้องต้น 3 ข้อ ภายใน 24 เมษายน 2569 โดยคำถามที่เจาะลึกประเด็น QR Code และ Barcode มีดังนี้

  • คำว่า “ลับ” ในรัฐธรรมนูญว่าด้วยการลงคะแนนเสียงโดยตรงและลับ หมายความว่าอย่างไร
  • กกต. อาศัยกฎหมายใดใส่ QR Code ในบัตร สส. แบ่งเขต และ Barcode ในบัตร สส. บัญชีรายชื่อ เหตุผลคืออะไร และสัญลักษณ์เหล่านี้ทำให้ทราบได้หรือไม่ว่าผู้ลงคะแนนเลือกใคร
  • หากสแกนสัญลักษณ์ได้ จะตรวจสอบเมื่อใด มีหลักเกณฑ์และขั้นตอนอย่างไรในการอ่านค่า

วาโยชี้ว่า “วาโย” พอใจคำสั่งศาลอาญาคดีทุจริต นี้เพราะศาลไม่ชักช้า เปิดโอกาสแก้ฟ้องพร้อมสอบถาม กกต. ทันที ถัดไปศาลจะมีคำสั่งอีกครั้งใน 24 มิถุนายน 2569 และโจทก์มีเวลาคัดค้านคำชี้แจงของ กกต. ถึง 17 มิถุนายน

บริบทคดีและผลกระทบ

คดีนี้เกิดจากข้อกังวลเรื่องความลับในการเลือกตั้ง 2566 ที่บัตรมีสัญลักษณ์ดิจิทัล ซึ่งอาจถูกสแกนติดตามการลงคะแนนได้ สร้างคำถามถึงความโปร่งใสของ กกต. วาโยมองว่าแม้ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องแยกต่างหาก แต่เป็นคดีคนละประเด็น คดีอาญานี้เน้นพยานหลักฐาน ไม่ใช่แค่ความเห็น

จากประสบการณ์ วาโยเชื่อว่าคำสั่งนี้เป็นสัญญาณดี ศาลมีอำนาจไต่สวนระหว่างรอแก้ฟ้อง และหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยลบต่อ กกต. ข้อเท็จจริงนั้นจะถูกนำมาใช้เสริมคำฟ้องได้ คดีนี้อาจยาว 5-10 ปี แต่ไม่กระทบการเมืองโดยตรง ต่างจากศาลรัฐธรรมนูญที่อาจสั่งเลือกตั้งใหม่

ประเด็น QR Code ในบัตรเลือกตั้งกลายเป็นที่ถกเถียงหนัก ประชาชนจำนวนมากตั้งคำถามถึงหลักการเลือกตั้งลับ หาก กกต. ชี้แจงได้ชัดเจน จะช่วยคลายข้อสงสัย แต่หากมีช่องโหว่ อาจนำไปสู่การตรวจสอบทุจริตใหญ่

ในมุมมองของเรา คำสั่งศาลนี้แสดงให้เห็นว่ากระบวนการยุติธรรมยังทำงานได้ดี แม้การเมืองร้อนระอุ แต่กฎหมายคือเครื่องมือสำคัญในการรักษาความเชื่อมั่น คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้ ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ และแชร์บทความเพื่อให้ข้อมูลแพร่หลาย

ที่มา – “วาโย” พอใจคำสั่งศาลอาญาคดีทุจริต ชี้แม้ยังไม่ประทับรับฟ้อง กกต. แต่มีสัญญาณบวก

“อรรถพล” ยันพบความผิดบริษัทน้ำมันอ่างทอง ราคาสูงเกิน

ในช่วงที่สถานการณ์น้ำมันเชื้อเพลิงมีความผันผวน ผู้บริโภคหลายคนกังวลเรื่องการกักตุนและราคาที่สูงเกินจริง ล่าสุดมีข่าวสำคัญที่ “อรรถพล” ยันพบความผิดบริษัทน้ำมันที่จ.อ่างทอง ไม่รายงานใบกำกับขนส่ง จำหน่ายราคาสูงเกินกำหนด ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานได้สั่งการให้ตรวจสอบอย่างเข้มข้นทั่วประเทศ เพื่อปกป้องสิทธิผู้ใช้บริการ

“อรรถพล” ยันพบความผิดบริษัทน้ำมันที่จ.อ่างทอง ไม่รายงานใบกำกับขนส่ง จำหน่ายราคาสูงเกินกำหนด

วันที่ 22 มีนาคม 2569 นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ออกมาประกาศสั่งการด่วน โดยมอบหมายให้พลังงานจังหวัด (พนจ.) ทั่วประเทศลงพื้นที่ตรวจสอบสถานีบริการน้ำมันและสถานที่เก็บรักษาน้ำมันทุกแห่งที่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวง เน้นย้ำให้รายงานผลการตรวจสอบเรื่องการกักตุนน้ำมันอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้เกิดช่องโหว่ในการเอารัดเอาเปรียบประชาชน

