การหยุดยิง

กัมพูชาตอบรับจัดประชุม RBC กับไทย แต่ขอจบ GBC ก่อน

กัมพูชาตอบรับจัดประชุม RBC กับไทย แต่ขอเลื่อนไปก่อน! เกิดอะไรขึ้น? มาติดตามสถานการณ์ล่าสุดกันครับ

กัมพูชาได้ตอบรับคำเชิญจากกองทัพไทยสำหรับการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) แล้ว แต่ขอเลื่อนการหารือออกไปก่อน จนกว่าการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) จะสิ้นสุดลง ซึ่งประเด็นนี้กำลังได้รับความสนใจอย่างมาก

กระทรวงกลาโหมของกัมพูชาได้ออกแถลงการณ์ผ่านทาง Facebook เพื่อประกาศการตอบรับคำเชิญจากฝ่ายไทยในการจัดการประชุม RBC อย่างไรก็ตาม กัมพูชาได้ขอเลื่อนกำหนดการออกไป จนกว่าการประชุม GBC ซึ่งเริ่มต้นในวันจันทร์ที่ 20 ตุลาคม (พ.ศ. 2568) จะเสร็จสิ้นเสียก่อน การตัดสินใจนี้สร้างความสนใจและเกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับลำดับความสำคัญและความสำคัญของการประชุมทั้งสอง

แถลงการณ์จากกระทรวงกลาโหมกัมพูชาระบุอย่างชัดเจนว่า “กระทรวงกลาโหมแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาขอแจ้งให้สาธารณชนและสื่อมวลชนทั้งในและต่างประเทศทราบดังต่อไปนี้:” เพื่อเป็นการยืนยันถึงความโปร่งใสและความมุ่งมั่นในการสื่อสารกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

ใจความสำคัญของแถลงการณ์นี้อยู่ที่ “เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2568 กองทัพภาคที่ 4 และ 5 ของกองทัพกัมพูชาได้มีหนังสือถึงกองทัพภาคที่ 1 และ 2 ของไทย เกี่ยวกับการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) กัมพูชา-ไทย ที่กำลังจะมาถึง” ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันของทั้งสองฝ่ายในการแก้ไขปัญหาชายแดนร่วมกัน

“ฝ่ายกัมพูชายินดีรับคำขอของฝ่ายไทยที่จะจัดการประชุม กัมพูชาตอบรับจัดประชุม RBC กับไทย แต่ได้เสนอให้เลื่อนออกไปจนกว่าการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) กัมพูชา-ไทย วาระพิเศษครั้งที่ 2 ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20 ถึง 23 ตุลาคม 2568 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย จะเสร็จสิ้นลง” ข้อความนี้เน้นย้ำถึงความเต็มใจที่จะร่วมมือ แต่ยังให้ความสำคัญกับการจัดการประชุมระดับสูงกว่าก่อน

“หลังจากเสร็จสิ้นการประชุม GBC วาระพิเศษครั้งที่ 2 แล้ว กองทัพภาคที่ 4 และ 5 จะกลับมาหารือกับฝ่ายไทยอีกครั้ง เพื่อจัดการประชุม RBC ในส่วนที่เกี่ยวข้อง” แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะกลับมาหารือในประเด็น RBC อีกครั้งหลังจากการประชุม GBC สิ้นสุดลง

เหตุผลที่กัมพูชาให้ความสำคัญกับการประชุม GBC ก่อนนั้นมาจากความต้องการที่จะ “นำผลลัพธ์จากการประชุม GBC มาใช้ เพื่อรับประกันให้เกิดความร่วมมืออย่างใกล้ชิดในการดำเนินการตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพ, แสวงหาความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมเพื่อส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพระหว่างสองประเทศ และอำนวยความสะดวกในการทำให้สถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว” ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการประชุม GBC มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างรากฐานที่มั่นคงสำหรับความร่วมมือในอนาคต

กัมพูชาตอบรับจัดประชุม RBC กับไทย แต่ขอจบ GBC ก่อน

การตัดสินใจของกัมพูชาในการเลื่อนการประชุม RBC ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความสำคัญของการหารือในระดับต่างๆ

ทำไมต้องรอ GBC ก่อน

หลายฝ่ายมองว่าการที่กัมพูชาต้องการให้การประชุม GBC สิ้นสุดลงก่อน แสดงให้เห็นถึงความต้องการที่จะมีกรอบการทำงานที่ชัดเจนและข้อตกลงในระดับนโยบายที่สูงขึ้น ก่อนที่จะลงรายละเอียดในระดับภูมิภาค การทำเช่นนี้จะช่วยให้การหารือในระดับ RBC มีประสิทธิภาพและสามารถนำไปสู่การปฏิบัติจริงได้มากขึ้น

  • การประชุม GBC เป็นการประชุมระดับนโยบายที่สูงกว่า
  • ผลลัพธ์จากการประชุม GBC จะเป็นกรอบการทำงานสำหรับการประชุม RBC
  • ช่วยให้การหารือในระดับ RBC มีประสิทธิภาพมากขึ้น

การรอผลการประชุม GBC ก่อนที่จะหารือใน RBC อาจเป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดเพื่อให้การดำเนินการตามข้อตกลงต่างๆ เป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพสูงสุด

โดยรวมแล้ว การตัดสินใจของกัมพูชาในการตอบรับการประชุม RBC แต่ขอเลื่อนไปจนกว่าการประชุม GBC จะจบลงนั้น แสดงให้เห็นถึงความรอบคอบและความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาชายแดนอย่างยั่งยืน การให้ความสำคัญกับกรอบการทำงานในระดับนโยบายที่สูงขึ้น ก่อนที่จะลงรายละเอียดในระดับภูมิภาค อาจเป็นแนวทางที่นำไปสู่ความสำเร็จในการสร้างสันติภาพและเสถียรภาพในพื้นที่ชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชาในที่สุด ล่าสุด กัมพูชาตอบรับจัดประชุม RBC กับไทย หลังจบ GBC คาดว่าจะมีการหารือในประเด็นสำคัญหลายอย่าง

การดำเนินการตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพถือเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความไว้วางใจและความเข้าใจอันดีระหว่างทั้งสองประเทศ การแสวงหาความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมเพื่อส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพระหว่างสองประเทศเป็นเป้าหมายที่ทั้งสองฝ่ายควรให้ความสำคัญ

การตัดสินใจครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความจำเป็นในการให้ความสำคัญกับกระบวนการที่รอบคอบและครอบคลุมเพื่อให้บรรลุผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน

ที่มา – กัมพูชาตอบรับ จัดประชุม RBC กับไทย แต่ขอประชุม GBC จบก่อน

สีหศักดิ์เยือนมาเลเซีย: ย้ำข้อตกลงไทย-กัมพูชา

“สีหศักดิ์”เยือนมาเลเซีย ตามคำเชิญประธานอาเซียนย้ำข้อตกลงไทย-กัมพูชา ให้ความสำคัญกลไกทวิภาคี เน้นประเด็นหลักถอนอาวุธหนัก เก็บกู้ทุ่นระเบิดและปราบอาชญากรรมข้ามชาติ

เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เดินทางเยือนประเทศมาเลเซีย ระหว่างวันที่ 12-13 ตุลาคม 2568 ในลักษณะ Working Visit เพื่อเข้าร่วมการประชุมต่างๆ ตามคำเชิญของนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน โดยเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2568 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เข้าร่วมการหารือสี่ฝ่ายระหว่างมาเลเซีย สหรัฐฯ ไทย และกัมพูชา ซึ่งเป็นการหารือต่อเนื่องจากที่ได้เคยหารือกันที่นครนิวยอร์ก เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2568

การหารือในครั้งนี้ มุ่งเน้นประเด็นต่างๆ ที่ยังคั่งค้างอยู่ เพื่อลดความตึงเครียดตามแนวชายแดน และให้มีการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างเคร่งครัด โดยฝ่ายไทยย้ำความสำคัญของกลไกทวิภาคี และการแสดงความจริงใจในการปฏิบัติตามข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายได้ทำร่วมกันไว้ การที่ “สีหศักดิ์”เยือนมาเลเซียครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของไทยในการแก้ไขปัญหาชายแดนอย่างสันติ

นอกจากนี้ ฝ่ายไทยได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของความมั่นคงปลอดภัยตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นสำคัญ ได้แก่ การถอนอาวุธหนักออกจากพื้นที่ชายแดน การร่วมกันเก็บกู้ทุ่นระเบิด การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ และการให้ความร่วมมือในการบริหารจัดการพื้นที่ชายแดน เช่น ในกรณีบ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว ทางฝ่ายไทยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้เห็นความจริงใจจากกัมพูชา เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายสามารถบรรลุเป้าประสงค์ร่วมกันในการสร้างสันติภาพและความสงบสุขให้กับประชาชนของทั้งสองประเทศ

การเดินทางเยือนมาเลเซียของนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงและเสถียรภาพในภูมิภาค การหารือในประเด็นชายแดนไทย-กัมพูชา แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี และการให้ความสำคัญกับกลไกทวิภาคีในการสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน

สีหศักดิ์เยือนมาเลเซีย: ย้ำข้อตกลงไทย-กัมพูชา

การที่ “สีหศักดิ์”เยือนมาเลเซีย ตามคำเชิญประธานอาเซียนย้ำข้อตกลงไทย-กัมพูชาในครั้งนี้ เป็นการตอกย้ำถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธี และการให้ความสำคัญกับการเจรจาและการสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน รัฐบาลไทยยังคงมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมความร่วมมือในระดับภูมิภาค และทำงานร่วมกับประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นๆ เพื่อสร้างความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองให้กับภูมิภาคโดยรวม

ประเด็นสำคัญจากการเยือนมาเลเซีย: ข้อตกลงไทย-กัมพูชา

การเยือนมาเลเซียของนายสีหศักดิ์ครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างจริงจัง โดยมุ่งเน้นที่การสร้างความไว้วางใจและการปฏิบัติตามข้อตกลงที่ได้ทำร่วมกันไว้ การถอนอาวุธหนัก การเก็บกู้ทุ่นระเบิด และการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ เป็นประเด็นสำคัญที่จะช่วยสร้างความมั่นคงและความปลอดภัยตามแนวชายแดน และส่งผลดีต่อประชาชนทั้งสองประเทศ

การที่ “สีหศักดิ์”เยือนมาเลเซีย ตามคำเชิญประธานอาเซียนย้ำข้อตกลงไทย-กัมพูชานั้นแสดงถึงความสำคัญของกลไกทวิภาคีในการแก้ไขปัญหาต่างๆ การหารือและความร่วมมือระหว่างไทยและกัมพูชา จะเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาคต่อไป รัฐบาลไทยยังคงมุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกับกัมพูชาและประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นๆ เพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับประชาชนทุกคน

จะเห็นได้ว่า การเยือนมาเลเซียของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในครั้งนี้ เป็นการยืนยันถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการแก้ไขปัญหาต่างๆ อย่างสันติวิธี และการให้ความสำคัญกับความร่วมมือในระดับภูมิภาค การที่ “สีหศักดิ์”เยือนมาเลเซีย ตามคำเชิญประธานอาเซียนย้ำข้อตกลงไทย-กัมพูชานั้น ถือเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน และการส่งเสริมสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาคอาเซียน

ที่มา – “สีหศักดิ์”เยือนมาเลเซีย ตามคำเชิญประธานอาเซียนย้ำข้อตกลงไทย-กัมพูชา ให้ความสำคัญกลไกทวิภาคี

ทรัมป์ขีดเส้นตาย ให้เวลาฮามาส 3-4 วัน ตอบรับแผนสันติภาพกาซา

ในสถานการณ์ตึงเครียดของตะวันออกกลางที่กำลังร้อนระอุ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ออกมาแสดงจุดยืนที่ชัดเจนด้วย ทรัมป์ขีดเส้นตาย ให้เวลาฮามาส 3-4 วัน ตอบรับแผนสันติภาพกาซา ซึ่งเป็นข่าวใหญ่ที่โลกกำลังจับตามอง ข่าวนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความพยายามในการยุติความขัดแย้งในฉนวนกาซาเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงบทบาทของสหรัฐฯ ในการเป็นตัวกลางสำคัญในการเจรจาสันติภาพ

ทรัมป์ขีดเส้นตาย ให้เวลาฮามาส 3-4 วัน ตอบรับแผนสันติภาพกาซา

เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 ทรัมป์ได้พูดคุยกับผู้สื่อข่าวขณะออกจากทำเนียบขาว โดยระบุว่าทีมเจรจาจะให้เวลากลุ่มฮามาสเพียง 3-4 วันในการพิจารณาและตอบรับข้อเสนอสันติภาพสำหรับฉนวนกาซา แผนนี้ได้รับการเห็นชอบจากนายกรัฐมนตรีอิสราเอล เบนจามิน เนทันยาฮู เมื่อวันก่อนหน้า ทรัมป์ย้ำชัดว่าหากฮามาสปฏิเสธ จะนำไปสู่ “จุดจบที่น่าเศร้ามาก” สำหรับกลุ่มนี้

“เราจะให้เวลาประมาณ 3 หรือ 4 วัน เราจะรอดูว่าจะเป็นอย่างไร ประเทศอาหรับทุกประเทศลงนามแล้ว ประเทศมุสลิมทุกประเทศลงนามแล้ว อิสราเอลก็ลงนามแล้ว” ทรัมป์กล่าว นี่คือสัญญาณว่าความเห็นพ้องต้องกันจากนานาชาติกำลังรอคำตอบจากฮามาสเท่านั้น

รายละเอียดของแผนสันติภาพกาซา

แผนสันติภาพนี้ประกอบด้วย 20 ข้อหลัก โดยเรียกร้องให้มีการหยุดยิงทันทีในฉนวนกาซา ตามด้วยการปล่อยตัวประกันทั้งหมดจากฝั่งฮามาสภายใน 72 ชั่วโมงหลังข้อตกลงมีผลบังคับใช้ นอกจากนี้ อิสราเอลจะถอนกำลังทหารออกจากกาซาอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่จุดที่อาจเป็นอุปสรรคใหญ่คือการเรียกร้องให้ฮามาสปลดอาวุธทั้งหมด ซึ่งกลุ่มนี้เคยปฏิเสธมาแล้ว เว้นแต่จะมีการจัดตั้งรัฐปาเลสไตน์ที่มีอธิปไตยอย่างแท้จริง

