การศึกษา

ทักษิณแนะไทยเร่งปรับตัวรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่

ทักษิณแนะไทยเร่งปรับตัวรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่

กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจ เมื่อคุณทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้มุมมองที่น่าคิดเกี่ยวกับอนาคตของประเทศไทย โดยเน้นย้ำว่าเรากำลังเผชิญกับความท้าทายที่ซับซ้อนกว่าในอดีตมาก การที่ ทักษิณแนะไทยเร่งปรับตัวรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ในครั้งนี้ ไม่ได้หมายถึงแค่เรื่องทหารหรือความมั่นคงชายแดนแบบเดิมๆ แต่ครอบคลุมไปถึงมิติเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และสังคมที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

รับมือภัยคุกคามในโลกที่เปลี่ยนแปลง

โลกยุคใหม่เต็มไปด้วยภัยคุกคามที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นอาชญากรรมไซเบอร์ที่จ้องเล่นงานโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ระบบพลังงานที่ยังคงติดกับดักการผูกขาด หรือการมาถึงของ AI ที่จะเข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างตลาดแรงงานไปอย่างสิ้นเชิง ทักษิณแนะไทยเร่งปรับตัวรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่ โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพและลดความเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นการนำโดรนมาใช้ในงานด้านความมั่นคง หรือการปรับระบบราชการให้กะทัดรัดและฉับไวขึ้นด้วยการนำ AI มาใช้แทนที่งานซ้ำซาก

  • เศรษฐกิจดิจิทัล: การสร้างทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก
  • ความมั่นคงทางไซเบอร์: การปกป้องระบบไฟฟ้า ประปา และระบบสื่อสารหลัก
  • พลังงานสะอาดและเสรี: การปรับโครงสร้างให้ไฟฟ้ามีราคาถูกลงเพื่อดึงดูดการลงทุน
  • สังคมผู้สูงวัย: การวางแผนรองรับระบบบำนาญและที่อยู่อาศัยในอนาคต

หัวใจสำคัญคือความเชื่อมั่นและนิติธรรม

นอกจากเรื่องเทคโนโลยีแล้ว สิ่งที่คุณทักษิณเน้นย้ำว่าเป็นหัวใจสำคัญที่สุดในการฟื้นฟูประเทศคือเรื่องของ “Rule of Law” หรือหลักนิติธรรม หากประเทศไทยต้องการเดินหน้าในระบบเศรษฐกิจทุนนิยม เราจำเป็นต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนให้ได้ การมีกฎหมายที่ล้นเกินและระบบราชการที่อุ้ยอ้ายถือเป็นอุปสรรคใหญ่ การจะก้าวไปข้างหน้าได้ เราต้องกล้าที่จะรื้อโครงสร้างเพื่อสร้างโอกาสใหม่ให้กับคนรุ่นใหม่ที่เป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่ด้วย

ในมุมมองของผู้เขียน การปรับตัวในโลกยุคนี้ไม่ได้เป็นทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นทางรอดที่ประเทศต้องทำ การที่ ทักษิณแนะไทยเร่งปรับตัวรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่ เป็นเสมือนสัญญาณเตือนให้ทุกภาคส่วนต้องขยับตัวและหันมาให้ความสำคัญกับการสร้างมาตรฐานความน่าเชื่อถือให้กับประเทศ เพื่อให้ไทยสามารถแข่งขันและยืนหยัดในเวทีโลกได้อย่างสง่างามในอนาคต

ที่มา – “ทักษิณ” แนะไทยเร่งปรับตัวรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่ เตือนต้องสร้างความเชื่อมั่นกลับคืนมาให้ได้

เจาะลึกประวัติ ฉันทานนท์ วรรณเขจร ปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่

ประวัติ ฉันทานนท์ วรรณเขจร ปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจอย่างมาก เมื่อมีการประกาศแต่งตั้งให้ ประวัติ ฉันทานนท์ วรรณเขจร ปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่ เข้ามารับไม้ต่อบริหารกระทรวงพลังงาน ซึ่งถือเป็นการข้ามห้วยจากลูกหม้อกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มาคุมบังเหียนงานด้านพลังงานของประเทศในจังหวะที่สำคัญยิ่ง โดยเขาจะเข้ามาแทนที่นายประเสริฐ ช่างสนาม ที่เตรียมเกษียณอายุราชการในช่วงสิ้นเดือนกันยายน 2569 นี้

