การเมืองไทย

ดุสิตโพล: การเมืองไทยแย่ลง จริงหรือ?

สถานการณ์การเมืองไทยแย่ลงในสายตาประชาชน จริงหรือไม่? ดุสิตโพลเผยผลสำรวจล่าสุดที่น่าสนใจเกี่ยวกับมุมมองของประชาชนต่อสถานการณ์การเมืองไทยในปี 2568 โดยเน้นไปที่ประเด็นสำคัญอย่างการจัดการภัยพิบัติ และความเชื่อมั่นต่อพรรคการเมืองต่างๆ

ดุสิตโพล เผยประชาชนมองการเมืองไทยแย่ลง จัดการภัยพิบัติ แผ่นดินไหว – น้ำท่วม ไม่เป็นระบบ

ผลสำรวจจาก “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต พบว่าประชาชนส่วนใหญ่มีความคิดเห็นว่าภาพรวมการเมืองไทยแย่ลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งความกังวลเกี่ยวกับการจัดการภัยพิบัติที่ไม่เป็นระบบ เช่น ปัญหาน้ำท่วมและแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ประชาชนมองอย่างไรต่อพรรคการเมือง?

นอกจากประเด็นเรื่องภัยพิบัติแล้ว ผลสำรวจยังชี้ให้เห็นว่าประชาชนส่วนใหญ่ยังคงมองว่าพรรคการเมืองต่างๆ ยังเน้นการทำเพื่อประโยชน์ส่วนตนมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ากังวลและควรได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

ในการสำรวจความคิดเห็นประชาชนจำนวน 1,194 คน ทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 9-12 ธันวาคม 2568 พบประเด็นที่น่าสนใจดังนี้:

  • ร้อยละ 55.53 มองว่าภาพรวมการเมืองไทยแย่ลง
  • ร้อยละ 67.59 กังวลเรื่องการจัดการภัยพิบัติที่ไม่เป็นระบบ
  • ร้อยละ 59.05 มองว่าพรรคการเมืองเน้นประโยชน์ส่วนตน

สิ่งที่น่าสนใจคือ ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกตั้งของประชาชน โดยสำหรับพรรคฝ่ายรัฐบาลคือ การแก้ปัญหาเศรษฐกิจและค่าครองชีพได้จริง (ร้อยละ 56.28) ในขณะที่พรรคฝ่ายค้านคือ การตรวจสอบรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมา (ร้อยละ 64.07)

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ได้ให้ความเห็นว่า ผลโพลนี้สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนมองการเมืองไทยแย่ลง และปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดความกังวลคือปัญหาการจัดการภัยพิบัติและปัญหาเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ประชาชนยังมองว่าพรรคการเมืองยังคงให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าผลประโยชน์ของประชาชน

ผศ.สรศักดิ์ มั่นศิลป์ รองคณบดีโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้วิเคราะห์ว่า ความรู้สึกเบื่อหน่ายต่อการเมืองไทยอาจมีสาเหตุมาจากปัญหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นหลายพื้นที่ รวมถึงความไม่พอใจต่อการที่พรรคการเมืองเน้นผลประโยชน์ส่วนตนมากกว่าส่วนรวม

ผลสำรวจนี้เป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญสำหรับนักการเมืองและพรรคการเมืองต่างๆ ที่จะต้องหันกลับมาให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาของประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาภัยพิบัติ หรือปัญหาอื่นๆ ที่ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชน

การเมืองที่เน้นการแก้ไขปัญหาของประชาชนอย่างแท้จริง จะนำไปสู่ความเชื่อมั่นและความศรัทธาจากประชาชน ซึ่งเป็นรากฐานที่สำคัญของการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

ที่มา – ดุสิตโพล เผนประชาชนมองการเมืองไทยแย่ลง จัดการภัยพิบัติ แผ่นดินไหว – น้ำท่วม ไม่เป็นระบบ

วัชรพล จี้ ‘อนุทิน’ เร่งเยียวยาคนอุบลฯ

เด็กเพื่อไทย จี้ “อนุทิน” เร่งคลอดมาตรการเยียวยาคนอุบลฯ ที่หนีภัยสงคราม ซัดลอยแพชาวบ้าน 65,000 คนในศูนย์อพยพ ปล่อยอดข้าวอดน้ำ เหตุงบไม่เพียงพอ

วันที่ 13 ธันวาคม 2568 นายวัชรพล เชื้อคง ว่าที่ผู้สมัคร สส.เขต 10 อำเภอน้ำยืน อำเภอน้ำขุ่น อำเภอศรีอุดม และอำเภอสำโรง จังหวัดอุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า ภายหลังที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประกาศยุบสภา เพราะต้องการหนีการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่พรรคเพื่อไทยเตรียมยื่นต่อประธานสภา ซึ่งเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ นายอนุทินและคณะรัฐมนตรีเลือกหนีการตรวจสอบทางการเมือง

นายวัชรพล ระบุว่า นายอนุทิน อาจจะหนีการตรวจสอบทางการเมืองได้ แต่จะหนีความรับผิดชอบต่อชีวิตของพี่น้องประชาชนไม่ได้ เพราะผลจากสงครามส่งผลให้ประชาชนคนอุบลราชธานีและจังหวัดที่มีพื้นที่ติดชายแดนหลายแสนคนที่อยู่ในศูนย์อพยพและบ้านญาติตามพื้นที่ต่าง ๆ ต้องหนีตายจากการสู้รบในพื้นที่มาอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย

นายวัชรพล กล่าวด้วยว่า ในพื้นที่ช่องอานม้า จังหวัดอุบลราชธานี ถือเป็นจุดที่มีการสู้รบกันหนักมาก ระหว่างกองทัพไทยและกองทัพกัมพูชา ส่งผลให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่อำเภอน้ำขุ่น อำเภอน้ำยืน และอำเภอนาจะหลวย ต่างพากันทิ้งพื้นที่หนีตายอพยพมาพักอาศัยอยู่ในศูนย์อพยพตามพื้นที่ต่าง ๆ ที่มีการเตรียมการกันไว้ รวมทั้งสิ้นมากกว่า 65,568 คน เวลานี้หลายคนไม่ได้รับอาหารและน้ำดื่ม เพราะจำนวนอาหารที่รัฐเตรียมไปไม่เพียงพอกับผู้อพยพ น้ำดื่มก็ขาดแคลน รัฐบาลจะรับผิดชอบอย่างไร กระทรวงมหาดไทยเลือกที่จะทอดทิ้งคนเหล่านี้ใช่หรือไม่ หรือมีใครหาประโยชน์จากงบประมาณค่าอาหารของพี่น้องประชาชนที่มาพักอาศัยภายในศูนย์อพยพ ส่งผลให้การดูแลของรัฐไม่ทั่วถึง

