การเมืองไทย

สนธยา-สุชาติ จบ! สู้ศึกเลือกตั้งภูมิใจไทยชลบุรี

“บ้านใหญ่-บ้านใหม่ชลบุรี”ลงตัว “เฮ้ง” ลงชิง สส.เขต 1 “สนธยา-สุชาติ”ประสานเสียงคุยจบแล้ว 10 เขต ร่วมสู้ศึกเลือกตั้งในนามภูมิใจไทยชลบุรี

วันที่ 3 ธ.ค. 2568 นายสนธยา คุณปลื้ม แกนนำกลุ่มพลังชน เปิดเผยว่า ช่วงเที่ยงวันเดียวกันนี้ ตนได้พูดคุยและรับประทานอาหารกลางวันร่วมกับนายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และสมาชิกพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ที่สำนักงานพลังบูรพา ต.แสนสุข อ.เมือง จ.ชลบุรี โดยมีการพูดคุยกันจบแล้ว ในเรื่องของการเลือกตั้งทั้ง 10 เขต จ.ชลบุรี โดยว่าที่ผู้สมัคร สส.ทั้งหมด ก็จะดูตามความเหมาะสม โดยไม่มีเรื่องของการแบ่งกันดูแลพื้นที่คนละครึ่ง เพราะส่งในนามภูมิใจไทยชลบุรีทั้งหมด เป็นการพูดคุยกันตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ซึ่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว. มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรค ภท.ที่อยากให้ทำในนามภูมิใจไทยชลบุรีทั้งหมด

เมื่อถามถึงความคืบหน้าการส่งว่าที่ผู้สมัคร สส.ลงเขต 1 จ.ชลบุรี นายสนธยา กล่าวว่า เขต 1 ได้ให้นายสุชาติ ลงสมัครรับเลือกตั้ง เพราะนายสุชาติขอลงเขต 1 ส่วนอีก 9 เขตที่เหลือก็น่าจะลงตัวกันหมดแล้ว ซึ่งก็ต้องมีการมาพูดคุยกับพรรค ก่อนเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.ชลบุรีทั้ง 10 เขต คาดว่าเร็วๆนี้

ด้านนายสุชาติ เปิดเผยว่า ได้พูดคุยกับนายสนธยามาตลอด ไม่ใช่เพิ่งเข้าไปพูดคุยกัน โดยได้ข้อสรุปว่าจะทำพื้นที่จ.ชลบุรี ร่วมกัน ในส่วนของพื้นที่เขต 1 ชลบุรี ตนได้ยืนยันกับนายสนธยาว่าจะขอเป็นคนลงเอง ซึ่งนายสนธยาก็ตอบโอเค ทุกอย่างคุยกันหมดเรียบร้อยแล้ว เราพี่น้องกันทั้งนั้น ส่วนในเขตอื่นๆก็ลงตัวแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในส่วนของนายธนกร วังบุญคงชนะ รมว.อุตสาหกรรม ซึ่งเป็น 1 ในกลุ่ม 16 ของนายสุชาติ มีแนวโน้มจะไปลง สส. แบบบัญชีรายชื่อ

“สนธยา-สุชาติ”ประสานเสียงคุยจบแล้ว 10 เขต ร่วมสู้ศึกเลือกตั้งในนามภูมิใจไทยชลบุรี

การจับมือกันของนายสนธยา คุณปลื้ม และนายสุชาติ ชมกลิ่น เพื่อสู้ศึกเลือกตั้งในนามภูมิใจไทยชลบุรี ถือเป็นสัญญาณที่น่าสนใจทางการเมืองในจังหวัดชลบุรี การผนึกกำลังของสองบ้านใหญ่จะส่งผลต่อการแข่งขันในแต่ละเขตอย่างไร และประชาชนจะมีตัวเลือกที่ดีขึ้นหรือไม่ เป็นสิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดการเลือกตั้งทั้ง 10 เขตในจังหวัดชลบุรี

อนาคตทางการเมืองของชลบุรีภายใต้ภูมิใจไทย

การที่พรรคภูมิใจไทยเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเลือกตั้งครั้งนี้ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางการเมืองของชลบุรี การที่ “สนธยา-สุชาติ” ประสานเสียงคุยจบแล้ว 10 เขต ร่วมสู้ศึกเลือกตั้งในนามภูมิใจไทยชลบุรี แสดงให้เห็นถึงความพร้อมและความมุ่งมั่นของพรรคในการกวาดที่นั่ง สส. ในจังหวัดนี้

การเลือกตั้งที่จะมาถึงนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของชลบุรี ประชาชนจะมีโอกาสได้เลือกผู้แทนที่สามารถตอบสนองความต้องการและแก้ไขปัญหาของพวกเขาได้จริงหรือไม่ พรรคภูมิใจไทยภายใต้การนำของนายสนธยาและนายสุชาติจะสามารถนำพาชลบุรีไปในทิศทางใด เป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ การที่นายสุชาติ ชมกลิ่น ขอลงสมัคร สส. ในเขต 1 แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจและความต้องการที่จะเป็นตัวแทนของประชาชนในพื้นที่นี้ การตัดสินใจของนายสนธยาที่จะสนับสนุน ทำให้เห็นถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในการทำงานร่วมกัน เพื่อให้พรรคภูมิใจไทยได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้ การที่ “สนธยา-สุชาติ”ประสานเสียงคุยจบแล้ว 10 เขต ร่วมสู้ศึกเลือกตั้งในนามภูมิใจไทยชลบุรี จึงเป็นก้าวสำคัญที่น่าจับตา

การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการแข่งขันระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ เท่านั้น แต่ยังเป็นการตัดสินใจของประชาชนที่จะกำหนดอนาคตของจังหวัดชลบุรี การที่ “สนธยา-สุชาติ”ประสานเสียงคุยจบแล้ว 10 เขต ร่วมสู้ศึกเลือกตั้งในนามภูมิใจไทยชลบุรี ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้

  • ติดตามข่าวสารการเลือกตั้งอย่างใกล้ชิด
  • ศึกษาข้อมูลของผู้สมัครและพรรคการเมืองต่างๆ
  • ใช้สิทธิเลือกตั้งของคุณอย่างมีวิจารณญาณ

อย่าลืมติดตามข่าวสารการเมืองอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้คุณสามารถตัดสินใจเลือกผู้แทนที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคุณและจังหวัดชลบุรีนะคะ เพราะ “สนธยา-สุชาติ”ประสานเสียงคุยจบแล้ว 10 เขต ร่วมสู้ศึกเลือกตั้งในนามภูมิใจไทยชลบุรี โอกาสของคุณมาถึงแล้ว

ที่มา – “สนธยา-สุชาติ”ประสานเสียงคุยจบแล้ว 10 เขต ร่วมสู้ศึกเลือกตั้งในนามภูมิใจไทยชลบุรี

นายกฯ ไม่ก้าวก่าย กกต. แบ่งเขตเลือกตั้ง จริงหรือ?

