การโจมตีทางไซเบอร์

อิหร่านเริ่มใช้งานอินเทอร์เน็ตได้บางส่วน หลังถูกตัดขาด 88 วัน

หลังจากเหตุการณ์ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อและยาวนาน หลายคนคงอยากทราบความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับสถานการณ์ในอิหร่าน โดยเฉพาะประเด็นที่ว่า อิหร่านเริ่มใช้งานอินเทอร์เน็ตได้บางส่วน หลังถูกตัดขาด 88 วัน ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของผู้คนเป็นอย่างมาก

สถานการณ์ล่าสุด: อิหร่านเริ่มใช้งานอินเทอร์เน็ตได้บางส่วน หลังถูกตัดขาด 88 วัน

การกลับมาของโลกออนไลน์ในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญสำหรับชาวอิหร่าน หลังจากต้องเผชิญกับการตัดการเชื่อมต่อจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิงเป็นเวลานานถึง 88 วัน โดยนายโมฮัมหมัด เรซา อาเรฟ รองประธานาธิบดีลำดับที่ 1 ได้ออกมาประกาศข่าวนี้ผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า สัญญาณเริ่มกลับมาในบางพื้นที่แล้ว อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะเริ่มใช้งานได้ แต่การกลับมาครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างจะเหมือนเดิมทุกประการ

ผลกระทบและข้อจำกัดหลังจาก อิหร่านเริ่มใช้งานอินเทอร์เน็ตได้บางส่วน หลังถูกตัดขาด 88 วัน

จากการรายงานขององค์กรเฝ้าระวังอย่าง Netblocks ได้ระบุข้อมูลที่น่าสนใจว่า:

  • การใช้งานยังคงเป็นไปอย่างจำกัดและไม่ทั่วถึงในทุกภูมิภาค
  • มีการใช้มาตรการคัดกรองเนื้อหาที่เข้มงวดกว่าเดิมเมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดเหตุการณ์
  • แอปพลิเคชันอย่าง WhatsApp ยังคงถูกจำกัดการเข้าถึงอย่างหนัก

สำหรับชาวอิหร่านจำนวนมาก การไม่มีอินเทอร์เน็ตไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของการขาดความบันเทิง แต่หมายรวมถึงความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล โดยเฉพาะกลุ่มคอนเทนต์ครีเอเตอร์และธุรกิจออนไลน์ที่ต้องหยุดชะงักไปนานเกือบ 3 เดือน การที่เครือข่ายกลับมาใช้งานได้แม้เพียงบางส่วน ก็เปรียบเสมือนแสงสว่างที่ช่วยให้พวกเขาสามารถติดต่อสื่อสารและทำมาหากินได้อีกครั้ง

หากเรามองในมุมของความมั่นคง รัฐบาลอิหร่านอ้างว่าการปิดกั้นนี้เกิดขึ้นเพื่อป้องกันการจารกรรมข้อมูล แต่ในมุมมองของผู้ใช้งานจริง การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่ถูกปิดกั้นส่งผลกระทบโดยตรงต่อสิทธิขั้นพื้นฐาน การกู้คืนระบบในอนาคตจำเป็นต้องอาศัยการปรับจูนความสมดุลระหว่างความมั่นคงของรัฐและความต้องการเสรีภาพทางดิจิทัลของประชาชน

สรุปแล้ว แม้ว่าข่าว อิหร่านเริ่มใช้งานอินเทอร์เน็ตได้บางส่วน หลังถูกตัดขาด 88 วัน จะเป็นสัญญาณที่ดี แต่เราต้องจับตาดูกันต่อไปว่าสัญญาณดังกล่าวจะมีความเสถียรมากน้อยเพียงใด และการควบคุมข้อมูลข่าวสารในระยะยาวจะส่งผลต่อสังคมอิหร่านอย่างไรต่อไป นี่คือบทเรียนสำคัญของยุคสมัยที่เทคโนโลยีกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตและกลายเป็นเครื่องมือในการควบคุมไปพร้อมๆ กัน