  • หยุดยิงทันทีเพื่อยุติความรุนแรง
  • ปล่อยตัวประกัน 100% ภายใน 72 ชั่วโมง
  • ถอนทหารอิสราเอลแบบค่อยเป็นค่อยไป
  • ปลดอาวุธฮามาส โดยมีเงื่อนไขเรื่องรัฐปาเลสไตน์
  • การสนับสนุนจากนานาชาติในการฟื้นฟูกาซา

อย่างไรก็ตาม วิดีโอภาษาฮีบรูของเนทันยาฮูที่เผยแพร่หลังการแถลงข่าว ทำให้เกิดความสงสัยเพิ่มขึ้น เพราะเขายืนยันว่ากองทัพอิสราเอลจะยังคงประจำการในพื้นที่ส่วนใหญ่ของกาซา นี่อาจเป็นจุดที่ทำให้ฮามาสลังเลในการตอบรับ

ด้านกระทรวงการต่างประเทศไทยกาตาร์ ซึ่งเป็นตัวกลางสำคัญในการเจรจา ระบุว่าฮามาสกำลังศึกษาข้อเสนออย่างละเอียด และอาจต้องใช้เวลาหลายวันในการตัดสินใจ การเจรจาครั้งนี้ถือเป็นความหวังล่าสุดในการยุติสงครามที่ยืดเยื้อมานาน โดยทรัมป์เชื่อว่าการสิ้นสุดสงครามใกล้เข้ามาแล้วมากกว่าที่เคย

ผลกระทบหากฮามาสปฏิเสธ

หากฮามาสไม่ตอบรับ ทรัมป์ขีดเส้นตาย ให้เวลาฮามาส 3-4 วัน ตอบรับแผนสันติภาพกาซา อาจนำไปสู่การดำเนินการทางทหารที่รุนแรงยิ่งขึ้นจากอิสราเอล ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ สถานการณ์ในกาซาปัจจุบันเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมานของประชาชนนับล้าน การหยุดยิงจะช่วยให้มีการส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมได้ทันที และเปิดทางให้การฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานที่ถูกทำลาย

นอกจากนี้ แผนนี้ยังได้รับการหนุนหลังจากประเทศอาหรับและมุสลิมจำนวนมาก ซึ่งแสดงถึงการเปลี่ยนแปลงในภูมิทัศน์การเมืองตะวันออกกลาง ทรัมป์หวังว่าความกดดันจากนานาชาติจะทำให้ฮามาสยอมรับ เพื่อหลีกเลี่ยงจุดจบที่น่าเศร้า

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การเจรจาครั้งนี้มีโอกาสสำเร็จสูง หากฮามาสมองเห็นประโยชน์ระยะยาว แต่ความไม่ไว้วางใจระหว่างฝ่ายต่างๆ ยังคงเป็นอุปสรรคใหญ่ ผู้ติดตามข่าวสารต่างประเทศควรจับตาการตอบรับจากฮามาสในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

สุดท้ายนี้ หากคุณสนใจข่าวต่างประเทศเพิ่มเติม สามารถติดตามได้ที่ ข่าวต่างประเทศไทยรัฐ เพื่ออัปเดตล่าสุด

ที่มา – ทรัมป์ขีดเส้นตาย ให้เวลาฮามาส 3-4 วัน ตอบรับแผนสันติภาพกาซา

ฝรั่งเศสเตรียมรับรองปาเลสไตน์ หลังอิสราเอลถล่มกาซา

ฝรั่งเศสเตรียมรับรองปาเลสไตน์ หลังอิสราเอลถล่มกาซาดับอีก 61 ศพ สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางยังคงดำเนินต่อไป ท่ามกลางความขัดแย้งและความสูญเสียที่เพิ่มขึ้น

สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน ประเทศฝรั่งเศสเตรียมให้การรับรองสถานะรัฐปาเลสไตน์ ก่อนการประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ (UNGA) ที่นครนิวยอร์ก การตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นตามรอยหลายประเทศ เช่น สหราชอาณาจักร, ออสเตรเลีย, แคนาดา และโปรตุเกส ที่ได้ประกาศรับรองไปก่อนหน้านี้ การเคลื่อนไหวนี้ถือเป็นความพยายามล่าสุดในการผลักดันสันติภาพและการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์

ที่ปรึกษาของประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง แห่งฝรั่งเศส เปิดเผยว่า ฝรั่งเศสรวมถึง เบลเยียม, ลักเซมเบิร์ก, อันดอร์รา, ซานมาริโน และมอลตา จะประกาศรับรองสถานะรัฐปาเลสไตน์ในเร็ววันนี้ ในขณะที่นิวซีแลนด์กำลังพิจารณาเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด

ประธานาธิบดีมาครงกล่าวว่า “การรับรองรัฐปาเลสไตน์ในวันนี้เป็นหนทางเดียวที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาทางการเมืองให้กับสถานการณ์ที่ต้องยุติลง” ซึ่งสื่อถึงสถานการณ์ในฉนวนกาซาที่ยืดเยื้อมานาน เขาหวังว่าการรับรองนี้จะนำไปสู่การหยุดยิง การปล่อยตัวประกัน และการฟื้นฟูความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม

อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู แห่งอิสราเอล ออกมาคัดค้านการรับรองสถานะรัฐปาเลสไตน์อย่างแข็งขัน โดยกล่าวว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการ “ให้รางวัลก้อนใหญ่” แก่กลุ่มฮามาส และประกาศว่า “การก่อตั้งรัฐปาเลสไตน์จะไม่มีวันเกิดขึ้น” เขายังกล่าวว่าจะตอบโต้สิ่งที่เขาเรียกว่า “ความพยายามล่าสุดที่จะก่อตั้งรัฐก่อการร้าย” ในอิสราเอล หลังการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ

แม้ว่านายเนทันยาฮูจะไม่ได้ระบุวิธีการตอบโต้ที่ชัดเจน แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของสหราชอาณาจักรได้เตือนอิสราเอลไม่ให้ผนวกดินแดนบางส่วนของเวสต์แบงก์เพื่อตอบโต้การรับรองสถานะรัฐปาเลสไตน์

สถานการณ์ในฉนวนกาซายังคงน่าเป็นห่วง กระทรวงสาธารณสุขของกลุ่มฮามาสรายงานว่า การโจมตีล่าสุดของอิสราเอลในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ทำให้มีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอีก 61 ศพ ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตสะสมนับตั้งแต่สงครามในกาซาเริ่มต้นขึ้นอยู่ที่ 65,344 ศพ

ฝรั่งเศสเตรียมรับรองปาเลสไตน์

ความเคลื่อนไหวของฝรั่งเศสในการฝรั่งเศสเตรียมรับรองปาเลสไตน์ครั้งนี้ จุดประกายความหวังและความกังวลในเวลาเดียวกัน ผู้สนับสนุนมองว่าเป็นการแสดงออกถึงการสนับสนุนสิทธิของชาวปาเลสไตน์ในการมีรัฐของตนเอง ในขณะที่ผู้คัดค้านกังวลว่าการกระทำดังกล่าวจะส่งผลเสียต่อความมั่นคงในภูมิภาค

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจาก ฝรั่งเศสเตรียมรับรองปาเลสไตน์

การตัดสินใจของฝรั่งเศสอาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางและกระบวนการสันติภาพ

  • แรงผลักดันทางการทูต: การรับรองอาจกระตุ้นให้ประเทศอื่น ๆ พิจารณาการรับรองสถานะรัฐปาเลสไตน์ ซึ่งจะเพิ่มแรงกดดันทางการทูตต่ออิสราเอล
  • การเจรจาสันติภาพ: การรับรองอาจสร้างความสมดุลในการเจรจาสันติภาพ ทำให้ปาเลสไตน์มีอำนาจต่อรองมากขึ้น
  • ความขัดแย้งที่เพิ่มขึ้น: การกระทำดังกล่าวอาจทำให้ความตึงเครียดระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากอิสราเอลตอบโต้ด้วยมาตรการที่รุนแรง

สถานการณ์ ฝรั่งเศสเตรียมรับรองปาเลสไตน์ ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง และผลลัพธ์สุดท้ายยังคงเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การตัดสินใจของฝรั่งเศสครั้งนี้เป็นการเดิมพันทางการเมืองที่สำคัญซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ของการเมืองในตะวันออกกลางไปอย่างสิ้นเชิง

ที่มา – ฝรั่งเศสเตรียมรับรองปาเลสไตน์ หลังอิสราเอลถล่มกาซาดับอีก 61 ศพ

“ภูมิธรรม” ถกทูตสหรัฐฯ ย้ำไทยยึดสันติวิธี หวังได้ต้อนรับ “ทรัมป์”

“ภูมิธรรม” พบหารือทูตสหรัฐฯ ย้ำความสัมพันธ์ 2 ประเทศ ทั้งด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง หวังได้ต้อนรับประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” เยือนไทยเร็วๆ นี้ ยันไทยยึดมั่นแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาด้วยสันติวิธี-เคารพกติกาสากล

วันที่ 26 ส.ค. 2568 ที่ห้องรับรอง 1 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี พบหารือกับ นายโรเบิร์ต เอฟ. โกเด็ก (The Honorable Robert F. Godec) เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย

นายภูมิธรรมกล่าวถึงความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศว่า ต่างมีพัฒนาการที่ก้าวหน้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง ซึ่งไทยพร้อมสานต่อการทำงานกับสหรัฐฯ เพื่อสร้างความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่สมดุลมากขึ้น พร้อมขอบคุณและฝากความปรารถนาดีไปยังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยยินดีที่ได้หารือทางโทรศัพท์ร่วมกันถึงสองครั้งเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา และหวังว่าจะได้มีโอกาสต้อนรับการเยือนประเทศไทยของประธานาธิบดีทรัมป์ในเร็ว ๆ นี้ ซึ่งจะเป็นการเยือนไทยครั้งแรกของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในรอบ 13 ปี พร้อมขอบคุณสหรัฐฯ ที่เข้ามามีส่วนร่วมเป็นผู้สังเกตการณ์ชั่วคราวต่อสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ถือเป็นพัฒนาการที่ดีและเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อการสร้างเสถียรภาพในภูมิภาคร่วมกัน

ด้านเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ชื่นชมความสัมพันธ์ไทยและสหรัฐฯ ที่มีความร่วมมืออย่างใกล้ชิด โดยสหรัฐฯ ยังคงมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมความเป็นพันธมิตรและความเป็นหุ้นส่วนที่สำคัญนี้ต่อไปและถือเป็นหัวใจสำคัญของอาเซียนทั้งในมิติความมั่นคงและความมั่งคั่ง อีกทั้งได้แสดงความยินดีที่ฝ่ายไทยได้มีโอกาสพูดคุยกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ตลอดจนขอบคุณรัฐบาลไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ได้ให้การต้อนรับคณะผู้แทนจากสภาคองเกรสที่มาเยือนไทย และยืนยันว่าจะนำข้อเท็จจริงและสาระสำคัญจากการพบปะครั้งนี้ส่งต่อไปยังรัฐบาลสหรัฐฯ ทันที นอกจากนี้ ยังได้แสดงความเสียใจต่อกรณีพลเรือนไทยที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ชายแดน พร้อมย้ำความตั้งใจของสหรัฐฯ ที่จะสนับสนุนการหยุดยิงอย่างมีประสิทธิผล

ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือประเด็นความร่วมมือที่สำคัญร่วมกัน เช่น เรื่องความมั่นคง ทั้งสองฝ่ายยังยินดีที่ไทยและสหรัฐฯ จะร่วมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมผู้บัญชาการทหารสูงสุดภูมิภาคอินโด–แปซิฟิก ประจำปี 2568 (Indo-Pacific Chiefs of Defense Conference 2025: CHODs 2025) ระหว่างวันที่ 25–28 สิงหาคม 2568 พร้อมหวังว่าจะได้ต้อนรับการเยือนไทยของรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ในเร็ววันนี้ ซึ่งเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ คาดว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ จะมาเยือนประเทศไทยช่วงปลายปี 2568 นี้

ด้านสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา รองนายกรัฐมนตรีขอบคุณประธานาธิบดีทรัมป์ต่อความพยายามในการคลี่คลายสถานการณ์ดังกล่าว ตลอดจนบทบาทของสหรัฐฯ ในการติดตามและสังเกตการณ์การประชุมพิเศษเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 และการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee: GBC) สมัยวิสามัญ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา โดยไทยยืนยันถึงการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างเคร่งครัด และพร้อมแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธีด้วยการเจรจาอย่างสุจริตใจ บนพื้นฐานของความเป็นเพื่อนบ้านที่ดีต่อกัน ซึ่งเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ชื่นชมต่อบทบาทของรัฐบาลไทยที่มีความมุ่งมั่นต่อการบรรลุข้อตกลงหยุดยิง ถือเป็นก้าวสำคัญในการธำรงสันติภาพ

รองนายกฯ กล่าวย้ำว่า “ไทยยึดมั่นในการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและการเคารพกติกาสากล พร้อมเปิดเผยข้อเท็จจริงให้นานาชาติเข้าใจ โดยเชื่อว่าความร่วมมือกับประเทศพันธมิตร รวมถึงการรักษาอธิปไตยของไทย จะเป็นหลักประกันสำคัญในการสร้างสันติภาพและความมั่นคงของภูมิภาค”

“ภูมิธรรม” ถกทูตสหรัฐฯ ย้ำไทยยึดสันติวิธี หวังได้ต้อนรับ “ทรัมป์”

การพบปะหารือระหว่างนายภูมิธรรม เวชยชัย และเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยและสหรัฐอเมริกา ที่มีความร่วมมือในหลายด้าน รวมถึงความหวังที่จะได้ต้อนรับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สู่ประเทศไทยในอนาคตอันใกล้นี้

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและสหรัฐอเมริกาเป็นความสัมพันธ์ที่ยาวนานและมีความสำคัญในหลายๆ ด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการเมือง การหารือระหว่างนายภูมิธรรมและเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ในครั้งนี้เป็นการยืนยันถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองประเทศในการกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นไปอีก

ความสำคัญของการหารือ

การหารือครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นการยืนยันถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยและสหรัฐอเมริกา และยังเป็นการหารือในประเด็นสำคัญต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความร่วมมือระหว่างสองประเทศ

