การพัฒนาสังคม

“ยศชนัน” ลุยยโสธร คิกออฟแก้จนเบ็ดเสร็จ – ดันแพลตฟอร์ม AI ยกระดับทักษะ-สร้างรายได้

เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนคงได้ติดตามข่าวคราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของพี่น้องชาวไทยกันบ้างแล้ว โดยล่าสุด ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ได้ลงพื้นที่จังหวัดยโสธรเพื่อเปิดตัวโครงการสำคัญที่น่าจับตามองอย่าง “ยศชนัน” ลุยยโสธร คิกออฟแก้จนเบ็ดเสร็จ – ดันแพลตฟอร์ม AI ยกระดับทักษะ-สร้างรายได้ เพื่อมุ่งเน้นการแก้ปัญหาความยากจนในระดับฐานรากอย่างยั่งยืน

“ยศชนัน” ลุยยโสธร คิกออฟแก้จนเบ็ดเสร็จ – ดันแพลตฟอร์ม AI ยกระดับทักษะ-สร้างรายได้

การลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่ธรรมดาแน่นอน เพราะท่านรองนายกรัฐมนตรีเน้นย้ำถึงการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่และการทำงานวิจัยเข้ามาช่วยจัดการปัญหา โดยโมเดลนี้ไม่ได้เน้นเพียงการให้เงินช่วยเหลือ แต่เป็นการใช้แพลตฟอร์ม AI ในการคัดกรองและสแกนกลุ่มคนที่ตกหล่นจากระบบ เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง นอกจากนี้ยังมีการนำเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้เพื่อการพัฒนาที่จับต้องได้จริง

เจาะลึก 5 ด้านแห่งการพึ่งพาตนเอง

ระบบการทำงานของ “ยศชนัน” ลุยยโสธร คิกออฟแก้จนเบ็ดเสร็จ – ดันแพลตฟอร์ม AI ยกระดับทักษะ-สร้างรายได้ ครอบคลุมถึงแนวคิดการสร้างความมั่นคงใน 5 มิติหลัก ได้แก่:

  • ทุนมนุษย์: การพัฒนาทักษะอาชีพที่จำเป็น เพื่อให้คนสามารถสร้างงานได้ด้วยตัวเอง
  • ทุนกายภาพ: การปรับปรุงที่อยู่อาศัยให้มีความปลอดภัยและถูกสุขลักษณะ รวมถึงการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐาน
  • ทุนธรรมชาติ: การบริหารจัดการทรัพยากรในพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
  • ทุนเศรษฐกิจ: การเพิ่มรายได้ผ่านนวัตกรรมและการเชื่อมโยงตลาด
  • ทุนสังคม: การสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนและภาคีเครือข่าย

จากการติดตามผลในพื้นที่จังหวัดยโสธร เราได้เห็นตัวอย่างความสำเร็จที่เกิดขึ้นจริง ไม่ว่าจะเป็นการซ่อมแซมบ้านเรือนของผู้สูงอายุ หรือการทำศูนย์เรียนรู้โมเดลแปลงรวมเกษตรอินทรีย์ บ้านหนองแหน ที่เปลี่ยนพื้นที่ว่างให้กลายเป็นแหล่งทำกินร่วมกัน สิ่งเหล่านี้คือหัวใจสำคัญของการทำให้คนจนสามารถลุกขึ้นมายืนด้วยลำแข้งของตัวเองได้อีกครั้ง

ในอนาคตอันใกล้ กระทรวง อว. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมขยายผลโครงการนี้ไปยังทั่วประเทศ โดยใช้ข้อมูลวิจัยเป็นตัวนำทางและมี AI เป็นผู้ช่วยสำคัญในการวิเคราะห์ข้อมูลคนจน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและแก้ปัญหาความยากจนข้ามรุ่นได้อย่างถาวร นับเป็นก้าวสำคัญที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าคุณภาพชีวิตของคนไทยให้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

บทเรียนจากการทำงานนี้สอนให้รู้ว่า หากเราเข้าใจปัญหาที่แท้จริงและใช้นวัตกรรมเข้าช่วยอย่างเหมาะสม ความยากจนก็ไม่ใช่เรื่องที่แก้ไขไม่ได้ หากเพื่อนๆ สนใจในเรื่องราวการขับเคลื่อนสังคมแบบนี้ สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารอัปเดตอย่างต่อเนื่องได้ เพื่อร่วมเป็นแรงผลักดันให้สังคมไทยน่าอยู่ยิ่งขึ้นครับ

ที่มา – “ยศชนัน” ลุยยโสธร คิกออฟแก้จนเบ็ดเสร็จ – ดันแพลตฟอร์ม AI ยกระดับทักษะ-สร้างรายได้

