ข่าวการเมืองเลือกตั้ง

ชัยวัฒน์ ชูนโยบายเพิ่มจุดผ่อนผันหาบเร่แผงลอย แก้ส่วย

ปัญหาหาบเร่แผงลอยในกรุงเทพมหานครถือเป็นประเด็นที่อยู่คู่กับคนเมืองมาอย่างยาวนาน ล่าสุด นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร แคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. จากพรรคประชาชน ได้ออกมาเคลื่อนไหวเชิงรุกด้วยการลงพื้นที่เพื่อนำแคมเปญ ชัยวัฒน์ ชูนโยบายเพิ่มจุดผ่อนผันหาบเร่แผงลอย แก้ส่วย สร้างสมดุลคนเดินทาง-คนค้าขาย มานำเสนอต่อพี่น้องประชาชนในเขตวังทองหลาง โดยมุ่งเน้นการแก้ปัญหาที่รากเหง้าเพื่อให้คนทุกกลุ่มอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข

ชัยวัฒน์ ชูนโยบายเพิ่มจุดผ่อนผันหาบเร่แผงลอย แก้ส่วย สร้างสมดุลคนเดินทาง-คนค้าขาย

การลงพื้นที่ครั้งนี้ นายชัยวัฒน์ได้ชี้ให้เห็นว่าในอดีตที่ผ่านมา การจัดระเบียบทางเท้าอาจไปเบียดบังช่องทางทำกินของผู้ค้าขายรายย่อย ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้เกิดปัญหาการลักลอบค้าขายและนำไปสู่การทุจริตหรือระบบส่วยในที่สุด ดังนั้น แนวคิด ชัยวัฒน์ ชูนโยบายเพิ่มจุดผ่อนผันหาบเร่แผงลอย แก้ส่วย สร้างสมดุลคนเดินทาง-คนค้าขาย จึงเน้นไปที่การสร้างพื้นที่ที่เหมาะสมและถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อไม่ต้องให้ผู้ค้าต้องแอบขายและประชาชนต้องเจอกับทางเท้าที่ไร้ระเบียบอีกต่อไป

มาตรการใหม่เพื่อชีวิตที่ดีของคนกรุง

พรรคประชาชนไม่ได้มองแค่เรื่องการจัดระเบียบเพียงอย่างเดียว แต่ยังมองถึงโอกาสในการสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน สิ่งสำคัญคือการใช้กลไกการบริหารจัดการที่ชาญฉลาด โดยมีแนวทางที่ชัดเจนดังนี้:

  • สำรวจพื้นที่ว่างใต้ทางด่วนหรือพื้นที่เอกชนเพื่อเปลี่ยนเป็นจุดค้าขายอย่างเป็นระบบ
  • ให้สิทธิประโยชน์ด้านผังเมืองแก่เอกชนที่เข้าร่วมโครงการทำจุดขายอาหารในราคาประหยัด
  • รับฟังเสียงของทั้งผู้สัญจรและผู้ค้าเพื่อกำหนดโซนเวลาและพื้นที่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ด้วยหลักการที่ว่านี้ ทำให้ ชัยวัฒน์ ชูนโยบายเพิ่มจุดผ่อนผันหาบเร่แผงลอย แก้ส่วย สร้างสมดุลคนเดินทาง-คนค้าขาย กลายเป็นทิศทางใหม่ที่น่าสนใจ เพราะไม่เพียงแต่จะช่วยลดปัญหาจราจร แต่ยังเป็นการคืนชีวิตชีวาให้ผู้ค้าขายได้ลืมตาอ้าปากอย่างถูกต้องไม่ต้องคอยหลบซ่อน ทั้งนี้ เราต้องจับตาดูกันต่อไปว่าหากนโยบายนี้ถูกนำมาใช้อย่างเต็มรูปแบบ จะสามารถเปลี่ยนโฉมหน้าทางเท้าของกรุงเทพฯ ให้เป็นพื้นที่ที่เดินสะดวกและมีของกินอร่อยราคาถูกเข้าถึงง่ายได้จริงหรือไม่ ท่านคิดว่าแนวทางนี้จะช่วยแก้ปัญหาเรื้อรังได้ดีแค่ไหน มาร่วมแบ่งปันไอเดียกันได้เลยครับ

ที่มา – “ชัยวัฒน์” ชูนโยบายเพิ่มจุดผ่อนผันหาบเร่แผงลอย แก้ส่วย สร้างสมดุลคนเดินทาง-คนค้าขาย

ท้า “คริส” เปิดหลักฐาน แต่ต้องรับผิดชอบคำพูดด้วย “ชัชชาติ” ลั่นไม่มี “ระบบอากง”