ความคาดหวังต่อการเยือนไทยของประธานาธิบดีทรัมป์

ความหวังที่จะได้ต้อนรับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สู่ประเทศไทย แสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่ประเทศไทยให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกา การเยือนของประธานาธิบดีทรัมป์ จะเป็นโอกาสอันดีในการกระชับความสัมพันธ์และหารือในประเด็นสำคัญต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความร่วมมือระหว่างสองประเทศ

นอกจากนี้ การยืนยันถึงการยึดมั่นในสันติวิธีในการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา แสดงให้เห็นถึงบทบาทของประเทศไทยในการรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและการเจรจา ซึ่งเป็นแนวทางที่ได้รับการสนับสนุนจากนานาชาติ

โดยสรุปแล้ว การหารือระหว่างนายภูมิธรรมและเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ เป็นการยืนยันถึงความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศไทยและสหรัฐอเมริกา และความมุ่งมั่นของทั้งสองประเทศในการกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นไปอีก ประเด็นสำคัญที่ได้มีการหารือกันนั้นครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการเมือง ตลอดจนความหวังที่จะได้ต้อนรับผู้นำสหรัฐฯ เยือนไทย และการแก้ไขปัญหาชายแดนด้วยสันติวิธี

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงต้องได้รับการจับตาอย่างใกล้ชิด การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด

ที่มา – “ภูมิธรรม” ถกทูตสหรัฐฯ ย้ำไทยยึดสันติวิธี หวังได้ต้อนรับ “ทรัมป์” เยือนไทย

อิสราเอลอนุมัติแผนยึดกาซาซิตี้ เรียกทหาร 6 หมื่นนาย

กลาโหมอิสราเอลอนุมัติแผนยึดกาซาซิตี้ พร้อมเรียกทหารกองหนุน 60,000 นาย เพิ่มแรงกดดันต่อกลุ่มฮามาส ท่ามกลางความพยายามในการเจรจาหยุดยิง

อิสราเอลอนุมัติแผนยึดกาซาซิตี้ เรียกทหาร 6 หมื่นนาย

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2568 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอิสราเอลได้อนุมัติแผนการบุกยึดเมืองกาซาซิตี้ในฉนวนกาซา และอนุญาตให้กองทัพสามารถเรียกกำลังสำรองได้สูงสุดถึง 60,000 นาย การตัดสินใจนี้เกิดขึ้นในขณะที่ประเทศตัวกลางกำลังพยายามผลักดันข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาส

ความเคลื่อนไหวล่าสุดนี้จากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอิสราเอล มีขึ้นในขณะที่ประเทศที่ทำหน้าที่เป็นคนกลางในการเจรจา กำลังรอการตอบสนองอย่างเป็นทางการจากอิสราเอลต่อข้อเสนอใหม่ ซึ่งรวมถึงการให้กลุ่มฮามาสปล่อยตัวประกันครึ่งหนึ่งจากทั้งหมด 50 คน เพื่อแลกกับการหยุดยิงเป็นเวลา 60 วัน

แม้ว่าเจ้าหน้าที่จากกาตาร์จะยังคงมองโลกในแง่ดีเกี่ยวกับข้อเสนอนี้ แต่เจ้าหน้าที่อาวุโสของอิสราเอลได้ออกมากล่าวว่า รัฐบาลอิสราเอลยังคงยืนยันว่าข้อตกลงใดๆ ก็ตามจะต้องมีเงื่อนไขที่ระบุให้กลุ่มฮามาสปล่อยตัวประกันทั้งหมด

ตลอดช่วงสงครามในกาซาที่ดำเนินมานานกว่า 22 เดือน อิสราเอลและกลุ่มฮามาสได้จัดการเจรจาทางอ้อมหลายครั้ง ซึ่งนำไปสู่การหยุดยิงระยะสั้น 2 ครั้ง ในระหว่างนั้นมีการปล่อยตัวประกันกลับสู่อิสราเอลหลายร้อยคน และมีการปล่อยตัวนักโทษชาวปาเลสไตน์จำนวนหลายพันคน

ในปัจจุบัน ยังมีตัวประกัน 49 คนที่ยังถูกควบคุมตัวโดยกลุ่มฮามาส จากทั้งหมด 251 คนที่ถูกจับตัวไประหว่างการโจมตีอิสราเอลครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2566 ทางการอิสราเอลคาดการณ์ว่าตัวประกัน 27 คนได้เสียชีวิตแล้ว

แหล่งข่าวจากกลุ่มฮามาสและกลุ่มติดอาวุธอิสลามิก ญิฮาด ได้ให้ข้อมูลกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า ข้อเสนอล่าสุดนี้ประกอบด้วยการปล่อยตัวประกันที่ยังมีชีวิตอยู่ 10 คน และการส่งมอบร่างตัวประกัน 18 ร่าง ในระหว่างการหยุดยิง 60 วัน ส่วนตัวประกันที่เหลือจะได้รับการปล่อยตัวในระหว่างการหยุดยิงช่วงที่สอง

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของการเจรจาและความต้องการที่แตกต่างกันของทั้งสองฝ่าย แม้ว่าจะมีข้อเสนอหยุดยิงและการแลกเปลี่ยนตัวประกัน แต่การบรรลุข้อตกลงที่ยั่งยืนยังคงเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างยิ่ง การอนุมัติแผน อิสราเอลอนุมัติแผนยึดกาซาซิตี้ และการเรียกทหารกองหนุน อาจเป็นสัญญาณของการเตรียมพร้อมสำหรับการดำเนินการทางทหารเพิ่มเติม ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ด้านมนุษยธรรมและความมั่นคงในภูมิภาค

ผลกระทบจาก อิสราเอลอนุมัติแผนยึดกาซาซิตี้

การที่ อิสราเอลอนุมัติแผนยึดกาซาซิตี้ อาจส่งผลกระทบอย่างมากต่อพลเรือนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ การสู้รบในเมืองอาจทำให้เกิดความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน การพลัดพราก และการสูญเสียชีวิต การเข้าถึงความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอาจถูกจำกัด ซึ่งทำให้สถานการณ์ด้านมนุษยธรรมในกาซาเลวร้ายลงไปอีก

นอกจากนี้ การดำเนินการทางทหารอาจทำให้ความขัดแย้งขยายวงกว้างขึ้นและส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพในภูมิภาค การที่กลุ่มฮามาสยังคงควบคุมตัวประกันไว้ ทำให้การเจรจาเป็นไปอย่างยากลำบาก และเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดความรุนแรง

การที่ อิสราเอลอนุมัติแผนยึดกาซาซิตี้ และเรียกทหารกองหนุนจำนวนมาก แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลอิสราเอลในการนำตัวประกันกลับคืนมาและกำจัดภัยคุกคามจากกลุ่มฮามาส อย่างไรก็ตาม การดำเนินการทางทหารเพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืน การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งปาเลสไตน์-อิสราเอลอย่างแท้จริงนั้น ต้องอาศัยการเจรจา การประนีประนอม และความมุ่งมั่นในการสร้างสันติภาพอย่างยั่งยืน

ที่มา – กลาโหมอิสราเอลอนุมัติแผนยึดกาซาซิตี้ เรียกทหารกำลังสำรอง 60,000 นาย

รัสเซียไม่รีบคุยยูเครน? ทรัมป์เตือนปูติน!