หากพูดถึง ประวัติ ฉันทานนท์ วรรณเขจร ปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่ ท่านนี้ ต้องบอกว่าเป็นบุคคลที่มีโปรไฟล์น่าสนใจไม่น้อย ปัจจุบันอายุ 55 ปี จบการศึกษาด้านบัญชีจากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ และไปต่อระดับปริญญาโทที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมาโดดเด่นอย่างมาก โดยเฉพาะการเป็นมือขวาคนสำคัญในการช่วยประสานงานราชการให้กับรัฐบาล และเคยดำรงตำแหน่งสำคัญอย่างเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) มาแล้ว

เปิดมุมมองการทำงานและวิสัยทัศน์ในบทบาทใหม่

การก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งปลัดกระทรวงพลังงานในครั้งนี้ นายฉันทานนท์ถือเป็นความหวังใหม่ในการขับเคลื่อนโครงสร้างพลังงานไทย โจทย์ใหญ่ที่รออยู่เบื้องหน้าคือการรื้อโครงสร้างราคาพลังงานให้เป็นธรรมกับประชาชน การทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่ และการผลักดันประเทศไปสู่พลังงานสะอาดอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางของโลกในปัจจุบัน

นอกเหนือจากวิสัยทัศน์แล้ว หากวิเคราะห์ ประวัติ ฉันทานนท์ วรรณเขจร ปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่ จะพบว่าท่านมีประสบการณ์บริหารงานในองค์กรรัฐวิสาหกิจและองค์กรระหว่างประเทศมากมาย เช่น การเป็นกรรมการ ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก (OR) และประธานกรรมการการประปานครหลวง ประสบการณ์เหล่านี้จะเป็นกุญแจสำคัญในการรับมือกับความท้าทายในกระทรวงพลังงานได้อย่างแน่นอน

บทสรุปของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณถึงการปรับทัพข้าราชการระดับสูงเพื่อรองรับนโยบายเศรษฐกิจและพลังงานใหม่ของรัฐบาล ซึ่งเราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า การเข้ามาของท่านจะสามารถพลิกโฉมวงการพลังงานไทยให้ยั่งยืนและลดภาระค่าครองชีพของประชาชนได้สำเร็จตามที่ตั้งเป้าไว้หรือไม่ อย่างไรก็ตาม นี่คือโอกาสครั้งใหญ่ที่จะได้เห็นการบริหารงานแบบบูรณาการจากผู้ที่มีประสบการณ์การทำงานหลากหลายสาขาครับ

ที่มา – ประวัติ “ฉันทานนท์ วรรณเขจร” ปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่

รัฐตั้งเป้าเพิ่มสายอาชีวะเป็น 55% ปั้นแรงงานทักษะสูง

ในยุคที่โลกเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว การศึกษาไทยกำลังก้าวสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ เมื่อรัฐตั้งเป้าเพิ่มสายอาชีวะเป็น 55% ปั้นแรงงานทักษะสูง เพื่อตอบโจทย์อุตสาหกรรมแห่งอนาคต นี่ไม่ใช่แค่การปรับสัดส่วนตัวเลข แต่เป็นการปรับทัศนคติของสังคมให้เห็นว่า อาชีวศึกษาคือทางหลักที่สร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคงได้อย่างแท้จริง

รัฐตั้งเป้าเพิ่มสายอาชีวะเป็น 55% ปั้นแรงงานทักษะสูง

รัฐบาลได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการยกระดับทักษะแรงงาน โดยวางเป้าหมายเปลี่ยนสัดส่วนผู้เรียนจากเดิมสายสามัญ 70% และอาชีวะ 30% ให้กลายเป็นสายสามัญ 45% และสายอาชีวะ 55% เพื่อผลิตคนให้ตรงจุดกับภาคอุตสาหกรรมยุคใหม่ที่ต้องการบุคลากรที่มีทักษะเฉพาะทางสูง

ทำไมต้องเร่งผลักดัน รัฐตั้งเป้าเพิ่มสายอาชีวะเป็น 55% ปั้นแรงงานทักษะสูง

การปรับเปลี่ยนครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่อุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), หุ่นยนต์, ดิจิทัล, และเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเป็นฟันเฟืองหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยรัฐบาลได้จับมือกับภาคเอกชนเพื่อจัดการเรียนการสอนแบบทวิภาคีให้ผู้เรียนได้ลงมือทำจริงตั้งแต่วันที่ยังเรียนอยู่