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงรับช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง เมื่อทางฝั่งพรรคเศรษฐกิจได้ออกมาตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับความไม่โปร่งใสในการแต่งตั้งผู้อำนวยการเขต พร้อมหยิบยกประเด็น ท้า “คริส” เปิดหลักฐาน แต่ต้องรับผิดชอบคำพูดด้วย “ชัชชาติ” ลั่นไม่มี “ระบบอากง” ขึ้นมาเป็นประเด็นหลักในการหาเสียง ซึ่งงานนี้ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ผู้ว่าฯ กทม. ไม่รอช้า ออกมาโต้กลับประเด็นดังกล่าวด้วยท่าทีที่ชัดเจนและหนักแน่น

ท้า “คริส” เปิดหลักฐาน แต่ต้องรับผิดชอบคำพูดด้วย “ชัชชาติ” ลั่นไม่มี “ระบบอากง”

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อฝ่ายตรงข้ามพยายามจุดกระแสเรื่องการซื้อขายตำแหน่งและการทุจริตคอร์รัปชัน โดยอ้างถึงระบบอุปถัมภ์ที่เรียกว่า “ระบบอากง” ทางนายชัชชาติได้ชี้แจงอย่างชัดเจนว่า นี่ไม่เพียงแต่เป็นการใส่ร้าย แต่ถ้าหากใครมีหลักฐานจริง ควรจะต้องนำออกมาเปิดเผยและแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ป.ป.ช. แทนที่จะนำมาพูดเพียงลอยๆ ในช่วงหาเสียง เพราะการที่ ท้า “คริส” เปิดหลักฐาน แต่ต้องรับผิดชอบคำพูดด้วย “ชัชชาติ” ลั่นไม่มี “ระบบอากง” ในครั้งนี้ เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าผู้บริหารกทม. พร้อมเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบเสมอ

เบื้องลึกระบบอากงและความโปร่งใสในกทม.

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงประเด็น “ระบบอากง” นายชัชชาติได้ยืนยันว่าไม่มีอยู่จริง และเป็นเพียงคำที่ถูกแต่งขึ้นมาเพื่อสร้างความเข้าใจผิด อีกทั้งยังเสริมว่าตนพร้อมรับการตรวจสอบทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการโยกย้ายข้าราชการหรือการแต่งตั้งบอร์ดบริหารต่างๆ ซึ่งตนเน้นย้ำถึงจุดยืนหลักว่า:

  • การแต่งตั้งต้องผ่านการคัดเลือกคนเก่งและมีความสามารถ
  • เน้นผลงานที่สะท้อนถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนเมือง
  • ไม่สนับสนุนการทุจริตหรือการขายตำแหน่งใดๆ ทั้งสิ้น

นอกจากนี้ ในประเด็นเรื่อง ท้า “คริส” เปิดหลักฐาน แต่ต้องรับผิดชอบคำพูดด้วย “ชัชชาติ” ลั่นไม่มี “ระบบอากง” นั้น นายชัชชาติยังฝากเตือนไปถึงผู้ที่กล่าวหาว่า การพูดพาดพิงโดยปราศจากหลักฐานชัดเจนในช่วงเลือกตั้ง อาจนำไปสู่ความผิดทางกฎหมายและมีผลทางอาญา ดังนั้นทุกคนควรรับผิดชอบต่อคำพูดของตนอย่างจริงจัง

ในความเป็นจริงแล้ว กรุงเทพมหานครมีปัญหาที่สั่งสมมานานและไม่มีวันแก้จบได้ 100% ในระยะเวลาอันสั้น แต่สิ่งสำคัญคือแนวทางการทำงานที่เน้นการลงพื้นที่ รับฟังปัญหา และตั้งใจทำงานอย่างโปร่งใส นายชัชชาติเชื่อว่าประชาชนจะเป็นผู้ให้คำตอบเองว่าผลงานที่ผ่านมาได้เปลี่ยนกรุงเทพให้ดีขึ้นจริงหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้ำท่วม หรือการแก้ไขปัญหาในระดับเขต

สุดท้ายนี้ การวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมืองเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ในสังคมประชาธิปไตย แต่ควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงมากกว่าการสาดโคลน หากทุกฝ่ายมุ่งเน้นไปที่การนำเสนอแนวทางนโยบายเพื่อประโยชน์ของคนกรุงเทพฯ มากกว่าการกล่าวหาลอยๆ เชื่อว่าประชาชนจะได้รับประโยชน์สูงสุดจากการเลือกตั้งในครั้งนี้อย่างแท้จริง

ที่มา – ท้า “คริส” เปิดหลักฐาน แต่ต้องรับผิดชอบคำพูดด้วย “ชัชชาติ” ลั่นไม่มี “ระบบอากง”

เจาะประวัติ สุรพล นิติไกรพจน์ กุนซือทีมผู้ว่าฯ ปชน.