รัสเซียไม่รีบคุยยูเครน ท่าทีล่าสุดจากรัสเซียแสดงให้เห็นว่า พวกเขาไม่เร่งรีบที่จะจัดการประชุมสุดยอดระหว่างประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน และประธานาธิบดี โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน ในขณะที่อดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เตือนว่า ปูตินอาจไม่ได้ต้องการที่จะทำข้อตกลงสันติภาพ

จากรายงานของสำนักข่าวต่างประเทศ รัสเซียแสดงท่าทีชัดเจนว่าไม่ได้เร่งรีบจัดการประชุมสุดยอด แม้ว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ได้เรียกร้องให้ผู้นำทั้งสองพบปะกันเพื่อหาทางออกให้กับสงครามในยูเครน

การผลักดันของทรัมป์เกิดขึ้นหลังจากการประชุมกับปูตินที่รัฐอะแลสกา และการต้อนรับเซเลนสกี พร้อมด้วยผู้นำชาติยุโรปอีก 7 ประเทศ ที่ทำเนียบขาว

ทรัมป์ยอมรับว่าความขัดแย้งนี้แก้ไขได้ยาก และปูตินอาจไม่สนใจที่จะยุติความเป็นศัตรู “เรากำลังจะหาคำตอบเรื่องประธานาธิบดีปูตินในช่วง 2 สัปดาห์ข้างหน้า” ทรัมป์กล่าว “มันเป็นไปได้ว่าเขาจะไม่อยากทำข้อตกลง”

“ปูตินจะเผชิญสถานการณ์ที่ยากลำบาก หากมันเป็นเช่นนั้น” ทรัมป์เสริม

ก่อนหน้านี้ ปูตินบอกกับทรัมป์ว่า เขาเปิดกว้างสำหรับการพูดคุยโดยตรงกับยูเครน แต่ต่อมา เซอร์เก ลาฟรอฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศรัสเซีย กลับแสดงท่าทีว่าพวกเขาไม่รีบร้อน

“การประชุมใดๆ ควรต้องมีการเตรียมการอย่างค่อยเป็นค่อยไป” ลาฟรอฟกล่าว “เริ่มจากการประชุมระดับผู้เชี่ยวชาญแล้วจากนั้นก็ดำเนินไปตามขั้นตอนที่จำเป็นทั้งหมด”

นายดีมิทรี โพลียานสกี รองผู้แทนรัสเซียประจำสหประชาชาติ กล่าวว่า ไม่มีใครปฏิเสธโอกาสในการพูดคุยโดยตรง แต่มันไม่ควรเป็นการประชุมเพียงเพื่อให้ได้ประชุมเท่านั้น

มีรายงานว่าปูตินบอกกับทรัมป์ว่า เซเลนสกีสามารถเดินทางไปกรุงมอสโกเพื่อพูดคุยได้ แต่นั่นเป็นเงื่อนไขที่ยูเครนไม่มีทางยอมรับ

การพูดคุยในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ดูเหมือนจะทำให้นายทรัมป์เข้าใจถึงความซับซ้อนของสงครามในยูเครน รวมถึงข้อเรียกร้องของรัสเซียและจุดยืนของยูเครนมากขึ้น

การหยุดยิงที่ทรัมป์เคยกล่าวว่าเขาสามารถบังคับให้ปูตินตกลงได้ กลับไม่เกิดขึ้น และตอนนี้ทรัมป์บอกให้ยูเครนและรัสเซียควรมุ่งตรงไปสู่การทำข้อตกลงยุติสงคราม โดยมีเงื่อนไขเพื่อรับประกันความมั่นคงให้ยูเครนด้วย

ดูเหมือนว่าเซเลนสกีและผู้นำยุโรปจะสามารถโน้มน้าวให้ทรัมป์เชื่อได้ว่า การรับประกันความมั่นคงให้ยูเครน มีความสำคัญต่ออธิปไตยของยูเครนในการทำข้อตกลงสันติภาพ

ทรัมป์กล่าวว่า สหรัฐฯ ยินดีจะช่วยเหลือประกันความมั่นคงทางอากาศให้ยูเครน หากชาติยุโรปดูแลเรื่องภาคพื้นดินหากมีการทำข้อตกลงหยุดยิงหรือข้อตกลงสันติภาพ โดยยืนยันว่าจะไม่ส่งทหารไปยูเครน

รัสเซียไม่รีบคุยยูเครน จริงหรือ?

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนยังคงเป็นประเด็นที่ทั่วโลกให้ความสนใจอย่างใกล้ชิด ท่าทีที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาของรัสเซียเกี่ยวกับการเจรจาสันติภาพ ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับความตั้งใจที่แท้จริงของรัสเซียในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งนี้ ท่าทีที่ รัสเซียไม่รีบคุยยูเครน สะท้อนให้เห็นถึงอะไรกันแน่?

ทำไมรัสเซียถึงแสดงท่าทีไม่รีบร้อนที่จะเจรจา?

มีหลายปัจจัยที่อาจเป็นสาเหตุให้รัสเซียแสดงท่าทีไม่รีบร้อนที่จะเจรจากับยูเครน:

  • สถานการณ์ในสนามรบ: หากรัสเซียมีความได้เปรียบทางทหาร พวกเขาอาจต้องการที่จะรักษาความได้เปรียบนี้ไว้ก่อนที่จะเข้าสู่การเจรจา
  • เงื่อนไขในการเจรจา: รัสเซียอาจมีเงื่อนไขที่ยูเครนไม่สามารถยอมรับได้ และพวกเขาอาจต้องการที่จะรอจนกว่ายูเครนจะอ่อนแอลงและพร้อมที่จะเจรจาตามเงื่อนไขที่รัสเซียกำหนด
  • การเมืองภายในประเทศ: การเจรจาสันติภาพอาจไม่เป็นที่นิยมในหมู่ประชาชนรัสเซียบางส่วน และปูตินอาจต้องการที่จะหลีกเลี่ยงความขัดแย้งภายในประเทศ

สิ่งที่ต้องจับตาในอนาคตเกี่ยวกับ รัสเซียไม่รีบคุยยูเครน

ดังนั้น การที่ รัสเซียไม่รีบคุยยูเครน อาจเป็นกลยุทธ์อย่างหนึ่งที่รัสเซียใช้เพื่อกดดันยูเครนและชาติตะวันตก อย่างไรก็ตาม ท่าทีดังกล่าวอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกได้

สิ่งที่ต้องจับตามองในอนาคตคือ:

  • ท่าทีของชาติตะวันตกต่อรัสเซีย: ชาติตะวันตกจะเพิ่มแรงกดดันต่อรัสเซียหรือไม่?
  • สถานการณ์ในสนามรบ: สถานการณ์ในสนามรบจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด?
  • การเจรจาอย่างลับๆ: อาจมีการเจรจาอย่างลับๆ ระหว่างรัสเซียและยูเครนหรือไม่?