“พลพีร์” ตั้งเป้า ฝ่ายปกครอง-ชุดเฉพาะกิจ มท. ทำงานเชิงรุกทุก 30 วัน

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจ เมื่อนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาขีดเส้นตายให้การทำงานของหน่วยงานในสังกัดเปลี่ยนผ่านสู่ยุคใหม่ โดยมุ่งเน้นการปราบปรามสิ่งผิดกฎหมายอย่างจริงจัง ภายใต้โจทย์สำคัญที่ว่า “พลพีร์” ตั้งเป้า ฝ่ายปกครอง -ชุดเฉพาะกิจ มท. ทำงานเชิงรุก ต้องเห็นผลรูปธรรมทุก 30 วัน เพื่อสร้างความอุ่นใจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทั่วประเทศ

“พลพีร์” ตั้งเป้า ฝ่ายปกครอง -ชุดเฉพาะกิจ มท. ทำงานเชิงรุก ต้องเห็นผลรูปธรรมทุก 30 วัน

แนวทางการทำงานครั้งนี้ไม่ได้มาเล่นๆ แต่เป็นการบูรณาการชุดเฉพาะกิจถึง 5 ชุด เพื่อลุยจัดระเบียบสังคมในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องยาเสพติด การหลอกลวงทางไซเบอร์ ไปจนถึงปัญหาโรงแรมเถื่อนที่กระจายอยู่ทั่วประเทศกว่า 80,000 แห่ง ซึ่งท่านรัฐมนตรีก็ได้ย้ำชัดว่าต้อง Reform, Reset และ Enforce เพื่อให้การทำงานในพื้นที่มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้

ยุทธศาสตร์การทำงานเชิงรุกที่ต้องเห็นผลจริง

  • การสแกนพื้นที่: ฝ่ายปกครองต้องทำงานเชิงรุก ไม่รอให้แจ้งเบาะแส เพื่อขจัดปัญหาอาชญากรรมตั้งแต่ต้นตอ
  • การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้: ยกระดับการบริการประชาชนผ่านระบบออนไลน์และ Social Listening เพื่อให้เข้าถึงง่ายและทันสมัย
  • ตรวจสอบสัญชาติและสิทธิ: เข้มงวดกับปัญหาการสวมสิทธิบัตรประชาชนหรือเอกสารสิทธิที่เอื้อประโยชน์ให้ต่างชาติมาเอาเปรียบคนไทย

นอกจากมาตรการปราบปรามแล้ว ยังเน้นย้ำถึงการปรับปรุงระบบหลังบ้านให้มีความรวดเร็ว “พลพีร์” ตั้งเป้า ฝ่ายปกครอง -ชุดเฉพาะกิจ มท. ทำงานเชิงรุก ต้องเห็นผลรูปธรรมทุก 30 วัน โดยกำหนดให้มีการประชุมติดตามผลทุกวันพุธที่ 2 ของเดือน นี่ถือเป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นถึงความจริงจังของกระทรวงมหาดไทยในการกวาดล้างสิ่งไม่ถูกต้องออกจากสังคมไทยอย่างเป็นระบบ

หากเรามองในมุมของประชาชน นโยบายนี้เปรียบเสมือนการคืนความมั่นใจให้ผู้บริสุทธิ์ การตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนและมีการรายงานผลแบบรายเดือน ไม่เพียงแต่ช่วยให้การทำงานของเจ้าหน้าที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ยังช่วยให้ช่องว่างระหว่างรัฐกับประชาชนลดน้อยลง หวังว่าการขับเคลื่อนในครั้งนี้จะดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและนำไปสู่ความสงบสุขที่ยั่งยืนในสังคมไทยอย่างแท้จริง

ที่มา – “พลพีร์” ตั้งเป้า ฝ่ายปกครอง -ชุดเฉพาะกิจ มท. ทำงานเชิงรุก ต้องเห็นผลรูปธรรมทุก 30 วัน

ครม. ผลักดันหลักสูตรป้องกันความรุนแรงในสถานศึกษา เชื่อมฐานข้อมูลกลางทั่วประเทศ

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินข่าวเกี่ยวกับปัญหาสังคมที่เกิดขึ้นภายในครอบครัวกันอยู่บ่อยครั้งใช่ไหมคะ ล่าสุดรัฐบาลได้ขยับตัวครั้งสำคัญด้วยการมีมติ ครม. ผลักดันหลักสูตรป้องกันความรุนแรงในสถานศึกษา เชื่อมฐานข้อมูลกลางทั่วประเทศ เพื่อแก้ปัญหาที่ต้นเหตุอย่างจริงจัง หลังจากตัวเลขสถิติในปี 2566 พบเหตุการณ์ความรุนแรงในครอบครัวพุ่งสูงถึงกว่า 24,000 ครั้ง ซึ่งถือเป็นสัญญาณเตือนภัยที่น่าตกใจมากสำหรับสังคมไทย

ครม. ผลักดันหลักสูตรป้องกันความรุนแรงในสถานศึกษา เชื่อมฐานข้อมูลกลางทั่วประเทศ เพื่ออนาคตที่ดีกว่า

จากรายงานของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พบว่าผู้ที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 10-20 ปี ซึ่งเป็นวัยที่กำลังเรียนรู้และเติบโต ดังนั้น การที่ ครม. ผลักดันหลักสูตรป้องกันความรุนแรงในสถานศึกษา เชื่อมฐานข้อมูลกลางทั่วประเทศ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของกฎหมาย แต่คือการปลูกฝัง ‘ทักษะชีวิต’ ให้กับเด็กและเยาวชน เพื่อให้พวกเขารู้จักการเคารพสิทธิผู้อื่น การจัดการความขัดแย้งด้วยเหตุผล แทนที่จะใช้กำลังเป็นทางออกของปัญหา

ทำไมต้องเริ่มจากสถานศึกษาและฐานข้อมูลกลาง?

การจะแก้ปัญหาความรุนแรงให้เห็นผล ต้องเริ่มจากการเข้าถึงข้อมูลที่แม่นยำเสียก่อน การเชื่อมข้อมูลกลางจะช่วยให้ภาครัฐติดตามและวางแผนช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางได้ทันท่วงที นอกจากนี้ ยังมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้:

  • การปรับปรุงหลักสูตร: เพิ่มเนื้อหาในวิชาเรียนเพื่อสอนวิธีรับมือกับสถานการณ์ที่ยากลำบาก
  • การสร้างเครือข่ายความปลอดภัย: บูรณาการทุกหน่วยงานเพื่อดูแลผู้ได้รับผลกระทบแบบครบวงจร
  • การฝึกบุคลากร: สนับสนุนให้คณะนิติศาสตร์เน้นย้ำเรื่องกฎหมายคุ้มครองครอบครัวมากขึ้น

หากเราต้องการสร้าง ‘สังคมอยู่ดี’ ให้เกิดขึ้นจริง เราทุกคนต้องร่วมมือกันเริ่มตั้งแต่ระดับครอบครัวจนถึงระดับนโยบาย เพราะความรุนแรงไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่มันคือปัญหาส่วนรวมที่ส่งผลต่ออนาคตของชาติ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตั้งแต่วัยเด็กผ่าน ครม. ผลักดันหลักสูตรป้องกันความรุนแรงในสถานศึกษา เชื่อมฐานข้อมูลกลางทั่วประเทศ จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญมากในการลดวงจรความรุนแรงในสังคมไทยให้หมดไป

ในฐานะพวกเราทุกคน การส่งต่อความเข้าใจและการไม่นิ่งเฉยต่อความรุนแรงรอบตัว จะช่วยเป็นแรงผลักดันให้มาตรการภาครัฐเห็นผลสัมฤทธิ์ได้เร็วขึ้น มาช่วยกันเป็นหูเป็นตาเพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้กับลูกหลานของเรากันเถอะค่ะ

ที่มา – ครม. ผลักดันหลักสูตรป้องกันความรุนแรงในสถานศึกษา เชื่อมฐานข้อมูลกลางทั่วประเทศ

ผลักดันกรุงเทพฯ เป็นเมืองสิทธิมนุษยชน ที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ในยุคที่การเลือกตั้งท้องถิ่นทวีความสำคัญมากขึ้น แอมเนสตี้และภาคประชาสังคมได้ร่วมกันส่งเสียงสะท้อนถึงว่าที่ผู้ว่าฯ กทม. เพื่อร่วมกันผลักดันกรุงเทพฯ เป็น “เมืองสิทธิมนุษยชน” ที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ให้เกิดขึ้นจริงไม่ใช่แค่เพียงวาทกรรมทางการเมือง โดยเน้นย้ำว่าสิทธิมนุษยชนไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นสิ่งที่ทุกคนสัมผัสได้ในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ทางเท้าไปจนถึงสวัสดิการพื้นฐาน

ผลักดันกรุงเทพฯ เป็น “เมืองสิทธิมนุษยชน” ที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

การพัฒนาเมืองในมุมมองใหม่ไม่ได้ถูกวัดเพียงแค่ความทันสมัยหรือความเป็นระเบียบ แต่ต้องตั้งคำถามว่าเมืองนั้นโอบรับความหลากหลายและดูแลคนตัวเล็กตัวน้อยอย่างไร แอมเนสตี้ ประเทศไทยชี้ว่า นี่คือหัวใจสำคัญของการทำให้กรุงเทพมหานครเป็นพื้นที่สำหรับทุกคนอย่างแท้จริง ผ่านการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมและประชาชนในการตรวจสอบนโยบายของผู้บริหารเมือง

เสียงจากภาคประชาสังคมต่อการผลักดันกรุงเทพฯ เป็น “เมืองสิทธิมนุษยชน” ที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

หลายภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นมูลนิธิอิสรชน เครือข่ายสลัม 4 ภาค หรือกลุ่มผู้ค้าหาบเร่แผงลอย ต่างมีความต้องการให้ผู้ว่าฯ กทม. เข้ามาดูแลคุณภาพชีวิตอย่างเป็นระบบ โดยมองว่าเมืองที่น่าอยู่คือเมืองที่ไม่มีใครถูกทอดทิ้ง เมื่อเกิดวิกฤตความเหลื่อมล้ำ พื้นที่สาธารณะต้องทำหน้าที่เป็นที่รองรับ ไม่ใช่อุปกรณ์ในการไล่รื้อหรือเบียดขับผู้คนออกจากพื้นที่

  • การมีส่วนร่วม: ประชาชนต้องมีสิทธิ์พูดและตั้งคำถามได้โดยไม่มีความหวาดกลัว
  • ความเท่าเทียมในบริการ: บริการของรัฐต้องเข้าถึงคนทุกกลุ่มโดยไร้อคติ
  • สิทธิที่อยู่อาศัย: ความมั่นคงในการอยู่อาศัยคือศักดิ์ศรีขั้นพื้นฐาน
  • สวัสดิการเมือง: ระบบต้องดูแลคนอย่างทั่วถึงมากกว่าเน้นเพียงโครงสร้างพื้นฐาน

ท้ายที่สุด การเปลี่ยนกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองสิทธิมนุษยชน ไม่ควรขึ้นอยู่กับตัวบุคคล แต่ต้องสร้างเป็นระบบที่ยั่งยืน มีตัวชี้วัดที่ตรวจสอบได้ และมีงบประมาณรองรับอย่างชัดเจน นี่คือโอกาสสำคัญที่ประชาชนควรช่วยกันกดดันให้ว่าที่ผู้บริหารเมืองเปลี่ยนวิสัยทัศน์ สู่การสร้างกรุงเทพฯ ที่ดีกว่าเดิมเพื่อคนทุกกลุ่มในสังคม ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิง คนพิการ หรือกลุ่มคนเปราะบาง เพราะเมืองจะเติบโตอย่างมั่นคงได้ ก็ต่อเมื่อทุกคนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรีและเท่าเทียม

ที่มา – แอมเนสตี้-ภาคประชาสังคม ผลักดัน กรุงเทพฯ เป็น “เมืองสิทธิมนุษยชน” ที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

“อัครนันท์” เดินหน้าศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ ช่วยเพื่อนครูจากความไม่ยุติธรรม

สวัสดีครับเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกท่าน วันนี้เรามีเรื่องราวดีๆ ที่น่าจับตามองในแวดวงการศึกษา เมื่อคุณอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ออกมาขับเคลื่อนนโยบายที่เน้นการปกป้องและดูแลขวัญกำลังใจของคนทำอาชีพครูอย่างจริงจัง ผ่านการเปิดตัวอย่างเป็นทางการของ “อัครนันท์” เดินหน้าศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ ช่วยเพื่อนครูจากความไม่ยุติธรรม เพื่อให้ครูทั่วประเทศรู้สึกอุ่นใจว่าจะมีพื้นที่ปลอดภัยในการทำงานอย่างแน่นอน

“อัครนันท์” เดินหน้าศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ ช่วยเพื่อนครูจากความไม่ยุติธรรม

การจัดตั้งศูนย์นี้ขึ้นมาไม่ใช่แค่เพียงนโยบายเชิงสัญลักษณ์ แต่เป็นการสร้างกลไกที่จับต้องได้จริง ท่านรัฐมนตรีช่วยฯ ได้ให้ความสำคัญอย่างมากกับการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ เพื่อให้ครูกว่า 4 แสนคนทั่วประเทศสามารถสื่อสารปัญหาได้โดยตรงผ่านระบบ Traffy Fondue ลดขั้นตอนที่ยุ่งยากและเลี่ยงระบบอุปถัมภ์ที่อาจไม่ได้รับความยุติธรรม ซึ่งถือเป็นการปฏิรูปการบริหารงานบุคคลที่ทันสมัยและตอบโจทย์วิถีชีวิตครูในยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง

ทำไมศูนย์พิทักษ์สิทธิฯ ถึงเป็นกลไกสำคัญในยุคนี้?

ปัจจุบันปัญหาที่ครูต้องเผชิญไม่ได้มีแค่เรื่องการสอน แต่ยังมีแรงกดดันรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงในรูปแบบต่างๆ หรือความกดดันจากภายนอก ซึ่ง “อัครนันท์” เดินหน้าศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ ช่วยเพื่อนครูจากความไม่ยุติธรรม ได้ตอบโจทย์สิ่งนี้ด้วยการบูรณาการความร่วมมือกับหลายหน่วยงาน ดังนี้:

  • การแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์: แก้ไขปัญหาความล่าช้าในการจัดการเรื่องร้องเรียน
  • สุขภาพจิตและอารมณ์: ร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงพม. เพื่อเยียวยาจิตใจครูที่เผชิญภาวะวิกฤต
  • ความโปร่งใส: ทุกเรื่องร้องเรียนจะถึงมือผู้บริหารโดยตรง ไม่มีการปิดกั้นหรือดองเรื่อง

