ข่าวการเมืองเลือกตั้ง

สถาบันพระปกเกล้า หวังเวทีดีเบต เกมคุมเมือง ช่วยตัดสินใจเลือกผู้ว่าฯ กทม.

เชื่อว่าในตอนนี้ชาวกรุงเทพมหานครหลายคนคงกำลังตื่นตัวสุดๆ กับการเลือกตั้งครั้งสำคัญที่ใกล้จะถึงนี้ ซึ่งล่าสุดทางสถาบันพระปกเกล้า หวังเวทีดีเบต เกมคุมเมือง ช่วยประชาชนตัดสินใจเลือกผู้ว่าฯ กทม. ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยการร่วมมือกับไทยรัฐทีวีจัดรายการพิเศษเพื่อสะท้อนวิสัยทัศน์ของผู้สมัครอย่างใกล้ชิด

สถาบันพระปกเกล้า หวังเวทีดีเบต เกมคุมเมือง ช่วยประชาชนตัดสินใจเลือกผู้ว่าฯ กทม.

การจัดเวทีดีเบตในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการปราศรัยทั่วไป แต่คือการจำลองสถานการณ์เพื่อให้ผู้สมัครได้โชว์กึ๋นในการแก้ปัญหาเมืองหลวง ผ่านรูปแบบรายการที่ทันสมัย สนุกสนาน และที่สำคัญคือเน้นย้ำถึงข้อเท็จจริง เพื่อให้ประชาชนสามารถนำไปเปรียบเทียบและตัดสินใจได้ว่า ใครคือคนที่ใช่สำหรับผังเมืองในอนาคตของเรา

ทำไมต้องติดตาม สถาบันพระปกเกล้า หวังเวทีดีเบต เกมคุมเมือง ช่วยประชาชนตัดสินใจเลือกผู้ว่าฯ กทม.

สำหรับรายการนี้ได้รวบรวมผู้สมัครตัวเต็งมาประชันวิสัยทัศน์กันแบบสดๆ อาทิ นายอนุชา บูรพชัยศรี, นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และนายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร โดยมีไฮไลท์ที่น่าสนใจดังนี้:

  • ภารกิจจิ๊กซอว์: วัดกึ๋นในการจัดลำดับความสำคัญของปัญหาเมือง
  • Tier list วิกฤตเมือง: วิเคราะห์ปัญหาที่เร่งด่วนที่สุดที่ต้องแก้ไขทันที
  • คำถามวัดใจ: ทดสอบไหวพริบและจุดยืนของผู้สมัครในสถานการณ์จริง

รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า บริบทการเลือกตั้งในปัจจุบันเปลี่ยนไปมาก ผู้มีสิทธิเลือกตั้งกลายเป็นผู้ตรวจสอบตัวจริง การดีเบตในรูปแบบนี้จะช่วยให้ประชาชนเห็นถึงความรับผิดชอบและนโยบายที่ทำได้จริง ไม่ใช่แค่คำสัญญาขายฝัน ซึ่งกลุ่มผู้ยังไม่ตัดสินใจจะได้รับประโยชน์อย่างยิ่งจากข้อมูลชุดนี้

เราเชื่อว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของกรุงเทพฯ การใช้สิทธิ์ใช้เสียงบนพื้นฐานของข้อมูลที่มีคุณภาพจะช่วยให้เราได้ผู้ว่าฯ ที่เข้าใจปัญหาและพร้อมลงมือทำเพื่อพวกเราทุกคน อย่าลืมไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งในวันที่ 28 มิถุนายน 2569 พร้อมกับเลือกคนที่คุณมั่นใจว่าจะพาเมืองกรุงของเราไปในทิศทางที่ดีขึ้น ใครที่คุณคิดว่าคือคนที่ตอบโจทย์ที่สุด อย่าลืมหาข้อมูลและศึกษาจุดยืนของแต่ละท่านให้ดีก่อนเข้าคูหานะครับ

ที่มา – สถาบันพระปกเกล้า หวังเวทีดีเบต “เกมคุมเมือง” ช่วยประชาชนตัดสินใจเลือกผู้ว่าฯ กทม.