สถานการณ์ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง และต้องติดตามความคืบหน้าของสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป

อย่างไรก็ตามการที่รัสเซียแสดงท่าทีเช่นนี้อย่างต่อเนื่องย่อมส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของรัสเซียเองในสายตาชาวโลกอย่างแน่นอน

ที่มา – รัสเซียไม่รีบคุยยูเครน ทรัมป์เตือนปูตินอาจไม่อยากทำข้อตกลงสันติภาพ

เซเลนสกีเตือน อย่าให้รางวัลรัสเซีย หลังทรัมป์หนุนสละไครเมีย

เซเลนสกีเตือน อย่าให้รัสเซียได้รางวัลจากการรุกราน หลังโดนัลด์ ทรัมป์ กดดันให้ยูเครนยอมสละแคว้นไครเมียเพื่อแลกกับสันติภาพ ประเด็นนี้กำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง

นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ออกมาเตือนว่าไม่ควรให้รัสเซียได้รับรางวัลจากการรุกรานยูเครน หลังจากที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้แสดงความคิดเห็นที่อาจนำไปสู่การยอมสละดินแดนให้กับรัสเซีย การออกมาเตือนของเซเลนสกีมีขึ้นก่อนการพบปะหารือกับนายทรัมป์ที่ทำเนียบขาวในวันที่ 18 สิงหาคม 2568 ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งเป็นการประชุมที่หลายฝ่ายจับตามอง

การพูดคุยระหว่างเซเลนสกีกับทรัมป์ เกิดขึ้นหลังจากที่ทรัมป์ได้พบกับวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย ที่รัฐอะแลสกา เมื่อวันที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมา การประชุมสุดยอดครั้งนั้นล้มเหลวในการหาข้อตกลงหยุดยิงในสงครามรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งดำเนินมานานกว่า 3 ปีครึ่ง สถานการณ์ที่เกิดขึ้นสร้างความกังวลให้กับหลายฝ่าย

หลังจากการประชุมกับปูติน นายทรัมป์ได้เปลี่ยนท่าที จากเดิมที่สนับสนุนการหยุดยิงในยูเครน กลายมาเป็นการสนับสนุนข้อตกลงสันติภาพโดยไม่ต้องมีการหยุดยิงก่อน ซึ่งเป็นสิ่งที่รัสเซียต้องการ การเปลี่ยนแปลงจุดยืนนี้ทำให้เกิดคำถามถึงแรงจูงใจและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

ในวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ทรัมป์กล่าวว่าเซเลนสกีสามารถยุติสงครามได้ทันทีหากต้องการ แต่สำหรับยูเครนแล้ว นั่นหมายถึงการสูญเสียไครเมียและไม่มีโอกาสได้เข้าร่วมนาโต ข้อเสนอของทรัมป์สร้างความไม่พอใจให้กับยูเครนและชาติยุโรปที่สนับสนุนยูเครน

ยูเครนและชาติยุโรปต่างคัดค้านการยอมอ่อนข้อทางการเมืองและดินแดนให้แก่รัสเซียมาโดยตลอด คำพูดล่าสุดของทรัมป์ทำให้เซเลนสกีต้องออกมาเตือนผ่านเฟซบุ๊กว่า “รัสเซียไม่ควรได้รับรางวัลจากการมีส่วนร่วมในสงครามนี้ … และเป็นมอสโกที่ต้องฟังคำว่า หยุด” ท่าทีของเซเลนสกีแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะปกป้องอธิปไตยและดินแดนของยูเครน

คาดการณ์ว่าทรัมป์และเซเลนสกีจะพูดคุยกันแบบส่วนตัว ก่อนที่ผู้นำจากสหราชอาณาจักร, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, อิตาลี, ฟินแลนด์, เลขาธิการใหญ่นาโต มาร์ก รุทเทอ และประธานคณะกรรมาธิการยุโรป เออร์ซูลา วอน แดร์ เลเยน จะเข้าร่วมการประชุมที่ทำเนียบขาว การประชุมครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของยูเครนและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ผู้นำยุโรปจะจัดการประชุมร่วมกับเซเลนสีก่อนที่จะเริ่มการพูดคุยกับทรัมป์ การหารือเบื้องต้นนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อประสานท่าทีและหารือเกี่ยวกับแนวทางแก้ไขที่เป็นไปได้

ปัจจุบัน รัสเซียยึดครองดินแดนของยูเครนประมาณ 1 ใน 5 รัสเซียได้ผนวกไครเมียผ่านการทำประชามติในปี 2557 ซึ่งยูเครนและชาติตะวันตกประณามว่าเป็นการหลอกลวง และในปี 2565 ได้ทำแบบเดียวกันกับแคว้นโดเนตสก์, เคอร์ซอน, ลูฮานสก์ และซาปอริชเชีย แม้จะยังควบคุมพื้นที่ได้ไม่ทั้งหมดก็ตาม ความเคลื่อนไหวเหล่านี้เป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและสร้างความตึงเครียดในภูมิภาค

รัฐเสียการควบคุมแคว้นไครเมียโดยสมบูรณ์ และควบคุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของแคว้นลูฮานสก์ แต่อีก 3 แคว้นไม่เป็นเช่นนั้น รัสเซียเคยเสนอที่จะหยุดการรุกคืบบริเวณแนวหน้าการปะทะในแคว้นเคอร์ซอนและซาปอริชเชีย และกับการเข้าควบคุมดินแดนที่ยังไม่ถูกยึดครองในแคว้นโดเนตสก์และลูฮานสก์ ซึ่งยูเครนปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม โดนัลด์ ทรัมป์ ดูเหมือนจะเห็นด้วยกับข้อเสนอดังกล่าวของรัสเซีย ท่าทีของทรัมป์ทำให้เกิดความกังวลว่าสหรัฐฯ อาจเปลี่ยนนโยบายที่มีต่อยูเครน

เซเลนสกีเตือน อย่าให้รางวัลรัสเซีย หลังทรัมป์บอกให้ยูเครนยอมสละไครเมีย

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เกิดคำถามสำคัญเกี่ยวกับอนาคตของยูเครนและบทบาทของชาติตะวันตกในการแก้ไขวิกฤตครั้งนี้ การตัดสินใจของผู้นำแต่ละประเทศจะมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อความมั่นคงและสันติภาพในภูมิภาค

ทำไมเซเลนสกีเตือนเรื่องนี้?

การที่ เซเลนสกีเตือน อย่าให้รางวัลรัสเซีย เป็นเพราะเขามองว่าการยอมสละดินแดนใดๆ ก็ตามให้กับรัสเซียนั้น เป็นการส่งเสริมให้รัสเซียใช้กำลังในการเปลี่ยนแปลงเขตแดน ซึ่งจะส่งผลเสียต่อความมั่นคงของโลกในระยะยาว

อนาคตของยูเครนยังคงไม่แน่นอน และสถานการณ์ยังคงเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การเจรจาและการทูตเป็นสิ่งจำเป็นในการหาทางออกที่ยั่งยืน แต่การรักษาสันติภาพและความมั่นคงนั้นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

จากสถานการณ์ทั้งหมดที่กล่าวมา เราเห็นได้ว่าความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนยังคงเป็นปัญหาที่ซับซ้อนและต้องการการแก้ไขอย่างรอบคอบ การตัดสินใจของผู้นำแต่ละประเทศล้วนมีผลกระทบต่ออนาคตของยูเครนและสันติภาพของโลก