ท้ายที่สุด การขับเคลื่อนนโยบายนี้สะท้อนให้เห็นว่า หากครูมีความสุข มีความปลอดภัย และได้รับการปกป้องจากหน่วยงานต้นสังกัดอย่างจริงจัง ครูย่อมมีพลังที่มากพอในการถ่ายทอดความรู้และสร้างแรงบันดาลใจให้แก่เด็กนักเรียน ซึ่งเปรียบเสมือนหัวใจหลักของอนาคตชาติ นี่คือจุดเริ่มต้นที่ดีและเราควรสนับสนุนให้การทำงานของศูนย์นี้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องเพื่อประโยชน์สูงสุดของครูไทยทุกคนครับ

ที่มา – “อัครนันท์” เดินหน้าศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ ช่วยเพื่อนครูจากความไม่ยุติธรรม

นายกฯ หนุน Road to Bangkok WorldPride 2030 สู่ความเท่าเทียม

นายกฯ หนุน Road to Bangkok WorldPride 2030 สู่ความเท่าเทียมระดับโลก

ต้อนรับเดือนมิถุนายนที่เป็นเดือนแห่งความภาคภูมิใจหรือ Pride Month อย่างยิ่งใหญ่! ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้ประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนในการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดงานระดับโลก Road to Bangkok WorldPride 2030 ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยพร้อมแล้วที่จะก้าวไปสู่สังคมที่โอบรับความหลากหลายทางเพศอย่างเต็มรูปแบบ โดยนายกฯ ได้ร่วมกิจกรรมประชาสัมพันธ์และย้ำถึงความสำคัญของการสร้างความเสมอภาคให้กับคนทุกกลุ่มในสังคม

พลังแห่งความร่วมมือกับ Road to Bangkok WorldPride 2030

ความน่าสนใจของกระแส Road to Bangkok WorldPride 2030 ในปีนี้ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในกรุงเทพมหานครเท่านั้น แต่มีการขยายผลความร่วมมือไปยังระดับจังหวัดอย่างเป็นรูปธรรม โดยเมื่อไม่นานมานี้ได้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์กับภาคีเครือข่าย เพื่อขับเคลื่อนนโยบายความเท่าเทียมทางเพศ โดยมีจังหวัดเข้าร่วมถึง 57 จังหวัดและอีก 1 เมือง สะท้อนให้เห็นว่ากลไกท้องถิ่นตื่นตัวและพร้อมสร้างพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน

นอกเหนือจากการติดเข็มกลัดเป็นสัญลักษณ์สนับสนุนแล้ว การเคลื่อนไหวของรัฐบาลผ่านโครงการนี้ยังมุ่งเน้นไปที่:

  • การส่งเสริมสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานให้เท่าเทียมกันทุกเพศ
  • การยกระดับภาพลักษณ์ประเทศไทยสู่สายตาชาวโลกในด้านความตระหนักรู้ถึงความหลากหลาย
  • การเตรียมความพร้อมโครงสร้างพื้นฐานทั่วประเทศเพื่อรองรับกิจกรรม Pride Month

การจัดงาน WorldPride ถือเป็นโอกาสทองทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว เพราะกิจกรรมเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงการเฉลิมฉลอง แต่ยังเป็นการประกาศศักยภาพของไทยในการเป็นจุดหมายปลายทางที่เปิดกว้างและเป็นมิตรกับคนทุกกลุ่ม หากเราสามารถทำโครงการ Road to Bangkok WorldPride 2030 ให้ประสบความสำเร็จได้จริง เชื่อมั่นว่าประเทศไทยจะเป็นผู้นำในภูมิภาคนี้อย่างแน่นอน

ในฐานะประชาชน เราทุกคนสามารถมีส่วนร่วมได้ง่ายๆ เพียงแค่เริ่มต้นจากการเปิดใจ ยอมรับความแตกต่าง และสนับสนุนความเท่าเทียมในชีวิตประจำวัน ความหลากหลายไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แต่คือสีสันที่จะทำให้สังคมไทยแข็งแกร่งและน่าอยู่ขึ้นอย่างแท้จริง มาเป็นกำลังใจให้ประเทศไทยก้าวไปสู่เวทีระดับโลกในปี 2030 ไปด้วยกันครับ

ที่มา – นายกฯ หนุน “Road to Bangkok WorldPride 2030” ชูพลังความเท่าเทียมทางเพศ

“ชัชชาติ” เปิดฉากหาเสียงวันแรก หลังจับได้หมายเลข 9 นั่ง BTS ตระเวนพบประชาชน

“ชัชชาติ” เปิดฉากหาเสียงวันแรก หลังจับได้หมายเลข 9 นั่ง BTS ตระเวนพบประชาชน

เริ่มต้นอย่างคึกคักสำหรับการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ครั้งนี้ เมื่อ“ชัชชาติ” เปิดฉากหาเสียงวันแรก หลังจับได้หมายเลข 9 นั่ง BTS ตระเวนพบประชาชน โดยบรรยากาศเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและรอยยิ้ม นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ในฐานะผู้สมัครอิสระ ได้เลือกใช้การเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะเป็นกลยุทธ์หลักในการเข้าถึงพี่น้องชาวกรุง เริ่มต้นที่บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อการเดินทางที่สำคัญของคนเมือง