จากกรณีที่นายกรัฐมนตรีออกมาให้สัมภาษณ์ถึงการแบ่งเขตเลือกตั้งของ กกต. ทำให้เกิดคำถามมากมายในสังคมถึงความเป็นกลางทางการเมือง วันนี้เราจะมาเจาะลึกประเด็น นายกฯ ไม่ก้าวก่าย กกต. แบ่งเขตเลือกตั้ง อย่างละเอียด พร้อมสรุปประเด็นสำคัญจากข่าว

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์ถึงการปรับเขตเลือกตั้งปี 2569 ของ กกต. ว่า เป็นอำนาจหน้าที่ของ กกต. พรรคการเมืองต้องปรับตัวเข้าหากฎเกณฑ์ ไม่ใช่ให้ กกต. ปรับเข้าหาเรา สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการไปสร้างนโยบายที่โดนใจประชาชนดีกว่าการมานั่งคิดเรื่องได้เปรียบเสียเปรียบ นี่คือใจความสำคัญที่ท่านอนุทินได้กล่าวไว้

ยืนยัน! นายกฯ ไม่ก้าวก่าย กกต. แบ่งเขตเลือกตั้ง

นายอนุทินยังตอบคำถามถึงความคาดหวังจะได้ สส. ในการเลือกตั้งครั้งหน้าถึง 200 ที่นั่งหรือไม่ โดยกล่าวติดตลกว่า “พันนึงได้ไหมล่ะ” ส่วนการจับมือกับพรรคเพื่อไทย (พท.) ในสมัยหน้า นายอนุทินตอบแบบกั๊ก ๆ ว่า ไม่มีพรรคใดออกมาพูดก่อนการเลือกตั้งว่าจะจับมือกับใคร แต่พรรคภูมิใจไทยต้องพยายามทำตัวให้ดีที่สุดเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

เมื่อถามถึงกระแสข่าวดีลกับพรรคเพื่อไทยเพื่อไม่ให้ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายอนุทินยืนยันว่า ไม่มีการดีล ส่วนการลงพื้นที่ช่วยน้ำท่วมเป็นหน้าที่ของรัฐบาล ไม่ได้ไปในฐานะพรรคภูมิใจไทยเพราะตราบใดที่เป็นรัฐบาลอยู่ก็ต้องลุยเต็มที่เพื่อช่วยประชาชนให้พ้นจากความทุกข์เร็วที่สุด

ส่วนกรณีที่นายศรีสุวรรณ จรรยา ยื่นร้อง ป.ป.ช. ให้เอาผิดปมบริหารจัดการน้ำท่วมล้มเหลวนั้น นายอนุทินทำท่าทีนิ่งไปสักพักก่อนถามกลับว่า ใครยื่น ก่อนจะตอบกลับด้วยเสียงหัวเราะแห้ง ๆ ว่า อ๋อ ครับ รัฐบาลควบคุมคนอื่นไม่ได้ แต่ยืนยันมีเจตนารมณ์ที่ดีและจะทำงานเต็มที่ อย่างไรก็ตามน้อมรับทุกเสียงตำหนิที่ดูจะขมหูในช่วงนี้ โดย แต่ตรงไหนที่ฟังแล้วเข้าท่า มีเหตุมีผล ขออนุญาตคัดลอกไปแก้ไขด้วยซ้ำ

ประเด็นสำคัญ: นายกฯ ไม่ก้าวก่าย กกต. จริงหรือไม่?

แม้ว่านายกรัฐมนตรีจะออกมาให้สัมภาษณ์ยืนยันว่า นายกฯ ไม่ก้าวก่าย กกต. แบ่งเขตเลือกตั้ง แต่หลายฝ่ายก็ยังคงจับตาดูการทำงานของ กกต. อย่างใกล้ชิด เนื่องจากประเด็นการแบ่งเขตเลือกตั้งนั้นมีความละเอียดอ่อนและอาจส่งผลต่อผลการเลือกตั้งได้

  • กกต. มีความเป็นอิสระในการแบ่งเขตเลือกตั้ง
  • ทุกพรรคการเมืองต้องปรับตัวเข้าหากฎเกณฑ์
  • การสร้างนโยบายที่โดนใจประชาชนสำคัญกว่า

การแบ่งเขตเลือกตั้ง ถือเป็นกระบวนการสำคัญในการเลือกตั้ง ซึ่งต้องมีความโปร่งใสและเป็นธรรมเพื่อให้ทุกพรรคการเมืองมีโอกาสอย่างเท่าเทียมกัน การออกมาให้สัมภาษณ์ของนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้จึงเป็นการยืนยันว่ารัฐบาลจะไม่เข้าไปแทรกแซงการทำงานของ กกต.

อย่างไรก็ตาม ประชาชนก็ควรติดตามข่าวสารเกี่ยวกับการเลือกตั้งอย่างใกล้ชิด และตรวจสอบข้อมูลต่างๆ อย่างรอบคอบ เพื่อให้การตัดสินใจในการเลือกตั้งเป็นไปอย่างมีเหตุผล

การเลือกตั้งเป็นกระบวนการสำคัญในระบอบประชาธิปไตย การมีส่วนร่วมของประชาชนจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ร่วมกันตรวจสอบและติดตามการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

ท่านคิดเห็นอย่างไรกับการออกมาให้สัมภาษณ์ของนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้? ร่วมแสดงความคิดเห็นและติดตามข่าวสารการเมืองอย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมกันสร้างสังคมประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง

ที่มา – นายกฯ ไม่ก้าวก่าย กกต. แบ่งเขตเลือกตั้ง ยันไม่ดีล พท. ปมยื่นซักฟอก

เพื่อไทยทำนายแก้รัฐธรรมนูญ สว.โหวตตกวาระ 3 แน่!

