การหยุดยิง

กองทัพสหรัฐฯ เผย เรือรบเริ่มเก็บกวาดทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซ

กองทัพสหรัฐฯ เผย เรือรบเริ่มเก็บกวาดทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อเปิดทางให้เรือสินค้าทั่วโลกเดินทางได้อย่างปลอดภัย ช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก กำลังเผชิญวิกฤตจากทุ่นระเบิดที่อิหร่านวางไว้ สร้างความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง

กองทัพสหรัฐฯ เผย เรือรบเริ่มเก็บกวาดทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซ

เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2569 กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ หรือ CENTCOM ได้แถลงข่าวอย่างเป็นทางการว่า เรือพิฆาตติดตั้งขีปนาวุธนำวิถีของกองทัพเรือสหรัฐฯ จำนวน 2 ลำ ได้เริ่มปฏิบัติการกวาดล้างทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซแล้ว แม้จะมีข้อตกลงหยุดยิงระหว่างฝ่ายต่างๆ แต่เรือสินค้าบางลำยังคงไม่สามารถผ่านเส้นทางนี้ได้อย่างราบรื่น

เรือทั้งสองลำที่เข้าร่วมภารกิจนี้คือ ยูเอสเอส แฟรงก์ อี. ปีเตอร์สัน (USS Frank E. Peterson) และ ยูเอสเอส ไมเคิล เมอร์ฟี (USS Michael Murphy) ซึ่งได้เดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซและปฏิบัติการในอ่าวอาหรับ เพื่อกำจัดทุ่นระเบิดที่กองทัพอิหร่านนำมาวางไว้ CENTCOM โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X ระบุว่าภารกิจนี้มุ่งเน้นทำให้ช่องแคบปลอดภัยสำหรับการค้าขนส่งทางทะเล

รายละเอียดปฏิบัติการกวาดทุ่นระเบิด

พลเรือเอก แบรด คูเปอร์ ผู้บัญชาการ CENTCOM กล่าวว่า “วันนี้เราได้เริ่มกระบวนการกำหนดเส้นทางเดินเรือใหม่ และเราจะแบ่งปันเส้นทางที่ปลอดภัยนี้กับภาคอุตสาหกรรมการขนส่งทางเรือในเร็วๆ นี้ เพื่อส่งเสริมให้การค้าไหลเวียนได้อย่างเสรี” การดำเนินการนี้ไม่เพียงแต่กำจัดทุ่นระเบิดเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการประเมินภัยคุกคามจากขีปนาวุธของอิหร่าน ซึ่งทำให้การปกป้องเรือสินค้าด้วยกำลังทหารมีความท้าทายยิ่งขึ้น

  • เรือพิฆาต 2 ลำ: USS Frank E. Peterson และ USS Michael Murphy
  • พื้นที่ปฏิบัติการ: ช่องแคบฮอร์มุซและอ่าวอาหรับ
  • วัตถุประสงค์: กำจัดทุ่นระเบิดอิหร่านและกำหนดเส้นทางปลอดภัย
  • ผลกระทบ: ช่วยให้เรือสินค้าผ่านได้มากขึ้นหลังหยุดยิง

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้โพสต์ข้อความบน Truth Social ว่า สหรัฐฯ กำลัง “เริ่มกระบวนการเคลียร์พื้นที่ในช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อเป็นการช่วยเหลือประเทศต่างๆ ทั่วโลก” ซึ่งสะท้อนถึงบทบาทนำของสหรัฐฯ ในการรักษาความมั่นคงทางทะเล

ความสำคัญของช่องแคบฮอร์มุซต่อเศรษฐกิจโลก

ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางเดินเรือที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่ง โดยขนส่งน้ำมันดิบราว 20-30% ของโลก หากเกิดการปิดกั้น จะส่งผลกระทบรุนแรงต่อราคาน้ำมันและห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก CNN รายงานว่านับตั้งแต่ข้อตกลงหยุดยิงช่วงต้นสัปดาห์ มีเรือเพียงประมาณ 30 ลำเท่านั้นที่แล่นผ่านช่องแคบนี้ แสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงที่ยังหลงเหลืออยู่

การที่อิหร่านวางทุ่นระเบิดเกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งในภูมิภาค ซึ่งอาจเชื่อมโยงกับการโจมตีของอิสราเอลและสหรัฐฯ ต่อเป้าหมายของอิหร่าน สถานการณ์นี้ทำให้ช่องแคบฮอร์มุซกลายเป็นจุด hotspot ที่น่าจับตา

ความท้าทายและผลกระทบในอนาคต

แม้สหรัฐฯ จะเริ่มปฏิบัติการแล้ว แต่ปัจจัยอย่างขีปนาวุธของอิหร่านยังคงเป็นอุปสรรค การผสมผสานระหว่างทุ่นระเบิดและขีปนาวุธทำให้การรักษาความปลอดภัยยากลำบาก อย่างไรก็ตาม การเคลียร์ทุ่นระเบิดจะช่วยฟื้นฟูการค้าทางทะเลและลดความตึงเครียด

นอกจากนี้ ภาคอุตสาหกรรมการขนส่งทางเรือทั่วโลกกำลังเฝ้าติดตาม หากเส้นทางปลอดภัยถูกกำหนด จะช่วยให้เรือสินค้าจำนวนมากกลับมาใช้งานได้ปกติ สหรัฐฯ ยังวางแผนแบ่งปันข้อมูลกับพันธมิตร เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ

สถานการณ์นี้เตือนใจเราถึงความเปราะบางของเส้นทางการค้าทั่วโลก หากคุณสนใจข่าวสารด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ สมัครรับข่าวสารจากบล็อกของเราเพื่อไม่พลาดอัปเดตล่าสุด!

ที่มา – กองทัพสหรัฐฯ เผย เรือรบเริ่มเก็บกวาดทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซ

สื่ออิหร่านเผย เจรจาเฟสแรกกับสหรัฐฯ จบแล้ว

สื่ออิหร่านเผย เจรจาเฟสแรกกับสหรัฐฯ จบแล้ว แลกเปลี่ยนเอกสารข้อเสนอ เป็นข่าวร้อนที่กำลังเป็นกระแสในแวดวงการเมืองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อมานานหลายทศวรรษ การเจรจาครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่อาจนำไปสู่การคลี่คลายปัญหาหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นโครงการนิวเคลียร์ เครือข่ายพันธมิตร หรือการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ

สื่ออิหร่านเผย เจรจาเฟสแรกกับสหรัฐฯ จบแล้ว แลกเปลี่ยนเอกสารข้อเสนอ

ตามรายงานจากสำนักข่าว Fars ของอิหร่าน เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2569 คณะผู้แทนจากอิหร่านและสหรัฐอเมริกาได้เสร็จสิ้นการเจรจาเฟสแรกที่กรุงอิสลามาบัด เมืองหลวงของปากีสถาน โดยทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนเอกสารลายลักษณ์อักษรที่ครอบคลุมประเด็นสำคัญหลายประการที่ยังต้องถกเถียงกันต่อไป นี่เป็นการพบปะแบบเผชิญหน้าครั้งแรกในรอบหลายสิบปี นับตั้งแต่การปฏิวัติอิสลามในปี 2522

คณะผู้แทนสหรัฐฯ นำโดยรองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ ได้เจรจากับทีมจากอิหร่านอย่างเข้มข้น เพื่อหาทางออกให้กับสงครามที่ปะทุขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ และลุกลามไปทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง การเจรจาครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่อิหร่านโพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม X ว่าการพูดคุยได้เข้าสู่ “ขั้นตอนระดับผู้เชี่ยวชาญ” แล้ว ซึ่งจะมีคณะกรรมการเฉพาะทางด้านเศรษฐกิจ ทหาร กฎหมาย และนิวเคลียร์ เข้ามามีส่วนร่วม

สื่ออิหร่านเผย เจรจาเฟสแรกกับสหรัฐฯ จบแล้ว ประเด็นขัดแย้งหลัก

แม้การเจรจาจะจบเฟสแรกด้วยการแลกเปลี่ยนเอกสาร แต่ทั้งสองฝ่ายยังมีประเด็นขัดแย้งสำคัญ 5 ประการที่อาจเป็นตัวกำหนดชะตากรรมของข้อตกลง ดังนี้

  • สถานการณ์เลบานอน: ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ยังคงรุนแรง ประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเกียน ของอิหร่านเตือนว่าหากการโจมตียังเกิดขึ้น การเจรจาจะไร้ผล ขณะที่นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ยืนยันไม่มีข้อตกลงหยุดยิง
  • ช่องแคบฮอร์มุซ: เส้นทางขนส่งน้ำมันหลักของโลกนี้เป็นจุดยุทธศาสตร์ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวหาอิหร่านไม่เปิดทางตามข้อตกลง มีเรือผ่านน้อยและมีข่าวเรียกเก็บค่าผ่านทาง อิหร่านมองว่าเป็นน่านน้ำอธิปไตย
  • โครงการนิวเคลียร์อิหร่าน: สหรัฐฯ เรียกร้องให้หยุดเสริมสมรรถนะยูเรเนียม แต่アิหร่านยืนยันสิทธิพัฒนาเพื่อสันติภาพภายใต้ NPT ทำให้เป็นประเด็นยืดเยื้อ
  • เครือข่ายพันธมิตรอิหร่าน: กลุ่มอย่างฮิซบอลเลาะห์ ฮูตี และฮามาส ถูกอิสราเอลมองเป็นภัยคุกคาม อิหร่านยังไม่ยอมลดบทบาท
  • การยกเลิกคว่ำบาตร: อิหร่านเรียกร้องปลดล็อกทรัพย์สิน 120,000 ล้านดอลลาร์ แต่สหรัฐฯ ยังไม่ยินยอม

ประเด็นเหล่านี้สะท้อนถึงความซับซ้อนของความสัมพันธ์อิหร่าน-สหรัฐฯ ที่มีรากเหง้าจากเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ เช่น การยึดสถานทูตสหรัฐฯ ในปี 2522 และการถอนตัวจาก JCPOA ในสมัยทรัมป์ การเจรจาครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การแลกเปลี่ยนเอกสาร แต่เป็นความหวังในการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืน

จากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การเจรจาเฟสแรกนี้แสดงถึงความตั้งใจของทั้งสองฝ่าย โดยเฉพาะปากีสถานที่เป็นเจ้าภาพกลางที่เป็นกลาง หากเฟสต่อไปประสบความสำเร็จ อาจนำไปสู่การลดความตึงเครียด ลดราคาน้ำมัน และเปิดโอกาสเศรษฐกิจให้อิหร่าน

อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนยังมีสูง โดยเฉพาะจากปัจจัยภายนอกอย่างอิสราเอลและกลุ่มพันธมิตร หากคุณสนใจข่าวต่างประเทศ ลองติดตามเพิ่มเติมเพื่ออัปเดตสถานการณ์ล่าสุด การเจรจานี้อาจเปลี่ยนโฉมหน้าตะวันออกกลางได้จริง

คุณคิดว่าประเด็นไหนจะเป็นตัวตัดสินชะตาการเจรจาครั้งนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – สื่ออิหร่านเผย เจรจาเฟสแรกกับสหรัฐฯ จบแล้ว แลกเปลี่ยนเอกสารข้อเสนอ

เริ่มแล้ว การเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่าน ที่ปากีสถาน

เริ่มแล้ว การเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่าน ที่ปากีสถาน สร้างความฮือฮาไปทั่วโลก โดยเฉพาะในภูมิภาคตะวันออกกลางที่กำลังตึงเครียดมานาน ล่าสุดสื่ออิหร่านยืนยันว่าคณะผู้แทนทั้งสองฝ่ายได้เริ่มสนทนากันแล้วที่กรุงอิสลามาบัด เมืองหลวงของปากีสถาน ท่ามกลางความหวังว่าการพูดคุยครั้งนี้จะช่วยคลายปมปัญหาสงครามและนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน

เริ่มแล้ว การเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่าน ที่ปากีสถาน

เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2569 สถานีโทรทัศน์ IRIB ของรัฐบาลอิหร่านรายงานข่าวร้อนว่าการเจรจาระหว่างเจ้าหน้าที่อิหร่านและสหรัฐอเมริกาได้เริ่มต้นขึ้นจริงๆ ที่ปากีสถาน ซึ่งเป็นสถานที่ที่คาดไม่ถึงสำหรับหลายคน ปากีสถานถูกเลือกเพราะเป็นประเทศที่เป็นกลางและมีบทบาทสำคัญในภูมิภาคเอเชียใต้ โดยยังไม่ชัดเจนว่าการพูดคุยนี้เป็นแบบตัวต่อตัวโดยตรงหรือผ่านตัวกลาง แต่หากเป็นการเจรจาแบบเผชิญหน้า จะถือเป็นครั้งแรกในระดับสูงสุดนับตั้งแต่การปฏิวัติอิสลามของอิหร่านในปี 2522

สถานการณ์ปัจจุบันในตะวันออกกลางยังคงเปราะบางมาก มีการหยุดยิงชั่วคราวแต่ความขัดแย้งยังคุกรุ่น โดยเฉพาะประเด็นนิวเคลียร์ โปรแกรมขีปนาวุธ และการแทรกแซงในซีเรีย-เยเมน การเจรจาครั้งนี้จึงเป็นแสงสว่างที่ทุกคนเฝ้ามอง

รายละเอียดสำคัญของการเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่าน

ก่อนเริ่มเจรจา รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ เจดี แวนซ์ ซึ่งนำคณะผู้แทนอเมริกัน ได้เข้าพบนายกรัฐมนตรีปากีสถานแยกกัน ขณะที่ฝั่งอิหร่านก็ทำเช่นเดียวกัน คาดว่านี่เป็นการหารือแบบวันเดียว โดยอิหร่านกำลังประเมินท่าทีของสหรัฐฯ อย่างละเอียด ทิศทางอาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา เนื่องจากทั้งสองฝ่ายยังไม่เปิดเผยขอบเขตการพูดคุยอย่างเป็นทางการ

  • สถานที่: กรุงอิสลามาบัด ปากีสถาน – ประเทศพันธมิตรทั้งสหรัฐฯ และใกล้ชิดอิหร่าน
  • ผู้นำคณะ: เจดี แวนซ์ (สหรัฐฯ) และเจ้าหน้าที่ระดับสูงอิหร่าน
  • ประเด็นหลัก: ยุติสงครามตะวันออกกลาง หยุดยิงถาวร นโยบายนิวเคลียร์
  • ความคืบหน้า: ยังไม่ยืนยัน แต่เริ่มแล้วเรียบร้อย

ความสำคัญของปากีสถานในการเป็นเจ้าภาพ

ทำไมต้องปากีสถาน? เพราะประเทศนี้มีอิทธิพลในโลกมุสลิม มีกองทัพที่แข็งแกร่ง และเคยเป็นตัวกลางในข้อพิพาทหลายครั้ง เช่น ระหว่างอินเดีย-อัฟกานิสถาน นอกจากนี้ ปากีสถานยังได้รับความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ มหาศาล แต่ก็มีความสัมพันธ์อันดีกับอิหร่าน ทำให้เหมาะเป็นสถานที่เจรจาที่เป็นกลาง

ย้อนประวัติศาสตร์ ความสัมพันธ์สหรัฐฯ-อิหร่านตึงเครียดมาตั้งแต่ปี 1979 ที่เกิดการยึดสถานทูตสหรัฐฯ ในเตหะราน ตามด้วยสงครามอิรัก-อิหร่าน สหรัฐฯ คว่ำบาตรอิหร่านต่อเนื่อง จนถึงข้อตกลงนิวเคลียร์ JCPOA ในปี 2015 ที่ทรัมป์ถอนตัวในปี 2018 ทำให้สถานการณ์ยิ่งรุนแรง การเจรจาเริ่มแล้ว การเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่าน ที่ปากีสถาน จึงเป็นโอกาสทองในการรีเซ็ตความสัมพันธ์

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่าหากสำเร็จ จะช่วยลดราคาน้ำมันโลก ลดการอพยพ และเพิ่มเสถียรภาพในตะวันออกกลาง แต่หากล้มเหลว อาจจุดชนวนสงครามใหญ่ได้

ในมุมมองของผม การเจรจาครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าการทูตยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญที่สุด แม้ในยุคที่อาวุธครบมือแล้ว เริ่มแล้ว การเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่าน ที่ปากีสถาน อาจเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ ลองติดตามกันต่อไปว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร

คุณคิดอย่างไรกับการเจรจาครั้งนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะ! ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมได้ที่ ไทยรัฐข่าวต่างประเทศ

ที่มา – เริ่มแล้ว การเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่าน ที่ปากีสถาน

ทำเนียบขาวเผย เตรียมหารือเรื่องหารายได้จากช่องแคบฮอร์มุซ

ทำเนียบขาวเผย เตรียมหารือเรื่องหารายได้จากช่องแคบฮอร์มุซ เป็นประเด็นร้อนที่กำลังได้รับความสนใจจากทั่วโลก โดยเฉพาะในสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง โฆษกทำเนียบขาว คาโรไลน์ ลีวิตต์ ได้เปิดเผยในงานแถลงข่าวเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569 ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เสนอแนวคิดให้สหรัฐอเมริกาได้รับรายได้จากช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางค้าขายสำคัญของโลก

ทำเนียบขาวเผย เตรียมหารือเรื่องหารายได้จากช่องแคบฮอร์มุซ

ช่องแคบฮอร์มุซเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่เชื่อมอ่าวเปอร์เซียกับอ่าวโอมาน โดยให้บริการขนส่งน้ำมันกว่า 20% ของโลก ทำให้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจโลก แนวคิดของทรัมป์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางช่วงหยุดยิง 2 สัปดาห์ระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน ลีวิตต์ยืนยันว่าประเด็นนี้จะถูกนำเข้าสู่การหารืออย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ช่องแคบเปิดกว้างโดยไม่มีข้อจำกัด ไม่ว่าจะเป็นค่าผ่านทางหรือรูปแบบอื่นๆ

รายละเอียดการแถลงข่าวของโฆษกทำเนียบขาว

ในงานแถลงข่าว ลีวิตต์เน้นย้ำว่าทรัมป์ให้ความสำคัญกับผลลัพธ์มากกว่าวาทกรรม แม้จะถูกวิจารณ์เรื่องคำขู่กวาดล้างอารยธรรมอิหร่าน แต่เธอปกป้องว่าสไตล์การเจรจาเด็ดขาดนี้คือกุญแจสู่ความสำเร็จ ทำให้อิหร่านยอมหยุดยิงและเปิดช่องแคบ ลีวิตต์กล่าวว่า “โลกควรฟังคำพูดของท่านทรัมป์อย่างจริงจัง เพราะท่านมุ่งผลลัพธ์เสมอ และสหรัฐมีไพ่เหนือกว่าในด้านศีลธรรมเหนือระบอบอิหร่าน”

นอกจากนี้ เธอยังชี้ว่าคำขู่รุนแรงของทรัมป์ส่งผลให้อิหร่าน “คุกเข่า” ขอหยุดยิง ซึ่งเป็นชัยชนะทางการทูตที่สำคัญ ทำเนียบขาวเผย เตรียมหารือเรื่องหารายได้จากช่องแคบฮอร์มุซ จึงอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบายพลังงานโลก โดยสหรัฐอาจเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากเรือสินค้าที่ผ่านเส้นทางนี้

ความสำคัญของช่องแคบฮอร์มุซต่อเศรษฐกิจโลก

  • ขนส่งน้ำมันดิบกว่า 21 ล้านบาร์เรลต่อวัน
  • เชื่อมโยงผู้ผลิตน้ำมันหลักอย่างซาอุดีอาระเบียและอิหร่าน
  • หากปิดกั้น จะทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูง ส่งผลกระทบต่อไทยและประเทศนำเข้าน้ำมัน
  • แนวคิดหารายได้อาจช่วยลดภาระการทหารสหรัฐในภูมิภาค

ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า หากสหรัฐได้รายได้จากช่องแคบจริง อาจเป็นโมเดลใหม่ในการจัดการจุดยุทธศาสตร์ โดยอ้างสิทธิ์จากการรักษาความปลอดภัย ในอดีต สหรัฐเคยคุ้มครองเส้นทางนี้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย แต่ทรัมป์มองว่าถึงเวลาที่พันธมิตรควรแบ่งปันภาระ

ทำเนียบขาวเผย เตรียมหารือเรื่องหารายได้จากช่องแคบฮอร์มุซ สะท้อนนโยบาย “อเมริกาต่อน้อยก่อน” ของทรัมป์ ที่เน้นผลประโยชน์สหรัฐเหนือสิ่งอื่น นอกจากนี้ ยังมีประเด็นการหยุดยิงที่เปราะบาง หากอิหร่านไม่ยอม อาจนำไปสู่ความขัดแย้งรอบใหม่

สำหรับประเทศไทยที่พึ่งพาน้ำมันนำเข้า 80% สถานการณ์นี้กระทบโดยตรง หากราคาน้ำมันผันผวน อาจทำให้ค่าครองชีพเพิ่มขึ้น รัฐบาลไทยควรติดตามใกล้ชิดและกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมัน

มุมมองอนาคตและผลกระทบ

ในอนาคต การหารือนี้อาจนำไปสู่ข้อตกลง multilaterals กับชาติอาหรับและจีนที่ใช้เส้นทางนี้ หากสำเร็จ จะเป็นชัยชนะของทรัมป์ในการทูตแบบ hard power แต่หากล้มเหลว อาจจุดชนวนสงครามน้ำมัน

สุดท้ายแล้ว แนวคิดนี้แสดงให้เห็นว่าสหรัฐกำลังปรับกลยุทธ์จากผู้พิทักษ์ฟรีสู่ผู้เก็บค่าบริการ คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความเพื่อติดตามข่าวสารสำคัญต่อไป

ที่มา – ทำเนียบขาวเผย เตรียมหารือเรื่องหารายได้จากช่องแคบฮอร์มุซ

“อภิสิทธิ์” เดินสายหาเสียง จี้แก้ รธน.

“อภิสิทธิ์” เดินสายขอคะแนนช่วยลูกพรรคที่ตลาดเช้าราชวัตร ต่อช่วงเที่ยงเจาะกลุ่มคนออฟฟิศย่านอโศกมนตรี เรียกร้องทุกพรรคแก้ รธน. ไม่แตะหมวด1-2 ดันตั้ง “ผู้สังเกตการณ์ภายนอก” ก่อนถกไทย-กัมพูชา

เมื่อเวลา 07:00 น. วันที่ 13 มกราคม 2569 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นำคณะผู้บริหารพรรคลงพื้นที่ช่วย นายพงศ์พล เตมีย์ ผู้สมัคร สส. กทม. เขต 7 เบอร์ 1 พบปะพี่น้องประชาชนชาวราชวัตร กทม. เพื่อขอคะแนนเสียงในการเลือกตั้ง 8 ก.พ.69 นี้ ตลอดสองข้างทางมีประชาชนและพ่อค้าแม่ขายทักทายอย่างเป็นกันเอง หลายคนแสดงความดีใจและตื่นเต้นที่พบปะพูดคุยกับนายอภิสิทธิ์ โดยให้กำลังใจที่กลับมาทำงานการเมืองอีกครั้ง ส่วนใหญ่ต่างรับปากรอการกลับมานำพรรค ปชป. หลายปีแล้ว และเลือกตั้งครั้งนี้พร้อมจะเทคะแนนเลือกพรรค ปชป.

ในการลงพื้นที่หาเสียงครั้งนี้ นายอภิสิทธิ์เน้นย้ำถึงความสำคัญของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ทุกพรรคต้องร่วมมือกันแก้ รธน. แต่ต้องไม่แตะหมวด 1-2 ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและเกี่ยวข้องกับสถาบันหลักของชาติ

อภิสิทธิ์

“อภิสิทธิ์” เดินสายหาเสียง จี้แก้ รธน.

ต่อมาเวลา 12.00 น. วันเดียวกัน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และนายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคดูแลพื้นที่กรุงเทพฯ ได้ลงพื้นที่ตลาดรวมทรัพย์ ย่านอโศกมนตรี กทม. เพื่อหาเสียงให้นายพงศกร ขวัญเมือง ผู้สมัคร สส. กทม. เขต 4 เบอร์ 1 พรรค ปชป. ท่ามกลางบรรยากาศคึกคักพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่เป็นพนักงานออฟฟิศที่ลงมารับประทานอาหารเที่ยงในตลาดต่างควักโทรศัพท์มือถือมาขอถ่ายรูปเป็นที่ระลึกจำนวนมาก โดยนายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า กระแสของพรรคเป็นไปตามที่เคยคาดหวัง แต่ยังต้องทำให้ได้จำนวนมากขึ้นกว่านี้อีก ส่วนเขตมีความมั่นใจมากในภาคใต้ ส่วนพื้นที่อื่นยังต้องทำงานกันหนักอยู่ ทั้งนี้ ถ้าเสียงกรี๊ดกับการกอดกลายมาเป็นคะแนนให้กับประชาธิปัตย์ ตนก็จะยิ่งมั่นใจมากยิ่งขึ้น เมื่อถามถึงกรณีการจับขั้วรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เรื่องการจับขั้ว ตนพูดชัดไปหมดแล้วว่า สิ่งที่ตนให้ความมั่นใจกับประชาชนคือ ถ้าเสียงเรามากพอ เข้าไปอยู่ในรัฐบาล เราจะเป็นหลักประกันของรัฐบาล โดยรัฐบาลต้องเอาจริงเอาจังกับการปราบปรามการทุจริต เรื่องทุนเทา ไม่สร้างความแตกแยก และต้องไม่เกิดการทุจริตคอร์รัปชั่น

นอกจากเรื่องการหาเสียง นายอภิสิทธิ์ยังให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นทางการเมืองที่สำคัญ โดยเฉพาะเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นนโยบายหลักของพรรคประชาธิปัตย์