ที่มา – อิหร่านเริ่มใช้งานอินเทอร์เน็ตได้บางส่วน หลังถูกตัดขาด 88 วัน

เช็กด่วน ระบบปฏิบัติการ Android และ iOS ก่อน Mobile Banking

คุณกำลังใช้ เช็กด่วน ระบบปฏิบัติการ Android และ iOS หรือยังครับ? ถ้ายัง วันนี้เรามีข่าวสำคัญที่คนใช้แอปธนาคารทุกคนต้องรู้! ใกล้เข้ามาแล้ววันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นไป ถ้าอุปกรณ์ของคุณใช้ระบบปฏิบัติการเก่าเกินไป จะเข้าใช้งาน Mobile Banking ของธนาคารไทยทุกแห่งไม่ได้เลยนะครับ สมาคมธนาคารไทยร่วมกับ TB-CERT ได้ยกระดับความปลอดภัย เพื่อป้องกันมัลแวร์ ฟิชชิง และการโจมตีไซเบอร์ที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

ทำไมถึงต้องทำแบบนี้? เพราะระบบปฏิบัติการรุ่นเก่ามีช่องโหว่เพียบ ไม่ได้รับอัปเดตแพตช์ความปลอดภัย ทำให้แฮกเกอร์เจาะข้อมูลบัญชี โอนเงินของคุณได้ง่ายๆ สถิติจากหน่วยงานความปลอดภัยไซเบอร์ในไทยบอกว่าปีที่แล้วมีเคสหลอกลวงทางการเงินพุ่งสูงกว่า 20% โดยเฉพาะผ่านมือถือ ถ้าคุณไม่อยากตกเป็นเหยื่อ รีบเช็กเลยครับ!

เช็กด่วน ระบบปฏิบัติการ Android และ iOS ของคุณวันนี้

เกณฑ์ขั้นต่ำที่กำหนดชัดเจนคือ iOS เวอร์ชัน 14 ขึ้นไป สำหรับ iPhone และ iPad และ Android เวอร์ชัน 10 ขึ้นไป ถ้าต่ำกว่านี้ แอป SCB, K PLUS, Krungthai NEXT, Bualuang mBanking หรือแอปธนาคารอื่นๆ จะบล็อกไม่ให้เข้าใช้งานทันที อุปกรณ์เก่าอย่าง iPhone 6s หรือต่ำกว่า Android 9 อย่าง Samsung Galaxy รุ่นเก่าๆ จะได้รับผลกระทบหนักที่สุด

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่ามาตรการนี้ช่วยลดความเสี่ยงได้มหาศาล ลูกค้าธนาคารหลายล้านคนต้องเตรียมตัว ถ้าอัปเดตได้ก็รีบอัปเดตเลย แต่บางเครื่องอัปไม่ได้เพราะฮาร์ดแวร์ไม่รองรับ ก็ต้องคิดถึงการเปลี่ยนเครื่องใหม่ที่รองรับระบบล่าสุด เพื่อความปลอดภัยระยะยาว

วิธีเช็กเวอร์ชันระบบปฏิบัติการ Android ง่ายๆ 3 ขั้นตอน

  • เปิดแอป การตั้งค่า (Settings)
  • เลื่อนลงไปที่ เกี่ยวกับโทรศัพท์ (About Phone)
  • ดูที่ ข้อมูลซอฟต์แวร์ (Software Information) หรือ Android Version ถ้าเป็น 10 หรือสูงกว่า ปลอดภัยครับ!

ถ้าต่ำกว่า รีบไปตั้งค่า > ระบบ > อัปเดตซอฟต์แวร์ เพื่อดาวน์โหลดเวอร์ชันใหม่ทันที เชื่อมต่อ Wi-Fi ที่เสถียรและชาร์จแบตเต็มๆ นะครับ

วิธีเช็กเวอร์ชัน iOS บน iPhone/iPad สุดแสนง่าย

  • เปิด การตั้งค่า (Settings)
  • แตะ ทั่วไป (General)
  • เลือก เกี่ยวกับ (About) แล้วดูเลขเวอร์ชัน iOS ถ้า 14+ ดีเลย!