นายชัชชาติเผยว่า การใช้รถไฟฟ้า BTS ไม่เพียงแต่สะดวก แต่ยังเป็นการแสดงให้เห็นว่าเขาให้ความสำคัญกับระบบขนส่งมวลชนอย่างแท้จริง การลงพื้นที่ครั้งนี้ถือเป็นการตอกย้ำนโยบายการพัฒนาสกายวอล์กให้ครอบคลุมและเชื่อมต่อพื้นที่ชุมชน โรงเรียน และโรงพยาบาล เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของทุกคนให้เดินทางได้อย่างสะดวกสบายและปลอดภัยมากขึ้น

ประสบการณ์ที่มากขึ้นกับเป้าหมายที่ชัดเจนกว่าเดิม

เมื่อถูกถามถึงความแตกต่างจากการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา นายชัชชาติยอมรับว่าครั้งนี้เขามีประสบการณ์ที่สั่งสมมามากขึ้น การกลับมาลงสนามอีกครั้งไม่ได้เป็นเพียงเพราะความตั้งใจเดิม แต่ยังเป็นความปรารถนาที่จะสานต่อนโยบายที่เคยเริ่มต้นไว้ โดยเฉพาะการจัดระเบียบทางเท้า พื้นที่สีเขียว และการพัฒนาสกายวอล์กในจุดยุทธศาสตร์ เช่น ย่านอโศกและบริเวณรอบอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

จากการที่ “ชัชชาติ” เปิดฉากหาเสียงวันแรก หลังจับได้หมายเลข 9 นั่ง BTS ตระเวนพบประชาชน ทำให้เขามีโอกาสได้รับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชนในหลากหลายประเด็น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจปากท้อง ความปลอดภัย หรือปัญหาแรงงานต่างด้าว ซึ่งเจ้าตัวยืนยันว่าปัญหาเหล่านี้จะได้รับการจัดการอย่างเป็นระบบ โดยอาศัยความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายและวิถีชีวิตของคนกรุงเทพฯ

นอกจากนี้ นายชัชชาติยังเน้นย้ำถึงแนวคิดการทำงานว่า “ชัชชาติ” เปิดฉากหาเสียงวันแรก หลังจับได้หมายเลข 9 นั่ง BTS ตระเวนพบประชาชน เพื่อบอกให้รู้ว่าเขาให้ความสำคัญกับเสียงของประชาชนมากที่สุด เขาเชื่อว่าการเป็นผู้ว่าฯ ที่ดีต้องไม่ใช่เพียงแค่นั่งอยู่ในห้องทำงาน แต่ต้องลงมาสัมผัสปัญหาจริงในพื้นที่ เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุดครับ

สรุปทิศทางนโยบายเด่น:

  • พัฒนาโครงข่ายสกายวอล์กให้เชื่อมต่อกันทั่ว กทม.
  • ส่งเสริมระบบขนส่งสาธารณะเพื่อลดปัญหาจราจรและมลพิษ
  • เพิ่มพื้นที่สีเขียวและการจัดการแผงลอยให้มีระเบียบ
  • รับฟังปัญหาประชาชนเพื่อนำไปพัฒนาเมืองสู่ความยั่งยืน

ความน่าสนใจของการหาเสียงครั้งนี้คือความเป็นกันเองและความจริงจังของทีมงานที่ร่วมกันทำงานด้วยใจ ในฐานะผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ถือเป็นโอกาสที่ดีที่จะได้เห็นทางเลือกที่เน้นการลงมือทำจริง หากใครได้มีโอกาสพบเจอนายชัชชาติระหว่างทาง อย่าลืมทักทายและแลกเปลี่ยนมุมมองกันได้นะครับ เพราะทุกเสียงของคุณคือกำลังใจสำคัญในการพัฒนาเมืองของเราให้ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ทุกวัน

ที่มา – “ชัชชาติ” เปิดฉากหาเสียงวันแรก หลังจับได้หมายเลข 9 นั่ง BTS ตระเวนพบประชาชน

“ภูร์ผา” นั่งโฆษก พม. คนใหม่ ลั่นมุ่งมั่นสื่อสารนโยบายตรงไปตรงมาเพื่อประชาชน

“ภูร์ผา” นั่งโฆษก พม. คนใหม่ ลั่นมุ่งมั่นสื่อสารนโยบายตรงไปตรงมาเพื่อประชาชน

ถือเป็นก้าวย่างครั้งสำคัญของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เมื่อมีการประกาศแต่งตั้งให้ “ภูร์ผา” นั่งโฆษก พม. คนใหม่ ลั่นมุ่งมั่นสื่อสารนโยบายตรงไปตรงมาเพื่อประชาชน อย่างเป็นทางการ โดยนายภูร์ผา ไทยแท้ ได้ออกมาเปิดเผยความพร้อมในการเข้ารับตำแหน่งสำคัญนี้ เพื่อเป็นกระบอกเสียงหลักในการเชื่อมโยงนโยบายจากภาครัฐไปสู่พี่น้องประชาชนทั่วประเทศ