หากพูดถึงชื่อของนักกฎหมายมหาชนระดับแถวหน้าของเมืองไทยที่ใครหลายคนต่างให้การยอมรับ คงหนีไม่พ้นชื่อของ ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้ซึ่งมีเส้นทางชีวิตและบทบาททางการเมืองที่น่าสนใจอย่างยิ่ง โดยเฉพาะล่าสุดกับสถานะใหม่ในการได้รับความไว้วางใจให้เป็นประธานที่ปรึกษายุทธศาสตร์ของทีมผู้ว่าประชาชนในนามพรรคประชาชน ซึ่งถือเป็นการรวมตัวที่สร้างความฮือฮาให้กับแวดวงการเมืองไทยได้อย่างมาก

เจาะประวัติ สุรพล นิติไกรพจน์ กุนซือทีมผู้ว่าฯ ปชน.

ประวัติ สุรพล นิติไกรพจน์ โดยสังเขปนั้น ท่านเกิดเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2503 ที่จังหวัดอุดรธานี จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และได้ไปศึกษาต่อด้านกฎหมายมหาชนในระดับปริญญาเอกที่ประเทศฝรั่งเศส จนถือเป็นผู้เชี่ยวชาญระดับครูบาอาจารย์ในสาขานี้ ท่านมีประสบการณ์การทำงานที่หลากหลาย ตั้งแต่การเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไปจนถึงการดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการในรัฐวิสาหกิจสำคัญอย่างบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด ซึ่งมีหน้าที่ดูแลโครงการขนาดใหญ่ของกรุงเทพมหานคร เช่น รถไฟฟ้าสายสีเขียวและการจัดการขยะมูลฝอย

เส้นทางการเมืองและบทบาทที่พลิกผัน

ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา สังคมได้เห็น ประวัติ สุรพล นิติไกรพจน์ ในหลากหลายมิติ ทั้งการเป็นที่ปรึกษากฎหมายให้รัฐบาลในยุคนายบรรหาร ศิลปอาชา การดำรงตำแหน่งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ไปจนถึงการเข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่ม กปปส. ในช่วงปี พ.ศ. 2556 – 2557 ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนและภาพจำที่ชัดเจนในทางการเมือง แต่ทว่าความน่าสนใจที่มากกว่านั้น คือการที่ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายท่านนี้ ได้ก้าวเข้ามาเป็นพยานผู้เชี่ยวชาญในคดียุบพรรคก้าวไกลเมื่อปี 2567 โดยให้เหตุผลในเชิงวิชาการที่ไม่เห็นด้วยกับการยุบพรรค ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงจุดยืนที่ยึดถือหลักกฎหมายเป็นสำคัญ

บทบาทล่าสุดในการก้าวเข้าสู่การเป็นประธานที่ปรึกษายุทธศาสตร์ของทีมบริหารพรรคประชาชน เพื่อสนับสนุน นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ในการลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. จึงเปรียบเสมือนการนำเอาประสบการณ์ระดับสูงด้านกฎหมายมหาชนและการบริหารราชการกรุงเทพมหานคร มาปรับประยุกต์ใช้เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงยุทธศาสตร์ที่จับต้องได้จริง การที่ ประวัติ สุรพล นิติไกรพจน์ ได้รับความไว้วางใจในครั้งนี้ ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่า วุฒิภาวะ ประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน ยังคงเป็นหัวใจสำคัญที่ทุกพรรคการเมืองต้องการนำมาเป็นแกนกลางในการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ

ในมุมมองของผู้ติดตามการเมือง การที่คนระดับอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายขยับมาทำงานกับพรรคการเมืองที่เน้นนโยบายเชิงโครงสร้างเช่นนี้ น่าจะช่วยยกระดับการทำงานให้มีความรอบคอบและถูกต้องตามหลักธรรมาภิบาลมากยิ่งขึ้น คงต้องติดตามกันต่อไปว่า การผสานพลังระหว่างความสดใหม่ของพรรคการเมืองรุ่นใหม่กับความเก๋าเกมทางกฎหมายของท่าน จะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กรุงเทพมหานครได้มากน้อยเพียงใด

ที่มา – ประวัติ “สุรพล นิติไกรพจน์” บทบาทการเมืองพลิกขั้ว อดีตร่วม กปปส. สู่กุนซือทีมผู้ว่าฯ ปชน.

คนกรุงเทพฯ 1 ใน 3 มองเมืองนี้เป็นแค่ที่มาทำงาน

ผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์ราว 1 ใน 3 มองกรุงเทพฯ เป็นที่ “มาทำงาน” มากกว่าความเป็นเจ้าของเมือง

ทุกเช้าในกรุงเทพมหานคร เรามักจะเห็นผู้คนเร่งรีบเดินทางไปบนท้องถนน หลายคนตื่นมาเพื่อทำงาน ฝ่าการจราจรที่หนาแน่น และใช้ชีวิตอยู่ในเมืองหลวงแห่งนี้ด้วยความเคยชิน ทว่าเคยตั้งคำถามกับตัวเองไหมว่า ลึกๆ แล้วเรามีความรู้สึกเป็นเจ้าของเมืองนี้มากน้อยเพียงใด? ผลสำรวจที่น่าสนใจจากไทยรัฐออนไลน์ชี้ให้เห็นประเด็นสำคัญที่น่าขบคิดว่า การที่ผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์ราว 1 ใน 3 มองกรุงเทพฯ เป็นที่ “มาทำงาน” มากกว่าความเป็นเจ้าของเมือง นั้นสะท้อนถึงวิถีชีวิตคนเมืองที่เปลี่ยนไป