นอกจากการปรับปรุงหลักสูตรแล้ว รัฐบาลยังได้นำระบบ คลังหน่วยกิตแห่งชาติ มาใช้ ซึ่งถือเป็นข่าวดีสำหรับหลายคน เพราะระบบนี้ช่วยให้:

  • ผู้เรียนสามารถสะสมประสบการณ์การทำงานมาเทียบโอนเป็นวุฒิการศึกษาได้
  • เยาวชนที่มีความเสี่ยงหลุดจากระบบสามารถ “เรียนไป ทำงานไป” เพื่อสร้างรายได้
  • ยืดหยุ่นต่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning)

การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนให้เห็นว่า อาชีวศึกษาไทยยุคใหม่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ทางเลือกสำรอง แต่เป็นหัวใจสำคัญในการสร้าง “ทุนมนุษย์” ที่มีคุณภาพให้กับประเทศ หากเราสามารถสร้างความร่วมมือระหว่างสถานศึกษาและภาคธุรกิจได้แข็งแกร่ง เราจะเห็นการเติบโตของเศรษฐกิจที่เกิดจากฝีมือคนไทยอย่างแน่นอน สำหรับน้องๆ นักเรียนที่กำลังตัดสินใจเลือกทางเดิน การมองหาหลักสูตรอาชีวะที่ตอบโจทย์อนาคตจึงเป็นทางเลือกที่คุ้มค่ามาก

ที่มา – รัฐตั้งเป้าเพิ่มสายอาชีวะเป็น 55% ปั้นแรงงานทักษะสูง สู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต

อ.เชน ปลุกพลังเฟรชชี่ มธ. แนะหาแก่นแท้และลงมือทำ สู่ความหวัง

อ.เชน ปลุกพลังเฟรชชี่ มธ. แนะหาแก่นแท้และลงมือทำ สู่ความหวังของประเทศ

บรรยากาศงานปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประจำปี 2569 เต็มไปด้วยพลังแห่งความสร้างสรรค์ ภายใต้แนวคิด “Thammasat: Where We Are Irreplaceable” โดยมีไฮไลต์สำคัญคือการกล่าวปาฐกถาพิเศษโดย นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ หรือ “อ.เชน” ซึ่งได้มาอ.เชน ปลุกพลังเฟรชชี่ มธ. แนะหาแก่นแท้และลงมือทำ สู่การเป็นความหวังของประเทศ ผ่านประสบการณ์ชีวิตที่เข้มข้น

ในการบรรยายครั้งนี้ อ.เชน ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการรู้จักตัวเองและการปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยยกบทเรียนจากวิกฤตเศรษฐกิจและเทคโนโลยีที่เคยประสบมาด้วยตัวเอง เพื่อให้น้องๆ นักศึกษาเข้าใจว่าการเรียนในรั้วมหาวิทยาลัยเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ตลอดชีวิต

บทเรียนจากวิกฤตสู่โอกาส: ทำไมต้องหาแก่นแท้ให้เจอ?

อ.เชน ได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาระหว่าง Motorola, Kodak และ Fujifilm เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่าในโลกที่หมุนไปอย่างรวดเร็ว หากเรายึดติดกับรูปแบบเดิมๆ เราอาจถูกโลกบดขยี้ได้ง่ายๆ การที่ Fujifilm อยู่รอดมาได้เพราะพวกเขาเข้าใจ “แก่นแท้” ของธุรกิจว่าไม่ใช่แค่การทำฟิล์ม แต่คือบริษัทเคมีภัณฑ์ที่สามารถปรับตัวไปสู่เทคโนโลยีใหม่ๆ ได้เสมอ การอ.เชน ปลุกพลังเฟรชชี่ มธ. แนะหาแก่นแท้และลงมือทำ สู่การเป็นความหวังของประเทศ จึงเป็นการส่งสารที่สำคัญว่านักศึกษาต้องมองให้ลึกไปถึงแก่นแท้ในสิ่งที่ตนเองทำ

  • ละทิ้งอีโก้: ความสำเร็จในอดีตอาจไม่ใช่หลักประกันในอนาคต
  • ปรับตัวอยู่เสมอ: โลกเปลี่ยนแปลงเร็ว เราต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต
  • ลงมือทำ: ทฤษฎีมีค่าเมื่อนำไปปรับใช้จริง

เมื่อเราเข้าใจแก่นแท้ของชีวิตแล้ว สิ่งที่ต้องทำต่อมาคือการ “ลงมือทำ” อ.เชน ได้แบ่งปันประสบการณ์การเปลี่ยนความรู้ด้านวิศวกรรมไฟฟ้ามาพัฒนาเทคโนโลยีที่ช่วยเหลือผู้พิการ ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีเยี่ยมของการนำความรู้มาสร้างประโยชน์และสร้างความหมายให้กับสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม

ก้าวต่อไปสู่การเป็นความหวังของประเทศ

ในยุคที่การแข่งขันสูงขึ้น ทุกคนต้องตระหนักว่าความหมายของชีวิตไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อตัวเองเท่านั้น แต่ละคนคือทรัพยากรบุคคลที่มีค่าและเป็นความหวังของประเทศ การที่อ.เชน ปลุกพลังเฟรชชี่ มธ. แนะหาแก่นแท้และลงมือทำ สู่การเป็นความหวังของประเทศ ในวันนั้น จึงไม่ใช่แค่การให้กำลังใจ แต่เป็นการปลุกสติให้คนรุ่นใหม่กล้าที่จะเป็นผู้ท้าชิงและพร้อมรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ อยู่เสมอ

ท้ายที่สุดนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือการไม่หยุดเรียนรู้และไม่หยุดพัฒนาตัวเอง ทุกย่างก้าวในมหาวิทยาลัยคือโอกาสในการค้นหาตัวตนที่ไม่อาจถูกแทนที่ได้ หากคุณต้องการเป็นพลังสำคัญให้กับประเทศไทย เริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ด้วยการตั้งคำถามกับตัวเองว่า “แก่นแท้ของเราคืออะไร” และ “เราจะลงมือทำอะไรเพื่อสังคมได้บ้าง” นี่คือจุดเริ่มต้นของการเป็นผู้นำที่ดีในอนาคตครับ

ที่มา – “อ.เชน” ปลุกพลังเฟรชชี่ มธ. แนะหาแก่นแท้และลงมือทำ สู่การเป็นความหวังของประเทศ

ประเสริฐ เตรียมแจง ครม. แก้เกณฑ์บัตรคนจน ปลดล็อกนักศึกษา สกร.

เชื่อว่าหลายคนคงได้ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวล่าสุดเกี่ยวกับประเด็นร้อนทางการศึกษา โดยเฉพาะเรื่อง ประเสริฐ เตรียมแจง ครม. แก้เกณฑ์บัตรคนจน ปลดล็อกนักศึกษา สกร. หลังจากที่มีปัญหานักเรียนนักศึกษานอกระบบต้องลาออกจากการเรียนเพียงเพื่อรักษาสิทธิ์ในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ วันนี้เราจะมาสรุปประเด็นสำคัญที่ทุกคนควรรู้ครับ

ประเสริฐ เตรียมแจง ครม. แก้เกณฑ์บัตรคนจน ปลดล็อกนักศึกษา สกร.

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ออกมาแสดงความกังวลอย่างชัดเจนต่อกรณีที่นักศึกษาของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ยอมทิ้งการเรียนเพื่อสิทธิ์สวัสดิการ โดยท่านเตรียมนำเรื่อง ประเสริฐ เตรียมแจง ครม. แก้เกณฑ์บัตรคนจน ปลดล็อกนักศึกษา สกร. เข้าหารือในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อหาทางออกที่ยั่งยืนให้แก่ผู้เรียนทุกกลุ่ม เพราะการศึกษาคือรากฐานสำคัญของประเทศ

ทำไมเรื่อง ประเสริฐ เตรียมแจง ครม. แก้เกณฑ์บัตรคนจน ปลดล็อกนักศึกษา สกร. ถึงสำคัญ?

  • คุ้มครองสิทธิ์ผู้เรียน: รัฐบาลต้องการให้แน่ใจว่าการได้รับสวัสดิการจะไม่กลายเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาตนเอง
  • ลดอัตราการหลุดออกจากระบบ: การดึงนักศึกษาที่ลาออกไปแล้วให้กลับเข้ามาเรียนใหม่คือภารกิจเร่งด่วน
  • ความเป็นธรรม: นักศึกษา สกร. มีความหลากหลายของช่วงวัย การใช้เกณฑ์เดิมอาจไม่ครอบคลุมครบทุกมิติ