พรรคเพื่อไทยทำนายแก้รัฐธรรมนูญจะถูก สว. โหวตคว่ำในวาระ 3 แน่นอน พร้อมแนะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลต้นปีหน้า หลังรัฐธรรมนูญผ่านวาระ 3 ไปแล้ว ชี้การบริหารจัดการน้ำท่วมภาคใต้ล้มเหลว ไม่ควรชิงยุบสภาหนีปัญหา

นายประยุทธ์ ศิริพาณิชย์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะกรรมาธิการพิจารณารัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม รัฐสภา กล่าวว่า ได้สงวนความเห็นในฐานะกมธ.เสียงข้างน้อย ขอแก้ไขเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญในวาระ 2 ไว้หลายเรื่อง ประเด็นหลักคือ จะขอให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่มาจากการเลือกตั้งโดยอ้อมของประชาชน มาทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญ เพราะการมีกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ 35 คน โดยใช้สูตร 20 หยิบ 1 ตามที่กมธ.เสียงข้างมากเห็นชอบมามีโอกาสสูงจะเกิดการบล็อกโหวตเลือกกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ควรมีกลไกป้องกันการล็อบบี้จากเสียงข้างมาก แม้สุดท้ายแล้ว เสียงพรรคเพื่อไทยจะสู้ไม่ได้ แพ้โหวตวาระ 2 แต่ก็ต้องแสดงความเห็นคัดค้านให้ประชาชนรับทราบ

อย่างไรก็ตาม แม้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญจะผ่านวาระ 2 ได้ แต่คงผ่านวาระ 3 ยาก เพราะติดล็อกเสียง สว. 1 ใน 3 หรือ 67 เสียงที่ต้องร่วมเห็นชอบด้วย ประเมินแล้วเสียง สว. ไม่น่าจะให้ผ่าน เป็นการเบี้ยวเอ็มโอเอ พรรคภูมิใจไทยจะอ้างทำเต็มที่แล้ว แต่เสียง สว. ไม่ให้ผ่าน เพราะไม่สามารถควบคุมเสียง สว. ได้

“เพื่อไทย” ทำนายแก้รัฐธรรมนูญ ถูก สว. โหวตตกวาระ 3 แน่

นายประยุทธ์กล่าวว่า ส่วนการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนั้น ส่วนตัวมองว่า ควรยื่นซักฟอกหลังจากการแก้รัฐธรรมนูญวาระ 3 เสร็จสิ้นแล้ว โดยหลังจากแก้รัฐธรรมนูญวาระ 2 เสร็จ วันที่ 11 ธ.ค. แล้ว ต้องทิ้งไว้ 15 วัน เพื่อโหวตวาระ 3 ในวันที่ 26 ธ.ค. ดังนั้นน่าจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลได้ช่วงต้นปี พ.ศ. 2569 พรรคเพื่อไทยจะได้ไม่ถูกครหาเตะถ่วงแก้รัฐธรรมนูญ เพราะยื่นหลังรัฐธรรมนูญลงมติในวาระ 3 แล้ว ระยะเวลาการยื่นอภิปรายห่างจากการลงมติรัฐธรรมนูญวาระ 2 แค่ 10 กว่าวัน ไม่แตกต่างกันมาก

นายประยุทธ์กล่าวว่าประเด็นที่จะยื่นอภิปรายจะนำเรื่องการบริหารจัดการน้ำท่วมภาคใต้ที่ผิดพลาดอย่างร้ายแรงเป็นหนึ่งในเรื่องหลัก แม้จะไม่มีใครคาดถึงว่า น้ำท่วมรอบนี้จะมีความรุนแรง แต่ก็ไม่คิดว่าจะมีผู้นำที่อ่อนแอถึงเพียงนี้ แก้ปัญหาเหมือนเด็กเล่นขายของ ทำงานไม่เป็น จะทำให้การอภิปรายไม่ไว้วางใจมีน้ำหนักมากขึ้น เมื่อนำไปรวมกับเรื่องความล้มเหลวแก้ปัญหาสแกมเมอร์ และปัญหาชายแดน

ทำไมพรรคเพื่อไทยถึงทำนายว่าการแก้รัฐธรรมนูญจะล้มเหลว?

ด้าน นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยจะนำประเด็นความล้มเหลวแก้ปัญหาน้ำท่วมภาคใต้ ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลแน่นอน เพราะแสดงถึงความอ่อนหัดในการบริหารงาน แต่จะยื่นในช่วงเวลาใด ขึ้นอยู่กับที่ประชุมพรรคเพื่อไทยจะตัดสิน แต่ขอให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย กล้าหาญพอที่จะฟังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ยอมรับการตรวจสอบจากฝ่ายค้าน อย่าชิงยุบสภาหนี

จากสถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังเข้มข้นนี้ การเพื่อไทยทำนายแก้รัฐธรรมนูญถูกคว่ำ ทำให้เห็นถึงความท้าทายในการแก้ไขรัฐธรรมนูญในปัจจุบัน และอาจนำไปสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในอนาคต ซึ่งจะเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ การบริหารจัดการน้ำท่วมภาคใต้ที่ผิดพลาดก็เป็นอีกประเด็นสำคัญที่อาจส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาล

การเพื่อไทยทำนายแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความไม่แน่นอนทางการเมือง และความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ประชาชนจึงควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ และเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น

ที่มา – “เพื่อไทย” ทำนายแก้รัฐธรรมนูญ ถูก สว. โหวตตกวาระ 3 แนะยื่นซักฟอกหลังรธน.ผ่านวาระ 3

นายกฯ เปรย บีบยุบสภาเร็ว เท่ากับสั่งประหารแก้ไขรัฐธรรมนูญ

“อนุทิน” ลั่น ยุบสภาไม่เกิน ม.ค. 69 เตือนนายกฯ เปรยบีบใหยุบสภาเร็ว เท่ากับสั่งประหารแก้ไขรัฐธรรมนูญล้ม ชี้เป็นการไม่ให้เกียรติพรรคประชาชนที่หนุนนั่งนายกฯ

วันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน Dinner Talk หัวข้อ “THAILAND THE NEXT 4 YEAR” โดยให้ความเห็นถึงทิศทางการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศว่า เสถียรภาพทางการเมืองคือความมั่นคงทางเศรษฐกิจยืนยันว่าปีหน้าจะมีการเลือกตั้งแน่นอน โดยจะยุบสภาไม่เกินวันที่ 31 มกราคม อย่างไรก็ตามมีหลายคนต้องการให้นายกฯ เปรยบีบใหยุบสภาเร็ว เท่ากับสั่งประหารแก้ไขรัฐธรรมนูญกว่านั้น ซึ่งหากรถคันนี้ไปต่อไม่ได้ก็พร้อมคืนอำนาจให้ประชาชน แต่หากยุบสภาก่อนกำหนดหลายอย่างจะทำไม่ได้ โดยเฉพาะเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ตนพยายามจะทำให้เพราะพรรคประชาชนอุตส่าห์ยอมให้ตนเป็นนายกฯ ก็เพราะอยากแก้รัฐธรรมนูญ