จากการสอบถามผู้ร่วมตอบโพลจำนวน 1,930 คน พบว่าสัดส่วนถึง 32.92 เปอร์เซ็นต์ รู้สึกว่าตนเองเป็นเพียงผู้มาอาศัยหรือมาทำงาน มากกว่าจะเป็นเจ้าของเมืองจริงๆ ในขณะที่อีกกลุ่มประมาณ 24.59 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่รู้สึกเป็นเจ้าของเมืองนี้อย่างแท้จริง ซึ่งตัวเลขเหล่านี้บ่งบอกถึงความสัมพันธ์ของคนกับพื้นที่ได้เป็นอย่างดี

สำรวจเสียงสะท้อน: ทำไมถึงเป็นแค่ที่มาทำงาน?

การที่คนจำนวนไม่น้อยรู้สึกว่ากรุงเทพฯ ไม่ใช่บ้านของตนเองอย่างเต็มตัว อาจเกิดจากหลายปัจจัย ทั้งเรื่องของการเข้าถึงสวัสดิการที่จำกัด หรือความรู้สึกไม่มั่นคงในที่อยู่อาศัยที่ไม่ได้เป็นทะเบียนบ้านของตนเอง เมื่อถามถึงสิทธิในสวัสดิการของ กทม. เสียงส่วนใหญ่ถึง 42.15 เปอร์เซ็นต์ สนับสนุนให้คนทำงานทุกคนได้รับสวัสดิการอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะถือทะเบียนบ้านใน กทม. หรือไม่ก็ตาม

นอกจากนี้ ในแง่ของคุณสมบัติผู้ว่าฯ กทม. ที่คนอยากเห็น สิ่งที่มาเป็นอันดับหนึ่งคือความ “กล้าตัดสินใจ” (28.72%) ตามมาด้วยความซื่อสัตย์โปร่งใส ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้คนมองว่าจะช่วยแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างและปัญหาเส้นเลือดฝอยในชีวิตประจำวันได้จริง การที่ผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์ราว 1 ใน 3 มองกรุงเทพฯ เป็นที่ “มาทำงาน” มากกว่าความเป็นเจ้าของเมือง ยังเป็นตัวชี้วัดว่าผู้บริหารเมืองในอนาคต จำเป็นต้องสร้างโครงการที่ทำให้คนรู้สึกว่า “กรุงเทพฯ คือบ้าน” มากขึ้น

  • ความเป็นเจ้าของเมือง: นอกจากการมีทะเบียนบ้าน สิ่งที่เชื่อมคนเข้ากับเมืองคือคุณภาพชีวิต
  • คนทำงานผู้ขับเคลื่อน: แม้ไม่ได้มีชื่อในทะเบียนบ้าน แต่คนกลุ่มนี้คือฟันเฟืองสำคัญของเศรษฐกิจกรุงเทพฯ
  • ความคาดหวังต่อผู้ว่าฯ: เน้นที่การลงมือทำ แก้ไขปัญหาที่จับต้องได้จริง

อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจนี้เป็นเพียงแนวโน้มของกลุ่มผู้ตอบคำถามเท่านั้น แต่ก็เป็นข้อมูลดิบชั้นดีที่ผู้มีอำนาจควรนำไปพิจารณา การจะทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่น่าอยู่และน่าเป็นเจ้าของได้นั้น ต้องอาศัยทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การเข้าถึงสวัสดิการทั่วถึง และการที่นโยบายของรัฐทำให้ผู้คนรู้สึกว่า ตนเองคือส่วนหนึ่งของเมืองหลวงแห่งนี้จริงๆ ไม่ใช่แค่ทางผ่านหรือที่พักชั่วคราวในการทำงานเท่านั้นครับ

คุณล่ะ รู้สึกอย่างไร? กรุงเทพฯ สำหรับคุณคือ “บ้าน” หรือแค่ “สถานที่ทำงาน”? ลองทบทวนความรู้สึกนี้ดู แล้วคุณจะพบว่าคุณภาพชีวิตที่ดีเริ่มจากการที่เรามีความภูมิใจในสถานที่ที่เรากำลังหายใจอยู่ทุกวันที่นี่ครับ

ที่มา – ผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์ราว 1 ใน 3 มองกรุงเทพฯ เป็นที่ “มาทำงาน” มากกว่าความเป็นเจ้าของเมือง