อภิสิทธิ์

ประเด็นสำคัญ: แก้ รธน. ต้องไม่แตะหมวด 1-2

สำหรับเรื่องการแก้ไขยกร่างรัฐธรรมนูญ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เรามีนโยบายชัดเจนว่า เรื่องของการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 แม้จะผ่านประชามติ ก็ยังไปติดขัดในเรื่องมาตรา 256 ที่ผ่านมาทั้งที่มีข้อตกลงระหว่างพรรคภูมิใจไทย พรรคประชาชน แต่สุดท้ายก็ไม่ผ่าน แล้วเราก็เสียดายว่า จริงๆที่ผ่านมา การพยายามทำมาตรา 256 ก็เหมือนสภาตกผลึกแล้วว่า ไม่แก้ไขหมวดหนึ่ง หมวดสอง “ในวันนี้ที่ประชาชนจำนวนหนึ่งมีความลังเลที่จะเห็นชอบ เราก็แปลกใจว่ารัฐบาล ซึ่งเป็นคนเลือกคำถาม ทำไมจึงไม่เจาะจงลงไปว่า เป็นการทำฉบับใหม่โดยไม่ไปเกี่ยวข้องกับการแก้หมวดหนึ่ง หมวดสอง ดังนั้นสิ่งที่ผมอยากจะบอก ก็คือว่าประชาธิปัตย์จะดูแล และไม่ให้มีการแก้ไขหมวดหนึ่ง หมวดสอง และผมอยากเรียกร้องให้ทุกพรรคการเมือง ที่เคยตกลงกันได้แล้วในสภา ประกาศแบบเดียวกัน อย่างนี้ทุกคนก็จะสบายใจในการลงมติเห็นชอบ“ นายอภิสิทธิ์กล่าว

การยืนยันว่าจะไม่แก้ไขหมวด 1-2 ถือเป็นจุดยืนที่ชัดเจนของพรรคประชาธิปัตย์ และเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนที่ยังมีความกังวลเกี่ยวกับประเด็นนี้

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

เมื่อถามถึงแนวทางการแก้ไขปัญหา กรณีชายแดนไทย-กัมพูชาที่หยุดยิงในขณะนี้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า อยู่ในขั้นตอนของการเริ่มใช้มาตรการหยุดยิง ซึ่งก้าวถัดไปที่สำคัญที่สุดคือกระบวนการเจรจา โดยพรรคประชาธิปัตย์มีจุดยืนชัดเจนว่า ต้องสร้างหลักประกันเพื่อไม่ให้เกิดความเสี่ยงในการรุกล้ำอธิปไตยไทยซ้ำอีก โดยเฉพาะจากฝั่งกัมพูชา ตนเสนอให้มีผู้สังเกตการณ์จากภายนอก (Outside Observers) เข้าไปปฏิบัติหน้าที่ภายในเขตแดนของกัมพูชา เพื่อตรวจสอบและให้ความมั่นใจว่า จะไม่มีการเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์หนักที่อาจส่งผลกระทบต่อข้อตกลงหยุดยิง หากเราสร้างความเชื่อมั่นในจุดนี้ได้ กระบวนการเจรจาที่มากกว่าแค่เรื่องการหยุดยิง ก็จะเริ่มขึ้นได้จริง และนำไปสู่การฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศให้กลับมาเป็นปกติสุขได้ และยอมรับว่า แรงกระเพื่อมจากความขัดแย้งนี้ ส่งผลกระทบถึงประชาชนแล้ว ขณะเดียวกัน เสียงสะท้อนจากคนไทยก็ชัดเจนว่า อธิปไตยไทยต้องไม่ถูกละเมิด ตนเชื่อว่าหากเราสามารถรักษาข้อตกลงหยุดยิงและเดินหน้าเจรจาได้สำเร็จ ก็จะเป็นการเปิดประตูไปสู่การฟื้นฟูเศรษฐกิจในพื้นที่และระดับชาติได้อย่างยั่งยืน เพราะความมั่นคงและอธิปไตยที่ชัดเจนคือรากฐานที่สำคัญที่สุดของความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ

ชายแดนไทย-กัมพูชา

โดยสรุปแล้ว การเดินสายหาเสียงของนายอภิสิทธิ์ในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการช่วยผู้สมัคร สส. ของพรรคแล้ว ยังเป็นการเน้นย้ำถึงนโยบายหลักของพรรค โดยเฉพาะเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในประเด็นสำคัญต่างๆ

ที่มา – “อภิสิทธิ์” เดินสายเช้า-เที่ยง-เย็น หาเสียง จี้ทุกพรรคแก้ รธน. ไม่แตะหมวด1-2

พรรครักชาติวอนโลก! กดดันกัมพูชาหยุดโจมตีไทย

โฆษกพรรครักชาติ วอนประชาคมโลกกดดัน “กัมพูชา” หยุดโจมตีไทย ออกแถลงการณ์ 2 ภาษา วอนประชาคมโลกอย่าหลงเชื่อข้อมูลบิดเบือน ชี้ ต้องกดดัน “กัมพูชา” หยุดโจมตี ย้ำ ไทยเล็งเป้าฐานทหาร-โยงฐานสแกมเมอร์

วันที่ 24 ธันวาคม 2568 นายชัยพร จิรวินิจนันท์ โฆษกพรรครักชาติ ออกแถลงการณ์ 2 ภาษา ภาษาอังกฤษและภาษาฝรั่งเศส ชี้แจงประชาคมโลกถึงสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ว่า สารฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง เกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบันให้แก่ประชาคมโลก และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เพื่อเรียกร้องไม่ให้นานาประเทศหลงเชื่อข้อมูลที่บิดเบือนจากฝั่งกัมพูชา หากมีความประสงค์จะเข้ามามีบทบาทในการยุติความขัดแย้งอย่างแท้จริง

ถึงเวลาแล้วที่ท่านจะต้องเรียกร้องให้กัมพูชา หยุดการโจมตี มิใช่เรียกร้องต่อไทย เราได้ยอมรับข้อตกลงหยุดยิงมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง แต่เป็นฝ่ายกัมพูชาเอง ที่ละเมิดข้อตกลงซ้ำแล้วซ้ำเล่า มิใช่ฝ่ายเรา ทั่วโลกต่างทราบดีว่า ไทยเป็นประเทศที่รักสงบ และเราไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ความจริงทางประวัติศาสตร์ข้อนี้ซ้ำอีก

ณ ขณะนี้ กัมพูชากำลังยกระดับการโจมตีอย่างไม่เลือกเป้าหมาย ไม่ว่าสาเหตุจะมาจากอาวุธที่ล้าสมัย จนขาดความแม่นยำ หรือ เป็นเจตนาที่ตั้งใจกระทำก็ตาม ยังคงเป็นเรื่องที่ไม่ชัดเจน แต่สิ่งที่ชัดเจนที่สุด คือ ขณะนี้กัมพูชากำลังมุ่งเป้าโจมตีไปยังพลเรือนผู้บริสุทธิ์และหมู่บ้านต่างๆ ซึ่งพฤติกรรมเช่นนี้ ถือว่าไร้มนุษยธรรมอย่างยิ่ง