“ชัชชาติ” ยอมรับเสียสมาธิ ชี้ “ระบบอากง” ไร้สาระ

“ชัชชาติ” ยอมรับเสียสมาธิ ชี้ “ระบบอากง” ไร้สาระ

ในช่วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียงเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่ากระแสข่าวที่ถาโถมเข้ามานั้น ส่งผลกระทบต่อภาพรวมการนำเสนอนโยบายของผู้สมัครอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะประเด็น“ชัชชาติ” ยอมรับเสียสมาธิ ชี้ “ระบบอากง” ไร้สาระ ซึ่งกลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ที่ทำให้หลายคนจับตามอง การที่ผู้สมัครต้องคอยมานั่งตอบคำถามเรื่องราวที่ไม่เป็นความจริง แทนที่จะได้ปูพรมเรื่องนโยบายพัฒนาเมืองหลวง ถือเป็นสิ่งที่น่าเสียดายสำหรับประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

เปิดใจต้นเหตุยุ่งเหยิง “ระบบอากง” ไร้สาระ

คุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้ออกมาเปิดใจว่า การที่ถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับ “ระบบอากง” นั้นเป็นเรื่องที่ไร้สาระและไม่มีหลักฐานชิ้นเป็นอันมานานกว่า 1 สัปดาห์แล้ว การที่สื่อมวลชนต้องคอยนำเสนอเรื่องนี้ทำให้เวลาในการพูดคุยเรื่องนโยบายสำคัญหายไป ท่านถึงกับออกปากว่า“ชัชชาติ” ยอมรับเสียสมาธิ ชี้ “ระบบอากง” ไร้สาระ จริงๆ เพราะอยากให้คนกรุงเทพฯ โฟกัสที่แนวทางการแก้ปัญหารถติด ปัญหาน้ำท่วม หรือการจัดการขยะมากกว่าการเดินตามเกมของผู้ไม่หวังดี

นอกเหนือจากประเด็นดราม่าดังกล่าว ยังมีประเด็นเรื่องการตรวจสอบจากนายศรีสุวรรณ จรรยา ซึ่งทางคุณชัชชาติก็ไม่ได้แสดงความกังวลแต่อย่างใด

  • ยืนยันว่าพร้อมให้ตรวจสอบ เพราะความโปร่งใสคือหัวใจสำคัญ
  • เน้นย้ำเรื่องความถูกต้องของการใช้ชื่อและรูปภาพในการหาเสียง
  • ย้ำถึงจุดยืนผู้สมัครอิสระที่ทำงานร่วมกับ สก. ได้ทุกกลุ่ม

อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจคือเรื่องใบปลิวแนะนำตัว สก. บางกลุ่มที่นำรูปคุณชัชชาติไปใช้จนเกิดความเข้าใจผิด ซึ่งท่านก็ได้กำชับให้ฝ่ายกฎหมายเร่งจัดการ เพราะไม่ต้องการให้ฐานเสียงเกิดความสับสน และย้ำว่า “ไม่ต้องมาเชียร์ผม” หากจะทำให้ประชาชนเข้าใจผิดในคะแนนเสียง

ในมุมมองของผู้เขียน เชื่อว่าสิ่งที่คนกรุงเทพฯ ต้องการเห็นมากที่สุด คือวิสัยทัศน์ของผู้ว่าฯ ที่จะพาเมืองก้าวไปข้างหน้า ไม่ใช่การจมปลักอยู่กับข่าวลือที่ไม่มีหลักฐาน การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะตัดสินใจเลือกจาก “นโยบาย” หรือ “วาทกรรม” ที่สร้างขึ้นมาเพื่อสกัดกั้นคู่แข่งทางการเมือง สุดท้ายนี้อยากให้ทุกคนจับตานโยบายที่ตอบโจทย์ชีวิตคนเมืองให้มากที่สุด แล้วผลลัพธ์จะออกมาดีเอง

ที่มา – “ชัชชาติ” ยอมรับเสียสมาธิ ชี้ “ระบบอากง” ไร้สาระ ไม่มีปัญหา “ศรีสุวรรณ” ร้อง ป.ป.ช.

ถ่ายทอดสด “เกมคุมเมือง” วัดกึ๋น 3 ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. แก้ปัญหาเมืองกรุง

ถ่ายทอดสด “เกมคุมเมือง” วัดกึ๋น 3 ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. แก้ปัญหาเมืองกรุง

การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 ที่กำลังจะมาถึงนี้ บอกเลยว่าน่าตื่นเต้นสุดๆ เพราะล่าสุดไทยรัฐเตรียมจัดรายการพิเศษที่ชื่อว่า ถ่ายทอดสด “เกมคุมเมือง” วัดกึ๋น 3 ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. แก้ปัญหาเมืองกรุง ซึ่งรายการนี้ไม่ใช่การโต้วาทีแบบเดิมๆ แต่จะเป็นการประชันไหวพริบและวิสัยทัศน์ผ่านภารกิจสุดท้าทาย เพื่อให้ชาวกรุงเทพฯ ได้เห็นกึ๋นของแต่ละคนว่าใครกันแน่ที่จะสามารถแก้ปัญหาเมืองหลวงของเราได้อย่างอยู่หมัด

เจาะลึกรูปแบบรายการ ถ่ายทอดสด “เกมคุมเมือง” วัดกึ๋น 3 ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. แก้ปัญหาเมืองกรุง