“การสู้รบระหว่างไทยและกัมพูชารอบนี้หนักกว่ารอบที่ผ่านมา รอบนี้นายอนุทินเลือกจะโยนความผิดให้ใคร เพราะที่ผ่านมาพยายามปั่นกระแสว่าต้นเหตุการสู้รบมาจากสองตระกูลทะเลาะกัน วันนี้การสู้รบหนักกว่ามีทหารกล้าที่สู้รบตามแนวชายแดนพลีชีพและชาวบ้านเสียชีวิต นายอนุทิน จะโทษใครอีก นายอนุทิน จะหนีความรับผิดชอบไม่ได้ เพราะแม้เป็นรัฐบาลรักษาการ แต่มีอำนาจเต็มในการบริหารประเทศ มีอำนาจในการดูแลประชาชน นอกจากนี้ความสูญเสียที่เกิดขึ้น รัฐบาลจะเยียวยาอย่างไร ประชาชนในพื้นที่จะได้รับการเยียวยาจากรัฐหรือไม่ สามารถออกไปทำมาหากินไม่ได้ บ้านเรือนเสียหาย ชาวบ้านจะหาเงินจากที่ไหนไปซ่อม นายอนุทิน ควรวางการเมืองแล้วให้ความสำคัญกับประชาชนมากกว่านี้”

วัชรพล จี้ ‘นายกฯ อนุทิน’ เร่งคลอดมาตรการเยียวยาคนอุบลฯ หนีภัยสงคราม

จากสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นายวัชรพล เชื้อคง ว่าที่ผู้สมัคร สส.พรรคเพื่อไทย ได้ออกมาเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล เร่งดำเนินการช่วยเหลือเยียวยาคนอุบลฯ ที่หนีภัยสงครามอย่างเร่งด่วน เนื่องจากประชาชนจำนวนมากกำลังเผชิญกับความยากลำบาก ขาดแคลนอาหาร น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็น

ความเดือดร้อนของชาวอุบลฯ ที่รอคอยการเยียวยา

สถานการณ์ในปัจจุบันสะท้อนให้เห็นถึงความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานีที่ได้รับผลกระทบจากภัยสงคราม พวกเขาต้องทิ้งบ้านเรือน อพยพไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราว และเผชิญกับความไม่แน่นอนในชีวิตประจำวัน การขาดแคลนปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก ดังนั้น การที่นายวัชรพลออกมาเรียกร้องให้เร่งเยียวยาคนอุบลฯ ที่หนีภัยสงคราม จึงเป็นสิ่งที่สมควรและจำเป็นอย่างยิ่ง

นอกจากปัญหาเฉพาะหน้าเรื่องอาหารและน้ำดื่มแล้ว ประชาชนยังต้องการความช่วยเหลือในระยะยาวเพื่อฟื้นฟูชีวิตและทรัพย์สินที่เสียหาย การเยียวยาที่ครอบคลุมควรพิจารณาถึงการซ่อมแซมบ้านเรือน การสนับสนุนอาชีพ และการให้ความช่วยเหลือทางด้านจิตใจแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบ เพื่อให้พวกเขาสามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุข การแก้ไขปัญหาเหล่านี้ต้องการการวางแผนและการดำเนินการที่เป็นระบบจากภาครัฐ

การที่นายวัชรพลออกมาตอกย้ำถึงความรับผิดชอบของรัฐบาลในการดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยสงครามเป็นสิ่งที่สำคัญ แม้ว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันจะเป็นรัฐบาลรักษาการ แต่ก็ยังมีอำนาจและหน้าที่ในการบริหารประเทศและดูแลประชาชนอย่างเต็มที่ การเพิกเฉยต่อความเดือดร้อนของประชาชนจึงเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้

การดำเนินการเยียวยาคนอุบลฯ ที่หนีภัยสงคราม ไม่ได้เป็นเพียงหน้าที่ของรัฐบาลเท่านั้น แต่ยังเป็นหน้าที่ของสังคมโดยรวมที่ต้องร่วมมือกันช่วยเหลือผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน องค์กรภาคประชาสังคม ภาคธุรกิจ และประชาชนทั่วไปสามารถมีส่วนร่วมในการบริจาคสิ่งของจำเป็น การให้ความช่วยเหลือด้านการแพทย์ และการสนับสนุนด้านอื่น ๆ ที่จำเป็น

ในสถานการณ์ที่ประชาชนกำลังเผชิญกับความยากลำบาก การเมืองควรหลีกทางให้กับการให้ความช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน การที่นักการเมืองออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการช่วยเหลือเยียวยาคนอุบลฯ ที่หนีภัยสงคราม จึงเป็นสิ่งที่น่ายกย่องและสนับสนุน เพราะเป็นการแสดงออกถึงความห่วงใยและความรับผิดชอบต่อประชาชน

ดังนั้น รัฐบาลควรรับฟังเสียงเรียกร้องของประชาชนและนักการเมือง และเร่งดำเนินการช่วยเหลือเยียวยาคนอุบลฯ ที่หนีภัยสงครามอย่างเร่งด่วน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างความหวังให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบ

ที่มา – “วัชรพล” จี้ “นายกฯ อนุทิน” เร่งคลอดมาตรการเยียวยาคนอุบลฯ หนีภัยสงคราม ซัดปล่อยชาวบ้านอดข้าว

“แนน บุณย์ธิดา” ยัน ภูมิใจไทย ไม่พลิก MOA

“แนน บุณย์ธิดา” ลั่น “ภูมิใจไทย” ไม่ได้พลิก MOA แม้แต่ข้อเดียว ย้ำเรายังยืนอยู่บนเส้นทางตามข้อตกลงทุกอย่าง อย่ากล่าวหาผิดๆ พอไม่ได้ดั่งใจ ก็อย่ามางอแงจะเอาทุกอย่าง