นายอนุทินกล่าวต่อว่า หากเดินหน้าตามแผนได้ประเทศไทยจะได้โครงสร้างประชาธิปไตยที่เป็นมาตรฐาน ซึ่งจะช่วยยุติการโต้เถียงว่ารัฐธรรมนูญมาจากรัฐประหาร หากไม่ยุบสภาก่อนจะมีการเปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ เพื่อพิจารณาการแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระ 3 และตั้งกรรมาธิการเพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญต่อไป แต่ถ้ายุบเร็วกว่านั้นเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญจะไม่มีอีก จนกว่าจะมีกลไกให้รัฐธรรมนูญแบบนี้สิ้นสุดไป ซึ่งไม่น่าจะเป็นเรื่องที่ดี

นายกฯ เปรยบีบใหยุบสภาเร็ว เท่ากับสั่งประหารแก้ไขรัฐธรรมนูญ

จากคำกล่าวของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจในการผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญที่พรรคประชาชนให้ความสำคัญและเป็นเหตุผลหลักที่สนับสนุนให้นายอนุทินดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี การที่นายกฯ ออกมาเตือนถึงผลกระทบของการยุบสภาที่เร็วกว่ากำหนด จึงเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงความพยายามที่จะรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนและพรรคการเมือง

ทำไมนายกฯ จึงมองว่าการยุบสภาเร็วคือการสั่งประหารแก้ไขรัฐธรรมนูญ

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาและการพิจารณาอย่างรอบคอบ หากมีการยุบสภาก่อนที่จะมีการพิจารณาในวาระ 3 และการตั้งกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กระบวนการทั้งหมดจะต้องเริ่มต้นใหม่ ซึ่งอาจทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญล่าช้าออกไป หรืออาจจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลยในรัฐบาลชุดต่อไป เนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองและลำดับความสำคัญของนโยบายอาจเปลี่ยนแปลงไป

นอกจากนี้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญยังเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความชอบธรรมของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ซึ่งถูกมองว่ามีที่มาจากการรัฐประหาร การแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงเป็นความพยายามที่จะสร้างรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยและได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย การที่ต้องเริ่มต้นกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งหมด จึงอาจถูกมองว่าเป็นการทำลายโอกาสที่จะสร้างประชาธิปไตยที่ยั่งยืนในประเทศไทย

สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันมีความซับซ้อนและเต็มไปด้วยความท้าทาย การตัดสินใจทางการเมืองที่สำคัญจะต้องพิจารณาถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในระยะยาว การที่นายกฯ เปรยบีบใหยุบสภาเร็ว เท่ากับสั่งประหารแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงเป็นการแสดงความกังวลถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับกระบวนการสร้างประชาธิปไตยที่ยั่งยืนในประเทศไทย

ถึงเเม้ว่าการยุบสภาจะเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี เเต่จากคำกล่าวของนายอนุทินก็พอจะคาดการ์ณได้ว่าการตัดสินใจดังกล่าวยังคงต้องคำนึงถึงปัจจัยหลายๆ ด้าน เเละผลกระทบที่จะตามมา ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือ เสถียรภาพทางการเมืองในอนาคต

ที่มา – นายกฯ เปรยบีบใหยุบสภาเร็ว เท่ากับสั่งประหารแก้ไขรัฐธรรมนูญ

สนธยา-สุชาติ ถกเครียด แบ่งพื้นที่ชลบุรี จบที่เขต 1?

“สนธยา – สุชาติ” ถกเครียด แบ่งพื้นที่ชลบุรี “เสี่ยแป๊ะ” บอก เขต 1 มันควรจะลงตัว ด้านแกนนำพรรคภูมิใจไทยเผยเคลียร์กันจบก่อนมานั่งแถลงข่าว

เมื่อเวลา 14.50 น. วันที่ 23 พ.ย. 2568 ที่พรรคภูมิใจไทย ภายหลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เดินทางออกจากพรรคภูมิใจไทย เพื่อลงพื้นที่ติดตามน้ำท่วมที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ปรากฏว่า นายสนธยา คุณปลื้ม แกนนำกลุ่มชลบุรี ได้เรียกนายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พูดคุยเป็นการส่วนตัว บริเวณหน้าลิฟต์ชั้น 1 ของที่ทำการพรรคภูมิใจไทย ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด นอกจากนี้ ยังมีนายวิทยา คุณปลื้ม นายก อบจ.ชลบุรี ร่วมมาสมทบพูดคุยด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีข้อสังเกตว่า การที่บ้านใหม่และบ้านใหญ่ชลบุรีมาร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทย เป็นที่จับตาเรื่องการแบ่งเขตการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของบ้านใหญ่แสนสุข ตระกูลคุณปลื้ม และเป็นบ้านใหม่ของนายสุชาติ ซึ่งเคยเป็น สส.ในเขตดังกล่าว จึงต้องจับตาว่า จะมีข้อตกลงอย่างไรว่า จะให้นายสนธยา หรือนายสุชาติ เป็นผู้รับผิดชอบเรื่องผู้สมัครในพื้นที่เขต 1 ชลบุรี

ทั้งนี้ การสนทนาของทั้งคู่ผ่านไปประมาณ 15 นาที จังหวะนั้นนายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี ได้เดินเข้าไปทักทายทั้งคู่ ทำให้บรรยากาศการพูดคุยดูผ่อนคลายขึ้น

มีรายงานว่า การเลือกตั้งสมัยหน้า นายสุชาติ ขอเขต 1 แต่นายสนธยาไม่ยอม เพราะถือเป็นฐานเสียงเดิม นอกจากนี้ มีรายงานข่าวยังระบุด้วยว่า นายชาดา แสดงความประสงค์จะส่งคนของตัวเองลงสมัครเขต 8 และเขต 9 แต่นายสนธยา ไม่ยอม เนื่องจากต้องการดูแลรับผิดชอบด้วยตัวเอง

ต่อมานายสนธยา เปิดเผยภายหลังหารือกับนายสุชาติอย่างเคร่งเครียด โดยเมื่อสื่อมวลชนพยายามสอบถามประเด็นที่พูดคุย นายสนธยาได้เชิญนายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี มายืนคั่นกลางระหว่างนายสนธยากับนายสุชาติ ก่อนที่นายสนธยา กล่าวว่า เราลงสมัครในนามภูมิใจไทยชลบุรีอยู่แล้ว ตามที่นายอนุทินหัวหน้าพรรคแถลง เป็นการทำงานร่วมกันของกลุ่มชลบุรีในนามพรรคภูมิใจไทย