สำหรับบรรยากาศในรายการ จะประกอบไปด้วยกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย เช่น การต่อจิ๊กซอว์วัดกึ๋น การจัด Tier list วิกฤตเมือง และคำถามวัดใจผู้ว่าฯ ที่จะทำให้เราได้เห็นตัวตนและการแก้ไขปัญหาของแต่ละท่าน โดยจะได้พิธีกรฝีปากกล้าอย่าง ป๋าต๋อย และกาย พงศ์เกษม มาร่วมดำเนินรายการให้เข้มข้นยิ่งขึ้น

ผู้สมัครทั้ง 3 ท่านที่จะมาเข้าร่วมการประชันวิสัยทัศน์ในครั้งนี้ ได้แก่:

  • นายอนุชา บูรพชัยศรี จากพรรคประชาธิปัตย์
  • นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ในนามผู้สมัครอิสระ
  • นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร จากพรรคประชาชน

ทุกท่านสามารถรับชมการ ถ่ายทอดสด “เกมคุมเมือง” วัดกึ๋น 3 ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. แก้ปัญหาเมืองกรุง ได้พร้อมกันทางไทยรัฐทีวี ช่อง 32 และหน้าเว็บไทยรัฐออนไลน์ ในวันที่ 8 มิถุนายน 2569 ตั้งแต่เวลา 17.30 น. เป็นต้นไป ถือเป็นโอกาสดีที่คนกรุงจะได้เช็กวิสัยทัศน์ของผู้สมัครก่อนตัดสินใจเข้าคูหาเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน 2569 นี้

การเลือกผู้ว่าฯ กทม. รอบนี้มีความหมายอย่างมากต่อความเป็นอยู่ของพวกเราทุกคน ใครจะแก้ปัญหารถติด ปัญหาน้ำท่วม หรือการจัดการขยะในเมืองกรุงได้ดีที่สุด คงเป็นโจทย์ที่ยากสำหรับผู้สมัครทุกคน แต่เชื่อเหลือเกินว่าการประชันวิสัยทัศน์ในครั้งนี้จะเป็นตัวช่วยสำคัญที่ทำให้พี่น้องประชาชนตัดสินใจเลือกคนที่ใช่ได้ง่ายขึ้น อย่าลืมติดตามชมรายการและออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งกันเยอะๆ นะครับ

ที่มา – ถ่ายทอดสด “เกมคุมเมือง” วัดกึ๋น 3 ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. แก้ปัญหาเมืองกรุง

อนุชา นำทีม ปชป. หาเสียงสวนลุมพินี เพิ่มปอดให้ กทม.

อนุชา นำทีม ปชป. หาเสียงสวนลุมพินี เพิ่มปอดให้ กทม.

บรรยากาศยามเช้าที่สวนลุมพินีเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2569 คึกคักเป็นพิเศษ เมื่อ นายอนุชา บูรพชัยศรี หรือคุณเจมส์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. จากพรรคประชาธิปัตย์ ควงคู่มากับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และทีมงานพรรค ลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชน โดยการลงพื้นที่ของ อนุชา นำทีม ปชป. หาเสียงสวนลุมพินี เพิ่มปอดให้ กทม. ในครั้งนี้ ได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่น โดยเฉพาะกลุ่มคนรักสุขภาพที่มาออกกำลังกายและรวมตัวกันที่ชมรมไทเก็ก

การลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการทักทายพี่น้องประชาชน แต่ยังเป็นการนำเสนอนโยบายที่จับต้องได้จริง เพื่อพลิกโฉมกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองที่น่าอยู่ยิ่งขึ้น โดยนายอนุชาได้ชูวิสัยทัศน์ใน 3 ประเด็นหลักที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวเมืองหลวงให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

นโยบายเน้นพื้นที่สีเขียวและการจัดการเมือง

ไฮไลท์สำคัญที่ อนุชา นำทีม ปชป. หาเสียงสวนลุมพินี เพิ่มปอดให้ กทม. คือการมุ่งเน้นการสร้างสวนหย่อมขนาดเล็กให้กระจายตัวอยู่ทุกมุมเมือง เพื่อเป็นพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจโดยที่ประชาชนไม่ต้องเดินทางไกล พร้อมทั้งนำระบบน้ำพุและน้ำตกจำลองกลับมาประดับเมือง เพื่อสร้างบรรยากาศที่สดชื่นและคืนความสวยงามให้กับกรุงเทพฯ อีกครั้ง นอกจากนี้ ยังมุ่งเน้นการปรับปรุงศูนย์อาหารและตลาดชุมชนให้มีความทันสมัย ติดตั้งระบบระบายอากาศที่มีประสิทธิภาพ เพื่อสุขอนามัยที่ดีของทั้งพ่อค้าแม่ค้าและลูกค้าทุกคน