อัปเดต iOS ทำได้ที่ ทั่วไป > อัปเดตซอฟต์แวร์ เช่นเดียวกัน อย่าลืมสำรองข้อมูล iCloud ก่อนนะ

ผลกระทบและคำแนะนำหากระบบปฏิบัติการเก่าเกินไป

ถ้าเช็กแล้วต่ำเกณฑ์ ธุรกรรมโอนเงิน จ่ายบิล โปรโมชันต่างๆ จะหยุดชะงักทันที สมาคมธนาคารไทยย้ำว่า “เป็นขั้นตอนสำคัญเพื่อความปลอดภัยของทุกคน” แนะนำให้ตรวจสอบล่วงหน้า อย่างน้อย 1 สัปดาห์ก่อนวันกำหนด

สำหรับคนงบจำกัด ลองเช็ครุ่นเครื่องเก่าที่อัปได้มั้ย หรือมองหาเครื่องมือสองราคาถูกที่รองรับ Android 13+ หรือ iOS 17+ อย่าง iPhone SE รุ่นใหม่ หรือ Samsung A series ล่าสุด นอกจากปลอดภัยแล้ว ยังเร็ว ลื่นกว่าเดิมอีก!

ในยุคดิจิทัลแบบนี้ ความปลอดภัยต้องมาก่อน ถ้าปล่อยไว้ อาจเสียเงินฟรีจากแฮกเกอร์ นอกจากเช็ก OS แล้ว อย่าลืมตั้งรหัส PIN แข็งแรง เปิด biometric, ไม่คลิกลิงก์แปลกๆ และอัปเดตแอปธนาคารเสมอ

สรุปคือ เช็กด่วน ระบบปฏิบัติการ Android และ iOS วันนี้เพื่อไม่ให้พลาดการทำธุรกรรม รีบเช็ก อัปเดต หรือเปลี่ยนเครื่องใหม่ซะตอนนี้ ชีวิตทางการเงินของคุณจะปลอดภัยยิ่งขึ้นแน่นอน! ถ้ามีคำถามคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยครับ

ที่มา – เช็กด่วน ระบบปฏิบัติการ Android และ iOS ก่อนเข้าแอปฯ ธนาคาร Mobile Banking ไม่ได้

ธนาคารกลางยุโรปแนะประชาชน “ตั้งสติและถือเงินสด” เผื่อเวลาวิกฤต

ธนาคารกลางยุโรปแนะประชาชน “ตั้งสติและถือเงินสด” เผื่อเวลาวิกฤต เป็นคำแนะนำที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมากในยุคที่เทคโนโลยีการเงินก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ในขณะที่การชำระเงินผ่านแอปและบัตรเครดิตกลายเป็นเรื่องปกติ แต่เหตุการณ์ไม่คาดฝันในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เช่น การระบาดของโควิด-19 การรุกรานยูเครน และวิกฤตไฟฟ้าดับในสเปนกับโปรตุเกส ทำให้ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ออกแนวทางใหม่เพื่อเตรียมความพร้อมให้ประชาชน

ธนาคารกลางยุโรปแนะประชาชน “ตั้งสติและถือเงินสด” เผื่อเวลาวิกฤต

คำแนะนำนี้มาจากรายงานของ ECB เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2568 ซึ่งเน้นย้ำถึงความสำคัญของเงินสดในสถานการณ์ฉุกเฉิน แม้โลกจะก้าวสู่สังคมไร้เงินสด แต่ ECB ชี้ว่าความเสี่ยงจากサイเบอร์แอทแทค การขัดข้องของระบบไฟฟ้า หรือความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ยังคงทำให้เงินสดเป็นเครื่องมือที่เชื่อถือได้ที่สุด ตัวอย่างเช่น ในช่วงโควิด-19 หลายคนไม่สามารถเข้าถึงบัญชีธนาคารออนไลน์ได้ ทำให้เงินสดช่วยให้ซื้อของจำเป็นได้ทันที

ECB ยกตัวอย่างวิกฤต 4 ครั้งสำคัญ ได้แก่ การรุกรานยูเครนปี 2565 ที่ทำให้ระบบการเงินปั่นป่วน การระบาดโควิด-19 ที่กระทบโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลก วิกฤตไฟฟ้าดับในสเปนและโปรตุเกสปีนี้ที่ยังหาสาเหตุไม่เจอ และวิกฤตหนี้กรีซที่เคยทำให้ประชาชนลำบากในการถอนเงิน ในแต่ละกรณี เงินสดพิสูจน์ตัวเองว่าเป็น “เส้นชีวิต” ที่ช่วยให้ผู้คนรอดพ้นจากความเดือดร้อน