วันที่ 11 ธันวาคม 2568 นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย โฆษกพรรคภูมิใจไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก แนน สมชัย ระบุว่า “ภูมิใจไทย ไม่ได้พลิก MOA แม้แต่ข้อเดียว เรายังยืนอยู่บนเส้นทางตามข้อตกลงทุกอย่าง อย่ากล่าวหาเราผิดๆ พอไม่ได้ดั่งใจ ก็อย่ามางอแงจะเอาทุกอย่าง”

“แนน บุณย์ธิดา” ลั่น ภูมิใจไทย ไม่พลิก MOA

ประเด็นร้อนทางการเมืองที่กำลังถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดในขณะนี้ คงหนีไม่พ้นเรื่องของข้อตกลงหรือ Memorandum of Agreement (MOA) ซึ่งเป็นประเด็นละเอียดอ่อนและมีความสำคัญต่อเสถียรภาพทางการเมืองและการบริหารประเทศ หลายฝ่ายต่างออกมาแสดงความคิดเห็น วิพากษ์วิจารณ์ และตั้งข้อสังเกตต่างๆ นานา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีข่าวลือหรือกระแสข่าวที่ไม่เป็นความจริงแพร่สะพัดออกไป อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดและความสับสนในหมู่ประชาชนได้

ล่าสุด นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย โฆษกพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาแสดงความชัดเจนในประเด็นดังกล่าว โดยเน้นย้ำว่าพรรคภูมิใจไทยไม่ได้มีการพลิก MOA แม้แต่ข้อเดียว และยังคงยืนอยู่บนเส้นทางตามข้อตกลงที่ได้ให้ไว้ นางสาวแนน บุณย์ธิดา ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัวเพื่อสื่อสารไปยังประชาชนและผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยมีเนื้อหาที่ชัดเจนและตรงไปตรงมา เพื่อป้องกันการบิดเบือนข้อมูลและความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้น

ความสำคัญของการรักษาข้อตกลง MOA

การรักษาข้อตกลง MOA ถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจที่ประชาชนมีต่อพรรคการเมืองและนักการเมือง การที่พรรคภูมิใจไทยออกมาแสดงความยืนยันว่าจะยึดมั่นในข้อตกลงเดิม จึงเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าพรรคให้ความสำคัญกับการรักษาคำมั่นสัญญาและพร้อมที่จะปฏิบัติตามข้อตกลงที่ได้ให้ไว้

อย่างไรก็ตาม การออกมาปฏิเสธและยืนยันความบริสุทธิ์ของพรรค อาจยังไม่เพียงพอที่จะคลายความสงสัยของประชาชนได้ทั้งหมด สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือการที่พรรคภูมิใจไทยจะต้องแสดงให้เห็นถึงการกระทำที่เป็นรูปธรรม และสามารถพิสูจน์ได้ว่าการดำเนินงานของพรรคเป็นไปตามข้อตกลง MOA อย่างแท้จริง การเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส การให้ข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนแก่ประชาชน และการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและคลายความกังวลของประชาชนได้

สิ่งที่ต้องจับตาต่อไป: การเคลื่อนไหวของพรรคภูมิใจไทยหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร จะมีการดำเนินการใดๆ ที่เป็นการยืนยันถึงการปฏิบัติตาม MOA อย่างแท้จริงหรือไม่ และที่สำคัญที่สุด ประชาชนจะให้การตอบรับต่อท่าทีและการดำเนินการของพรรคภูมิใจไทยอย่างไร ทั้งหมดนี้ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด

บทสรุป: เรื่องราวของข้อตกลง MOA และท่าทีของพรรคภูมิใจไทยเป็นประเด็นที่สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และการรักษาคำมั่นสัญญาในทางการเมือง การที่พรรคการเมืองและนักการเมืองสามารถสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจให้กับประชาชนได้ จะนำไปสู่การเมืองที่มีเสถียรภาพและสามารถพัฒนาประเทศชาติได้อย่างยั่งยืน ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ของ “แนน บุณย์ธิดา” จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจและควรค่าแก่การติดตามอย่างใกล้ชิดว่าจะมีผลกระทบต่อการเมืองไทยอย่างไรต่อไป

ที่มา – “แนน บุณย์ธิดา” ลั่นอย่ากล่าวหาผิดๆ “ภูมิใจไทย” ไม่ได้พลิก MOA แม้แต่ข้อเดียว

พรรคประชาชนล่าชื่อ! อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล

พรรคประชาชนเดินเกมล่าชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151 แบบลงมติ

เมื่อเวลา 19.40 น. วันที่ 11 ธ.ค. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงาน บรรยากาศจากอาคารรัฐสภา ว่า ภายหลังจากที่โหวต มาตรา 256/28 ที่มติที่ประชุมรัฐสภา ไม่เห็นด้วยกับกมธ.เสียงข้างมาก ในการใช้เสียงกึ่งหนึ่งของที่ประชุมรัฐสภา เห็นชอบแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยให้กลับไปใช้เสียงสว.1ใน3 มีส่วนร่วมในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยมีเสียงสส.พรรคภูมิใจไทย ไปร่วมโหวตพลิกมติกมธ.เสียงข้างมากด้วยนั้น ล่าสุด เวลา 20.00 น. ทางแกนนำพรรคปชน.ได้ตามตัว สส.พรรคปชน. ให้ไปร่วมลงชื่อเพื่อเสนอญัตติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151 แบบลงมติ ทันที

พรรคประชาชนเดินเกมล่าชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล

สถานการณ์ทางการเมืองร้อนระอุขึ้นอีกครั้ง เมื่อพรรคประชาชน (ปชน.) เริ่มต้นเดินหน้ากระบวนการสำคัญทางการเมือง นั่นคือการล่าชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล การเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นภายใต้บริบททางการเมืองที่ซับซ้อน และมีนัยสำคัญต่อเสถียรภาพของรัฐบาลปัจจุบัน

การตัดสินใจของพรรค ปชน. ในการผลักดันญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนี้ เป็นผลมาจากการพิจารณาถึงปัญหาและความท้าทายต่างๆ ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นด้านเศรษฐกิจ สังคม หรือการบริหารราชการแผ่นดิน พรรคฝ่ายค้านมักจะใช้กลไกของการอภิปรายไม่ไว้วางใจเพื่อตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล เปิดเผยข้อผิดพลาด และนำเสนอทางเลือกเชิงนโยบายให้กับประชาชน