“ชัชชาติ” ไม่กังวล “จิรายุ” จ่อยื่น ป.ป.ช. มอง ปชน. ตั้ง “อ.สุรพล” เป็นเรื่องดี

“ชัชชาติ” ไม่กังวล “จิรายุ” จ่อยื่น ป.ป.ช. มอง ปชน. ตั้ง “อ.สุรพล” เป็นเรื่องดี

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามอง สำหรับความเคลื่อนไหวล่าสุดของ “ชัชชาติ” ไม่กังวล “จิรายุ” จ่อยื่น ป.ป.ช. มอง ปชน. ตั้ง “อ.สุรพล” เป็นเรื่องดี โดย นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ออกมาชี้แจงประเด็นที่ นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ เตรียมยื่นเรื่องร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. เกี่ยวกับกรณีการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ กทม. ที่ผ่านมา

มุมมองต่อประเด็นการเมืองและทีมยุทธศาสตร์พรรคประชาชน

นายชัชชาติได้ยืนยันความโปร่งใสในกระบวนการทำงานว่า ทุกอย่างเป็นไปตามกฎระเบียบและขั้นตอนของคณะกรรมการที่เป็นฝ่ายประจำ โดยตนทำหน้าที่เพียงแค่ลงนามอนุมัติตามที่เสนอมาเท่านั้น นอกจากนี้ เมื่อเกิดข้อท้วงติงจากคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม ตนก็ได้ปฏิบัติตามคำแนะนำทันทีด้วยการยกเลิกกระบวนการเดิมและเริ่มต้นใหม่ เพื่อความถูกต้องและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย พร้อมเน้นย้ำว่า “ชัชชาติ” ไม่กังวล “จิรายุ” จ่อยื่น ป.ป.ช. มอง ปชน. ตั้ง “อ.สุรพล” เป็นเรื่องดี เพราะถือว่าเป็นกระบวนการตรวจสอบตามปกติในระบอบประชาธิปไตย

นอกเหนือจากเรื่องการทุจริตที่ถูกหยิบยกมาวิพากษ์วิจารณ์ นายชัชชาติยังแสดงความเห็นต่อกรณีที่พรรคประชาชน หรือ ปชน. ได้มีการแต่งตั้ง ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ เป็นประธานยุทธศาสตร์ทีมกรุงเทพมหานคร โดยมองว่าเป็นเรื่องที่ดีต่อการพัฒนาเมืองในเชิงนโยบาย ดังนี้:

  • เป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ด้านกฎหมายมหาชนสูง
  • มีความเข้าใจระบบการบริหารงาน กทม. เป็นอย่างดี ผ่านบทบาทในอดีตที่ผ่านมา
  • ช่วยให้ประชาชนเข้าใจหลักเหตุผลในการตัดสินใจเชิงนโยบายได้ชัดเจนมากขึ้น

จากสถานการณ์ดังกล่าว ทำให้เห็นภาพชัดเจนว่า “ชัชชาติ” ไม่กังวล “จิรายุ” จ่อยื่น ป.ป.ช. มอง ปชน. ตั้ง “อ.สุรพล” เป็นเรื่องดี โดยเขามองว่าการมีผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วยกันทำงาน คือส่วนสำคัญที่จะทำให้กรุงเทพฯ พัฒนาไปได้ไกลกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันทางการเมืองรูปแบบไหน การเปิดรับมุมมองที่แตกต่างและหลากหลายถือเป็นกำไรของคนกรุงเทพฯ อย่างแท้จริง

ท้ายที่สุด การทำงานการเมืองในยุคนี้ไม่ได้ต้องการแค่ความตั้งใจ แต่ต้องอาศัยการตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมาและการทำงานเชิงรุกโดยมีผู้เชี่ยวชาญสนับสนุน ซึ่งหวังว่าทุกฝ่ายจะร่วมเดินหน้าพัฒนาเมืองหลวงของเราให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไปครับ

ที่มา – “ชัชชาติ” ไม่กังวล “จิรายุ” จ่อยื่น ป.ป.ช. มอง ปชน. ตั้ง “อ.สุรพล” เป็นเรื่องดี

ปชป. ยกทีมหาเสียงย่านตลาดดินแดง “อนุชา” ปลื้มกระแสตอบรับ

ปชป. ยกทีมหาเสียงย่านตลาดดินแดง “อนุชา” ปลื้มคนจำเบอร์และนโยบายได้

บรรยากาศการเมืองในกรุงเทพมหานครเริ่มคึกคักขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ล่าสุด นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. จากพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และคณะผู้บริหารพรรค ได้ลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชนในช่วงเช้าที่ตลาดดินแดง ซึ่งการลงพื้นที่ในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณบวกที่สำคัญสำหรับพรรค ในการเข้าถึงประชาชนในทุกตารางนิ้วของเมืองหลวง

ในระหว่างการลงพื้นที่ ปชป. ยกทีมหาเสียงย่านตลาดดินแดง “อนุชา” ปลื้มคนจำเบอร์และนโยบายได้ อย่างมาก โดยนายอนุชาได้เน้นย้ำถึงนโยบายหลัก 5 ด้านที่เตรียมไว้พัฒนา กทม. ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางที่สะดวกขึ้น การจัดการขยะ ตลอดจนการยกระดับรายได้ของคนกรุง ซึ่งได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดีจากพ่อค้าแม่ค้าและผู้ที่มาเดินจ่ายตลาด