ประโยชน์ของเงินสดในยามวิกฤต

เงินสดมีคุณสมบัติพิเศษ เช่น ความทนทานต่อการใช้งานออฟไลน์ ความยืดหยุ่นในการขนส่ง และการยอมรับอย่างกว้างขวาง โดยไม่ต้องพึ่งพาไฟฟ้าหรืออินเทอร์เน็ต ECB ระบุว่า ในกรณีที่ระบบธนาคารถูกโจมตีทางไซเบอร์ หรือเกิดภัยพิบัติธรรมชาติ ผู้คนสามารถใช้เงินสดซื้ออาหาร น้ำดื่ม หรือเติมน้ำมันเพื่ออพยพได้โดยไม่สะดุด นอกจากนี้ การถือเงินสดยังช่วยลดความเสี่ยงจากความเชื่อมั่นสาธารณะที่สั่นคลอน

  • ความพร้อมใช้งาน: ไม่ต้องรอระบบออนไลน์ ใช้ได้ทันทีในร้านค้าท้องถิ่น
  • ความปลอดภัย: ทนต่อไฟฟ้าดับหรือサイเบอร์แอทแทค
  • การยอมรับ: ทุกสังคมยอมรับเงินสดเป็นสื่อกลางแลกเปลี่ยน

หลายประเทศในยุโรป เช่น เนเธอร์แลนด์ ฟินแลนด์ และออสเตรีย กำลังส่งเสริมให้ประชาชนเก็บเงินสดไว้บ้าง แม้จะผลักดันการชำระเงินดิจิทัล ในออสเตรีย การใช้เงินสด thậmึงได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญตั้งแต่ปี 2023 เบลเยียมเองก็มีกฎหมายรับรองสิทธิ์นี้เช่นกัน ECB จึงร่วมมือกับสถาบันการเงินเพื่อรับประกันอุปทานเงินสดที่เพียงพอ แม้ในช่วงวิกฤตที่ความต้องการพุ่งสูงกะทันหัน

สำหรับประชาชนทั่วไป ECB แนะนำให้เก็บเงินสดไว้ประมาณ 70-100 ยูโร (ราว 2,500-3,500 บาท) ในกระเป๋าสตางค์หรือที่บ้าน เพื่อครอบคลุมค่าใช้จ่ายฉุกเฉินใน 72 ชั่วโมง เช่น อาหาร น้ำ และของใช้สุขอนามัย วิธีนี้ช่วยให้คุณ “ตั้งสติ” และรับมือวิกฤตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ECB ยังวางแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเงินสดให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น เพื่อรองรับความต้องการที่คาดเดาไม่ได้ การศึกษานี้ไม่เพียงเตือนถึงความเสี่ยง แต่ยังเป็นแนวทางในการเตรียมตัวสำหรับอนาคตที่ไม่แน่นอน

ในมุมมองของผู้เขียน คำแนะนำนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าอย่าพึ่งพาเทคโนโลยีมากเกินไป การถือเงินสดไว้บ้างจะช่วยเพิ่มความมั่นใจและความยืดหยุ่นในชีวิตประจำวัน ลองเริ่มเก็บเงินสดวันละนิด เพื่อพร้อมรับมือทุกสถานการณ์

ที่มา – ธนาคารกลางยุโรปแนะประชาชน “ตั้งสติและถือเงินสด” เผื่อเวลาวิกฤต

UK จับชายต้องสงสัย โยงโจมตีไซเบอร์ป่วนสนามบินยุโรป

เจ้าหน้าที่ของสหราชอาณาจักรจับกุมตัวชายคนหนึ่ง ในฐานะผู้ต้องสงสัยเกี่ยวข้องกับการโจมตีทางไซเบอร์ ซึ่งทำให้ระบบของสนามบินทั่วโลกปั่นป่วน การจับกุมครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากการโจมตีทางไซเบอร์ส่งผลกระทบต่อสนามบินหลายแห่งในยุโรป ทำให้เกิดความล่าช้าและความวุ่นวายในการเดินทาง