รายละเอียดความผิดเบื้องต้นที่พบในจังหวัดอ่างทอง

จากกรณีที่เกิดขึ้นในจังหวัดอ่างทอง เจ้าหน้าที่พบความผิดปกติของบริษัทน้ำมันแห่งหนึ่ง โดย “อรรถพล” ยันพบความผิดบริษัทน้ำมันที่จ.อ่างทอง ไม่รายงานใบกำกับขนส่ง จำหน่ายราคาสูงเกินกำหนด ขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่ามีการกักตุนจริงหรือไม่ แต่สิ่งที่ชัดเจนคือการละเมิดกฎหมายใน 2 ประเด็นหลัก

  • ไม่รายงานใบกำกับการขนส่ง: ซึ่งเป็นเอกสารสำคัญที่ต้องแจ้งให้หน่วยงานทราบทุกครั้งที่มีการเคลื่อนย้ายน้ำมัน เพื่อติดตามปริมาณและป้องกันการผิดกฎหมาย
  • จำหน่ายน้ำมันในราคาสูงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด: ทำให้ผู้บริโภคเสียเปรียบ โดยราคาต้องเป็นไปตามที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจปิโตรเลียม (กบง.) ประกาศ

หากผลตรวจสอบยืนยัน กระทรวงพลังงานจะร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด เพื่อเป็นเยี่ยงอย่างแก่ผู้ประกอบการรายอื่น

คำสั่งเร่งด่วนจากนายอรรถพล

นายอรรถพลได้กำชับพลังงานจังหวัดให้เกาะติดสถานการณ์อย่างใกล้ชิด รายงานผลทุกวัน จนกว่าจะเข้าสู่ภาวะปกติ โดยเน้นการตรวจสอบปั๊มน้ำมัน สถานีบริการ และโกดังเก็บน้ำมันทั่วประเทศ เพื่อป้องกันปัญหาการกักตุนที่อาจเกิดจากความต้องการที่เพิ่มสูงหรือปัจจัยภายนอก เช่น ความขัดแย้งระหว่างประเทศที่กระทบราคาน้ำมันโลก

“ผมได้สั่งการให้พลังงานจังหวัดทั่วประเทศติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและรายงานผลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยจะมีการดำเนินการร่วมกับกระทรวงมหาดไทย พาณิชย์จังหวัด และเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อไม่ให้มีการกักตุน หรือการจำหน่ายในราคาที่สูงเกินควร ซึ่งกระทรวงพลังงานจะยังคงเกาะติดสถานการณ์เช่นนี้ไปจนกว่าจะกลับเข้าสู่สภาวะปกติ เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภค” นายอรรถพล กล่าว

การประสานงานระหว่างหน่วยงานรัฐ

เพื่อให้การตรวจสอบมีประสิทธิภาพ กระทรวงพลังงานจะร่วมมือกับหน่วยงานอื่นๆ ดังนี้

  • กระทรวงมหาดไทย: ผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นช่วยตรวจสอบพื้นที่
  • พาณิชย์จังหวัด: ดูแลเรื่องการกำหนดราคาสินค้าและปราบปรามการผูกขาด
  • เจ้าหน้าที่ตำรวจ: จัดการด้านกฎหมายและป้องกันการกระทำผิด

มาตรการนี้ไม่เพียงแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ยังช่วยเสริมระบบการกำกับดูแลระยะยาว โดยอ้างอิงพระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 และกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ซึ่งกำหนดโทษปรับสูงสุดหลายล้านบาทและจำคุกสำหรับผู้ฝ่าฝืน

จากประสบการณ์ในอดีต เช่น กรณีตรวจค้นปั๊มน้ำมันในปีก่อนๆ ที่พบการโกงมิเตอร์หรือปรับราคาเกิน พบว่าการลงพื้นที่อย่างต่อเนื่องช่วยลดปัญหาได้กว่า 70% ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ก็ให้ความร่วมมือเพราะกลัวบทลงโทษหนัก

สำหรับผู้บริโภค สถานการณ์นี้เป็นสัญญาณดีว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับราคาน้ำมันที่เป็นธรรม หากคุณพบปั๊มที่มีราคาสงสัยหรือมีพฤติกรรมน่าสงสัย สามารถแจ้งได้ที่สายด่วนพลังงาน 1364 หรือพลังงานจังหวัดใกล้บ้าน เพื่อช่วยกันรักษาความโปร่งใส

สุดท้าย การดำเนินการของนายอรรถพลครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องประชาชนจากราคาน้ำมันที่ไม่สมเหตุสมผล ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นในระบบพลังงานของไทยได้อย่างยั่งยืน

ที่มา – “อรรถพล” ยันพบความผิดบริษัทน้ำมันที่จ.อ่างทอง ไม่รายงานใบกำกับขนส่ง จำหน่ายราคาสูงเกินกำหนด