  • เพิ่มสวนหย่อมขนาดเล็กตามจัตุรัสและมุมเมือง
  • ฟื้นฟูภูมิทัศน์เมืองด้วยน้ำพุสวยงาม
  • ยกระดับมาตรฐานความสะอาดและการระบายอากาศในตลาดชุมชน

หลังจากจบภารกิจที่สวนลุมพินี ทีมงานพรรคประชาธิปัตย์ยังได้ลงพื้นที่ต่อเนื่องไปยังชุมชนบ่อนไก่ เพื่อรับฟังปัญหาเรื่องการจัดการขยะที่หมักหมมและส่งกลิ่นเหม็นรบกวน ซึ่งทีมงานได้รับปากว่าจะเข้าไปบริหารจัดการอย่างเร่งด่วน ทั้งการเพิ่มความถี่ในการเก็บขยะและการจัดระเบียบจุดทิ้งขยะใหม่ เพื่อคืนสภาพแวดล้อมที่ดีให้กับคนในชุมชน โดยเฉพาะเด็กๆ ที่ต้องใช้พื้นที่ลานกีฬาในการทำกิจกรรม

มุมมองทิ้งท้าย: การแก้ปัญหาเมืองกรุงไม่ใช่เรื่องของเมกะโปรเจกต์เพียงอย่างเดียว แต่คือการใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตประจำวันของคนกรุง การรับฟังเสียงสะท้อนจากชุมชนควบคู่ไปกับการมีนโยบายสีเขียวที่ชัดเจน เป็นสิ่งที่ชาวกรุงเทพฯ ต้องการอย่างแท้จริงเพื่อให้เมืองนี้เป็นบ้านที่น่าอยู่ของทุกคนต่อไป

ที่มา – “อนุชา” นำทีม ปชป. หาเสียงสวนลุมพินี เจาะกลุ่มคนรักสุขภาพ ชูเพิ่มสวนหย่อม-น้ำพุ เพิ่มปอดให้ กทม.

เจาะลึกระบบเลือกตั้งไทยดีที่สุด ประชาชนมีส่วนร่วมเลือกตั้ง

เชื่อว่าหลายคนคงเคยมีคำถามว่าทำไมการเลือกตั้งในบ้านเราถึงดูมีความซับซ้อนและบางครั้งก็กังขาในเรื่องความโปร่งใส วันนี้เรามาทำความเข้าใจมุมมองจาก คุณแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ที่ได้ออกมาให้ความเห็นว่าในความเป็นจริงแล้ว ระบบเลือกตั้งไทยดีที่สุด เพราะถูกออกแบบมาโดยเน้นให้หัวใจสำคัญอยู่ที่การมีส่วนร่วมของประชาชนทุกภาคส่วน

เหตุผลแท้จริงที่ ระบบเลือกตั้งไทยดีที่สุด ประชาชนมีส่วนร่วมเลือกตั้ง

การจะบอกว่าระบบดีนั้นไม่ใช่แค่เรื่องของตัวบทกฎหมาย แต่เป็นเรื่องของกระบวนการที่เปิดกว้างให้คนไทยทุกคนสามารถตรวจสอบได้ คุณแสวงย้ำว่าหัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่เจ้าหน้าที่กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง หรือ กปน. เพียงอย่างเดียว แต่ความโปร่งใสจะเกิดขึ้นได้จริงก็ต่อเมื่อประชาชนหันมาสนใจและร่วมกันสังเกตการณ์ตั้งแต่เริ่มเปิดหีบจนถึงตอนนับคะแนน

ทำไมประชาชนถึงเป็นกุญแจสำคัญ

คุณแสวงชี้ให้เห็นว่า เจ้าหน้าที่ กกต. ทั่วประเทศมีจำนวนจำกัด เมื่อเทียบกับหน่วยเลือกตั้งนับแสนหน่วยทั่วไทย ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคนที่จะต้องช่วยกันดูแล:

  • สังเกตการณ์การปฏิบัติหน้าที่ของ กปน. ในหน่วยเลือกตั้ง
  • ทักท้วงทันทีหากพบความผิดปกติระหว่างการลงคะแนน
  • ร่วมเป็นหูเป็นตาตรวจสอบผลคะแนนที่ไม่ใช่หน้าที่ของ กกต. เพียงกลุ่มเดียว

หลายครั้งที่เราเห็นข่าว กปน. ทำงานผิดพลาด สาเหตุส่วนใหญ่มักมาจากความไม่คุ้นชินหรือความหลงลืม เพราะกรรมการเหล่านี้เปลี่ยนหน้ากันไปในแต่ละครั้ง แต่ถ้าประชาชนมีความตื่นตัวและคอยทักท้วง ข้อผิดพลาดเหล่านั้นย่อมลดลงและสร้างความมั่นใจให้กับการเลือกตั้งได้มากขึ้น