เมื่อ 24 ก.ย. 2568 สำนักงานอาชญากรรมแห่งชาติของสหราชอาณาจักร (NCA) เปิดเผยว่า ตำรวจจับกุมตัวชายอายุในช่วง 40 ปีคนหนึ่ง ในฐานะผู้ต้องสงสัยว่าอาจมีส่วนเชื่อมโยงกับการโจมตีทางไซเบอร์ ซึ่งทำให้ระบบเช็คอินอัตโนมัติและระบบขึ้นเครื่องของสนามบินหลายแห่งในยุโรปใช้การไม่ได้นานหลายวันเมื่อสัปดาห์ก่อน เหตุการณ์นี้สร้างความเสียหายต่อการดำเนินงานของสนามบินและส่งผลกระทบต่อผู้โดยสารจำนวนมาก

NCA ระบุว่า ชายคนนี้ถูกจับกุมในมณฑลเวสต์ซัสเซกซ์ เมื่อช่วงเย็นวันอังคารที่ผ่านมา (23 ก.ย.) โดยต้องสงสัยว่ากระทำความผิดตามกฎหมายการใช้คอมพิวเตอร์ในทางที่ผิด (Computer Misuse Act) ก่อนที่เขาจะได้รับการประกันตัวแบบมีเงื่อนไข การสืบสวนยังคงดำเนินต่อไปเพื่อค้นหาผู้ที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

“แม้ว่าการจับกุมครั้งนี้จะเป็นความคืบหน้าในเชิงบวก แต่การสืบสวนเหตุการณ์นี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นและยังคงดำเนินต่อไป” นายพอล ฟอสเตอร์ หัวหน้าหน่วยอาชญากรรมไซเบอร์แห่งชาติของ NCA ระบุในแถลงการณ์

ทั้งนี้ เมื่อวันศุกร์ที่ 19 ก.ย. บริษัท “คอลลินส์ แอโรสเปซ” (Collins Aerospace) ผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ระบบเช็คอินที่เรียกว่า Muse แก่สายการบินต่างๆ ตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีทางไซเบอร์ ทำให้ผู้โดยสารที่กำลังจะเดินทางออกจากเมืองต่างๆ เช่น ลอนดอน บรัสเซลส์ เบอร์ลิน และดับลิน ประสบปัญหาการเดินทาง การโจมตีครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของระบบที่สำคัญและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อการเดินทางทางอากาศ

เจ้าหน้าที่สนามบินบรัสเซลส์ ต้องใช้ไอแพดและแล็ปท็อปเพื่อเช็คอินผู้โดยสารทางออนไลน์ ขณะที่ผู้โดยสารคนหนึ่งที่สนามบิน “เบอร์ลิน บรันเดินบวร์ก” บอกกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า ผู้โดยสารได้รับตั๋วขึ้นเครื่องบินที่เขียนด้วยลายมือ สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงการปรับตัวของเจ้าหน้าที่เพื่อลดผลกระทบต่อผู้โดยสาร

ในแถลงการณ์เมื่อเช้าวันพุธ (24 ก.ย.) สนามบินเบอร์ลินระบุว่า ปัญหาการเดินทางยังคงดำเนินต่อไป นี่แสดงให้เห็นว่าผลกระทบจากการโจมตีทางไซเบอร์อาจกินเวลานาน และต้องใช้เวลาในการแก้ไขปัญหาต่างๆ

UK จับชายต้องสงสัย โยงโจมตีไซเบอร์ป่วนสนามบินยุโรป

การจับกุมชายผู้ต้องสงสัยรายนี้เป็นก้าวสำคัญในการสืบสวนเหตุการณ์ UK จับชายต้องสงสัย โยงโจมตีไซเบอร์ป่วนสนามบินยุโรป แต่การสืบสวนยังไม่สิ้นสุด เพื่อให้เข้าใจถึงขอบเขตของการโจมตี และหาตัวผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาดำเนินคดี

ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการบินจากเหตุการณ์ UK จับชายต้องสงสัย โยงโจมตีไซเบอร์ป่วนสนามบินยุโรป