เหตุผลเบื้องหลังการล่าชื่อเสนอญัตติ

มีหลายเหตุผลที่อาจเป็นแรงจูงใจให้พรรค ปชน. ตัดสินใจเดินหน้าในครั้งนี้ ประการแรกคือ ความไม่พอใจต่อการดำเนินงานของรัฐบาลในบางประเด็นที่อาจส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชน หรือต่อผลประโยชน์ของประเทศ ประการที่สองคือ การต้องการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่าพรรคฝ่ายค้านยังคงทำหน้าที่ตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจอย่างแข็งขัน

การเสนอญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้นเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เสียงสนับสนุนจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนหนึ่งตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ดังนั้น การล่าชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล จึงเป็นขั้นตอนสำคัญในการรวบรวมเสียงสนับสนุนจาก สส. ฝ่ายค้านและ สส. จากพรรคร่วมรัฐบาลบางส่วนที่อาจมีความเห็นไม่ตรงกับรัฐบาลในบางประเด็น

การอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นโอกาสสำคัญที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะได้ซักถามข้อเท็จจริงจากรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับนโยบายและการดำเนินงานของรัฐบาลอย่างเปิดเผย การอภิปรายอาจนำไปสู่การปรับปรุงแก้ไขนโยบาย หรืออาจนำไปสู่การลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี หรือทั้งคณะรัฐบาล หากมีเสียงสนับสนุนเพียงพอ

ผลของการล่าชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ครั้งนี้ จะมีผลต่อเสถียรภาพทางการเมือง และความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าผลการลงมติจะเป็นอย่างไร การอภิปรายไม่ไว้วางใจก็ถือเป็นกลไกสำคัญในการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของระบบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา

การเมืองไทยยังคงต้องจับตาดูสถานการณ์นี้อย่างใกล้ชิด เพราะการเคลื่อนไหวของพรรค ปชน. อาจจุดประกายการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่สำคัญในอนาคตอันใกล้นี้

ที่มา – พรรคประชาชนเดินเกมล่าชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล

สภาเห็นชอบคุณสมบัติต้องห้ามตาม กมธ. ร่างรัฐธรรมนูญ

ที่ประชุมรัฐสภาเห็นชอบประเด็นสภาเห็นชอบคุณสมบัติต้องห้ามตาม กมธ.เสียงข้างมากที่จะมาร่างรัฐธรรมนูญ ด้วยคะแนน 369 ต่อ 96 เสียง 

เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม ที่ประชุมรัฐสภาได้อภิปรายร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตรา 256-6 ในเรื่องคุณสมบัติต้องห้ามในการมีส่วนในการเขียนร่างรัฐธรรมนูญ โดยที่สมาชิกได้อภิปรายอย่างกว้างขวาง และมีบางส่วนยังขอสงวนคำแปลญัติติ อย่างไรก็ตาม สมาชิกบางส่วนยืนยันว่าไม่ต้องการให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับรัฐประหารเกี่ยวข้องกับการร่างรัฐธรรมนูญ ขณะที่สมาชิกอีกบางส่วนเห็นว่าควรให้โอกาสทุกคน ถ้าใครอยากทำดีก็ควรต้องรับฟัง อย่าไปมองสิ่งที่ผ่านมาแล้ว 

หลังจากที่ได้อภิปรายแล้วเสร็จ ที่ประชุมได้ลงมติ โดยเสียงข้างมากเห็นด้วยกับการแก้ไขของกรรมาธิการเสียงข้างมากประเด็นคุณสมบัติต้องห้าม เห็นด้วย 369 เสียง ไม่เห็นด้วย 96 เสียง งดออกเสียง 8 เสียง ไม่ลงคะแนน 3 เสียง

สภาเห็นชอบคุณสมบัติต้องห้ามตาม กมธ.เสียงข้างมากที่จะมาร่างรัฐธรรมนูญ

การลงมติของรัฐสภาในครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจและมีการถกเถียงกันอย่างกว้างขวางมาโดยตลอด การกำหนดคุณสมบัติต้องห้ามของผู้ที่จะมาร่างรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน เพราะเกี่ยวข้องกับความเป็นกลางและความเป็นธรรมในการร่างกฎหมายสูงสุดของประเทศ

ผลกระทบต่อการร่างรัฐธรรมนูญ

การที่รัฐสภาสภาเห็นชอบคุณสมบัติต้องห้ามตาม กมธ.เสียงข้างมากที่จะมาร่างรัฐธรรมนูญ ย่อมส่งผลกระทบต่อองค์ประกอบของผู้ที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผู้ที่มีคุณสมบัติต้องห้ามตามที่กำหนดจะไม่สามารถเข้าร่วมกระบวนการนี้ได้ ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางและเนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะเกิดขึ้น

สิ่งที่น่าสนใจคือ การอภิปรายในรัฐสภาแสดงให้เห็นถึงความเห็นที่แตกต่างกันของสมาชิกเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้ร่างรัฐธรรมนูญ บางส่วนเน้นย้ำถึงความสำคัญของการป้องกันไม่ให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับรัฐประหารเข้ามามีบทบาทในการร่างรัฐธรรมนูญ ในขณะที่บางส่วนมองว่าควรเปิดโอกาสให้ทุกคนที่มีความสามารถและต้องการที่จะทำเพื่อประเทศชาติ

ความแตกต่างของความคิดเห็นเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหาและความท้าทายในการสร้างความปรองดองในสังคมไทย การแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงไม่ใช่แค่เรื่องของกฎหมาย แต่ยังเกี่ยวข้องกับความเชื่อมั่นและความไว้วางใจของประชาชน

การที่รัฐสภาสภาเห็นชอบคุณสมบัติต้องห้ามตาม กมธ.เสียงข้างมากที่จะมาร่างรัฐธรรมนูญนี้ แม้จะเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ก็มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศ การติดตามและวิเคราะห์ผลกระทบของการแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น เพื่อให้เราเข้าใจถึงทิศทางและความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม เพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างแท้จริง สภาเห็นชอบคุณสมบัติต้องห้ามตาม กมธ.เสียงข้างมากที่จะมาร่างรัฐธรรมนูญเป็นสัญญาณที่แสดงให้เห็นว่ากระบวนการนี้กำลังเดินหน้าต่อไป