นอกจากนี้ นายประเสริฐยังได้ย้ำว่า กระทรวงศึกษาธิการไม่ได้นิ่งนอนใจและได้ประสานงานกับกระทรวงการคลังเพื่อหาแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน โดยผู้ที่ลาออกไปก่อนหน้านี้ไม่ควรหมดหวัง เพราะภาครัฐกำลังเร่งแก้ไขหลักเกณฑ์ให้เอื้อต่อการเรียนรู้ตลอดชีวิตมากที่สุด ทั้งนี้ ข้อมูลของนักศึกษา สกร. กว่า 200,000 คนกำลังถูกนำมาพิจารณาเพื่อจัดทำข้อเสนอใหม่นำเสนอต่อที่ประชุม ครม. เพื่อให้เกิดการปลดล็อกในประเด็นนี้ให้ได้โดยเร็วที่สุด

ในมุมมองของเรา นี่ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลพร้อมรับฟังเสียงสะท้อนจากสังคม และพยายามปรับนโยบายให้ทันสมัยสอดคล้องกับความเป็นจริง หากการแก้ไขเกณฑ์นี้สำเร็จ จะถือเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยยืนยันว่าไม่มีใครควรถูกตัดโอกาสทางการศึกษาเพียงเพราะความจำเป็นทางเศรษฐกิจ สำหรับใครที่อยู่ในกลุ่มนี้ แนะนำให้ติดตามข่าวสารจากทาง สกร. อย่างใกล้ชิด เพราะโอกาสที่คุณจะได้รับสิทธิ์ทั้งสองอย่างพร้อมกันอาจเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ครับ

ที่มา – “ประเสริฐ” เตรียมแจง ครม. ขอปรับแก้เกณฑ์บัตรคนจน ปลดล็อกตัดสิทธินักศึกษา สกร.

ภูมิธรรม ร่วมยินดีครบรอบ 105 ปี พรรคคอมมิวนิสต์จีนกระชับสัมพันธ์ไทย-จีนทุกมิติ

ในบรรยากาศแห่งมิตรภาพอันยาวนาน นายภูมิธรรม เวชยชัย พร้อมด้วยตัวแทนจากพรรคเพื่อไทย ได้เข้าร่วมแสดงความยินดีในวาระสำคัญยิ่ง นั่นคือการที่ ภูมิธรรม ร่วมยินดีครบรอบ 105 ปี พรรคคอมมิวนิสต์จีนกระชับสัมพันธ์ไทย-จีนทุกมิติ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องยาวนานมากกว่าครึ่งศตวรรษ

ภูมิธรรม ร่วมยินดีครบรอบ 105 ปี พรรคคอมมิวนิสต์จีนกระชับสัมพันธ์ไทย-จีนทุกมิติ

การพบปะครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการเฉลิมฉลองโอกาสครบรอบการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีนเท่านั้น แต่ยังเป็นการเน้นย้ำถึงความสำคัญของคำกล่าวที่ว่า “ไทยจีนใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” โดยนายภูมิธรรมได้ชี้ให้เห็นถึงความสำเร็จของจีนในการพัฒนาประเทศอย่างก้าวกระโดด ทั้งในมิติเศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ซึ่งส่งผลต่อบทบาทของจีนในเวทีโลกอย่างมีนัยสำคัญ

ก้าวต่อไปของความร่วมมือระดับพรรคการเมือง

ท่ามกลางความท้าทายของโลกในศตวรรษที่ 21 ภูมิธรรม ร่วมยินดีครบรอบ 105 ปี พรรคคอมมิวนิสต์จีนกระชับสัมพันธ์ไทย-จีนทุกมิติ โดยมุ่งเน้นการยกระดับความร่วมมือผ่านกลไก “Party-to-Party Relations” หรือการทูตแบบ Track 2 เพื่อให้เกิดความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น โดยมีประเด็นสำคัญที่พรรคเพื่อไทยให้ความสนใจดังนี้:

  • เศรษฐกิจดิจิทัลและเทคโนโลยี: การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล
  • พลังงานสะอาด: ความร่วมมือด้านนโยบายพลังงานยั่งยืนเพื่อตอบโจทย์สิ่งแวดล้อม
  • การเกษตรสมัยใหม่และการท่องเที่ยว: การนำนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้เพื่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และคุณภาพชีวิตของประชาชน

นายภูมิธรรมยังได้เน้นย้ำว่า นโยบายต่างประเทศของไทยภายใต้การทำงานของพรรคเพื่อไทยนั้น ยึดถือความสมดุล การเปิดกว้าง และให้ผลประโยชน์ของประชาชนเป็นศูนย์กลาง ความสัมพันธ์กับจีนในครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนรากฐานที่มั่นคงสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจและความมั่นคงของภูมิภาคในอนาคต