หากเราต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลง ระบบเลือกตั้งไทยดีที่สุด ประชาชนมีส่วนร่วมเลือกตั้ง จะกลายเป็นความจริงที่จับต้องได้ง่ายที่สุด เพียงแค่เราเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นผู้คอยจับผิดหลังจบงาน มาเป็นการร่วมสังเกตการณ์อย่างใกล้ชิดในวันสำคัญ การเลือกตั้งในทุกระดับจะเป็นของประชาชนอย่างแท้จริงและปราศจากข้อครหาครับ

ที่มา – “แสวง” ยกระบบเลือกตั้งไทยดีที่สุด ประชาชนมีส่วนร่วม เลือกตั้งโปร่งใสเป็นหน้าที่ทุกคน

“เต้” ควง “ภาสพงศ์” กลุ่มกรุงเทพบินได้ ลุยหาเสียงยานนาวา

“เต้” ควง “ภาสพงศ์” กลุ่มกรุงเทพบินได้ ลุยหาเสียงยานนาวา

บรรยากาศการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. สุดคึกคัก เมื่อ “เต้ มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์” ได้ควงคู่ “หน่อง ภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์” ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ในนามกลุ่มกรุงเทพบินได้ ลงพื้นที่หาเสียงในเขตยานนาวา ท่ามกลางความสนใจของประชาชนในพื้นที่ โดย “เต้” ควง “ภาสพงศ์” ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. กลุ่มกรุงเทพบินได้ ลุยหาเสียงยานนาวา ในครั้งนี้ ทั้งคู่ไม่ได้มาเพียงเพื่อแนะนำตัว แต่ยังจัดเต็มด้วยนโยบายที่เน้นแก้ปัญหาปากท้องและพัฒนาคุณภาพชีวิตครับ

เปิดวิสัยทัศน์กลุ่มกรุงเทพบินได้ กับนโยบายที่โดนใจเยาวชน

สำหรับไฮไลท์ในวันนี้ คือการนำเสนอนโยบายด้านกีฬา โดย “หน่อง ภาสพงศ์” สนับสนุนให้เยาวชนไทยก้าวสู่ระดับสากล ผ่านนโยบายลีกฟุตบอลกึ่งอาชีพสำหรับเด็กมัธยม เพื่อสร้างรายได้และโอกาสสู่อาชีพนักกีฬา ส่วนด้านสิ่งแวดล้อม “เต้ มงคลกิตติ์” ได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับปัญหาปัญหาน้ำเน่าเสียในย่านพระราม 3 พร้อมเรียกร้องให้มีการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน โดย “เต้” ควง “ภาสพงศ์” ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. กลุ่มกรุงเทพบินได้ ลุยหาเสียงยานนาวา เน้นย้ำว่าจะทำพื้นที่สีเขียวให้เพิ่มขึ้นจากเดิมถึง 10% ภายใน 4 ปี

นอกจากนี้ ยังมีนโยบายต่างๆ ที่น่าสนใจ ดังนี้:

  • ส่งเสริมธุรกิจนวดแผนไทยเพื่อสร้างอาชีพในชุมชน
  • เพิ่มพื้นที่สีเขียวให้คนกรุงได้พักผ่อนและดูดซับมลพิษ
  • ตรวจสอบโครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐอย่างโปร่งใส
  • จัดการปัญหาทุจริตเชิงระบบที่เรียกว่า “ระบอบอากง”

ในส่วนของประเด็นร้อน “เต้” มงคลกิตติ์ ได้ออกมาแฉว่าตนเองมีข้อมูลเรื่องการทุจริตในภาครัฐอยู่ในมือพอสมควร แต่ขอสงวนไว้เพื่อตรวจสอบหลังจบเลือกตั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสับสนในช่วงใกล้วันลงคะแนน เรียกได้ว่าเป็นการลงพื้นที่ที่ดุเดือดและสร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับการเมืองระดับท้องถิ่นไม่น้อยเลยทีเดียวครับ

สุดท้ายนี้ การตัดสินใจของประชาชนชาวกรุงเทพมหานครจะเป็นผู้กำหนดอนาคตของเมืองแห่งนี้ ท่านผู้อ่านมีความคิดเห็นอย่างไรกับนโยบายจากกลุ่มกรุงเทพบินได้บ้าง? อย่าลืมส่งกำลังใจและไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งกันให้ได้นะครับ เพื่อเมืองกรุงเทพฯ ที่ดีขึ้นสำหรับทุกคน