การมีส่วนร่วมของประชาชนในการแสดงความคิดเห็นและติดตามการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะรัฐธรรมนูญคือ กฎหมายสูงสุดที่กำหนดอนาคตของประเทศ ดังนั้น การทำความเข้าใจและมีส่วนร่วมในกระบวนการนี้จึงเป็นหน้าที่ของทุกคน

ที่มา – สภาเห็นชอบคุณสมบัติต้องห้ามตาม กมธ.เสียงข้างมากที่จะมาร่างรัฐธรรมนูญ

“ชัยวุฒิ” เปิดตัว “พรรครักชาติ” พรรคการเมืองสตาร์ทอัพ

“ชัยวุฒิ” เปิดตัว “พรรครักชาติ” ชูภาพลักษณ์ “พรรคการเมืองสตาร์ทอัพ” ย้ำเบื่อการเมืองแบบเดิม ดึงคนรุ่นใหม่ – อินฟลูช่วยขับเคลื่อน

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 10 ธันวาคม 2568 พรรครักชาติ แถลงข่าวเปิดตัวพรรคการเมืองใหม่ ภายใต้แนวคิด “The New Political START-UP” ที่ลานด้านหน้า ทิม ฮอร์ตันส์ สามย่านมิตรทาวน์ ประกาศภาพลักษณ์ “พรรคการเมืองสตาร์ทอัพ” ที่ตั้งใจขับเคลื่อนการเมืองไทยด้วยพลังและไอเดียของคนรุ่นใหม่

โดยบรรยากาศงานคึกคักด้วยการนำเสนอรูปแบบงานแนวสตาร์ทอัพบนพื้นที่สาธารณะ ใจกลางย่านสามย่าน เพื่อสะท้อนตัวตนพรรคที่ต้องการเข้าถึงคนรุ่นใหม่อย่างเป็นกันเอง หนึ่งในไฮไลต์ของงานคือ “ขบวนตุ๊กตุ๊กเปิดตัว” และงานในครั้งนี้ประกอบไปด้วยอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังเข้าร่วม อาทิ นัท นิสามณี บิวตี้บล็อกเกอร์จากเพจ “สะบัดแปรง” ธรรมชาติ ครีเอเตอร์และอินฟลูเอนเซอร์มากความสามารถ พร้อมทั้งได้ ดร.นัท TikTok Creator จากช่อง Spark Update ผู้ติดตามกว่า 4.7 ล้านคน มารับหน้าที่พิธีกร (MC) สร้างสีสันให้กับงานในครั้งนี้

นอกจากนี้ภายในงานมีการแสดง “สภาฯ talk” พร้อมเปิดตัวหัวหน้าพรรคคือ นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่เริ่มต้นด้วยการรับประทานไข่ต้มบนเวที เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของความพอเพียง พร้อมกล่าวถึงการทำงานในการเมืองมา 20 กว่าปีว่า พบแต่นักการเมืองหรือคณะผู้บริหารคนเดิมๆ หรือเป็นเครือญาติกันตามพรรคการเมืองต่าง ๆ ซึ่งสุดท้ายประเทศคงยังไม่พัฒนา ดังนั้นจึงเชื่อมั่นในคนรุ่นใหม่ที่มีความรักชาติ อยากให้ประเทศพัฒนา “ผมเชื่อมั่นในคนรุ่นใหม่ ได้พูดคุยกับน้องๆรุ่นใหม่ น้องๆมีความต้องการให้ผมมาเป็นสะพานสำคัญให้ประเทศพัฒนาต่อไป ผมได้คุยกับผู้ใหญ่หลายๆ คน ผมได้โดนปรามาส เช่น โดนถามว่ามีทุนมั้ย ซึ่งผมเองก็ตอบไปว่าไม่มีทุนเพราะถ้ามีก็ต้องเกรงใจทุน แล้วจะทำเพื่อประชาชนได้อย่างไร” นายชัยวุฒิ กล่าวและว่า ตนประกาศไม่สนับสนุนการคอร์รัปชันทุกรูปแบบ ขอพลังจากประชาชน เพื่อร่วมกันผลักดันความฝันความหวัง เพราะเชื่อในพลังของคนรุ่นใหม่

จากนี้นมีกิจกรรมเปิดตัว The New Political START-UP ที่รวมสมาชิกพรรคมาร่วมสะท้อนปัญหาและวิสัยทัศน์ทางการเมืองร่วมกัน โดยทั้งหมดมีใจความสอดคล้องกันว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องก้าวออกจากโครงสร้างการเมืองเดิมที่เต็มไปด้วยระบบอุปถัมภ์ ผลประโยชน์ทับซ้อน และอิทธิพลทุนต่าง ๆ ที่ทำให้การเมืองไม่สามารถตอบโจทย์ประชาชนได้จริง

แกนนำและสมาชิกพรรค ระบุว่า สังคมไทยกำลังเผชิญปัญหายืดเยื้อ ไม่ว่าจะเป็นความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ การศึกษาไทยที่ถดถอย ความไม่เท่าเทียมทางเพศ การทุจริตเชิงระบบ งบประมาณที่ไม่ถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ไปจนถึงปัญหาอาชญากรรมดิจิทัลและสแกมเมอร์ที่รัฐยังรับมือไม่ได้ ความรู้สึก “เลือกใครก็เหมือนเดิม” ทำให้คนรุ่นใหม่จำนวนมากหมดหวังกับการเมือง

ในงานยังเปิดตัว กก.บห.ของพรรค ได้แก่

นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (หัวหน้าพรรค)

นายรวี เลาหพูนรังษี (ก๊อป) รองหัวหน้าพรรค

นายทัศนัย ทองมี (กอล์ฟ) รองหัวหน้าพรรค

นายธรรศ พจนประพันธ์ (ธรรศ) รองหัวหน้าพรรค

นายณัฏฐกรณ์ ทวีรักษา (ก้อง) รองหัวหน้าพรรค

นายฐิติพันธุ์ เกยานนท์ (ลูกกอล์ฟ) เลขาธิการพรรค

นายณภัทร นวเครือสุนทร (ภัทร) รองเลขาธิการพรรค

นายรัฐภูมิ วัลลิกุล (ทิว) เหรัญญิกพรรค

นายชัยพร จิรวินิจนันท์ (อ็อม) โฆษกพรรค

นายฐิติพัฒณ์ จันทร์แก้ว (โฟล์ค) กรรมการบริหารพรรค

นายธีรทัศน์ บุตรชัย (ธีร์) กรรมการบริหารพรรค

นายชนินทร์ ปิ่นทอง (เซฟ) ผู้อำนวยการพรรค

การเปิดตัวพรรค “พรรครักชาติ” พร้อมภาพลักษณ์ “พรรคการเมืองสตาร์ทอัพ” ถือเป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่น่าจับตามองในวงการการเมืองไทย ท่ามกลางความเบื่อหน่ายการเมืองแบบเดิมๆ ของคนรุ่นใหม่ การเข้ามาของ “พรรครักชาติ” จะสามารถตอบโจทย์ความต้องการของคนรุ่นใหม่ และสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับการเมืองไทยได้หรือไม่ คงต้องติดตามดูกันต่อไป