ในมุมมองของเรา นี่ถือเป็นยุทธศาสตร์ที่ชาญฉลาดในการสร้างโอกาสใหม่ให้กับประเทศ การดึงเอาศักยภาพด้านเทคโนโลยีของจีนมาผสมผสานกับนโยบายของไทย จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เราสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างแข็งแกร่งยิ่งขึ้น หวังเป็นอย่างยิ่งว่าความร่วมมือนี้จะเกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้และสร้างประโยชน์สุขให้แก่ประชาชนทั้งสองประเทศอย่างยั่งยืน

ที่มา – “ภูมิธรรม” ร่วมยินดีครบรอบ 105 ปี พรรคคอมมิวนิสต์จีนกระชับสัมพันธ์ไทย-จีนทุกมิติ

ยศชนัน เลือกตั้งผู้ว่าฯ ยึดประชาชนเป็นที่ตั้ง พัฒนาชีวิต

บรรยากาศการเลือกตั้งคึกคักเป็นพิเศษเมื่อคุณ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ควงคู่ภรรยาเดินทางมาใช้สิทธิเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ สก. อย่างพร้อมเพรียงกัน ถือเป็นภาพลักษณ์ที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยให้มีความเข้มแข็งและสวยงามในสายตาของประชาชนชาวกรุงเทพมหานคร

มุมมองจาก ยศชนัน เลือกตั้งผู้ว่าฯ ยึดประชาชนเป็นที่ตั้ง

ภายหลังการลงคะแนน คุณยศชนันได้ให้สัมภาษณ์เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเลือกตั้งในครั้งนี้ โดยมองว่าประชาธิปไตยจะเป็นสิ่งที่สวยงามได้ก็ต่อเมื่อประชาชนทุกคนออกมาใช้สิทธิเลือกคนที่ตนเองเชื่อมั่นว่าจะสามารถเข้ามาทำหน้าที่รับใช้และแก้ไขปัญหาให้ถึงมือชาวบ้านอย่างแท้จริง โดยเฉพาะนโยบายที่เน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนกรุงเป็นหลัก

คาดหวังผู้ว่าฯ กทม. ยึดประชาชนเป็นที่ตั้ง เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี

คุณยศชนันได้แชร์วิสัยทัศน์ที่น่าสนใจว่า สิ่งที่เขาอยากเห็นจากผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนใหม่นั้น ไม่ใช่เพียงแค่การบริหารงานภายในองค์กรเท่านั้น แต่ต้องเป็นผู้ที่ ยศชนัน เลือกตั้งผู้ว่าฯ ยึดประชาชนเป็นที่ตั้ง โดยมีประเด็นหลักที่ต้องการให้เร่งผลักดัน ดังนี้:

  • การพัฒนาทุนมนุษย์: บูรณาการความร่วมมือระหว่างกระทรวง อว. และ กทม. เพื่อยกระดับทักษะแรงงาน
  • การศึกษา: ยกระดับคุณภาพโรงเรียนในสังกัด กทม. ให้ทัดเทียมมาตรฐานสากล
  • นวัตกรรมและเทคโนโลยี: ใช้ความเชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยมาช่วยพัฒนากรุงเทพฯ ให้เป็นต้นแบบเมืองนวัตกรรม
  • สังคมผู้สูงอายุ: เร่งสร้างความร่วมมือดูแลสวัสดิการและสุขภาพของผู้สูงอายุให้ครอบคลุมรอบด้าน

นอกจากนี้ คุณยศชนันยังได้ย้ำว่ารัฐบาลพร้อมที่จะให้การสนับสนุนหน่วยงาน กทม. อย่างเต็มที่ เพราะเชื่อว่าหากเรามีความร่วมมือที่ดีระหว่างภาครัฐกับท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นการดูแลศูนย์เด็กเล็กหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับนวัตกรรม กรุงเทพมหานครจะกลายเป็นพื้นที่ที่น่าอยู่สำหรับคนทุกกลุ่มทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ และผู้สูงอายุ

การที่ ยศชนัน เลือกตั้งผู้ว่าฯ ยึดประชาชนเป็นที่ตั้ง นั้น สะท้อนให้เห็นถึงความหวังของคนทำงานที่พร้อมจะก้าวข้ามขีดจำกัดเพื่อมุ่งสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นร่วมกับผู้ว่าฯ คนใหม่ ซึ่งแน่นอนว่าการได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเช่นนี้ จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้กรุงเทพฯ เติบโตอย่างยั่งยืนในอีก 4 ปีข้างหน้า แล้วคุณล่ะครับ ได้ออกไปใช้สิทธิเลือกผู้ว่าฯ ในดวงใจกันแล้วหรือยัง?