เหตุการณ์ UK จับชายต้องสงสัย โยงโจมตีไซเบอร์ป่วนสนามบินยุโรปนี้ ตอกย้ำถึงความสำคัญของการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ในอุตสาหกรรมการบิน และความจำเป็นในการลงทุนในระบบป้องกัน เพื่อหลีกเลี่ยงการโจมตีในอนาคต ต่อไปนี้เป็นผลกระทบหลักที่อาจเกิดขึ้น:

  • การหยุดชะงักของการดำเนินงาน: การโจมตีทางไซเบอร์สามารถทำให้ระบบที่สำคัญ เช่น ระบบเช็คอิน ระบบควบคุมการจราจรทางอากาศ และระบบรักษาความปลอดภัยหยุดทำงานได้
  • ความเสียหายทางการเงิน: การหยุดชะงักของการดำเนินงาน การฟื้นฟูระบบ และการสูญเสียความเชื่อมั่นของลูกค้า อาจส่งผลให้เกิดความเสียหายทางการเงินอย่างมีนัยสำคัญ
  • การละเมิดข้อมูล: การโจมตีทางไซเบอร์อาจนำไปสู่การละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลที่ละเอียดอ่อนอื่นๆ
  • ความเสียหายต่อชื่อเสียง: การโจมตีทางไซเบอร์สามารถทำลายชื่อเสียงของสายการบินและสนามบินได้

ถึงแม้ว่า UK จับชายต้องสงสัย โยงโจมตีไซเบอร์ป่วนสนามบินยุโรป จะเป็นข่าวดี แต่ก็ยังจำเป็นต้องระมัดระวังและเตรียมพร้อมรับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรทำงานร่วมกันเพื่อพัฒนากลยุทธ์การรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่แข็งแกร่ง เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมการบินจากการโจมตีในอนาคต

การโจมตีทางไซเบอร์ครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า ภัยคุกคามทางไซเบอร์ยังคงเป็นความท้าทายที่สำคัญสำหรับอุตสาหกรรมการบิน การรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่แข็งแกร่งเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อปกป้องการดำเนินงาน ข้อมูล และชื่อเสียงของธุรกิจการบิน

ที่มา – UK จับชายต้องสงสัย โยงโจมตีไซเบอร์ป่วนสนามบินยุโรป

EU เผย! สนามบินยุโรปถูกโจมตีด้วยมัลแวร์เรียกค่าไถ่

สถานการณ์น่ากังวล! หน่วยงานความมั่นคงไซเบอร์ของสหภาพยุโรป (EU) ได้ออกมาเปิดเผยถึงเหตุการณ์ที่สนามบินหลายแห่งในยุโรปประสบปัญหาขัดข้องในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ซึ่งมีสาเหตุมาจากการโจมตีด้วยมัลแวร์เรียกค่าไถ่ ข่าวร้ายนี้ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเร่งมือแก้ไขสถานการณ์อย่างเร่งด่วน

เมื่อวันจันทร์ที่ 22 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา สำนักงานความมั่นคงไซเบอร์แห่งสหภาพยุโรป (ENISA) ได้รายงานว่า อาชญากรไซเบอร์กำลังใช้มัลแวร์เรียกค่าไถ่เพื่อสร้างความปั่นป่วนให้กับสนามบินต่างๆ ทั่วโลก โดยในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ระบบซอฟต์แวร์เช็คอินอัตโนมัติ รวมถึงระบบการขึ้นเครื่องของสนามบินที่มีผู้โดยสารหนาแน่นที่สุดหลายแห่งในยุโรป ได้ตกเป็นเป้าหมายของการโจมตี

ENISA ระบุว่า พวกเขาสามารถระบุชนิดของมัลแวร์เรียกค่าไถ่ที่ใช้ในการโจมตีครั้งนี้ได้แล้ว และเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายได้เข้ามามีส่วนร่วมในการสืบสวนเพื่อหาตัวผู้กระทำผิดและนำตัวมาลงโทษ

ถึงแม้ว่าในขณะนี้ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าใครคือผู้อยู่เบื้องหลังการโจมตีทางไซเบอร์ครั้งนี้ แต่โดยทั่วไปแล้ว กลุ่มอาชญากรไซเบอร์มักจะใช้แรนซัมแวร์เพื่อสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อระบบของเป้าหมาย และเรียกค่าไถ่เป็นเงินดิจิทัล เช่น บิตคอยน์ เพื่อแลกกับการกู้คืนข้อมูลและความเสียหายที่เกิดขึ้น และในครั้งนี้ กลุ่มอาชญากรได้มุ่งเป้าโจมตีระบบซอฟต์แวร์เช็คอินที่เรียกว่า Muse ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ของบริษัท คอลลินส์ แอโรสเปซ