“ชัยวุฒิ” เปิดตัว “พรรครักชาติ” พรรคการเมืองสตาร์ทอัพ

“พรรครักชาติ” กับภาพลักษณ์พรรคการเมืองสตาร์ทอัพ

การชูภาพลักษณ์ “พรรคการเมืองสตาร์ทอัพ” ของ “พรรครักชาติ” เป็นการสื่อสารที่น่าสนใจและเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้ง่าย เนื่องจากคำว่า “สตาร์ทอัพ” สื่อถึงความทันสมัย ความคิดสร้างสรรค์ และการเปลี่ยนแปลง ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงในสังคมและการเมือง

อย่างไรก็ตาม การเป็น “พรรคการเมืองสตาร์ทอัพ” ไม่ได้หมายถึงแค่การมีภาพลักษณ์ที่ทันสมัยเท่านั้น แต่ยังต้องมีการดำเนินงานที่เป็นระบบ มีประสิทธิภาพ และสามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง “ชัยวุฒิ” และทีมงานจะต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า “พรรครักชาติ” ไม่ได้เป็นแค่พรรคการเมืองที่ “ขายฝัน” แต่เป็นพรรคการเมืองที่ “ทำได้จริง”

ที่มา – “ชัยวุฒิ” เปิดตัว “พรรครักชาติ” ชูภาพลักษณ์ “พรรคการเมืองสตาร์ทอัพ” ย้ำเบื่อการเมืองแบบเดิม

ทสท. เปิดแคมเปญ **สร้างการเมืองสุจริต**

“ไทยสร้างไทย” ประกาศ “สร้างการเมืองสุจริต” ล้างบางคนโกง! ชู 3 มาตรการคนโกงต้องไม่มีที่ยืนในสังคมไทยอีกต่อไป

วันที่ 5 ธันวาคม 2568 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย ประกาศเปิดตัวแคมเปญใหญ่ “Big Cleaning ประเทศไทย ได้เวลาล้างบางคนโกง” โดยระบุว่าการ “สร้างการเมืองสุจริต” คือภารกิจหลักในการเปลี่ยนประเทศ พร้อมน้อมนำพระราชดำรัสรัชกาลที่ 9 เรื่องการส่งเสริมคนดีมาปกครองบ้านเมือง และประกาศเจตนารมณ์ว่า “คนโกงต้องไม่มีที่ยืนในสังคมไทย” อีกต่อไป

คุณหญิงสุดารัตน์ชี้ว่า การทุจริตที่ฝังรากลึกทำลายเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ทำให้การเติบโตของประเทศต่ำกว่า 2% และดันหนี้ครัวเรือนพุ่งสูงถึง 16 ล้านล้านบาทเกือบเท่า GDP ของประเทศ ขณะเดียวกันปัญหาคอร์รัปชันยังเชื่อมโยงกับอาชญากรรมสมัยใหม่ เช่น แก๊งคอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์ และระบบส่วย ซึ่งเป็นสัญญาณว่าประเทศกำลังเสี่ยงสู่ภาวะ “รัฐล้มเหลว” หากไม่เร่งรื้อโครงสร้างอำนาจที่เปิดช่องให้ทุนดำครอบงำ

ภายใต้แคมเปญนี้ คุณหญิงสุดารัตน์บอกว่า พรรคเตรียมผลักดัน 3 มาตรการปราบคอร์รัปชันอย่างเด็ดขาด ดังนี้:

  • เพิ่มโทษสูงสุดถึงขั้นประหารชีวิต สำหรับเจ้าหน้าที่รัฐและนักการเมืองที่โกงชาติ
  • ให้อำนาจประชาชนเข้าชื่อ 50,000 ชื่อถอดถอนองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ หากพบว่ามีการเอื้อประโยชน์ให้คนโกง
  • จัดตั้ง ป.ป.ช. ภาคประชาชน เปิดทางให้ตรวจสอบและส่งฟ้องโครงการทุจริตของรัฐได้อย่างแท้จริง

คุณหญิงสุดารัตน์จึงอยากเชิญชวนประชาชนลุกขึ้นมาร่วมสู้ อย่าสยบยอมให้กับคนเลว เพื่อนำพาประเทศไทยก้าวพ้นหลุมดำแห่งคอร์รัปชันอย่างยั่งยืน

สร้างการเมืองสุจริต

ทำไมต้องสร้างการเมืองสุจริต?

การสร้างการเมืองสุจริตไม่ใช่แค่คำสวยหรู แต่เป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ลองคิดดูว่าถ้าเงินภาษีของเราไม่รั่วไหลไปกับการทุจริต เราจะสามารถนำเงินเหล่านั้นไปพัฒนาด้านสาธารณสุข การศึกษา โครงสร้างพื้นฐาน และอีกมากมายได้อีกเท่าไหร่?