ที่มา – “ยศชนัน” ควงภรรยา เลือกตั้งผู้ว่าฯ อยากได้ผู้ว่าฯ กทม. ยึดประชาชนเป็นที่ตั้ง ยกระดับคุณภาพชีวิต

ครม. เคาะเพิ่ม 9 มูลนิธิ บริจาคผ่าน e-Donation ลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า

เชื่อว่าเพื่อนๆ ที่วางแผนภาษีในช่วงใกล้สิ้นปีคงต้องถูกใจข่าวนี้แน่นอนครับ! ล่าสุด ครม. เคาะเพิ่ม 9 มูลนิธิ บริจาคผ่าน e-Donation ลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า เพื่อสนับสนุนกิจกรรมสาธารณกุศลทั้งด้านการแพทย์ การศึกษา และการช่วยเหลือผู้เปราะบาง ซึ่งถือเป็นโอกาสดีสำหรับสายบุญที่อยากทำดีแถมยังได้สิทธิประโยชน์ลดหย่อนภาษีไปพร้อมๆ กันครับ

เหตุผลที่ ครม. เคาะเพิ่ม 9 มูลนิธิ บริจาคผ่าน e-Donation ลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า

การขยายฐานรายชื่อมูลนิธิในครั้งนี้ รัฐบาลมุ่งเน้นให้การสนับสนุนครอบคลุมทั้งด้านการแพทย์ การฟื้นฟูสมรรถภาพ ผู้พิการ ผู้ป่วยฉุกเฉิน และการศึกษา โดยมีเป้าหมายเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและให้สังคมไทยได้เข้ามามีส่วนร่วมในการแบ่งปัน ซึ่งการบริจาคผ่านระบบ e-Donation จะทำให้ทุกอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และกรมสรรพากรได้รับข้อมูลทันที ทำให้คุณไม่จำเป็นต้องเก็บเอกสารกระดาษให้ยุ่งยากอีกต่อไปครับ

รายชื่อ 9 มูลนิธิใหม่ที่เพิ่งผ่านการอนุมัติ

สำหรับมูลนิธิที่เพิ่มเข้ามาใหม่ในครั้งนี้ มีครบถ้วนทั้งด้านสาธารณสุขและวิชาการ ได้แก่:

  • มูลนิธิธรรมิกชนเพื่อคนตาบอดในประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
  • มูลนิธิขาเทียม ในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
  • มูลนิธิการแพทย์สยามบรมราชกุมารี
  • มูลนิธิธรรมาภิบาลทางการแพทย์
  • มูลนิธิสายใจไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
  • มูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา
  • มูลนิธิการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ
  • มูลนิธิส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการและพัฒนามาตรฐานวิทยาศาสตร์ศึกษา
  • มูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช

นอกจากนี้ การที่รัฐบาลตัดสินใจอนุมัติมาตรการ ครม. เคาะเพิ่ม 9 มูลนิธิ บริจาคผ่าน e-Donation ลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า ยังเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนหันมาใช้งานระบบดิจิทัลของกรมสรรพากรมากขึ้น ซึ่งถือว่าได้ประโยชน์สองต่อครับ

ในส่วนของเงื่อนไขการลดหย่อนภาษี สำหรับบุคคลธรรมดา คุณสามารถนำเงินไปลดหย่อนได้ 2 เท่าจากยอดบริจาคจริง แต่เมื่อรวมกับรายการลดหย่อนอื่นแล้วจะต้องไม่เกิน 10% ของเงินได้ ส่วนบริษัทหรือนิติบุคคลก็จะสามารถหักเป็นรายจ่ายได้ 2 เท่าเช่นกัน โดยเงื่อนไขนี้จะมีผลไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2570 เลยทีเดียว

สุดท้ายนี้ ผมมองว่ามาตรการนี้ไม่ใช่แค่การเลี่ยงภาษีเท่านั้น แต่คือการแสดงพลังของคนไทยในการช่วยเหลือสังคม หากใครมีกำลังทรัพย์เพียงพอ การร่วมบริจาคผ่านช่องทางที่ถูกกฎหมายและได้รับสิทธิประโยชน์คืนกลับมาก็ถือเป็นการลงทุนเพื่อสังคมที่คุ้มค่ามากจริงๆ ครับ ลองตรวจสอบมูลนิธิที่สนใจและเริ่มทำบุญผ่านระบบ e-Donation กันตั้งแต่วันนี้เลยนะครับ