ที่มา – เซเลนสกีเตือน อย่าให้รางวัลรัสเซีย หลังทรัมป์บอกให้ยูเครนยอมสละไครเมีย

ทรัมป์พลิก! ยูเครนควรตกลงยุติสงครามกับรัสเซีย

ทรัมป์พลิกจุดยืนหลังคุยปูติน บอกยูเครนควรมุ่งตรงสู่การทำข้อตกลงยุติสงครามกับรัสเซียเลย ไม่ต้องทำข้อตกลงหยุดยิง ขณะที่เซเลนสกีเตรียมเข้าพบทรัมป์ที่ทำเนียบขาวอีกครั้ง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ พลิกจุดยืนครั้งใหญ่ โดยระบุว่ายูเครนควรเห็นชอบข้อตกลงยุติสงครามกับรัสเซีย เพราะ “รัสเซียมีอำนาจมากแต่พวกเขาไม่ใช่” หลังจากที่เขาประชุมสุดยอดร่วมกับ วลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย และล้มเหลวในการทำข้อตกลงหยุดยิง

ในการพลิกจุดยืนครั้งใหญ่นี้ นายทรัมป์กล่าวด้วยว่า เขาเห็นด้วยกับนายปูตินว่า ทางที่ดีที่สุดในการยุติสงครามคือ การมุ่งตรงสู่การทำข้อตกลงสันติภาพ โดยไม่ต้องมีการหยุดยิงก่อน อย่างที่ยูเครนกับชาติพันธมิตรยุโรปเรียกร้อง และเป็นจุดยืนที่สหรัฐฯ เคยให้การสนับสนุน จนกระทั่งนายทรัมป์คุยกับผู้นำรัสเซีย

ด้านนายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน กล่าวว่า เขาจะเดินทางไปยังกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อหารือก้าวต่อไป ขณะที่ชาติพันธมิตรยุโรปขอบคุณความพยายามของนายทรัมป์ แต่ประกาศว่าพวกเขาจะสนับสนุนยูเครนต่อไป และจะเพิ่มการคว่ำบาตรรัสเซีย พร้อมเรียกร้องให้สหรัฐฯ รับประกันความมั่นคงให้ยูเครน

ทั้งนี้ นายทรัมป์พบปะพูดคุยกับนายปูตินเป็นเวลาเกือบ 3 ชั่วโมง ที่ฐานทัพในเมืองแองเคอเรจ รัฐอะแลสกา โดยนี่เป็นครั้งแรกที่ผู้นำสหรัฐฯ กับยูเครนพบปะกันโดยตรง นับตั้งแต่สงครามในยูเครนอุบัติขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2565

“ทุกฝ่ายลงความเห็นว่า หนทางที่ดีที่สุดในการยุติสงครามอันโหดร้ายระหว่างรัสเซียกับยูเครนคือการมุ่งตรงไปสู่การทำข้อตกลงสันติภาพ ซึ่งจะเป็นการยุติสงคราม ไม่ใช่แค่การทำข้อตกลงหยุดยิงธรรมดา ซึ่งบ่อยครั้งที่ไม่สามารถรักษาเอาไว้ได้” นายทรัมป์โพสต์บน Truth Social

คาดว่าถ้อยแถลงดังกล่าวของนายทรัมป์จะได้รับการต้อนรับจากฝ่ายรัสเซีย ซึ่งระบุว่าพวกเขาต้องการการยุติสงครามอย่างสิ้นเชิงไม่ใช่แค่การ “หยุด” ในข้อที่ยูเครนกับชาติพันธมิตรยุโรป ต้องการให้มีการหยุดยิงก่อน เพื่อพูดคุยแก้ปัญหาความขัดแย้งในเรื่องต่างๆ ก่อน รวมถึงเรื่องดินแดนของยูเครนที่รัสเซียยึดไปเป็นของตัวเอง

ก่อนที่จะเกิดการประชุมสุดยอดครั้งล่าสุด นายทรัมป์เพิ่งกล่าวว่าเขาคงไม่พอใจจนกว่าจะมีการตกลงหยุดยิง แต่หลังจากนั้นเขากลับเปลี่ยนจุดยืน และกล่าวหลังคุยโทรศัพท์กับนายเซเลนสกีว่า “หากทุกอย่างเป็นไปด้วยดี เราจะกำหนดเวลาประชุมกับประธานาธิบดีปูตินอีกครั้ง”

การพบระหว่างนายทรัมป์กับนายเซเลนสกีจะเกิดขึ้นที่ห้องทำงานรูปไข่ที่ทำเนียบขาว ที่ทั้งสองฝ่ายเคยมีปากเสียงกันอย่างรุนแรงออกสื่อมาแล้วในเดือนกุมภาพันธ์ โดยฝ่ายสหรัฐฯ กล่าวหายูเครนว่าไม่สำนึกบุญคุณ และหลังจากนั้นนายทรัมป์ก็มีสั่งระงับความช่วยเหลือทางทหารแก่ยูเครนชั่วระยะเวลาหนึ่ง

นายเซเลนสกีกล่าวว่า หลังจากพูดคุยกับนายทรัมป์เป็นเวลานานหลังการประชุมสุดยอดที่อะแลสกา เขาสนับสนุนความคิดเรื่องการพบปะ 3 ฝ่าย และ “ยูเครนขอยืนยันว่าพวกเขาพร้อมที่จะทำงานอย่างเต็มที่ที่สุดเพื่อบรรลุสันติภาพ”

แต่ฝ่ายนายปูตินไม่ได้พูดถึงการพบปะกับนายเซเลนสกีแต่อย่างใด ในตอนที่เขาพูดกับผู้สื่อข่าวหลังการประชุมกับนายทรัมป์ ขณะที่นาย ยูริ ยูชาคอฟ ที่ปรึกษาของนายปูตินก็บอกกับสำนักข่าว TASS ของรัสเซียว่า ไม่มีการหารือกันเรื่องการประชุม 3 ฝ่าย

ทรัมป์พลิกจุดยืนหลังคุยปูติน บอกยูเครนควรตกลงยุติสงครามกับรัสเซีย

สถานการณ์ล่าสุดนี้แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน การที่นายทรัมป์เปลี่ยนท่าทีอาจส่งผลกระทบต่อการเจรจาและการตัดสินใจของนานาชาติ

ทำไมทรัมป์ถึงบอกยูเครนควรตกลงยุติสงครามกับรัสเซีย?

การที่ทรัมป์แนะนำให้ยูเครนตกลงยุติสงครามกับรัสเซีย อาจเป็นผลมาจากการประเมินสถานการณ์ใหม่ หรือการได้รับข้อมูลเชิงลึกบางอย่างจากการพูดคุยกับปูติน อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจนี้ก่อให้เกิดคำถามมากมายถึงอนาคตของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ผลจากการที่ทรัมป์แนะนำให้ยูเครนตกลงยุติสงครามกับรัสเซีย จะเป็นอย่างไรต่อไป? การเปลี่ยนแปลงจุดยืนนี้อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบายของสหรัฐฯ ที่มีต่อยูเครนและรัสเซียหรือไม่? และชาติพันธมิตรยุโรปจะมีท่าทีอย่างไรต่อการเปลี่ยนแปลงนี้?

การตัดสินใจของนายทรัมป์ที่แนะนำให้ยูเครนตกลงยุติสงครามกับรัสเซีย ยังคงเป็นที่จับตามองของทั่วโลก และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในสถานการณ์ระหว่างประเทศ

ที่มา – ทรัมป์พลิกจุดยืนหลังคุยปูติน บอกยูเครนควรตกลงยุติสงครามกับรัสเซีย

Scroll to top