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยกำลังดำเนินการเพื่อยุติความขัดแย้งนี้ และลดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินให้ได้มากที่สุด ปฏิบัติการของเรามุ่งเป้าไปที่การทำลายฐานปฏิบัติการทางทหารเพียงอย่างเดียว เพื่อหยุดยั้งการรุกรานที่อาจเกิดขึ้นอีก ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

นอกจากนี้ หนึ่งในฐานทัพของกัมพูชา ยังถูกใช้เป็นฐานปฏิบัติการของแก๊งสแกมเมอร์อีกด้วย ดังที่เป็นที่ทราบกันดีไปทั่วโลกว่า กัมพูชาคือ หนึ่งในศูนย์กลางของขบวนการต้มตุ๋นออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยระหว่างการเข้าทำลายฐานทัพดังกล่าว พบว่า มีกลุ่มสแกมเมอร์จำนวนมากพากันหลบหนีออกจากพื้นที่

ประเทศไทยพร้อมเสมอสำหรับสันติภาพ อย่างไรก็ตาม สันติภาพจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยความร่วมมือจากทั้งสองฝ่าย มิใช่เกิดจากความพยายามของฝ่ายไทยเพียงลำพัง

โฆษกพรรครักชาติ วอนประชาคมโลกกดดัน “กัมพูชา” หยุดโจมตีไทย

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การแถลงการณ์ของพรรครักชาติในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และเรียกร้องให้ประชาคมโลกเข้ามามีบทบาทในการกดดันให้กัมพูชาหยุดการกระทำที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงมากยิ่งขึ้น

ท่าทีของพรรครักชาติต่อกรณี กัมพูชาหยุดโจมตีไทย

พรรครักชาติ แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่า ประเทศไทยพร้อมสำหรับการเจรจาเพื่อสันติภาพ แต่การเจรจาจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อทั้งสองฝ่ายมีความจริงใจที่จะแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี และหยุดการใช้ความรุนแรง

การที่พรรครักชาติออกมาเรียกร้องให้ประชาคมโลกกดดัน “กัมพูชา” หยุดโจมตีไทย นั้น แสดงให้เห็นถึงความต้องการที่จะให้เกิดการแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี และหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าที่อาจนำไปสู่ความสูญเสียมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศนั้น จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และการพิจารณาถึงปัจจัยต่างๆ ที่เป็นสาเหตุของความขัดแย้งอย่างรอบด้าน เพื่อให้สามารถหาทางออกที่ยั่งยืนและเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

สถานการณ์ที่เกิดขึ้น กระตุ้นเตือนให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธี และการให้ความสำคัญกับการเจรจาและการทูต เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง ที่อาจนำไปสู่ความสูญเสียที่ไม่สามารถประเมินค่าได้

ดังนั้น การที่ พรรครักชาติ วอนประชาคมโลกกดดัน “กัมพูชา” หยุดโจมตีไทย จึงเป็นอีกหนึ่งเสียงที่ต้องการให้ทุกฝ่ายหันมาให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี และสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

การดำเนินการใด ๆ ควรอยู่ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ และเคารพซึ่งอธิปไตยของกันและกัน เพื่อให้เกิดความสงบสุขอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ สิ่งสำคัญคือการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชนทั้งสองประเทศ เพื่อป้องกันการบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร และสร้างความเกลียดชังซึ่งกันและกัน

การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาจึงเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อสร้างสรรค์สันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคอย่างยั่งยืนต่อไป

การที่โฆษกพรรครักชาติ วอนประชาคมโลกกดดัน “กัมพูชา” หยุดโจมตีไทย เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงความต้องการสันติภาพของประเทศไทย และความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธี

ที่มา – โฆษกพรรครักชาติ วอนประชาคมโลกกดดัน “กัมพูชา” หยุดโจมตีไทย

“สีหศักดิ์” แจงเหตุผลยังไม่มีข้อตกลงหยุดยิง


“สีหศักดิ์” แถลงเหตุผล ยังไม่มีข้อตกลงหยุดยิง นัดถกใน GBC 24 ธ.ค.นี้

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ล่าสุด นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ออกมาแถลงถึงเหตุผลที่ยังไม่มีข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสองประเทศ แม้ว่ากัมพูชาจะเสนอให้มีการหยุดยิงในเวลา 22.00 น. ของคืนวันที่ 22 ธันวาคมที่จะถึงนี้

นายสีหศักดิ์เน้นย้ำว่า ประเทศไทยไม่ต้องการให้การหยุดยิงเป็นเพียงแค่คำประกาศ แต่ต้องการให้มีการพูดคุยและตกลงในรายละเอียดของมาตรการและขั้นตอนการตรวจสอบอย่างชัดเจน จึงได้มีการนัดหมายให้ทหารของทั้งสองฝ่ายพูดคุยกันในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ในวันที่ 24 ธันวาคมนี้ เพื่อกำหนดขั้นตอนในการกลับไปสู่ปฏิญญาสันติภาพไทย-กัมพูชา โดยประเทศไทยได้เสนอจังหวัดจันทบุรีเป็นสถานที่จัดการประชุม แต่ยังคงรอการตอบรับจากฝ่ายกัมพูชา

เบื้องหลังการหารือ: ทำไมยังไม่มีข้อตกลงหยุดยิง?

ในการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน สมัยพิเศษ ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย นายสีหศักดิ์ได้เข้าร่วมหารือถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมีผู้แทนจาก 11 ประเทศสมาชิกอาเซียนเข้าร่วม (ยกเว้นเมียนมาที่เข้าร่วมผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์) ที่ประชุมได้แสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และหารือถึงแนวทางที่อาเซียนจะสามารถเข้ามาช่วยคลี่คลายสถานการณ์ได้

นายสีหศักดิ์กล่าวว่า ประเทศไทยมีความปรารถนาดีต่อกัมพูชามาโดยตลอด ตั้งแต่การให้ความช่วยเหลือในช่วงสงครามกลางเมือง การเปิดชายแดนรับผู้อพยพ และการสนับสนุนการฟื้นฟูเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลทั้งสอง ประเทศไทยได้พยายามแก้ไขปัญหาในกรอบทวิภาคี แต่กลับกลายเป็นฝ่ายกัมพูชาที่นำประเด็นนี้เข้าสู่เวทีระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในกรอบของสหประชาชาติ

ประเด็นสำคัญที่นายสีหศักดิ์เน้นย้ำคือ เรื่องของความไว้เนื้อเชื่อใจ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง การกระทำต่างๆ ที่ผ่านมาของกัมพูชา เช่น การปล่อยเทปบันทึกการสนทนา ทำให้เกิดคำถามถึงความจริงใจในการแก้ไขปัญหา