ที่มา – ครม. เคาะเพิ่ม 9 มูลนิธิ บริจาคผ่าน e-Donation ลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า

รมว.ศธ.นำระดมความเห็นขับเคลื่อนร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่

ในวันที่ 8 พฤษภาคม ที่ผ่านมา รมว.ศธ.นำระดมความเห็นขับเคลื่อนร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ อย่างเป็นทางการ โดยนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้เป็นประธานการประชุมรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อให้การปฏิรูประบบการศึกษาไทยก้าวไปข้างหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ

รมว.ศธ.นำระดมความเห็นขับเคลื่อนร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่

การประชุมครั้งนี้จัดขึ้น ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ กรุงเทพฯ และเชื่อมต่อผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้ผู้แทนจากหลากหลายภาคส่วนเข้าร่วมได้อย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้บริหารกระทรวง ผู้แทนพรรคการเมือง ภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ได้ดำเนินการประชุม โดยอ้างอิงจากมติรัฐสภาสมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 1 ซึ่งกำหนด 5 ภารกิจหลักเพื่อก้าวใหม่ของการศึกษาไทย ได้แก่ ภาระงานครู ความเหลื่อมล้ำงบประมาณ หลักสูตรและการเรียนการสอน ความปลอดภัยในสถานศึกษา และร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่

กรอบ 3 แนวทางหลักในการขับเคลื่อน

สกศ.ได้จัดทำกรอบ 3 แนวทางเพื่อหาจุดลงตัวในการเดินหน้า โดยแต่ละแนวทางมีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกัน:

  • แนวทางที่ 1: ยืนยันการเสนอร่าง 660/2564 ที่เคยผ่าน สคก. แล้ว เพิ่มข้อสังเกต ทำให้เดินหน้าได้เร็ว แต่เนื้อหาหลายมาตรา
  • แนวทางที่ 2: แก้ไข พ.ร.บ.ปี 2542 เสริมจุดแข็ง ลดจุดอ่อน เข้าพิจารณาใหม่ ใช้เวลาน้อยกว่าเริ่มใหม่ทั้งหมด
  • แนวทางที่ 3: จัดทำร่างใหม่ทั้งหมด กระชับ ยืดหยุ่น สอดคล้องบริบทสมัยใหม่ แต่ใช้เวลานาน

ที่ประชุมแลกเปลี่ยนอย่างกว้างขวาง ชี้ท้าทายแต่ละแนวทาง เสนอตั้งคณะกรรมการชุดพิเศษ ส่งเสริมทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม ปรับยืดหยุ่นให้ทันสังคมและเทคโนโลยี เชื่อมโยงกฎหมายลูก นโยบายหลักสูตรที่สอดคล้องโลกปัจจุบัน

นายประเสริฐ แถลงปิดท้ายว่าการขับเคลื่อนรมว.ศธ.นำระดมความเห็นขับเคลื่อนร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ จะสรุปข้อคิดเห็นภายในสิ้นเดือนพฤษภาคม เพื่อกฎหมายคุณภาพ หลักการชัด ลดซับซ้อน ปฏิบัติจริงได้ และผลักดันให้สำเร็จเร็ว

การปฏิรูปนี้สำคัญมาก เพราะ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติคือรากฐานระบบศึกษาไทย จะช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ให้เด็กไทยแข่งขันโลกได้ หากแนวทางที่ 3 ได้รับการเลือก อาจนำหลักสูตรดิจิทัล AI และทักษะอนาคตมาใช้เต็มรูปแบบ

นอกจากนี้ ยังเชื่อมโยงกับนโยบายรัฐบาลชุดปัจจุบันที่เน้นการศึกษาเพื่ออนาคต ทุกฝ่ายควรติดตามและมีส่วนร่วม เพื่อให้กฎหมายนี้ตอบโจทย์สังคมไทยที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว

ในมุมมองผู้เขียน การมีคณะกรรมการชุดพิเศษเป็นไอเดียดี จะเร่งรัดกระบวนการและรวมเสียงทุกฝ่ายได้ ลองคิดดูสิ ถ้ากฎหมายใหม่นี้สำเร็จ เด็กไทยจะได้เรียนในระบบที่ทันสมัยแค่ไหน

คุณคิดอย่างไรกับ 3 แนวทางนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ หรือแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้คนสนใจการศึกษามากขึ้น!

ที่มา – รมว.ศธ.นำระดมความเห็นขับเคลื่อนร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่

Scroll to top