ที่มา – “เต้” ควง “ภาสพงศ์” ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. กลุ่มกรุงเทพบินได้ ลุยหาเสียงยานนาวา

จี้ ก.คลัง แจง ปมพ่อแม่ถูกตัดสิทธิ์ บัตรคนจน เหตุลูกลดหย่อนภาษี

จี้ ก.คลัง แจง ปมพ่อแม่ถูกตัดสิทธิ์ บัตรคนจน เหตุลูกลดหย่อนภาษี

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจเป็นอย่างมาก สำหรับกรณีที่มีการตั้งคำถามเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือที่เรียกกันติดปากว่า บัตรคนจน ซึ่งมีเงื่อนไขเรื่องการตัดสิทธิ์พ่อแม่หากลูกนำไปใช้ยื่นลดหย่อนภาษี โดยนายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร แคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. จากพรรคประชาชน ได้ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้กระทรวงการคลังเร่งชี้แจงความชัดเจนในเรื่องนี้โดยด่วน

นายชัยวัฒน์มองว่า จี้ ก.คลัง แจง ปมพ่อแม่ถูกตัดสิทธิ์ บัตรคนจน เหตุลูกลดหย่อนภาษี เป็นเรื่องที่มีตรรกะไม่สมเหตุสมผล เนื่องจากการที่ลูกนำชื่อพ่อแม่ไปลดหย่อนภาษีตามสิทธิทางกฎหมาย ไม่ควรกลายเป็นเหตุผลที่ทำให้พ่อแม่ซึ่งอาจไม่มีรายได้จริงต้องถูกตัดสิทธิ์สวัสดิการของรัฐ ดังนั้น กระทรวงการคลังในฐานะผู้ออกนโยบายหลัก จึงจำเป็นต้องเข้ามาชี้แจงว่าใช้ตรรกะใดในการพิจารณา เพื่อให้เกิดความชัดเจนและยุติธรรมแก่ผู้มีรายได้น้อยอย่างแท้จริง

มุมมองต่อการปรับปรุงเกณฑ์และทางออกของ จี้ ก.คลัง แจง ปมพ่อแม่ถูกตัดสิทธิ์ บัตรคนจน เหตุลูกลดหย่อนภาษี

นอกจากประเด็นเรื่องการจัดสิทธิ์แล้ว นายชัยวัฒน์ยังให้มุมมองเชิงนโยบายเศรษฐกิจที่น่าสนใจ โดยมองว่าแทนที่จะมุ่งเน้นเพียงการคัดกรองคนออก รัฐบาลควรหันมาเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็งขึ้น ซึ่งเขามีนโยบายที่โดดเด่นดังนี้:

  • หวย SME กทม.: เป็นการนำโมเดลความสำเร็จจากประเทศไต้หวันมาปรับใช้ โดยทุกการซื้อสินค้า 20 บาท ร้านค้า SME จะมีสิทธิลุ้นรางวัลเงินสด เพื่อจูงใจให้คนออกมาจับจ่ายใช้สอย
  • กระจายรายได้สู่ฐานราก: เน้นการหมุนเวียนเศรษฐกิจในระดับชุมชน ผ่านการดึงดูดให้ประชาชนเข้ามาอุดหนุนร้านค้า SME ในรูปแบบที่สนุกและเข้าถึงง่าย
  • การต่อยอดโครงการเดิม: ต่อยอดแนวคิดจากโครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 ให้ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพมากขึ้นสำหรับชาวกรุงเทพฯ

อย่างไรก็ตาม ในฐานะผู้ติดตามข่าวสาร เราคงต้องเฝ้าดูท่าทีจากทางกระทรวงการคลังว่าจะมีการตอบรับอย่างไรต่อเสียงสะท้อนนี้ การปรับปรุงฐานข้อมูลให้ทันสมัยและสมเหตุสมผลถือเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินนโยบายสวัสดิการที่ดี หากนโยบายภาครัฐยังคงทิ้งคนเปราะบางไว้ข้างหลังเพียงเพราะเงื่อนไขทางบัญชีที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ย่อมส่งผลกระทบต่อความมั่นใจของประชาชนอย่างแน่นอน

คุณมีความเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้? การใช้เกณฑ์ลดหย่อนภาษีมาเป็นตัวตัดสิทธิ์คนในครอบครัวเป็นเรื่องที่ยุติธรรมแล้วหรือไม่ หรือถึงเวลาแล้วที่รัฐต้องปรับปรุงกติกาให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันมากกว่าระบบตัวเลขเพียงอย่างเดียว