ในยุคที่การสื่อสารมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิการสังคม การที่ “ภูร์ผา” นั่งโฆษก พม. คนใหม่ ลั่นมุ่งมั่นสื่อสารนโยบายตรงไปตรงมาเพื่อประชาชน จึงเป็นสิ่งที่น่าจับตามองอย่างมาก นายภูร์ผาได้กล่าวขอบคุณนายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวง พม. ที่ให้ความไว้วางใจมอบหมายภารกิจอันมีเกียรตินี้ โดยเจ้าตัวยืนยันว่าจะทำงานด้วยความโปร่งใสและมุ่งเน้นผลลัพธ์เป็นหลัก

แนวทางการทำงานของ ภูร์ผา กับภารกิจใหม่ใน พม.

สำหรับเป้าหมายหลักหลังจากที่ “ภูร์ผา” นั่งโฆษก พม. คนใหม่ ลั่นมุ่งมั่นสื่อสารนโยบายตรงไปตรงมาเพื่อประชาชน คือการลดช่องว่างระหว่างนโยบายภาครัฐกับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน โดยมีแนวทางการปฏิบัติงานที่ชัดเจนดังนี้:

  • การสื่อสารที่เข้าถึงง่าย: ย่อยข้อมูลซับซ้อนให้ประชาชนทุกกลุ่มเข้าใจได้รวดเร็ว
  • ความโปร่งใส: นำเสนอข้อมูลภารกิจของกระทรวงอย่างตรงไปตรงมา
  • การรับฟังเสียงสะท้อน: พร้อมเปิดรับความคิดเห็นเพื่อนำไปปรับปรุงการทำงาน

การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพคือหัวใจสำคัญของการทำงานในยุคปัจจุบัน หากประชาชนไม่รับรู้ถึงสิทธิหรือนโยบายที่เขาควรได้รับ การทำงานของภาครัฐย่อมไปไม่ถึงเป้าหมาย การที่นายภูร์ผาเข้ามารับหน้าที่นี้จึงเป็นเครื่องยืนยันว่ากระทรวง พม. กำลังเร่งปรับตัวเพื่อเข้าถึงกลุ่มผู้เปราะบางและประชาชนทุกคนให้ทันท่วงทีมากขึ้น เราคงต้องร่วมกันส่งกำลังใจให้กับการทำงานชิ้นสำคัญนี้ เพื่อให้คุณภาพชีวิตของคนในสังคมไทยดีขึ้นอย่างยั่งยืน

ที่มา – “ภูร์ผา” นั่งโฆษก พม. คนใหม่ ลั่นมุ่งมั่นสื่อสารนโยบายตรงไปตรงมาเพื่อประชาชน

ปชป. ถกฝ่าวิกฤตฝุ่นพิษ แนะใช้ยุทธศาสตร์ 8-3-1

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน ในยุคที่ปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 และ PM0.1 กำลังกลายเป็นภัยเงียบคุกคามสุขภาพคนเมือง โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และภาคเหนือ วันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องสำคัญจากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ที่เพิ่งจัดเสวนา “กรุงเทพฯ ฟ้าใหม่ Forum ครั้งที่ 3” หัวข้อ “ฝ่าวิกฤตฝุ่นพิษ คืนชีวิตให้เมือง” ซึ่งตรงกับประเด็น ปชป. ถกฝ่าวิกฤตฝุ่นพิษ แนะใช้ยุทธศาสตร์ 8-3-1 ชูโมเดลเศรษฐกิจเปลี่ยนการเผาป่าเป็นปลูกไม้มีค่า เพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

งานนี้จัดเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2566 ที่กรุงเทพฯ มีผู้เชี่ยวชาญตัวจริงอย่าง ศ.ดร.ศิวัช พงษ์เพียจันทร์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการป้องกันภัยพิบัติ และดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ผู้อำนวยการสถาบันธรรมรัฐ เพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม มาร่วมเสวนา โดยมี ส.ส.สกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคฯ เป็นผู้ดำเนินรายการ และดร.การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรคดูแลนโยบายมาร่วมฟังด้วย