เมื่อถามว่า พื้นที่เขต 1 ชลบุรี ลงตัวแล้วใช่หรือไม่ นายสนธยา กล่าวว่า พื้นที่เขต 1 ยังต้องคุยกันกับทีมงาน ซึ่งทั้งหมดชลบุรีมี 10 เขต กำลังคุยกันในเรื่องตัวบุคคลที่จะลงสมัคร ชลบุรีไม่มีปัญหา เมื่อถามอีกว่า มีกระแสข่าวนายสุชาติ ต้องการลงสมัคร สส.ในพื้นที่เขต 1 แต่นายสนธยา ไม่ยอมจริงหรือไม่ นายสนธยา กล่าวว่า เรื่องนี้คุยกันอยู่ ขณะที่นายชาดา ระบุว่า เมื่อคุยกันแล้วก็ต้องจบทุกอย่าง

ผู้สื่อข่าวถามว่า เห็นมีการคุยกัน 2 คนหน้าลิฟต์ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด นายสนธยา หัวเราะก่อนกล่าวว่า ไม่ได้เครียด ยืนยันเขต 1 ไม่ควรจะมีปัญหาอะไร มันควรจะลงตัว เมื่อถามว่า นายอนุทิน ให้มาคุยกันเองและตกลงในเรื่องการแบ่งเขตใช่หรือไม่ นายสนธยา กล่าวว่า เราคุยกันมาก่อนอยู่แล้ว ไม่มีอะไรที่จะยอม ถึงเวลาก็ตกลงกัน

เมื่อถามว่า มีรายงานว่านายชาดา ต้องการส่งคนของตัวเองลงสมัคร เขต 8 และเขต 9 ชลบุรี นายชาดา กล่าวว่า ไม่มี จะไปยุ่งอะไรกับเขา อุทัยธานีก็ปวดหัวอยู่แล้ว

นายสนธยา ย้ำว่า เราทำงานเป็นทีมเป็นทีมภูมิใจไทย โดยผู้สื่อข่าวถามว่า 2 คนจับมือโชว์ได้หรือ นายสุชาติ ปรี่เข้ามายกมือไหว้พร้อมจะจับมือ แต่นายสนธยาเพียงแต่รับไหว้ และตบไหล่นายสุชาติ ไม่ได้จับมือด้วยแต่อย่างใด

ล่าสุดแกนนำพรรคภูมิใจไทย ยืนยันว่า นายสนธยา และนายสุชาติ เพียงแต่พูดคุยเรื่องของการทำงานร่วมกัน ในนามของพรรคภูมิใจไทย เท่านั้น กรณีจังหวัดชลบุรี ได้มีข้อตกลงทำงานร่วมกันและแบ่งเขตผู้สมัครรับเลือกตั้ง ทั้ง 10 เขต ลงตัวแล้ว ก่อนที่จะมาแถลงข่าวที่พรรคภูมิใจไทย ซึ่งนายสนธยา กับนายสุชาติ จับมือกัน สู้กับพรรคประชาชน หลังจากที่แยกกันทำงาน ทำให้คะแนนแตก ส่งผลให้แพ้ต่อพรรคประชาชน เมื่อครั้ง ยังเป็นพรรคก้าวไกล ในอดีต

สนธยา-สุชาติ ถกเครียด แบ่งพื้นที่ชลบุรี

การหารือที่เกิดขึ้นระหว่างนายสนธยา คุณปลื้ม และนายสุชาติ ชมกลิ่น เรื่องการแบ่งพื้นที่ชลบุรี กลายเป็นประเด็นที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขต 1 ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ทั้งสองต่างก็มีความต้องการที่จะส่งผู้สมัครลงแข่งขัน การถกเถียงที่เกิดขึ้นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของการเมืองในระดับท้องถิ่น และความสำคัญของการเจรจาต่อรองเพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น

ประเด็นสำคัญ: สนธยา-สุชาติ และการแบ่งพื้นที่ชลบุรี

หนึ่งในประเด็นสำคัญของการหารือคือเรื่องของเขต 1 ชลบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่นายสุชาติ ชมกลิ่น เคยเป็น สส. มาก่อน ในขณะที่นายสนธยา คุณปลื้ม ก็มีฐานเสียงที่แข็งแกร่งในพื้นที่ดังกล่าว การที่ทั้งสองฝ่ายต่างก็ต้องการที่จะส่งผู้สมัครลงแข่งขัน ทำให้เกิดความตึงเครียดในการเจรจาต่อรอง

นอกจากนี้ ยังมีรายงานข่าวว่านายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี ได้แสดงความประสงค์ที่จะส่งคนของตัวเองลงสมัครในเขต 8 และเขต 9 ของชลบุรี ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ทำให้นายสนธยาไม่พอใจ เนื่องจากต้องการที่จะดูแลรับผิดชอบพื้นที่ดังกล่าวด้วยตัวเอง

อย่างไรก็ตาม ภายหลังการหารือ นายสนธยาได้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า การพูดคุยเป็นไปในบรรยากาศที่ดี และทุกฝ่ายต่างก็มุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกันในนามของพรรคภูมิใจไทย

การที่พรรคภูมิใจไทยสามารถดึงดูดนักการเมืองระดับชาติอย่างนายสนธยาและนายสุชาติเข้ามาร่วมงานได้ ถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญของพรรค แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความท้าทายในการบริหารจัดการความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นจากการแบ่งเขตเลือกตั้ง การที่พรรคภูมิใจไทยจะสามารถรักษาความสามัคคีและทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่นหรือไม่ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ชี้วัดความสำเร็จของพรรคในการเลือกตั้งครั้งหน้า

ถึงแม้ว่าการเจรจาต่อรองเรื่องสนธยา-สุชาติ ถกเครียด แบ่งพื้นที่ชลบุรีอาจจะมีความซับซ้อนและตึงเครียดอยู่บ้าง แต่สุดท้ายแล้วทุกฝ่ายก็ต้องหันหน้าเข้าหากัน เพื่อที่จะทำงานร่วมกันและสร้างประโยชน์ให้กับประชาชนในจังหวัดชลบุรีให้ได้มากที่สุด และการที่สนธยา-สุชาติ ถกเครียด แบ่งพื้นที่ชลบุรีจบลงด้วยดีนั้น แสดงให้เห็นถึงวุฒิภาวะทางการเมืองของทั้งสองท่าน

การเมืองเป็นเรื่องของการต่อรองผลประโยชน์ แต่เหนือสิ่งอื่นใด คือการคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม การสนธยา-สุชาติ ถกเครียด แบ่งพื้นที่ชลบุรีในครั้งนี้ หวังว่าจะเป็นไปในทิศทางที่สร้างสรรค์ และนำพาความเจริญมาสู่ชลบุรีอย่างแท้จริง

ที่มา – “สนธยา – สุชาติ” ถกเครียด แบ่งพื้นที่ชลบุรี “เสี่ยแป๊ะ” บอก เขต 1 มันควรจะลงตัว

ภราดรไม่ทราบ วราวุธ ซบภูมิใจไทย จริงหรือ?