ที่มา – จี้ ก.คลัง แจง ปมพ่อแม่ถูกตัดสิทธิ์ “บัตรคนจน” เหตุลูกยื่นลดหย่อนภาษี

“อนุชา” ชี้คน กทม. รู้กันหมดอิสระจริงไม่จริง ซัดปมส่วย

“อนุชา” ชี้คน กทม. รู้กันหมดอิสระจริงไม่จริง ซัดปมส่วย

กลายเป็นประเด็นเดือดในช่วงหาเสียงเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. เมื่อ “อนุชา บูรพชัยศรี” แคนดิเดตผู้สมัครลงชิงเก้าอี้พ่อเมืองกรุงจากพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาเปิดใจแบบหมดเปลือกขณะลงพื้นที่ตลาดวัดแขก เขตบางรัก โดยมีการพูดถึงประเด็นร้อนเรื่องส่วยในกรุงเทพมหานครอย่างดุเดือด ซึ่งถือเป็นไม้ตายที่หลายคนจับตามอง

มุมมองต่อเรื่อง “อนุชา” ชี้คน กทม. รู้กันหมดอิสระจริงไม่จริง ซัดปมส่วย

ในการลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชน นายอนุชาได้ย้ำชัดเจนว่า “อนุชา” ชี้คน กทม. รู้กันหมดอิสระจริงไม่จริง ซัดปมส่วย โดยเปรียบเปรยให้เข้าใจง่ายว่า ถ้าหัวไม่ส่าย หางก็ไม่กระดิก เพื่อสะท้อนถึงปัญหาคอร์รัปชันในหน่วยงานที่หลายคนกังขา เขาเชื่อมั่นว่าข้าราชการชั้นผู้น้อยจำนวนมากส่งสัญญาณความอัดอั้นตันใจมาถึงตัวเขาตลอด ว่าปัญหาเหล่านี้มีอยู่จริงแต่หาหลักฐานใบเสร็จได้ยาก เพราะขบวนการหาประโยชน์นั้นแนบเนียนเหลือเกิน

นายอนุชายังได้กล่าวด้วยความมั่นใจว่า ประชาชนชาวกรุงเทพฯ ทุกคนมีความฉลาดและรู้เท่าทันการเมืองดีที่สุด ไม่ว่าใครจะอ้างตัวว่าเป็นอิสระหรือมีเบื้องหลังอย่างไร “อนุชา” ชี้คน กทม. รู้กันหมดอิสระจริงไม่จริง ซัดปมส่วย ซึ่งเขาเองก็ไม่อยากขยายความให้มากความ เพราะเชื่อว่าเมื่อถึงวันเลือกตั้ง เสียงของประชาชนจะเป็นคำตอบที่ชัดเจนที่สุดว่าสิ่งที่เขาสื่อสารนั้นคือความเป็นจริงหรือไม่

  • นโยบายสนับสนุนเศรษฐกิจฐานรากและสตรีทฟู้ดในพื้นที่
  • การปรับปรุงสุขอนามัยและการจัดระเบียบขยะในแหล่งท่องเที่ยว
  • แนวคิดการใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่าเพื่อช่วยให้พ่อค้าแม่ค้ามีรายได้

นอกจากประเด็นส่วยแล้ว นายอนุชายังชูวิสัยทัศน์ในเรื่องการจัดสัดส่วนทางเท้า โดยเน้นย้ำว่าความเป็นเอกลักษณ์ของกรุงเทพฯ คือสตรีทฟู้ดที่ดึงดูดนักท่องเที่ยว เราสามารถบริหารจัดการพื้นที่เพื่อให้คนเดินถนนสัญจรได้และพ่อค้าแม่ค้ายังคงมีอาชีพไปพร้อมๆ กันได้ หากมีการจัดการที่เป็นระเบียบเรียบร้อย แทนที่จะใช้มาตรการรุนแรงเพียงอย่างเดียว

ในฐานะของผู้สมัครที่พร้อมเข้ามาแก้ไขปัญหา นายอนุชาทิ้งท้ายไว้ว่าการทำงานต้องมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และต้องรับฟังเสียงสะท้อนจากคนในพื้นที่อย่างจริงจัง ท้ายที่สุดแล้วอำนาจการตัดสินใจจะอยู่ที่ปลายปากกาของพี่น้องชาวกรุงเทพฯ ว่าจะให้โอกาสคนทำงานที่กล้าเผชิญหน้ากับความจริงเพื่อให้เมืองหลวงของเราดีขึ้นกว่าเดิมอย่างไร

ที่มา – “อนุชา” ชี้คน กทม. รู้กันหมดอิสระจริงไม่จริง ซัดปมส่วย ถ้าหัวไม่ส่าย หางก็ไม่กระดิก

ชัยวัฒน์ ลั่นโพลศักดิ์สิทธิ์ที่สุดคือ 28 มิ.ย. ชวนกา ปชน.

ชัยวัฒน์ ลั่นโพลศักดิ์สิทธิ์ที่สุดคือ 28 มิ.ย. ชวนกา ปชน.