นอกจากนี้ นายสีหศักดิ์ยังกล่าวถึงความสำคัญของการปฏิบัติตามปฏิญญาสันติภาพกัวลาลัมเปอร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการลดอาวุธตามแนวชายแดน การลดกำลังทหาร การเก็บกู้ทุ่นระเบิด การปราบปรามสแกมเมอร์ และการบริหารจัดการพื้นที่ที่รุกล้ำกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเรื่องทุ่นระเบิด ซึ่งส่งผลกระทบต่อทหารไทยที่ได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบทุ่นระเบิดหลายครั้ง

ในการประชุมครั้งนี้ นายสีหศักดิ์ย้ำว่าไม่ได้ต้องการที่จะแลกเปลี่ยนข้อกล่าวหา แต่ต้องการที่จะหาแนวทางในการเดินหน้าต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นเรื่องการหยุดยิง ซึ่งจะต้องมาจากการพูดคุยและตกลงกันอย่างชัดเจน ไม่ใช่เพียงแค่การประกาศ

ดังนั้น การนัดหมายประชุม GBC ในวันที่ 24 ธันวาคม จึงเป็นก้าวสำคัญในการหาข้อตกลงหยุดยิงที่แท้จริง และนำไปสู่การปฏิบัติตามปฏิญญาสันติภาพกัวลาลัมเปอร์อย่างครบถ้วน

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องอาศัยความเข้าใจและความร่วมมือของทั้งสองฝ่าย การเจรจาและพูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมาจึงเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหาและความขัดแย้งที่เกิดขึ้น หวังว่าการประชุม GBC ในวันที่ 24 ธันวาคมนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน

ที่มา – “สีหศักดิ์” แถลงเหตุผล ยังไม่มีข้อตกลงหยุดยิง นัดถกใน GBC 24 ธ.ค.นี้

กลาโหมชี้ หยุดยิงอยู่ที่รัฐบาล ยันกองทัพสู้ตามหลักสากล

กระทรวงกลาโหมย้ำ การเมืองนำการทหาร การหยุดยิงอยู่ที่รัฐบาล กองทัพเดินหน้าปฏิบัติการตามหลักสากล เกือบ 9 วันลดทอนขีดความสามารถฝ่ายตรงข้ามอย่างต่อเนื่อง

พลเรือตรี สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม ชี้แจงกรณีความเป็นไปได้ของการเจรจาในระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จะส่งผลต่อทิศทางและแนวโน้มของสถานการณ์สู้รบตามแนวชายแดนอย่างไรว่า โดยหลักการ การบริหารจัดการประเทศต้องยึด “การเมืองนำการทหาร” ขณะที่การทหารเป็นเพียงกลไกหนึ่งในการสนับสนุนการดำเนินนโยบายของรัฐ การตัดสินใจเรื่องหยุดยิงอยู่ที่รัฐบาลหรือไม่ ขึ้นอยู่กับมติของรัฐบาล โดยเฉพาะการพิจารณาผ่านสภาความมั่นคงแห่งชาติ

สำหรับกระแสที่ตั้งข้อสังเกตว่า กองทัพอาจลดการหยุดยิง เนื่องจากถูกนานาชาติจับตามองว่าไทยใช้การตอบโต้ที่รุนแรงขึ้นนั้น โฆษกกระทรวงกลาโหม ยืนยันว่า การปฏิบัติการทางทหารของไทยยังคงยึดหลักสากลตามกฎบัตรสหประชาชาติ และกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ อย่างเคร่งครัด โดยมี 3 หลักสำคัญ คือ ความจำเป็น ความได้สัดส่วน และการแยกแยะเป้าหมาย

ยืนยันว่า การโจมตีที่ผ่านมาเป็นการโจมตีเฉพาะเป้าหมายทางทหารเท่านั้น ส่วนระดับความเข้มข้นของการปฏิบัติการ ขึ้นอยู่กับการตอบโต้และขีดความสามารถของฝ่ายกัมพูชา เพื่อให้การใช้กำลังเป็นไปอย่างเหมาะสมตามหลักสากล

ด้านการประเมินสถานการณ์ล่าสุด พันเอก ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า พบการใช้อาวุธยิงสนับสนุนจากฝ่ายกัมพูชาเข้ามาในพื้นที่ของไทย ลดลงอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นผลจากการปฏิบัติการร่วมกันของกองทัพบกและกองทัพอากาศ ในการลดทอนขีดความสามารถด้านอาวุธ ระบบควบคุมการยิง และเส้นทางส่งกำลังบำรุง อย่างไรก็ตาม ยังพบการต้านทานในบางพื้นที่ โดยเฉพาะจุดที่กองทัพไทยสามารถควบคุมพื้นที่ได้แล้ว และฝ่ายตรงข้ามพยายามช่วงชิงคืน แต่ในภาพรวม สถานการณ์มีแนวโน้มเบาบางลง

ขณะที่ พลอากาศโท จักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย โฆษกกองทัพอากาศ ย้ำว่า การปฏิบัติการทางทหารของไทย ไม่ได้ลดความเข้มข้น แต่ยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับมิติทางการทูต เพื่อกดดันให้ฝ่ายกัมพูชา เข้าสู่การพูดคุยอย่างมีเหตุมีผล โดยเฉพาะการโจมตีเป้าหมายสำคัญ เช่น คลังอาวุธ กระสุน และวัตถุระเบิด ซึ่งส่งผลให้ฝ่ายกัมพูชา ถูกลดทอนขีดความสามารถทางทหารอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงตัดเส้นทางส่งกำลังบำรุง ทำให้การเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์เข้าสู่แนวหน้าทำได้ยากขึ้น

โฆษกกองทัพอากาศ ประเมินว่า เกือบ 9 วันที่ผ่านมา การปฏิบัติการของไทยประสบความสำเร็จในการลดทอนขีดความสามารถในการปฏิบัติภารกิจของฝ่ายตรงข้าม อย่างต่อเนื่อง

ผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงกรณีที่โฆษกกระทรวงกลาโหม เปิดเผยเรื่องการใช้ Lobbyist ของฝ่ายกัมพูชา โดยโฆษกกระทรวงกลาโหมชี้แจงว่า จากการติดตามพบว่า มีการว่าจ้าง Lobbyist ชาวตะวันตกออกมาสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษกับประชาคมโลก กล่าวหาไทยใช้ความรุนแรงและสร้างผลกระทบต่อพลเรือน

ทั้งนี้ ฝ่ายไทยยืนยันว่า การใช้อาวุธยุทโธปกรณ์เป็นอาวุธที่มีความแม่นยำสูง และกำหนดเป้าหมายเป็นเป้าหมายทางทหารเท่านั้น หากมีผลกระทบต่อพลเรือนก็อยู่ในระดับต่ำมาก