เปิดกลยุทธ์ ปชป. ยกทีมหาเสียงย่านตลาดดินแดง “อนุชา” ปลื้มคนจำเบอร์และนโยบายได้

นอกจากเรื่องนโยบายที่โดนใจแล้ว สิ่งที่น่ายินดีคือการที่พี่น้องประชาชนเริ่มจดจำหมายเลขผู้สมัครและนโยบายของพรรคได้อย่างแม่นยำ โดยนายอนุชาได้ชี้แจงกติกาการเลือกตั้งให้ประชาชนเข้าใจง่ายๆ ว่า:

  • บัตรเลือกตั้งใบสีเขียว สำหรับเลือกผู้ว่าฯ กทม. ให้กาหมายเลข 5
  • บัตรเลือกตั้งใบสีชมพู สำหรับเลือก สก. ประจำเขต ซึ่งเขตดินแดงนั้นสนับสนุนหมายเลข 4

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้กล่าวเสริมว่า การลงพื้นที่ในครั้งนี้ไม่ได้มาเพียงเพื่อหาเสียงแล้วกลับไป แต่เป็นการมาติดตามปัญหาเชิงโครงสร้างที่ซ้ำซาก เช่น ปัญหาน้ำท่วมและปัญหาขยะ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์มีความพร้อมที่จะสานต่องานเดิมให้สำเร็จด้วยระบบการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ

สำหรับเหตุการณ์ ปชป. ยกทีมหาเสียงย่านตลาดดินแดง “อนุชา” ปลื้มคนจำเบอร์และนโยบายได้ นับเป็นภาพสะท้อนว่าการสื่อสารนโยบายที่ตรงจุดและการเข้าถึงพื้นที่จริง ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของการเลือกตั้ง และเชื่อว่าหากสามารถรักษาโมเมนตัมนี้ไว้ได้ ก็จะเป็นโอกาสดีที่จะนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติเพื่อคน กทม. อย่างยั่งยืนต่อไป

ที่มา – ปชป. ยกทีมหาเสียงย่านตลาดดินแดง “อนุชา” ปลื้มคนจำเบอร์และนโยบายได้

เปิดตัว “สุรพล นิติไกรพจน์” นั่งประธานยุทธศาสตร์ทีมผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาชน

เรียกได้ว่าสร้างความฮือฮาให้กับวงการการเมืองกรุงเทพฯ ได้ไม่น้อยเลยทีเดียวครับ สำหรับการเปิดตัว “สุรพล นิติไกรพจน์” นั่งประธานยุทธศาสตร์ทีมผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาชน ซึ่งถือเป็นการขยับตัวครั้งสำคัญของพรรคในการเตรียมความพร้อมสู่สนามเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ที่กำลังจะมาถึงนี้ งานนี้บอกเลยว่าไม่ได้มาเล่นๆ แต่เน้นตัวบุคคลที่มีประสบการณ์สูงเพื่อให้คนกรุงเทพฯ มั่นใจในทีมงานบริหาร

ทำความรู้จักการเปิดตัว “สุรพล นิติไกรพจน์” นั่งประธานยุทธศาสตร์ทีมผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาชน

หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมพรรคประชาชนถึงต้องดึงตัว ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เข้ามาช่วยงาน เหตุผลสำคัญก็คือท่านเป็นปรมาจารย์ด้านกฎหมายมหาชนที่มีบทบาทสำคัญในการผลักดันการกระจายอำนาจและการจัดระเบียบบริหารราชการของ กทม. มาอย่างต่อเนื่องครับ การที่พรรคประชาชนตัดสินใจนำท่านมาเสริมทัพ จึงเป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์ความมืออาชีพที่พร้อมลุยงานทันที

บทบาทสำคัญภายหลังการเปิดตัว “สุรพล นิติไกรพจน์” นั่งประธานยุทธศาสตร์ทีมผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาชน

นอกจากความรู้ด้านกฎหมายแล้ว ศ.ดร.สุรพล ยังมีประสบการณ์ตรงจากการบริหาร “กรุงเทพธนาคม” ซึ่งเป็นวิสาหกิจของ กทม. ที่ดูแลโครงการใหญ่ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น:

  • โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว
  • การบริหารจัดการขยะมูลฝอยและสิ่งแวดล้อม
  • โครงการนำสายสื่อสารลงใต้ดิน
  • การเดินเรือสาธารณะเพื่อคนเมือง

ประสบการณ์เหล่านี้คือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ทีมผู้ว่าฯ กทม. ของพรรคประชาชนต้องการ เพราะหาก นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ได้รับโอกาสให้เข้าไปบริหารงานจริงๆ จะสามารถลดเวลาการเรียนรู้งานและลงมือแก้ปัญหาได้ตั้งแต่วันแรก