การเมืองสนามเล็กอย่างศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ปี 2569 กำลังเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ โดยล่าสุดนายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครจากพรรคประชาชน ได้ออกมาแสดงจุดยืนที่น่าสนใจหลังจากเห็นผลสำรวจนิด้าโพล โดยนายชัยวัฒน์ ลั่นโพลศักดิ์สิทธิ์ที่สุดคือ 28 มิ.ย. ซึ่งเป็นวันหย่อนบัตรเลือกตั้งจริง ทำให้เขามุ่งมั่นที่จะทำงานหนักในช่วงโค้งสุดท้ายเพื่อคว้าใจคนกรุงเทพฯ

แม้ผลโพลจะระบุว่าเขายังอยู่ในอันดับที่ 3 ตามหลังตัวเต็งอย่างนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ แต่เจ้าตัวก็ไม่ได้หวั่นไหว นายชัยวัฒน์เชื่อมั่นว่าสิ่งที่สำคัญกว่าตัวเลขสำรวจคือการลงพื้นที่และการนำเสนอนโยบายที่จับต้องได้ เขาพร้อมเดินหน้าพบปะพี่น้องประชาชนเพื่อขอโอกาสให้พรรคประชาชนได้พิสูจน์ฝีมือ ในการผลักดันกรุงเทพฯ ให้เปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นกว่า 4 ปีที่ผ่านมา

กลยุทธ์มัดใจคนยังไม่ตัดสินใจในมุม ชัยวัฒน์ ลั่นโพลศักดิ์สิทธิ์ที่สุดคือ 28 มิ.ย.

หนึ่งในคำถามที่น่าสนใจคือ นายชัยวัฒน์จะทำอย่างไรกับกลุ่มคนจำนวนมากที่ยัง “ไม่ตัดสินใจ” หรือกลุ่ม Undecided Voters ซึ่งนับเป็นกุญแจสำคัญที่จะพลิกเกมในสนามนี้ โดยเขามองว่ากลุ่มนี้คือโอกาสที่จะทำให้พรรคประชาชนสร้างความแตกต่างได้ นายชัยวัฒน์ย้ำชัดว่า ชัยวัฒน์ ลั่นโพลศักดิ์สิทธิ์ที่สุดคือ 28 มิ.ย. เพราะนั่นคือวันที่จะพิสูจน์ว่า นโยบายของพรรคสามารถเข้าถึงใจคนเมืองหลวงได้มากน้อยเพียงใด

สำหรับแนวทางการทำงานในช่วงถัดไป นายชัยวัฒน์ได้เผยกลยุทธ์ที่น่าจับตามองดังนี้:

  • นำเสนอนโยบายที่ตรงไปตรงมา เน้นความซื่อสัตย์สุจริตเป็นหลัก
  • เตรียมปล่อยแคมเปญหาเสียงในแต่ละเฟส เพื่อสร้างความตื่นเต้นและเข้าถึงกลุ่มคนทุกวัย
  • เร่งเดินหน้าเคาะประตูบ้านเพื่อสื่อสารวิสัยทัศน์ในอนาคตที่แตกต่างจากเดิม

ในยุคที่การเมืองเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว การมุ่งเน้นสื่อสารแบบเข้าถึงตัวประชาชนคือสิ่งที่พรรคประชาชนให้ความสำคัญสูงสุด ไม่ว่าโพลจะออกมาเป็นอย่างไร นายชัยวัฒน์ก็พร้อมที่จะสู้จนหยดสุดท้าย เพื่อให้มั่นใจว่าทุกคะแนนเสียงคือความหวังที่จะเปลี่ยนกรุงเทพฯ ให้กลายเป็นเมืองที่อยู่อาศัยได้ดีขึ้นจริงๆ

ในมุมมองของผม การที่ผู้สมัครออกมายืนหยัดไม่หวั่นไหวต่อผลโพล ถือเป็นเรื่องดี เพราะมันสะท้อนถึง “ความมุ่งมั่น” ที่แท้จริง อย่างไรก็ตาม ช่วงวันสุดท้ายก่อนเลือกตั้งคือบทพิสูจน์ของจริงว่า พรรคการเมืองจะสามารถเปลี่ยน “ความสงสัย” ให้กลายเป็น “ความไว้ใจ” ได้มากแค่ไหน เรามาร่วมลุ้นกันว่าผลในวันที่ 28 มิถุนายนนี้ จะเป็นไปตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้หรือไม่

ที่มา – “ชัยวัฒน์” ลั่นโพลศักดิ์สิทธิ์ที่สุดคือ 28 มิ.ย. ขอคนยังไม่ตัดสินใจให้โอกาส ปชน.

Scroll to top