ปัญหาคอร์รัปชันกัดกินประเทศไทยมานาน ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และความเชื่อมั่นของประชาชน การที่นักการเมืองและข้าราชการบางส่วนแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว ทำให้โครงการต่างๆ ไม่ได้มาตรฐาน งบประมาณบานปลาย และประชาชนต้องแบกรับภาระในที่สุด

การสร้างการเมืองสุจริตจึงเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องร่วมมือกัน ไม่ใช่แค่หน้าที่ของพรรคการเมืองหรือองค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่เป็นหน้าที่ของประชาชนทุกคนที่จะต้องตรวจสอบ ติดตาม และลงโทษผู้ที่กระทำการทุจริต

พรรคไทยสร้างไทยได้เสนอนโยบายที่น่าสนใจหลายประการในการปราบปรามคอร์รัปชัน เช่น การเพิ่มโทษผู้กระทำผิด การให้อำนาจประชาชนในการตรวจสอบ และการจัดตั้งองค์กรภาคประชาชน แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่ประชาชนต้องตระหนักถึงพิษภัยของคอร์รัปชัน และร่วมมือกันเปลี่ยนแปลงประเทศให้ดีขึ้น

เราต้องไม่ยอมให้การทุจริตเป็นเรื่องปกติในสังคมไทย เราต้องสร้างการเมืองสุจริตเพื่อให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่น่าอยู่สำหรับทุกคน

มาร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้ดีขึ้น ร่วมกันสนับสนุนพรรคการเมืองและนโยบายที่มุ่งเน้นการปราบปรามคอร์รัปชัน และร่วมกันตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลและหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเงินภาษีของเราถูกใช้อย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ

ที่มา – ทสท. เปิดแคมเปญ “ล้างบางคนโกง” ประกาศสร้างการเมืองสุจริต

ปิติพงศ์เผย กัณวีร์เตรียมตั้งพรรคใหม่ จริงหรือ?

“ปิติพงศ์” เผย “กัณวีร์” เตรียมตั้งพรรคใหม่ ลั่นเคยเตือนแล้วต้องขอมติพรรคก่อนตัดสินใจ 3 เรื่องสำคัญ แต่ถูกเพิกเฉย มั่นใจพรรคเป็นธรรมอยู่ได้ด้วยจุดยืนและอุดมการณ์ที่ชัดเจน

มีข่าวลือหนาหูว่า “กัณวีร์” เตรียมตั้งพรรคใหม่ จริงหรือไม่? นายปิติพงศ์ เต็มเจริญ รักษาการหัวหน้าพรรคเป็นธรรม ได้ออกมาเปิดเผยถึงประเด็นร้อนทางการเมืองที่กำลังเป็นที่จับตา โดยเฉพาะเรื่องการเตรียมตั้งพรรคใหม่ของนายกัณวีร์ สืบแสง อดีตเลขาธิการพรรค

วันที่ 3 ธันวาคม 2568 นายปิติพงศ์ เต็มเจริญ รักษาการหัวหน้าพรรคเป็นธรรม กล่าวถึงมติกรรมการบริหารพรรคที่ให้ปลด นายกัณวีร์ สืบแสง สส.บัญชีรายชื่อ ของพรรคเป็นธรรม ออกจากตำแหน่งเลขาธิการพรรคว่า สาเหตุเป็นไปตามที่พรรคได้ออกแถลงการณ์ เพราะนายกัณวีร์โหวตสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี โดยที่ไม่ได้แจ้งหรือขอมติจากกรรมการบริหารพรรคก่อน แม้ว่าก่อนหน้านี้นายกัณวีร์จะโทรมาบอกตนถึงการตัดสินใจในเรื่องดังกล่าว ในช่วงที่ตนอยู่ต่างประเทศพอดี ซึ่งได้เคยบอกเจ้าตัวไปแล้วว่า ถึงมาบอกตนก็ไม่สามารถทำอะไรได้ ต้องไปขอมติกรรมการบริหารพรรคก่อน หากตัดสินใจไปแล้ว ก็ให้นำกลับมาบอกมาขอมติที่ประชุมตามหลัง แต่นายกัณวีร์ก็ไม่ทำ

นายปิติพงศ์ กล่าวด้วยว่า ในฐานะที่ตนเป็นหัวหน้าพรรค ก็ต้องแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกจากตำแหน่ง เพื่อให้มีการคัดเลือกกรรมการบริหารชุดใหม่ จากนี้ไม่แน่ใจว่านายกัณวีร์ยังจะทำการเมืองกับพรรคเป็นธรรมต่อหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเจ้าตัว พรรคขับออกจากตำแหน่งเลขาธิการพรรคเท่านั้น ไม่ได้ขับออกจาก สส. หากนายกัณวีร์จะไปทำพรรคการเมือง ไปเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองของตัวเองก็ต้องลาออกจากสส. “อนาคตอะไรก็ไม่แน่นอน ผมไม่อยากบอกว่า เขาจะอยู่กับพรรคเป็นธรรมหรือไม่ แต่แว่วว่า อาจไปตั้งพรรคใหม่การเมืองเป็นของตัวเอง” นายปิติพงศ์ กล่าวและว่า จากนี้พรรคเป็นธรรมจะเร่งเดินหน้าสู่โหมดเลือกตั้ง มีทีมเศรษฐกิจ ทีมสังคม และทีมข้อมูลที่มีความรู้ความสามารถ นำเสนอนโยบายและจุดยืนของพรรคให้ประชาชนรับรู้

นายปิติพงศ์ ยังกล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมา แม้ตนจะไม่ได้มีตำแหน่งสส.ในสภาผู้แทนราษฎร แต่ก็ได้เดินหน้าทำการเมืองอย่างต่อเนื่อง ลงพื้นที่ช่วยชาวบ้าน รวมทั้งล่าสุดได้นำเสนอความเห็นในการวางแนวทางแก้ไขปัญหาน้ำท่วมหาดใหญ่ โดยยื่นข้อเสนอผ่านศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของทำเนียบรัฐบาลไปแล้วเมื่อวานนี้ (2 ธ.ค. 2568) ให้มี 3 แนวทางคือ 1. ต้องมีมาตรการระยะสั้น มีคณะกรรมการเพื่อดูแลความเสียหายของจ.สงขลาโดยเฉพาะ 2.วางแนวทางแก้ปัญหาระบบหาดใหญ่ และ3. เสนอมาตรการแก้ไขน้ำท่วมภาคใต้อย่างยั่งยืนอย่างเป็นระบบ

ปิติพงศ์เผย กัณวีร์เตรียมตั้งพรรคใหม่

จากคำให้สัมภาษณ์ของนายปิติพงศ์ ทำให้เกิดคำถามมากมายตามมาว่า การตั้งพรรคใหม่ของนายกัณวีร์ จะส่งผลกระทบต่อพรรคเป็นธรรมอย่างไร และทิศทางการเมืองของนายกัณวีร์จะเป็นเช่นไรต่อไป?

อนาคตทางการเมืองของกัณวีร์จะเป็นอย่างไร หากเตรียมตั้งพรรคใหม่?