หากเรามองในมุมของคนกรุงเทพฯ การได้คนที่มีประสบการณ์ทั้งในเชิงวิชาการ กฎหมาย และงานปฏิบัติการจริงแบบนี้มาเป็นที่ปรึกษา ถือเป็นเรื่องดีครับ เพราะกรุงเทพฯ ในปัจจุบันเต็มไปด้วยปัญหาเชิงโครงสร้างที่รอให้คนที่มีความเข้าใจกลไกลึกซึ้งเข้ามาแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความคล่องตัวของระบบราชการ หรือการประสานงานกับวิสาหกิจท้องถิ่นที่ซับซ้อน

ผมเชื่อว่าการส่งสัญญาณครั้งนี้ของพรรคประชาชน คือการบอกให้คนกรุงรู้ว่า พวกเขาไม่ได้มองแค่เรื่องกระแสความนิยม แต่ให้ความสำคัญกับ “เนื้อหา” และ “ความสามารถ” ของทีมงานที่จะต้องรับผิดชอบเมืองหลวงที่มีประชากรหลักล้านคน หากทีมนี้ได้รับโอกาสในการดูแลกรุงเทพฯ ผมก็หวังว่าจะเห็นความเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้และรวดเร็วกว่าเดิมครับ

ที่มา – เปิดตัว “สุรพล นิติไกรพจน์” นั่งประธานยุทธศาสตร์ทีมผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาชน

“เท้ง” ชี้ คน กทม. ไม่ต้องการระบอบน้ำเงิน โต้ “แก้วตา” ปชน. ไม่เคยมีระบบไอโอ

“เท้ง” ชี้ คน กทม. ไม่ต้องการระบอบน้ำเงิน โต้ “แก้วตา” ปชน. ไม่เคยมีระบบไอโอ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงทางการเมืองเมื่อ “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ได้ลงพื้นที่ช่วยผู้สมัคร ส.ก. เขตสายไหม หาเสียง พร้อมเปิดใจถึงสถานการณ์การเมืองปัจจุบัน โดยเน้นย้ำว่า “เท้ง” ชี้ คน กทม. ไม่ต้องการระบอบน้ำเงิน ที่เข้ามามีอิทธิพลหรือครอบงำการทำงานของกรุงเทพมหานคร เพราะชาวเมืองหลวงต้องการความโปร่งใสและอิสระในการตรวจสอบอย่างแท้จริง

เปิดมุมมอง “เท้ง” ต่อกระแสข่าวไอโอและทิศทางพรรคประชาชน

นอกจากประเด็นเรื่องระบอบการเมืองแล้ว อีกหนึ่งเรื่องที่สังคมให้ความสนใจคือกรณีการตอบโต้กับคุณแก้วตา (ธิษะณา) เกี่ยวกับระบบปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร หรือที่เรียกกันว่า “ไอโอ” ซึ่ง “เท้ง” ชี้ คน กทม. ไม่ต้องการระบอบน้ำเงิน โดยยืนยันว่าพรรคประชาชนไม่เคยมีนโยบายหรือระบบการสร้างแอคเคาต์ปลอมเพื่อโจมตีใคร และมองว่าความเห็นต่างที่เกิดขึ้นในโซเชียลมีเดียเป็นเรื่องปกติของระบอบประชาธิปไตยที่มีฐานสนับสนุนแตกต่างกันไป

ประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับพรรคประชาชนมีดังนี้:

  • ความเป็นอิสระของการเมือง: พรรคต้องการปลดแอก กทม. จากการครอบงำของระบอบอิทธิพลเดิม
  • ข้อเท็จจริงเรื่องไอโอ: ยืนยันว่า ปชน. ให้ความสำคัญกับความจริงใจ ไม่มีการจ้างผลิตข่าวปลอม
  • วิถีทางของสมาชิกพรรค: การย้ายออกไปฝั่งรัฐบาลถือเป็นวิถีทางการเมืองตามความสมัครใจ

หลายคนอาจสงสัยว่าการที่สมาชิกไหลออกไปนั้นจะกระทบต่อเสถียรภาพหรือไม่ แต่ “เท้ง” ได้แสดงความมั่นใจว่าพรรคประชาชนเป็นพรรคมวลชนที่เน้นการพัฒนาคนจากแถวหลังสู่แถวหน้าเสมอ ดังนั้นไม่ว่าจะมีสถานการณ์เปลี่ยนแปลงอย่างไร พรรคก็ยังมีนโยบายที่มุ่งเน้นการตรวจสอบที่เป็นธรรมและยึดมั่นในอุดมการณ์เดิมอย่างเหนียวแน่น ในฐานะผู้สังเกตการณ์ทางการเมือง เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า การชูจุดยืนว่า “เท้ง” ชี้ คน กทม. ไม่ต้องการระบอบน้ำเงิน จะสามารถกระตุ้นให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งได้มากน้อยเพียงใด เพราะท้ายที่สุดแล้ว เสียงของประชาชนคือผู้ตัดสินว่าทิศทางของกรุงเทพฯ จะเป็นอย่างไร