สำนักข่าว BBC รายงานว่า พวกเขาได้รับทราบข้อมูลภายในที่ส่งถึงพนักงานของสนามบินฮีทโธรว์ ซึ่งระบุว่า คอมพิวเตอร์กว่าหนึ่งพันเครื่องอาจได้รับ “ความเสียหาย” และการกู้คืนระบบส่วนใหญ่จำเป็นต้องดำเนินการด้วยตนเอง และไม่สามารถทำได้จากระยะไกล

เจ้าหน้าที่ของสนามบินฮีทโธรว์ได้ขอความร่วมมือจากสายการบินต่างๆ ให้ใช้ระบบสำรองแบบแมนนวลต่อไป เพื่อทำการเช็คอินและขึ้นเครื่องให้แก่ผู้โดยสารในระหว่างที่กำลังดำเนินการแก้ไขปัญหา โดยทางสนามบินฮีทโธรว์ยืนยันว่า เที่ยวบินส่วนใหญ่ยังคงให้บริการตามปกติ และขอให้ผู้โดยสารตรวจสอบสถานะเที่ยวบินของตนเองก่อนที่จะเดินทางมายังสนามบิน

ทางด้านบริษัท คอลลินส์ แอโรสเปซ ซึ่งเป็นผู้ให้บริการระบบสำหรับสายการบินจำนวนมากที่สนามบินหลายแห่งทั่วโลก ได้ออกแถลงการณ์ในวันจันทร์ว่า พวกเขากำลังอยู่ในขั้นตอนสุดท้ายของการอัปเดตซอฟต์แวร์ที่จำเป็นแล้ว แต่พวกเขายังไม่ได้อธิบายรายละเอียดว่าเกิดอะไรขึ้น หรือจะต้องใช้เวลาอีกนานเท่าใดในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

ข้อมูลภายในของสนามบินฮีทโธรว์ยังระบุอีกด้วยว่า ในช่วงแรก บริษัท คอลลินส์ ได้ทำการสร้างระบบขึ้นมาใหม่และเปิดใช้งานอีกครั้ง แต่กลับ обнаружилиว่า แฮกเกอร์ยังคงอยู่ในระบบ

สนามบินยุโรปกำลังถูกอาชญากรโจมตีด้วยมัลแวร์เรียกค่าไถ่

เหตุการณ์นี้ทำให้เห็นถึงความสำคัญของการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่เข้มแข็ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ เช่น สนามบิน การโจมตีด้วยมัลแวร์เรียกค่าไถ่ ไม่เพียงแต่จะสร้างความเสียหายทางการเงินเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อการเดินทางและสร้างความปั่นป่วนให้กับผู้คนจำนวนมาก

ผลกระทบจากการโจมตีด้วยมัลแวร์เรียกค่าไถ่ต่อสนามบินยุโรป

  • ระบบเช็คอินและขึ้นเครื่องล่าช้า
  • ความล่าช้าของเที่ยวบิน
  • ความเสี่ยงต่อข้อมูลส่วนตัวของผู้โดยสาร
  • ความเสียหายต่อชื่อเสียงของสนามบินและสายการบิน

ดังนั้น การลงทุนในมาตรการป้องกันและรับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อปกป้องโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญและรักษาความปลอดภัยให้กับผู้คน

เหตุการณ์ สนามบินยุโรปกำลังถูกอาชญากรโจมตีด้วยมัลแวร์เรียกค่าไถ่ ครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า ภัยคุกคามทางไซเบอร์นั้นมีอยู่จริง และอาจส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อชีวิตประจำวันของเรา เราทุกคนจึงควรตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ และร่วมมือกันป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่อาจเกิดขึ้น

ที่มา – EU เผย สนามบินยุโรปกำลังถูกอาชญากรโจมตีด้วยมัลแวร์เรียกค่าไถ่

Scroll to top