โฆษกกระทรวงกลาโหม ตั้งข้อสังเกตว่า การเคลื่อนไหวของ Lobbyist ดังกล่าวไม่มีหลักฐานหรือภาพประกอบที่ชัดเจน และมีลักษณะเป็นการสร้างกระแสผ่านการสื่อสารเชิงอารมณ์ จึงขอให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวังในการรับข่าวสาร และใช้วิจารณญาณในการเสพสื่อจากทุกช่องทาง

กลาโหมชี้ หยุดยิงอยู่ที่รัฐบาล

สรุปประเด็นสำคัญจากกระทรวงกลาโหม:

  • การตัดสินใจเรื่องหยุดยิงอยู่ที่รัฐบาล
  • กองทัพปฏิบัติการตามหลักสากล
  • ไทยระมัดระวังการรับข่าวสารจาก Lobbyist

ทำไมการหยุดยิงถึงหยุดยิงอยู่ที่รัฐบาล?

การตัดสินใจเรื่องการหยุดยิงถือเป็นเรื่องทางการเมืองระดับนโยบาย ซึ่งรัฐบาลมีหน้าที่ในการพิจารณาถึงผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ รวมถึงปัจจัยด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การทหารเป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งในการสนับสนุนนโยบายของรัฐบาล ดังนั้น การตัดสินใจขั้นสุดท้ายจึงอยู่ที่รัฐบาล

สถานการณ์ชายแดนยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การที่กระทรวงกลาโหมออกมาให้ข้อมูลอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและความตั้งใจในการให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ประชาชน การใช้วิจารณญาณในการรับข่าวสารจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในช่วงเวลาเช่นนี้

ที่มา – กลาโหมชี้หยุดยิงอยู่ที่รัฐบาล ยันกองทัพสู้ตามหลักสากล

กัมพูชาสั่งปิดชายแดนติดไทยไม่มีกำหนด จริงหรือ?

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียดล่าสุด กัมพูชาสั่งปิดชายแดนติดไทยไม่มีกำหนด ท่ามกลางความขัดแย้งที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะคลี่คลาย มาดูกันว่าเกิดอะไรขึ้นและผลกระทบจะเป็นอย่างไร

กัมพูชาสั่งปิดชายแดนติดไทยไม่มีกำหนด

ตามรายงานจากบีบีซี กระทรวงมหาดไทยกัมพูชาได้ประกาศปิดชายแดนที่ติดกับประเทศไทยอย่างไม่มีกำหนด โดยให้เหตุผลว่าสถานการณ์การสู้รบตามแนวชายแดนยังคงรุนแรง แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีข่าวว่าทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะหยุดยิงกันแล้วก็ตาม การปิดชายแดนครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อการค้า การท่องเที่ยว และการเดินทางข้ามแดนของประชาชนทั้งสองประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

การตัดสินใจ กัมพูชาสั่งปิดชายแดนติดไทยไม่มีกำหนด นั้นเกิดขึ้นหลังจากที่สถานการณ์ชายแดนทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ทั้งสองฝ่ายต่างกล่าวหาซึ่งกันและกันว่าเป็นผู้เริ่มการโจมตีก่อน ทำให้ความสัมพันธ์ที่เคยดีเริ่มสั่นคลอน

เหตุผลเบื้องหลังการปิดชายแดน

กัมพูชาระบุว่าการปิดชายแดนเป็นมาตรการชั่วคราวเพื่อรักษาความปลอดภัยและป้องกันการบานปลายของความขัดแย้ง พวกเขาอ้างว่าฝ่ายไทยได้ส่งเครื่องบินรบเข้ามาโจมตีโรงแรมและสะพานในฝั่งกัมพูชา อย่างไรก็ตาม ฝ่ายไทยได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวและโต้แย้งว่ากัมพูชาเป็นฝ่ายยิงจรวดเข้ามาในฝั่งไทยก่อน ทำให้มีพลเรือนได้รับบาดเจ็บ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทย ได้กล่าวว่า การหยุดยิงจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อกัมพูชาถอนกำลังทั้งหมดและเก็บกู้ทุ่นระเบิดออกจากพื้นที่แล้วเท่านั้น ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความต้องการของไทยที่จะให้กัมพูชาแสดงความจริงใจในการแก้ไขปัญหา

สถานการณ์ปัจจุบันยังคงมีความไม่แน่นอนสูง และยังไม่มีกำหนดเวลาที่ชัดเจนว่าชายแดนจะเปิดเมื่อใด ทั้งสองฝ่ายจำเป็นต้องหันหน้าเข้าหากันเพื่อเจรจาและหาทางออกโดยสันติ เพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสียและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น

ผลกระทบต่อประชาชน

การที่ กัมพูชาสั่งปิดชายแดนติดไทยไม่มีกำหนด ส่งผลกระทบอย่างมากต่อประชาชนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดน ทั้งชาวไทยและชาวกัมพูชาที่ต้องอพยพออกจากบ้านเรือนเพื่อความปลอดภัย นอกจากนี้ การค้าชายแดนซึ่งเป็นแหล่งรายได้สำคัญของคนในพื้นที่ก็หยุดชะงัก ทำให้หลายครอบครัวต้องเผชิญกับความยากลำบากทางเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ การปิดชายแดนยังส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของทั้งสองประเทศอีกด้วย หากสถานการณ์ยังคงตึงเครียดต่อไป อาจส่งผลเสียต่อความร่วมมือในด้านอื่นๆ เช่น การท่องเที่ยว การลงทุน และความมั่นคงในภูมิภาค

สถานการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าความขัดแย้งและความรุนแรงไม่เคยนำมาซึ่งผลดีต่อใคร การเจรจาและการประนีประนอมเป็นหนทางเดียวที่จะนำไปสู่สันติภาพและความมั่นคงที่ยั่งยืน

นานาชาติต่างเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายใช้ความอดทนอดกลั้นและแก้ไขปัญหาโดยสันติ หวังว่าทั้งไทยและกัมพูชาจะตระหนักถึงความสำคัญของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขและร่วมมือกันสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับประชาชนของทั้งสองประเทศ

สถานการณ์ กัมพูชาสั่งปิดชายแดนติดไทยไม่มีกำหนด สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธี ความร่วมมือและความเข้าใจเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างอนาคตที่มั่นคงและยั่งยืนสำหรับภูมิภาคนี้

ที่มา – กัมพูชาสั่งปิดชายแดนติดไทยไม่มีกำหนด อ้างไทยส่งบินรบโจมตีโรงแรม

Scroll to top