ภราดรไม่ทราบ วราวุธ ซบภูมิใจไทย ชี้อำนาจยุบสภาอยู่ที่นายกฯ จริงหรือไม่? วันนี้เราจะมาเจาะลึกประเด็นร้อนทางการเมืองที่กำลังเป็นที่จับตามอง

นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวการยุบสภา รวมถึงความเป็นไปได้ที่นายวราวุธ ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา จะย้ายมาร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทย โดยเน้นย้ำว่าอำนาจการตัดสินใจอยู่ที่นายกรัฐมนตรี และพรรคภูมิใจไทยมีความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งเสมอ

ภราดรไม่ทราบ วราวุธ ซบภูมิใจไทย จริงหรือ?

จากคำกล่าวของนายภราดร ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับอนาคตทางการเมืองของนายวราวุธ และความสัมพันธ์ระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคชาติไทยพัฒนา ประเด็นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมือง และการจัดตั้งรัฐบาลในอนาคต

วันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกระแสข่าวที่นายกรัฐมนตรีอาจยุบสภาในวันที่ 12 ธันวาคม 2568 หากมีการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า เป็นอำนาจการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีโดยตรง เนื่องจากรัฐบาลเป็นเสียงข้างน้อย หากมีอภิปรายไม่ไว้วางวใจ ยังไงก็โหวตแพ้อยู่แล้ว อย่างไรก็ตามพรรคภูมิใจไทยมีความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งมาตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ส่วนประเด็น สส. ย้ายพรรคตามกฎหมายให้นับกรอบ 30 วันก่อนถึงวันเลือกตั้ง ไม่ใช่วันยุบสภา จึงยังสามารถย้ายได้ทันตามกำหนด

ส่วนกระแสข่าวนายวราวุธ ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) จะย้ายมาร่วมกับพรรคภูมิใจไทยนั้น นายภราดรกล่าวว่า ไม่ทราบเรื่องดังกล่าว แม้จะคุยกับแกนนำพรรคชาติไทยพัฒนาบ้างแต่ก็เป็นเรื่องทั่วไป การทาบทามใครเข้ามาเป็นอำนาจของหัวหน้าพรรค 

พรรคภูมิใจไทยพร้อมสำหรับการเลือกตั้ง

นายภราดรยังเน้นย้ำถึงความพร้อมของพรรคภูมิใจไทยสำหรับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะมีการยุบสภาหรือไม่ก็ตาม พรรคได้เตรียมความพร้อมทั้งในด้านนโยบาย ผู้สมัคร และการสื่อสารกับประชาชน เพื่อให้มั่นใจว่าจะสามารถนำเสนอทางเลือกที่ดีที่สุดให้กับประเทศได้

นอกจากนี้ นายภราดรยังกล่าวถึงประเด็นการย้ายพรรคของ สส. ซึ่งเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายให้ความสนใจ โดยชี้แจงว่ากฎหมายกำหนดให้สามารถย้ายพรรคได้ภายใน 30 วันก่อนวันเลือกตั้ง ดังนั้น สส. ที่ต้องการย้ายพรรคยังสามารถดำเนินการได้ทันตามกำหนด

สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันมีความผันผวนและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การติดตามข่าวสารและข้อมูลอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เข้าใจถึงความเป็นไปของสถานการณ์ และสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง

พรรคการเมืองต่างๆ กำลังเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเสนอนโยบาย การหาเสียง หรือการดึงดูด สส. จากพรรคอื่น การแข่งขันทางการเมืองจึงมีความเข้มข้นและน่าติดตามอย่างยิ่ง

การตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับการยุบสภา และการตัดสินใจของนายวราวุธเกี่ยวกับอนาคตทางการเมืองของตนเอง ล้วนมีความสำคัญต่อทิศทางของประเทศในอนาคต เราจึงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และร่วมกันตัดสินใจเลือกผู้นำที่จะสามารถนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง

ดังนั้น บทสรุปของเรื่อง ภราดรไม่ทราบ วราวุธ ซบภูมิใจไทย ยังคงเป็นปริศนาที่ต้องรอการไข ภราดรไม่ทราบ วราวุธ ซบภูมิใจไทย จริงหรือไม่ คงต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด

ที่มา – “ภราดร” ไม่ทราบ “วราวุธ” ซบภูมิใจไทย ชี้อำนาจยุบสภาอยู่กับนายกฯ

มนพร นำทีม! ขอเสียงเพื่อไทย ยกจังหวัดนครพนม

“มนพร” ควง “เผ่าภูมิ” ลุยปราศรัยรายตำบล รวมพลังชาวนครพนม เลือก “เพื่อไทย” ยกจังหวัดทั้ง 4 เขต ชูนโยบายหวยเกษียณ จำเป็นต้องเลือกเพื่อไทย ตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากเข้าไปสานต่อทุกนโยบาย

วันที่ 21 พ.ย. 2568 นางมนพร เจริญศรี สส.เขต 2 นครพนม พรรคเพื่อไทย อดีต รมช.คมนาคม ในฐานะรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง และแกนนำครอบครัวเพื่อไทย ลงพื้นที่ อ.เรณูนคร อ.ธาตุพนม นครพนม ปราศรัยย่อยชูนโยบายต่อเนื่อง เพื่อรวมพลังคนนครพนม เลือก “เพื่อไทย” ยกจังหวัดทั้ง 4 เขต ประกอบด้วย

  • เขตเลือกตั้งที่ 1 ดร.ภูมิพัฒน์ พชรทรัพย์ สส.เขต 1 นครพนม พรรคเพื่อไทย
  • เขตเลือกตั้งที่ 2 นางมนพร เจริญศรี สส.เขต 2 นครพนม อดีต รมช.คมนาคม
  • เขตเลือกตั้งที่ 3 สจ.เจ นายธนากรณ์ ปราณีนิตย์ ว่าที่ผู้สมัคร สส.เขต 3 นครพนม พรรคเพื่อไทย
  • เขตเลือกตั้งที่ 4 นายชาญชัย คำจำปา อดีต รองนายก อบจ.นครพนม ว่าที่ผู้สมัคร สส.เพื่อไทย เขต 4 นครพนม