ปชป. ถกฝ่าวิกฤตฝุ่นพิษ แนะใช้ยุทธศาสตร์ 8-3-1

ศ.ดร.ศิวัช เปิดประเด็นด้วยการก้าวข้ามค่าฝุ่น PM2.5 ไปสู่ PM0.1 ซึ่งเล็กลงและอันตรายกว่า เพราะทะลุเข้าสู่กระแสเลือดได้โดยตรง ทำให้เราไม่รู้ตัวว่ากำลังสูดสารพิษอะไรเข้าไปบ้าง ค่าฝุ่นต่ำไม่ได้แปลว่าอากาศดีเสมอไป เพราะฝุ่นน้อยอาจแฝงสารก่อมะเร็ง (PAHs) สูง ในขณะที่ฝุ่นมากอาจมีสารพิษน้อยกว่า การดูแค่ AQI พื้นฐานจากก๊าซจึงไม่พอ ต้องโฟกัสสารก่อมะเร็งและโลหะหนัก เช่น สารหนู แคดเมียม ปรอท ตะกั่ว จากแหล่งกำเนิดอย่างการปิ้งย่าง เตาเผาขยะ โรงงาน

ผลกระทบไม่ใช่แค่ปอด แต่รวมถึงโรคเบาหวาน โรคไต อัลไซเมอร์ ใน กทม. ต้นตอหลักคือยานพาหนะ แต่มีฝุ่นทุติยภูมิจากปฏิกิริยาเคมีของก๊าซ VOCs BVOCs NOx NH3 SO2 การจัดการยากเพราะฝุ่นข้ามเขตตามลม ผู้ว่าฯ กทม. อาจไม่ครอบคลุม นอกจากนี้ยังโยงกับ climate change เพราะ OC และ EC ในฝุ่นส่งผลต่อภาวะโลกร้อน

ข้อเสนอแนะจากศ.ดร.ศิวัช เพื่ออากาศสะอาด

  • ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดที่ทันสมัย บรรจุมาตรฐานสารก่อมะเร็ง
  • ปลูกต้นไม้ชาญฉลาด เลือกพันธุ์ดูดฝุ่นดี ไม่ปล่อย BVOCs มาก ใช้ biodiversity ไทย
  • ยกระดับเทคโนโลยี AI Data เซนเซอร์ดาวเทียม ข้อมูล 3 มิติ
  • มาตรการระยะสั้น-ยาว: ขยาย monitoring network ควบคุมดีเซล ส่งเสริม WFH Early Warning System

ส่วนดร.บัณฑูร ชำแหละปัญหาว่ารัฐทำงานแบบฤดูกาล ตื่นตัวแค่ 3-4 เดือนช่วงฝุ่น แล้วลืม งบน้อย กระจายอำนาจกลวง รากเหง้าคือความยากจนและความเหลื่อมล้ำ เช่น ชุมชนในอุทยานดอยสุเทพ 54 แห่ง แต่รัฐจัดการแค่ 1 แห่ง กฎหมาย command-control ไม่พอ ต้องใช้ science-tech

ยุทธศาสตร์ 8-3-1 คือกุญแจ: 8 เดือน ทำงานเชิงรุกต่อเนื่อง แก้สาเหตุ สร้างเศรษฐกิจชุมชน จัดการเชื้อเพลิง ปลดล็อกโครงสร้าง ตัวอย่างลำปางเปลี่ยนข้าวโพดเป็นมะม่วง สิงห์บุรีไร่อ้อยไม่เผา ลดฝุ่นได้ 30% 3 เดือน รับมือวิกฤต สนับสนุนหน้างานอุทยานฯ ที่ขาดแคลน 1 Project Mega Project เปลี่ยนเศรษฐกิจ Nature Positive ปลูกไม้ระยะสั้น-ยาว สร้างรายได้ ลดเผา ลดยากจน บรรลุ Net Zero

เสนอ 1 Big Project ใน 4 จังหวัดเหนือ เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน แม่ฮ่องสอน กรณีเชียงใหม่: สำรวจป่า จัดสรรสิทธิชุมชน ปรับกฎแยกอุทยาน-ป่าชุมชน

โมเดลเปลี่ยนเผาป่าเป็นปลูกไม้มีค่า

โมเดลนี้เด่น ชูเศรษฐกิจบวก สมดุลสิ่งแวดล้อม-ปากท้อง ปลูกไม้ขายได้ใน 2-10 ปี ทำเฟอร์นิเจอร์ แก้เผาป่า ลดฝุ่น ช่วย Net Zero

ยุทธศาสตร์นี้ดูมีอนาคตสดใส หากรัฐนำไปใช้จริง จะคืนฟ้าสะอาดให้คนไทยได้แน่นอน คุณล่ะคิดยังไง? ลองแชร์ประสบการณ์เจอฝุ่นพิษ หรือไอเดียแก้ปัญหาในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ ติดตามบล็อกเพื่อข่าวสารสิ่งแวดล้อมและนโยบายดีๆ เพิ่มเติม!

ที่มา – ปชป. ถกฝ่าวิกฤตฝุ่นพิษ แนะใช้ยุทธศาสตร์ 8-3-1 ชูโมเดลเศรษฐกิจเปลี่ยนเผาป่าเป็นปลูกไม้มีค่า

Scroll to top