ที่มา – “เท้ง” ชี้ คน กทม. ไม่ต้องการระบอบน้ำเงิน โต้ “แก้วตา” ปชน. ไม่เคยมีระบบไอโอ

“ชัชชาติ” หาเสียงลาดกระบัง เล็งแก้น้ำท่วมต่อ หากได้ผู้ว่าฯ

เรียกได้ว่าช่วงนี้บรรยากาศการเลือกตั้งคึกคักสุดๆ เมื่อ “ชัชชาติ” หาเสียงลาดกระบัง เล็งแก้น้ำท่วมต่อ หากได้ผู้ว่าฯ อีกสมัย โดยการลงพื้นที่ครั้งนี้ถือเป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสานต่อนโยบายแก้ปัญหาเมืองหลวงให้เห็นผลชัดเจนยิ่งขึ้น โดยเฉพาะปัญหาเรื้อรังอย่างน้ำท่วมและการจราจรในพื้นที่ฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ

“ชัชชาติ” หาเสียงลาดกระบัง เล็งแก้น้ำท่วมต่อ หากได้ผู้ว่าฯ อีกสมัย

เหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน ที่ผ่านมา นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้ลงพื้นที่บริเวณห้างสรรพสินค้าโรบินสัน ไลฟ์สไตล์ ลาดกระบัง เพื่อติดตามความคืบหน้าโครงการทางยกระดับและรับฟังปัญหาจากประชาชนในพื้นที่ การที่ “ชัชชาติ” หาเสียงลาดกระบัง เล็งแก้น้ำท่วมต่อ หากได้ผู้ว่าฯ อีกสมัย นั้น ได้รับการตอบรับที่ดีมากจากชาวบ้านที่อยากให้ท่านผู้ว่าฯ เดินหน้าพัฒนากรุงเทพฯ ต่อไปอย่างต่อเนื่อง

ยุทธศาสตร์การจัดการน้ำและโครงสร้างพื้นฐาน

ปัญหาหลักที่ลาดกระบังต้องเผชิญคือเรื่องน้ำท่วม ซึ่งนายชัชชาติได้วางแนวทางแก้ไขไว้อย่างเป็นระบบ ได้แก่:

  • การก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำเชื่อมคลองประเวศบุรีรมย์ไปยังบึงหนองบอน
  • การสร้างเขื่อนและขุดลอกคลองตลอดแนว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ
  • การปรับปรุงข้อบัญญัติเพื่อให้ กทม. เข้าไปดูแลถนนและระบบสาธารณูปโภคในหมู่บ้านได้

นอกจากนี้ ยังมีโมเมนต์ดีๆ เมื่อ น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ อดีต สส. พร้อมด้วยน้องสาว น.ส.ชวัลพัชร ได้ร่วมลงพื้นที่สนับสนุน โดยคุณชวัลพัชรซึ่งเป็นผู้สมัคร สก. ได้ร่วมหารือถึงแนวทางการใช้เซ็นเซอร์จัดระเบียบการจราจรหน้าห้างสรรพสินค้า ซึ่งเป็นสิ่งที่คุณชัชชาติให้ความสำคัญมาโดยตลอดในการนำเทคโนโลยีเข้ามาบริหารจัดการเมือง

นายชัชชาติยังย้ำว่า แม้ในช่วงที่ตนอยู่ในสถานะผู้สังเกตการณ์ ก็ยังมั่นใจในระบบที่วางไว้ เพราะระบบเซ็นเซอร์และการจัดการน้ำทำงานตามแผนที่วางไว้อย่างแข็งแกร่ง ไม่ขึ้นอยู่กับตัวบุคคล พร้อมชื่นชมทีมสำนักการระบายน้ำที่ร่วมกันทำงานอย่างเต็มที่เพื่อลดผลกระทบแก่พี่น้องประชาชน

สุดท้ายนี้ ในเรื่องของความขัดแย้งทางการเมือง นายชัชชาติได้ฝากข้อคิดไว้ว่า ไม่ควรมีการโจมตีกันด้วยความขัดแย้ง แต่ควรหันมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเชิงนโยบายเพื่อประโยชน์ของคนกรุงเทพฯ จะดีกว่า เพราะนี่คือหัวใจสำคัญของการทำงานเพื่อเมืองที่น่าอยู่สำหรับทุกคน คุณคิดเห็นอย่างไรกับการเดินหน้าแก้ปัญหาของท่านผู้ว่าฯ ในพื้นที่ลาดกระบัง? อย่าลืมติดตามนโยบายและร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนกรุงเทพฯ ไปด้วยกันครับ

ที่มา – “ชัชชาติ” หาเสียงลาดกระบัง เล็งแก้น้ำท่วมต่อ หากได้ผู้ว่าฯ อีกสมัย เจออดีต สส.อิ่ม ควงน้องสาวหนุน

Scroll to top