สว.สำรอง ยื่นศาลปกครองกลาง ห้ามกกต.ใช้สำนวนคดีฮั้ว

สว.สำรอง ยื่นศาลปกครองกลาง เพื่อขอให้สั่งหยุดชะงักการทำงานของ กกต. ในคดีฮั้วเลือกตั้ง สว. ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทย วันนี้เรามาเจาะลึกกันว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง และทำไมถึงต้องไปถึงขั้นยื่นศาลปกครองกลางและศาลปกครองสูงสุดด้วย

สว.สำรอง ยื่นศาลปกครองกลาง สั่งระงับห้าม กกต. นำสำนวนปล่อยผี

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 16 มีนาคม 2569 ที่สำนักงาน กกต. คณะ สว.สำรอง นำโดย นายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล ได้แถลงข่าวหลังจากยื่นคำร้องต่อศาลปกครองกลางและศาลปกครองสูงสุด ขอให้มีคำสั่งทางปกครองสั่งห้าม กกต. นำผลการวินิจฉัยจากคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชุดที่ 36 มาพิจารณาต่อ โดยชุดนี้มีมติ 5 ต่อ 2 ยกคำร้องคดีฮั้ว สว. เนื่องจากเห็นว่าไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอต่อผู้ถูกกล่าวหา 138 สว. คณะกรรมการบริหารพรรคการเมือง และเครือข่ายอีก 91 คน รวม 229 ราย

ประเด็นสำคัญคือ การตั้งคณะอนุวินิจฉัยชุดที่ 36 โดยนายอิทธิพร บุญประคอง อดีตประธาน กกต. ถือว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเกินกรอบเวลาที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ว. กำหนดไว้ว่า กกต. ต้องพิจารณาคำร้องทุจริตภายใน 1 ปี นี่คือเหตุผลหลักที่ทำให้ สว.สำรอง ยื่นศาลปกครองกลาง เพื่อขอไต่สวนฉุกเฉินและคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว

เหตุผลที่ สว.สำรอง ยื่นศาลปกครองกลาง

ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการสืบสวนไต่สวนชุดที่ 26 ได้ลงพื้นที่เก็บหลักฐานคดีฮั้ว สว. จนได้พยานหลักฐานแน่นหนา สนับสนุนให้ดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องทั้ง 229 คน แต่ชุดอนุวินิจฉัย 36 กลับพลิกมติ ไม่ยอมรับหลักฐานเหล่านั้น โดยอ้างว่าไม่มีมูล นายอัครวัฒน์ตั้งคำถามว่า ชุด 36 หาข้อมูลมาจากไหนมาหักล้างหลักฐานชุด 26 ได้

  • การตั้งชุดอนุวินิจฉัยไม่ถูกต้อง: ไม่เป็นไปตามกฎหมาย
  • เกินกำหนดเวลา: กกต. ต้องเคลียร์คดีภายใน 1 ปี
  • หลักฐานชุด 26 ชัดเจน: แต่ถูกยกเลิกโดยมติเสียงข้างมาก
  • ป้องกันความไม่เป็นธรรม: ห้าม กกต. ใช้สำนวนปล่อยผีนี้

คดีฮั้ว สว. เกิดจากการเลือกตั้ง สว. เมื่อปี 2567 ที่ถูกกล่าวหาว่ามีการรวมตัวฮั้วกันเพื่อชิงตำแหน่ง สว. 200 คน สร้างความฮือฮาและถูกร้องเรียนจำนวนมาก สว.สำรองกลุ่มนี้คือผู้ที่ไม่ได้เป็น สว. แต่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วน ทำให้ต้องต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิ์

ผลกระทบหากศาลรับคำร้อง

หากศาลปกครองกลางรับคำร้องและสั่งคุ้มครอง จะทำให้ กกต. หยุดนำสำนวนชุด 36 ไปใช้ ซึ่งอาจนำไปสู่การสอบสวนใหม่ตามหลักฐานชุด 26 ที่แข็งแกร่งกว่า นี่จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการตรวจสอบความโปร่งใสการเลือกตั้ง สว. ที่หลายฝ่ายจับตา

นอกจากนี้ ยังสะท้อนปัญหาในระบบยุติธรรมการเลือกตั้งของไทย ที่บางครั้งถูกครอบงำด้วยดุลกำลังหรือเส้นสาย การที่ สว.สำรอง ยื่นศาลปกครองกลาง แสดงถึงความมุ่งมั่นในการยืนหยัดต่อสู้เพื่อความยุติธรรม

ติดตามพัฒนาการคดีนี้ต่อไป เพราะอาจส่งผลต่อการเมืองชั้นในของประเทศ คุณคิดเห็นอย่างไรกับกรณีนี้ ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความเพื่อให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะ

ที่มา – สว.สำรอง ยื่นศาลปกครองกลาง สั่งระงับห้าม กกต. นำสำนวนปล่อยผีคดีฮั้ว สว. มาพิจารณา

Scroll to top