ต้องเลือกพท.ไปตั้งรัฐบาล

นางมนพร ยืนยันความจำเป็น นครพนม จะต้องเลือก “เพื่อไทย” ยกจังหวัดเข้าไปตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก สานต่อทุกนโยบายของพรรคเพื่อไทย ที่ประชาชนได้ประโยชน์จริง โดยเฉพาะนโยบายหวยเกษียณ ที่เกิดจากแนวคิดพรรคเพื่อไทย ตอบโจทย์คนไทยชอบเสี่ยงโชคซื้อหวย กลายเป็นเงินออม เพิ่มสวัสดิการดูแลผู้สูงอายุ และเป็นรายได้ตกทอดสู่ลูกหลาน ถือเป็นอีกนโยบายสำคัญ ที่จะต้องสานต่อ

ย้ำนโยบายหวยเกษียณ

นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปราศรัยว่า นโยบายหวยเกษียณ เป็นอีกหนึ่งนโยบายสำคัญ โดยพรรคเพื่อไทย ได้คิดริเริ่มดำเนินการในช่วงเป็นรัฐบาล ปัจจุบันผ่านความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร และประกาศใช้ตามกฎหมาย แต่เกิดปัญหาทางการเมือง เปลี่ยนขั้วรัฐบาลจึงชะงักลง ดังนั้นจำเป็นที่การเลือกตั้ง ที่จะมาถึงพี่น้องชาวนครพนม ต้องรวมพลังเลือก “เพื่อไทย” ยกจังหวัดทั้ง 4 เขต เข้าไปสนับสนุนตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก สานต่อทุกนโยบายสำคัญ ที่เกิดประโยชน์ต่อประชาชน

ทำไมนครพนมต้องเลือก “เพื่อไทย” ยกจังหวัด?

นายเผ่าภูมิ  กล่าวด้วยว่า มั่นใจนโยบายหวยเกษียณ เป็นนโยบายที่ตอบโจทย์พี่น้องคนไทย ที่ชอบเสี่ยงโชค เป็นการซื้อหวยที่ถูกต้องตามกฎหมาย เป็นการขายหวยแบบระบบดิจิตอล ในราคาใบละ 50 บาท ซื้อได้คนละไม่เกิน 3,000 บาท ออกรางวัลทุกวันศุกร์ รางวัลที่ 1 มี 5 รางวัล รางวัลละ 1 ล้านบาท รางวัลที่ 2 มีจำนวน 10,000 รางวัล รางวัลละ 1,000 บาท ส่วนคนซื้อจะต้องมีอายุ 15 ปีขึ้นไป หากไม่ถูกรางวัลจะกลายเป็นเงินออม ได้คืนเมื่ออายุ 60 ปี ส่วนผู้อายุเกิน 60 ปี จะได้คืนหลังซื้อ 5 ปีขึ้นไป หรือหากเสียชีวิตจะตกสู่ลูกหลาน ถือเป็นนโยบายที่จะส่งเสริมการออม เพิ่มสวัสดิการดูแลผู้สูงอายุ มั่นใจเกิดประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน แน่นอน

เลือก “เพื่อไทย” ยกจังหวัดนครพนม

การลงพื้นที่ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคเพื่อไทยในการสานต่อนโยบายต่างๆ ที่ได้ริเริ่มไว้ และความเชื่อมั่นว่านโยบายเหล่านี้จะสามารถแก้ไขปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนได้จริง การเลือก “เพื่อไทย” ยกจังหวัด จึงเป็นเหมือนการมอบโอกาสให้พรรคได้เข้าไปทำงานเพื่อพี่น้องชาวนครพนมอย่างเต็มที่

ที่มา – “มนพร” ควง “เผ่าภูมิ” ลุยปราศรัย จ.นครพนม รายตำบล ขอเลือก “เพื่อไทย” ยกจังหวัด สานต่อทุกนโยบาย

“ลุงป้อม” ตั้งศาลพระภูมิ พปชร. เสริมสิริมงคล

“บิ๊กป้อม” เป็นประธานพิธี“ลุงป้อม” ตั้งศาลพระภูมิ-ศาลตายาย พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) แห่งใหม่ เสริมสิริมงคลสู่สถาบันการเมืองที่มั่นคง

เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 ที่ทำการพรรคพลังประชารัฐแห่งใหม่ (พปชร.) พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เป็นประธานในพิธี“ลุงป้อม” ตั้งศาลพระภูมิ-ศาลตายาย เพื่อความเป็นสิริมงคลและความเจริญรุ่งเรืองแก่พรรคและสมาชิก พิธีดังกล่าวมีแกนนำและกรรมการบริหารพรรคเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

โดยพล.อ.ประวิตรได้นำคณะผู้บริหารทำพิธีลงไม้มงคล ถวายพวงมาลัย จุดธูปเทียน และปักธูปที่เครื่องสังเวย ทั้งอาหารคาวหวานและผลไม้ รวมถึงมีการตอกเครื่องมงคลที่ฐานศาลพระภูมิและโรยพลอยชนิดต่าง ๆ ตามความเชื่อเพื่อเสริมความมั่นคงให้แก่พรรค

“ลุงป้อม” ตั้งศาลพระภูมิ-ศาลตายาย ที่ทำการพรรร พปชร. แห่งใหม่

การจัดพิธีตั้งศาลพระภูมิและศาลตายายในครั้งนี้ ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่หลายองค์กรและหน่วยงานให้ความสำคัญ โดยมีความเชื่อว่าจะช่วยเสริมสร้างความเป็นสิริมงคล นำมาซึ่งความเจริญก้าวหน้า และปกป้องคุ้มครองให้แคล้วคลาดจากภยันตรายทั้งปวง การที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) จัดพิธีดังกล่าว จึงเป็นการแสดงออกถึงความเคารพต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และความปรารถนาที่จะให้พรรคมีความมั่นคง เข้มแข็ง และสามารถดำเนินงานเพื่อประเทศชาติและประชาชนได้อย่างราบรื่น

นอกจากความเชื่อทางด้านจิตใจแล้ว การตั้งศาลพระภูมิและศาลตายายยังถือเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับสมาชิกพรรค ตลอดจนผู้ที่เกี่ยวข้อง การได้เห็นผู้นำพรรคให้ความสำคัญกับพิธีกรรมทางศาสนาและความเชื่อเช่นนี้ ย่อมสร้างความรู้สึกอบอุ่นใจ และเป็นพลังขับเคลื่อนให้ทุกคนมุ่งมั่นทำงานเพื่อส่วนรวมอย่างเต็มกำลังความสามารถ

ความสำคัญของการตั้งศาลพระภูมิและศาลตายาย

การตั้งศาลพระภูมิและศาลตายายมีความสำคัญในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านจิตใจ ด้านความเชื่อ และด้านวัฒนธรรมประเพณี ดังนี้:

  • ด้านจิตใจ: ช่วยสร้างความสบายใจ ความมั่นใจ และความหวังให้กับผู้ที่เคารพศรัทธา
  • ด้านความเชื่อ: เป็นการแสดงออกถึงความเคารพต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และความเชื่อในพลังอำนาจเหนือธรรมชาติ
  • ด้านวัฒนธรรมประเพณี: เป็นการสืบสานวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของไทย

พิธี“ลุงป้อม” ตั้งศาลพระภูมิ-ศาลตายาย ที่ทำการพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) แห่งใหม่นี้ จึงเป็นการผสมผสานความเชื่อ ศรัทธา และวัฒนธรรมประเพณีเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการมีขวัญและกำลังใจในการดำเนินงาน รวมถึงความปรารถนาที่จะให้พรรคมีความเจริญรุ่งเรืองและสามารถสร้างประโยชน์สุขให้กับประเทศชาติและประชาชนได้อย่างยั่งยืน

การตัดสินใจจัดพิธีตั้งศาลพระภูมิและศาลตายายของ พล.อ.ประวิตร และพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความละเอียดอ่อนในการใส่ใจต่อความเชื่อและวัฒนธรรมไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญในการสร้างความรู้สึกผูกพันและความเชื่อมั่นให้กับสมาชิกพรรคและประชาชนทั่วไป

ที่มา – “ลุงป้อม” ตั้งศาลพระภูมิ-ศาลตายาย ที่ทำการพรรร พปชร. แห่งใหม่

“เอกนิติ” ไม่ปฏิเสธ แคนดิเดตนายกฯ ภูมิใจไทย

“เอกนิติ” ไม่ตอบรับ หรือ ปฏิเสธ การเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทย ลั่นขอโฟกัสงานในจุดของตัวเองก่อน

วันที่ 21 พ.ย. 2568 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวสั้นๆ ภายหลังร่วมปาฐกถาในงาน Bangkok Post Economic Forum 2025 ว่า ส่วนตัวขอโฟกัสการทำงานในหน้าที่ของตัวเองก่อน

ซึ่งก่อนหน้านี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้ให้สัมภาษณ์ โดยยืนยันว่า แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย มีทั้ง 3 คน ประกอบด้วย ตนเอง, นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ โดยทั้ง 3 รายชื่อจะต้องถูกเสนอเข้าสู่ที่ประชุมใหญ่ของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งหากทันในวันอาทิตย์ที่ 23 พฤศจิกายนนี้ก็จะเสนอทันทีโดยจะพิจารณาจากกรอบระยะเวลาอีกครั้ง

“เอกนิติ” ไม่ปฏิเสธ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทย

สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันมีความผันผวนและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การที่พรรคภูมิใจไทยออกมาประกาศรายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจึงเป็นที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่าทีของนายเอกนิติที่ไม่ได้ปฏิเสธโอกาสนี้โดยตรง ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับอนาคตทางการเมืองของเขา

การที่นายเอกนิติกล่าวว่าขอโฟกัสการทำงานในหน้าที่ปัจจุบันก่อนนั้น อาจตีความได้หลายนัยยะ ไม่ว่าจะเป็นการที่เขายังไม่ต้องการผูกมัดตัวเองกับตำแหน่งทางการเมืองที่สูงขึ้น หรืออาจเป็นกลยุทธ์ทางการเมืองเพื่อรอดูท่าทีของพรรคและสถานการณ์โดยรวมก่อนตัดสินใจ

อนาคตของ “เอกนิติ” กับตำแหน่งแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี

หากพิจารณาจากประสบการณ์และความสามารถของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส จะพบว่าเขามีคุณสมบัติที่เหมาะสมกับการเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนหนึ่ง เขาเป็นนักบริหารที่มีความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์ในการทำงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชน และมีความเข้าใจในปัญหาเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจที่จะก้าวเข้าสู่สนามการเมืองอย่างเต็มตัวนั้น ย่อมต้องเผชิญกับความท้าทายและความกดดันอย่างมาก นายเอกนิติจะต้องพิจารณาถึงความพร้อมของตนเองและครอบครัว รวมถึงโอกาสและความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นให้รอบคอบก่อนตัดสินใจ

นอกจากนี้ การสนับสนุนจากพรรคภูมิใจไทยและเสียงตอบรับจากประชาชนก็เป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้นายเอกนิติประสบความสำเร็จในการก้าวสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้

พรรคภูมิใจไทยเองก็มีกลยุทธ์ในการนำเสนอรายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทยที่น่าสนใจ การมีตัวเลือกที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นนายอนุทินเอง หรือนายเอกนิติ และนางศุภจี แสดงให้เห็นถึงความพร้อมและความหลากหลายของพรรคในการนำเสนอผู้นำประเทศในอนาคต

  • นายอนุทิน ชาญวีรกูล: มีประสบการณ์ทางการเมืองยาวนาน
  • นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส: มีความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ
  • นางศุภจี สุธรรมพันธุ์: มีความสามารถด้านการบริหาร

การที่นายเอกนิติยังไม่ตอบรับหรือปฏิเสธโอกาสในการเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีนั้น ถือเป็นการตัดสินใจที่ชาญฉลาด เพราะทำให้เขามีเวลาในการพิจารณาและประเมินสถานการณ์อย่างรอบคอบ ก่อนที่จะตัดสินใจว่าจะก้าวเข้าสู่สนามการเมืองอย่างเต็มตัวหรือไม่

การเมืองไทยยังคงมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การจับตามองท่าทีและความเคลื่อนไหวของนักการเมืองแต่ละคนจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราสามารถวิเคราะห์และคาดการณ์อนาคตทางการเมืองของประเทศได้อย่างแม่นยำ

สิ่งที่น่าสนใจคือ หากสุดท้ายแล้วนายเอกนิติ ตัดสินใจที่จะรับตำแหน่งแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทย เขาจะนำนโยบายอะไรมาใช้ในการพัฒนาประเทศ และจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้อย่างไร สิ่งเหล่านี้คือคำถามที่รอคำตอบจากนายเอกนิติและพรรคภูมิใจไทย

ถึงแม้ว่านายเอกนิติ จะยังไม่ตัดสินใจในตอนนี้ แต่การที่ชื่อของเขาถูกเสนอขึ้นมาเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ก็แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่พรรคภูมิใจไทยมีต่อความสามารถของเขา และถือเป็นก้าวสำคัญในเส้นทางการเมืองของนายเอกนิติอย่างแน่นอน

เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า สุดท้ายแล้วนายเอกนิติจะตัดสินใจอย่างไร และอนาคตทางการเมืองของเขาจะเป็นอย่างไรต่อไป

ที่มา – “เอกนิติ” ไม่ปฏิเสธ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทย ขอโฟกัสงานก่อน

Scroll to top