การตัดสินใจของนายกัณวีร์ที่จะตั้งพรรคใหม่นั้น ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในเส้นทางการเมืองของเขา หากเป็นจริง การตั้งพรรคใหม่จะต้องเผชิญกับความท้าทายมากมาย ทั้งการสร้างฐานเสียง การหาบุคลากรที่มีความสามารถ และการนำเสนอนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน

อย่างไรก็ตาม การตั้งพรรคใหม่ก็อาจเป็นโอกาสให้นายกัณวีร์ได้แสดงศักยภาพอย่างเต็มที่ สร้างพรรคการเมืองที่สะท้อนอุดมการณ์และความคิดของตนเอง และเป็นทางเลือกใหม่ให้กับประชาชนที่ต้องการความเปลี่ยนแปลง

การเมืองไทยยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การตั้งพรรคใหม่ของนายกัณวีร์จึงเป็นเรื่องที่น่าติดตามและจับตามองอย่างใกล้ชิด

มาร่วมกันติดตามความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิด และร่วมกันตัดสินใจเลือกผู้แทนที่สามารถนำพาประเทศไปสู่ความเจริญก้าวหน้า

ที่มา – “ปิติพงศ์” เผย “กัณวีร์” เตรียมตั้งพรรคใหม่ ลั่นเคยเตือน ต้องขอมติพรรคก่อนตัดสินใจเรื่องสำคัญ

ด่วน! พรรคเป็นธรรม ปลด “กัณวีร์” พ้นเลขาธิการพรรค

เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ใน “พรรคเป็นธรรม” เมื่อมีคำสั่งปลด “กัณวีร์” พ้นจากตำแหน่งเลขาธิการพรรคอย่างกะทันหัน สาเหตุเนื่องมาจากการแอบอ้างมติพรรคสนับสนุน “อนุทิน” เป็นนายกฯ นอกจากนี้ “ปิติพงศ์” ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค ก่อนการประชุมใหญ่ที่จะมีขึ้นในวันที่ 21 ธันวาคมนี้

เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 เวลา 17.30 น. เพจเฟซบุ๊กของพรรคเป็นธรรม (ปธ.) ได้โพสต์ข้อความสำคัญเกี่ยวกับสถานการณ์ภายในพรรค โดยระบุถึงสถานการณ์การเมืองที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ปัญหาปากท้องของประชาชนที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข การบริหารประเทศที่ไม่ทันต่อเหตุการณ์ และการเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง

ทางพรรคเห็นว่าการเตรียมความพร้อมและวางแผนยุทธศาสตร์เพื่อประชาชนเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ดังนั้น พรรคเป็นธรรม จึงจำเป็นต้องปรับโครงสร้างภายในให้มีความพร้อมและเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น ทั้งในส่วนของผู้นำและฝ่ายบริหาร เพื่อให้การตัดสินใจทางการเมืองเป็นไปในทิศทางเดียวกัน เคารพข้อบังคับของพรรค มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสามารถทำงานเพื่อรับใช้ประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ด้วยเหตุนี้ ทางพรรคฯ จึงขอแจ้งให้ทราบถึงการเปลี่ยนแปลงสำคัญ 2 ประการ ได้แก่

  1. นายปิติพงศ์ เต็มเจริญ ได้แสดงความจำนงในการลาออกจากตำแหน่ง “หัวหน้าพรรคเป็นธรรม”
  2. พรรคมีมติให้ปลด นายกัณวีร์ สืบแสง ออกจากตำแหน่ง “เลขาธิการพรรคเป็นธรรม” โดยให้มีผลทันที เนื่องจากการกระทำที่ขัดต่อข้อบังคับพรรค คือการแอบอ้างมติพรรคในการสนับสนุนการเลือกนายกรัฐมนตรีครั้งที่ผ่านมา โดยมิได้นำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการบริหารพรรค ทั้งที่ข้อบังคับพรรคกำหนดให้ต้องได้รับมติจากคณะกรรมการบริหารพรรคในประเด็นการสนับสนุนบุคคลให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

พรรคยืนยันว่าจะดำเนินการตามข้อบังคับและมติพรรคอย่างเคร่งครัด ภายใต้สถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังจะมีการเลือกตั้งครั้งสำคัญ พรรคเป็นธรรม จะจัดการประชุมในวันที่ 21 ธันวาคม 2568 เพื่อคัดเลือกและแต่งตั้งผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ และมีวิสัยทัศน์ เข้าดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค และทีมบริหารชุดใหม่ เพื่อเป็นแกนนำในการเตรียมตัวสำหรับการเลือกตั้ง และขับเคลื่อนอุดมการณ์ของพรรคต่อไป

ตลอดระยะเวลา 9 ปีที่ผ่านมา พรรคเป็นธรรม ยืนยันในความมุ่งมั่นและจุดยืนในการทำการเมืองใหม่อย่างสร้างสรรค์ โปร่งใส และยึดถือประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ

พรรคเป็นธรรม ปลด “กัณวีร์” พ้นเลขาธิการพรรค

ทำไมพรรคเป็นธรรมถึงปลดเลขาธิการพรรค?

สาเหตุหลักของการปลดนายกัณวีร์ สืบแสง ออกจากตำแหน่งเลขาธิการพรรคเป็นธรรม เกิดจากการกระทำที่ขัดต่อข้อบังคับพรรค โดยเฉพาะการแอบอ้างมติพรรคในการสนับสนุนการเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งไม่ได้ผ่านการพิจารณาและให้ความเห็นชอบจากคณะกรรมการบริหารพรรคตามที่ข้อบังคับกำหนด การกระทำดังกล่าวถือเป็นการละเมิดข้อบังคับและสร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของพรรค

นอกจากนี้ สถานการณ์ทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และใกล้การเลือกตั้ง ทำให้พรรคต้องเตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่ การปรับโครงสร้างภายในจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพื่อให้การตัดสินใจทางการเมืองเป็นไปในทิศทางเดียวกัน และสามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การเปลี่ยนแปลงภายในพรรคครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ พรรคเป็นธรรม ในการยึดมั่นในหลักการและความโปร่งใส เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และเป็นทางเลือกใหม่ในการเมืองไทย การเลือกตั้งที่จะมาถึงนี้ จะเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่าพรรคจะสามารถก้าวข้ามอุปสรรคและได้รับการสนับสนุนจากประชาชนได้หรือไม่

ที่มา – “พรรคเป็นธรรม” ปลดฟ้าผ่า “กัณวีร์” พ้นเลขาธิการพรรค เหตุแอบอ้างมติพรรคหนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯ

Scroll to top